Blog

  • ดาวโจนส์ 12/04/69  จับตาแนวโน้มผันผวนรับสัปดาห์ใหม่

    ดาวโจนส์ 12/04/69 จับตาแนวโน้มผันผวนรับสัปดาห์ใหม่

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/141308&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32WMevGwdfj-7YIgERT50g

  • ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีสิงห์

    ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีสิงห์

    สวัสดีค่ะ ชาวราศีสิงห์ ราศีธาตุไฟ ที่มีดาวอาทิตย์ ดาวธาตุไฟเช่นกันเป็นเจ้าราศี ที่บอกถึงความสนุกสนาน ร่าเริง มีชีวิตชีวา ชีวิตคือการต่อสู้ ถึงจะสู้อย่างเคร่งเครียดเอาจริงเอาจัง แต่ชาวราศีสิงห์ก็สนุกที่จะสู้ด้วย

    การเงิน วันที่ 15-17 อาจได้โชคมีลาภ แต่เป็นระยะที่ควรระวังจากการติดต่อ สัมพันธ์ใด ๆ โดยเฉพาะกับเพศตรงกันข้าม ก็จะมีโอกาสถูกล่อลวง โน้มน้าวใจจนสูญเสียเงินจำนวนมากได้

    การงาน กิจการ งานที่ติดต่อ สัมพันธ์กับต่างประเทศ ทั้งเรื่องค้าขาย ท่องเที่ยว หรือที่เกี่ยวกับการศึกษาระดับสูง จะอยู่ในเกณฑ์ดีที่จะทำให้มีเงินทองไหลมเทมา แต่ถ้าถูกมิตรสหาย มิตรรักออนไลน์ ชักชวนให้ร่วมหุ้น ลงทุนใด ๆ ก็ควรพิจารณาให้รอบคอบ เพราะมีเกณฑ์ที่จะถูกหลอกลวงมากกว่า

    ความรัก อดีตรักอาจหวนคืน โดยเฉพาะกับชาวราศีสิงห์ที่ยังมีอดีตรักฝังใจ การเข้าร่วมกลุ่มกับมิตรสหาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบันเทิง หรือสันทนาการใด ๆ ก็อาจเป็นโอกาสให้ได้พบเขา/เธอ อีกครั้ง แต่ก่อนจะเผลอกาย เผลอใจ ก็ควรตั้งสติให้ดี ๆ เพราะมีเกณฑ์สูงเช่นกันว่า เพื่อ ..เงิน เงิน เงิน ขอความช่วยเหลือเท่านั้น!

    ครอบครัว วันที่ 14-16 การคารวะบูชา กราบเท้า ขอพรจากบุพการี และ ญาติผู้ใหญ่ ถือว่าเป็นมงคลสูงสุด ที่จะนำความเจริญรุ่งเรือง คืนกลับมาให้ชาวราศีสิงห์อย่างรวดเร็ว         

    คำแนะนำ วันที่ 3 มีนาคม เป็นวันพระจันทร์เพ็ญ และจะเกิดปรากฏการณ์จันทรุปราคาแบบมิดดวงในเขตราศีกำเนิดของชาวราศีสิงห์ โดยทำมุมเล็งอย่างมีนัยยะสำคัญกับดาวอาทิตย์ ขุมพลังแห่งจักรวาล ดาวพุธ และ ราหู เงามัวหม่นของโลกในเขตราศีกุมภ์ นั่นคือสัญญาณที่บ่งบอกว่า นับจากนี้ไปอีก 6 เดือน อย่าประมาท ในการติดต่อ สัมพันธ์ใด ๆ เพราะอาจถูกหลอกลวง ต้มตุ๋นครั้งมโหฬาร ที่จะทำให้สูญเสียทรัพย์สิน เงินทองจนหมดตัวได้!

    จนถึงวันที่ 14 เมษายน ดาวอาทิตย์ ขุมพลังแห่งจักรวาล และที่เป็นดาวประจำตัวของชาวราศีสิงห์ ได้โคจรมาสถิต ร่วมกับดาวศุกร์ ดาวเสาร์ และ ดาวเนปจูนที่เขตราศีมีน ในตำแหน่งพระศุกร์เข้า พระเสาร์แทรก ที่ควรระวัง และ ไม่ประมาท กับการหลอกลวง ต้มตุ๋นครั้งมโหฬาร โดยเฉพาะจากคนที่คุ้นเคย หรือ คนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ที่จะนำความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตมาให้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/325442/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1V0XNkqQ84KZzMxC-M71Jf

  • ส่องเทรนด์ซากุระปี 69 “เมืองรอง” พุ่งรับกระแสซีรีส์ดัง

    ส่องเทรนด์ซากุระปี 69 “เมืองรอง” พุ่งรับกระแสซีรีส์ดัง

    ส่องเทรนด์ซากุระปี 69 “เมืองรอง” พุ่งรับกระแสซีรีส์ดัง

    อุตสาหกรรมท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อก้าวย่างเข้าสู่ฤดูกาลชมดอกซากุระในปี 2569 ข้อมูลล่าสุดจาก Trip.com Group ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวระดับโลก ชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมของผู้บริโภคได้เปลี่ยนผ่านจากการไปเยือนจุดหมายปลายทางยอดนิยมระดับไอคอน (Iconic Destinations) ไปสู่การแสวงหาความแปลกใหม่ใน “เมืองรอง” (Secondary Cities) ที่ยังคงความงดงามแต่ให้ความเป็นส่วนตัวที่มากกว่า

    เทรนด์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากความต้องการหลีกเลี่ยงความแออัดในช่วงพีคซีซัน และถวิลหาประสบการณ์ที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น สะท้อนผ่านข้อมูลการจองที่พบว่า แม้เส้นทางหลักอย่างโตเกียว โอซาก้า และเกียวโต หรือที่รู้จักกันในนาม Golden Route จะยังคงครองส่วนแบ่งการจองมากกว่า 2 ใน 3 แต่ทว่าพื้นที่นอกเส้นทางหลักกลับเริ่มมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเกือบ 1 ใน 3 ของการจองเริ่มกระจายออกไปสู่พื้นที่ใหม่ๆ ทั่วญี่ปุ่น

    พลังแห่ง Screen Tourism เมื่อซีรีส์กำหนดทิศทางการเดินทาง ปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งในปีนี้คือปรากฏการณ์ “Screen Tourism” หรือการท่องเที่ยวตามรอยซีรีส์และภาพยนตร์ ซึ่งรายงาน Momentum Report ของ Trip.com Group ระบุไว้อย่างน่าสนใจว่า นักท่องเที่ยวมากกว่า 70% ตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทางจากสิ่งที่พวกเขาได้รับชมผ่านหน้าจอ

    ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคืออิทธิพลจากซีรีส์ยอดนิยมบนแพลตฟอร์ม Netflix เรื่อง “Can This Love Be Translated?” ซึ่งได้นำเสนอภาพลักษณ์ที่สวยงามของเมืองคามาคุระ (Kamakura) และ เอโนชิมะ (Enoshima) ในจังหวัดคานากาวะ ส่งผลให้เกิดกระแสการเดินทางตามรอยอย่างถล่มทลาย โดยสถิติระบุว่านับตั้งแต่ซีรีส์ออกฉาย ยอดการจองตั๋วรถไฟมุ่งหน้าสู่คามาคุระพุ่งสูงขึ้นถึง 66% ต่อเดือน ขณะที่การจองที่พักและยอดการค้นหาสถานที่ท่องเที่ยวในพื้นที่ดังกล่าวปรับตัวเพิ่มขึ้น 55%

    ส่องเทรนด์ซากุระปี 69 “เมืองรอง” พุ่งรับกระแสซีรีส์ดัง

    แม้ญี่ปุ่นจะเป็นผู้นำในตลาดชมดอกไม้ แต่ “เกาหลีใต้และจีน” กำลังเร่งเครื่องขึ้นมาเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมระดับโลก โดยทั้งสองประเทศติดอันดับ 5 จุดหมายที่มีการค้นหาคำว่า “ซากุระ” มากที่สุดในโลก

    ในเกาหลีใต้ อิทธิพลของ K-Drama ยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เช่น ซีรีส์ในตำนานอย่าง Winter Sonata ที่สร้างชื่อให้เกาะนามิ หรือซีรีส์ยุคใหม่อย่าง Squid Game และ The King: Eternal Monarch ที่ส่งให้สวนยออีโดในโซล กลายเป็นจุดเช็คอินยอดฮิต

    อย่างไรก็ตาม เมืองรองอย่าง คยองจู (Gyeongju) กลับเป็นม้ามืดที่มียอดการจองตั๋วเครื่องบินพุ่งสูงถึง 207% ต่อปี ด้วยภาพลักษณ์ของเมืองหลวงโบราณที่มีถนนสายซากุระเลียบทะเลสาบอันงดงาม ขณะที่ เกาะเชจู มียอดจองเติบโต 143% จากภูมิทัศน์ธรรมชาติที่โดดเด่น

    ส่วนประเทศจีน การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมผสมผสานธรรมชาติกำลังมาแรง โดยเฉพาะ กุ้ยโจว ที่ก้าวขึ้นมาเป็นฮอตสปอตใหม่ด้วย “อุทยานซากุระผิงป้า” ซึ่งได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในทัวร์ที่ถูกจองมากที่สุดบนแพลตฟอร์ม Trip.com นอกจากนี้ เมืองอู่ฮั่น ยังคงความเข้มแข็งด้วยจุดชมซากุระในมหาวิทยาลัยและสวนซากุระอีสต์เลค ขณะที่ เซี่ยงไฮ้ นำเสนอความแปลกใหม่ด้วยการผสมผสานงานศิลปะสมัยใหม่เข้ากับดอกซากุระที่สวนประติมากรรมจิ้งอัน

    ส่องเทรนด์ซากุระปี 69 “เมืองรอง” พุ่งรับกระแสซีรีส์ดัง

    พฤติกรรมนักท่องเที่ยว ผู้หญิงและกลุ่มครอบครัวคือเป้าหมายหลัก ข้อมูลเชิงลึกจาก Trip.com Group เผยให้เห็นโปรไฟล์ของนักท่องเที่ยวที่น่าสนใจ โดยพบว่า ผู้หญิง เป็นกลุ่มผู้ตัดสินใจและจองทริปชมซากุระมากถึง 62.9% โดยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มอายุ 25-49 ปี

    ที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือการเติบโตของกลุ่ม ทริปครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ซึ่งมียอดการจองพุ่งสูงถึง 150% ต่อปี สะท้อนว่ากิจกรรมชมซากุระถูกมองว่าเป็นกิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ กลุ่มนักท่องเที่ยวผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ก็ยังมีการเติบโตที่ 29.5% ต่อปี แสดงให้เห็นว่าตลาดนี้มีความหลากหลายของช่วงอายุมากขึ้น

    บทสรุปและทิศทางในอนาคต เทรนด์การท่องเที่ยวชมซากุระปี 2569 คือภาพสะท้อนของการผสมผสานระหว่าง “ความงามของธรรมชาติ” “อิทธิพลจากสื่อบันเทิง” และ “พลังของโซเชียลมีเดีย” จนกลายเป็นรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Experiential Travel) ที่ทรงพลัง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/656374&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pd_Eyqk4eDvoHD1ri1v0v

  • จากเกาะฟูก๊วก ถึงการท่องเที่ยวไทย เมื่อ “บุญเก่า” กำลังจะหมดลง

    จากเกาะฟูก๊วก ถึงการท่องเที่ยวไทย เมื่อ “บุญเก่า” กำลังจะหมดลง

    จากเกาะฟูก๊วก ถึงการท่องเที่ยวไทย เมื่อ “บุญเก่า” กำลังจะหมดลง

    จากเกาะฟูก๊วก ถึงการท่องเที่ยวไทย เมื่อ “บุญเก่า” กำลังจะหมดลง

    วันนี้ผมมาที่เกาะฟูก๊วก ประเทศเวียดนาม เพื่อมาพบกับลูกค้ารายใหญ่ของผมและหารือธุรกิจที่นี่ ปกติวันหยุดยาวผมมักจะอาศัยวันหยุดทุกครั้งเดินทางไปต่างประเทศ เพื่อทำธุรกิจต่อทุกปี เพราะเป็นโอกาสดีที่จะได้ไม่ต้องเสียวันหยุดไปด้วยการพักผ่อน หากปีไหนไม่ได้นัดหมายลูกค้า ผมก็จะพาครอบครัวท่องเที่ยวเป็นกรณีพิเศษเสมอ ปีนี้เผอิญว่าลูกค้ารายนี้ เขาได้ไปซื้อโรงแรมเล็กๆ ที่ฟูก๊วก เพื่อใช้เป็นที่พักผ่อนส่วนตัวและยังใช้หาเงินได้อีกด้วยไว้แห่งหนึ่ง เขาจึงนัดผมมาพบที่นี่ครับ

    พอมาถึงก็เจรจาว่าความเรื่องธุรกิจจนจบ จากนั้นเขาก็พาตะเวนเที่ยวดูการเปลี่ยนแปลงของเกาะฟูก๊วก ต้องยอมรับเลยว่า เพียงแค่ 3-4 ปีที่ผมไม่ได้มาที่นี่ วันนี้เกาะฟูก๊วกได้เปลี่ยนไปจากอดีตเป็นเกาะประมงเล็กๆ ได้แปลงเป็นเกาะแห่งการท่องเที่ยวของเวียดนามไปในทันทีเลยครับ

    ในขณะที่ไทยเรายังคงวนเวียนอยู่กับการทำแคมเปญชื่อสวยหรู แต่ดูเหมือนจะไร้ซึ่งจิตวิญญาณ หรือจัดอีเว้นท์แบบผักชีโรยหน้า เพื่อใช้งบประมาณแผ่นดิน แต่ข้ามอ่าวไทยไปเพียงไม่กี่ร้อยไมล์ ที่เกาะฟูก๊วก ประเทศเวียดนาม กำลังเกิดปรากฏการณ์ใหม่ที่ควรจะทำให้ผู้บริหารบ้านเมืองของเรานั่งไม่ติดเก้าอี้ เพราะสิ่งที่ผมเห็นที่นี่ในวันนี้ ไม่ใช่แค่การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว แต่มันคือการ “ประกาศสงครามเศรษฐกิจเชิงสุนทรียภาพ” ผ่านวิสัยทัศน์ที่เราไม่มีวันทำได้ ตราบใดที่ยังบริหารงานกันอยู่แบบเดิม ๆ ครับ

    ผมต้องใช้คำว่าที่นี่เป็น “อาณาจักรแห่งความบ้าบิ่น” เมื่อกลุ่มทุนใหญ่ของเขา ได้ทุ่ม “เงินผสมกับกึ๋น” มาเนรมิตที่ Sunset Town หรือเมืองจำลองสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนทางตอนใต้ของเกาะฟูก๊วก กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่อย่าง Sun Group ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “ความเป็นไปไม่ได้” ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของพวกเขา พวกเขาไม่ได้สร้างแค่ตึกสีสวยๆ ไว้ให้คนมาเดินถ่ายรูปฟรีๆ แต่เขาเนรมิต “แม่เหล็กระดับโลก” ที่เขากล้าจ้างแชมป์โลกมาอยู่ประจำเกาะ เหมือนการยกเอาสเตเดียมโอลิมปิกมาไว้หน้าบ้าน

    ในการจัดโชว์ Symphony of the Sea และ Love Hurricane ผมได้เห็นการรวมตัวของเหล่านักกีฬาเอ็กซ์ตรีมระดับ “หัวกะทิ” ของโลก ที่เมืองไทยเราไม่เคยมองเห็นหัว เช่น Kristina Isaeva รองแชมป์โลก Flyboard (World Vice Champion) จากรัสเซีย ผู้ที่ใช้แรงดันน้ำมหาศาลพุ่งทะยานสูงกว่า 15 เมตร ตีลังกาแหวกอากาศประหนึ่งยอดมนุษย์ หรือTomasz Kubik เจ้าของสถิติโลก Guinness World Record ผู้ทำ Backflip ได้มากที่สุดในโลกภายในหนึ่งนาที หรือคุณสุขสันต์ ตองไทย (เซฟ) แชมป์โลก 5 สมัยชาวไทยที่ไปสร้างชื่อกระฉ่อนโลก แต่กลับได้รับการชุบเลี้ยงและให้เกียรติในฐานะ “แม่เหล็กหลัก” อยู่ที่เกาะฟูก๊วก ประเทศเวียดนาม น่าเสียดายที่ไม่ใช่ที่ประเทศไทยนะครับ

    ยังมี James Curtis แชมป์ Jet-ski Freestyle จากอังกฤษ ที่มาวาดลวดลายผาดโผนร่วมกับทีม จะเห็นว่าการจ้างคนเหล่านี้มาแสดง “ทุกคืน” เป็นเวลาหนึ่งปี ที่ไม่ใช่ประเดี๋ยวประด๋าวมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะมันหมายถึงค่าตัวมหาศาล สวัสดิการระดับพรีเมียม และการจัดการความปลอดภัยระดับสากล ซึ่งเวียดนามทำได้แบบไม่กะพริบตา

    นี่คือตัวเลขที่ตอกย้ำความ “ถึงใจ” ของผู้ลงทุน หากถามว่า เวียดนามกล้าแค่ไหน? ให้ดูที่ตัวเลขงบประมาณและการลงทุนที่กล้าได้กล้าเสียมาก เช่น โรงละครริมทะเลมูลค่าหลายหมื่นล้าน โครงการโชว์มัลติมีเดียอย่าง Kiss of the Sea ที่ใช้เทคโนโลยีน้ำพุ เลเซอร์ และจอยักษ์บนม่านน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ลงทุนไปกว่า หลายล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่หาดูที่ไหนไม่ได้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือการยิงพลุแบบถลุงเงิน เพราะพลุที่เกาะฟูก๊วกไม่ได้มีแค่รอบเดียวจบ แต่เขามีถึง 2 รอบต่อคืน (รอบหัวค่ำที่ผมไปดูมา และรอบดึกที่ผมดูจากหน้าต่างโรงแรม) เพื่อดึงนักท่องเที่ยวให้อยู่ในพื้นที่นานที่สุด ค่าพลุ และ Pyrotechnics ในแต่ละคืนถูกคาดการณ์ว่าสูงถึงหลักล้านบาทไทยเลยทีเดียว คิดดูว่าปีหนึ่งเขาต้อง “เผาเงิน” ไปเท่าไหร่เพื่อสร้างภาพจำระดับโลก? 

    นอกจากนี้ยังจ้าง Partnership ระดับสากล นั่นคือ ECA 2 จากฝรั่งเศส (ผู้อยู่เบื้องหลังโชว์โอลิมปิก) และ H2O Events จากออสเตรเลีย มาเป็นผู้กำกับโชว์ ในขณะที่ไทยเรามักจะติดหล่มเรื่องการจ้างบริษัทนอมินีที่ของใครบางคน ที่เสนอราคาต่ำสุดแต่คุณภาพงานไม่ได้ดีงาม เป็นไปตามราคาที่เราจ่ายนั่นแหละครับ

    นี่ทำให้ผมคิดถึงคนไทยที่ไปโด่งดังระดับโลกคนหนึ่งที่เราชอบพูดถึง นั่นก็คือ “น้องลิซ่า Blackpink” ทุกครั้งที่อยากจะเคลมผลงานหรือสร้างกระแส แต่ในความเป็นจริง แม้แต่ไทยเรายังไม่มีปัญญาพอจะสร้าง Infrastructure หรือโชว์ระดับโลกที่สมศักดิ์ศรีให้ศิลปินระดับ Global Icon อย่างเธอมาแสดงประจำได้เลย การที่ฟูก๊วกพิสูจน์แล้วว่า “วิสัยทัศน์สำคัญกว่าทรัพยากร” เขาไม่ได้รอให้ความสวยงามเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เขาสร้างมันขึ้นมาใหม่จากความว่างเปล่า

    น่าจะเป็นบทสรุปที่น่าคิดครับ เพราะในขณะที่ไทยมีทั้งน้องลิซ่า  แต่เราทำได้แค่ขอความร่วมมือให้เธอมาช่วยโปรโมทลูกชิ้นยืนกินหรือรัดเกล้ายอด แต่เวียดนามที่ไม่มีน้องลิซ่า เขากลับสร้างเมืองที่น้องลิซ่าเอง ก็อาจจะอยากมาพักผ่อน นี่คือความแตกต่างระหว่างการ “พึ่งพาบุญเก่า” จากทรัพยากรการท่องเที่ยว กับการ “สร้างบุญใหม่” ของเกาะฟูก๊วก

    อาจจะมีคนที่รักชาติตั้งคำถามว่า แล้วทำไมไทยถึงทำแบบฟูก๊วกไม่ได้? ผมไม่อยากพูดว่า ที่ผ่านมาเรามักจะได้รัฐมนตรีท่องเที่ยว ที่มองแค่สถิติตัวเลขนักท่องเที่ยวที่เข้ามาไทย ซึ่งมักจะเป็นเรื่องของ “ปริมาณมากกว่าคุณภาพ” การจัดงานอีเว้นท์ในไทย เรามักเน้นจัดฉากให้เจ้านายมาตัดริบบิ้น แต่ขาดความต่อเนื่องและความเป็นสากล

    นอกจากนี้ การสร้างผังเมืองและกฎหมายที่เป็นอุปสรรค การจะสร้างแลนด์มาร์คให้ยิ่งใหญ่ในไทย มักติดข้อกฎหมายท้องถิ่นหรือการเล่นพรรคเล่นพวก ในขณะที่ฟูก๊วกถูกประกาศให้เป็น “เขตเศรษฐกิจพิเศษ” และ “Free Visa Zone” เพื่อปลดล็อกทุกข้อจำกัด ให้เอกชนได้วาดลวดลายเต็มที่ไงละครับ เจ็บจริงๆ…….

    อีกหนึ่งสัจธรรมที่เราต้องคิด คือ เมื่อแชมป์มวยไม่มีการพัฒนาหรือฝึกซ้อม วันหนึ่งแชมป์ก็ต้องถูก “แขวนนวม” ประเทศไทยเรามักจะเสพติดคำว่า “แชมป์การท่องเที่ยว” มานาน จนกลายเป็นคนที่ไม่ยอมพัฒนาสิ่งใหม่ๆคิดใหม่ๆ หรือเราประมาทเกินไปที่คิดว่าภูเก็ตหรือกาะเสมุยจะอยู่ยั้งยืนยงตลอดกาล วันนี้ผมเห็นคนต่างชาติสารพัดชาติ เดินอยู่บนชายหาดฟูก๊วกแทบจะชนกันตาย แม้ที่นี่เขาอาจจะมีห้องพักน้อยกว่าของเรา แต่ในเรื่องของ “Momentum” และ “ความสดใหม่” เวียดนามเขาชนะเราไปหลายขุมแล้วละครับ หรือนี่มันคือเสียงระฆังเตือนว่า “เวลาของคุณกำลังจะหมดลงแล้ว” หากไทยเรายังไม่กล้าลงทุนในสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ไม่กล้าจ้างคนเก่งระดับโลกมาทำงาน และรัฐบาลยังไม่มีแนวคิดที่จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคต สักวันหนึ่งเราก็จะกลายเป็น “อดีตแชมป์” ที่ทำได้แค่เล่าความหลังให้คนอื่นฟังก็เป็นไปได้นะครับ

    เราควรเลิกภูมิใจกับตัวเลขนักท่องเที่ยว ที่เข้ามาเพราะธรรมชาติแบบเดิม ๆ ได้แล้ว เพราะธรรมชาติมีวันเสื่อมลงได้ แต่ความคิดสร้างสรรค์ไม่มีวันตาย หากเราไม่มีความบ้าบิ่นพอ ที่จะทำในสิ่งที่เหนือความคาดหมาย เหมือนที่ Sun Group ทำที่เกาะฟูก๊วก ก็เตรียมตัวแขวนนวมและส่งมอบตำแหน่ง “สวรรค์แห่งการท่องเที่ยว” ให้กับเวียดนามไปได้เลยครับ !!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/myanmar/656428&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14lpEOfEFoFMqIURYg_ITf

  • ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีกรกฎ

    ดูดวงรายสัปดาห์ ราศีกรกฎ

    สวัสดีค่ะ ชาวราศีกรกฎ ราศีต้นธาตุน้ำ ผู้ดำเนินชีวิตไปตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ ซึ่งขึ้นกับความรู้สึก ไม่อ้างอิง หรือยึดถือ ตำรา หรือทฤษฎีใด ๆ โลกจะหมุนซ้าย หรือขวาก็ไม่สน แต่ถ้าความรู้สึกบอกว่าถูกต้องก็จะทำ แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะปฏิเสธ หรือต่อต้านโดยทันที

    การเงิน จากงาน ถึงจะทำให้เกิดรายได้มากขึ้น แต่ถ้าจะเสี่ยงโชค เก็งกำไร ก็อย่าประมาท เพราะอยู่ในระยะไม่แน่นอน ที่อาจจะได้มาก เสียหมด ซึ่งวันที่ 15-17 ควรระวังให้มากเป็นพิเศษ

    การงาน กิจการ งาน ที่ติดต่อ สัมพันธ์กับต่างประเทศ การศึกษาเพิ่มเติม หรือท่องเที่ยว รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวกับความเชื่อ ศรัทธา จะอยู่ในเกณฑ์ดีที่จะทำให้ได้ลาภ มีผลกำไร แต่ก็ควรระวัง ทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ที่ควรหลีกเลี่ยงจะโฆษณา โอ้อวด คุยโม้มากเกินไป เพราะอาจทำให้ถูกเขม่น ถูกอิจฉา ถูกใส่ร้ายป้ายสี นินทาทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงได้

    ความรัก ท่องเที่ยวเดินทางร่วมกัน หรือร่วมกลุ่มคณะทำกิจกรรมด้วยกัน ถ้าความคิดเห็นต่างกันกับคนรัก คู่ครอง หรือกับเพื่อนร่วมทางคนอื่น ๆ ก็ควรอดทน อดกลั้น และหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำพูด /การแสดงออกที่ bully ก้าวร้าวหยาบคาย เพราะอาจทำให้ทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกาย จน trip หรือกิจกรรมนั้น ๆ พัง! สำหรับคนโสด อาจทำให้พบรัก เจอคนถูกใจ แต่ก็ควรตรวจสอบให้ดี ๆ เพราะมีเกณฑ์สูงว่าจะไป..รักคนที่มีเจ้าของอยู่แล้ว!        

    ครอบครัว ใส่ใจ ดูแลบุตร-ธิดาให้มากขึ้น โดยเฉพาะการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย การคบหาเพื่อน เพราะอาจนำเหตุ/ภัย อันตรายมาให้ตนเองได้

    สุขภาพ ควรระวังการเสพสุรา ยา หรือสารเสพติดใด ๆ เพราะอาจทำให้เจ็บป่วย ไม่สบายได้

    คำแนะนำ จนถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2570 ดาวเสาร์ เจ้าแห่งชะตากรรม และที่เป็นสัญลักษณ์แห่งคู่ครอง คู่ค้า คู่สัญญา หรือคู่ศัตรูของชาวราศีกรกฎ ได้โคจรไปสถิตร่วมกับดาวเนปจูน ณ เขตราศีมีน ซึ่งนั่นคือสัญญาณบ่งบอกว่า เป็นระยะแห่งการศึกษาเพื่อ “ตื่นรู้” ที่จะทำให้ได้พบความจริง พบสัจธรรม ที่จะทำให้ได้พบทางสว่าง ที่จะทำให้ไม่..หลงทาง อีกต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/325438/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rjQK5Z361VpaXm75QCpSx

  • ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 13 เมษายน 69 เช็กราคาน้ำมันล่าสุด ดีเซล เบนซิน ลิตรละกี่บาท

    ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 13 เมษายน 69 เช็กราคาน้ำมันล่าสุด ดีเซล เบนซิน ลิตรละกี่บาท

    ราคาน้ำมันวันพรุ่งนี้ 13 เม.ย. 2569 ล่าสุดราคาน้ำมันทุกชนิด กลุ่มดีเซล เบนซิน แก๊สโซฮอล์ ลิตรละเท่าไหร่

    อัปเดตข้อมูล วันที่ 12 เม.ย. 2569 เวลา 17.00 น. ล่าสุด เช็คราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 13 เมษายน 2569 กลุ่มดีเซล เบนซิน และแก๊สโซฮอล์ โดยทีมข่าวเศรษฐกิจเว็บไซต์ Sanook อ้างอิงข้อมูลจาก จากเว็บไซต์ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน), เว็บไซต์ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด และ บริษัท เชฟรอน (ไทย) จำกัด โดยล่าสุด ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ 13/4/2569 มีผลเวลา 05.00 น. ดังต่อไปนี้

    อัปเดตราคาน้ำมันวันพรุ่งนี้ 13 เมษายน 2569 มีผล เวลา 05.00 น. ดังนี้

    ราคาน้ำมัน ปตท. พรุ่งนี้ 13 เม.ย. 69

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 37.40 บาท/ลิตร
    • ดีเซล อยู่ที่ 44.40 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.89 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 35.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.95 บาท/ลิตร
    • เบนซิน อยู่ที่ 52.54 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ดีเซล 66.30 บาท/ลิตร
    • ซูเปอร์พาวเวอร์ GSH95 อยู่ที่ 55.04 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน บางจาก พรุ่งนี้ 13 เม.ย. 69

    • ดีเซล B20 อยู่ที่ 37.40 บาท/ลิตร
    • ไฮดีเซล S อยู่ที่ 44.40 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียมดีเซล S อยู่ที่ 66.80 บาท/ลิตร
    • ไฮพรีเมียม 97 อยู่ที่ 56.54 บาท/ลิตร
    • GSH E85S EVO อยู่ที่ 31.89 บาท/ลิตร
    • GSH E20S EVO อยู่ที่ 33.95 บาท/ลิตร
    • GSH91S EVO อยู่ที่ 42.58 บาท/ลิตร
    • GSH95S EVO อยู่ที่ 42.95 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “เชลล์” พรุ่งนี้ 13 เม.ย. 69

    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 39.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 43.83 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 44.45 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 49.84 บาท/ลิตร
    • เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • เชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล อยู่ที่ 73.84 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมัน “คาลเท็กซ์” พรุ่งนี้ 13 เม.ย. 69 

    • โกลด์ 95 เทครอน อยู่ที่ 57.51 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 95 เทครอน อยู่ที่ 43.95 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ 91 เทครอน อยู่ที่ 43.58 บาท/ลิตร
    • แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.95 บาท/ลิตร
    • ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 50.54 บาท/ลิตร
    • พาวเวอร์ ดีเซล เทครอน อยู่ที่ 70.94 บาท/ลิตร

    ราคาน้ำมันข้างต้นเป็นราคากลาง (ยังไม่รวมภาษีท้องถิ่น) ราคาหน้าปั๊มแต่ละแห่งอาจต่างกันเล็กน้อย โปรดตรวจสอบอีกครั้งก่อนเติม

    ตรวจสอบ ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ ราคาแก๊ส ล่าสุดได้เลยที่นี่ ราคาน้ำมัน

    เช็กราคาน้ำมันวันนี้ ราคาน้ำมันแต่ละปั๊ม คลิกไปที่ www.sanook.com/money/oil-price-today/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/money/949500/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZPxxqTP61BuYr9qFOAgxo

  • ปลัดมท. เชิญชวนชาวไทยแต่งไทยทั้งแผ่นดินรับเทศกาลสงกรานต์

    ปลัดมท. เชิญชวนชาวไทยแต่งไทยทั้งแผ่นดินรับเทศกาลสงกรานต์

    ปลัดมหาดไทย” แจ้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ขับเคลื่อนแนวคิด “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” ร่วมรณรงค์การแต่งกายอัตลักษณ์ไทยสู่สากล ต่อยอดการสวมชุดผ้าไทยรูปแบบต่าง ๆ ของประชาชนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย  เสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากอย่างมั่นคง

    12 เมษายน 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนแนวทางรณรงค์การแต่งกายตามอัตลักษณ์ไทยสู่สากล ภายใต้แนวคิด “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรม ได้นำแนวนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในด้านการเสริมสร้างอัตลักษณ์และความภาคภูมิใจของคนในชาติที่สะท้อนผ่านงานหัตถศิลป์ หัตถกรรม เครื่องแต่งกาย อาทิ ชุดไทยพระราชนิยม ชุดผ้าไทย ชุดพื้นบ้านรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้ข้าราชการและประชาชนได้มีส่วนร่วมในการสวมใส่ผ้าไทยในชีวิตประจำวัน อันเป็นการหนุนเสริมการขับเคลื่อนรณรงค์ของกระทรวงมหาดไทยที่ได้ดำเนินการแจ้งให้ข้าราชการในสังกัด ตลอดจนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และทุกภาคส่วนได้สวมใส่ผ้าไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และทำให้ประชาชนผู้ประกอบการผ้าในท้องถิ่นต่าง ๆ ได้มีงาน มีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง โดยน้อมนำพระราชปณิธานแห่งองค์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ผู้ทรงมุ่งมั่นในการแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการสืบสาน รักษา และต่อยอด พระราชดำริของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชนนีพันปีหลวง ในการอนุรักษ์และส่งเสริมภูมิปัญญาผ้าและงานหัตถกรรมไทย

    ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงส่วนราชการระดับกรมและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ได้ร่วมกันขับเคลื่อนแนวคิด “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” ทั้งการพิจารณารวบรวมองค์ความรู้และแหล่งผลิตผ้าไทยและผ้าพื้นเมือง/ร้านเช่า/ร้านจำหน่าย/แหล่งตัดเย็บในพื้นที่จังหวัด การรณรงค์แต่งกายด้วยชุดไทยพระราชนิยม ชุดไทยพระราชทาน ชุดไทยร่วมสมัย ชุดไทยประยุกต์ ผ้าไทย และชุดผ้าพื้นเมืองของจังหวัด ตามความสนใจและเหมาะสม ในการดำรงชีวิตประจำวัน การทำงาน การจัดอบรม สัมมนา การจัดนิทรรศการ และเสริมสร้างความรับรู้ด้วยการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางสื่อสารต่าง ๆ อย่างหลากหลาย พร้อมติด hashtag อาทิ #ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน #ไทไทยสไตล์เรา #Chudthai #ProudtoBeThai #ชุดไทย #ชุดไทยพระราชนิยม #ชุดไทยพระราชทาน #Thaidress #TruthFromThailand ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรมได้มอบหมายให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ สนับสนุนภารกิจดังกล่าวเพื่อให้การดำเนินการของผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นไปสอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของการดำเนินการ

    “ขอเชิญชวนเพื่อนข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ ในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ตลอดจนพี่น้องข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และข้าราชการสังกัดต่าง ๆ ในทุกพื้นที่ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการอนุรักษ์ สืบสาน และต่อยอดมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ เสริมสร้างภาพลักษณ์ความเป็นไทยสู่สายตานานาชาติ และเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการขึ้นทะเบียน “ชุดไทย : ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติการแต่งกายชุดไทยประจำชาติ” เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ซึ่งกำหนดพิจารณาในเดือนธันวาคม 2569 นี้ และเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงฟื้นฟู อนุรักษ์ และพัฒนาชุดไทยพระราชนิยมให้เป็นเอกลักษณ์ของชาติ ด้วยการร่วมแต่งกายด้วย ชุดไทยพระราชนิยม ชุดไทยพระราชทาน ชุดไทยร่วมสมัย ชุดไทยประยุกต์ ผ้าไทย และชุดผ้าพื้นเมืองของจังหวัด ตามความสนใจและเหมาะสม” ด้วยความภาคภูมิใจในความเป็นไทยไปพร้อมกัน

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/979115/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3CP8Zaayvurwl7gglUEVip

  • น้ำมันพุ่ง ฝุ่นกระทบ สงกรานต์เหนือสะเทือน

    น้ำมันพุ่ง ฝุ่นกระทบ สงกรานต์เหนือสะเทือน

    ฝุ่นกระทบหนัก สงกรานต์เหนือสะเทือน

    สงกรานต์เหนือสะเทือน! เชียงใหม่–เชียงราย ยอดจองโรงแรมทรุด พิษสงคราม-น้ำมันแพง-ฝุ่นควัน

    สงกรานต์เหนือส่อเงียบ! เชียงใหม่–เชียงราย ยอดจองโรงแรมทรุดเหลือ 30–50% พิษสงครามตะวันออกกลาง-น้ำมันแพง-ฝุ่นควัน ฉุดท่องเที่ยวไตรมาส 2

    “สงกรานต์เชียงใหม่-เชียงราย” ส่อแววเงียบเหงา หลังเจอปัญหา 2 เด้งจากผลกระทบสงครามตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันแพง-ปัญหาฝุ่นพิษวิกฤติปกคลุมเมืองยาวนานกว่าครึ่งเดือน 

    ไพศาล สุขเจริญ รักษาการประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยถึงสถานการณ์ผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวช่วงเทศกาลสงกรานต์ของจังหวัดเชียงใหม่ในปีนี้เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน คาดว่าจะเงียบเหงา โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวเอเชียที่เคยนิยมเดินทางมาในช่วงเวลาดังกล่าวน่าจะหายไปไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ประกอบกับจังหวัดเชียงใหม่ยังประสบปัญหาฝุ่นพิษสูงเกินค่ามาตรฐานติดต่อกันมานานกว่าครึ่งเดือน ทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการเข้ามาในพื้นที่

    Severe-air-pollution-impacts-northern-Thailand's-Songkran-festival-SPACEBAR-Photo05.jpg

    “จากการสำรวจธุรกิจโรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่ประมาณ 100 แห่งในปีที่ผ่านมา งานประเพณีปี๋ใหม่เมือง มีอัตราเข้าพักอยู่ที่ร้อยละ 90 แต่ปีนี้กลับพบว่าอัตราเข้าพักยังอยู่ที่ร้อยละ 30-50 เท่านั้น ซึ่งถือว่าไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทย และนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ หายไปมากกว่าร้อยละ 50 ส่วนหนึ่งเพราะราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ทำให้เกิดการชะลอการเดินทางออกนอกพื้นที่ แม้ว่าขณะนี้เป็นโค้งสุดท้ายที่เข้าสู่งานประเพณีปี๋ใหม่เมืองของจังหวัดเชียงใหม่ ก็ไม่สามารถเพิ่มยอดจองห้องพักได้ แม้ว่าจะลดราคาก็ตาม” 

    “ปี 2538 จังหวัดเชียงใหม่ มีรายได้ช่วงงานประเพณีปี๋ใหม่เมืองเกือบ1,000 ล้านบาท แต่ในปีนี้คาดหวังว่าอยากให้แตะที่ร้อยละ 60 ของรายได้ในปีก่อน และเชื่อว่าธุรกิจโรงแรมหลายแห่งต่างเริ่มประสบปัญหาต้นทุนขยับรอบด้าน และก็ยังกังวลว่า ในรอบคูเมืองคนจะมาขับรถเหมือนทุกปีหรือไม้ กิจกรรมต่างๆ ที่เตรียมไว้จะมีคนมาร่วมมากน้อยขนาดไหน รวมถึงถนนคนเดินที่เป็นสีสันก็เงียบเหงา ซึ่งเชื่อว่าจะกลายเป็นผลกระทบลูกโซ่ไปยังอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ทั้งระบบในช่วงไตรมาสที่2 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้“ ไพศาล กล่าว 

    Severe-air-pollution-impacts-northern-Thailand's-Songkran-festival-SPACEBAR-Photo04.jpg

    วิโรจน์ ชายา ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าปัญหาราคาน้ำมันแพง และน้ำมันขาดแคลน ก่อให้เกิดภาวะช็อกอย่างไม่คาดคิด แม้จะเป็นช่วงที่จัดงานเทศกาลท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทย 

    “กิจกรรมที่คนไทยเคยปฎิบัติ เช่นการเดินทางมาท่องเที่ยว และกลับภูมิลำเนาช่วงสงกรานต์ต่างถูกยกเลิกไป เพราะไม่มั่นใจต่อการเดินทาง และต้องการประหยัดค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว โดยคาดว่านักท่องเที่ยวตลาดหลัก คือ ชาวไทย น่าจะหายไปกว่าร้อยละ 90 ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแทบจะไม่มีเลย”

    Severe-air-pollution-impacts-northern-Thailand's-Songkran-festival-SPACEBAR-Photo06.jpg

    ธุรกิจโรงแรมในจังหวัดเชียงราย ถูกยกเลิกห้องพักในช่วงเกิดสงครามตะวันออกกลาง และกระทบยาวมาจนถึงช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยขณะนี้มียอดจองเพียงร้อยละ 30-40 เท่านั้น ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีอัตราเข้าพักสูงถึงร้อยละ 80 

    “ตอนนี้ต้องเร่งหากรือกับผู้ประกอบการในพื้นที่ ร่วมกันจัดโปรโมชั่น หรือจัดทำแพคเกจ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวตลาดคนไทย ซึ่งจำนวนห้องพักที่มีถึง 18,000 ห้อง ที่พร้อมรับลูกค้าในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ต่างพบว่า ยอดจองห้องพักไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด”

    Severe-air-pollution-impacts-northern-Thailand's-Songkran-festival-SPACEBAR-Photo01.jpg

    การันต์ ธนกุลจีรพัฒน์ ผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ กล่าวว่า ในช่วงงานประเพณีปี๋ใหม่เมืองของจังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 10–19 เมษายน 2569 คาดว่าจะมีเที่ยวบินเฉลี่ย 177 เที่ยวบินต่อวัน และมีผู้โดยสารเฉลี่ยประมาณ 22,104 คนต่อวัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณร้อยละ 9 

    แต่สายการบินได้เพิ่มเที่ยวบินพิเศษจากตารางบินปกติรวม 39 เที่ยวบิน แบ่งเป็นเที่ยวบินภายในประเทศ 38 เที่ยวบิน และเที่ยวบินระหว่างประเทศเส้นทางเชียงใหม่–หัวเหลียน (ไต้หวัน) 1 เที่ยวบิน เพื่อรองรับความต้องการเดินทางในช่วงงานประเพณีปี๋ใหม่เมืองด้วย 

    Severe-air-pollution-impacts-northern-Thailand's-Songkran-festival-SPACEBAR-Photo07.jpg

    สงกรานต์ปี 2567 ถือว่าเป็นปีที่การท่องเที่ยวภาคเหนือฟื้นตัวแรงหลังโควิดโรงแรมในเชียงใหม่มีรายงานอัตราเข้าพักสูงถึง 90% ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะย่านเมืองเก่าและรอบคูเมือง ขณะที่ข้อมูลภาพรวมภาคเหนือจากรายงานธนาคารกรุงเทพระบุว่า ไตรมาสที่ 2 ปี 2567 (Q2/2024) มีค่าเฉลี่ย occupancy ประมาณ 59.3% และช่วงเทศกาลมักสูงกว่าค่าเฉลี่ยรายไตรมาสมาก

    และปีที่ผ่านมา 2568 ยังถือว่าดีใกล้เคียงปีก่อน โรงแรมช่วงสงกรานต์โดยทั่วไปอยู่ประมาณ 70–90% โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวหลักอย่างเชียงใหม่ยังอยู่ในระดับสูง แต่ปีนี้ถือว่า ลดลงแรงมากจากหลายปัจจัยทั้งจากสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน และฝุ่น PM2.5

    #เชียงใหม่ #เชียงราย #แอ่วเหนือ #สงกรานต์ #เที่ยวสงกรานต์ #สงกรานต์2569 #สงครามอิหร่าน #ราคาน้ำมัน #SpacebarBigCity #Spacebar

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/severe-air-pollution-impacts-northern-thailand-songkran-festival&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pJCNTht5PfwtsP55ePzn5

  • คอลัมน์การเมือง – เส้นแดงวิกฤตเศรษฐกิจ

    คอลัมน์การเมือง – เส้นแดงวิกฤตเศรษฐกิจ

    โลกได้หยุดพักไม่กี่อึดใจ สุดท้ายสันติภาพแค่เพียงชั่วคราว 2 สัปดาห์ ก็กลับมายืนอยู่บนปากเหวอีกครั้ง หลังการเจรจาระดับสูงเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ที่กรุงอิสลามาบัด ของปากีสถาน ไร้ข้อสรุป และยังไม่รู้ว่าการเจรจารอบใหม่จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ นั่นก็แปลว่าชะตากรรมของโลกและช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน ยังเปราะบางต่อไป

    คนทั้งโลกคงต้องกลั้นหายใจลุ้นกันยาวๆ สถานการณ์ต่อจากนี้ จะมีแสงสว่างในปลายอุโมงค์เล็กๆ อีกหรือไม่ ทุกอย่างคาดเดาอะไรไม่ได้ว่า ปลายทางที่เราจะเห็นนั้นคือสันติภาพ หรือหุบเหวหายนะ ที่แน่ๆ คือช่องแคบฮอร์มุซตอนนี้ยังปิดอยู่ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบยังผันผวนรุนแรงส่งผลกระทบต่อคนทั้งโลก หรือแม้แต่ในประเทศไทย ต่อไป

    ในบ้านเรา แม้มติคณะรัฐมนตรีเพิ่งคลอดมาตรการต่างๆ ออกมาดูแลกลุ่มต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดสึนามิทางเศรษฐกิจ แต่ถ้าฟังฉากทัศน์ที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ประเมินผลกระทบเป็นขั้นบันได เริ่มจากวิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมันจะไม่ถูกในอีก 1-2 ปี ภาวะของแพง และกำลังซื้อหดตัว ผลลัพธ์สุดท้ายคือ เศรษฐกิจชะงักงัน แต่เงินเฟ้อสูง ก็เป็นเรื่องที่น่ากังวล

    หรือฟังจากน้ำเสียงของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็น่ากังวลเพราะเป็นการพูดถึงความเปราะบางของสถานการณ์น้ำมันจากภาวะสงครามที่อาจยืดเยื้อ เป็นความท้าทายสำคัญในระยะต่อไปอาจไม่ใช่เพียงราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น แต่คือความยากลำบากในการจัดหาน้ำมันจากต่างประเทศเพราะทุกชาติจะต้องแย่งกันนำเข้าน้ำมันดิบจากหลายแหล่งทั่วโลก

    นี่ถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนจากนายกรัฐมนตรี ค่อนข้างชัดเจนมากที่สุด นับแต่เกิดสงครามตะวันออกกลางมาเดือนเศษๆ ฟังแล้วก็พอจับใจความได้ว่า ปัญหาหนักกว่าน้ำมันแพง คือ หานำเข้าไม่ได้ ถึงแม้ว่าตอนนี้เราจะยังมีน้ำมันสำรองใช้ไปอีกอย่างน้อย 100 วัน แต่ถ้าหาซื้อไม่ได้ หรือการนำเข้าน้ำมันดิบไม่เข้ามาตามที่กำหนด จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

    ฉะนั้น การที่นายกรัฐมนตรีกำชับให้ข้าราชการร้องขอความร่วมมือจากประชาชน และภาคเอกชนในการดำเนินมาตรการทำงานจากที่บ้านหรือ Work from Home รวมถึงการประหยัดพลังงานในรูปแบบต่างๆ หรือแม้กระทั่งเตรียมออกมาตรการเปิด-ปิดปั๊มน้ำมันช่วงเวลา 22.00 น. ไปจนถึงเวลา05.00 น. หลังสงกรานต์ ก็บ่งบอกเป็นนัยถึงระดับภาวะวิกฤตได้เป็นอย่างดี

    จากนี้ไป คนไทยทุกคนคงต้องยอมรับความจริงอันเจ็บปวดว่า เราหมดยุคใช้น้ำมันราคาถูกแล้วสถานการณ์น้ำมันในประเทศจะตึงตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ตามอุณหภูมิของสงคราม เราอาจจะต้องเจอความจำเป็นในการยกระดับใช้มาตรการประหยัดพลังงานอย่างเข้มข้นเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการใช้อำนาจเต็มของรัฐบาลเพื่อพยุงราคาน้ำมัน อย่างที่กำลังหาทางกดราคาดีเซลอยู่ตอนนี้

    เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะนำพาชาติให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้หรือไม่ ส่วนหน้าที่ของประชาชนคือ ให้ความร่วมมืออย่างเหมาะสม และปรับตัวเอาตัวเองให้อยู่รอด ไม่ว่าท้ายที่สุดสันติภาพจะสำเร็จหรือล้มเหลว ทุกอย่างก็จะไม่เหมือนเดิม เราต้องเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด เพราะเส้นแดงวิกฤตพลังงานและสึนามิทางเศรษฐกิจ ถูกขึงอยู่ประตูหน้าบ้านแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/66069&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JoXbOfze072ftFwb5jjnZ

  • ตำรวจไอร์แลนด์สลายผู้ชุมนุมปิดล้อมโรงกลั่น ไม่พอใจราคาน้ำมัน

    ตำรวจไอร์แลนด์สลายผู้ชุมนุมปิดล้อมโรงกลั่น ไม่พอใจราคาน้ำมัน

    ตำรวจไอร์แลนด์สลายผู้ชุมนุมปิดล้อมโรงกลั่น ไม่พอใจราคาน้ำมัน

    ทางการไอร์แลนด์เร่งคลี่คลายวิกฤต หลังผู้ประท้วงปิดล้อมโรงกลั่นน้ำมันและเส้นทางขนส่งประท้วงราคาน้ำมัน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและบริการฉุกเฉินทั่วประเทศ

    ตำรวจไอร์แลนด์เข้าดำเนินการสลายการชุมนุมของกลุ่มผู้ประท้วงที่ปิดล้อมโรงกลั่นน้ำมันไวต์เกต ซึ่งเป็นโรงกลั่นน้ำมันเพียงแห่งเดียวของประเทศ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ภายหลังรัฐบาลแสดงความกังวลว่าสถานการณ์ดังกล่าวอาจนำไปสู่ “ช่วงเวลาทางเศรษฐกิจที่อันตรายอย่างยิ่ง”

    การประท้วงเกิดขึ้นจากความไม่พอใจของประชาชนต่อราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงขึ้นมากกว่า 20% นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน โดยกลุ่มผู้ประท้วงได้นำรถแทรกเตอร์และรถบรรทุกไปปิดกั้นโรงกลั่นน้ำมัน ท่าเรือ 2 แห่ง คลังเชื้อเพลิง รวมถึงถนนหลายสายในกรุงดับลิน

    ผลจากการปิดล้อมดังกล่าวทำให้สถานีบริการน้ำมันหลายร้อยแห่งทั่วประเทศประสบปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิง ซึ่งรัฐบาลระบุว่าเริ่มส่งผลกระทบต่อการให้บริการของหน่วยงานฉุกเฉินบางส่วน

    รายงานจากสื่อของรัฐเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวผู้ประท้วงอย่างน้อย 1 ราย พร้อมผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ และนำอุปกรณ์เคลื่อนย้ายยานพาหนะขนาดใหญ่เข้าปฏิบัติการบริเวณโรงกลั่นน้ำมัน นอกจากนี้ยังมีการเผยแพร่วิดีโอแสดงภาพรถบรรทุกน้ำมันจำนวนหนึ่งสามารถเข้าออกพื้นที่โรงกลั่นได้ภายหลังการเข้าควบคุมสถานการณ์

    ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุว่าการประท้วงได้สร้างความเสี่ยงอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจ ขณะที่นายกรัฐมนตรีเตือนว่าประเทศอาจจำเป็นต้องปฏิเสธการรับส่งน้ำมันจากต่างประเทศ หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย

    เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงแรงกดดันด้านค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น และความเปราะบางของโครงสร้างพลังงานในช่วงวิกฤตสงครามสหรัฐ-อิหร่านที่ยังคงยืดเยื้อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/international-news/740850&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07F1VNxMnqGkbTmcpWyYFM