Blog

  • ผนึกกำลังเปิดตัวโครงการ “วิ่งเพื่อการท่องเที่ยวเชิงกีฬา 3 สมุทร 8 ริ้ว Night Run” กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงกีฬา เชื่อมพลังเศรษฐกิจสองจังหวัด | TOPNEWS

    ผนึกกำลังเปิดตัวโครงการ “วิ่งเพื่อการท่องเที่ยวเชิงกีฬา 3 สมุทร 8 ริ้ว Night Run” กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงกีฬา เชื่อมพลังเศรษฐกิจสองจังหวัด | TOPNEWS

    วันที่ 20 เมษายน 2569 ณ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ จังหวัดฉะเชิงเทรา นายบุญธรรม ถาวรทัศนกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ประธานเปิดโครงการ “วิ่งเพื่อการท่องเที่ยวเชิงกีฬา 3 สมุทร 8 ริ้ว Night Run” กระตุ้นท่องเที่ยวเชิงกีฬา เชื่อมพลังเศรษฐกิจสองจังหวัด พร้อมด้วย นายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นางปวีณวรรณ นิลกำแหง ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดฉะเชิงเทรา นางสาววิภาวี คมคาย ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสมุทรปราการ นางขวัญกมล ฉายแสง นายกเทศมนตรีจังหวัดฉะเชิงเทรา
    นายยุทธนา มาตเจือ ประธานหอการค้าจังหวัดฉะเชิงเทรา และส่วนราชการ สื่อมวลชน เข้าร่วมฯ

    โดย โครงการดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิดการส่งเสริม การท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism)เป็น โครงการภายใต้แผนงานบูรณาการสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและ กีฬา โดยมุ่งสร้างสีสันทางการท่องเที่ยว เพิ่มแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าสู่พื้นที่ และ ต่อยอดรายได้สู่ภาคธุรกิจและชุมชุน ผ่านกิจกรรมการแข่งขันวิ่งกลางคืนที่เชื่อมโยงอัต
    ลักษณ์ และศักยภาพของจังหวัด สมุทรปราการ และ ฉะเชิงเทรา เข้าด้วยกันอย่างมีเอกลักษณ์

    สำหรับกิจกรรมหลักของโครงการ จะจัดการแข่งขันวิ่งจำนวน 2 สนาม ได้แก่ สนามที่ 1 วันที่ 23 พฤษภาคม 2569 ณ สถานตากอากาศบางปู
    จังหวัดสมุทรปราการ และ สนามที่ 2 วันที่ 6 มิถุนายน 2569 ณ อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเปิดการแข่งขันใน 2 ระยะ คือ 3.5 กิโลเมตร และ 10 กิโลเมตร รองรับนักวิ่ง สนามละ 800 คน รวมทั้งสิ้น 1,600 คน

    งานแถลงข่าวครั้งนี้มีผู้ร่วมแถลงข่าวจากหลายภาคส่วน ทั้งฝ่ายบริหารจังหวัด หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและกีฬา องค์กรปกครองส่วนท้อง
    ถิ่น ภาคเอกชน และฝ่ายประชาสัมพันธ์ เพื่อร่วมสะท้อนภาพรวมของโครงการ ความสำคัญเชิง
    ยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวเชิงกีฬา ความพร้อมของพื้นที่จัดกิจกรรม การมีส่วนร่วมของ ท้องถิ่น ตลอดจนผลเชิงบวกทางเศรษฐกิจและการสื่อสารสู่สาธารณะอย่างกว้างขวาง

    นอกจากการเป็นกิจกรรมกีฬา โครงการนี้ยังเป็น อีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างการรับรู้ใหม่ให้กับพื้นที่ กระตุ้นการเดินทาง กระจายรายได้สู่ร้านค้า โรงแรม ร้านอาหาร และผู้ประกอบการท้องถิ่นพร้อมทั้งสร้างบรรยากาศความร่วมมือระหว่าง
    ภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อยกระดับจังหวัดสมุทรปราการ และฉะเชิงเทราให้เป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวเชิงกีฬาในเขตพัฒนาการท่องเที่ยววิถีชีวิตชายฝั่งอ่าวไทย

    ดังนั้น โครงการ “วิ่งเพื่อการท่องเที่ยวเชิงกีฬา 3 สมุทร
    8 ริ้ว Night Run” จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมการแข่งขันวิ่ง แต่เป็นเวทีสำคัญของการนำกีฬา การเดินทาง และเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาผสานเข้า ด้วยกัน เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ให้กับพื้นที่และสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีชีวิตชีวาให้กับนักวิ่ง นักท่องเที่ยว และประชาชนทั่วไป อย่างแท้จริง


    ภาพ/ข่าว อาษา / ปรีญาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ฉะเชิงเทรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1552509&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Bk2HgJd6HIZQ_GPdI3f0h

  • สะท้อนเสียงจากดอย “กาแฟแต่ละแก้วมีต้นทุนเป็นสุขภาพคนปลูก” ท่ามกลางวิกฤต PM 2.5

    สะท้อนเสียงจากดอย “กาแฟแต่ละแก้วมีต้นทุนเป็นสุขภาพคนปลูก” ท่ามกลางวิกฤต PM 2.5

    หัวใจคนปลูกกาแฟเชียงราย ท่ามกลางวิกฤตฝุ่นแดงและควันไฟป่า ยันคุณภาพเมล็ดไม่หายไปกับควัน

    เชียงราย 20 เมษายน 2569 – พงศกร อารีศิริไพศาล เจ้าของ ร้าน LOCAL Coffee และกรรมการสมาคมกาแฟพิเศษไทย ให้สัมภาษณ์ทีมข่าวสำนักข่าวนครเชียงรายนิวส์ในช่วงที่ฝุ่นควันยังลอยอ้อยอิ่งเหนือยอดดอย เขาเล่าด้วยน้ำเสียงเรียบแต่หนักแน่นว่าปีนี้เป็นปีที่เกษตรกรต้องทำงานท่ามกลางความไม่แน่นอนมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา

    เรื่องราวของเชียงรายในเดือนเมษายนจึงไม่ได้มีเพียงกลิ่นควันไฟหรือเสียงน้ำสงกรานต์ที่ถนนสันโค้งเท่านั้น แต่ยังมีความกังวลที่ซ้อนทับกันระหว่างสุขภาพของคนปลูกกาแฟ คุณภาพของแม่น้ำสายหลัก และความหวังของเมืองที่กำลังต้องเลือกเส้นทางใหม่ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน

    ควันไฟบนดอยกับกาแฟที่ยังต้องยืนหยัด

    พงศกรประเมินว่าผลผลิตกาแฟของเชียงรายในปีนี้อาจได้รับผลกระทบบางส่วน ผลผลิตอาจน้อยลงบ้างในพื้นที่ที่เจอไฟป่าเผาไหม้หรือต้นกาแฟอายุน้อยที่โดนความร้อนโดยตรง แต่คุณภาพของกาแฟเชียงรายยังคงมีมาตรฐานเหมือนเดิม เขาย้ำว่าคุณภาพไม่ได้หายไปพร้อมกับควัน

    สิ่งที่น่าห่วงกว่าปริมาณเมล็ดกาแฟคือคนทำงานบนไร่ เขาบอกว่าชาวเกษตรกรต้องสูดดมควันและฝุ่น PM 2.5 เกือบตลอดทั้งวันบนดอยสูง ในระยะยาวไม่เป็นผลดีแน่ ยิ่งเมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น เกษตรกรบนที่สูงก็เสี่ยงต่อภาวะฮีทสโตรกได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

    ข้อมูลคุณภาพอากาศในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาสะท้อนความจริงนั้น วันที่ 18 เมษายน 2569 เวลา 20.00 น. สถานีตรวจวัดในจังหวัดเชียงรายหลายแห่งรายงานค่า PM 2.5 ระดับสูง เช่น รพ.สต.บ้านดงมะตื๋น ต.ผางาม อ.เวียงชัย วัดได้ 263 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ รพ.สต.บ้านทุ่งงิ้ว อ.เชียงของ วัดได้ 243 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตัวเลขเหล่านี้สูงเกินค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลกหลายเท่า และเป็นสิ่งที่คนบนดอยต้องเผชิญทุกเช้า 

    พงศกรไม่ได้เรียกร้องความสงสาร แต่เสนอทางออกที่เป็นรูปธรรม เขาบอกว่าแม้หน้าร้านจะเงียบ คนไม่มาเที่ยว แต่กาแฟยังมีเรื่องเล่าได้ ถ้ามีเรื่องเล่า ก็ขายออนไลน์ได้ รายได้ยังหมุนได้แม้สถานการณ์ท่องเที่ยวไม่เอื้อ คำแนะนำนี้ไม่ใช่ทฤษฎีลอยๆ แต่มาจากประสบการณ์ของเจ้าของ LOCAL Coffee ที่เห็นลูกค้าต่างจังหวัดสั่งเมล็ดคั่วผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้นในช่วงที่ฝุ่นหนา

    ตัวเลขท่องเที่ยวที่ดูดีกับความจริงที่ถนนสงกรานต์

    ภาพของเชียงรายในช่วงต้นปีดูเหมือนจะไปได้ดี ตัวเลขจากกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ระบุว่าเดือนมกราคมถึงมีนาคม 2569 เชียงรายมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยจำนวน 1,661,706 คน ติดอันดับ 10 ของประเทศเมื่อไม่นับกรุงเทพฯ และปริมณฑล

    ในขณะเดียวกัน อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของเชียงรายในช่วงสามเดือนแรกอยู่ที่ 79.74 เปอร์เซ็นต์ สูงเป็นอันดับ 7 ในกลุ่ม 20 จังหวัดภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ ตามการจัดอันดับของเพจ The Rankings ที่อ้างอิงข้อมูลชุดเดียวกัน ตัวเลขนี้ทำให้เชียงรายดูเหมือนจุดหมายที่ยังได้รับความนิยม

    แต่เมื่อเข้าสู่เดือนเมษายน ภาพกลับต่างออกไป ผู้ประกอบการในพื้นที่รายงานว่าช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา อัตราการจองห้องพักจากห้องพักประมาณ 28,000 ห้องทั่วจังหวัด อยู่ที่เพียงร้อยละ 15 ถึง 20 เท่านั้น ถนนสันโค้ง ถนนหนองบัว และงานมหาสงกรานต์ที่อำเภอเชียงแสนยังคงคึกคัก แต่คนที่เดินส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่และคนที่กลับบ้าน ไม่ใช่นักท่องเที่ยวต่างถิ่นหรือชาวต่างชาติ

    ความย้อนแย้งของตัวเลขนี้อธิบายได้จากปัจจัยที่ซ้อนกัน ช่วงต้นปีอากาศยังพอรับได้และมีงานเทศกาลดอกไม้ งานกาแฟ ดึงคนไทยเดินทางระยะสั้น แต่พอเข้าสู่มีนาคมถึงเมษายน ฝุ่นควันข้ามแดนจากประเทศเพื่อนบ้านรวมกับความกดอากาศสูงจากจีนที่แผ่ปกคลุมนาน ทำให้หมอกควันไม่ระบาย ภาพถ่ายดาวเทียมและการรายงานของหน่วยงานสิ่งแวดล้อมชี้ว่าเชียงรายอยู่ในแอ่งกระทะ ควันจึงค้างนานกว่าจังหวัดอื่น

    น้ำที่ขุ่นมากกว่าควัน

    ผู้ประกอบการหลายคนบอกว่าปัญหาไม่ได้มีแค่ฝุ่น ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมา มีรายงานเรื่องสารปนเปื้อนในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขงอย่างต่อเนื่อง ปี 2569 สถานการณ์ยิ่งถูกจับตามองเพราะกระทบทั้งการเกษตร การประมง และการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ

    ในเวทีวิชาการเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2569 ที่สถาบันศิลปวัฒนธรรมและอารยธรรมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ประเด็นนี้ถูกยกขึ้นมาพูดอย่างตรงไปตรงมา งานเสวนาหัวข้อ จากสายลมเหนือถึงสายน้ำโขง จัดโดยสำนักวิชานวัตกรรมสังคม ภายใต้รายวิชา Conflict Security and Border มีนักศึกษาและประชาชนเข้าร่วมกว่า 80 คน

    ดร.ธนิกุล จันทรา คณบดีกล่าวเปิดงาน ดร.สืบสกุล กิจนุกรณ์ ร่วมดำเนินรายการ และ ดร.นิชานท์ สิงหพุทธางกูร เป็นผู้จัดหลัก งานนี้ร่วมมือกับ Asian Research Center for International Development หรือ ARCID, Area-based Social Innovation Research Center หรือ Ab-SIRC และ The Center for Humanitarian Dialogue หรือ HD

    เวทีใช้รูปแบบ Single Panel Two Layers ชั้นแรกวางฐานข้อมูลเชิงวิชาการ ชั้นที่สองเปิดพื้นที่ให้เสียงของคนที่ได้รับผลกระทบจริง

    สี่เสียงจากเวทีที่ทำให้เห็นภาพใหญ่

    ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ จากคณะอนุกรรมาธิการร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด พูดถึง PM 2.5 ว่าเป็นปัญหาโครงสร้าง ไม่ใช่แค่การเผาในพื้นที่เชียงราย แต่เป็นหมอกควันข้ามแดนที่ต้องใช้ความร่วมมือระดับภูมิภาค

    อาจารย์เฉลิมพันธ์ แก้วกันทะ จากสำนักวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง นำเสนอข้อมูลการปนเปื้อนในแม่น้ำกก ชี้ว่าคุณภาพน้ำที่เปลี่ยนไปส่งผลต่อพืชผักริมตลิ่งและสัตว์น้ำที่เป็นแหล่งโปรตีนของชุมชน

    นางสาวศิริวิมล กิตะพาณิชย์ ผู้บริหารไร่รื่นรมย์ และพงศกร อารีศิริไพศาล จาก LOCAL Coffee พูดในประเด็นระบบอาหารและทรัพยากรท้องถิ่น ทั้งคู่ย้ำว่ากาแฟและพืชอาหารไม่ได้แยกจากน้ำและอากาศ ถ้าน้ำมีสารปนเปื้อน ดินก็เปลี่ยน จุลินทรีย์ในดินก็เปลี่ยน รสชาติกาแฟในระยะยาวย่อมเปลี่ยนตาม

    นายศรัทธา อุดมฤทธิ์ จากชมรมนักศึกษาเพื่อสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เล่าถึงผลกระทบต่อคนและชุมชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่ไม่มีหน้ากากกรองอากาศดีๆ ไม่มีห้องปลอดฝุ่น และต้องทำงานกลางแจ้ง

    ภายในงานยังมีการฉายสารคดีสั้นชื่อ เงาปนเปื้อนบนสายน้ำกก เหนือชีวิตเกษตรกร บันทึกเสียงจริงของเกษตรกรที่ใช้น้ำกกทำนาและเลี้ยงปลา ภาพในสารคดีทำให้ผู้ชมเห็นความเชื่อมโยงระหว่างวิกฤตสิ่งแวดล้อมกับความมั่นคงทางอาหารอย่างชัดเจน

    เมืองที่ต้องเลือก Wellness หรือ Sport

    คำถามที่เกิดขึ้นหลังเวทีคือ เชียงรายจะเดินไปทางไหน ท่ามกลางข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมที่แก้ได้ยากในระยะสั้น หลายเสียงเสนอว่าเชียงรายต้องเลือกให้ชัดว่าจะเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ Wellness Tourism หรือเมืองกีฬา Sport City เพื่อให้ภาคเอกชนและประชาชนเดินตามได้ถูกทาง

    แนวคิดนี้สอดคล้องกับทิศทางระดับประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. กำลังเร่งเกม Wellness อย่างจริงจัง โดยเตรียมจัดงาน Amazing Thailand Health and Wellness Trade Meet 2026 ในวันที่ 23 เมษายน 2569 ที่โรงแรม Mövenpick BDMS Wellness Resort Bangkok 

    งานนี้เชิญผู้ซื้อจากต่างประเทศ 74 ราย พบผู้ประกอบการไทย 68 ราย ครอบคลุมธุรกิจสปา การแพทย์เชิงป้องกัน การแพทย์ทางเลือก และรีสอร์ตสุขภาพ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย High Value and Sustainable Tourism มุ่งดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่มีกำลังใช้จ่ายสูง

    เหตุผลที่ ททท. ผลักดันเรื่องนี้เพราะตลาดโลกกำลังโต ข้อมูลจากภาคธุรกิจท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลกประเมินว่าการเดินทางเพื่อสุขภาพจะแตะ 1.35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2028 ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านมาตรฐานบริการ บุคลากรทางการแพทย์ การนวดไทย สมุนไพร และวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม 

    สำหรับเชียงรายที่มีอากาศบริสุทธิ์ในช่วงปลายฝนต้นหนาว มีแหล่งน้ำพุร้อน มีชาและกาแฟออร์แกนิก มีภูมิปัญญาชาติพันธุ์เรื่องสมุนไพร การเป็น Wellness Destination จึงไม่ใช่ความฝันไกลตัว แต่โจทย์คือจะทำอย่างไรในช่วงที่ฝุ่นควันยังเป็นปัญหา 4 ถึง 5 เดือนต่อปี

    สงครามที่ไกลแต่กระทบใกล้

    ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในเชียงรายยังพูดถึงอีกปัจจัยที่อยู่นอกเหนือการควบคุม คือสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางในปีนี้ ซึ่งส่งผลต่อความเชื่อมั่นการเดินทางระยะไกลของนักท่องเที่ยวยุโรปและตะวันออกกลาง ตั๋วเครื่องบินแพงขึ้น เส้นทางบินเปลี่ยน นักท่องเที่ยวกลุ่มที่ใช้จ่ายสูงจึงเลือกจุดหมายที่เดินทางง่ายและมีความเสี่ยงต่ำกว่า

    เมื่อรวมกับภาพข่าวเรื่องมลพิษในแม่น้ำสายหลักของภาคเหนือที่ปรากฏในสื่อต่างประเทศตั้งแต่ปีก่อน ภาพลักษณ์ของเชียงรายจึงถูกท้าทายสองด้านพร้อมกัน คืออากาศและน้ำ

    จากตัวเลขถึงชีวิตจริง

    ถ้ามองย้อนกลับไปที่ตัวเลข 1,661,706 คน และการเข้าพัก 79.74 เปอร์เซ็นต์ในช่วงไตรมาสแรก ต้องเข้าใจว่านั่นคือแรงส่งจากคนไทยที่เดินทางด้วยรถยนต์ ระยะทางไม่ไกล และตัดสินใจเร็ว เมื่อเจอฝุ่น พวกเขายกเลิกหรือเลื่อนได้ทันที ต่างจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องจองล่วงหน้านาน

    ช่วงสงกรานต์ที่อัตราการเข้าพักเหลือเพียง 15 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ จึงเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญ เพราะสงกรานต์ปกติเป็นช่วงพีคของภาคเหนือ การที่ห้องพักกว่า 22,000 ห้องจากทั้งหมดประมาณ 28,000 ห้องว่างในคืนที่ควรเต็ม สะท้อนว่าปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเริ่มมีผลต่อการตัดสินใจจริง

    อย่างไรก็ตาม ตัวเลขไตรมาสแรกยังบอกอีกด้านหนึ่งว่าเชียงรายยังมีฐานคนรักเมืองนี้อยู่ คนที่มาเพราะอยากดื่มกาแฟบนดอยช้าง ดอยตุง อยากเดินป่าช่วงปลายหนาว อยากกินอาหารชาติพันธุ์ คนกลุ่มนี้คือทุนทางสังคมที่สำคัญ

    กาแฟที่มีเรื่องเล่า

    พงศกรกลับมาที่ประเด็นเดิมอีกครั้งในเวทีที่แม่ฟ้าหลวง เขาบอกว่าระบบอาหารท้องถิ่นต้องเชื่อมกับเรื่องเล่า ไม่ใช่แค่ขายเมล็ดกาแฟ แต่ขายที่มาของเมล็ด ขายวิธีที่เกษตรกรสู้กับไฟป่า ขายวิธีที่ชุมชนทำแนวกันไฟ ขายวิธีที่คนหนุ่มสาวกลับบ้านมาทำโปรเซสกาแฟแบบใหม่

    ศิริวิมลจากไร่รื่นรมย์เสริมว่าเกษตรกรรุ่นใหม่เริ่มบันทึกข้อมูลดิน น้ำ อากาศ ด้วยเครื่องมือราคาถูก แล้วเอาข้อมูลนั้นมาเล่าให้ลูกค้าฟัง ลูกค้าที่ใส่ใจสุขภาพยินดีจ่ายเพิ่มเมื่อรู้ว่ากาแฟถ้วยนั้นมาจากไร่ที่ตรวจวัด PM 2.5 ทุกวันและมีมาตรการปกป้องคนเก็บ

    นี่คือจุดที่แนวคิด Wellness ของ ททท. มาเจอกับกาแฟเชียงราย ไม่ใช่แค่สปาหรูในกรุงเทพ แต่คือ wellness ที่เริ่มจากต้นน้ำ คือคนปลูกที่สุขภาพดี ดินดี น้ำดี

    ความมั่นคงรูปแบบใหม่

    เวทีที่แม่ฟ้าหลวงสรุปตรงกันว่าปัญหาของเชียงรายวันนี้คือความมั่นคงรูปแบบใหม่ ไม่ใช่ความมั่นคงทางทหาร แต่เป็นความมั่นคงทางอากาศ น้ำ อาหาร และสุขภาพ ซึ่งทั้งหมดข้ามพรมแดน

    เขื่อนต้นน้ำในจีนทำให้กระแสน้ำโขงแปรปรวน ตะกอนดินหายไป ปลาวางไข่ยากขึ้น การทำเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำของแม่น้ำสายทำให้สารโลหะหนักไหลลงมา การเผาในที่โล่งในเมียนมาและลาวทำให้ควันลอยข้ามมา ทุกอย่างเชื่อมกันเป็นระบบเดียว

    ดร.บัณฑูรย้ำว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาดของไทยจะช่วยได้ส่วนหนึ่ง แต่ต้องมีกลไกเจรจาระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงด้วย มิฉะนั้นเชียงรายจะทำดีแค่ไหนก็ยังต้องรับควันจากที่อื่น

    ทางรอดระยะสั้นและระยะยาว

    จากการฟังเสียงทั้งหมด มีทางออกสามระดับที่ถูกพูดถึงบ่อย

    ระดับแรกคือการปกป้องคนทำงานทันที หน้ากากที่ได้มาตรฐาน ห้องปลอดฝุ่นในชุมชนบนดอย การแจ้งเตือน PM 2.5 แบบรายชั่วโมงที่เข้าถึงง่าย และการปรับเวลาทำงานเกษตรให้หลีกเลี่ยงช่วงที่ค่าฝุ่นพุ่งสูงสุด

    ระดับสองคือการปรับธุรกิจ ผู้ประกอบการโรงแรมหลายแห่งเริ่มทำแพ็กเกจ staycation สำหรับคนไทย เน้นอาหารสุขภาพ ชา กาแฟ สมุนไพรท้องถิ่น และกิจกรรมในร่มช่วงฝุ่นหนัก ร้านกาแฟหันมาขายออนไลน์มากขึ้น ทำ subscription ส่งเมล็ดคั่วรายเดือน พร้อมการ์ดเล่าเรื่องเกษตรกร

    ระดับสามคือการวางตำแหน่งเมืองระยะยาว ถ้าเชียงรายจะไปทาง Wellness ต้องลงทุนในข้อมูลสิ่งแวดล้อมที่โปร่งใส ต้องมีระบบตรวจวัดน้ำกก น้ำสายแบบเรียลไทม์ ต้องมีมาตรฐานฟาร์มที่ดูแลสุขภาพคนงาน ต้องมีเส้นทางท่องเที่ยวที่คำนึงถึงฤดูกาลฝุ่น ไม่ใช่โปรโมทเหมือนเดิมทั้งปี

    ถ้าจะไปทาง Sport City ก็ต้องคิดเรื่องสนามในร่ม การจัดการคุณภาพอากาศสำหรับนักกีฬา และการสื่อสารความเสี่ยงอย่างตรงไปตรงมา

    เสียงจากดอยที่อยากให้ได้ยิน

    ก่อนจบการสัมภาษณ์ พงศกรทิ้งท้ายไว้สั้นๆ ว่าเขาไม่ได้ขอให้ฟ้าฝนเป็นใจตลอดปี เขาแค่ขอให้คนเมืองเข้าใจว่าคนบนดอยทำงานท่ามกลางควันทุกวัน และกาแฟแต่ละแก้วมีต้นทุนเป็นสุขภาพของใครบางคน

    คำพูดนี้สอดคล้องกับสิ่งที่สารคดีในงานแม่ฟ้าหลวงพยายามบอก ภาพของเกษตรกรที่ล้างผักริมน้ำกกด้วยมือเปล่า ทั้งที่รู้ว่าน้ำอาจไม่เหมือนเดิม แต่ไม่มีทางเลือกอื่น

    เชียงรายในวันนี้จึงอยู่ตรงกลางระหว่างตัวเลขที่ยังสวยในไตรมาสแรกกับความจริงที่ถนนสงกรานต์ว่างกว่าที่ควร ระหว่างคุณภาพกาแฟที่ยังรักษาไว้ได้กับสุขภาพคนปลูกที่กำลังถูกท้าทาย ระหว่างความหวังจะเป็นฮับสุขภาพโลกกับฝุ่นควันที่ลอยข้ามพรมแดนทุกปี

    คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การเลือกข้างระหว่าง Wellness หรือ Sport เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การยอมรับความจริงว่าสิ่งแวดล้อมคือต้นทุนหลักของทุกอย่าง ตั้งแต่น้ำหนึ่งแก้วไปจนถึงกาแฟหนึ่งถ้วย และตั้งแต่นักท่องเที่ยวหนึ่งคนไปจนถึงอนาคตของเมืองทั้งเมือง

    ถ้าเชียงรายสามารถทำให้ข้อมูลเรื่องอากาศและน้ำเป็นเรื่องที่เข้าถึงง่าย ตรวจสอบได้ และใช้ประกอบการตัดสินใจของทั้งนักท่องเที่ยว เกษตรกร และนักลงทุนได้จริง เมืองนี้จะมีเรื่องเล่าที่แข็งแรงกว่าเดิม ไม่ใช่เรื่องเล่าเกี่ยวกับวิวสวยเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับเมืองที่กล้าเผชิญหน้ากับควันและน้ำขุ่น แล้วหาทางอยู่ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรี

    นั่นอาจเป็นเหตุผลที่แม้ห้องพักจะว่างในช่วงสงกรานต์ แต่ชื่อของเชียงรายยังคงติดอันดับ 10 จังหวัดที่มีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยสูงสุด และยังคงมีอัตราการเข้าพักเกือบ 80 เปอร์เซ็นต์ในช่วงต้นปี เพราะลึกๆ แล้วคนยังเชื่อในศักยภาพของเมืองนี้ และรอวันที่จะกลับมาได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอากาศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-coffee-haze-wellness-strategy/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jc6olemvp9CGO18tJMRK3

  • ดูดวงรายวันประจำวันอังคาร ที่ 21 เมษายน 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันจันทร์

    ดูดวงรายวันประจำวันอังคาร ที่ 21 เมษายน 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันจันทร์

    ดูดวงรายวันประจำวันอังคาร ที่ 21 เมษายน 2569 สำหรับท่านที่เกิดวันจันทร์

    • การงาน : อาจพบการเปลี่ยนแปลงโยกย้าย
    • การเงิน : พบเรื่องตึงเครียด
    • ความรัก : ไม่มีเวลาให้กัน

    เคล็ดลับเสริมดวงประจำวันนี้

    • ทำบุญบริจาคอุปกรณ์การศึกษาในถิ่นทุรกันดาร
    • อัญมณีมงคล: พลอยสตาร์
    • สีมงคล: สีดำ
    • เลขนำโชค: 0, 1, 4, 6, 7

    ฤกษ์ดีประจำสัปดาห์มีผลตั้งแต่วันที่ 15-21 เมษายน 2569 (ช่วงเวลาที่เหมาะสม)

    • 06:15 – 12:15 : ฤกษ์ดีในการทำบุญขึ้นบ้านใหม่
    • 08:00 – 14:00 : ฤกษ์ดีในการซื้อรถยนต์คันใหม่
    • 09:00 – 13:00 : ฤกษ์ดีในการติดต่อเจรจางานต่าง ๆ
    • 09:09 – 11:59 : ฤกษ์ดีในการเปิดร้านเริ่มธุรกิจใหม่
    • 05:59 – 11:59 : ฤกษ์ดีในการเดินทางทำบุญ

    ดูดวงเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/325642/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kHHWoI6HkuOboSghCseXd

  • “ประเสริฐ” เผย 29 เม.ย.นี้ เชิญผู้บริหารสถาบันปอเนาะ-ตาดีกา หารือที่ ศธ.

    “ประเสริฐ” เผย 29 เม.ย.นี้ เชิญผู้บริหารสถาบันปอเนาะ-ตาดีกา หารือที่ ศธ.

    “ประเสริฐ” เผย เชิญผู้บริหารสถาบันปอเนาะ-ตาดีกา แลกเปลี่ยนความเห็น-หารือการทำงานในอนาคตที่ ก.ศึกษาธิการ 29 เม.ย.นี้ 

    เมื่อเวลา 09.05 น. วันที่ 20 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ที่เมืองทองธานี ถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาความไม่เข้าใจระหว่างแม่ทัพภาคที่ 4 และสถาบันการศึกษาปอเนาะ และโรงเรียนตาดีกา ว่า ในวันที่ 29 เมษายนนี้ จะเชิญผู้บริหารสถาบันการศึกษาปอเนาะ และโรงเรียนตาดีกา มาพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็น ซึ่งจริงๆ แล้วมีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กำกับดูแลอยู่ โดยต้องทำงานกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพราะเป็นเรื่องของการสร้างความรู้ความเข้าใจ คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรมาก เป็นเรื่องของการทำงานร่วมกันในอนาคต 

    ผู้สื่อข่าวถามต่อ จะทำความเข้าใจอย่างไรเพราะที่ผ่านมาคนมักจะมองโรงเรียนลักษณะนี้ไปในทางลบ นายประเสริฐ กล่าวว่า จริงๆ ไม่มีอะไรเลย สช. กำกับดูแลอยู่ ที่ผ่านมาก็ทำงานบูรณาการร่วมกันมาโดยตลอด ก็ไม่มีปัญหาอะไร และการมาพูดคุยกันครั้งนี้ ก็พูดถึงแนวทางในอนาคตที่จะต้องทำงานร่วมกัน รวมถึงประเด็นทั่วไปอีกหลายเรื่อง ที่โรงเรียนเอกชนต้องการเป็นการแลกเปลี่ยนกัน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2927604&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZL6LGr0NREBcXwAgUMioD

  • ‘เอกนิติ’ ถก 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ยันเศรษฐกิจไทยยังแกร่ง

    ‘เอกนิติ’ ถก 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ยันเศรษฐกิจไทยยังแกร่ง

    ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้หารือกับผู้บริหารของสถาบันจัดอันดับเครดิต 3 แห่ง ประกอบด้วย Fitch Ratings, S&P Global Ratings, และ Moody’s Investors Service ในระหว่างการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (Spring Meetings) ปี 2569 ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

    ในการนี้ รองนายกฯ เอกนิติ ได้เน้นย้ำกับทั้ง 3 สถาบันว่า เศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพโดยรวมที่ดีและสามารถรองรับความผันผวนจากภายนอกได้ โดยโครงสร้างหนี้สาธารณะเกือบทั้งหมด (กว่าร้อยละ 99) เป็นหนี้ภายในประเทศ จึงมีความเสี่ยงต่ำมากจากภาวะความผันผวนของการเงินโลก อีกทั้งไทยยังมีเงินสำรองระหว่างประเทศสูงกว่า 280 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าหนี้ต่างประเทศระยะสั้นถึงเกือบ 2.5 เท่า และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกันชนสำคัญต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

    'เอกนิติ' ถก 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ยันเศรษฐกิจไทยยังแกร่ง 'เอกนิติ' ถก 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ยันเศรษฐกิจไทยยังแกร่ง  

    ในด้านนโยบาย ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในกรอบนโยบายการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework) โดยมุ่งรักษาความยั่งยืนทางการคลัง ควบคู่กับการคงความยืดหยุ่นในการรองรับความผันผวนจากภายนอก โดยมีแนวทางสำคัญคือการใช้มาตรการการคลังแบบ “มุ่งเป้า” (Target) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้จ่ายภาครัฐ และการใช้นโยบายการคลังในระยะข้างหน้าจะมุ่งเน้นการสนับสนุนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้นการใช้พลังงานสะอาดลดการพึ่งพาน้ำมัน (Transition) รวมถึง การปฎิรูปเศรษฐกิจสู่การเติบโตระยะยาว (Transform) โดยเน้นการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต เศรษฐกิจดิจิทัล และการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378976350&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KhsNO7U3efglo91flciMk

  • คอลัมน์การเมือง – IMFเตือนเศรษฐกิจโลกถดถอย

    คอลัมน์การเมือง – IMFเตือนเศรษฐกิจโลกถดถอย

    บทบรรณาธิการหนังสือพิมพ์แนวหน้าหลายฉบับที่ผ่านมาได้หยิบยกคำเตือนคำแนะนำจากนักวิชาการของไทยหลายๆท่าน เกี่ยวกับภาวะน้ำมันแพงเพราะเหตุการณ์ในตะวันออกกลางได้ปะทุดุเดือด นักวิชาการบางท่านคาดว่าราคาข้าวราดแกงอาจพุ่งถึงจานละ 120 บาท

    ล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ ไอเอ็มเอฟ (International Monetary Fund -IMF) ออกมาเตือนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเสี่ยงจะตกไปอยู่ในภาวะถดถอย(recession) หากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่าน ยังคงดำเนินต่อไปเช่นเดียวกับราคาพลังงานที่คงตัวในระดับสูง

    ในรายงานวิเคราะห์แนวโน้มเศรษฐกิจโลก(World Economic Outlook) ไอเอ็มเอฟระบุว่า ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งราคาน้ำมัน ก๊าซ และอาหารพุ่งสูงขึ้น และยังคงอยู่ในระดับสูงตลอดทั้งปีนี้และปีหน้า เศรษฐกิจโลกอาจหดตัวลงต่ำกว่า 2% ในปี 2026 นี่จะหมายถึงสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกเกือบเข้าสู่ภาวะถดถอย ซึ่งเกิดขึ้นเพียงสี่ครั้งนับตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมา ครั้งล่าสุดเกิดภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอย เกิดขึ้นในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19

    ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นนับตั้งแต่ที่สงครามเปิดฉากเมื่อกว่า 6 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากที่ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญถูกปิดลงในทางปฏิบัติ และการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านก็เพิ่งล่มไป

    ไอเอ็มเอฟระบุว่า “เป็นอีกครั้งที่เศรษฐกิจโลกตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะหลุดออกนอกเส้นทาง ครั้งนี้จากการปะทุขึ้นของสงครามในตะวันออกกลางซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อปลายเดือน ก.พ. 2026”

    รายงานชี้ว่า ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ราคาน้ำมันอาจพุ่งไปแตะค่าเฉลี่ย 110 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในปีนี้ และตัวเลขอาจสูงถึง 125 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ในปี 2027 จากสมมุติฐานข้างต้น ไอเอ็มเอฟกล่าวว่าอัตราเงินเฟ้ออาจสูงถึง 6% ในปีนี้ สถานการณ์นี้อาจบีบให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อชะลอให้ราคาสินค้าต่างๆ ลดลงมา

    ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูรินชา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์แห่งไอเอ็มเอฟ บอกกับบีบีซีว่า ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อนานออกไปจะนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งไม่หยุด นั่นจะส่งผลให้ตัวเลขอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น และส่งผลต่อไปยังความมั่นคงทางอาหารในบางประเทศ

    ขณะที่รัฐบาลต่างๆ กำลังพิจารณาปล่อยมาตรการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากไอเอ็มเอฟเตือนว่า มาตรการต่างๆ ต้องเน้นระยะสั้นและตรงจุดเท่านั้น

    “รัฐบาลต่างๆ ควรระมัดระวังอย่างยิ่งเพราะตอนนี้แทบไม่มีพื้นที่ทางการคลังเหลือให้ไปช่วยอุดหนุนครัวเรือนมากนัก มันจะกลายเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทางการคลัง และมาตรการนั้นจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อ”

    เข้าใจว่าบรรดากุนซือรัฐบาลนายกฯอนุทิน ชาญวีรกูล คงอ่านบทความนี้และวิเคราะห์กันปรุโปร่งเกี่ยวกับการหาทางรับมือแก้ไขปัญหา อย่าลืมว่า ไอเอ็มเอฟ มีหน้าที่ปล่อยเงินกู้ให้กับประเทศต่างๆ ที่ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ หรือด้อยพัฒนา ซึ่งท่าทีของไอเอ็มเอฟหนนี้หลายคนมองว่าคงเคาะหาลูกค้าที่พอจะเข้าใจได้ สำหรับประเทศไทยสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นต้องไปเข้าโปรแกรมไอเอ็มเอฟ เหมือนรัฐบาลก่อนหน้าโน้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/66143&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jmdXmsCkiz4LdDOo8eY7f

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้านิวซีแลนด์เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้านิวซีแลนด์เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569

    1. สถานการณ์เศรษฐกิจ

    – ท่ามกลางวิกฤตขาดแคลนน้ำมันในช่วงภาวะสงครามในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ที่ผ่านมา รัฐมนตรีต่างประเทศ นาย Winston Peters ยืนยันการเข้าร่วมประชุมเพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัยร่วมกันประเทศพันธมิตรอื่นๆรวมกว่า 34 ประเทศ (ยกเว้นสหรัฐอเมริกา) โดยมีอังกฤษเป็นผู้นำการประชุมในการทำงานร่วมกันทั้งทางการทูตและความเป็นไปได้ทางการเมืองเพื่อฟื้นฟูเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัย

    – นิวซีแลนด์กำหนดมาตรการเงินช่วยเหลือมูลค่า 373 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในช่วงวิกฤตน้ำมันภายใต้โครงการ Working for Families scheme เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำ-ปานกลางประมาณ 150,000 ครัวเรือน เริ่มมีผลตั้งแต่ 7 เมษายน 2569 สำหรับครัวเรือนที่ได้รับรายได้ต่อสัปดาห์ และ 14 เมษายน 2569 สำหรับครัวเรือนที่ได้รับรายได้ทุก 2 สัปดาห์ โดยต้องมีบุตรอย่างน้อย 1 คนและไม่ได้รับสิทธิประโยชน์และสวัสดิการอื่นใดจะได้รับเงิน 50 เหรียญนิวซีแลนด์ต่อสัปดาห์เป็นเวลา 1 ปี หรือจนกว่าราคาน้ำมันจะลดลงที่ 3 เหรียญนิวซีแลนด์ต่อลิตร 4 สัปดาห์ขึ้นไป

    2. สถานการณ์การค้าภาพรวมของนิวซีแลนด์ [1]

    ปี 2569 มกราคม-กุมภาพันธ์ สถานการณ์การส่งออกสินค้าของนิวซีแลนด์ มีมูลค่า 7,484 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 5.52) เป็นการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นม เนย ไขมัน (ร้อยละ 35.05) เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค (ร้อยละ 17.48) ไม้ที่ยังไม่แปรรูป (ร้อยละ 5.30) ทองคำยังไม่ขึ้นรูป (ร้อยละ 3.74) และ อาหารปรุงแต่งสำหรับใช้เลี้ยงทารก (ร้อยละ 3.56) ประเทศส่งออกหลัก คือ จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้  สำหรับประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 14 (นมและครีมที่ทำให้เข้มข้น เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค เยื่อไม้เคมีที่เป็นเยื่อไม้โซดาหรือเยื่อไม้ซัลเฟต เคซีอินและไม้ที่ยังไม่แปรรูป)

    ปี 2569 มกราคม-กุมภาพันธ์ การนำเข้าสินค้าของนิวซีแลนด์ มีมูลค่า 7,598 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 11.90) โดยเป็นการนำเข้าเครื่องกังหันไอพ่น (ร้อยละ 14.31) น้ำมันปิโตรเลียมดิบและน้ำมันดิบที่ได้จากแร่บิทูมินัส (ร้อยละ 12.77) รถยนต์สำหรับขนส่งบุคคลและขนส่งของ (ร้อยละ 10.31) เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือเครือข่ายไร้สายอื่นๆ (ร้อยละ 9.98) อุปกรณ์และเครื่องใช้ที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ร้อยละ 3.61) ประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้และญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ขาดดุลการค้า 114 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ มีมูลค่า 268.31 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 9.80(รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องจักรสำหรับการรับ เปลี่ยน และการส่งหรือการสร้างเสียง ภาพ รวมถึงอุปกรณ์ตัดต่อสัญญาณและจัดเส้นทาง โพลิเมอร์ของเอทิลีนในลักษณะขั้นปฐม และทูน่ากระป๋อง) โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 127.19  ล้านดอลลาร์สหรัฐ (4,070 ล้านบาท) 

    สถานการณ์การส่งออกสินค้าของนิวซีแลนด์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีมูลค่า 3,585.45 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 6.13) เป็นการส่งออกนมและผลิตภัณฑ์นม เนย ไขมัน (ร้อยละ 38.01) เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค (ร้อยละ 17.91) ไม้ที่ยังไม่แปรรูป (ร้อยละ 4.21) ทองคำยังไม่ขึ้นรูป (ร้อยละ 4.14) อาหารปรุงแต่งสำหรับใช้เลี้ยงทารก (ร้อยละ 3.40) โดยประเทศส่งออกหลัก คือ จีน ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้  สำหรับประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 13  (นมและครีมที่ทำให้เข้มข้น เยื่อไม้เคมีที่เป็นเยื่อไม้โซดาหรือซัลเฟต ทองคำยังไม่ขึ้นรูป เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค และเคซีอิน)

    การนำเข้าสินค้าของนิวซีแลนด์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีมูลค่า 3,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 5.75โดยเป็นการนำเข้าเครื่องกังหันไอพ่น (ร้อยละ 15.68)  ปิโตรเลียมดิบและน้ำมันดิบที่ได้จากแร่บิทูมินัส (ร้อยละ 13.11) รถยนต์สำหรับขนส่งบุคคลและขนส่งของ (ร้อยละ 10.41) เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือเครือข่ายไร้สายอื่นๆ (ร้อยละ 9.93) อุปกรณ์และเครื่องใช้ที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ (ร้อยละ 3.86) ประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ ออสเตรเลียและญี่ปุ่น ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นิวซีแลนด์ขาดดุลการค้า 114.55 ล้านเหรียญสหรัฐฯ  ไทย เป็นคู่ค้าอันดับ 8 (รถยนต์ เครื่องปรับอากาศ เครื่องจักรสำหรับการรับ เปลี่ยน และการส่งหรือการสร้างเสียง ภาพ รวมถึงอุปกรณ์ตัดต่อสัญญาณและจัดเส้นทาง ทูน่ากระป๋องและโพลิเมอร์ของเอทิลีนในลักษณะขั้นปฐม)   

    3. สรุปสถานการณ์การค้าไทย-นิวซีแลนด์ [2] 

    เป้าหมายส่งออก

    มูลค่าการค้ารวม (ล้าน US$)

    มูลค่าการส่งออก (ล้าน US$)

    มูลค่าการนำเข้า (ล้าน US$)

    ปี 2025

    (%)

    ปี 2026

    (%)

    ปี 2025

    ปี 2026

    ปี 2025

    ปี 2026

    ปี 2025

    ปี 2026

    ม.ค.– ธ.ค.

    ม.ค.– ก.พ.

    +/- (%)

    ม.ค. – ธ.ค.

    ม.ค.– ก.พ.

    +/- (%)

    ม.ค. – ธ.ค.

    ม.ค.– ก.พ. 

    +/- (%)

    0.0

    (-0.88)

    1.0

    2,504.7 

    (1.23)

    453.45

    15.27

    1,577.23

    -0.88

    296.07

    45.76

    927.47 

    (5.04)

    157.38

    -17.28


    [1] Source: Global Trade Atlas

    [2] Source: ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

    4. การค้าระหว่างไทยและนิวซีแลนด์เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569[2]

    • การส่งออกสินค้าไทยไปนิวซีแลนด์เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 มีมูลค่า 169.16 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (5,413 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 58.52 เป็นการเพิ่มขึ้นของสินค้ารถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศ เหล็กเหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ เครื่องโทรสาร โทรศัพท์ อาหารสัตว์เลี้ยง ผลิตภัณฑ์พลาสติก เครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิวและเม็ดพลาสติก แต่การส่งออกผลิตภัณฑ์ยางและอาหารทะเลกระป๋องลดลง      

    • การนำเข้าสินค้าของไทยจากนิวซีแลนด์เดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 มีมูลค่า 78.16 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (2,501 ล้านบาท) ลดลงร้อยละ 10.62 เป็นการลดลงของสินค้าเยื่อกระดาษ ผัก ผลไม้และเคมีภัณฑ์ แต่การนำเข้านมและผลิตภัณฑ์นม เนื้อสัตว์สำหรับการบริโภค ไม้ซุงและไม้แปรรูป สินแร่โลหะอื่นๆ ด้ายและเส้นใย สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์และสัตว์น้ำสด แช่เย็นแช่แข็งเพิ่มขึ้น    

      ……………………………………………………………………………..

      สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครซิดนีย์ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/k50ewtfoyaxcznh0bf4bqezc&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2X_gJxSDKkYWO0QScceZ2z

  • เปลี่ยนขวดเป็นรอยยิ้ม! ซีพี ออลล์ ผนึกกำลัง น้ำแร่ธรรมชาติมิเนเร่ ยกระดับจุดรับคืนขวด PET ผ่าน “ตู้ Drop Point” รับวันคุ้มครองโลก 2569 สร้างสุขอนามัยที่ดีแก่เยาวชน – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    เปลี่ยนขวดเป็นรอยยิ้ม! ซีพี ออลล์ ผนึกกำลัง น้ำแร่ธรรมชาติมิเนเร่ ยกระดับจุดรับคืนขวด PET ผ่าน “ตู้ Drop Point” รับวันคุ้มครองโลก 2569 สร้างสุขอนามัยที่ดีแก่เยาวชน – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้าน เซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ ผนึกกำลังกับ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำแร่ธรรมชาติมิเนเร่ และน้ำดื่มเนสท์เล่ เพียวไลฟ์ ด้านความยั่งยืนระดับโลก เดินหน้ายกระดับความร่วมมือโครงการ “ตู้ Drop Point 7-Eleven x Mineré” เนื่องในวันคุ้มครองโลก ปี 2569 นำร่องขยายจุดรับคืนขวดพลาสติก PET ผ่านตู้ Drop Point ที่หน้าร้านเซเว่น อีเลฟเว่นกว่า 300 สาขา ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อให้การรีไซเคิลเป็นเรื่องง่าย ใกล้ตัว และเข้าถึงได้สำหรับทุกคน พร้อมเปลี่ยนขวดพลาสติกเป็น “แต้มบุญ” สมทบโครงการ “ห้องน้ำเพื่อน้อง”

    นายทัพพ์เทพ จีระอดิศวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ซีพี ออลล์ขับเคลื่อนการดูแลสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับแนวทาง “7 Go Green” เพื่อสิ่งแวดล้อม 24 ชั่วโมง โดยมีนโยบาย “2 ลด” คือ ลดการใช้พลาสติก และลดการใช้พลังงาน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในระยะยาว

    “ความร่วมมือกับเนสท์เล่ครั้งนี้ จึงเป็นการต่อยอดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของซีพี ออลล์ ผ่านการนำร่องติดตั้งตู้ Drop Point บริเวณหน้าร้านเซเว่น อีเลฟเว่น จำนวน 300 สาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งร้านเซเว่นฯ อยู่ใกล้ชิดกับชุมชนและสังคม จึงเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการแยกพลาสติกเพื่อนำไปรีไซเคิลได้อย่างสะดวก และช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน เพียงนำขวดพลาสติกใช้แล้วมาหย่อนที่ตู้ ก็สามารถเข้าสู่กระบวนการจัดการอย่างถูกต้อง พร้อมร่วมสร้างพฤติกรรมการคัดแยกขยะอย่างยั่งยืน”

    โดยขวดพลาสติกที่รวบรวมได้จากตู้ Drop Point จะนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และแปลงเป็น “แต้มบุญ” สมทบทุนโครงการ “ห้องน้ำเพื่อน้อง” ภายใต้บุญนิธิแสตมป์เซเว่นฯ นำไปต่อยอดเป็นโอกาสทางการศึกษาและสุขอนามัยที่ดีให้กับเด็กไทย ผ่านการปรับปรุงห้องน้ำที่ชำรุดทรุดโทรมให้ถูกสุขลักษณะในโรงเรียนที่ขาดแคลนในพื้นที่ห่างไกลทั่วประเทศ สอดคล้องกับปณิธานองค์กร Giving and Sharing

    ด้าน นายไชยงค์ สกุลบริรักษ์ ผู้อำนวยการบริหารหน่วยธุรกิจน้ำดื่ม บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “มิเนเร่มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับเซเว่น อีเลฟเว่น ในการส่งเสริมการคัดแยกขยะพลาสติกเพื่อให้เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทความเป็นผู้นำของมิเนเร่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน และตอกย้ำการเป็นผู้ริเริ่มนำขวดพลาสติก rPET มาใช้ในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำแร่ธรรมชาติในประเทศไทย ทั้งนี้ เนสท์เล่มีเป้าหมายระดับโลกในการลดการใช้พลาสติกผลิตใหม่หนึ่งในสาม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2050 และเรารู้ดีว่า บรรจุภัณฑ์รักษ์โลกเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เราจึงมุ่งสนับสนุนให้ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมในการจัดการขยะพลาสติกเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับโลก ด้วยการเชิญชวนผู้บริโภคให้นำขวดน้ำดื่มมาทิ้ง ณ ตู้ Drop Point หน้าร้านเซเว่น อีเลฟเว่น พร้อมกับบิดขวดน้ำดื่มก่อนทิ้ง เพื่อเพิ่มพื้นที่จัดเก็บและจำนวนขวดให้เข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้มากขึ้น เป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน นำมาผลิตเป็นขวดน้ำ rPETใหม่ได้อย่างไม่จำกัด”

    การร่วมมือกันระหว่าง ซีพี ออลล์ และ เนสท์เล่ ในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดแนวทางด้านสิ่งแวดล้อมที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ให้การรีไซเคิลเป็นเรื่องง่ายในชีวิตประจำวันของผู้คน และตอกย้ำบทบาทของภาคธุรกิจในการร่วมขับเคลื่อนสังคมและสิ่งแวดล้อมให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cpall.co.th/news/pet-drop-point/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HtftnOBY_dfyB7_Wdi2jP

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าออสเตรเลียเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าออสเตรเลียเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569

    1. สถานการณ์เศรษฐกิจ

    – รัฐบาลออสเตรเลียเร่งกำหนดมาตรการควบคุมการใช้น้ำมันในประเทศ หลายประการ เช่น การปล่อยน้ำมันสำรองร้อยละ 20 เพื่อนำมาใช้ในช่วงขาดแคลน การผ่อนปรนมาตรฐานคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงชั่วคราวเป็นเวลา 60 วันเพื่อนำน้ำมันที่มีกำมะถันสูงที่ต้องส่งออกกลับมาใช้ในประเทศชดเชยการขาดแคลนน้ำมันในภูมิภาค (โดยเฉพาะดีเซล) การลดหย่อนบิลค่าไฟฟ้าร้อยละ 10 เริ่ม 1 กรกฎาคม 2569 เพื่อช่วยบรรเทาความกดดันด้านค่าครองชีพ (Energy rebate bill สิ้นสุดลง) และประกาศลดภาษีน้ำมันเพื่อให้ราคาน้ำมันทั่วประเทศลดลง 26.3 เซ็นต์ต่อลิตร ยกเลิกค่าธรรมเนียมการใช้ถนนสำหรับรถบรรทุก 32.4 เซ็นต์ต่อลิตรและคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (GST) แก่ผู้ขับขี่ยานยนต์เป็นเวลา 3 เดือน อีกทั้ง นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียเดินทางเยือนประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิ สิงคโปร์และมาเลเซีย เพื่อลงนามในข้อตกลงซื้อขายน้ำมันและก๊าซ LNG ระหว่างกันพร้อมยืนยันการส่งมอบน้ำมัน 100 ล้านลิตรจากบรูไนและเกาหลีใต้

    ธนาคารกลางประกาศยกเลิกการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและเดบิตเป็นเวลา 6 เดือนเพื่อช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายแก่ภาคครัวเรือนประมาณ 1.6 ล้านต่อปี เริ่ม 1 ตุลาคม 2569 อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการร้านค้าปลีก คาเฟ่และร้านอาหารมีแผนจะผลักภาระค่าธรรมเนียมบัตรเครดิตไปยังผู้บริโภคโดยการปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการแทน ซึ่งจะทำให้เป็นกลไกกระตุ้นภาวะเงินเฟ้อในตลาดเพิ่มมากขึ้น

    2. สถานการณ์การค้าภาพรวมของออสเตรเลีย [1] 

     ปี 2569 เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ สถานการณ์การส่งออกสินค้าของออสเตรเลีย มีมูลค่า 57,659 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 14.76) เป็นการส่งออกสินแร่และหัวแร่เหล็ก (ร้อยละ 26.83) ถ่านหินบิทูมินัส (ร้อยละ 25.04) ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป (ร้อยละ 17.35) เนื้อสัตว์สำหรับบริโภค (ร้อยละ 4.78) และข้าวสาลีและเมสลิน (ร้อยละ 3.50) ประเทศส่งออกหลัก คือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกงและสหรัฐอเมริกา สำหรับประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 12 (ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป อะลูมิเนียมที่ยังไม่ได้ขึ้นรูป ทองแดงบริสุทธิ์ ข้าวสาลีและเมสลิน และน้ำมันปิโตรเลียมดิบ)

    ปี 2569 เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ การนำเข้าสินค้าของออสเตรเลีย มีมูลค่า 54,230 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 21.29) โดยเป็นการนำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา (ร้อยละ 13.58) เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือเครือข่ายไร้สายอื่นๆ (ร้อยละ 11.14) รถยนต์สำหรับขนส่งบุคคลและขนส่งของ (ร้อยละ 10.75) น้ำมันปิโตรเลียมดิบและน้ำมันดิบที่ได้จากแร่บิทูมินัส (ร้อยละ 10.28) ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป (ร้อยละ 8.59) ประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน สหรัฐอเมริกา ไทย เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ปี 2569 เดือนมกราคมกุมภาพันธ์ ออสเตรเลียได้ดุลการค้า 3,429 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 3 มีมูลค่า 2,929 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 81.08(สินค้านำเข้าหลักจากไทย 5 อันดับแรกได้แก่ รถยนต์ ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป เครื่องปรับอากาศ เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือเครือข่ายไร้สายอื่นๆ และยางรถยนต์ใหม่) และ ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า 7,807 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (242,017 ล้านบาท) 

    สถานการณ์การส่งออกสินค้าของออสเตรเลียในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีมูลค่า 29,471 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 21.68) โดยเป็นผลมาจากการส่งออกสินแร่และหัวแร่เหล็ก (ร้อยละ 23.96) ถ่านหินบิทูมินัส (ร้อยละ23.04) ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป (ร้อยละ 19.52) เนื้อสัตว์สำหรับบริโภค (ร้อยละ 5.80) ข้าวสาลีและเมสลิน (ร้อยละ 3.40) และ ประเทศส่งออกหลัก คือ จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา  สำหรับประเทศไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 13 (ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป อะลูมิเนียมที่ยังไม่ได้ขึ้นรูป ทองแดงบริสุทธิ์ เนื้อสัตว์สำหรับบริโภค และน้ำมันปิโตรเลียมดิบ)

    สำหรับการนำเข้าสินค้าของออสเตรเลียในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีมูลค่า 25,777 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ขยายตัวร้อยละ 19.93) โดยเป็นการนำเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดพกพา (ร้อยละ 12.88) เครื่องโทรศัพท์สำหรับเครือข่ายเซลลูลาร์หรือสำหรับเครือข่ายไร้สายอื่นๆ (ร้อยละ 11.74) รถยนต์สำหรับขนส่งบุคคลและขนส่งของ (ร้อยละ 11.60) น้ำมันปิโตรเลียมที่ได้จากแร่ บิทูมินัส (ดีเซล) (ร้อยละ 10.16) ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป (ร้อยละ 8.08) ประเทศคู่ค้าสำคัญ คือ จีน สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ออสเตรเลียได้ดุลการค้าที่ 3,694 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 6 (รถยนต์ เครื่องจักรสำหรับการรับการเปลี่ยนและการส่ง หรือการสร้างเสียง ภาพหรือข้อมูลอื่นๆ เครื่องปรับอากาศ ทองคำยังไม่ได้ขึ้นรูป และยางรถยนต์ใหม่) 

    3. สรุปสถานการณ์การค้าไทย-ออสเตรเลีย [2] 

    เป้าหมายส่งออก

    มูลค่าการค้ารวม (ล้าน US$)

    มูลค่าการส่งออก (ล้าน US$)

    มูลค่าการนำเข้า (ล้าน US$)

    ปี 2025 

    (%)

    ปี 2026

    (%)

    ปี 2025

    ปี 2026

    ปี 2025

    ปี 2026

    ปี 2025

    ปี 2026

    ม.ค-ก.พ.

    +/- (%)

    ม.ค-ก.พ.

    +/- (%)

    ม.ค-ก.พ.

    +/- (%)

    0.0

    (-2.5)

    1.0

    17,364.37

     (-2.59)

    4,321.49

    58.92

    12,041.35  

    (-2.5)

    2,815.96

    51.32

    5,323.02

     (-2.79)

    1,505.52

    75.39


    [1] Source: Global Trade Atlas

    [2] Source: ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

    4. การค้าระหว่างไทยและออสเตรเลียเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569[2]

    • การส่งออกสินค้าไทยไปออสเตรเลียเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 มีมูลค่า 1,054.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (33,747 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.52 เป็นการเพิ่มขึ้นของสินค้ารถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋อง เม็ดพลาสติก เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป และสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับแต่การส่งออกเครื่องปรับอากาศ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบและเครื่องสำอาง สบู่และผลิตภัณฑ์รักษาผิวลดลง

    • การนำเข้าสินค้าของไทยจากออสเตรเลียเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2569 มีมูลค่า 917.61 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (29,363 ล้านบาท) เพิ่มขึ้นร้อยละ 113.79 เป็นการเพิ่มขึ้นของการนำเข้าเครื่องเพชรพลอย อัญมณี สินแร่โลหะอื่นๆ ถ่านหิน เนื้อสัตว์สำหรับการ
       


    [2] Source: ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือจากกรมศุลกากร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/vvjcjdk32ifwrlk7fzr0vwy5&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0a7uAdu56fbaUCSATaKQMX

  • มท.2 พลพีร์ มอบนโยบายขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน มุ่งเป้าเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ยกระดับ OTOP สู่สากล

    มท.2 พลพีร์ มอบนโยบายขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน มุ่งเป้าเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ยกระดับ OTOP สู่สากล

    มท.2 พลพีร์ มอบนโยบายขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน มุ่งเป้าเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ยกระดับ OTOP สู่สากล


    20/04/2569 | 41 | |

    มท.2 พลพีร์ มอบนโยบายขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน มุ่งเป้าเศรษฐกิจฐานรากมั่นคง ยกระดับ OTOP สู่สากล

    วันที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 15.00 น. ณ ห้องประชุม 3003 ชั้น 3 กรมการพัฒนาชุมชน นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในการมอบนโยบายสำคัญในการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนของกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจฐานรากให้มีความมั่นคงและสร้างชุมชนที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืน โดยเน้นย้ำการทำงานที่ต้องเห็นผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ในโอกาสนี้มีนายสยาม ศิริมงคล คณะผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน และเจ้าหน้าที่กรมการพัฒนาชุมชน ให้การต้อนรับและรับมอบนโยบายอย่างพร้อมเพรียง ทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค รวมทั้งสิ้น 5,204 คน

    การขับเคลื่อนงานตามนโยบายสำคัญครั้งนี้ ประกอบด้วย 4 นโยบายหลักที่สำคัญ ดังนี้:

    1. ขับเคลื่อนภารกิจด้วยงบประมาณที่เน้นผลสัมฤทธิ์ มุ่งเน้นการบริหารจัดการงบประมาณให้มีประสิทธิภาพสูงสุดโดยให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล 10 พลัส โดยทุกโครงการต้องสามารถวัดผลสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรมและตอบโจทย์ความต้องการของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ

    2. พัฒนาเครือข่ายและใช้ข้อมูลพัฒนางาน พัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยในการทำงานได้อย่างรวดเร็ว และบริหารกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี โดยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการกองทุน ลดหนี้ค้างชำระอย่างเป็นระบบ และพัฒนาเครื่องมือช่วยลดภาระในการติดตามหนี้

    3. ยกระดับ OTOP ครบวงจรสู่สากล มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ OTOP ใน 4 มิติให้ดียิ่งขึ้น ได้แก่ การผลิต การตลาด การบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยี และการบริหารการเงิน โดยเร่งส่งเสริมการเติบโตของตลาดออนไลน์และโมเดิร์นเทรด ปรับภาพลักษณ์ (Rebranding)ให้ทันสมัย และบูรณาการความร่วมมือ: ประสานงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อยกระดับสินค้าไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และขอให้มีผลิตภัณฑ์ OTOP เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย

    4. เพิ่มสมรรถนะและขวัญกำลังใจบุคลากร กำลังใจของผู้ทำงานเป็นสิ่งสำคัญ พัฒนาบุคลากรและเครือข่ายการพัฒนาชุมชน การ Reskill Upskill เนื้อหาการอบรมให้เป็นมิติที่หลากหลาย

    นายพลพีร์ระบุทิ้งท้ายว่า ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่เข้าร่วมการประชุมในวันนี้ ที่พร้อมจะขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล และจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้กรมการพัฒนาชุมชนสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและสร้างความมั่นคงมั่งคั่งให้แก่เศรษฐกิจฐานรากของประเทศได้อย่างยั่งยืน

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/352159&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Yo7CnzeTuUisg4E4-9Kjp