Blog

  • ระทึกวอล์กกิ้งสตรีท! สายสืบพัทยาเมาหนัก รัวยิงเจ้าของร้านดับกลางเมืองท่องเที่ยว | TOPNEWS

    ระทึกวอล์กกิ้งสตรีท! สายสืบพัทยาเมาหนัก รัวยิงเจ้าของร้านดับกลางเมืองท่องเที่ยว | TOPNEWS

    เมื่อเวลา 01.00 น. วันที่ 19 เมษายน 2569 พ.ต.ท.พีรยุทธ บริสุทธิ์ธรรม สวป.สภ.เมืองพัทยา ได้รับแจ้งเหตุใช้อาวุธปืนยิงกัน มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดด้านหลังร้านกัญชา  ม.10 ภายในถนนคนเดินวอล์กกิ้งสตรีทพัทยาใต้ ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังรับแจ้งจึงรายงานผู้บังคับบัญชา เอนก สระทองอยู่ ผกก.สภ.เมืองพัทยา พร้อมนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัยรีบไปตรวจสอบ

    ที่เกิดเหตุบริเวณด้านหลังร้านกัญชา พบร่างนายภัทรธร  อายุ 41 ปี เจ้าของร้านกัญชา ได้รับบาดเจ็บถูกคมกระสุนขนาด 11 ม.ม. เข้าที่ลำตัวจำนวน 2 นัด นอนหายใจรวยรินอาการสาหัส โดยมีกลุ่มเพื่อนคอยเรียกให้มีสติ ก่อนเจ้าหน้าที่กู้ภัยจะให้การช่วยเหลือปฐมพยาบาลเบื้องต้น ปั๊มหัวใจยื้อชีวิต แล้วเคลื่อนย้ายส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน แต่ผู้บาดเจ็บทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตในเวลาต่อมา

    เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ใช้โปลิศไลน์กั้นห้ามบุคคลไม่เกี่ยวข้องเข้าใกล้จุดเกิดเหตุ และสามารถควบคุมตัวผู้ก่อเหตุไว้ได้ ทราบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัด สภ.เมืองพัทยา แต่ไม่ได้เปิดเผยชื่อกับผู้สื่อข่าว พร้อมยึดอาวุธปืนขนาด 11 ม.ม. พร้อมเครื่องกระสุนไว้เป็นหลักฐาน

    สอบถามผู้เห็นเหตุการณ์ทราบว่า ผู้ก่อเหตุซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจมีอาการมึนเมาสุราอย่างหนัก อยู่ดี ๆ ก็ชักอาวุธปืนขึ้นมาข่มขู่ผู้คน ก่อนจะลั่นไกยิงเข้าไปในสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง โชคดีไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ต่อมาผู้เสียชีวิตได้เข้าห้ามปรามและขอให้เก็บอาวุธปืน แต่ผู้ก่อเหตุกลับไม่ฟังเสียง ทั้งที่ไม่ได้มีเหตุทะเลาะวิวาทกันแต่อย่างใด ก่อนใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้เสียชีวิตสองนัดจนล้มฟุบกับพื้น ชาวบ้านจึงรีบแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือ

    เบื้องต้น เอนก สระทองอยู่ ผกก.สภ.เมืองพัทยา ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนลงพื้นที่หาเบาะแสเพิ่มเติม เพื่อรวบรวมหลักฐานดำเนินคดีกับผู้ก่อเหตุในครั้งนี้ต่อไป

    ภาพ/ข่าว อนันต์ กิ่งสร / ทิวากร กฤษมณี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชลบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1550881&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iXb0X97Ya10XBxtAgIIk9

  • สภาอุตสาหกรรมขอนแก่น ยินดีสงกรานต์ปีนี้นักท่องเที่ยวแน่น เงินสะพัดเกิน 1,300 ล้านบาท

    สภาอุตสาหกรรมขอนแก่น ยินดีสงกรานต์ปีนี้นักท่องเที่ยวแน่น เงินสะพัดเกิน 1,300 ล้านบาท

    สภาอุตสาหกรรมขอนแก่น เป็นปลื้ม สงกรานต์ขอนแก่นนักท่องเที่ยวแน่น เงินสะพัดนับพันล้านบาท วอนรัฐเร่งคลอดคนละครึ่ง-ไทยเที่ยวไทย กระตุ้นการใช้จ่ายช่วงรอยต่อก่อนถึงฤดูท่องเที่ยวปลายปี

    เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 19 เม.ย.2569 นายภพพล เกษมสันต์ ณ อยุธยา ประธานสภาอุตสาหกรรม จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า เทศกาลสงกรานต์ปีนี้ยอมรับว่า จากสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น ทั้งภาวะน้ำมันแพง คนเดินทางน้อย นักท่องเที่ยวน้อย แต่เมื่อถึงวันจริง คนอีสานทุกคนอยากกลับบ้าน อยากมาเที่ยว อยากมาเจอญาติพี่น้อง อยากมาเฮฮาสังสรรค์โดยเฉพาะโรงแรมที่หลายฝ่ายคาดว่าเต็มที่ยอดจองประมาณร้อยละ 50 จากสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น แต่เมื่อถึงวันที่ 13 เม.ย.พบว่าบางโรงแรมยอดจองจนเต็ม บางโรงแรมยอดจองมากกว่า ร้อยละ 80-90

    “เมื่อได้ร่วมกันตรวจสอบดูข้อมูลและภาพมุมสูงต่างๆพบว่านักท่องเที่ยวมาเที่ยวสงกรานต์มาเล่นน้ำที่ขอนแก่นที่ไม่ใช่แต่เฉพาะถนนข้าวเหนียวยอมรับว่าปีนี้ทุกเส้นทางของขอนแก่นมีคนมาเล่น้ำมากกว่าทุกปีและเล่นตั้งแต่ช่วงเย็นจนปถึงช่วงเวลา 02.00 น.ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มาเล่นน้ำสงกรานต์ปีนี้ส่วนใหญ่เป็นคนขอนแก่นเอง ทั้งคนในเขตเมือง คนจากพื้นที่อำเภอข้างเคียง และคนที่เดินทางกลับบ้านขณะที่นักท่องเที่ยวที่มาจากกรุงเทพฯและต่างจังหวัดยังมาเที่ยวสงกรานต์ที่ขอนแก่นไม่มากนักประกอบกับไฮไลท์ในการจัดงานสงกรานต์ในหลายจังหวัดก็ดึงดูดนักท่องเที่ยวพอสมควร แต่ที่น่าสังเกตุคือชาวต่างชาติและกลุ่มเขยฝรั่ง ที่มาเล่นน้ำสงกรานต์ที่ถนนข้าวเหนียวปีนี้เยอะมาก มากถึงร้อยละ 10-20 ต่อวันเลยทีเดียวซึ่งจุดเด่นที่ทำให้สงกรานต์ปีนี้ได้รับความนิยมและได้รับความสนใจจากนักท่องเทีย่วเข้ามาเท่องเที่ยวในพื้นที่ในจำนวนที่มากเกิดจากการร่วมกันโปรโมทการเล่นสงกรานต์,การเล่นน้ำและการกำหนดพื้นที่จัดกิจกรรมต่างๆที่ชัดเจน”

    นายภพพล กล่าวต่ออีกว่า ถนนข้าวเหนียวเราชูจุดขายคือการเล่นน้ำสงกรานต์กันแบบสบายๆ มาเล่นน้ำได้ทั้งครอบครัว คงเอกลักษณ์ของการเล่นน้ำปลอดภัยไร้แอลกอฮลล์ ซึ่งทำให้คนทั่วไปพาบุตรหลาน พาคุณพ่อ,คุณแม่พาครอบครัวมาเล่นน้ำสงกรานต์ได้อย่างสนุกเดินเล่นน้ำได้ทั้งถนนด้วยมาตรการรักษาความปลอดภัยและการกำหนดจัดกิจกรรมร่วมที่ชัดเจาของเทศบาลฯ,สสส.,เครือข่ายองค์กรงดเหล้ารวมทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างๆที่ได้นำกิจกรรมมาร่วมสนุก ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเข้มงวดส่วนคนที่สายปาร์ตี้ สายบันเทิง สายเฮอา ก็จะไปถนนอีกเส้นทางหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียง ทั้งรื่นรมย์,แฟรี่,หน้าเมือง และกลางเมืองดังนั้นเมื่อเรามีถนนเล่นน้ำสงกรานต์ที่ปลอดภัยนักท่องเที่ยวก็จะมาเล่นน้ำสงกรานต์กันอย่างสนุกสนาน

    “หลังจากสงกรานต์แล้วภาพรวมทางเศรษฐกิจน่าจะเงียบลงประมาณ 1 เดือน เนื่องจากการใช้จ่ายของคนไทยน่าจะหมดไปกับช่วงสงกรานต์และการท่องเที่ยวน่าจะน้อยลง คนเริ่มพักผ่อน เงินเริ่มหมดกระเป๋าจากการใช้จ่ายในช่วงวันหยุดยาวที่เกิดขึ้น ดังนั้นความคึกคักของการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจที่เกิดจาดดารใช้จ่ายจ่าจะหลับมาคึกคักอีกครั้งในช่วงวันเข้าพรรษาดังนั้นรัฐบาลก็ควรจะกระตุ้นหรือเข้ามาเติมในช่วงรอยต่อจากสงกรานต์ไปจนถึงวันออกพรรษา คือการเร่งนำโครงการคนละครึ่ง,คนละครึ่งพลัส รวมทั้งไทยเที่ยวไทยเข้ามาเพื่อกระตุ้นภาพรวมการใช้จ่าย ทั้งเมืองหลัก เมืองรอง อีกทั้งเมื่อผ่านช่วง พ.ค.-มิ.ย.ก็จะเข้าสู่ฤดูฝน การท่องเที่ยวก็จะซบเซาลง”

    นายภพพล กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ถ้ารัฐไม่กระตุ้นการใช้จ่ายในภาคการท่องเที่ยว และภาคการบริการ ทุกอย่างก็จะเงียบไปหมดจากภาวะเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น

    รวมทั้งการกำหนดจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ในพืน้ที่ขอนแก่น ไล่เรียงไปแต่ละเดือน ต่อเนื่องไปทั้งปีก็จะกระตุ้นภาพรวมการใช้จ่ายได้มากอย่างไรก็ดีรายได้ที่เกิดขึ้นจากเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ยอมรับกว่าเกินเป้าปีที่ผ่านมามีการสำรวจรายได้ที่เกิดขึ้นในช่วงสงกรานต์ที่ขอนแก่นจะอยู่ที่ 1,200 ลบ. แต่ปีนี้คนเยอะ กิจกรรมเยอะการใช้จ่ายที่เยอะขึ้นมากก็น่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากกว่า 1,300 ลบ.เลยทีเดียว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/142149&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jJEduywbabGdIzNnfEjdT

  • ถอดกลยุทธ ทำไม ไมเนอร์ โฮเทลส์  ปักหมุดขยายโรงแรมใน ‘หัวหิน’ 3 แบรนด์ 3 แห่ง

    ถอดกลยุทธ ทำไม ไมเนอร์ โฮเทลส์ ปักหมุดขยายโรงแรมใน ‘หัวหิน’ 3 แบรนด์ 3 แห่ง

    หัวหิน” มีจุดแข็งในฐานะเมืองพักผ่อนใกล้กรุงเทพฯที่เหมาะสำหรับการเดินทางระยะสั้นและทริปสุดสัปดาห์ ขณะเดียวกันยังเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะตลาดนักท่องเที่ยวยุโรปที่นิยมเดินทางมาพักระยะยาวในช่วงฤดูหนาว

    สอดรับกับข้อมูลจากสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งระบุว่าในช่วงเดือนมกราคม-กันยายน 2568 มีจำนวนนักท่องเที่ยวกว่า 8.55 ล้านคน สร้างรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 39,020 ล้านบาท และมีอัตราการเข้าพักเฉลี่ย 72.97%

    ส่งผลให้จังหวัดติดอันดับ 5 ของประเทศด้านจำนวนผู้เยี่ยมเยือนสะท้อนถึงศักยภาพของหัวหินในฐานะหนึ่งในจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวสำคัญของประเทศไทยและโอกาสในการเติบโตของธุรกิจโรงแรมที่สามารถรองรับดีมานด์จากนักเดินทางทั้งกลุ่ม Leisure และ Long-stay จากตลาดต่างประเทศ

    นี่เองจึงทำให้มองโอกาสในการขยายธุรกิจโรงแรมในหัวหินเพิ่มขึ้น ปัจจุบัน “ไมเนอร์ โฮเทลส์” มีโรงแรมในหัวหิน รวมกว่า 3 แห่ง รวมห้องพักกว่า 519 ห้อง

    ไมเนอร์ โฮเทลส์

    ล่าสุดเพิ่งจะนำแบรนด์ “NH Hotels & Resorts” ซึ่งเป็นแบรนด์ในกลุ่ม Select ของเครือไมเนอร์ โฮเทลส์ เข้ามาปักหมุดในหัวหิน ซึ่งเป็นขยายการรับบริหาร จากเดิมที่ไมเนอร์ โฮเทลส์ เป็นเจ้าของโรงแรมในหัวหินอยู่แล้ว 2 แห่ง คือ อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท และ อวานีพลัส หัวหิน

    โรงแรม “เอ็นเอช หัวหิน” จัดเป็นโรงแรมเอ็นเอชแห่งที่ 4 ในประเทศไทย ที่เข้ามาเจาะตลาดโรงแรมระดับอัพสเกล รับดีมานด์นักท่องเที่ยว และผู้เข้าพักระยะยาว หลังจากไมเนอร์เข้าซื้อกิจการ NH Hotel Group ในปี 2561 ซึ่งเป็น “การเข้าซื้อกิจการเชิงกลยุทธ์” ที่ทำให้ ไมเนอร์ กลายเป็นองค์กรระดับโลก ปัจจุบันมีโรงแรม NH มากกว่า 200 แห่ง ใน 26 ประเทศ รวมจำนวนห้องพักมากกว่า 31,000 ห้อง

    โรงแรมในเครือไมเนอร์ ที่หัวหิน

    การขยายแบรนด์เอ็นเอช ในหัวหิน ทำให้ไมเนอร์ โฮเทลส์ มีแบรนด์โรงแรมครบ 3 เซกเมนต์ในตลาด โดย “อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท” เป็นโรงแรมในระดับกลุ่ม “Luxury” (ระดับหรูหรา) ส่วน “อวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท” จะเป็นโรงแรมในกลุ่ม Premium (ระดับพรีเมียม) ขณะที่ “เอ็นเอช หัวหิน” จะเป็นแบรนด์ในกลุ่ม Select Upscale (ระดับอัปสเกลที่เน้นความคุ้มค่า)ซึ่งห้องพักเริ่มต้นอยู่ที่ประมาณ 2,500 บาท++ต่อคืน

    นายโอมาร์ โรเมโร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ไมเนอร์ โฮเทลส์ เผยว่า ไมเนอร์ฯ วางกลยุทธการขยายแบรนด์ที่ชัดเจน ภายใต้โมเดล “Asset-light” ผ่านการทำสัญญาบริหารจัดการโรงแรม (Management Agreements) และการขายแฟรนไชส์ (Franchise Agreements)

    โดยเฉพาะการผลักดันแบรนด์ NH Hotels ซึ่งเป็นแบรนด์ระดับ “Select Upscale” ที่มุ่งเน้นการมอบประสบการณ์การเข้าพักที่มีคุณภาพ สะดวกสบาย และคุ้มค่าให้กับนักเดินทาง ซึ่งมีต้นกำเนิดจากยุโรปให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ด้วยการขยายการรับบริหาร และแฟรนไชส์ เพื่อขยายแบรนด์เอ็นเอช ในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทย

    โอมาร์ โรเมโร

    สำหรับในประเทศไทย มีโรงแรม NH เปิดให้บริการแล้ว 4 แห่งในภูเก็ต คือ NH Boat Lagoon ในกรุงเทพฯมี 2 แห่ง คือ NH Sukhumvit และ NH Boulevard และในหัวหิน ที่เพิ่งรีแบรนด์ เป็น NH Hua Hin

    การเปิดโรงแรมเอ็นเอช ในหัวหินนอกจากจะสะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของหัวหินในฐานะเมืองท่องเที่ยวที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และยังเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับพอร์ตโฟลิโอของไมเนอร์ โฮเทลส์

    ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ในตลาดหัวหิน ควบคู่กับรีสอร์ทระดับลักชัวรี อย่างอนันตรา หัวหิน รีสอร์ท และระดับพรีเมียม อย่าง อวานี พลัส หัวหิน รีสอร์ท เพิ่มความหลากหลายของข้อเสนอด้านที่พักเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในทุกระดับราคาได้อย่างลงตัว นายโอมาร์ กล่าวทิ้งท้าย

    ขณะเดียวกันอนันตรา หัวหิน ซึ่งเป็นโรงแรมแรกของแบรนด์อนันตรา ในเครือไมเนอร์ โฮเทลส์ ที่ก่อตั้งแบรนด์มาตั้งแต่ปี 2544 หลังเปิดให้บริการมานานกว่า 25 ปีแล้ว ก็ได้ทุ่มงบกว่า 400 ล้านบาท ปรับโฉมโรงแรมครั้งใหญ่ บนพื้นที่ 36 ไร่ เพื่อยกระดับโรงแรมให้ทันสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางยุคใหม่ โดยยังคงเอกลักษณ์สถาปัตยกรรมสไตล์ “หมู่บ้านไทยริมทะเล” ซึ่งเป็นเสน่ห์ดั้งเดิมของรีสอร์ทไว้

    ถอดกลยุทธ ทำไม ไมเนอร์ โฮเทลส์  ปักหมุดขยายโรงแรมใน 'หัวหิน' 3 แบรนด์ 3 แห่ง

    ทั้งยังสอดรับกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวระดับลักชัวรีกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ ที่นักเดินทางมองหาประสบการณ์ที่ออกแบบเฉพาะตัวมากขึ้น จากเดิมที่เน้นเพียงจุดหมายปลายทาง สู่การเลือกสถานที่พักที่สามารถสะท้อนตัวตน ไลฟ์สไตล์ และความหมายของการเดินทางได้อย่างแท้จริง

    แนวโน้มดังกล่าวทำให้รีสอร์ทระดับลักชัวรีทั่วโลกปรับตัวจากการนำเสนอที่พัก ไปสู่การสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ครบมิติ อนันตรา หัวหิน ได้เปลี่ยนโฉมจากความเป็นไทยแบบดั้งเดิม (Classical Thai) มาเป็น ไทยร่วมสมัย (Modern Thai) ที่มีความสดใสและเข้าถึงง่ายมากขึ้น ซึ่งดึงดูดกลุ่มลูกค้าคนไทยรุ่นใหม่ได้ 

    การรีโนเวทในครั้งนี้นอกเหนือจากการปรับปรุงห้องพักทุกห้อง ทางรีสอร์ทยังได้เปิดตัวห้องพักรูปแบบใหม่ ได้แก่ Pool Access Room, Two-Bedroom Family Suites และ Two-Bedroom Family Pool Suite โดยออกแบบมาเพื่อรองรับทั้งกลุ่มคู่รัก ครอบครัว และลูกค้าห้องสวีทจะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น การใช้บริการในคลับแอคเซส ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

    ถอดกลยุทธ ทำไม ไมเนอร์ โฮเทลส์  ปักหมุดขยายโรงแรมใน 'หัวหิน' 3 แบรนด์ 3 แห่ง

    นายเจมส์ ซัตคลิฟฟ์ ผู้จัดการทั่วไป อนันตรา หัวหิน รีสอร์ท ในเครือไมเนอร์ โฮเทลส์  กล่าวว่า การพัฒนาในครั้งนี้ยังสะท้อนถึงการลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่อเสริมศักยภาพของแบรนด์อนันตราในระยะยาว ควบคู่กับการยกระดับประสบการณ์การเข้าพักให้ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ และตอกย้ำบทบาทของหัวหินในฐานะจุดหมายปลายทางการพักผ่อนชั้นนำของประเทศไทยบนเวทีการท่องเที่ยวระดับสากล

    เจมส์ ซัตคลิฟฟ์

    ทั้งนี้หลังการรีโนเวท ปัจจุบันอนันตรา หัวหิน ได้ปรับลดจำนวนห้องพักจาก 196 ห้อง เหลือ 171 ห้อง เพื่อสร้างห้องพักใหม่ ที่เป็นห้องสวีทแบบ 2 ห้องนอน (Two-Bedroom Suites) ซึ่งได้จากการทุบห้องพักเดิม 3 ห้องรวมกันให้เป็นห้องเดียวที่กว้างขวางขึ้น

    ทั้งนี้เพื่อตอบโจทย์กลุ่มครอบครัวและกลุ่มเพื่อน ได้รับการตอบรับที่ดี เนื่องจากห้องสวีท 2 ห้องนอนสำหรับโรงแรมระดับลักชัวรีในหัวหินหาได้ยาก นอกจากนี้ยังเพิ่มร้านอาหารใหม่ Sea.Fire.Salt เป็นร้านอาหารสไตล์กริลล์ริมหาด พร้อมรูฟท็อปบาร์ เป็นคอนเซปต์ซิกเนเจอร์ของแบรนด์อนันตรา

    อนันตรา หัวหิน

    “หลังการรีโนเวทโรงแรม ยังทำให้สามารถขายราคาห้องพักเพิ่มขึ้น 40% เมื่อเทียบกับก่อนรีโนเวท โดยมีราคาห้องพักเฉลี่ย (ADR) ประมาณ 7,000 บาท ซึ่งจัดอยู่ในระดับเดียวกับโรงแรมหรูชั้นนำ 5 อันดับแรกในหัวหินโดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรก (Q1) ปีนี้อนันตรา หัวหินขยับราคาห้องพักสูงขึ้นเกือบ 50% (หรือประมาณ 47%) เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา” นายเจมส์ กล่าวทิ้งท้าย

    ขณะที่ในส่วนของโรงแรม “อวานี พลัส หัวหิน” ซึ่งเป็นโรงแรมแห่งที่ 2 ของไมเนอร์ นอกจากให้บริการห้องพัก ห้องสวีท และพูลวิลล่า รวม 196 ห้อง ภายในโรงแรมมีจุดขาย คือ “อวานี เวลล์” AvaniWell ศูนย์ดูแลสุขภาพที่ผสานศาสตร์การบำบัดแบบไทยดั้งเดิมเข้ากับเทคนิคการรักษาสมัยใหม่

    อวานีพลัส หัวหิน

    พร้อมนำเสนอโปรแกรมดูแลแบบเฉพาะบุคคลควบคู่ไปกับกิจกรรมกลุ่ม สำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพทุกระดับอย่างครอบคลุม ตั้งแต่ ดริปวิตามิน ทรีตเมนต์ผ่อนคลาย กายภาพบำบัด และการยืดเหยียดกล้ามเนื้อสำหรับนักกีฬา ตลอดจนศาสตร์การบำบัดแบบไทยและอายุรเวช เพื่อสร้างประสบการณ์การดูแลสุขภาพที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

    “อวานี เวลล์” ไม่เพียงแต่ให้บริการลูกค้าในโรงแรมอวานี พลัส หัวหิน ที่ต้องการใช้บริการดูแลสุขภาพเท่านั้น แต่ยังให้บริการลูกค้านอกโรงแรมด้วย ประกอบกับการมีศูนย์สุขภาพที่นี่

    ทำให้โรงแรมอนันตรา หัวหิน และ เอ็นเอช หัวหิน สามารถพัฒนาแพ็คเกจ เพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์ด้าน Wellness Travel และรองรับกลุ่มพำนักระยะยาวได้ด้วย อาทิ นักท่องเที่ยวที่ชอบสปา โรงแรมก็สามารถเสนอขายการไปใช้บริการ สปา ที่อนันตรา หัวหิน ได้ หรืออยากดริปวิตามิน ก็ไปใช้บริการที่ อวานี เวลล์ ได้

    ทั้งหมดล้วนเป็นทิศทางการขยายธุรกิจโรงแรมของไมเนอร์ ในหัวหินที่เกิดขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/656908&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OJT8yD12Jwsnrj2egN_YH

  • เขตเศรษฐกิจพิเศษอินชอน ขับเคลื่อนนวัตกรรมเอเชีย | เดลินิวส์

    เขตเศรษฐกิจพิเศษอินชอน ขับเคลื่อนนวัตกรรมเอเชีย | เดลินิวส์

    การก่อตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอินชอน หรือ ไอเฟซ ( Incheon Free Economic Zone หรือ IFEZ ) เมื่อปี 2546 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเชิงกลยุทธ์ของเกาหลีใต้ ในการปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจจากการพึ่งพาภาคอุตสาหกรรมการผลิตแบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีขั้นสูง บริการระดับนานาชาติ และนวัตกรรมอัจฉริยะ

    ไอเฟซได้รับการกำหนดให้เป็นเขตเศรษฐกิจเสรีแห่งแรกของประเทศ ภายใต้เป้าหมายในการยกระดับเกาหลีใต้ให้เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์สามแห่ง ได้แก่ ซองโด ( Songdo ) ยองจง ( Yeongjong ) และชองนา ( Cheongna ) บนพื้นที่รวมมากกว่า 209.38 ตารางกิโลเมตร

    ความสำเร็จของไอเฟซไม่เพียงแต่สะท้อนผ่านตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศ ( เอฟดีไอ ) ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ยังรวมถึงการสร้างแบบจำลองเมืองอัจฉริยะ หรือ สมาร์ตซิตี ที่กลายเป็นสินค้าส่งออกเชิงนโยบายไปยังนานาประเทศ รวมถึงไทย ที่ความร่วมมือระหว่างสองประเทศทวีความเข้มข้นขึ้น ผ่านกรอบการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ( อีอีซี ) และความร่วมมือระดับท้องถิ่นระหว่างกรุงเทพมหานครกับเทศบาลเมืองอินชอน

    การออกแบบไอเฟซตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแบ่งเขตอุตสาหกรรมเฉพาะทาง เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันระดับสากล โดยแต่ละเมืองภายในเขตเศรษฐกิจพิเศษมีภารกิจหลักที่แตกต่างกัน แต่ส่งเสริมซึ่งกันและกันผ่านโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งที่เชื่อมโยงทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ

    “ซองโด เซ็นทรัล พาร์ค” สวนสาธารณะขนาดใหญ่ ตั้งอยู่ในเขตเมืองซองโด เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้

    เมืองซองโดเป็นเมืองที่เกิดจากการถมทะเล ซึ่งเริ่มต้นโครงการมาตั้งแต่ปี 2537 และได้รับการพัฒนาให้เป็นหัวใจสำคัญของไอเฟซ ในด้านธุรกิจระหว่างประเทศและอุตสาหกรรมฐานความรู้ ปัจจุบัน เมืองซองโดมีประชากรประมาณ 167,000 คน และเป็นที่ตั้งขององค์กรระหว่างประเทศหลายแห่ง และสถานศึกษาในวิทยาเขตร่วมระดับโลก

    จุดเด่นที่สุดของเมืองซองโดในเวลานี้ คือการพัฒนาสู่การเป็น “Bio Mega Cluster” ระดับโลก เมืองซองโดได้รับการจัดอันดับให้เป็นพื้นที่ซึ่งมีขีดความสามารถในการผลิตยารายเดียว ขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในด้านการรับจ้างพัฒนาและผลิตยา การเข้ามาของบริษัทระดับสมอเรือ อย่าง “ซัมซุง ไบโอโลจิกส์” และ “เซลเทรียน” สร้างแรงดึงดูดมหาศาล ให้แก่ห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำและปลายน้ำ

    วิสัยทัศน์ปี 2040 หรือพ.ศ. 2583 ของเมืองซองโดมุ่งเน้นไปที่การสร้าง “Bio Super-Gap” หรือการสร้างระยะห่างของขีดความสามารถในการแข่งขันเหนือคู่แข่งระดับโลก โดยมีการขยายพื้นที่อุตสาหกรรมในเขต 11 จาก 990,000 ตารางเมตร เป็น 1,320,000 ตารางเมตร เพื่อรองรับการขยายโรงงานผลิตใหม่ของ ซัมซุง ไบโอโลจิกส์ และศูนย์วิจัยของบริษัทข้ามชาติอีกหลายแห่ง

    ด้านเมืองยองจงได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “Aerotropolis” หรือเมืองท่าอากาศยานที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีท่าอากาศยานนานาชาติอินชอนเป็นศูนย์กลาง พื้นที่แห่งนี้ไม่เพียงแต่เป็นหัวใจของการขนส่งโลจิสติกส์ระดับโลก แต่ยังเป็นศูนย์กลางการพักผ่อนและการท่องเที่ยวเชิงบูรณาการ การพัฒนาในเมืองยองจงมุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมการบิน โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยวระดับพรีเมียม

    ปัจจุบัน เมืองยองจงเป็นที่ตั้งของรีสอร์ตครบวงจรและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสันทนาการขนาดใหญ่ รวมถึงโครงการ “K-Con Land” ที่มุ่งหวังจะให้เป็นศูนย์รวมคอนเทนต์วัฒนธรรมเกาหลี และเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก นอกจากนี้ เมืองยองจงยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นที่พักอาศัยและศูนย์บริการสำหรับบุคลากร ในอุตสาหกรรมการบินและผู้มาเยือนจากต่างประเทศ

    ส่วนเมืองชองนาถูกวางตำแหน่งให้เป็นเขตธุรกิจ ที่ออกแบบมาเพื่อการเงินระหว่างประเทศ ความบันเทิง การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมเกม นอกจากนี้ ยังมีแผนการพัฒนาด้านการผลิตส่วนประกอบไฮเทคและหุ่นยนต์ หนึ่งในโครงการสำคัญที่กำลังดำเนินการคือ “สตาร์ฟิลด์ ชองนา” ซึ่งเป็นการลงทุนมูลค่ามหาศาลเพื่อสร้างพื้นที่ค้าปลีกและสนามกีฬาเอนกประสงค์ที่ทันสมัย

    ความสำคัญของเมืองชองนาอยู่ที่ การเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่ชายฝั่งกับแผ่นดินใหญ่ของเมืองอินชอน โดยมีเป้าหมายในการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ ที่เน้นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีอัจฉริยะและการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพ ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์การเติบโตที่ยั่งยืนของไอเอฟอีซี

    ปัจจัยความสำเร็จอีกประการหนึ่งของไอเฟซ คือระบบแรงจูงใจที่ครอบคลุมและเอื้อต่อการทำธุรกิจของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งรวมถึงมาตรการทางภาษี การสนับสนุนด้านการบริหารจัดการ และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยสำหรับชาวต่างชาติ

    ผลลัพธ์จากนโยบายเหล่านี้เห็นได้ชัดจากตัวเลขเอฟดีไอที่เข้าสู่ไอเฟซ เมื่อปี 2568 ซึ่งสูงถึง 553.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( ราว 17,767.35 ล้านบาท ) ณ ไตรมาสที่สาม คิดเป็น 92.3% ของเป้าหมายประจำปี การลงทุนส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ เซมิคอนดักเตอร์ และพลังงานหมุนเวียน โดยมีการลงทุนที่สำคัญจากบริษัทระดับโลกหลายแห่ง

    สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเขตเศรษฐกิจพิเศษอินชอนมีความก้าวหน้าอย่างมาก โดยเฉพาะการใช้ไอเฟซเป็นต้นแบบ สำหรับการพัฒนาเขตพัฒนาอีอีซี ซึ่งมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ ( เอ็มโอยู ) และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหลายระดับ ไอเฟซและอีอีซีมีเป้าหมายในการดึงดูดอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เหมือนกัน เช่น อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร ดิจิทัล และอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ และอีอีซีศึกษาระบบสิทธิประโยชน์และศูนย์บริการเบ็ดเสร็จของไอเฟซ เพื่อลดอุปสรรคทางกฎหมายและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน

    หนึ่งในตัวอย่างซึ่งเป็นรูปธรรมที่สุดของความร่วมมือระดับองค์กร คือการลงนามในเอ็มโอยู ระหว่างบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด ( มหาชน ) ของไทยกับอินชอน สมาร์ตซิตี คอร์ปอเรชัน เมื่อปี 2560 ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนา “Korean Smart City Zone” ภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร จังหวัดชลบุรี ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของอีอีซี

    ภายใต้ข้อตกลงเกาหลีใต้จะถ่ายทอดประสบการณ์เชิงนโยบาย และเทคนิคในการสร้างเมืองที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการบริหารจัดการพลังงาน การคมนาคม และการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน การที่อมตะนำโมเดลจากอินชอนมาประยุกต์ใช้ ช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนชาวเกาหลีใต้ที่กำลังพิจารณาย้ายฐานการผลิตจากจีนมายังไทย เพื่อใช้เป็นประตูสู่ตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ขณะที่ความร่วมมือระดับเมืองระหว่างกรุงเทพมหานครกับเทศบาลนครอินชอน เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ เมื่อเดือนพ.ค. 2566 โดยเน้นย้ำถึงความร่วมมือในด้านการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการป้องกันภัยพิบัติ ต่อมาในปี 2567 ความร่วมมือนี้ได้พัฒนาไปสู่การแลกเปลี่ยนบุคลากร นอกจากนี้ ทั้งสองเมืองยังมีการหารือเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เหมือนกัน เช่น การจัดการฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 และการฟื้นฟูคลองในพื้นที่เมือง

    การร่วมมือกันในลักษณะนี้ไม่เพียงแต่ช่วยพัฒนาศักยภาพของบุคลากรไทย แต่ยังเป็นการสร้างเครือข่ายที่อำนวยความสะดวกให้นักลงทุนจากเมืองอินชอนสามารถเข้ามาหาโอกาสทางธุรกิจในกรุงเทพมหานครได้ง่ายขึ้น ผ่านความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างหน่วยงานปกครอง

    แม้ปัจจุบันการลงทุนส่วนใหญ่ในไอเฟซ จะมาจากประเทศตะวันตกและญี่ปุ่น แต่สำหรับบริษัทไทยขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมทางเทคโนโลยีและเงินทุน ไอเฟซนำเสนอโอกาสในหลายมิติที่สอดคล้องกับเทรนด์โลก อุตสาหกรรมสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี ด้วยวิสัยทัศน์ของไอเฟซ ที่ต้องการเป็น “Wellness City” บริษัทไทยที่มีความแข็งแกร่งในธุรกิจบริการสุขภาพและการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์สามารถมองหาโอกาสในเมืองซองโดหรือเมืองยองจงได้

    ขณะเดียวกัน การใช้ไอเฟซเป็นฐานในการกระจายสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ ท่าอากาศยานอินชอนและท่าเรืออินชอนมีขีดความสามารถในการรองรับสินค้าอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนและการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งจำเป็นมากสำหรับสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปของไทย การตั้งคลังสินค้าอัจฉริยะในเขตเสรีการค้าของยองจงจะช่วยลดต้นทุนและเวลา ในการเข้าถึงผู้บริโภคในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน

    ภายในปี 2583 ไอเฟซกำลังก้าวข้ามขอบเขตของเมืองอัจฉริยะ ไปสู่การเป็น “เอไอซิตี” ตามการประกาศ “แผนริเริ่มเอไอ” เมื่อปลายปี 2568 แผนการนี้มุ่งเน้นการใช้ปัญญาประดิษฐ์เป็น “สมองกลาง” ในการบริหารจัดการเมือง ซึ่งรวมถึงระบบความปลอดภัยอัจฉริยะที่ใช้ซีซีทีวี วิเคราะห์วัตถุแบบเรียลไทม์ และระบบคมนาคมที่ปรับเปลี่ยนตามข้อมูลจราจรที่เรียนรู้ได้เอง

    การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวมีความสำคัญและน่าสนใจสำหรับไทยอย่างยิ่ง เนื่องจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ( สศด.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสมาร์ตซิตีในไทย สามารถใช้ไอเฟซเป็นห้องทดลองระดับนโยบาย เพื่อศึกษาผลกระทบของการใช้เอไอในวงกว้าง

    ความสำเร็จของเขตเศรษฐกิจพิเศษอินชอนไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย แต่เกิดจากการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างวิสัยทัศน์ทางอุตสาหกรรมที่ชัดเจน สิทธิประโยชน์ที่จูงใจ และความยืดหยุ่นในการปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีอนาคตอย่างเอไอ และเทคโนโลยีชีวภาพ

    สำหรับไทย การรักษาความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับไอเฟซ ผ่านกรอบความร่วมมือของอีอีซี และกรุงเทพมหานคร เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ บริษัทไทยสามารถพิจารณาไอเฟซไม่ใช่เพียงแค่สถานที่ตั้งโรงงาน แต่เป็น “แพลตฟอร์ม” ในการเข้าถึงนวัตกรรมและพันธมิตรระดับโลก ขณะที่รัฐบาลไทยควรใช้ความสำเร็จของเทศบาลเมืองอินชอน ในการปรับปรุงกฎระเบียบและสิทธิประโยชน์ของอีอีซีให้มีความคล่องตัวและจูงใจนักลงทุนต่างชาติได้ทัดเทียมกันในระยะยาว

    การสร้างความเชื่อมโยงระหว่างระบบนิเวศนวัตกรรมของสองประเทศ จะนำไปสู่ความมั่งคั่งร่วมกันในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และเทคโนโลยีชีวภาพที่กำลังจะมาถึง.

    ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

    เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/articles/5790943/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NJdmuE65WSk_F9naTqeDi

  • เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธตกนอกเขตเศรษฐกิจญี่ปุ่น ไร้รายงานความเสียหาย : อินโฟเควสท์

    เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธตกนอกเขตเศรษฐกิจญี่ปุ่น ไร้รายงานความเสียหาย : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยว่า เกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธพิสัยไกลตกนอกเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) ของญี่ปุ่นในวันนี้ (19 เม.ย.) หลังเพิ่งทดสอบขีปนาวุธพิสัยใกล้หลายครั้งในช่วงต้นเดือน

    ทางการญี่ปุ่นระบุว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานความเสียหายภายในประเทศจากการยิงดังกล่าว

    อย่างไรก็ดี รัฐบาลญี่ปุ่นได้ยื่นประท้วงอย่างรุนแรงต่อเกาหลีเหนือ โดยระบุว่าการกระทำดังกล่าวเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและความมั่นคงของภูมิภาค รวมถึงประชาคมระหว่างประเทศ

    ด้านคณะเสนาธิการร่วมของเกาหลีใต้ (JCS) ระบุว่า เกาหลีเหนือได้ยิงขีปนาวุธหลายลูกจากพื้นที่ซินโป มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก เมื่อเวลาประมาณ 06.10 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันนี้

    ชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น กล่าวว่า ญี่ปุ่นจะเร่งประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ พร้อมเตรียมความพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

    ขณะที่ซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรวบรวมข้อมูล และดูแลความปลอดภัยของเรือและอากาศยานอย่างเต็มที่

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/585974&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0z9baJ_GEFo3irFc-0xLbQ

  • “เอกนิติ”หารือ IMF ย้ำไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมใหญ่โลก ต.ค.นี้

    “เอกนิติ”หารือ IMF ย้ำไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมใหญ่โลก ต.ค.นี้

    “เอกนิติ” หารือ IMF ยืนยันไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-WB ปี 2569 เร่งงานโลจิสติกส์ พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจโลก

    ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เข้าร่วมการหารือทวิภาคีกับนาง Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ในโอกาสการประชุม Spring Meetings ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569

    การหารือดังกล่าวมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและ IMF (Annual Meetings) ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2569 โดยฝ่ายไทยได้ยืนยันถึงความก้าวหน้าในการดำเนินงานด้านการจัดจ้าง การบริหารจัดการ และระบบโลจิสติกส์ที่มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการยกระดับการจัดงานให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล พร้อมรองรับผู้เข้าร่วมจากนานาประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความเชื่อมั่นต่อบทบาทของไทยในเวทีเศรษฐกิจโลก

    “เอกนิติ”หารือ IMF ย้ำไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมใหญ่โลก ต.ค.นี้

    นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนมุมมองต่อแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ซึ่งยังคงเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยฝ่ายไทยยืนยันการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคอย่างรอบคอบและยืดหยุ่น เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างความพร้อมในการรับมือกับความเสี่ยงในอนาคต

    การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทเชิงรุกของประเทศไทยในการมีส่วนร่วมกับองค์กรการเงินระหว่างประเทศ และตอกย้ำความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อศักยภาพของไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมระดับโลกในปี 2569 ที่จะถึงนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/741089&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-KZWpy3lnBJT0wygt0F1p

  • นิด้าโพลเผย! คนส่วนใหญ่หนุนบทลงโทษ 10 ข้อหาจราจรใหม่ แต่โอด “ขับรถเร็ว” ปรับหนักเกินไป

    นิด้าโพลเผย! คนส่วนใหญ่หนุนบทลงโทษ 10 ข้อหาจราจรใหม่ แต่โอด “ขับรถเร็ว” ปรับหนักเกินไป


    นิด้าโพล เผย ประชาชนหนุนบทลงโทษ กฎหมายจราจรใหม่เริ่มใช้ 1 เม.ย. 2569 ชี้เหมาะสมช่วยเพิ่มความปลอดภัย แต่เสียงแตกข้อหา “ขับรถเร็ว” กว่าครึ่งระบุโทษปรับ 4,000 บาท แรงเกินไป

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) สำรวจความคิดเห็น เรื่อง “จับปรับจริง 10 ข้อหาจราจร” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7 – 8 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อบทลงโทษของกฎหมายจราจร การจับและปรับ 10 ข้อหาหลัก ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนถึงความเหมาะสมของบทลงโทษของกฎหมายจราจร การจับและปรับ 10 ข้อหาผู้ฝ่าฝืนกฎจราจร ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา พบว่า

    1. ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย: ปรับ 5,000 – 20,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี ตัวอย่าง ร้อยละ 74.66 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 12.67 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป ร้อยละ 11.60 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป และร้อยละ 1.07 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    2. เมาแล้วขับ: ปรับ 5,000 – 20,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี ตัวอย่าง ร้อยละ 70.38 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 20.38 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป ร้อยละ 8.86 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    3. ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 60.15 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 35.04 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 4.66 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    4. ไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 60.08 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 28.09 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 11.68 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    5. ขับรถย้อนศร: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 58.40 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 26.41 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป ร้อยละ 14.96 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    6. ไม่พกใบขับขี่: ปรับไม่เกิน 1,000 บาท (อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน) ตัวอย่าง ร้อยละ 58.24 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 35.34 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 5.89 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    7. ไม่สวมหมวกนิรภัย: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 55.57 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 38.70 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 5.50 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    8. ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ (โดยไม่มีอุปกรณ์เสริม): ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 55.11 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 34.73 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 9.85 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    9. ฝ่าไฟแดง: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 54.28 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมาร้อยละ 35.88 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 9.69 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.15 ระบุว่าไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    10. ขับรถเร็วเกินกำหนด: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 54.43 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป รองลงมา ร้อยละ 40.69 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว ร้อยละ 4.58 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพมหานคร ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18 – 25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26 – 35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36 – 45 ปี ร้อยละ 26.34อายุ 46 – 59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.04 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.97นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.99 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

              ตัวอย่าง ร้อยละ 36.95 สถานภาพโสด ร้อยละ 60.53 สมรส และร้อยละ 2.52 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.61 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 18.86 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 32.90 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 8.40 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 33.28 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.95 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 10.46 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 16.57 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 21.37 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 9.70 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.57 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 19.54 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงานและร้อยละ 6.79 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 21.30 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 2.82 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 14.43 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001 – 10,000 บาท ร้อยละ 31.60 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001 – 20,000 บาท ร้อยละ 11.37 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001 – 30,000 บาท ร้อยละ 5.34 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001 – 40,000 บาท ร้อยละ 2.44 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001 – 50,000 บาท ร้อยละ 1.68 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001 – 60,000 บาท ร้อยละ 0.31 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001 – 70,000 บาท ร้อยละ 0.15 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001 – 80,000 บาท ร้อยละ 0.85 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.71 ไม่ระบุรายได้
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42060&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3cNksGMrIlshVH2FfPONNg

  • นิด้าโพลชี้คนไทยเห็นด้วยบทลงโทษกฎหมายจราจรเหมาะสมแล้ว

    นิด้าโพลชี้คนไทยเห็นด้วยบทลงโทษกฎหมายจราจรเหมาะสมแล้ว

    19 เมษายน 2569 – ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง จับปรับจริง 10 ข้อหาจราจร” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7 – 8 เมษายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อบทลงโทษของกฎหมายจราจร การจับและปรับ 10 ข้อหาหลัก ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนถึงความเหมาะสมของบทลงโทษของกฎหมายจราจรการจับและปรับ 10 ข้อหาผู้ฝ่าฝืนกฎจราจร ที่เริ่มบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา พบว่า

    1. ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย: ปรับ 5,000 – 20,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี ตัวอย่าง ร้อยละ 74.66 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 12.67 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป ร้อยละ 11.60 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป และร้อยละ 1.07 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    2. เมาแล้วขับ: ปรับ 5,000 – 20,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี ตัวอย่าง ร้อยละ 70.38 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 20.38 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป ร้อยละ 8.86 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป และร้อยละ 0.38 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    3. ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 60.15 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 35.04 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 4.66 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    4. ไม่หยุดให้คนข้ามทางม้าลาย: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 60.08 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 28.09 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 11.68 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    5. ขับรถย้อนศร: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 58.40 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 26.41 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป ร้อยละ 14.96 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    6. ไม่พกใบขับขี่: ปรับไม่เกิน 1,000 บาท (อาจมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน) ตัวอย่าง ร้อยละ 58.24 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 35.34 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 5.89 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    7. ไม่สวมหมวกนิรภัย: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 55.57 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 38.70 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 5.50 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    8. ใช้โทรศัพท์ขณะขับขี่ (โดยไม่มีอุปกรณ์เสริม): ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 55.11 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา ร้อยละ 34.73 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 9.85 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.31 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    9. ฝ่าไฟแดง: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 54.28 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว รองลงมา
    ร้อยละ 35.88 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป ร้อยละ 9.69 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    10. ขับรถเร็วเกินกำหนด: ปรับไม่เกิน 4,000 บาท ตัวอย่าง ร้อยละ 54.43 ระบุว่า บทลงโทษมากเกินไป รองลงมา ร้อยละ 40.69 ระบุว่า บทลงโทษเหมาะสมแล้ว ร้อยละ 4.58 ระบุว่า บทลงโทษน้อยเกินไป และร้อยละ 0.30 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/general-news/982047/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw063XpcLZI9JeWPMebezj51

  • โป๊ปยืนยัน ไม่ได้วิจารณ์ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังโจมตีพวก “ทรราช” ทำสงคราม

    โป๊ปยืนยัน ไม่ได้วิจารณ์ โดนัลด์ ทรัมป์ หลังโจมตีพวก “ทรราช” ทำสงคราม

    โป๊ปเลโอที่ 14 ยืนยันว่าพระองค์ไม่ได้มีเจตนาปะทะคารมกับ โดนัลด์ ทรัมป์ อีกครั้ง หลังจากไม่กี่วันก่อนพระองค์กล่าวสุนทรพจน์โจมตีพวก “ทรราช” ที่ทุ่มเงินมหาศาลเพื่อทำสงคราม

    เมื่อ 18 เม.ย. 2569 สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ตรัสว่าพระองค์ไม่ได้มีเจตนาที่จะโต้เถียงกับโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากพระองค์มีสุนทรพจน์เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา และวิพากษ์วิจารณ์ “พวกทรราช” เรื่องการทุ่มงบประมาณหลายพันล้านไปกับสงคราม แต่ไม่ทุ่มเงินเพื่อฟื้นฟู

    โป๊ปเลโอระบุว่า ถ้อยแถลงดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่มีการปะทะคารมอย่างเผ็ดร้อนกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ นั้น ถูกเขียนขึ้นไว้ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ก่อนหน้านั้นแล้ว ซึ่งเป็นเวลานานก่อนที่ท่านประธานาธิบดีจะออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับตัวพระองค์เสียอีก

    “ทว่าเมื่อเหตุการณ์ประจวบเหมาะเช่นนี้ มันจึงถูกมองไปว่าข้าพเจ้าพยายามจะโต้เถียงกับประธานาธิบดีอีกครั้ง ซึ่งนั่นไม่ใช่สิ่งที่ข้าพเจ้าสนใจเลยแม้แต่น้อย” พระองค์ตรัสกับผู้สื่อข่าวระหว่างการเดินทางบนเครื่องบินมุ่งหน้าสู่อังโกลาเมื่อวันเสาร์

    ทั้งนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทรัมป์ได้เปิดฉากโจมตีพระสันตะปาปาเลโออย่างรุนแรง โดยระบุว่าพระองค์ “ย่ำแย่เรื่องนโยบายต่างประเทศ” หลังจากพระองค์วิจารณ์ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่านมาโดยตลอด

    ต่อมาในวันพฤหัสบดี (16 เม.ย.) โป๊ปเลโอกล่าวสุนทรพจน์ที่แคเมอรูน โดยทรงวิพากษ์วิจารณ์เหล่าผู้นำที่ “เมินเฉยต่อความจริงที่ว่าเงินหลายพันล้านดอลลาร์ถูกใช้ไปกับการฆ่าฟันและความพินาศย่อยยับ แต่กลับไม่มีทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการเยียวยา การศึกษา และการฟื้นฟูให้เห็นเลย”

    “เหล่าเจ้าแห่งสงครามแสร้งทำเป็นไม่รู้ว่า การทำลายล้างนั้นใช้เวลาเพียงชั่วพริบตา แต่บ่อยครั้งที่การฟื้นฟูขึ้นมาใหม่นั้น แม้ชั่วชีวิตหนึ่งก็อาจไม่เพียงพอ” สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอตรัส

    พระองค์ยังโจมตี “วังวนแห่งความไร้เสถียรภาพและความตายไม่รู้จบ” ในพื้นที่ “นองเลือด” ของแคเมอรูน ซึ่งถูกกลุ่มกบฏเข้าครอบงำมานานเกือบหนึ่งทศวรรษด้วย

    อย่างไรก็ตาม ถ้อยแถลงของโป๊ปเลโอถูกหลายฝ่ายตีความว่า เป็นการพาดพิงถึงทรัมป์ ซึ่งต่อมาผู้นำสหรัฐฯ ก็บอกกับผู้สื่อข่าวว่า “พระสันตะปาปาจะพูดอะไรก็ได้ตามที่ท่านต้องการ และผมก็อยากให้ท่านพูดในสิ่งที่ท่านอยากพูด แต่ผมมีสิทธิ์ที่จะไม่เห็นด้วย”

    ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์ผู้นำคริสตจักรคาทอลิกยาวเหยียด หลังจากที่พระสันตะปาปาทรงแสดงความกังวลต่อคำขู่ของทรัมป์ที่ว่า “อารยธรรมจะสูญสิ้น” หากอิหร่านไม่ยอมตกลงตามข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ในการยุติสงครามและเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

    ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่าเขา “ไม่ใช่แฟนตัวยง” ของพระสันตะปาปา พร้อมทั้งตราหน้าพระองค์ว่า “อ่อนข้อให้กับอาชญากรรม และเลวร้ายสุดๆ ในด้านนโยบายต่างประเทศ” นอกจากนี้ ทรัมป์ยังได้โพสต์ภาพที่สร้างจาก AI ซึ่งเป็นรูปตัวเขาเองในลักษณะที่คล้ายกับพระเยซู แต่ได้ลบภาพนั้นออกไปในเวลาต่อมา หลังถูกวิจารณ์อย่างหนัก

    ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

    ที่มา : bbc

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2927421&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RNzpF55dZJuF63j53sZ-5

  • ถกเข้ม “ความมั่นคงใหม่” จี้รัฐบาลอนุทิน 2 สยบมลพิษข้ามพรมแดน

    ถกเข้ม “ความมั่นคงใหม่” จี้รัฐบาลอนุทิน 2 สยบมลพิษข้ามพรมแดน

    อ.เฉลิมพันธ์ แก้วกันทะ นักวิจัยด้านสุขภาพ ระบุว่า ปัญหาน้ำปนเปื้อนเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งเกษตรกรรมและน้ำเสียชุมชน โดยในรอบ 350 วัน ประชาชนมีน้ำสะอาดใช้เพียงประมาณ 90 วัน ส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาว จำเป็นต้องเร่งสื่อสารข้อมูลและสร้างความเข้าใจให้ประชาชนร่วมลดมลพิษ

    ขณะที่ภาคเอกชนและชุมชนสะท้อนผลกระทบเชิงเศรษฐกิจ น.ส.ศิริวิมล กิตะพาณิชย์ ผู้บริหารไร่รื่นรมย์ ระบุว่า คุณภาพน้ำและสภาพอากาศส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตรโดยตรง และเรียกร้องให้ภาครัฐมีแผนรับมืออย่างเป็นระบบ

    นายพงศกร อารีศิริไพศาล ตัวแทนภาคธุรกิจกาแฟ ชี้ว่าปัญหาฝุ่นและน้ำกระทบภาคธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะการผลิตกาแฟที่พึ่งพาระบบนิเวศป่า ซึ่งยังทำหน้าที่เป็นแนวกันชนไฟป่า

    ด้านนักศึกษาและเครือข่ายเยาวชน สะท้อนผลกระทบในระดับพื้นที่ นายศรัทธา อุดมฤทธิ์ ระบุว่าการท่องเที่ยวริมแม่น้ำกกซบเซา ชุมชนต้องหาน้ำสะอาดใช้

    ขณะที่ น.ส.นันท์นภัส พงศ์วิฑูรย์ เสนอให้สร้างพื้นที่ความร่วมมือทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อน

    โดย เวทีเสวนาดังกล่าวสะท้อนชัดว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมในเชียงรายไม่ได้เป็นเพียงประเด็นท้องถิ่น แต่เชื่อมโยงระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่แม่นยำ กลไกความร่วมมือ และนโยบายเชิงรุก เพื่อปกป้องทรัพยากรและคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว

    ถกเข้ม

    ดร.นิชานท์ สิงหพุทธางกูร กล่าวว่า เวลาเราพูดเรื่องกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ อาจจะต้องขออนุญาตแบ่งความเข้าใจในเรื่องของคำว่าพรมแดนเป็น 3 กรอบ  กรอบแรกก็คือกรอบที่เรียกว่าเป็นภูมิประเทศที่มีพื้นที่เขตแดนติดต่อกัน  กรอบแบบที่สองที่เราควรจะนำมาใช้พิเคราะห์ก็คือเป็นรัฐกับรัฐ  กรอบสุดท้ายก็คือกรอบที่รัฐต่างๆ อยู่ร่วมกัน แชร์ความร่วมมือร่วมกัน ตนคิดว่า 3 กรอบนี้อาจจะต้องมาโฟกัสแต่ละกรอบว่าแต่ละกรอบควรจะมีกลไก มีวิธีการ มีใครบ้างที่อยู่ในนั้นในการที่จะร่วมขับเคลื่อน

    ทุกวันนี้เราจะเห็นเฉพาะกรอบความร่วมมือระดับใหญ่ที่มีรัฐต่างๆ ก็คือในระดับภูมิภาค กลไกกรอบความร่วมมือเหล่านั้นเราจะเห็นว่ามันมีทั้งข้อท้าทายหลายประเด็น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น กรอบของอาเซียนเองก็จะมีปัญหาข้อหนึ่งก็คือการที่เราไม่สามารถที่จะเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในหรือเข้าไปเกี่ยวข้องในอธิปไตยเขตแดน ถึงแม้ว่ามันจะมีผลกระทบมาต่อประเทศประเทศอื่นที่ไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา

    ดังนั้น ตนคิดว่าเราอาจจะต้อง Re-engineering ระบบวิธีคิดของเรื่องของกรอบความร่วมมือในระดับโลกก่อน ซึ่ง ณ ปัจจุบันก็มีความคิดในกลุ่มนักวิชาการอาเซียนศึกษาหลายท่านนะครับ ก็พยายามที่จะบอกว่าถ้ามันเป็นเรื่องของความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น เรื่องของสิ่งแวดล้อมที่เป็นประเด็นเกี่ยวกับคำว่าข้ามแดน Transboundary พวกนี้อาจจะต้องมา เขาเรียกว่า Re-calibrate ใหม่ มา Re-thought ใหม่ มา Re-define ใหม่ว่าเราจะสามารถที่จะสร้างกลไกความร่วมมือแบบแทรกแซงได้ไหม อันนี้คือกรอบความร่วมมือระดับใหญ่

    ส่วนกรอบความร่วมมือระดับรัฐกับรัฐเอง ซึ่งผมคิดว่าในกลุ่มประเทศภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอาเซียนตอนบนเนี่ย เรามีวิธีการที่เรียกว่า ASEAN Way หรือความไว้วางใจ หรือวิธีการอื่นๆ ที่เราใช้ Trust มากขึ้น ในการที่จะสร้างความไวเนื้อเชื่อใจผ่านกระบวนการต่างๆ เช่น กระบวนการการพัฒนา การแชร์กระบวนการพัฒนาเทคโนโลยี การศึกษา สาธารณสุข หรือประเด็นสิ่งแวดล้อมช่วยในอีกประเทศหนึ่งโดยใช้กระบวนการความไว้วางใจเข้าไปช่วยเหลือ

    ทั้งหมดทั้งมวลในกรอบที่สองที่เป็นรัฐกับรัฐ มันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยครับถ้าไม่มีหน่วยงานภายในประเทศนั้นที่อยู่ในรัฐนั้น เช่น ภาคสาธารณสุข ภาคการศึกษา ในการที่จะสร้าง เรียกว่าเป็น Diplomacy หรือว่านโยบายทางการศึกษา นโยบายทางสาธารณสุข นโยบายในด้านสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่สามารถส่งต่อข้ามไปช่วยเขาได้

    “เพราะฉะนั้นอย่างภาคส่วนมหาวิทยาลัยเอง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องของการพัฒนาข้ามแดน โดยเฉพาะสำนักวิชานวัตกรรมสังคม ให้ความสำคัญกับเรื่องของคำว่าความยั่งยืน เราจะสามารถสร้างความยั่งยืนให้ประเทศของเราได้ยังไง

    ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านยังไม่ยั่งยืน ยังไม่มั่นคง เพราะฉะนั้นเราคงต้องจับมือร่วมกันจากสเกลที่ใหญ่ที่สุดในระดับภูมิภาค ลงมาถึงสเกลที่เป็นระดับรัฐ แล้วก็ลงมาสู่ระดับที่อยู่ในรัฐ ในระดับของหน่วยงานต่างๆ ของรัฐในแต่ละประเทศที่จะขับเคลื่อนร่วมกัน ตนคิดว่าสิ่งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้น สิ่งที่ท้าทายที่สุดผมคิดว่า เราอาจจะต้องไม่ Think Big   แต่เรา Think Small เราลองทำสิ่งที่เล็กที่สุดในระดับภูมิภาค ในระดับรัฐ ในระดับหน่วยงานต่างๆ ในประเทศดูไหม ภาคประชาชน ภาคสังคม ใช้คำว่าประชาชนกับประชาชนมากกว่าที่จะใช้คำว่ารัฐกับรัฐ ไม่ได้หมายความว่าให้ละทิ้งคำว่ารัฐกับรัฐ แต่ให้ทำงานคู่ขนานกันมากขึ้น ให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Track ในการประสานกันระหว่างจากด้านบนลงมาสู่ข้างล่าง จากข้างล่างขึ้นไปสู่ตรงกลางและไปสู่ข้างบน

    ตนคิดว่าถ้าอยากจะพัฒนาให้เรื่องข้ามแดนมันสำเร็จ คงต้องดำเนินการพร้อมกันทั้ง 3 ระดับ โดยเฉพาะเริ่มจากระดับที่เล็กที่สุด

    ดร.นิชานท์ กล่าวอีกว่า งานครั้งนี้เป็นงานของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สำนักวิชานวัตกรรมสังคมนะครับ ซึ่งอยู่ในภาควิชาการพัฒนาระหว่างประเทศ เขามีหน้าที่ในการที่จะต้องทำความเข้าใจปัญหา หาทางออก ไม่ใช่แค่บอกว่าปัญหาคืออะไร แต่เค้าจะต้องมีวิธีการสร้างกลไกที่เรียกว่า กลไกนวัตกรรมสังคม เพื่อจะเป็น Changemaker ในการที่จะสร้างกลไกเชื่อมต่อระหว่างภาคส่วนต่างๆ เหมือนงานวันนี้ จากสายลมเหนือถึงสายน้ำโขง จะเห็นเลยว่านักศึกษาเป็นผู้ริเริ่มจัดงานทั้งหมดด้วยตัวเอง เลือกคนที่จะมาเป็นวิทยากรเอง เลือกผู้ที่จะมาร่วมเสวนาในภาคส่วนต่างๆ เอง แล้วก็ใช้ความรู้ที่เขามีตั้งแต่ปี 1 จนถึงปี 4 ในการมาตกผลึกสกัดออกมาเป็นงานสัมมนาครั้งนี้

    ซึ่งงานสัมมนาครั้งนี้มีความหมายมากสำหรับพวกเค้า แล้วก็มีคุณค่าด้วยสำหรับพวกเรา ในฐานะผู้ใหญ่ อาจารย์ คนเชียงราย คนที่อยู่ในประเทศไทย ซึ่งจะส่ง Message นี้ ส่งต่อไปให้ถึงเยาวชนรุ่นใหม่ รวมถึงเยาวชนข้ามแดนที่เราอยากจะสร้างความสัมพันธ์ประสาน เพราะฉะนั้นความมั่นคงรูปแบบใหม่ถือว่าตอนนี้ไม่ใช่ความมั่นคงเฉพาะของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นความมั่นคงร่วมกัน

    ด้าน ดร.สืบสกุล กิจนะกร กล่าวว่า ตนคิดว่าเราต้องการให้รัฐบาลอนุทิน 2  มีนโยบายในการไปเจรจากับทางการเมียนมา กับทางการจีน เพื่อหาทางออกในการยุติการทำเหมืองแร่ที่ก่อให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดน  ซึ่งตอนนี้การแถลงนโยบายของรัฐบาลเนี่ย มีเพียงวลีเดียวที่บอกว่า ปัญหามีการทำเหมือง แบบลักลอบทำเหมือง ในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นปัญหาความมั่นคง ซึ่งตรงนี้ก็อยากให้รัฐบาลแปลงเอานโยบายตรงนี้ไปสู่ภาคปฏิบัติ โดยการเจรจากับจีนและเมียนมา

    ด้าน ดร.นิอร สิริมงคลเลิศกุล กล่าวว่า ในประเด็นของเรื่องของมลพิษข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ PM 2.5 คือมลพิษทางอากาศ แล้วก็เรื่องของสารปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำ เราจะเห็นได้ว่าแหล่งกำเนิดมันอยู่ข้างนอกทั้งหมด อย่างกรณีที่จังหวัดเชียงรายเราพิสูจน์มาแล้วว่าถึงแม้เราจะลดฮอตสปอตได้ดี เบิร์นแอเรียเราน้อยที่สุด แต่ปัญหามันไม่ได้หายไปเลย แล้วมันก็หนักขึ้นทุก ๆ ปี มันไม่มีขอบเขต เพราะฉะนั้นการแก้ไขปัญหามันก็ต้องเป็นการแก้ปัญหาแบบไร้พรมแดน นั่นคือชวนคนในแต่ละแดนเนี่ยมาหารือกัน แล้วก็ทำให้เป็นรูปธรรมที่สุดในเรื่องของกลไกของความร่วมมือ

    แต่สิ่งหนึ่งค่ะที่เราได้เรียนรู้จากเรื่องของมลพิษข้ามพรมแดนจากเรื่องของมลพิษทางอากาศ มันยังมีข้อจำกัดหลาย ๆ

    อย่างในระหว่างความร่วมมือเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นบริบทของแต่ละประเทศเอง หรือการที่จะมีลักษณะการเป็นรูปธรรม เรายังไม่เห็นตรงนั้น อยากจะให้ทุกภาคส่วนเรียนรู้จากมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดนว่าเราได้ทั้งภาครัฐเองมีความคืบหน้ามีความพยายามที่จะก่อให้เกิดอาเซียนเฮซฟรีเกิดขึ้น หรือแม้กระทั่งเรื่องของเคลียร์สกายสแตรทิจีก็ดี มันเป็นความพยายามที่กำลังจะทำแล้วก็นำไปสู่แอ็คชันต่อไป

    ทุกอย่างเราไม่อยากให้เป็นแค่เอกสาร ไม่อยากให้เป็นแค่โต๊ะเจรจา ไม่อยากให้เป็นแค่ลักษณะของเอกสารความร่วมมือ แต่เราต้องการแอ็คชัน และไม่ใช่แอ็คชันแพลน แต่เป็นแอ็คชันแอคทิวิตีร่วมกัน เรามีแนวความคิดร่วมกันอย่างนี้ว่าเป็นไปได้ไหม ในประเทศในกลุ่มลุ่มน้ำโขงที่เราจะมีจังหวัดละ 1 ประเทศอะค่ะที่จะมาแอ็คชันร่วมกัน ในในแนวของบอร์เดอร์เหล่านี้ ผู้ได้รับผลกระทบเหมือนกัน แหล่งกำเนิดไม่ได้ต่างกันเลย เพียงแต่ว่าแหล่งกำเนิดนั้นอยู่ที่ไหน ถ้าเป็นมลพิษของทางอากาศเรารู้อยู่แล้วว่าส่วนใหญ่แล้วมาจากโอเพนเบิร์นนิงแล้วมันคืออะไร เราอยากจะชวนให้สืบเสาะให้เป็นรูปธรรมแบบนั้นออกมา และเป็นความร่วมมือที่ไม่ใช่เป็นแค่ข้อกำหนดว่าเราจะลดฮอตสปอตกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วถ้าไม่ลดแล้วมันเกิดอะไรขึ้นล่ะ เราไม่มีตรงนั้นต่อมา

    เช่นเดียวกัน แน่นอนว่าสาเหตุหลักของน้ำปนเปื้อนโลหะหนักเนี่ย มันไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ในประเทศของเรา หรือไม่ได้อยู่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378976262&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nvSlIS2Cy_rbA2rwvtxNq