Blog

  • คะแนนนิยม “ทรัมป์” ดิ่งทุบสถิติ ไม่พอใจเศรษฐกิจ-สงครามอิหร่าน

    คะแนนนิยม “ทรัมป์” ดิ่งทุบสถิติ ไม่พอใจเศรษฐกิจ-สงครามอิหร่าน

    คะแนนนิยม “ทรัมป์” ดิ่งทุบสถิติ ไม่พอใจเศรษฐกิจ-สงครามอิหร่าน

    ผลสำรวจคะแนนนิยมของ “ทรัมป์” โดย NBC News พบว่า ชาวอเมริกันเพียง 37% เห็นชอบกับการทำงานของทรัมป์ ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์

    ผลสำรวจความคิดเห็นของ NBC News Decision Desk ที่ดำเนินการโดย SurveyMonkey ระบุว่า คะแนนความนิยมในการทำงานของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ลดลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากชาวอเมริกันแสดงความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นและสงครามกับอิหร่าน

    โดยรวมแล้ว ผู้ตอบแบบสอบถามเพียง 37% เห็นชอบกับการทำงานของทรัมป์ในฐานะประธานาธิบดี ขณะที่ 63% ไม่เห็นด้วย ในจำนวนนี้มีถึง 50% ที่กล่าวว่าไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง

    Reuters/Nathan Howard
    โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

    นอกจากนี้ 2 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถามยังไม่เห็นด้วยกับการจัดการภาวะเงินเฟ้อและความขัดแย้งกับอิหร่านของทรัมป์ด้วย

    แม้ว่าประธานาธิบดีจะยังคงได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากฐานเสียงของเขา แต่การสนับสนุนจากผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันลดลงเมื่อเทียบกับการสำรวจของ Decision Desk ครั้งล่าสุดที่จัดทำขึ้นในปลายเดือน ม.ค. และต้นเดือน ก.พ.

    ในการสำรวจครั้งใหม่นี้ 83% ของผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันให้คะแนนความนิยมในเชิงบวกแก่ทรัมป์ ลดลง 4% จากต้นปีนี้ และสัดส่วนของสมาชิกพรรครีพับลิกันที่เห็นชอบอย่างยิ่งต่อการทำงานของทรัมป์ลดลง 6% จาก 58% เหลือ 52%

    โดยรวมแล้ว ชาวอเมริกัน 1 ใน 3 เชื่อว่าประเทศกำลังเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง ขณะที่ 2 ใน 3 เชื่อว่ากำลังเดินไปในทิศทางที่ผิด

    เศรษฐกิจยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่สุดสำหรับชาวอเมริกัน โดย 29% กล่าวว่าเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาในขณะนี้ ขณะที่ 24% กล่าวว่าภัยคุกคามต่อประชาธิปไตย 12% กล่าวว่าการดูแลสุขภาพ และ 10% กล่าวว่าอาชญากรรมและความปลอดภัย

    และเมื่อถามว่าประเด็นทางเศรษฐกิจใดสำคัญที่สุดสำหรับพวกเขาในขณะนี้ ภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่สูงขึ้นเป็นผู้ชนะอย่างขาดลอย โดย 45% เลือกตัวเลือกนั้น ซึ่งสูงกว่าตัวเลือกอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด

    มีชาวอเมริกันเพียง 32% เท่านั้นที่กล่าวว่าเห็นด้วยกับการจัดการภาวะเงินเฟ้อและค่าครองชีพของทรัมป์ เทียบกับ 68% ที่ไม่เห็นด้วย

    สัดส่วนของชาวอเมริกันที่ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งเพิ่มขึ้น 7% นับตั้งแต่ฤดูร้อนปีที่แล้ว ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายที่แบบสำรวจของ Decision Desk ถามคำถามนี้ และเปอร์เซ็นต์ของผู้สนับสนุนพรรครีพับลิกันที่กล่าวว่าเห็นด้วยกับการจัดการภาวะเงินเฟ้อของทรัมป์อยู่ที่ 73% ซึ่งต่ำกว่าในแบบสำรวจครั้งก่อน 10%

    และเกือบ 2 ใน 3 ของชาวอเมริกันกล่าวว่า ราคาน้ำมันเป็นปัญหาสำหรับพวกเขาและครอบครัว โดย 29% เรียกมันว่าเป็นปัญหาที่ร้ายแรง และ 36% เรียกมันว่าเป็นปัญหาที่ค่อนข้างร้ายแรง ในขณะที่ 29% กล่าวว่า ไม่ใช่ปัญหาที่ร้ายแรงนัก และ 9% กล่าวว่าไม่ใช่ปัญหาเลย

    ผลสำรวจล่าสุดยังพบว่า 2 ใน 3 ของชาวอเมริกันไม่เห็นด้วยกับการจัดการสงครามกับอิหร่านของทรัมป์ โดยมี 1 ใน 3 ที่เห็นด้วย

    มุมมองของชาวอเมริกันต่อการจัดการสงครามของทรัมป์ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญหลังจากที่เขาประกาศหยุดยิงชั่วคราวเมื่อวันที่ 7 เม.ย. โดยประมาณ 1 ใน 3 ของชาวอเมริกันเห็นด้วยกับการจัดการสงครามของเขาในวันต่อมาหลังจากนั้น

    ผู้ทำแบบสำรวจที่อายุมากกว่า 30 ปีส่วนใหญ่ (61%) กล่าวว่า สหรัฐฯ ไม่ควรดำเนินการทางทหารใด ๆ เพิ่มเติมในอิหร่าน ขณะที่ 23% กล่าวว่าสหรัฐฯ ควรพิจารณาทางเลือกทั้งหมด รวมถึงการใช้กำลังภาคพื้นดิน และ 16% กล่าวว่าปฏิบัติการทางทหารควรดำเนินต่อไป แต่ควรใช้การโจมตีทางอากาศเท่านั้น

    เปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่านั้นในกลุ่มชาวอเมริกันที่อายุน้อยกว่า 30 ปี ต้องการให้สงครามยุติลง โดย 74% กล่าวว่าสหรัฐฯ ไม่ควรดำเนินการทางทหารใด ๆ เพิ่มเติมในอิหร่าน

    ทรัมป์ประสบกับคะแนนนิยมที่ลดลงอย่างมากในประเด็นการเข้าเมือง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญในการหาเสียงเลือกตั้งปี 2024 ของเขา หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลาง (ICE) ยิงและสังหารพลเมืองสหรัฐฯ 2 คนในรัฐมินนิโซตา

    นับตั้งแต่นั้นมา รัฐบาลทรัมป์พยายามส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ โดยปลด คริสตี โนเอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติ และถอด เกรกอรี โบวิโน ผู้บัญชาการหน่วยลาดตระเวนชายแดน ออกจากตำแหน่ง

    นับตั้งแต่เดือน ก.พ. จำนวนผู้ถูกควบคุมตัวโดย ICE และจำนวนการจับกุมโดย ICE ลดลง แต่ยังมีผู้คนมากกว่า 60,000 คนที่ยังคงถูกควบคุมตัวอยู่

    ผลสำรวจล่าสุดชี้ให้เห็นว่าทรัมป์มีผลงานที่ดีขึ้นในประเด็นนี้ แม้ว่าคะแนนนิยมของเขายังคงต่ำกว่าเกณฑ์โดยรวม แต่ชาวอเมริกัน 44% เห็นชอบกับการจัดการด้านความมั่นคงชายแดนและการเข้าเมืองของเขา เพิ่มขึ้น 4% จากปลายเดือน ม.ค. และต้นเดือน ก.พ. ขณะที่ 56% กล่าวว่าไม่เห็นด้วย

    เรียบเรียงจาก NBC News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8/273621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UaioSy7_zM7a-FhLjRNuU

  • เรียนฟรี ไม่ฟรีจริง เปิดวงทบทวนค่าใช้จ่าย ดันแก้ พ.ร.บ.การศึกษาฯ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เรียนฟรี ไม่ฟรีจริง เปิดวงทบทวนค่าใช้จ่าย ดันแก้ พ.ร.บ.การศึกษาฯ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เรียนฟรี ไม่ฟรีจริง เปิดวงทบทวนค่าใช้จ่าย ดันแก้ พ.ร.บ.การศึกษาฯ

    พรรคประชาชนหารือสภาผู้บริโภค หาทางออกแก้ปัญหา เรียนฟรี ไม่ฟรีจริง เปิดค่าใช้จ่ายที่ไม่ควรเรียกเก็บ พร้อมแนวทางผลักดันแก้ พ.ร.บ.การศึกษาฯ

    วันที่ 20 เมษายน 2569 พริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน เข้าหารือร่วมกับสภาผู้บริโภค ในประเด็น “เรียนฟรีไม่ฟรีจริง” พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางผลักดันการแก้ไขพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ เพื่อให้ระบบการศึกษาของไทยสอดคล้องกับหลักสิทธิผู้บริโภค และลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองได้อย่างเป็นรูปธรรม

    การหารือครั้งนี้มุ่งสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับ “สิทธิเรียนฟรี” โดยพิจารณาว่ารายการใดควรเป็นหน้าที่ของรัฐ รายการใดที่สถานศึกษาไม่ควรเรียกเก็บ และรายการใดที่สามารถจัดเก็บเพิ่มเติมได้ภายใต้เงื่อนไขที่โปร่งใสและมีเพดานค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม

    พริษฐ์ระบุว่า ปัจจุบันยังพบรูปแบบการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากสถานศึกษาหลายลักษณะ จึงจำเป็นต้องทบทวนเพื่อค้นหาช่องโหว่ของกฎหมายที่ยังไม่ครอบคลุม พร้อมทั้งกำหนดให้ชัดเจนว่าสิ่งใดควรเป็น “สิทธิเรียนฟรี” ที่รัฐต้องสนับสนุนอย่างแท้จริง รวมถึงประเมินตัวเลขค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม เพื่อใช้เป็นฐานในการจัดสรรงบประมาณ

    นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้กำหนดรายการสิทธิเรียนฟรีให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในกฎหมาย โดยรายการที่จำเป็นแต่ยังไม่มีการรองรับ ควรถูกบรรจุไว้ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ขณะที่ค่าใช้จ่ายที่สามารถเรียกเก็บเพิ่มเติมได้ ควรกำหนดเพดานอย่างเป็นธรรม และต้องไม่ขัดต่อประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุมยังหารือถึงการจัดทำแคมเปญเพื่อเปิดรับฟังเสียงจากนักเรียนและผู้ปกครอง เกี่ยวกับ “ค่าใช้จ่ายแอบแฝง” ที่พบในสถานศึกษา รวมถึงรายการค่าใช้จ่ายที่เห็นว่าไม่ควรถูกเรียกเก็บ เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล

    ด้าน ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล ประธานอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะมีนโยบายสนับสนุนเรียนฟรี โดยจัดสรรงบประมาณให้สถานศึกษาครอบคลุมค่าใช้จ่ายพื้นฐานถึง 22 รายการ แต่ในทางปฏิบัติพบว่า ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยยังคงถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในรูปแบบของค่าบำรุงการศึกษา และค่าใช้จ่ายแฝงอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นค่าเครื่องแบบ หนังสือ อุปกรณ์เรียน ค่ากิจกรรม หรือแม้แต่ค่าเดินทางและอินเทอร์เน็ต

    ตามประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ ระบุชัดว่า สถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่สามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในรายการที่รัฐอุดหนุนได้ โดยงบประมาณดังกล่าวครอบคลุมค่าใช้จ่ายสำคัญ  รวมทั้งสิ้น 22 รายการ เช่น ค่าเล่าเรียน ค่าหนังสือเรียน ค่าบัตรประจําตัวนักเรียน ค่าใช้จ่ายในการให้บริการอินเทอร์เน็ตตามหลักสูตร ค่าสมุดรายงานประจําตัวนักเรียน

    สภาผู้บริโภคมีความเห็นว่าปัญหาสำคัญไม่ใช่แค่มีนโยบาย แต่คือ การบังคับใช้ที่ยังไม่ทั่วถึง อีกทั้งประกาศกระทรวงยังมีช่องว่าง เปิดให้สถานศึกษาบางแห่งสามารถเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครองได้ ส่งผลให้ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคต้องการเชิญชวนผู้ปกครองให้ร่วมแลกเปลี่ยน ว่าเคยถูกเรียกเก็บค่าใช้จ่ายในรายการที่ควร “ฟรี” หรือไม่ และมีค่าใช้จ่ายใดที่อยากให้รัฐสนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อผลักดันนโยบายการศึกษาให้ตอบโจทย์ภาระค่าครองชีพในปัจจุบันมากขึ้น

    การหารือระหว่างสภาผู้บริโภคและพรรคประชาชนในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันให้เรียนฟรี เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความจำเป็นในการอุดช่องโหว่ของกฎหมาย ยกระดับการบังคับใช้ และสร้างกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเปิดรับฟังเสียงจากผู้ปกครองและนักเรียน เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงนโยบายและกฎหมายการศึกษาให้ตอบโจทย์ภาระค่าครองชีพ และสร้างความเป็นธรรมในการเข้าถึงการศึกษาในระยะยาว

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/peoples-party-education/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DkYVjr1lGWG2OYHAXOiy2

  • จุฬาฯ แถลงข่าวยาชีววัตถุรักษามะเร็งพร้อมลงนามร่วมมือวชิรพยาบาล

    จุฬาฯ แถลงข่าวยาชีววัตถุรักษามะเร็งพร้อมลงนามร่วมมือวชิรพยาบาล

    “โรคมะเร็ง” เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตหลักของประเทศไทย และเป็นภาระสำคัญต่อระบบสาธารณสุข ทั้งในด้านการรักษาและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัว การรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงแนวทางการดูแลผู้ป่วยมะเร็งหลายชนิด สามารถช่วยยืดอายุและเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษาในผู้ป่วยมะเร็ง แม้ว่านวัตกรรมทางการแพทย์ดังกล่าวจะสร้างความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญ แต่ข้อจำกัดด้านต้นทุนของยานวัตกรรมยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมาก โดยเฉพาะในบริบทของระบบสาธารณสุขไทยที่ต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างประสิทธิภาพของการรักษาและความยั่งยืนด้านทรัพยากร

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคณะแพทยศาสตร์ ร่วมกับสภากาชาดไทย และพันธมิตรทางคลินิก จัดงานแถลงข่าวความก้าวหน้าโครงการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งเพื่อคนไทย พร้อมพิธีลงนามความร่วมมือด้านการวิจัยทางคลินิกในมนุษย์ ระหว่างคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 ณ ห้องประชุม 302 ชั้น 3 อาคารรัตนวิทยาพัฒน์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โดยมี รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย เป็นประธานเปิดงาน พร้อมกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงยานวัตกรรมด้านมะเร็ง และผลักดันผลงานวิจัยของไทยสู่การใช้ประโยชน์จริงในระบบสาธารณสุขของประเทศ

    ศ.นพ.สุทธิพงษ์ วัชรสินธุ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย และผู้อำนวยการสถานเสวภา สภากาชาดไทย กล่าวถึงบทบาทของสภากาชาดไทยที่ทำหน้าที่ผสานความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เข้ากับความพร้อมด้านการผลิตและบริหารจัดการชีววัตถุ เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยเข้าสู่ระยะการวิจัยในมนุษย์อย่างเป็นระบบ มุ่งหวังเป็นต้นแบบการบูรณาการระหว่างหน่วยงานเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียม

    จากนั้น ผศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช  กล่าวถึงวชิรพยาบาลที่สนับสนุนบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยจริง ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยและข้อมูลที่มีคุณภาพ ถือเป็นก้าวสำคัญในการรวมองค์ความรู้เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    อีกหนึ่งช่วงสำคัญของงาน คือการนำเสนอความก้าวหน้าโครงการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งโดยนักวิจัยไทย รวมถึงความพร้อมของโครงการสำหรับการวิจัยในมนุษย์ โดย อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล ผู้ช่วยคณบดีด้านยุทธศาสตร์องค์กร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และรองผู้อำนวยการสถานเสวภา สภากาชาดไทย นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอแผนการดำเนินการวิจัยในมนุษย์ โดย .ดร.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ อาจารย์สาขามะเร็งวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อ.นพ.ยศวัจน์ รุ่งโรจน์วัฒนา อาจารย์สาขามะเร็งวิทยา คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช และ อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล ผู้ช่วยคณบดีด้านยุทธศาสตร์องค์กร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และรองผู้อำนวยการสถานเสวภา สภากาชาดไทย สรุปได้ว่า โครงการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งกำลังเข้าสู่ขั้นตอนสำคัญ โดยอยู่ระหว่างการขออนุมัติจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ คาดว่าจะเริ่มรับผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการภายในประมาณ 3 เดือน โดยระยะแรกจะมุ่งศึกษาผู้ป่วยมะเร็งปอดที่มีการแสดงออกของโปรตีน PD-L1 ในระดับสูง เพื่อเพิ่มโอกาสการตอบสนองต่อการรักษา ผู้เข้าร่วมจะได้รับการรักษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดและการประเมินผลตามมาตรฐานทางการแพทย์ เบื้องต้นตั้งเป้าศึกษาผู้ป่วย 20 ราย ก่อนขยายผลในระยะต่อไป

    ปัจจุบันยากลุ่มดังกล่าวมีราคาสูงประมาณ 80,000–100,000 บาทต่อรอบการรักษา และยังไม่ครอบคลุมในสิทธิประโยชน์ของระบบหลักประกันสุขภาพส่วนใหญ่ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงได้ การพัฒนายาภายในประเทศจึงมีเป้าหมายลดต้นทุน เพิ่มโอกาสเข้าถึง และผลักดันเข้าสู่บัญชียาหลักแห่งชาติในอนาคต สำหรับด้านประสิทธิภาพ ยาภูมิคุ้มกันบำบัดสามารถช่วยยืดอายุผู้ป่วยได้มากกว่าการรักษาแบบเดิมอย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้ป่วยบางรายสามารถมีชีวิตยืนยาวเกิน 2 ปี และบางส่วนถึง 5 ปี โครงการนี้จึงไม่เพียงมุ่งพัฒนานวัตกรรมการรักษา แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางยา ลดความเหลื่อมล้ำ และขยายโอกาสการเข้าถึงการรักษามะเร็งของคนไทยในระยะยาว

    ในช่วงท้ายของงาน เป็นพิธีลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนง (Letter of Intent) ความร่วมมือโครงการวิจัยชีววัตถุในคนไทย ระหว่างคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช  ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันงานวิจัยไทยสู่การศึกษาทางคลินิกในมนุษย์อย่างเป็นรูปธรรม

    รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่าโครงการความร่วมมือในการพัฒนายาชีววัตถุเพื่อรักษามะเร็งมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับการเข้าถึงการรักษาของคนไทยอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน เนื่องจากโรคมะเร็งยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ และเป็นภาระต่อระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะในด้านค่าใช้จ่ายจากยานวัตกรรมที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ แม้เทคโนโลยีภูมิคุ้มกันบำบัดจะช่วยเพิ่มโอกาสการรักษาและยืดอายุผู้ป่วยได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังมีข้อจำกัดด้านต้นทุนและการเข้าถึง โครงการนี้จึงมุ่งพัฒนางานวิจัยและผลิตยาชีววัตถุภายในประเทศ ผ่านความร่วมมือของหลายสถาบันและการสนับสนุนจากภาคประชาชน เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ และเสริมสร้างศักยภาพของประเทศด้านชีววัตถุในระยะยาว พร้อมผลักดันให้งานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในระบบสาธารณสุขไทย

    ศ.นพ.สุทธิพงษ์ วัชรสินธุ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย และผู้อำนวยการสถานเสวภา สภากาชาดไทย เผยว่าสภากาชาดไทยมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนระบบสาธารณสุขของประเทศมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการพัฒนาและการให้บริการผลิตภัณฑ์ชีววัตถุที่จำเป็น เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างเท่าเทียม ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการต่อยอดศักยภาพเดิม โดยผสานความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยของคณะแพทยศาสตร์เข้ากับความพร้อมด้านการผลิตและระบบบริหารจัดการชีววัตถุของสภากาชาดไทย ก่อให้เกิดกลไกที่เชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นระบบ โครงการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งเพื่อคนไทยจึงมุ่งสนับสนุนทั้งด้านการวิจัย การผลิต และการเตรียมความพร้อมในการนำไปใช้กับผู้ป่วย ภายใต้การกำกับดูแลที่ได้มาตรฐาน พร้อมทั้งเป็นต้นแบบของความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ในการยกระดับศักยภาพประเทศด้านชีววัตถุ และสร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนต่อผู้ป่วยในระยะยาว

    ผศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่าโครงการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งเป็นความร่วมมือสำคัญของหลายภาคส่วนในการยกระดับระบบสาธารณสุขของประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงยานวัตกรรมที่มีราคาสูง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งปอดที่จำเป็นต้องใช้ยาชีววัตถุซึ่งเป็นมาตรฐานการรักษาระดับสากล คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาลมีบทบาทสำคัญในการนำงานวิจัยสู่การทดลองทางคลินิก เริ่มจากการศึกษากับผู้ป่วยกลุ่มแรกอย่างเป็นระบบ ภายใต้มาตรฐานและการกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ก่อนขยายผลในวงกว้าง โครงการนี้ไม่เพียงมุ่งหวังให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังสะท้อนศักยภาพของประเทศในการพัฒนายาด้วยตนเอง และเป็นต้นแบบสำคัญในการต่อยอดสู่นวัตกรรมทางการแพทย์อื่น ๆ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในระยะยาว

    อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล ผู้ช่วยคณบดีด้านยุทธศาสตร์องค์กร คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และรองผู้อำนวยการสถานเสาวภา สภากาชาดไทย เผยว่า โครงการนี้เริ่มต้นจากความตั้งใจที่จะพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งที่คนไทยสามารถเข้าถึงได้ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ทีมวิจัยได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การพัฒนาเซลล์ตั้งต้นในการผลิตยา การออกแบบกระบวนการผลิต ไปจนถึงการขยายขนาดการผลิตในระดับอุตสาหกรรม ภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากร ด้วยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการสนับสนุนจากประชาชนไทย ทำให้โครงการสามารถเดินหน้ามาได้อย่างต่อเนื่อง ความก้าวหน้าที่สำคัญในปัจจุบัน คือการที่ทีมสามารถพัฒนาจนได้ผลิตภัณฑ์ยาชีววัตถุรักษามะเร็งในระดับมาตรฐาน GMP และดำเนินการในขั้นตอนการบรรจุเป็นผลิตภัณฑ์ยาสำเร็จรูป ด้วยความร่วมมือกับสภากาชาดไทย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้โครงการสามารถเข้าสู่ระยะการวิจัยในมนุษย์ได้ จากผลการวิเคราะห์คุณภาพยาชีววัตถุรักษามะเร็งของเรา พบว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ ขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความเทียบเท่ากับยาของต่างประเทศตามหลักวิชาการ เพื่อสนับสนุนการนำไปสู่การวิจัยในมนุษย์อย่างมีคุณภาพในระยะถัดไป โครงการมีแผนที่จะดำเนินการวิจัยในมนุษย์ภายใต้กรอบที่กำหนด ซึ่งถือเป็นอีกขั้นตอนสำคัญในการประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์

    “โครงการนี้เกิดจากคนไทยและเพื่อคนไทย ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดยเฉพาะประชาชน เป็นแรงสำคัญที่ทำให้โครงการสามารถดำเนินมาถึงจุดปัจจุบัน เรามุ่งหวังว่าจะสามารถพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ป่วยไทยในระยะยาว” อ.นพ.ไตรรักษ์ กล่าว

    ก้าวต่อไปของโครงการ ภายหลังจากการวิจัยในมนุษย์ โครงการมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการนำยาดังกล่าวไปใช้ในระบบบริการสุขภาพของประเทศอย่างเหมาะสม ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นต้นแบบของการพัฒนายาชีววัตถุในประเทศไทย ที่เกิดจากการบูรณาการองค์ความรู้ ทรัพยากร และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งสู่การยกระดับการรักษาและความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/299314/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1czPNWI5Hc6OtH_QJLv7EF

  • สว. ออกโรงค้าน “แลนด์บริจด์” ลงทุนสูง-ไม่คุ้มค่า-สร้างผลกระทบสิ่งแวดล้อม : อินโฟเควสท์

    สว. ออกโรงค้าน “แลนด์บริจด์” ลงทุนสูง-ไม่คุ้มค่า-สร้างผลกระทบสิ่งแวดล้อม : อินโฟเควสท์

    น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงกรณีการคัดค้านโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและอันดามันของรัฐบาล (โครงการแลนด์บริดจ์) มูลค่าถึง 1 ล้านล้านบาทว่า โครงการดังกล่าว เป็น “อภิมหาโปรเจกต์” ที่ใช้เงินงบประมาณมากที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมีมา แต่กลับพบปัญหาสำคัญคือไม่มีการสอบถามความคิดเห็นของประชาชน ไม่ได้ใช้เป็นประเด็นหาเสียง หรือปรากฏในคำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาอย่างชัดเจน

    รวมถึงขาดการทำประชาพิจารณ์อย่างแท้จริง ทั้งที่โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษในลักษณะนี้ มีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทั้ง EEC และเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนอื่น ๆ ซึ่งผ่านมาเกือบ 10 ปี แต่ยังไม่เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนเมื่อเทียบกับโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดเมื่อ 40 ปีที่แล้ว ในขณะที่ที่ดินในบริเวณโครงการแลนด์บริดจ์ กลับมีการเปลี่ยนมือไปหมดแล้ว ก่อนที่จะเริ่มโครงการด้วยซ้ำ

    “โครงการแลนด์บริดจ์ ที่รัฐบาลของคุณอนุทินกำลังเดินหน้า เป็นวิธีคิดที่มักง่าย และฉาบฉวย ในการเชื่อมต่ออ่าวไทยที่ จ.ชุมพร กับฝั่งอันดามันที่ จ.ระนอง โดยอ้างว่าจะช่วยย่นระยะเวลาการเดินเรือจากช่องแคบมะละกาได้ 1-2 วัน แต่ในความเป็นจริง กระบวนการยกสินค้าขึ้นจากเรือ เพื่อลงรถไฟ แล้วนำไปลงเรืออีกฝั่ง อาจต้องใช้เวลาถึง 6-7 วัน และทำได้เฉพาะสินค้าคอนเทนเนอร์เท่านั้น ไม่รวมสินค้าเทกอง อย่างน้ำมันหรือธัญพืช ที่สำคัญ ผลการศึกษาของสภาพัฒน์ โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุชัดว่าโครงการนี้ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ลงทุนสูงแต่ผลตอบแทนต่ำมาก เนื่องจากปัจจุบันช่องแคบมะละกายังไม่หนาแน่น โดยมีเรือผ่านเพียงชั่วโมงละไม่ถึง 10 ลำ (วันละ 200-220 ลำ) และยังมีเส้นทางอื่น อย่างช่องแคบซุนดา หรือลอมบอก เป็นทางเลือก อีกทั้งระบบเดินเรือในช่องแคบมะละก มีความพร้อมทั้งระบบธนาคาร การซ่อมบำรุง และกฎหมายมานานเกือบ 200 ปีแล้ว” สว.นันทนา กล่าว

    พร้อมระบุว่า การฝืนทำโครงการนี้ จะส่งผลกระทบต่อป่าไม้ ระบบนิเวศชายฝั่ง และอาชีพประมงอย่างที่ไม่อาจเรียกคืนมาได้ ในภาวะที่ประเทศมีหนี้สาธารณะทะลุ 70% ของ GDP และเผชิญสภาวะเงินฝืดสลับเงินเฟ้อ ดังนั้นจึงเห็นว่า รัฐบาลควรหยุดทำร้ายประชาชน และคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าพวกพ้อง 

    ด้านนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวว่า กรรมาธิการพัฒนาการเมืองของวุฒิสภา ได้เชิญสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและการจราจร (สนข.) และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เข้ามาชี้แจง ซึ่งพบว่ารายงานของทั้ง 2 หน่วยงาน มีความขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิงในเรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ทำให้เหตุผลทางวิชาการในปัจจุบัน ยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะผลักดันโครงการต่อไปได้ทันที อีกทั้งยังมีปัญหาเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะการเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญของโครงการ

    “ปัจจุบันทางกรรมาธิการกำลังทำรายงานสรุปข้อเสนอแนะเกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อเสนอต่อสภาฯ ภายในสมัยประชุมนี้ เนื่องจากพบข้อบกพร่องทั้งในเชิงกระบวนการ และเนื้อหาของรายงานจาก สนข.หลายจุด โดยเฉพาะกรณีที่ สนข. ปฏิเสธที่จะให้สำเนารายงาน EIA ล่าสุดแก่ภาคประชาชนที่ยื่นหนังสือขอคัดสำเนา ทั้งที่เป็นโครงการสาธารณะขนาดใหญ่ ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง ข้อมูลเหล่านี้ควรเปิดเผยให้รับทราบก่อนที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการหรือ คชก. จะอนุมัติ ไม่ใช่ปกปิดไว้ ซึ่งทางกรรมาธิการได้บรรจุเรื่องนี้เข้าสู่วาระการประชุมในวันพรุ่งนี้เพื่อซักถาม สนข. ต่อไป” นายนรเศรษฐ์ กล่าว

    พร้อมระบุว่า แม้ประเทศจะต้องการเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ แต่โครงการแลนด์บริดจ์ ยังมีคำถามมากมาย ทั้งเรื่องความคุ้มค่าและผลกระทบในพื้นที่ การสั่งเดินหน้าเต็มตัวในขณะที่ผลการศึกษายังน่ากังขาเช่นนี้ ถือว่าเร็วเกินไป รัฐบาลควรจัดทำรายงานการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) และสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีความหมายมากกว่าที่เป็นอยู่

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 เม.ย. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRFJ0IQ60H0SC6BGEAGZO4U3QG7KRGO1&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sx43awOuFq1AcDY4u1-UE

  • ‘สว.พันธุ์ใหม่’ ค้านสุดลิ่มโครงการ ‘แลนด์บริดจ์’

    ‘สว.พันธุ์ใหม่’ ค้านสุดลิ่มโครงการ ‘แลนด์บริดจ์’

    ‘นันทนา นันทวโรภาส’ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) แถลงคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ว่า ดำริของรัฐบาลที่จะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ เป็นโครงการเรือธง น่าจะต้องใช้งบประมาณมูลค่า 1 ล้านล้านบาท นับเป็นอภิมหาโปรเจกต์ที่ใช้เงินมากที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยทำมา ปัญหาคือโครงการนี้ไม่เคยถามประชาชน ไม่เคยนำมาเป็นประเด็นหาเสียง ไม่ปรากฏอยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ไม่ได้นำไปอภิปรายถกเถียงในรัฐสภา ไม่ได้ทำประชาพิจารณ์ หรือรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง 

    เมกะโปรเจกต์นี้มีมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศให้มีเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก  (EEC) เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ และเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน โดย EEC ทำท่าเหมือนจะเอาจริง ขยายสนามบินอู่ตะเภา ขยายท่าเรือน้ำลึก เรือ รถไฟเชื่อมสามสนามบิน แต่ผ่านมาเกือบ 10 ปีเราได้เห็นอะไรบ้าง ใครสามารถที่จะบอกถึงความแตกต่างระหว่าง EEC กับ Eastern Seaboard เมื่อ 40 ปีก่อน 

    วันนี้รัฐบาลของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกฯ คิดจะทำโครงการแลนด์บริดจ์ ถือเป็นวิธีคิดที่มักง่ายและฉาบฉวย บางคนบอกว่าไม่ได้ฉาบฉวยเพราะวางแผนมาเป็นอย่างดี ที่ดินแถวนั้นถูกเปลี่ยนมือไปหมดแล้ว โครงการดังกล่าว จะสร้างบริเวณพื้นที่ฝั่งที่เชื่อมระหว่างอ่าวไทยติดกับจังหวัดชุมพร และฝั่งที่ติดกับอันดามันคือจังหวัดระนอง แนวคิดนี้ต้องการให้เรือสินค้าเข้ามาฝั่งอ่าวไทยที่จังหวัดชุมพรขนถ่ายสินค้าทางรถไฟหรือรถบรรทุกแล้วข้ามมาลงเรืออีกฝั่ง อันดามันหรือจังหวัดระนอง เอาแผ่นดินเชื่อมสองฝั่งทะเลเพื่อย่นระยะทาง จากเดิมที่ใช้ช่องแคบมะละกาได้ 1-2 วัน

    ประเด็นคือการขนถ่ายสินค้าสามารถย่นระยะเวลา 1-2 วันได้จริงหรือไม่ หมายความว่าเรือที่เข้ามาจะต้องมาไทย สินค้าทั้งหมดต้องนำไปใส่เรืออีกลำ ซึ่งอาจจะใช้เวลา 6-7 วันในการขนถ่ายสินค้า  ‘ขึ้นบกลงเรือ ลงเรือขึ้นบก’  เรือขนถ่ายสินค้า ทำได้เฉพาะคอนเทนท์เนอร์ ส่วนเรือเบาท์ไม่สามารถทำได้ การขนถ่ายสินค้าขึ้นลงขึ้นลงแบบนี้ อาจจะต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ ซึ่งเป็นการย่นระยะเวลาที่น้อยมาก อาจจะกลายเป็นท่าเรือร้างแบบปากบาราที่ไม่มีใครไปใช้บริการ  

    “เหตุผลที่ต้องคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์ ประการแรก โครงการนี้ถูกศึกษามาโดยสภาพัฒน์ฯ ซึ่งสรุปแล้วว่าไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ลงทุนสูง ผลตอบแทนต่ำ ปริมาณสินค้าอาจไม่มากพอ ไม่สะดวก ปัจจุบันช่องแคบมะละกามีการสัญจรที่ไม่คับคั่ง มีเรือผ่าน 200-220 ลำ ชั่วโมงละไม่ถึง 10 ลำ ผลการศึกษาตรงข้ามกับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ที่บอกว่าคุ้มค่าน่าทำ เป็นโครงการที่สามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้”

    — น

    หากนักเดินเรือต้องการใช้ช่องแคบมะละกา เขายังมีช่องทางอื่น เช่นผ่านช่องแคบบริเวณอินโดนิเซีย ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องยกสินค้าขึ้นในโครงการแลนด์บริดจ์ การสร้างโครงการดังกล่าวจึงไม่คุ้มค่า สร้างขึ้นมาแล้วไม่มีใครมาใช้บริการ การที่นักเดินเรือใช้บริการช่องแคบมะละกา หมายถึงเขาใช้เส้นทางนี้มาเกือบ 200 ปี ทั้งระบบธนาคาร ระบบพ่อค้าคนกลาง ระบบกฎหมายระหว่างประเทศ ระบบการซ่อมบำรุงเรือ และระบบกฎหมายที่โปร่งใส ไม่ใช่สิ่งที่เราจะบอกว่ามีทางเลือกใหม่แล้วเขาจะมาใช้

    สิ่งที่สำคัญมากคือ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม กระทบพื้นที่ป่า พื้นที่ชุมน้ำ ระบบนิเวศชายฝั่ง อาชีพประมงชายฝั่งและอาชีพอื่นๆ ของชาวบ้านในบริเวณดังกล่าวจะหายไป เราไม่อาจเรียกคืนมาได้หากลงมือทำโครงการนี้แล้ว อีกทั้งปัจจุบันประเทศไทยเรามีสถานะ ลงทุนโครงการอภิมหาโปรเจกต์ 1 ล้านล้านบาทนี้หรือไม่ ในขณะที่ประชาชนยังยากลำบาก เราอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่เงินฝืดและเงินเฟ้อ มีการกู้เงินมา 70% ของ GDP แต่รัฐบาลพยายามจะกู้เงินเพิ่ม ไม่ได้หมายความว่าการกู้เงินจะเอามาใช้จ่ายในโครงการที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตของประชาชน  

    “รัฐบาลควรมองผลประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลางมากกว่ามองประโยชน์ของพวกพ้องเป็นสำคัญ อย่าทำให้ประชาชนเสียเวลาอีกเลย พอแล้วประชาชนไม่ไหวแล้วจริง ๆ เราขอคัดค้านโครงการแลนด์บริดจ์นี้เพื่อประชาชนคนไทยทุกคน”

    — นันทนา กล่าว 

    ด้าน ‘นรเศรษฐ์ ปรัชญากร’ สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวว่า โครงการแลนดบริดจ์มีนักวิชาการมากมายออกมาวิพากษ์เรื่องความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ กมธ.พัฒนาการเมือง สว.เคยเชิญทั้ง สนข.และสภาพัฒน์ฯ  มาชี้แจงเกี่ยวกับรายงานผลการศึกษา ความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจยังเป็นที่สงสัย เพราะฉบับหนึ่งบอกว่าคุ้มค่า อีกฉบับบอกว่าไม่คุ้มค่าเลย น้ำหนักเหตุผลทางวิชาการไม่เพียงพอที่จะผลักดันให้โครงการนี้ดำเนินต่อไปได้ 

    ซึ่งรายงานของ สนข.เห็นถึงข้อบกพร่องในเชิงกระบวนการและเนื้อหารายงานหลายจุด ซึ่งคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ กำลังทำข้อเสนอเพื่อที่จะนำเสนอสู่รัฐสภาภายในสมัยประชุมนี้  อย่างไรก็ตามยังมีคำถามเกี่ยวกับเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเฉพาะการทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ซึ่ง สนข.ปฏิเสธที่จะให้รายงานฉบับนี้กับประชาชน ทั้งที่ควรเป็นรายงานสาธารณะที่ประชาชนเข้าถึงได้ ซึ่งได้บรรจุเรื่องดังกล่าวเข้าวาระของคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมืองฯ สว. ในวันพรุ่งนี้ (21 เม.ย.)  

     ถ้ารัฐบาลยืนยันจะเดินหน้าโครงการนี้ให้ได้ เชื่อว่าประเทศไทยต้องการเครื่องยนต์ตัวใหม่ ต้องการพัฒนาเศรษฐกิจในรูปแบบใหม่ เพราะเราไม่สามารถอยู่กับเศรษฐกิจรูปแบบเดิมได้ แต่โครงการแลนด์บริดจ์มีคำถามเยอะมากในเรื่องความคุ้มค่าและผลกระทบต่อพื้นที่  

    “ผมคิดว่ายังเป็นการเร็วเกินไปที่จะสั่งเดินหน้าในโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ จะต้องมีรายงานที่มีความเฉพาะ ควรมีการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) และให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่านี้ พวกเราขอคัดค้านการที่รัฐบาลจะเดินหน้าในโครงการนี้“

    — นรเศรษฐ์ กล่าว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/land-bridge-april-20-2026&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tCoUbrf11BRmdsAb7ayyi

  • ออมสินอัดซอฟต์โลน 1 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.50%

    ออมสินอัดซอฟต์โลน 1 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.50%

    ออมสินอัดซอฟต์โลน 1 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.50%

    ออมสิน ขานรับมติ ครม. ปล่อยสินเชื่อ Soft Loan 1 แสนล้าน ดันเม็ดเงินเสริมสภาพคล่องหมุนเศรษฐกิจ รายย่อย-ผู้ประกอบการ ขอกู้ได้ทุกสถาบันการเงินในโครงการทั้ง 16 แห่ง ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.50% ต่อปี

    นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 เห็นชอบการออกมาตรการดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงาน ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความขัดแย้งในต่างประเทศ โดยมอบหมายให้ธนาคารออมสินเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนมาตรการทางการเงินเพื่อเติมสภาพคล่องผ่าน โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) “GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย” วงเงิน 100,000 ล้านบาท มุ่งช่วยประชาชนและผู้ประกอบการ SMEs ปรับตัวรับมือวิกฤตที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและการดำเนินธุรกิจ พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานทางเลือก โดยความร่วมมือของธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจทั้ง 16 แห่ง ในการส่งผ่านเงินทุนดอกเบี้ยต่ำไปยังกลุ่มเป้าหมายให้เร็วที่สุด 

    ออมสินอัดซอฟต์โลน 1 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.50%

    โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) “GSB พลิกฟื้นธุรกิจไทย” วงเงินโครงการรวม 100,000 ล้านบาท ธนาคารออมสินให้วงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำมากแก่สถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non – Bank) ที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ทุกรายนำวงเงินสินเชื่อนั้นไปปล่อยกู้ต่อให้กับลูกค้ารายย่อย ผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจขนาดใหญ่ ในอัตราดอกเบี้ย 2 ปีแรก ไม่เกิน 3.50% ต่อปี โดยเป็นไปตามโปรแกรมและเงื่อนไขที่แต่ละธนาคารกำหนด (*ยกเว้นการกู้ซื้อรถ EV) ใน 3 วัตถุประสงค์หลัก คือ 1) สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง 2) สินเชื่อเพื่อขยายธุรกิจ สำหรับผู้ประกอบการ SMEs และธุรกิจขนาดใหญ่ ในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ และ 3) สินเชื่อกรณีปรับตัวเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานสำหรับประชาชน โดยมีรายละเอียดสินเชื่อในกรณีต่าง ๆ ของโครงการฯ ดังนี้

    สำหรับผู้ประกอบการ สามารถกู้ผ่านธนาคารออมสิน สถาบันการเงินเฉพาะกิจและธนาคารพาณิชย์ที่เข้าร่วมโครงการ

    สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่อง (Mitigation)

    เพื่อเสริมสภาพคล่อง / ลดภาระดอกเบี้ยลูกค้าเดิม / ลงทุน / รีไฟแนนซ์ สำหรับลูกค้าธุรกิจท่องเที่ยว ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัย สถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ข้อพิพาทชายแดน มาตรการภาษี การแข่งขันทางการค้า รวมถึง Supply Chain วงเงินโครงการ 30,000 ล้านบาท 

    สินเชื่อเพื่อขยายธุรกิจ 

    • กรณีสร้างพลวัตใหม่เพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย (Reinvent Thailand) วงเงินโครงการ 30,000 ล้านบาท 
    • กรณีปรับตัวเพื่อพัฒนาศักยภาพธุรกิจ (Transformation) วงเงินโครงการ 25,000 ล้านบาท
    • กรณีพัฒนาศักยภาพธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจอื่นที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึง Supply Chain วงเงินโครงการ 10,000 ล้านบาท

    ออมสินอัดซอฟต์โลน 1 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.50%

    สำหรับประชาชนทั่วไป สามารถกู้ผ่านสถาบันการเงินและผู้ให้บริการทางการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non – Bank) ที่เข้าร่วมโครงการ

    สินเชื่อกรณีปรับตัวเพื่อความยั่งยืนทางพลังงานสำหรับประชาชน 

    • เพื่อปรับตัวเข้าสู่การดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงาน อาทิ การติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) การจัดซื้อยานยนต์ไฟฟ้า (Electronic Vehicle: EV) และ การปรับปรุงที่พักอาศัย/อาคาร วงเงินโครงการ 5,000 ล้านบาท 

    ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจแห่งใดก็ได้ ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารทหารไทยธนชาต ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ธนาคารยูโอบี ธนาคารทิสโก้ ธนาคารไทยเครดิต ธนาคารไอซีบีซี (ไทย) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และธนาคารออมสิน รวมถึงผู้ให้บริการทางการเงินอื่น ๆ ที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non – Bank) ที่เข้าร่วมโครงการฯ 

    ออมสินอัดซอฟต์โลน 1 แสนล้าน พยุงเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยไม่เกิน 3.50%

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378976338&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Nr6Gl3q7H_L4VwxpzDSk1

  • เอกนิติ ถก 3 สถาบันเครดิต เร่งแจงพื้นฐานเศรษฐกิจยังแกร่ง รับมือโลกผันผวนได้ | เดลินิวส์

    เอกนิติ ถก 3 สถาบันเครดิต เร่งแจงพื้นฐานเศรษฐกิจยังแกร่ง รับมือโลกผันผวนได้ | เดลินิวส์

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า ได้หารือกับผู้บริหารของสถาบันจัดอันดับเครดิต 3 แห่ง ประกอบด้วย ฟิทช์ เรทติ้งส์ , เอส แอนด์ พี โกลบอล เรทติ้งส์ , และ มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ในระหว่างการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปี 69 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา โดยได้เน้นย้ำกับทั้ง 3 สถาบันว่า เศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพโดยรวมที่ดี และสามารถรองรับความผันผวนจากภายนอกได้

    “โดยเฉพาะโครงสร้างหนี้สาธารณะเกือบทั้งหมดกว่า 99% เป็นหนี้ภายในประเทศ จึงมีความเสี่ยงต่ำมากจากภาวะความผันผวนของการเงินโลก นอกจากนี้ ไทยยังมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงกว่า 280,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึงเกือบ 2.5 เท่า และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกันชนสำคัญต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก”

    นายเอกนิติกล่าวว่า ที่สำคัญประเทศไทยยังมีนโยบายยึดมั่นในกรอบนโยบายการคลังระยะปานกลาง โดยมุ่งรักษาความยั่งยืนทางการคลัง ควบคู่กับการคงความยืดหยุ่นในการรองรับความผันผวนจากภายนอก โดยมีแนวทางสำคัญคือการใช้มาตรการการคลังแบบมุ่งเป้า เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้จ่ายภาครัฐ และการใช้นโยบายการคลังในระยะข้างหน้าจะมุ่งเน้นการสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้นการใช้พลังงานสะอาดลดการพึ่งพาน้ำมัน รวมถึงการปฎิรูปเศรษฐกิจสู่การเติบโตระยะยาว ซึ่งเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต เศรษฐกิจดิจิทัล และการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5796784/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c5dgnZoIby1a24_sRfX7j

  • ผ่าวิกฤตพลังงานเมษาฯ เดือด! เมื่อสงครามทำน้ำมันพุ่ง ทุบเศรษฐกิจไทยขยับตัวยาก

    ผ่าวิกฤตพลังงานเมษาฯ เดือด! เมื่อสงครามทำน้ำมันพุ่ง ทุบเศรษฐกิจไทยขยับตัวยาก

    ดร.ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย ได้เผยแพร่บทความวิชาการ “วิเคราะห์วิกฤตพลังงานและตลาดแรงงาน” โดยสะท้อนภาพสถานการณ์พลังงานโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง และเริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ

    บทความระบุว่า ภายหลังช่วงสงกรานต์ ราคาน้ำมันโลกมีความผันผวนจากปัจจัยความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสถานการณ์บริเวณช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก แม้จะมีสัญญาณเชิงบวกจากการเจรจาในช่วงสั้น แต่สถานการณ์กลับตึงเครียดอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันตลาดนิวยอร์ก (WTI) ปรับเพิ่มขึ้นจาก 83.85 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เป็น 88.81 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ภายในวันเดียว หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6–7

    ในขณะที่ราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นในประเทศไทยยังทรงตัว แต่โครงสร้างราคายังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะค่าการกลั่น (GRM) ที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานโดยรวมยังคงกดดันภาคเศรษฐกิจ

    บทความชี้ว่า ราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคขนส่ง ซึ่งเป็นต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน แม้ภาครัฐจะมีมาตรการช่วยเหลือ แต่ยังไม่เพียงพอต่อการแบกรับต้นทุนจริง ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับราคาค่าขนส่ง และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภค

    ผลกระทบดังกล่าวเริ่มสะท้อนผ่านกำลังซื้อของประชาชนที่ชะลอตัว หลังช่วงสงกรานต์บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยค่อนข้างเงียบเหงา โดยมีการประเมินว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในปี 2569 อาจลดลงเหลือร้อยละ 1.5 จากเดิมที่คาดไว้ร้อยละ 2.0–2.5

    สำหรับตลาดแรงงาน บทความระบุว่ายังไม่เห็นผลกระทบชัดเจนในระยะสั้น เนื่องจากยังมีปัจจัยพยุง เช่น การส่งออกที่ขยายตัวสูง โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมและอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม เริ่มมีสัญญาณการชะลอตัวของการจ้างงานในระบบประกันสังคม โดยจำนวนผู้ประกันตนลดลงกว่า 112,800 คนในช่วง 2 เดือนแรกของปี

    ทั้งนี้ ภาคการส่งออกและนำเข้ายังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจและการจ้างงาน โดยการส่งออกในรูปเงินดอลลาร์ขยายตัวเกือบร้อยละ 17 ขณะที่การนำเข้าเพิ่มขึ้นมากกว่า 30% ส่วนหนึ่งมาจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

    ดร.ธนิต เตือนว่า หากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจและตลาดแรงงานไทยอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง

    ทั้งนี้บทความดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ยังต้องพึ่งพาพลังงานนำเข้า และความจำเป็นในการติดตามสถานการณ์โลกอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/gdp-business-oil&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KwvLGfd_sruOunW_omRUS

  • IMF หั่น GDP โลกปี 2026 รับมือ ‘ของแพง-เศรษฐกิจฝืด’ ขณะที่อินโนเวสท์ เอกซ์ คาด GDP ไทยโตต่ำเพียง 1.4% ชี้โจทย์หิน Fed อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยสวนทางตลาด หากเงินเฟ้อสงครามไม่จบ

    IMF หั่น GDP โลกปี 2026 รับมือ ‘ของแพง-เศรษฐกิจฝืด’ ขณะที่อินโนเวสท์ เอกซ์ คาด GDP ไทยโตต่ำเพียง 1.4% ชี้โจทย์หิน Fed อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยสวนทางตลาด หากเงินเฟ้อสงครามไม่จบ

    ตลาดหุ้นโลกปรับตัวขึ้นได้ต่อเนื่อง แม้การเจรจาในช่วงสุดสัปดาห์ก่อนการเจรจายังไม่สามารถหาข้อสรุปกันได้ แต่สหรัฐฯ และอิหร่านมีข้อตกลงในหลักการที่จะเดินหน้าเจรจาต่อและอาจขยายระยะเวลาการหยุดยิงออกไป รวมถึงจะมีการเจรจารอบ 2 โดย ปธน. ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับหลายสื่อว่าสงครามที่ยืดเยื้อเกือบ 7 สัปดาห์ใกล้จะยุติแล้ว พร้อมกันนี้ยังเตรียมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวร และระบุว่าจีนตกลงจะไม่ส่งอาวุธให้อิหร่าน หนุนดัชนี S&P500 ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ระหว่างสัปดาห์

    ด้านตัวเลขเงินเฟ้อ CPI สหรัฐฯ เดือน มี.ค. +3.3%YoY ตามตลาดคาด และสูงสุดตั้งแต่ พ.ค. 2024 ตามราคาพลังงาน ด้าน PPI ขยายตัว +4.0%YoY จาก +3.4% เดือนก่อน

    ด้าน IMF (เม.ย. 2026) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2026 ลงสู่ 3.1% จาก 3.3% ในประมาณการครั้งก่อน ในเดือน ม.ค. 2026 และปรับเพิ่มอัตราเงินเฟ้อทั่วไปสู่ 4.4% จาก 3.8% ฉุดโดยสงครามในตะวันออกกลาง

    ด้านผลประกอบการ TSMC ที่ดีกว่าคาดช่วยหนุนกลุ่มเทคฯ ปรับขึ้นได้ 6.2% WoW ขณะที่แรงหนุนบางส่วนยังมาจากการลงทุนด้าน AI และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายประเทศ

    ด้านตลาดหุ้น EM ปรับตัวขึ้นเช่นกัน +4.4% WoW โดย GDP จีน 1Q26 ขยายตัว 5.0%YoY เร่งขึ้นจาก 4Q25 และสูงกว่าตลาดคาด ด้านตัวเลขเศรษฐกิจเดือน มี.ค. ส่งสัญญาณผสม โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 5.7%YoY สูงกว่าคาด แต่ยอดค้าปลีกเพิ่มขึ้นเพียง 1.7%YoY ต่ำกว่าคาดและชะลอลงจากเดือนก่อน การลงทุนสินทรัพย์ถาวร (YTD) เพิ่มขึ้น 1.7%YoY ต่ำกว่าคาด ด้านการส่งออก ขยายตัว +2.5%YoY ลดลงจากเดือนก่อน และต่ำกว่าตลาดคาด

    ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับลดลง 1% จากแรงกดดันจากหุ้น DELTA ที่เข้าข่ายมาตรการกำกับการซื้อขายระดับที่ 1 (Cash Balance) ด้านราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวลง 3.9% WoW

    เศรษฐกิจโลกเปิดโหมด ‘Stagflation’ สงครามฉุด GDP แต่ดันเงินเฟ้อ

    บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่า สถานการณ์สหรัฐฯ และอิหร่านมีข้อตกลงในหลักการที่จะเจรจาต่อและอาจขยายการหยุดยิง บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่า สถานการณ์ที่เป็นไปได้มากที่สุดในระยะสั้น คือการต่ออายุหยุดยิงชั่วคราวหรือข้อตกลงบางส่วน ซึ่งจะเป็นก้าวแรกสู่การเจรจาที่ครอบคลุมกว่าในระยะต่อไป

    IMF ปรับลดคาดการณ์ GDP โลกปี 2026 ลงสู่ 3.1% (เดิม 3.3%) และเงินเฟ้อโลกคาดเพิ่มขึ้น 4.4% (เดิม 3.8%) สะท้อนผลกระทบจากสงครามสร้าง disruption เชิงโครงสร้างต่อตลาดพลังงาน

    สำหรับไทย บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมิน GDP ปี 2026 หลังสงครามยืดเยื้อที่ 1.4% ต่ำกว่า IMF ที่ 1.5% เล็กน้อย โดยคาดว่าแรงหนุนจากการท่องเที่ยวและส่งออกจะชะลอลง ขณะที่ต้นทุนพลังงานนำเข้ากดดันภาคการผลิตและ ธปท. อาจไม่สามารถลดดอกเบี้ยได้แม้เศรษฐกิจชะลอ

    ด้านเงินเฟ้อสหรัฐฯเร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่า ในส่วนของนโยบายการเงิน Fed อาจเผชิญการตัดสินใจที่ยากลำบากมากขึ้นว่าจะ ‘มองผ่าน’ (look through) แรงกระแทกพลังงานชั่วคราวนี้ หรือจะระมัดระวังมากขึ้นหากการส่งผ่านราคาสู่ core inflation เริ่มปรากฏในเดือนถัดๆ ไป โดยมองว่า Fed อาจมีเหตุผลเพียงพอที่จะอดทนรอได้จากตลาดแรงงานและยอดค้าปลีกที่ยังแข็งแกร่ง

    อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ จะทำให้ราคาน้ำมันอยู่สูงยาวนานขึ้น และทำให้เงินเฟ้อส่งผ่านและทำให้ความคาดหวังเงินเฟ้อสูงขึ้น จนทำให้ Fed อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยหากเงินเฟ้อยังพุ่งขึ้นต่อเนื่อง

    ด้านจีน GDP 1Q26 ได้แรงหนุนจากภาคการผลิตตามการส่งออก แต่มีแนวโน้มชะลอลงในไตรมาส 2 จากผลกระทบของสงคราม ซ้ำเติมอุปสงค์ในประเทศที่ยังอ่อนแอต่อเนื่อง

    กลยุทธ์การลงทุนตลาดหุ้นไทย

    นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ (มองบวกต่อการเจรจา): ให้ปรับพอร์ตตามกรอบเวลาและความผันผวน ดังนี้

    • ระยะสั้น (1-4 สัปดาห์): เล่นเก็งกำไรในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากน้ำมันปรับฐานและ Supply Chain ฟื้น อาทิ สายการบิน (AAV THAI) โรงไฟฟ้า (GPSC BGRIM) ท่องเที่ยว (CENTEL ERW MINT) รพ. (BH BDMS) ยานยนต์ (AH SAT) รวมทั้งหุ้น SET50 ที่เป็นเป้า Short Covering ได้แก่ BTS LH MINT AWC BDMS HMPRO OR CPALL
    • ระยะกลาง (3-6 เดือน): สะสมหุ้น Defensive ที่มี High Pricing Power รับมือเงินเฟ้อ (ADVANC TRUE BDMS BH CHG BCH CPALL CPAXT BJC CPN)
    • ระยะยาว (6-12 เดือน+): ลงทุนกลุ่มพลังงานสะอาดและนิคมฯ ตามเทรนด์ลดการพึ่งพาฟอสซิล (GULF GPSC BGRIM GUNKUL WHA AMATA)
    • นักลงทุนที่รับความเสี่ยงต่ำ (กังวลเจรจาล้มเหลว): เน้นถือเงินสด/ตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อลดผลกระทบ Bond Yield พุ่งและรอจังหวะซื้อเมื่อสถานการณ์ชัดเจน รวมทั้งทำ Strategic Hedging ในหุ้นน้ำมัน (PTTEP PTTGC) และหุ้น High Dividend (Yield > 5%) ก่อน XD เม.ย.-พ.ค. นี้ (KTB KTC KBANK KKP TISCO BAM AP TLI)
    • Trading Idea : หุ้น Rebound Play ซึ่งคาดหากสงครามจบ ราคาหุ้นจะฟื้นตัวเร็วหลังปรับลงแรงตั้งแต่เกิดสงครามตะวันออกกลาง ได้แก่ TIDLOR SAWAD CBG OSP และหุ้น Summer Play ที่ได้ประโยชน์จากความต้องการซื้อสินค้าคลายร้อนสูงขึ้น (เครื่องดื่ม เครื่องใช้ไฟฟ้ากลุ่มทำความเย็น) ได้แก่ ICHI HTC CPALL HMPRO GLOBAL

    “ช่วงสั้นมอง SET จะเข้าสู่โหมดผันผวน โดยทิศทางดัชนีขึ้นอยู่กับผลเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านเป็นหลัก หากการเจรจามีพัฒนาการเชิงบวกก่อนเส้นตายหยุดยิงจะเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่หนุนให้สินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกปรับเพิ่มขึ้น โดยคาด SET จะปรับตัวทะลุแนวต้านที่ 1,530-1,550 จุด จาก Fund Flow ที่ไหลกลับเข้าสู่ตลาด EM หลังคลายกังวลอุปทานน้ำมันชะงักงัน แต่หากการเจรจาล้มเหลวจนนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหาร จะส่งผลให้ตลาดปรับลดลง คาด SET จะปรับฐานลงแรงไปทดสอบแนวรับที่ 1,400-1,450 จุด จาก Fund Flow ที่ไหลออกตามความกังวลว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงจะฉุดเงินเฟ้อให้รุนแรงขึ้น” บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุไว้ในส่วนหนึ่งของบทวิเคราะห์

    ปัจจัยต้องติดตามสัปดาห์นี้

    • ความคืบหน้าการเจรจาสันติภาพรอบสองหระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน และสถานการณ์การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
    • การประกาศงบ 1Q26 ของบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐฯ อาทิ Tesla (TSLA) และ Alphabet (GOOGL)
    • ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ ยอดผลิตและส่งออกรถยนต์ มี.ค. ของไทย, ยอดค้าปลีก มี.ค. และ PMI เบื้องต้นภาคผลิตและบริการ เม.ย. ของสหรัฐฯ

    หุ้นเด่นประจำสัปดาห์: CPN – กำไรยังแกร่ง ท่ามกลางสงคราม

    แนะนำ บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา หรือ CPN เนื่องจากเหตุผลหลัก ดังนี้

    • เป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีกรายใหญ่สุดในไทย โดยมีการผสมผสานทั้งส่วนค้าปลีก ที่อยู่อาศัย สำนักงาน และโรงแรมเข้าด้วยกัน อีกทั้งมีการใช้ประโยชน์จาก The 1 ซึ่งเป็น loyalty platform ของกลุ่มเซ็นทรัลที่มีฐานสมาชิกกว่า 20 ล้านราย ทำให้มีความได้เปรียบในการใช้ข้อมูลต่อยอดทางธุรกิจ
    • 1Q26 คาดกำไรโตดี YoY แรงหนุนจากฐานต่ำของธุรกิจที่อยู่อาศัยและแนวโน้มที่เป็นบวกของธุรกิจค้าปลีก ขณะที่การเติบโต QoQ จะมาจากค่าใช้จ่ายที่ลดลงตามฤดูกาล ส่วนปี 2026 คาดกำไรปกติเติบโต 9.6%YoY ซึ่งยังมี Upside risk จากขายสินทรัพย์ให้ CPNREIT ใน 2H26 และโอน Dusit Residences เร็วกว่าคาด
    • ผลการดำเนินงานแกร่งและได้รับผลกระทบจำกัดท่ามกลางสงครามตะวันออกกลาง สะท้อนได้จากจำนวนผู้ใช้บริการและยอดขายร้านค้าที่ยังเติบโตดี YTD ขณะที่ Valuation ยังไม่แพง โดยปัจจุบันซื้อขาย PER 26F ที่ 15.7 เท่า (-1SD.)
    • เราประเมินราคาเป้าหมายที่หุ้นละ 79 บาท อิงวิธี DCF และคาดมีเงินปันผลจ่ายจากกำไรปี 2026 หุ้นละ 2.53 บาท คิดเป็น Div. Yield ราวปีละ 4%

    ธีมการลงทุนตลาดหุ้นโลก

    ผลประกอบการ 1Q26 ของกลุ่มธนาคารใหญ่สหรัฐฯ มีกำไรสุทธิเติบโตแกร่ง และดีกว่าคาด หนุนโดยรายได้ตลาดทุนเป็นหลัก ขณะที่ NII ยังมีความทนทาน แม้ NIM จะมีทิศทางผสมผสาน ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังคงมีเสถียรภาพ เรายังมองบวกต่อกลุ่มที่มีรายได้ตลาดทุนสูงอย่าง JPM GS MS

    • ผลประกอบการธนาคารใหญ่สหรัฐฯ (JPM, BAC, C , GS, MS , WFC) เติบโตแกร่งหนุนโดยรายได้ตลาดทุน: กำไรสุทธิได้รับแรงส่งหลักจากการฟื้นตัวอย่างโดดเด่นของธุรกิจ Investment Banking และรายได้ Trading ที่ทำสถิติใหม่ นำโดย GS และ MS ขณะที่ NII ยังมีความทนทาน แม้ NIM จะมีทิศทางผสมผสาน ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังคงมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะพอร์ตอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ (CRE) ที่เริ่มทรงตัว
    • การผ่อนปรนเกณฑ์เงินกองทุน: ข้อเสนอปรับลดระดับเงินกองทุนขั้นต่ำ (CET1) ถือเป็นปัจจัยบวกสำคัญที่จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงิน โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ (G-SIBs) ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสในการเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลและการซื้อหุ้นคืน (Share Repurchase) เพื่อยกระดับ ROE ในระยะยาว
    • ความเสี่ยงจากภาค Private Credit ยังอยู่ในวงจำกัด: แม้เกิดภาวะตึงตัวด้านสภาพคล่อง (Liquidity Mismatch) ในกลุ่ม Private Credit จากการระงับการไถ่ถอนเงิน แต่ประเมินว่ายังไม่เป็นความเสี่ยงเชิงระบบต่อธนาคารใหญ่ เนื่องจากมีสัดส่วนการปล่อยกู้ที่ต่ำ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องระมัดระวัง WFC ที่มีสัดส่วนความเกี่ยวข้องในพอร์ตนี้สูงกว่ากลุ่ม
    • แนวโน้ม 2Q26 และกลยุทธ์การลงทุน: คาดกำไรขยายตัวต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของดีล M&A และความผันผวนที่สูงภายใต้นโยบายรัฐบาลทรัมป์หนุนรายได้การเทรด ด้วยเหตุนี้ เรามองบวกในหุ้นที่มีสัดส่วนรายได้ตลาดทุนสูง ได้แก่ JPM, GS และ MS เนื่องจากมีปริมาณดีลในมือ (Backlog) ระดับสูง และได้รับประโยชน์จากความผันผวนของตลาดที่เอื้อต่อรายได้ Trading
    • ความเสี่ยงขาลง ได้แก่ เศรษฐกิจชะลอตัว, การชะลอตัวของการไหลเข้าของเงินทุน, การสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด และภาวะตลาดที่ซบเซา

    มุมมองการลงทุนต่อสินทรัพย์ต่างๆ โดย SCB CIO

    เงินสด / สภาพคล่อง

    ได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีน และสงครามในตะวันออกกลาง สถานการณ์ล่าสุดบนช่องแคบฮอร์มุซค่อนข้างสับสน โดยอิหร่านบังคับใช้ข้อจํากัดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลัง Trump ยังยืนยันการปิดล้อมท่าเรือ จนกว่าอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ รวมถึงโครงการนิวเคลียร์

    ตราสารหนี้ / เงินฝากระยะยาว

    UST Yield และ TH Bond Yield มีโอกาสทรงตัวถึงปรับลดลง จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีพัฒนาการเชิงบวก ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ แม้คาดธนาคารกลางอาจชะลอการลดดอกเบี้ยออกไป เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ ทั้งนี้ แนะนำลงทุนพันธบัตรระยะสั้น-กลาง เพื่อจำกัดความเสี่ยงบน Duration

    U.S. Treasury & IG

    แนะนำ UST และหุ้นกู้ US IG ระยะสั้น หลังผู้ว่าการ Fed ส่งสัญญาณว่าหากสงครามอิหร่านยุติได้เร็ว Fed อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้ แม้เงินเฟ้อจะเสี่ยงพุ่งขึ้นในระยะสั้นก็ตาม ในขณะที่ ควรหลีกเลี่ยงตราสารหนี้ระยะยาว จากความกังวลวินัยการคลังสหรัฐฯ และความเสี่ยงการแทรกแซงความเป็นอิสระของ Fed

    High Yield Bond

    ความเสี่ยงที่ HY Credit Spread จะกว้างขึ้นยังมีอยู่ จากสถานการณ์ตะวันออกกลางที่อาจกดดันเศรษฐกิจสหรัฐฯ แม้รมว.คลังสหรัฐฯ จะคาด GDP สหรัฐฯ ปีนี้โตสูงถึง 3.0-3.5% ก็ตาม ทั้งนี้ เราคาดการณ์ความแตกต่างของผลตอบแทนระหว่างผู้ออกตราสารที่มีคุณภาพ Credit แข็งแกร่ง และอ่อนแอ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

    สินทรัพย์ผสมกึ่งหนี้กึ่งทุนและ REITs

    กองทุนสินทรัพย์ผสม ช่วยกระจายความเสี่ยงให้กับพอร์ตลงทุน โดยลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภท ลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาดและสถานการณ์ภายนอก อีกทั้ง บริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญที่สามารถปรับสัดส่วนการลงทุนได้อย่างยืดหยุ่น ตามภาวะเศรษฐกิจ และ ความเสี่ยง

    Asia REITs

    REITs ในเอเชีย มีโอกาสฟื้นตัว ตามความกังวลต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่เริ่มลดลง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางมีพัฒนาการเชิงบวก ทั้งนี้ เรายังมีมุมมองบวกต่อ SG REITs โดยได้อานิสงส์จากแนวโน้มต้นทุนกู้ยืมที่ลดลง P/BV ที่ยังน่าสนใจ และ DPU ที่ยังเติบโต ขณะที่ TH REITs ยังมี Dividend Yield ในระดับที่สูง

    Global Infrastructure

    โครงสร้างพื้นฐานเป็นแรงขับเคลื่อนต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและอุปสงค์ที่เร่งตัวขึ้นจาก AI จะเป็นปัจจัยหนุนการลงทุนในพลังงานทางเลือกและระบบสายส่งไฟฟ้า นอกจากนี้ คุณสมบัติของโครงสร้างรายได้ที่เพิ่มขึ้นตามเงินเฟ้อ ยังช่วยสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงในระยะยาว

    Private Asset *สำหรับนักลงทุน Ultra High Net Worth เท่านั้น

    Private Credit ได้รับแรงกดดันด้านสภาพคล่อง การผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น นักลงทุนบางส่วนถอนเงินลงทุน แนะนำคัดเลือกกองทุนที่ปล่อยสินเชื่อให้บริษัทใหญ่ ในฐานะเจ้าหนี้ที่มีสิทธิเรียกร้องหลักประกันเป็นลำดับแรก / Private Equity ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของ IPO และ M&A คัดเลือกกองทุนที่กระจายความเสี่ยง และยืดหยุ่นสภาพคล่อง

    หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว

    หุ้นสหรัฐฯ ได้อานิสงส์หลักจากพัฒนาการด้านเทคฯ และกำไรที่ยังขยายตัวดี / หุ้นยุโรปได้แรงหนุนจากลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และ ECB ที่อาจไม่รีบเร่งขึ้นดอกเบี้ย / หุ้นญี่ปุ่นได้แรงหนุนจากการปฏิรูปบรรษัทภิบาล และเสถียรภาพรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น แม้ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง อาจยังสร้างความผันผวนระยะสั้น

    หุ้นสหรัฐฯ

    ดัชนีหุ้นสหรัฐฯ มีแนวโน้มได้แรงหนุนจาก 1) สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เริ่มคลี่คลาย 2) ผลประกอบการของบจ.ที่แข็งแกร่ง โดยกำไรกลุ่มธนาคารใน 1Q2569 ยังเติบโตโดดเด่น และ 3) หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ล่าสุด Meta ขยายข้อตกลงสั่งซื้อชิปปรับแต่งพิเศษ กับ Broadcom เพื่อรองรับการขยายตัวของ AI

    หุ้นยุโรป

    ดัชนีหุ้นยุโรปมีโอกาสฟื้นตัวตามความเสี่ยงขาลงของ EPS ที่ลดลง หากวิกฤตพลังงานคลี่คลาย ตามพัฒนาการเชิงบวกในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ การที่ราคาพลังงานปรับลดลง หลังการหยุดยิงและตัวเลขเงินเฟ้อไม่ได้เร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจน ยังช่วยลดความจำเป็นที่ ECB จะต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน เม.ย.นี้

    หุ้นญี่ปุ่น

    ดัชนีหุ้นญี่ปุ่นฟื้นตัวขึ้นจากแรงขับเคลื่อนในหุ้นกลุ่มเทคฯ และเซมิคอนดักเตอร์เป็นหลัก ทว่า แนวโน้มกำไรของบจ. ญี่ปุ่นในระยะสั้นมีความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น แต่ในระยะยาวยังได้แรงหนุนจาก 1) มาตรการกระตุ้นการคลังภายใต้รัฐบาลที่มีเสถียรภาพ และ 2) การปฏิรูปธรรมาภิบาลหนุน ROE และ P/BV ผ่านการซื้อหุ้นคืนและจ่ายปันผล

    หุ้นประเทศตลาดเกิดใหม่

    ตลาดหุ้น EM เอเชีย ระยะสั้นอาจผันผวนตามพัฒนาการความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน–สหรัฐฯ และราคาน้ำมันดิบ เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าพลังงานอยู่สูง อย่างไรก็ดี ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของกำไรที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะเอเชียเหนือ (เกาหลี–ไต้หวัน) จากอุปสงค์ด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์ ด้าน Valuation น่าสนใจเมื่อเทียบกับอดีตและภูมิภาค

    หุ้นอินเดีย

    ดัชนีหุ้นอินเดียยังเผชิญผลกระทบสืบเนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีต่อแนวโน้ม EPS อย่างไรก็ตาม เราคาดว่ารัฐบาลจะออกมาตรการทางการคลัง เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ในขณะที่ RBI ยังมีข้อจำกัดในการผ่อนคลายนโยบายการเงิน หลังอัตราเงินเฟ้อทั่วไป เดือนล่าสุด เร่งตัวขึ้นมาอยู่ที่ 3.4%YoY

    หุ้นไทย

    ดัชนีหุ้นไทย ได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงาน ที่ปรับเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน ทำให้เผชิญแรงกดดันจากสงครามจำกัดกว่าตลาดหุ้นเอเชียอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ผลลบต่อเศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ โดยคาดว่า กนง.ยังมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในปีนี้ ด้านกำไรของดัชนี SET ยังมีแนวโน้มเติบโต ต่ำกว่ากลุ่มประเทศเกิดใหม่โดยรวม และ ตลาดหุ้นโลก

    หุ้นจีน All-Share

    ดัชนีหุ้นจีนได้แรงหนุนจากนโยบายภาครัฐที่เน้นพัฒนาเทคโนโลยี โดยล่าสุด CSRC ออกแนวทางการปฏิรูปตลาด ChiNext เพื่อหนุนการจดทะเบียนในบริษัทกลุ่มอุตสาหกรรมเกิดใหม่และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ขณะที่ ผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลางต่อจีนยังจำกัด สะท้อนจาก GDP ใน 1Q2569 ที่เติบโต 5%YoY แข็งแกร่งกว่าที่คาด

    หุ้นเกาหลีใต้

    ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวของกำไรที่แข็งแกร่ง (นำโดยกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ จากอุปสงค์ AI) และกำไรที่กว้างมากขึ้น สะท้อนคุณภาพของ Earnings cycle Valuation อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอดีตและภูมิภาค Fund Flow ต่างชาติเริ่มกลับมาซื้อสุทธิ นอกจากนี้ ความคืบหน้าการปฏิรูปธรรมาภิบาลยังเป็นแรงหนุนในระยะกลาง-ยาว

    สินค้าโภคภัณฑ์ – ทองคำ

    ราคาทองคำ เผชิญแรงกดดันในระยะสั้นจาก US Bond Yield ที่ปรับเพิ่มขึ้น ตามคาดการณ์ว่า Fed จะยังคงดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง ขณะที่ระยะกลาง-ยาว ยังได้แรงหนุนจากอุปสงค์ในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ และแรงซื้อของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก แนะนำทยอยลงทุนในกองทุนทองคำ เพื่อใช้กระจายความเสี่ยงของพอร์ต

    ทองคำ

    ราคาทองคำยังคงผันผวน ตามพัฒนาการสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ยังไม่แน่นอนบนการเจรจา ซึ่งจะส่งผลต่อคาดการณ์เงินเฟ้อ ดอกเบี้ยนโยบาย และ Bond Yield อย่างไรก็ดี ตลาดได้ปรับลดคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของ Fed ไปบ้างแล้ว เรามองหากสถานการณ์ขัดแย้งคลี่คลาย ทองคำมีแนวโน้มฟื้นตัว แนะนำทยอยลงทุนเมื่อย่อตัว

    หุ้นกลุ่มธุรกิจพลังงานยั่งยืน

    หุ้นกลุ่มพลังงานยั่งยืน ได้รับแรงหนุนจากการเป็นทางเลือกในภาวะวิกฤตพลังงาน แผนยุทธศาสตร์ระดับชาติเพื่อความมั่นคงทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะจีน และ อุปสงค์จากโครงสร้างพื้นฐานที่ขับเคลื่อนด้วย AI เช่น ความต้องการไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูล Data Center และการจัดหาพลังงานให้โรงงานผลิตชิป ซึ่งจะส่งผลบวกต่อการเติบโตของกำไร

    หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์

    หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ยังเติบโตสอดคล้องกับกระแสการลงทุนด้าน AI และ Data Center สะท้อนได้จาก ผลประกอบการใน 1Q2569 ของ ASML และ TSMC เติบโตดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และ ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ตามอุปสงค์บนชิปหน่วยความจำที่ยังสูงกว่าอุปทาน ซึ่งช่วยหนุนอัตราทำกำไรของกลุ่มฯ ยังคงดีต่อเนื่อง

    หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก

    การปรับประมาณการ การเติบโตกำไรของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยียังคงโดดเด่น ถูกขับเคลื่อนจากธีมโครงสร้างระยะยาว เช่น AI และ Data Center ทั้งนี้ นักลงทุนเริ่มเจาะลึกและคัดกรองบริษัทมากขึ้น แนะนำลงทุนในกลุ่มฯ โดยเน้นกลยุทธ์แบบ Active เพื่อคัดเลือกหุ้นที่มีศักยภาพเติบโต ได้เปรียบเชิงโครงสร้าง และไม่ถูก Disrupt จาก AI อย่างชัดเจน

    หุ้นตลาดเกิดใหม่ เอเชีย (ไม่รวมจีน)

    เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งได้อานิสงส์จากการเติบโตบนห่วงโซ่อุปทานด้าน AI นอกจากนี้ ยังมีบางประเทศ อาทิ บราซิล ที่ได้รับประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งตะวันออกกลางคลี่คลายขึ้น หลังมีการเจรจากันอย่างเป็นทางการ แม้ยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้

    ภาพ: Billion Photos / Shutterstock

    • 20 เม.ย. 2026

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/imf-gdp-thailand-inflation-fed-rates/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LiYGu6x2R2jHrA9aSS0um

  • เอกนิติ ถก 3 เครดิตโลก ย้ำศก.ไทยแกร่ง เงินสำรองสูงกว่าหนี้ตปท..2.5 เท่า

    เอกนิติ ถก 3 เครดิตโลก ย้ำศก.ไทยแกร่ง เงินสำรองสูงกว่าหนี้ตปท..2.5 เท่า

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้หารือกับผู้บริหารของสถาบันจัดอันดับเครดิต 3 แห่ง ประกอบด้วย Fitch Ratings, S&P Global Ratings, และ Moody’s Investors Service ในระหว่างการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

    ในการนี้ รองนายกฯ เอกนิติ ได้เน้นย้ำกับทั้ง 3 สถาบันว่า เศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพโดยรวมที่ดีและสามารถรองรับความผันผวนจากภายนอกได้ โดยโครงสร้างหนี้สาธารณะเกือบทั้งหมด (กว่า 99%) เป็นหนี้ภายในประเทศ จึงมีความเสี่ยงต่ำมากจากภาวะความผันผวนของการเงินโลก อีกทั้งไทยยังมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงกว่า 280 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึงเกือบ 2.5 เท่า และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกันชนสำคัญต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

    ในด้านนโยบาย ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในกรอบนโยบายการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework) โดยมุ่งรักษาความยั่งยืนทางการคลัง ควบคู่กับการคงความยืดหยุ่นในการรองรับความผันผวนจากภายนอก โดยมีแนวทางสำคัญคือการใช้มาตรการการคลังแบบ “มุ่งเป้า” (Target) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้จ่ายภาครัฐ และการใช้นโยบายการคลังในระยะข้างหน้าจะมุ่งเน้นการสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้นการใช้พลังงานสะอาดลดการพึ่งพาน้ำมัน (Transition) รวมถึง การปฎิรูปเศรษฐกิจสู่การเติบโตระยะยาว(Transform) โดยเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต เศรษฐกิจดิจิทัล และการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/741179&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27tlhHZf1FeH0nHcIobVBf