Blog

  • ‘ดร.อัมพร’ ชี้ไทยเสี่ยง GDP โตต่ำ 1% เปิดแผลโครงสร้างลึก เครื่องยนต์หลักแผ่วทั้งระบบ

    ‘ดร.อัมพร’ ชี้ไทยเสี่ยง GDP โตต่ำ 1% เปิดแผลโครงสร้างลึก เครื่องยนต์หลักแผ่วทั้งระบบ

    'ดร.อัมพร' ชี้ไทยเสี่ยง GDP โตต่ำ 1% เปิดแผลโครงสร้างลึก เครื่องยนต์หลักแผ่วทั้งระบบ

    เศรษฐกิจไทยในปี 2569 นี้ อาจไม่ได้อยู่ในช่วง “ชะลอตัวธรรมดา” แต่กำลังยืนอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่างการเติบโตที่ริบหรี่ กับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ฝังลึกมานาน เมื่อแรงส่งจากอดีตเริ่มอ่อนแรงลง พร้อมกับแรงกดดันใหม่จากเงินเฟ้อ พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุด คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “GDP จะโตเท่าไร” แต่คือ “เศรษฐกิจไทยยังเหลือศักยภาพให้โตหรือไม่”

    เสียงเตือนจากผู้เชี่ยวชาญเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่า เครื่องยนต์หลักของประเทศกำลังแผ่วลงพร้อมกัน ทั้งการลงทุน แรงงาน และผลิตภาพ ขณะที่เครื่องยนต์ใหม่ยังไม่ทันสตาร์ท

    ท่ามกลางสมการที่ซับซ้อน ทั้งเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ที่ไม่อาจแก้ด้วยมาตรการระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่อาจส่งสัญญาณให้เห็นความเปราะบางในระดับลึกของระบบเศรษฐกิจไทยวันนี้

    ดร.อัมพร แสงมณี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริส คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ TRIS เปิดมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2569 กับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เศรษฐกิจไทยกำลังก้าวเข้าสู่สถานการณ์ที่น่ากังวลอย่างยิ่ง โดยมีการคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือ GDP มีแนวโน้มที่จะถูกกดให้ต่ำลงมาไม่ถึงร้อยละ 1 ในระยะสั้นนี้

    ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะปัจจัยชั่วคราว แต่สะท้อนถึงวิกฤตเชิงโครงสร้างในระยะยาวที่สั่งสมมานาน หากพิจารณาผ่านปัจจัยหลักทางเศรษฐศาสตร์ ทั้งเรื่องผลิตภาพ (Productivity) การลงทุน (Capital) และแรงงาน (Labor) จะพบว่าประเทศไทยมีความสามารถในการแข่งขันที่จำกัด ขณะที่การลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็ไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน

    โดยเฉพาะในส่วนของกำลังแรงงานที่เผชิญกับปัญหาสังคมสูงวัยและอัตราการเกิดต่ำ ซึ่งความเร็วในการลดลงของประชากรวัยแรงงานในไทยนั้นรวดเร็วยิ่งกว่าประเทศญี่ปุ่นในอดีตเสียอีก ส่งผลให้ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (Potential Output) ลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง

    จากที่เคยเติบโตได้ในระดับร้อยละ 8 ในอดีต ปัจจุบันกลับลดลงเหลือเพียงร้อยละ 2 ถึง 3 และมีแนวโน้มที่จะลดลงต่ำกว่านั้นจนเข้าใกล้ร้อยละ 0

    ในด้านขีดความสามารถในการแข่งขัน ปัจจุบันไทยกำลังถูกท้าทายอย่างหนักจากประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ทั้งในภาคการเกษตรและการท่องเที่ยว

    'ดร.อัมพร' ชี้ไทยเสี่ยง GDP โตต่ำ 1% เปิดแผลโครงสร้างลึก เครื่องยนต์หลักแผ่วทั้งระบบ

    อีกทั้งการเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังมีแนวโน้มที่จะเอื้อประโยชน์ต่อประเทศที่มีความแข็งแกร่งด้านสายงาน STEM (ย่อมาจาก วิทยาศาสตร์ (Science), เทคโนโลยี (Technology), วิศวกรรม (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Mathematics)) มากกว่า ซึ่งยังคงเป็นข้อจำกัดสำคัญของไทยที่ยังไม่มีการปลดล็อก

    ขณะเดียวกันปัจจัยระยะสั้นที่กำลังซ้ำเติมเศรษฐกิจคือ ปัญหาเงินเฟ้อที่มาจากราคาน้ำมัน ซึ่งหากเป็นการปรับขึ้นเพียงชั่วคราวอาจไม่ส่งผลกระทบนัยสำคัญ แต่ในปัจจุบันเริ่มมีความกังวลเรื่องการส่งผ่านราคาไปยังสินค้าประเภทอื่น จนอาจกลายเป็นเงินเฟ้อที่ถาวรและต่อเนื่อง

    เมื่อเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นย่อมกระทบต่อต้นทุนทางธุรกิจและต้นทุนทางการเงินผ่านอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้การบริโภค (C) และการลงทุน (I) ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจลดลงทันที ในขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐ (G) ของไทยนั้นมีสัดส่วนที่ค่อนข้างเล็กเพียงร้อยละ 10 กว่าๆ จึงมีบทบาทในการขับเคลื่อนได้ไม่มากนัก

    ในขณะที่สถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ เป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับสูงและอาจเกิดภาวะช็อกเป็นช่วงๆ ความไม่แน่นอนนี้ส่งผลต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อ (Inflation Expectation) ของประชาชน

    “หากคนในระบบเริ่มชินกับการที่ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้นและคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับสูงต่อไป การบริหารจัดการนโยบายการเงินจะทำได้ยากยิ่งขึ้น”

    ทางธนาคารกลางจะตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะหากปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้น GDP ก็จะยิ่งทำให้เงินเฟ้อพุ่งสูง แต่หากปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อก็จะไปซ้ำเติมเศรษฐกิจที่เปราะบางอยู่แล้ว

    วิกฤตที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจึงเปรียบเสมือนแรงกระแทกที่เข้ามากระทบกับโครงสร้างส่วนล่างที่อ่อนแออยู่เดิม ทำให้โอกาสที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวเป็นไปได้ยากหากรัฐบาลไม่มีมาตรการที่แหลมคมและแม่นยำพอ

    สำหรับประเด็นเรื่องอันดับความน่าเชื่อถือหรือเครดิตเรตติ้งของประเทศไทยนั้น แม้เศรษฐกิจจะอยู่ในสภาวะชะลอตัว แต่โอกาสที่จะถูกปรับลดอันดับในทันทีนั้นยังมีไม่มากนัก เหตุผลสำคัญเนื่องจากอันดับเครดิตของไทยไม่ได้ถูกปรับขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว

    และสภาวะปัจจุบันก็ยังคงอยู่ในระดับฐานที่สถาบันจัดอันดับเครดิตมองว่ามีเสถียรภาพเมื่อเทียบกับเกณฑ์ที่เคยตั้งไว้ แม้อาจจะมีการพูดถึงการปรับแนวโน้มเป็นเชิงลบ (Negative Outlook) ในระยะถัดไปหากสถานการณ์เลวร้ายลง แต่ในระยะสั้นอันดับเครดิตของประเทศน่าจะยังคงอยู่ที่เดิม

    แต่อย่างไรก็ดี ปัญหาที่แท้จริงที่น่ากังวลกว่าเครดิตเรตติ้งคือ ความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ขาดกลไกการเติบโตใหม่ๆ และกำลังเผชิญกับมรสุมรอบด้านที่พร้อมจะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/stockmarket/655614&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d02x4Lc14zg1Z_c8UpIHd

  • ประวัติ “สันติธาร เสถียรไทย” สะพัดจ่อนั่ง ผู้ช่วย “เอกนิติ” รมว.คลัง

    ประวัติ “สันติธาร เสถียรไทย” สะพัดจ่อนั่ง ผู้ช่วย “เอกนิติ” รมว.คลัง

    เปิดประวัติ ดร.ต้นสน “สันติธาร เสถียรไทย” นักเศรษฐศาสตร์ดิจิทัล อดีตบอร์ด กนง. สะพัด “เอกนิติ” เตรียมชง ครม. มานั่งเป็น ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    วันที่ 3 เมษายน 2569 ตามที่มีรายงานว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะดึง นายสันติธาร เสถียรไทย หรือ ดร.ต้นสน มาดำรงตำแหน่งผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมเตรียมเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเร็วๆ นี้ สอดรับล่าสุดที่เจ้าตัวได้ยื่นหนังสือขอลาออกจากการเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย และลาออกจากกรรมการอิสระบริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่ผ่านมา เช่นกัน

    ประวัติ “สันติธาร เสถียรไทย”

    สำหรับ นายสันติธาร เสถียรไทย มีชื่อเล่นว่า “ต้นสน” ปัจจุบันอายุ 45 ปี เป็นบุตรชายของ ศาสตราจารย์พิเศษ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กับท่านผู้หญิง สุธาวัลย์ เสถียรไทย (ธิดาของหม่อมหลวงทวีสันต์ ลดาวัลย์ อดีตราชเลขาธิการและอดีตองคมนตรี กับท่านผู้หญิงหม่อมราชวงศ์บุษบา สธนพงศ์ (สกุลเดิม : กิติยากร) พระขนิษฐาในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง)

    โดยนายสันติธาร จบการศึกษาปริญญาตรี ด้านเศรษฐศาสตร์และโทจากมหาวิทยาลัย London School of Economics and Political Sciences (LSE) จบปริญญาโท ด้านรัฐประศาสนศาสตร์ด้านการพัฒนาระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) และจบปริญญาเอก ด้านนโยบายเศรษฐกิจจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ด้วยทุนการศึกษาของ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) พร้อมรางวัลวิทยานิพนธ์ยอดเยี่ยม

    ศาสตราจารย์พิเศษ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และนายสันติธาร เสถียรไทย
    ศาสตราจารย์พิเศษ สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และนายสันติธาร เสถียรไทย

    เส้นทางการทำงาน “สันติธาร เสถียรไทย”

    นายสันติธาร เคยทำงานที่ธนาคารเครดิตสวิส (Credit Suisse) ประจำสิงคโปร์ ตำแหน่งสุดท้ายก่อนออกจากอุตสาหกรรมการเงิน คือ Head of Emerging Asia Economics

    Research ทำหน้าที่วิเคราะห์พยากรณ์เศรษฐกิจ และให้คำแนะนำการลงทุนใน 10 เศรษฐกิจในเอเชีย และเป็นนักเศรษฐศาสตร์คนเดียวในเอเชีย ที่ชนะรางวัลพยากรณ์เศรษฐกิจยอดเยี่ยมระดับโลกของ Consensus Economics ถึง 3 ปีซ้อน ซึ่งนายสันติธาร ยังถูกยกย่องให้เป็น “นักเศรษฐศาสตร์ภาคเทคโนโลยีแห่งเอเชีย”

    จากนั้น ได้ก้าวเข้าสู่การทำงานในเส้นทางอุตสาหกรรมทางด้านเทคโนโลยีดิจิทัล กับ Sea Limited บริษัท Tech Startup มูลค่าระดับหมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (Decacorn) ในตำแหน่ง Group Chief Economist หรือ ประธานนักเศรษฐศาสตร์

    เคยได้รับการโหวตเป็นนักเศรษฐศาสตร์มหภาคอันดับ 1 ของประเทศไทยโดย Asia Money และเป็นคนเดียวจากอาเซียนที่ได้รับเชิญจาก World Economic Forum ให้เป็นสมาชิกกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำที่มาช่วยคิดออกแบบอนาคตเศรษฐกิจโลกหลังโควิด-19 (Global Chief Economist Community)

    เคยทำงานที่กระทรวงการคลังในประเทศไทย และ Government of Singapore Investment Corporation

    เคยเป็นอาจารย์พิเศษสอนด้านเศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics) ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    เคยเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย

    เคยเป็นที่ปรึกษาด้าน Future Economy ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

    อนุกรรมการของกฤษฎีกา ร่างกฎหมายว่าด้วยเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม

    ที่ปรึกษากรรมการวิสามัญของสภาฯ ด้านนโยบายปัญญาประดิษฐ์ (AI)  ยุครัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร

    กรรมการอิสระบริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK ลาออก 30 มีนาคม ที่ผ่านมา 

    นอกจากนี้ ยังเขียนหนังสือ “Futuration เปลี่ยนปัจจุบันทันอนาคต”  จากสำนักพิมพ์มติชน โดยได้รับการตีพิมพ์ถึง 3 ครั้งในเวลาไม่ถึง 1 ปี และได้รับการคัดเลือกจาก Asia Society ให้เป็น 1 ใน 21 ผู้นำรุ่นใหม่แห่งเอเชีย ประจำปี 2017 อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในทีมผู้ก่อตั้งเครือข่าย Thai Young Philanthropist Network ที่ดึงคนรุ่นใหม่ไทยกว่า 1,800 คนมาร่วมกันทำโครงการเพื่อการพัฒนาสังคมไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2924483&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YoGKMNHooVDtb319MZiE6

  • รองอธิบดีกรมการกงสุล ร่วมประชุม อนุ กมธ.ส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยวและกีฬา วุฒิสภา แจงมาตรการทบทวนมาตรการวีซ่าฟรี

    รองอธิบดีกรมการกงสุล ร่วมประชุม อนุ กมธ.ส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยวและกีฬา วุฒิสภา แจงมาตรการทบทวนมาตรการวีซ่าฟรี

    วันนี้ (1 เมษายน 2569) นายบัญชา ยืนยงจงเจริญ รองอธิบดีกรมการกงสุล พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองตรวจลงตราและเอกสารเดินทางคนต่างด้าว เข้าร่วมการประชุมคณะอนุกรรมาธิการส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยวและกีฬา ในคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา ครั้งที่ 8/2569 ณ อาคารรัฐสภา ซึ่งมีนายธัชชญาณ์ณัช เจียรธนัทกานนท์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ เป็นประธาน เพื่อหารือประเด็นการเตรียมความพร้อมและมาตรการรองรับการเดินทางท่องเที่ยวในสถานการณ์ความไม่สงบระหว่างประเทศ และสถานการณ์ฉุกเฉินอื่นที่ไม่ได้เกิดจากนักท่องเที่ยว โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม อาทิ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท ไทยแอร์เอเชีย จำกัด

    รองอธิบดีบัญชาฯ ได้ชี้แจงข้อซักถามของคณะอนุกรรมาธิการฯ เรื่องการอำนวยความสะดวกด้านการตรวจลงตรา และการทบทวนมาตรการยกเว้นการตรวจลงตรา (มาตรการวีซ่าฟรี) ว่า ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางเข้าไทยด้วยมาตรการวีซ่าฟรี ดังนั้น นักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องขอรับการตรวจลงตราในระบบ e-Visa ผ่านสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ มีจำนวนน้อยกว่าเมื่อเทียบกับสัดส่วนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาด้วยมาตรการวีซ่าฟรีมาก และสำหรับนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบไม่สามารถเดินทางกลับประเทศได้ สามารถติดต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อขอขยายระยะเวลาการพำนักในประเทศไทยได้ ทั้งนี้ ตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความไม่สงบ จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 ยังไม่มีรายงานนักท่องเที่ยวต่างชาติร้องเรียนเข้ามาแต่อย่างใด

    นอกจากนี้ คณะกรรมการนโยบายการตรวจลงตราที่มีปลัดกระทรวงการต่างประเทศเป็นประธาน ซึ่งเป็นกลไกหลักในการพิจารณานโยบายการตรวจลงตราของไทย ได้จัดประชุมครั้งที่ 1/2569 เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 เพื่อประเมินผลกระทบและทบทวนมาตรการวีซ่าฟรีของไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศอยู่ระหว่างรายงานผลการประชุม เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาในเร็วๆ นี้

    DDG of the Department of Consular Affairs Attends Senate Subcommittee’s Meeting on Tourism and Sports

    On 1 April 2026, Mr. Bancha Yuenyongchongcharoen, Deputy Director-General of the Department of Consular Affairs, together with an official from the Visas and Travel Documents Division, attended the 8th Meeting of 2026 of the Senate Subcommittee on Promotion and Development of Tourism and Sports, chaired by Mr. Thatchayanat Chiarathanatkanon.

    The meeting discussed measures to promote Thai tourism preparedness amid international unrest. Participating agencies included the Ministry of Tourism and Sports, the Immigration Bureau, Airports of Thailand (AOT), and Thai AirAsia Company Limited.

    Deputy Director-General informed the Meeting that nowadays, most tourists enter Thailand under the visa exemption scheme. Therefore, in comparison, the number of foreign tourists applying for e-Visas through the Royal Thai Embassies and the Royal Thai Consulates-General are far less than entering Thailand via visa exemption scheme. Stranded tourists in Thailand may request extensions of stay at the Immigration Bureau. And as of 31 March 2026, no complaints from foreign tourists have been reported.

    In addition, the Visa Policy Committee, chaired by the Permanent Secretary of the Ministry of Foreign Affairs, met on 27 March 2026 to review Thailand’s visa exemption schemes. The Ministry is preparing to submit the results to the new Cabinet for consideration soon.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/287650&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0isuvAiwUGVcvUynTZVh02

  • ทม.ประจวบฯ จัดใหญ่สงกรานต์ 2569! สาดความสุขยาวเที่ยงวันถึงเที่ยงคืน ปลุกท่องเที่ยวคึกคักรับปีใหม่ไทย

    ทม.ประจวบฯ จัดใหญ่สงกรานต์ 2569! สาดความสุขยาวเที่ยงวันถึงเที่ยงคืน ปลุกท่องเที่ยวคึกคักรับปีใหม่ไทย

    ทม.ประจวบฯ จัดใหญ่สงกรานต์ 2569! สาดความสุขยาวเที่ยงวันถึงเที่ยงคืน ปลุกท่องเที่ยวคึกคักรับปีใหม่ไทย

    เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่สะพานสราญวิถี อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายกมล แก้วเทศ นายกเทศมนตรีเมืองประจวบคีรีขันธ์ เป็นประธานแถลงข่าวการจัดงานประเพณีสงกรานต์ ประจำปี พ.ศ.2569 โดยมีนายสราวุธ ลิ้มอรุณรักษ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พ.ต.อ.ไพทูล พรมเขียน ผู้กำกับการ สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ นางสาววรกานต์ ถาวร รองผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานประจวบคีรีขันธ์ และนายเฉลิมพล อภัยรี ผู้แทนสภาวัฒนธรรมจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ร่วมแถลงข่าว ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

    นายกเทศมนตรีฯ เปิดเผยว่า การจัดงานในปีนี้เน้นการสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่ครบครัน ทั้งความสนุก ความปลอดภัย และการอนุรักษ์ประเพณีไทย เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้สัมผัสเสน่ห์สงกรานต์อย่างแท้จริง พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยได้รับความร่วมมืออย่างดีจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในจังหวัด

    “กิจกรรมในครั้งนี้ มุ่งผสานเสน่ห์วัฒนธรรมไทยเข้ากับความสนุกสมัยใหม่ กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวช่วงเทศกาลปีใหม่ไทยอย่างเต็มรูปแบบ”  นายกเทศมนตรีกล่าว

    สำหรับกิจกรรมไฮไลต์จะจัดขึ้นในวันที่ 13 เมษายน 2569 เริ่มตั้งแต่ช่วงเช้า เวลา 06.00 น. ร่วมทำบุญตักบาตรเสริมสิริมงคล ณ สะพานสราญวิถี จากนั้นเวลา 08.30 น. ชมขบวนแห่สงกรานต์สุดตระการตาเคลื่อนผ่านถนนในเขตเทศบาล ต่อด้วยเวลา 11.00 น. พิธีสรงน้ำพระและรดน้ำขอพรผู้สูงอายุ สืบสานวัฒนธรรมอันงดงามของไทย

    และเมื่อเข้าสู่ช่วงเที่ยงวันเป็นต้นไป นักท่องเที่ยวจะได้สนุกสุดเหวี่ยงกับอุโมงค์น้ำพุขนาดใหญ่ พร้อมกิจกรรมดนตรีและความบันเทิงตลอดทั้งวันยาวไปจนถึงเที่ยงคืน สร้างสีสันให้เมืองประจวบฯ กลายเป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางยอดนิยมในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้

    เทศบาลเมืองประจวบคีรีขันธ์จึงขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวทั่วประเทศ ร่วมสัมผัสบรรยากาศ “สงกรานต์เที่ยงวันสุขสันต์ถึงเที่ยงคืน” ที่ทั้งสนุก และเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์แบบไทย ณ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในวันที่ 13 เมษายนนี้.

    ภูมิภาค32

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/139273&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ALUk4rwP5jDr2dqkD50Xn

  • เทรนด์ใหม่มาแรง! นักท่องเที่ยวแห่ชมซากุระเมืองรอง ตามรอยซีรีส์ฮิต

    เทรนด์ใหม่มาแรง! นักท่องเที่ยวแห่ชมซากุระเมืองรอง ตามรอยซีรีส์ฮิต


    จากโตเกียวสู่เมืองรอง เทรนด์ชมซากุระปีนี้เปลี่ยนชัด นักเดินทางเลือกจุดหมายตามรอยซีรีส์ หลีกเลี่ยงความแออัด และค้นหามุมมองใหม่ของฤดูใบไม้ผลิ

    ข้อมูลการจองล่าสุดจาก Trip. com Group เผยว่า แม้จุดชมซากุระระดับไอคอนในประเทศญี่ปุ่นยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง แต่นักท่องเที่ยวเริ่มหันไปเลือกจุดหมายปลายทางในเมืองรองเพิ่มมากขึ้น รวมถึงสถานที่ที่ปรากฏในซีรีส์ชื่อดัง เพื่อสัมผัสบรรยากาศที่คล้ายกับฉากในภาพยนตร์ พร้อมความเป็นส่วนตัวที่มากกว่าในช่วงพีคซีซัน

    เทรนด์ “ชมซากุระตามรอยซีรีส์เกาหลี” มาแรง
    หนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเทรนด์นี้คือ “Screen Tourism” หรือการท่องเที่ยวตามรอยซีรีส์และภาพยนตร์ โดยรายงาน Momentum Report ของ Trip.com Group ระบุว่า นักท่องเที่ยวกว่า 70% เลือกจุดหมายปลายทางจากสิ่งที่เห็นผ่านหน้าจอ

    ตัวอย่างที่ชัดเจนคือซีรีส์ยอดนิยมจาก Netflix เรื่อง Can This Love Be Translated? ที่นำเสนอภาพของเมืองคามาคุระและเอโนชิมะ จังหวัดคานากาวะ ซึ่งอยู่ห่างจากโตเกียวเพียง 1 ชั่วโมง โดยนับตั้งแต่ซีรีส์ออกฉาย การจองตั๋วรถไฟไปคามาคุระเพิ่มขึ้นถึง 66% ต่อเดือน ขณะที่การจองโรงแรมและยอดการค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 55%

    นอกจากนี้ การจองกิจกรรมท่องเที่ยว เช่น ทัวร์ สถานที่ท่องเที่ยว และกิจกรรมในคามาคุระและเอโนชิมะ ยังเพิ่มขึ้น 64% ต่อเดือน โดยเอโนชิมะโดดเด่นด้วยวิวทะเล เส้นทางศาลเจ้า และซากุระพันธุ์คาวาซึที่บานตั้งแต่ต้นฤดู จึงเป็นทางเลือกที่เงียบสงบกว่าการท่องเที่ยวในโตเกียวช่วงพีคซีซัน อย่างไรก็ตาม อุทยานแห่งชาติชินจูกุเกียวเอนยังคงครองอันดับ 1 ของโลกด้านการจองสถานที่ชมซากุระ สะท้อนว่าโตเกียวยังคงเป็นจุดหมายหลัก แม้นักท่องเที่ยวจะเริ่มกระจายตัวไปยังพื้นที่ใหม่มากขึ้น

    ในฝั่งเกาหลีใต้ K-Drama หรือซีรีส์เกาหลี ก็มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงเส้นทางชมดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิ เช่น ซีรีส์คลาสสิก Winter Sonata ที่ทำให้เกาะนามิกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งโรแมนติก ขณะที่สวนยออีโด ซึ่งปรากฏในซีรีส์ดังอย่าง Squid Game, The King: Eternal Monarch และ The Penthouse ก็ได้รับการยอมรับให้เป็นจุดหมายยอดนิยมสำหรับการชมซากุระในกรุงโซล 
    ปัจจุบัน นักท่องเที่ยวไม่ได้ตั้งคำถามเพียงว่า “ซากุระบานเมื่อไหร่” แต่เริ่มมองหา “จะไปชมซากุระที่ไหนให้ได้ประสบการณ์ที่แตกต่าง”

    “ซากุระเมืองรอง” เทรนด์ใหม่ที่มาแรง
    เมื่อความแออัดในเมืองใหญ่เพิ่มสูงขึ้น จุดหมายปลายทางในเมืองรองจึงกลายเป็นทางเลือกที่ได้รับความนิยม แม้เส้นทาง Golden Route อย่างโตเกียว โอซาก้า และเกียวโต ยังคงครองสัดส่วนมากกว่าสองในสามของการจองเพื่อชมซากุระในญี่ปุ่น แต่เกือบ 1 ใน 3 ของการจองเริ่มกระจายออกไปนอกเส้นทางหลักแล้ว โดยเมืองรองหลายแห่งยังมีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าโตเกียว (เติบโต 31.5% YoY) อย่างชัดเจน เช่น เซนได (+89.7% YoY) ซัปโปโร (+56.2% YoY) และฟุกุโอกะ (+54.9% YoY)

     
    เทรนด์นี้เป็นสัญญาณของยุค “ซากุระเมืองรอง” ที่มอบความสวยงามไม่แพ้จุดหมายหลัก และยังให้ประสบการณ์ที่ลึกซึ้งและเป็นส่วนตัวมากกว่า

    จุดหมายชมซากุระทางเลือกที่น่าจับตาในญี่ปุ่น
    •เซนได (+89.7% YoY) – อุโมงค์ซากุระริมแม่น้ำชิราอิชิ ช่วงระหว่างฟุนาโอกะถึงโองาวาระ บรรยากาศสงบ (กลางเดือนเมษายน)
    •โอกินาวา (+66.4% YoY) – ซากุระบานเร็ว เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบอากาศอบอุ่น
    •เขตมินามิซึรุ (+23.6% YoY) – ซากุระริมทะเลสาบพร้อมวิวภูเขาฟูจิ
    •ซัปโปโร (+56.2% YoY) – ฤดูซากุระที่ขยายไปถึงต้นเดือนพฤษภาคม
    •ฟุกุโอกะ (+54.9% YoY) – เสน่ห์ชายฝั่งทะเลที่ผสมผสานกับวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างมีชีวิตชีวา
    รวมถึง นาโกย่า (+22.1% YoY) และนาฮา (+27.6% YoY) ที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่านักท่องเที่ยวเริ่มมีการกระจายตัวออกไปสู่หลากหลายเมืองทั่วประเทศมากขึ้น 

    ซากุระไม่ได้มีแค่ในญี่ปุ่น: เทรนด์ท่องเที่ยวระดับภูมิภาค
    แม้ญี่ปุ่นยังเป็นจุดหมายหลักของการท่องเที่ยวเพื่อชมซากุระ แต่เกาหลีใต้และจีนกำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยติดอันดับ 5 จุดหมายปลายทางที่มีการค้นหาคีย์เวิร์ดเกี่ยวกับซากุระมากที่สุดในโลก

    จุดหมายปลายทางเพื่อไปชมซากุระที่น่าสนใจในเกาหลีใต้
    •คยองจู – เมืองหลวงโบราณที่มีถนนเรียงรายด้วยวัดและวิวซากุระริมทะเลสาบอันเงียบสงบ
    •จินแฮ – ขึ้นชื่อเรื่องอุโมงค์ซากุระริมแม่น้ำ และเป็นสถานที่จัดเทศกาลซากุระที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้
    •โซล – ซากุระในเมืองที่เข้าถึงง่าย รวมถึงสวนนัมซาน เป็นแหล่งถ่ายรูปที่โดดเด่นและได้รับความนิยมสูง บนโซเชียลมีเดีย
    •เกาะเชจู – เกาะที่มีภูมิทัศน์ธรรมชาติสวยงาม ประดับประดาด้วยซากุระตามฤดูกาล
    นอกจากนี้ คยองจูและเกาะเชจู มีอัตราการเติบโตของการจองตั๋วเครื่องบินสูงถึง 207% และ 143% ต่อปีตามลำดับ

    จุดหมายปลายทางเพื่อไปชมซากุระที่น่าสนใจในจีน
    จุดหมายปลายทางเพื่อการไปชมซากุระในจีนก็กำลังดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวอย่างมากเช่นกัน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่มองหาทั้งความงามของธรรมชาติและประสบการณ์ทางวัฒนธรรม
    •กุ้ยโจว – เมืองที่เคยขึ้นชื่อเรื่องการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมชนเผ่า กลายเป็นฮอตสปอตในการชมซากุระ โดยเฉพาะอุทยานซากุระผิงป้า ที่ติดอันดับทัวร์ที่ถูกจองมากที่สุดบนแพลตฟอร์มของ Trip.com Group
    •อู่ฮั่น – ซากุระที่มหาวิทยาลัยและสวนซากุระอีสต์เลค ดึงดูดผู้เยี่ยมชมที่ต้องการชมซากุระกลางเมือง
    •เซี่ยงไฮ้ – สวนประติมากรรมจิ้งอัน ผสมผสานงานศิลปะสมัยใหม่เข้ากับดอกซากุระตามฤดูกาล 
    พฤติกรรมการค้นหาของนักท่องเที่ยวจีนชี้ความนิยมจุดชมซากุระริมทะเลสาบและการเดินชมตามสวนต่างๆ ซึ่งตอบโจทย์บรรยากาศสวยงามและการเดินเที่ยวที่สะดวก

    โปรไฟล์นักท่องเที่ยว
    จากการศึกษาข้อมูลนักท่องเที่ยวทั่วโลกพบว่านักท่องเที่ยวผู้หญิงเป็นผู้จองทริปชมซากุระถึง 62.9% โดยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 25-49 ปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหนึ่งของการจองทั้งหมด ขณะเดียวกัน ยังพบการเติบโตที่น่าสนใจในกลุ่มอื่น ๆ ได้แก่ นักท่องเที่ยวอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเพิ่มขึ้น 29.5% ต่อปี และทริปครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ซึ่งเติบโตสูงถึง 150% ต่อปี

    เทรนด์การเดินทางเพื่อชมซากุระในระดับภูมิภาคนี้ สะท้อนให้เห็นว่าการท่องเที่ยวชมซากุระกำลังขยายตัวทั้งในด้านความหลากหลายและความน่าสนใจ โดยผสมผสานความงามของธรรมชาติ ประสบการณ์ทางวัฒนธรรม และอิทธิพลของโซเชียลมีเดีย จนก่อให้เกิดรูปแบบการท่องเที่ยวตามฤดูกาลแนวใหม่ทั่วเอเชีย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/41645&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24lhg_V47WQ1MMeHygxMBJ

  • ประเทศไหนบ้าง? ที่ ตม. มีสิทธิ์ “ขอค้นมือถือ” ก่อนเข้าเมือง อัปเดตล่าสุดปี 2569

    ประเทศไหนบ้าง? ที่ ตม. มีสิทธิ์ “ขอค้นมือถือ” ก่อนเข้าเมือง อัปเดตล่าสุดปี 2569

    ระวังถูกยึดเครื่อง! เปิดรายชื่อ 7 ประเทศที่เจ้าหน้าที่ศุลกากรมีสิทธิ์ “ตรวจค้นมือถือ” ก่อนเข้าเมือง

    การเดินทางไปต่างประเทศในยุคปัจจุบัน นอกจากการเตรียมพาสปอร์ตและวีซ่าให้พร้อมแล้ว การทำความเข้าใจกฎระเบียบด้านความปลอดภัยของแต่ละประเทศถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกฎเกณฑ์ที่อนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองสามารถขอตรวจสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของคุณได้ ซึ่งหากปฏิเสธอาจนำไปสู่การถูกปฏิเสธเข้าเมืองหรือถูกดำเนินคดี

    นี่คือ 7 ประเทศที่มีกฎระเบียบเข้มงวดในการสุ่มตรวจโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ต และแล็ปท็อป ตามข้อมูลอัปเดตล่าสุดในปี 2569:

    1. รัสเซีย

    ทางการรัสเซียมีอำนาจในการยึดและตรวจสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เคยออกคำเตือนว่านักท่องเที่ยวไม่ควรคาดหวังถึงความเป็นส่วนตัวเมื่อเดินทางเข้ารัสเซีย นอกจากนี้ ข้อมูลที่พบในเครื่องอาจถูกนำมาใช้เป็นเหตุในการกักตัวนักท่องเที่ยวได้ และการบังคับใช้กฎหมายนี้มักมีความไม่แน่นอนสูง

    2. แคนาดา

    หน่วยงานบริการพรมแดนแคนาดา (CBSA) มีอำนาจภายใต้กฎหมายศุลกากรในการตรวจสอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์โดยไม่จำเป็นต้องมีหมายค้น หากเจ้าหน้าที่สงสัยว่ามีการละเมิดกฎหมายพรมแดน เช่น การนำเข้าสิ่งของผิดกฎหมาย หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับตัวตน นักเดินทางจำเป็นต้องให้รหัสผ่านแก่เจ้าหน้าที่หากมีการร้องขอ

    3. ออสเตรเลีย

    เจ้าหน้าที่ชายแดนออสเตรเลียมีสิทธิ์ตรวจสอบอุปกรณ์เทคโนโลยีได้ทันที แม้ว่านักเดินทางจะมีสิทธิ์ปฏิเสธการปลดล็อกเครื่อง แต่เจ้าหน้าที่มีอำนาจในการ “ยึดเครื่อง” ไว้ตรวจสอบภายหลังได้ และการปฏิเสธอาจนำไปสู่การกักตัวหรือการยกระดับการตรวจสอบที่เข้มงวดขึ้น โดยเฉพาะหากสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม

    4. นิวซีแลนด์

    แม้การสุ่มตรวจในนิวซีแลนด์จะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก แต่กฎหมายให้อำนาจเจ้าหน้าที่ขอรหัสผ่านเพื่อเข้าถึงข้อมูลในโทรศัพท์หรือแล็ปท็อปได้หากมีเหตุอันควรสงสัย หากนักเดินทางปฏิเสธไม่ให้ความร่วมมือ อาจต้องเผชิญกับโทษปรับสูงสุดถึง 5,000 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ (ประมาณ 100,000 บาท)

    5. ฮ่องกง

    ตามรายงานจากสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ ในฮ่องกงและมาเก๊า เมื่อเดือนมีนาคม 2569 ระบุว่าภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ ตำรวจฮ่องกงมีอำนาจเรียกขอรหัสผ่านและการถอดรหัสข้อมูลในอุปกรณ์จากนักเดินทาง หากปฏิเสธจะถือเป็นความผิดทางอาญา ซึ่งกฎนี้ครอบคลุมไปถึงผู้ที่เพียงแค่มาต่อเครื่องที่สนามบินนานาชาติฮ่องกงด้วย

    6. จีน (แผ่นดินใหญ่)

    เจ้าหน้าที่จีนมีอำนาจกว้างขวางในการตรวจสอบข้อมูลในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะหากมีข้อกังวลด้านความมั่นคงแห่งชาติ การบังคับใช้กฎหมายอาจแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาคและมีความไม่แน่นอน นักเดินทางอาจถูกตรวจสอบข้อมูลโซเชียลมีเดียหรือแอปพลิเคชันต่างๆ ภายในเครื่องได้

    iStockphoto

    7. สหรัฐอเมริกา

    เจ้าหน้าที่ตระเวนชายแดนสหรัฐฯ สามารถตรวจค้นมือถือ แล็ปท็อป หรือกล้องถ่ายรูปได้โดยไม่ต้องมีหมายค้นในระหว่างการตรวจคนเข้าเมืองตามปกติ แม้ว่าการไม่ให้รหัสผ่านจะไม่ใช่ความผิดทางอาญาสำหรับผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองสหรัฐฯ แต่อาจส่งผลกระทบต่อสถานะการเข้าเมือง หรือทำให้เครื่องถูกยึดไว้ตรวจสอบเป็นเวลานาน

    ข้อแนะนำสำหรับนักเดินทางคือควรสำรองข้อมูลสำคัญไว้บนระบบคลาวด์ และหลีกเลี่ยงการเก็บข้อมูลที่ล่อแหลมหรือผิดกฎหมายไว้ในตัวเครื่อง เพื่อลดความเสี่ยงและความยุ่งยากที่อาจเกิดขึ้นบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง

    แหล่งอ้างอิง

    1. UNILAD
    2. U.S. Department of State

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/travel/1453790/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gYR9TuFOENlNTcxNNFxxl

  • หุ้นไทย ปิดลบ 11.72 จุด แรงขายขายลดเสี่ยงช่วงหยุดยาว จับตารัฐบาลใหม่เคาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    หุ้นไทย ปิดลบ 11.72 จุด แรงขายขายลดเสี่ยงช่วงหยุดยาว จับตารัฐบาลใหม่เคาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    หุ้นไทย ปิดวันนี้ 3 เม.ย. ที่ระดับ 1,454.00 จุด ลดลง 11.72 จุด มูลค่าซื้อขาย 42,563 ล้านบาท แรงขายลดเสี่ยงช่วงวันหยุดยาวทั้งไทยและต่างประเทศ กังวลความไม่แน่นอนของสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่ยังต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ในทางเทคนิคหุ้นไทยยังแข็งแกร่ง และคาดหวังรัฐบาลประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) วันที่ 3 เมษายน ปิดที่ระดับ 1,454.00 จุด ลดลง 11.72 จุด (-0.80%) มูลค่าการซื้อขาย 42,563.62 ล้านบาท ต่างชาติขายสุทธิ 1,853.15 ล้านบาท กองทุนขายสุทธิ 1,816.20 ล้านบาท

    วันนี้มีการซื้อขายหลักทรัพย์บนกระดานใหญ่ (BIG LOT) 8 หลักทรัพย์ 11 รายการ พบ ADVICE มีมูลค่าสูงสุด 61.56 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 5.40 บาท

    นายณรงค์เดช จันทรไพศาล ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไอร่า กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ไม่มีปัจจัยใหม่เข้ามาหนุน ตลาดต่างประเทศส่วนใหญ่ปิดทำการในเทศกาลอีสเตอร์ ขณะที่บ้านเราเข้าวันหยุดยาวทำให้มีแรงขายลดความเสี่ยง ปรับ Position เพราะสถานการณ์ช่วงสุดสัปดาห์ยังมีความไม่แน่นอน

    ตลาดบ้านเราต้นภาคเช้าบวกขึ้นมาได้ แต่ช่วงบ่ายเผชิญแรงขายทำกำไรกระจายไปหลายกลุ่ม ขณะที่มูลค่าซื้อขายไม่มากนัก โดยยังต้องจับตาสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิดต่อไป โดยเฉพาะการใช้กำลังทหารของทั้งสองฝ่าย รวมถึงช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดได้หรือไม่

    ในทางเทคนิค หุ้นไทยดูยังแข็งแกร่ง แนวโน้มสัปดาห์หน้าตลาดน่าจะแกว่งออกข้าง หรืออาจย่อลงบ้าง โดยจะต้องจับตาปัจจัยในประเทศ คาดว่ารัฐบาลใหม่จะประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้แก่ คนละครึ่งพลัส, Thailand Fast Pass และ TISA ที่จะช่วยหนุนเงินไหลเข้าตลาดหุ้น โดยในวันที่ 6 เม.ย.จะมีการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ และรัฐบาลจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 9-10 เม.ย.นี้

    ให้กรอบแนวรับ 1,450, 1,435 จุด แนวต้าน 1,473, 1,490 จุด

    5 หลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด

    • PTT มูลค่าการซื้อขาย 3,360.77 ล้านบาท ปิดที่ 34.25 บาท ลดลง 1.25 บาท
    • GULF มูลค่าการซื้อขาย 2,781.59 ล้านบาท ปิดที่ 59.25 บาท ลดลง 0.50 บาท
    • DELTA มูลค่าการซื้อขาย 2,375.67 ล้านบาท ปิดที่ 270.00 บาท ลดลง 1.00 บาท
    • KBANK มูลค่าการซื้อขาย 2,135.46 ล้านบาท ปิดที่ 190.50 บาท ลดลง 1.50 บาท
    • KTB มูลค่าการซื้อขาย 1,955.08 ล้านบาท ปิดที่ 35.25 บาท ลดลง 0.25 บาท

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ ตลาดหุ้นทั้งไทยและต่างประเทศ ได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://moneyandbanking.co.th/2026/236171/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YVVnjSj8_wh9F9Bmv6ecY

  • ‘เจด้า-ชอน’สะพรึงเรื่องจริงของ ‘ฟิล์ม ชิตปภพ’เปิดประสบการณ์โรงเรียนหลอน – แนวหน้า

    ‘เจด้า-ชอน’สะพรึงเรื่องจริงของ ‘ฟิล์ม ชิตปภพ’เปิดประสบการณ์โรงเรียนหลอน – แนวหน้า

    เจด้า-ชอน” เจอเรื่องเล่าของ “ฟิล์ม ชิตปภพ” ทำเอาสะดุ้ง จากสถานที่ที่ใคร ๆ บอกว่า “ไม่มีอะไร” สู่ประสบการณ์ชวนสะดุ้ง เมื่อ “บางสิ่ง” เลือกจะปรากฏตัวให้เห็น ห้ามพลาด เสาร์ที่ 4 …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/956749&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XS5G5HMAryZODHPDF2nk1

  • เผยผลวิจัย ลูกค้ารถไฟฟ้าในไทยยังกังวลจุดอ่อนของแบตเตอรี่ และปัญหาในการชาร์จ

    เผยผลวิจัย ลูกค้ารถไฟฟ้าในไทยยังกังวลจุดอ่อนของแบตเตอรี่ และปัญหาในการชาร์จ

    ดิฟเฟอเรนเชียล เผยผลวิจัย ลูกค้ารถไฟฟ้าในไทยยังกังวลจุดอ่อนของแบตเตอรี่ และปัญหาในการชาร์จ ตอกย้ำว่าประสบการณ์การชาร์จรถ BEV ยังคงเป็นปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

    นายศิรส สาตราภัย กรรมการผู้จัดการบริษัท ดิฟเฟอเรนเชียล ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ผลการศึกษาวิจัยประสบการณ์ลูกค้าด้านผลิตภัณฑ์รถยนต์ในประเทศไทย หรือ Product Customer Experience Index (Product CXI) Study โดยมุ่งประเด็นที่น่าสนใจ

    เช่น ความพึงพอใจของลูกค้าต่อการออกแบบรถยนต์ ความดึงดูดใจ ฟีเจอร์ สมรรถนะของรถยนต์  หรือที่เรียกว่า ความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดสำคัญในการสร้างให้เกิดความภักดีในใจของลูกค้า จะเป็นจุดแข็งของผลิตภัณฑ์ท่ามกลางกระแสการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้น และรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทรถที่เข้ามาใหม่ในตลาดประเทศไทย

    โดยการศึกษาวิจัยฯ ครั้งนี้ สะท้อนมุมมองของเจ้าของรถยนต์ยี่ห้อที่เป็นที่นิยมจำนวน 14 ยี่ห้อ ซึ่งให้คะแนนความพึงพอใจที่มีต่อรถยนต์ของตน ครอบคลุมตั้งแต่ การออกแบบภายนอก สมรรถนะการขับขี่ ไปจนถึงความสะดวกสบายภายในห้องโดยสาร ระบบสรีรศาสตร์ และความปลอดภัย เป็นต้น 

    เริ่มดำเนินการศึกษาวิจัยระหว่างเดือนตุลาคมถึงธันวาคม 2568 โดยรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นจากเจ้าของรถยนต์ ซึ่งครอบครองรถเป็นระยะเวลา 12 ถึง 36 เดือนก่อนวันสัมภาษณ์ โดยวัดความพึงพอใจเกี่ยวกับตัวรถยนต์ใน 9 ประเด็นหลัก ครอบคลุม 52 คุณสมบัติย่อยของตัวรถยนต์ โดยประเด็นหลักทั้ง 9 ได้แก่ 

    1. การออกแบบภายนอก และสไตล์ของตัวรถ 

    2. ระบบความปลอดภัย 

    3. ความสะดวกในการใช้งาน และระบบควบคุม 

    4. สมรรถนะ และการขับขี่ 

    5. ระบบแสงสว่าง และสัญญาณ 

    6. การออกแบบภายใน และความสะดวกสบาย 

    7. พื้นที่เก็บสัมภาระ และช่องจัดเก็บ 

    8. ระบบเสียง และความบันเทิง

    สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) มีมิติที่เพิ่มเติมคือ 

    9. แบตเตอรี่ และการชาร์จ โดยในปีนี้คะแนน P-CXI ของอุตสาหกรรมอยู่ที่ 890 คะแนน จากคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน

    โดยผลวิจัยพบว่า เจ้าของรถในกลุ่ม GWM มีความพึงพอใจเฉลี่ยสูงสุด และครองอันดับหนึ่งด้วยคะแนน 896 คะแนนจากคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน รองลงมาคือ Honda และ Mazda (ได้ 895 คะแนนเท่ากัน)

    Nissan (ได้ 894 คะแนน) Ford (ได้ 893 คะแนน) และ Toyota (ได้ 891 คะแนน) โดยทุกยี่ห้อที่กล่าวมา มีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมซึ่งอยู่ที่ 890 คะแนน ขณะที่ MG ได้ 890 คะแนนซึ่งอยู่ที่ระดับค่าเฉลี่ย ส่วนแบรนด์อื่น ๆ ได้คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม 

    “รถยนต์ญี่ปุ่น ยังคงมีคะแนนความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์โดยรวมสูงกว่ารถยนต์จีน (890 คะแนน ต่อ 886 คะแนน) และเจ้าของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BEV (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถยนต์สัญชาติจีน) มีคะแนนความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์โดยรวมต่ำกว่าเจ้าของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป (ICE) และรถยนต์ไฮบริด (884 คะแนน ต่อ 891 คะแนน) โดยเรื่องของแบตเตอรี่ และการชาร์จเป็นจุดอ่อนสำคัญที่ลูกค้าในกลุ่มรถยนต์พลังงานไฟฟ้ามีความพึงพอใจน้อยที่สุด”

    ในส่วนปัจจัยความพึงพอใจหลัก ลูกค้าพึงพอใจสูงสุดในด้านการออกแบบภายนอก และสไตล์ของตัวรถ รองลงมา คือ สมรรถนะและการขับขี่ ความสะดวกในการใช้งาน และระบบควบคุม ตามลำดับ ในทางกลับกัน ปัจจัยที่ได้คะแนนความพึงพอใจต่ำสุด คือ 

    1. แบตเตอรี่ และการชาร์จ 

    2. พื้นที่เก็บสัมภาระ และช่องจัดเก็บ 

    3. ระบบเสียง และความบันเทิง

    ในส่วนหัวข้อย่อยที่ลงรายละเอียดด้านความพึงพอใจ ลูกค้าแสดงความพึงพอใจสูงสุดกับ 

    1. ความสวยงาม และการใช้งานของไฟประดับภายในห้องโดยสาร 

    2. ความสะดวก และประโยชน์ใช้สอยของช่องชาร์จไฟสำหรับอุปกรณ์พกพา 3. ประสิทธิภาพของระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่รวมถึงอุปกรณ์ช่วยในการมองเห็น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ลูกค้าชาวไทยให้ความสำคัญกับห้องโดยสารที่ให้ความรู้สึกพรีเมี่ยม จุดชาร์จอุปกรณ์มือถือซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ 

    ระบบช่วยการขับขี่ที่เพิ่มความปลอดภัยให้มากยิ่งขึ้น สวิตช์ควบคุมบริเวณพวงมาลัยที่ใช้งานสะดวกและง่าย ความกลมกลืนของสีสันและวัสดุตกแต่งภายในก็อยู่ในกลุ่มตัวชี้วัดที่ลูกค้าให้คะแนนความพึงพอใจในระดับสูง สะท้อนว่าความประณีตในการสัมผัส และภาพลักษณ์ภายในห้องโดยสารคือจุดที่เพิ่มความประทับใจในการขับขี่ในสายตาลูกค้า

    ในทางตรงข้าม การป้องกันเสียงรบกวน ความเงียบภายในห้องโดยสาร ความสามารถในการป้องกันกลิ่นจากภายนอก และคุณภาพของระบบเครื่องเสียง(โดยเฉพาะคุณภาพเสียงเบส ความคมชัดของเสียง) ยังเป็นความคาดหวังของลูกค้าที่ยังไม่ได้รับการตอบสนองที่ดีเท่าที่ควร

    นอกจากนี้ยังพบอีกว่า 70% ของผู้ตอบแบบสอบถามซึ่งกลุ่มนี้มีคะแนนความพึงพอใจเฉลี่ย 913 คะแนน(สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมถึง 23 คะแนน) เป็นเจ้าของรถที่พร้อมจะเป็นผู้แนะนำ(Promoter) ยี่ห้อรถยนต์ที่ตนใช้งานแก่เพื่อน ญาติ และคนใกล้ชิดอย่างแข็งขัน ส่วนที่เหลือ(30%) คือ กลุ่ม Passive (รู้สึกเฉย ๆ) 

    และ Detractor(ไม่แนะนำต่อ) มีคะแนนความพึงพอใจเฉลี่ยต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ(837 คะแนน) ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 53 คะแนน ซึ่งจากตัวเลขข้างต้นชี้ให้เห็นชัดเจนถึง ความสำคัญของการสร้างประสบการณ์ด้านผลิตภัณฑ์ที่น่าพึงพอใจจนเกิดเป็นความภักดี ซึ่งลูกค้าจะกลายเป็นกระบอกเสียงอันทรงประสิทธิภาพ พร้อมที่จะแนะนำรถยนต์ที่ตนพึงพอใจต่อคนใกล้ชิด 

    นายศิรส กล่าวเพิ่มเติมว่า ผลการศึกษา Product CXI 2026 ครั้งนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญที่เจ้าของรถยนต์ชาวไทยให้ความสำคัญในระดับสูง คือ 

    1. การออกแบบภายนอก และสไตล์ตัวรถ 

    2. ระบบความปลอดภัย 

    3. ความสะดวกในการใช้งาน และระบบควบคุม 

    4. สมรรถนะ และการขับขี่ ซึ่งทั้งหมดเป็นตัวขับเคลื่อนความพึงพอใจด้านผลิตภัณฑ์โดยรวม 

    โดยความสวยงามของรถ และความปลอดภัยของผู้โดยสารยังคงเป็นรากฐานสำคัญที่ขาดไม่ได้ รองมาคือเรื่อง ความต้องการรถที่ใช้งานง่ายในชีวิตประจำวัน และการให้ความรู้สึกมั่นใจ และการตอบสนองที่ดีในการขับขี่ 

    สำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (BEV) จุดอ่อนที่ทำให้คะแนนความพึงพอใจต่ำ คือ จุดอ่อนด้านแบตเตอรี่ และการชาร์จ ระยะเวลาการชาร์จ ความสะดวกของเครื่องชาร์จรถยนต์ที่บ้าน ซึ่งตอกย้ำว่าประสบการณ์การชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้า BEV ยังคงเป็นปัญหาที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งบั่นทอนประสบการณ์ความพึงพอใจโดยรวมของลูกค้า และหากมองในมุมกลับ จุดเหล่านี้คือโอกาสสำคัญที่ต้องพัฒนาเพื่อสร้างความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์ และสร้างให้เกิความภักดีในระยะยาวตามมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/auto/news/2924454&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RaCL3F0qfadXk-D1MR5if

  • ประวัติ ‘กุลยา ตันติเตมิท’ สะพัดยื่นลาออก ผู้ถูกวางตัวปลัดคลังหญิงคนแรก | เดลินิวส์

    ประวัติ ‘กุลยา ตันติเตมิท’ สะพัดยื่นลาออก ผู้ถูกวางตัวปลัดคลังหญิงคนแรก | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีข่าวลือสะพัด นางสาวกุลยา ตันติเตมิท อธิบดีกรมสรรพากร ยื่นหนังสือลาออกจากราชการกะทันหัน โดยคาดว่าจะมีผลวันที่ 1 พ.ค. 2569 ท่ามกลางกระแสข่าวแรงกดดันทางการเมืองภายในหลังเปลี่ยนผ่านรัฐบาลและมีโยกย้ายข้าราชการระดับสูงช่วงปี 2568 ด้าน นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เบรกใบลาออก ยังไม่เซ็นอนุมัติ และตีกลับให้ทบทวน 

    สรุป กุลยา ตันติเตมิท ลาออก

    • สถานะปัจจุบัน: ยื่นใบลาออกแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติ ปลัดคลังสั่งให้กลับไปทบทวน
    • สาเหตุคาดการณ์: มีมรสุมการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ในช่วงเดือน ต.ค. 2568 ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมภายในกระทรวง
    • โปรไฟล์: ดร.กุลยา เป็นข้าราชการหญิงระดับสูงที่ทำประวัติศาสตร์นั่งเก้าอี้อธิบดีครบ 3 กรมหลัก (สรรพากร, สรรพสามิต, ศุลกากร) และถูกวางตัวเป็นตัวเต็งปลัดกระทรวงการคลังหญิงคนแรก
    • ผลกระทบ: หากลาออกจริง จะถือเป็นการปิดฉากเส้นทางราชการที่น่าจับตา และส่งผลต่อโครงสร้างอำนาจภายในกระทรวงการคลัง 

    ประวัติ กุลยา ตันติเตมิท

    ดร.กุลยา ตันติเตมิท เป็นข้าราชการระดับสูงในกระทรวงการคลังที่มีประวัติโดดเด่น จบเศรษฐศาสตร์เกียรตินิยมอันดับหนึ่งจาก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และ ปริญญาเอกสหรัฐ เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาค เป็น “ลูกหม้อ” สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เคยเป็นกรรมการบริหารกลุ่มธนาคารโลก และเป็นอธิบดีกรมสรรพากรหญิงคนแรก เติบโตจากการทำงานเชิงนโยบายภาษีและการคลังอย่างโชกโชน

    ประวัติการศึกษา

    • ปริญญาเอก เศรษฐศาสตร์ (PhD) สาขา International Economics and Finance, Brandeis University สหรัฐอเมริกา
    • ปริญญาโท เศรษฐศาสตร์ (MS), Brandeis University สหรัฐอเมริกา
    • ปริญญาโท เศรษฐศาสตร์ (MA), Boston University สหรัฐอเมริกา
    • ปริญญาตรี เศรษฐศาสตร์ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    ประวัติการทำงานและตำแหน่งสำคัญ

    • ดร.กุลยา ได้รับการยอมรับในฐานะนักเศรษฐศาสตร์และข้าราชการหญิงที่มีความสามารถสูง

    ประสบการณ์การทำงาน

    • ต.ค. 2568 – ปัจจุบัน: อธิบดีกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง
    • ต.ค. 2568: อธิบดีกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง
    • 2567 – ก.ย. 2568: อธิบดีกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง
    • 2566 – เม.ย. 2568: ประธานกรรมการบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด
    • 2566 – 2567: อธิบดีกรมสรรพากร กระทรวงการคลัง
    • 2564 – 2566: อธิบดีกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง
    • 2564 – 2565: กรรมการบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
    • 2564 – 2565: กรรมการธนาคาร / กรรมการกำกับดูแลความเสี่ยงและกรรมการ บรรษัทภิบาลและความรับผิดชอบต่อสังคม ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
    • 2564 – 2565: กรรมการและประธานกรรมการบริหารความเสี่ยง บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงไทย จำกัด (มหาชน)
    • 2564: กรรมการ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด 
    • 2564: ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง
    • 2563 – 2564: ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง
    • 2563: ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง กระทรวงการคลัง
    • 2561 – 2563: กรรมการบริหาร กลุ่มธนาคารโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5747555/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ycKb7a9Ti2dEPLSBRJ98o