Blog

  • จับตาประชุม ครม. เศรษฐกิจ 27 เม.ย. นี้ ชี้ชะตาแผนกู้เงิน 5 แสนล้านบาท

    จับตาประชุม ครม. เศรษฐกิจ 27 เม.ย. นี้ ชี้ชะตาแผนกู้เงิน 5 แสนล้านบาท

    เส้นทางจัดสรรงบประมาณและการกู้เงิน

    การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจในวันที่ 27 เมษายน 2569 ถือเป็น “จุดตัดสำคัญ” ของรัฐบาลอนุทิน2 ในการวางรากฐานการคลัง โดยมีวาระสำคัญคือการจัดลำดับความสำคัญของแหล่งเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งพิจารณาตัดลดงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ในส่วนที่ไม่จำเป็น เช่น งบดูงาน การเดินทาง และการก่อสร้างอาคารใหม่ เพื่อนำเม็ดเงินมาหมุนเวียนช่วยเหลือประชาชน นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้ประเมินวงเงินจากการโอนงบประมาณรายจ่ายปี 2569 เพื่อสรุปตัวเลขที่ชัดเจนก่อนพิจารณาทางเลือกอื่น

    ส่วนของกระแสข่าวการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 5 แสนล้านบาท นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ชี้แจงข้อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ว่าสามารถทำได้หากมีกรณีฉุกเฉินและจำเป็นเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ออกมาปฏิเสธว่ายังไม่มีมติดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นเพียงการอธิบายในเชิงหลักการกฎหมายเท่านั้น ซึ่งที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจครั้งนี้ จะเป็นเวทีตัดสินใจว่ารัฐบาลจะเลือกใช้ช่องทางใดในการบริหารจัดการงบประมาณ เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังน้อยที่สุด

    มุมมองและข้อกังวลต่อเพดานหนี้

    ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องวินัยการเงินการคลัง หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่าหากมีการกู้เงินเพิ่ม 5 แสนล้านบาท อาจส่งผลให้หนี้สาธารณะพุ่งชนเพดานเดิมที่ 70% ของ GDP ซึ่งอาจนำไปสู่การขยายเพดานหนี้เป็น 75% หรือ 80% ในอนาคต ฝ่ายคัดค้านมองว่าการออก พ.ร.ก. เป็นการเลี่ยงการตรวจสอบจากสภาผู้แทนราษฎร ต่างจากกระบวนการของ พ.ร.บ. งบประมาณปกติ

    ขณะที่ ดร.รุ่งเรือง ทิพยศิริ นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ให้ความเห็นว่า “การขยายเพดานหนี้อาจเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ แต่รัฐบาลควรเน้นการสนับสนุนภาคการผลิตและการสร้างงาน มากกว่าการใช้จ่ายผ่านนโยบายประชานิยมเพียงอย่างเดียว”

    นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) 10% ที่ตกเป็นที่สนใจ โดยข้อเท็จจริงระบุว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเพียงผลการศึกษาของกรรมาธิการวุฒิสภาเท่านั้น ไม่ใช่ข้อเสนอของรัฐบาลแต่อย่างใด ความหลากหลายของมุมมองนี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลกำลังเผชิญกับโจทย์ใหญ่ในการชั่งน้ำหนักระหว่างความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น กับภาระหนี้สาธารณะที่จะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว

    การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ จะเป็นกุญแจสำคัญที่บ่งชี้ว่า รัฐบาลจะมุ่งเน้นไปที่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ หรือการเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน หากรัฐบาลตัดสินใจใช้การกู้เงิน จะต้องเผชิญกับโจทย์หินเรื่องความเชื่อมั่นต่อวินัยการคลัง และการตีความความจำเป็นเร่งด่วนตามเงื่อนไขกฎหมาย ในทางกลับกัน หากเน้นการบริหารจัดการงบประมาณปกติ ก็อาจต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านเม็ดเงินลงทุน

    แนวโน้มในอนาคตจึงขึ้นอยู่กับการจัดสรรงบประมาณปี 2569 และ 2570 ที่ต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้ หากรัฐบาลสามารถนำเสนอแผนการใช้เงินที่มุ่งเน้นการสร้างรายได้และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ (Transition) เช่น การลดการพึ่งพาพลังงานจากฟอสซิลได้สำเร็จ ย่อมจะลดแรงต้านจากภาคสังคมและสร้างเสถียรภาพทางการเงินในระยะยาวได้มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/741279&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DzEHWMaCR3ocP8D7herCN

  • สกุณาซ่อนรัก ฟิล์ม-เทศน์-เพิร์ธ พลิกบทบาทสุดแซ่บ เริ่ม 27 เม.ย. นี้ – Dodeden.com

    สกุณาซ่อนรัก ฟิล์ม-เทศน์-เพิร์ธ พลิกบทบาทสุดแซ่บ เริ่ม 27 เม.ย. นี้ – Dodeden.com

    ช่องวัน31 ส่งซีรีส์โรแมนซ์แห่งปี “สกุณาซ่อนรัก” ดึง 2 พระเอก ฟิล์ม ธนภัทร และ เทศน์ ไมรอน ประชันฝีมือเดือด แย่งชิงหัวใจ เพิร์ธ วีริณฐ์ศรา.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://dodeden.com/sakuna-son-rak-one31-film-tate-perth/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xHfesoUAnhI2k4vicrel-

  • ‘ฟาร์มเฮ้าส์’ งัดยุทธการประหยัดต้นทุน ปรับเป้ายอดขาย ‘ไม่ขึ้นราคาสินค้า’ – กรุงเทพธุรกิจ

    ‘ฟาร์มเฮ้าส์’ งัดยุทธการประหยัดต้นทุน ปรับเป้ายอดขาย ‘ไม่ขึ้นราคาสินค้า’ – กรุงเทพธุรกิจ

    กว่า 1 เดือนของการสู้รบในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อ “ต้นทุนการผลิตสินค้า” ถ้วนหน้า; “ฟาร์มเฮ้าส์” เผยทันทีที่น้ำมันในตลาดโลกพุ่ง ราคาฟิล์มปรับเพิ่มทันควัน บ้างขึ้นราคา 30% …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1230616&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1SjBMiNnJJD804dA7NS9mY

  • สงครามสาดพิษน้ำมันแพง ‘แอตต้า’ ชี้เที่ยวบินจีนเข้าไทยลดลง 30% คาดหยุดยาว ‘วันแรงงาน’ ไม่คึกคัก

    สงครามสาดพิษน้ำมันแพง ‘แอตต้า’ ชี้เที่ยวบินจีนเข้าไทยลดลง 30% คาดหยุดยาว ‘วันแรงงาน’ ไม่คึกคัก

    ‘แอตต้า’ (ATTA) ประเมิน ‘เที่ยวบินจีน’ เข้าไทยลดลง 30% หลังสงครามตะวันออกกลางสาดพิษน้ำมันแพง ทุบสายการบินกระอักต้นทุนพุ่ง สะเทือนตลาด ‘นักท่องเที่ยวจีน’ ซึ่งกำลังฟื้นตัวดี เดิมเป็นความหวังชดเชยการหายไปของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง และยุโรปในช่วงโลว์ซีซัน คาดช่วงหยุดยาว ‘วันแรงงาน’ การเดินทางทรงตัว ไม่คึกคักอย่างที่หวังไว้

    นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) กล่าวว่า สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางส่งผลกระทบให้ “สายการบินจีน” บางสายทยอยปรับลดเที่ยวบินระหว่างประเทศในช่วงตารางบินฤดูร้อนของปี 2569 จากปัจจัยราคาน้ำมันแพงขึ้นส่งผลกระทบต่อต้นทุนโดยตรง ทำให้ประเทศไทยซึ่งมีฐานลูกค้านักท่องเที่ยวจีนเป็นหลักได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

    “เดิมคาดการณ์ว่าเที่ยวบินจากจีนเข้าไทยจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามดีมานด์การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีน แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันคาดว่าปริมาณเที่ยวบินเส้นทางไทย-จีน น่าจะปรับลดลง 30% เทียบกับช่วงปกติ”

    ความไม่แน่นอนจากสงครามตะวันออกกลางนับเป็นสถานการณ์ที่ภาคเอกชนท่องเที่ยวต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพรวมอุตสาหกรรมการบิน และการท่องเที่ยวในตอนนี้ ทำให้ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิเที่ยวบินเช่าเหมาลำ (Charter Flight) ต้องเผชิญกับภาวะต้นทุนพุ่งสูงขึ้นจนไม่กล้าแบกรับความเสี่ยงในการวางแผนธุรกิจระยะยาว 

    “ตอนนี้ผู้ประกอบการที่ทำชาร์เตอร์ไฟลต์มองภาพได้แค่ 1 เดือนล่วงหน้าเท่านั้น เพราะสถานการณ์ตอนนี้ไม่มีความแน่นอนเลย วางแผนระยะยาวได้ยากมาก เนื่องจากต้นทุนต่างๆ อาจดีดตัวขึ้นเป็นเท่าตัวได้ทุกเมื่อ หากสถานการณ์ยังไม่นิ่ง อาจเห็นการชะลอตัวของการขับรถเที่ยวจากกลุ่มตลาดอาเซียนด้วย เพราะนักท่องเที่ยวจำเป็นต้องจำกัดค่าน้ำมัน ส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยวมากขึ้น”

    สำหรับเทศกาลหยุดยาววันแรงงานของประเทศจีน ตั้งแต่วันที่ 1-5 พ.ค.2569 ตามปกติควรจะมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 30% แต่ในปีนี้กลับพบว่ายอดการเดินทางยังคงอยู่ในระดับปกติ ไม่ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างที่คาดการณ์ไว้ 

    “พฤติกรรมการเดินทางส่วนใหญ่ของนักท่องเที่ยวจีนในตอนนี้เปลี่ยนเป็นเดินทางด้วยตัวเอง (F.I.T.) มากกว่ามาเป็นกรุ๊ปทัวร์ (G.I.T.) ขนาดใหญ่ ซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น คาดว่าหลังผ่านพ้นช่วงหยุดยาววันแรงงานไปแล้ว ภาพรวมของตลาดนักท่องเที่ยวจีจะมีความชัดเจนมากขึ้นว่าจะเป็นไปในทิศทางใด โดยเฉพาะในช่วงหลังเดือนมิ.ย. เป็นต้นไป” นายธนพล กล่าว

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/1230617&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lXXA-BKfhxvhQFIFC_NWJ

  • แฉพฤติกรรมแย่ ๆ พนักงานเทขยะลงแม่น้ำ แหล่งท่องเที่ยวดัง

    แฉพฤติกรรมแย่ ๆ พนักงานเทขยะลงแม่น้ำ แหล่งท่องเที่ยวดัง

    แฉพฤติกรรมแย่ ๆ พนักงานเทขยะลงแม่น้ำ แหล่งท่องเที่ยวดัง

    access_time21 เม.ย. 2569 เวลา 16:07:00

    358 Views

                  ผู้ใช้ TikTok @poolom_nawiang แฉพฤติกรรมแย่ ๆ ของพนักงานสถานประกอบการท่องเที่ยวแห่งหนึ่ง ที่น้ำตก จ.นครนายก ได้เอาขยะมาเททิ้งลงแม่น้ำแบบไม่แคร์สายตาใคร แหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามแทนที่จะช่วยกันรักษาดูแลแต่กลับทำลายแบบนี้ บันทึกเหตุการณ์วันที่ 20 เม.ย. 69

    บทความที่เกี่ยวข้องกับวิดีโอ

    เรื่องที่คุณอาจสนใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/video/48533&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n7McgRjKPlyD-RpBLuB9R

  • อนุทิน‘ ปลื้ม ’Moody’s’ ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยมีเสถีรภาพ ขยับไทยเข้า Top25 ประเทศน่าลงทุน

    อนุทิน‘ ปลื้ม ’Moody’s’ ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยมีเสถีรภาพ ขยับไทยเข้า Top25 ประเทศน่าลงทุน

    อนุทิน‘ ปลื้ม ’Moody’s’ ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยเป็น ’มีเสถียรภาพ‘ พร้อมคงอันดับเรตติ้ง Baa1 เผยไทยกลับเข้าสู่ Top 25 ประเทศน่าลงทุน (Top25 FDICI) อีกครั้งในรอบ 2 ปี สะท้อนความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทยเพิ่มขึ้น

    วันนี้ (วันพุธที่ 22 เมษายน 2569) นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แสดงความยินดีต่อกรณีที่ Moody’s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” และคงอันดับความน่าเชื่อถือไว้ที่ระดับ Baa1 สะท้อนความเชื่อมั่นต่อพื้นฐานเศรษฐกิจไทยและทิศทางนโยบายของรัฐบาล

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การปรับมุมมองดังกล่าวมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเสถียรภาพทางการเมืองและความต่อเนื่องของนโยบายช่วยลดความไม่แน่นอน และเอื้อต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจในระยะยาว

    นอกจากนี้ การลงทุนภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง จากมาตรการส่งเสริมของรัฐบาล อาทิ Thailand Fast Pass ซึ่งช่วยสนับสนุนการจ้างงานและการเติบโตในอนาคต แม้ระดับหนี้ภาครัฐมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และไม่กระทบต่อเสถียรภาพโดยรวม อีกทั้งประเทศไทยยังมีฐานะการเงินระหว่างประเทศที่เข้มแข็ง และมีเงินสำรองเพียงพอรองรับความผันผวนจากเศรษฐกิจโลก

    ขณะเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศประจำปี 2569 (The 2026 Kearney FDI Confidence Index: FDICI) ระบุว่า ประเทศไทยกลับเข้าสู่ 25 อันดับแรกของโลกได้อีกครั้ง หลังจากไม่ติดอันดับต่อเนื่อง 2 ปี (2567–2568) นับจากปี 2566 สะท้อนว่าประเทศไทยกลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนต่างชาติ

    ทั้งนี้ เป็นผลจากนโยบายส่งเสริมการลงทุนของรัฐบาลที่มุ่งเป้าอย่างชัดเจน ผ่านการขยายสิทธิประโยชน์ของ BOI ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ Data Center ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด ควบคู่กับการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ

    การที่ Moody’s ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยเป็น “มีเสถียรภาพ” ควบคู่กับการที่ประเทศไทยกลับเข้าสู่ 25 อันดับแรกของโลกในดัชนีความเชื่อมั่นด้านการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDICI) สะท้อนให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทยกำลังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติของเสถียรภาพเศรษฐกิจและทิศทางนโยบายภาครัฐ ซึ่งจะเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการดึงดูดการลงทุนใหม่ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะต่อไป

    นายกรัฐมนตรี เน้นย้ำว่า รัฐบาลจะเดินหน้าดูแลผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิดในระยะปัจจุบัน ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเร่งวางรากฐานเพื่อยกระดับศักยภาพประเทศ มุ่งสู่การเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะกลางและระยะยาว ตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1230636&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BMJN78AfbL0UUS7S1RpSq

  • คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : หวั่นเศรษฐกิจไทยเดินเข้าสู่ภาวะ

    คอลัมน์โลกธุรกิจ – หมุนตามทุน : หวั่นเศรษฐกิจไทยเดินเข้าสู่ภาวะ

    ** สงครามระหว่างอิหร่าน อิสราเอล และสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อเกินคาดกำลังสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลกอย่างต่อเนื่อง KKP Research ประเมินว่าความเสี่ยงเศรษฐกิจที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือภาวะ “Stagflation” หรือสภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับเงินเฟ้อที่พุ่งสูง คล้ายกับวิกฤตการณ์ในช่วงทศวรรษ 1970 ในฐานะที่ไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค และพึ่งพารายได้จากภาคท่องเที่ยวในสัดส่วนสูง ไทยมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงกว่าหลายประเทศ KKP Research จึงปรับลดประมาณการ GDP ปี 2569 ในกรณีฐานลงเหลือ 1.3% จากเดิม 1.8% และปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อทั่วไปเป็น 3.0% จากเดิม 0.2% ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยที่ 92.5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    KKP Research ประเมิน 3 ฉากทัศน์ผลกระทบจากสงคราม ดังนี้ 1.กรณีฐาน (Base Case): คาดสงครามคลี่คลายใน 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า ราคาน้ำมันดิบ Brent เฉลี่ยทั้งปี 2569 จะอยู่ที่ 92.5 ดอลลาร์/บาร์เรล ก่อนจะปรับลงต่ำกว่า 70 ดอลลาร์/บาร์เรลภายในสิ้นปี 2570  2.กรณีคลี่คลายเร็ว (โอกาสเกิดน้อย): ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยที่ 77.5 ดอลลาร์/บาร์เรล ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะมีไม่มากและใกล้เคียงกับที่เคยประเมินไว้  3.กรณีรุนแรง : ราคาน้ำมันเฉลี่ยอาจสูงถึง 130 ดอลลาร์/บาร์เรล และพุ่งทะลุจุดสูงสุดเกิน 150 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวรุนแรงและมีความเสี่ยงสูงที่จะเข้าสู่ ภาวะถดถอย (Recession)

    ทั้งนี้ ความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยไม่ได้จำกัดอยู่แค่การนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซ LNG เพราะเส้นทางขนส่งตะวันออกกลางยังมีผลต่อ การขาดแคลนปุ๋ย (กระทบผลผลิตการเกษตร), วัตถุดิบปิโตรเคมี (กระทบภาคอุตสาหกรรมพลาสติกและสิ่งทอ) และ ฮีเลียม (จำเป็นต่อการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ของโลก)

    เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันแตกต่างจากช่วงหลังโควิดปี 2565 อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ปี 2565 ยังมีอุปสงค์คงค้าง (Pent-up demand) เป็นตัวรองรับ วันนี้พื้นฐานทางการเงินของครัวเรือนอ่อนแอลงมาก และต้องรับมือกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูงผ่าน 4 ช่องทางพร้อมกัน: 1.ภาคการท่องเที่ยวซบเซา: ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและความเชื่อมั่นที่ลดลง ทำให้ KKP Research ปรับลดคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2569 ลงเหลือ 31.2 ล้านคน (จากเดิม 35.1 ล้านคน) ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่อธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก และการขนส่ง

    2.  การส่งออกเผชิญแรงกดดัน: จากต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น, อุปสงค์ต่างประเทศที่อ่อนแอลงในตลาดคู่ค้าหลัก (สหรัฐฯ จีน ยุโรป ญี่ปุ่น) และความเสี่ยงจากการสอบสวนตามมาตรา 301 ของสหรัฐฯ  3 กำลังซื้อครัวเรือนหดตัว: ราคาพลังงาน (คิดเป็น 14% ของตะกร้าการบริโภค) ที่พุ่งสูงขึ้นจากการลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล จะกดดันกำลังซื้ออย่างหนัก โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย 4.หนี้สาธารณะจ่อทะลุเพดาน: รัฐบาลมีพื้นที่ทางนโยบายการคลังจำกัด การเติบโตของ GDP ที่ต่ำลงและการอุดหนุนเพื่อลดภาระประชาชน อาจดันให้อัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ทะลุเพดาน 70% เร็วขึ้น

    แม้ในภาวะ Stagflation ธนาคารกลางทั่วโลกมักตัดสินใจลำบาก แต่ KKP Research ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะดำเนินนโยบายไปในทางผ่อนคลายมากกว่าการขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากบริบทเงินเฟ้อของไทยเพิ่งพ้นจากภาวะติดลบ ประกอบกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อพุ่งสูงต่อเนื่องมีน้อยกว่าในปี 2565  คาดว่า กนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง และมีโอกาส ปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมลงสู่ระดับ 0.75% ในการประชุมรอบสุดท้ายของปี 2569 เพื่อพยุงกำลังซื้อที่อ่อนแอ ก่อนจะปรับขึ้นกลับสู่ 1.0% ในปี 2570

    ** KKP Research **

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/columnist/66152&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2w2t_njyBlqtj1cyBrAKSU

  • ‘เอกนิติ’ แจ้งข่าวดี ‘มูดี้ส์’ ขยับOutlookไทย ชี้การเมืองนิ่ง-ปลดล็อกภาษีสหรัฐฯหนุน!

    ‘เอกนิติ’ แจ้งข่าวดี ‘มูดี้ส์’ ขยับOutlookไทย ชี้การเมืองนิ่ง-ปลดล็อกภาษีสหรัฐฯหนุน!

    ไทยคืนฟอร์ม! ‘เอกนิติ’ แจ้งข่าวดีบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ‘มูดี้ส์’ ขยับ Outlook ไทยเป็น ‘มีเสถียรภาพ’ จากระดับเดิมที่ ‘เชิงลบ’ ชี้รัฐบาลมีเสถียรภาพช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมือง การันตีความต่อเนื่องของนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ ชมเปาะไทยปลดล็อกเจรจาภาษีสหรัฐฯ ฉลุยหนุน พร้อมมองวิกฤติพลังงานโลกกดดันเศรษฐกิจแต่ยังอยู่ในกรอบ

    21 เม.ย. 2569 – นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ‘มูดี้ส์ (Moody’s)’ ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ ‘เชิงลบ (Negative Outlook)’ เป็นระดับ ‘มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)’ และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1 โดยการปรับมุมมองในครั้งนี้สะท้อนถึงการปรับดีขึ้นของสมดุลความเสี่ยง (Balance of Risks) ต่อเศรษฐกิจไทย และความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

    โดย มูดี้ส์ มองว่า เสถียรภาพของรัฐบาลช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เคยเป็นปัจจัยลบของเศรษฐกิจไทย และสนับสนุนความต่อเนื่องของนโยบายที่มีแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่อย่างชัดเจน โดยในระยะข้างหน้า หากรัฐบาลสามารถดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างได้ตามแผน อาทิ การปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความยืดหยุ่นและเอื้อต่อการประกอบธุรกิจมากขึ้น รวมถึงการเปิดเสรีตลาดพลังงานเพื่อเพิ่มการแข่งขันและส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชน จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และเอื้อให้ฐานะการคลังทยอยปรับตัวดีขึ้นต่อไป

    ทั้งนี้ การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยเกิดจากการคลี่คลายของความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ลดลงภายหลังการเจรจา ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรต่อสินค้าไทยถูกปรับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศในภูมิภาค นอกจากนี้ แม้ว่าวิกฤตราคาพลังงานโลกจะเพิ่มแรงกดดันให้กับเศรษฐกิจไทยและอาจส่งผลต่อภาระหนี้ของรัฐบาล แต่ระดับความเสี่ยงดังกล่าวยังคงอยู่ในกรอบที่เทียบเคียงได้กับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน (Peers)

    ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการดำเนินมาตรการสนับสนุนของภาครัฐอย่าง Thailand Fast Pass ซึ่งมีส่วนช่วยให้การลงทุนภาคเอกชนเร่งตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา โดยการลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างศักยภาพการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมาถูกมองเป็นจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทย 

    สำหรับหนี้ภาครัฐบาลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (Government Debt to GDP) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 60% ในปีงบประมาณ 2569 และ 62% ในปีงบประมาณ 2571 อันเป็นผลจากการดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในระดับที่ดี โดยมีตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ในประเทศที่มีความลึก สามารถรองรับการระดมทุนของภาครัฐได้ในทุกวัฏจักรเศรษฐกิจ อีกทั้งโครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาท และมีอายุเฉลี่ยของหนี้ค่อนข้างยาว ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการบริหารจัดการภาระหนี้ ทั้งนี้ สัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐบาล (Interest Payment to Government Revenue) คาดว่าจะอยู่ที่ 6% ในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ากลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน

    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังคงมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่งและมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง โดย ณ เดือน มี.ค. 2569 มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 23.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสามารถรองรับการนำเข้าสินค้าและบริการได้มากถึง 7 เดือน ขณะเดียวกัน สัดส่วนหนี้ที่จะครบกำหนดในระยะสั้นและระยะยาวต่อเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ คาดว่าอยู่ที่ประมาณ 45% ถึง 50% ในปี 2569 ซึ่งเป็นระดับที่เพียงพอกับการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก

    อย่างไรก็ดี ปัจจัยสำคัญที่ มูดี้ส์จะติดตามสำหรับการพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ได้แก่ ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน ความคืบหน้าของการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ตลอดจนการบริหารจัดการทางการคลังและภาระหนี้ของรัฐบาล

    “จากผลการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ใช้มาตรการทางการคลังแบบมุ่งเป้า (Targeted Fiscal Support) เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น ควบคู่กับการเร่งการลงทุน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการยกระดับผลิตภาพ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว และในระยะต่อไป บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของนโยบาย และผลลัพธ์จากการดำเนินนโยบาย (Policy Execution) เป็นหลัก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินแนวโน้มความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในอนาคต” นายเอกนิติ ระบุ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/983496/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PwSQW7V72FOKoMzSusQTY

  • ‘ภราดร’เผยคนละครึ่งพลัส ยังไม่เข้า ครม. เหตุยังไม่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ

    ‘ภราดร’เผยคนละครึ่งพลัส ยังไม่เข้า ครม. เหตุยังไม่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ

    “ภราดร” เผยคนละครึ่งพลัส ยังไม่เข้า ครม. สัปดาห์นี้ เหตุยังไม่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ เพราะ รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องติดงานต่างประเทศ ยืนยันมีงบนำมาใช้แน่นอน มั่นใจรัฐบาลบริหารจัดการได้

    วันที่ 21 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงบประมาณ กล่าวถึงโครงการ “รถเก่าแลกรถใหม่” ตามนโยบายรัฐบาล เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานสะอาด คาดว่าจะเข้าที่ประชุม ครม. วันนี้หรือไม่ว่า ยังไม่มี เนื่องจากกระทรวงการคลังกำลังดูรายละเอียดในเรื่องนี้อยู่

    ส่วนการดูแลค่าไฟ ให้กับกลุ่มเปราะบาง จะมีการพิจารณาหรือไม่ไม่นั้น นายภราดร เผยว่า ความจริงในเรื่องนี้จะมีการจัดทำเป็นขั้นบันได ซึ่งผู้ที่ใช้ไฟน้อยปกติจ่ายอยู่ที่ราว 2 บาทกว่าต่อหน่วย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจจะมีการปรับเกณฑ์บันไดค่าไฟใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเดือนมิถุนายนนี้ เพราะมาตรการเดิมจะสิ้นสุดในเดือนพฤษภา 

    พร้อมกันนี้ นายภราดร ยังชี้แจงกรณีโครงการ คนละครึ่งพลัส ยังไม่เข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในวันนี้ เนื่องจากยังไม่ได้มีการประชุม ครม.เศรษฐกิจ เพราะ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ จึงมีการขยับการประชุม ครม.เศรษฐกิจ ออกไป

    ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวว่างบประมาณมีไม่มี รัฐบริหารจัดการได้ เพราะมีหลายช่องทางที่สามารถทำได้ ทั้งการออกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ ซึ่งจะดำเนินการอย่างแน่นอน รวมถึงงบกลางฉุกเฉินบางส่วน ก็ยังนำไปใช้ได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/politics/1230464&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2x6mIPaeTfOHF-HH9Enf5h

  • ขยายระยะเวลารับสมัคร ตำแหน่ง นักวิจัยการตลาดและอุตสาหกรรมสื่ออาวุโส – ไทยพีบีเอส

    ขยายระยะเวลารับสมัคร ตำแหน่ง นักวิจัยการตลาดและอุตสาหกรรมสื่ออาวุโส – ไทยพีบีเอส

    ขยายระยะเวลารับสมัคร ตำแหน่ง นักวิจัยการตลาดและอุตสาหกรรมสื่ออาวุโส

    ลงประกาศวันที่ 22 เม.ย. 69

    ระยะเวลารับสมัคร

    22 เมษายน – 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

    วุฒิการศึกษา

    • จบการศึกษาระดับปริญญาตรี หรือ ปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ/การตลาด นิเทศศาสตร์/วารสารศาสตร์ และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำความเข้าใจผู้บริโภคเพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้คน หรือสาขาอื่นๆ ที่ ส.ส.ท. พิจารณาว่าเหมาะสม

    ประสบการณ์ทำงาน

    1. มีประสบการณ์ทำงานด้านวิจัยการตลาดและอุตสาหกรรมสื่อ หรืองานที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป
    2. มีประสบการณ์ในการปฏิบัติงานด้านการวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค (Marketing Research)
    3. มีประสบการณ์ทำงานอย่างน้อย 5 ปีขึ้นไป

    คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง

    1. มีความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถด้านการวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค (Marketing Research)
    2. มีความยืดหยุ่น เปิดกว้างกับโจทย์เชิงทดลองและโจทย์การทำงานสื่อที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Resilience)
    3. มีความสามารถในการวิเคราะห์ วิพากษ์ข้อมูล (Critical Thinking)
    4. มีความรับผิดชอบ สามารถในการบริหารจัดการตนเอง อย่างมีวุฒิภาวะ (Independence & Maturity)
    5. มีความรู้ ความเข้าใจ และใช้งานสถิติขั้นพื้นฐาน เช่น ร้อยละ ค่าเฉลี่ย เป็นต้น
    6. รู้จักและติดตามผลงาน เนื้อหาของไทยพีบีเอส และแบรนด์ในเครือ รวมถึงมีความสนใจเปิดรับเนื้อหาในสื่ออย่างหลากหลาย โดยเฉพาะเนื้อหาและรูปแบบที่สามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ (Media Habits)

    หน้าที่ความรับผิดชอบ

    1.ศึกษาและวิเคราะห์การนำเสนอเนื้อหาและการแข่งขันของแบรนด์สื่อ (เน้นสื่อทีวี)

    • วิเคราะห์การนำเสนอเนื้อหา และรูปแบบรายการ
    • สรุปข้อค้นพบจากการวิเคราะห์เนื้อหาร่วมกับสถิติการรับชมที่เกี่ยวข้อง ประสานงานกับส่วนงานที่เกี่ยวข้องในการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ และตรวจสอบในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยง

    2.ประเมินคุณภาพและคุณค่าของรายการ

    • ออกแบบแนวทางการประเมิน รวมถึงพัฒนาตัวชี้วัด ให้สอดคล้องกับรายการ
    • ดำเนินกระบวนการประเมิน ด้วยการคัดเลือกรายการ และนำส่งลิ้งก์ออนไลน์ให้กับกรรมการผู้เชี่ยวชาญ
    • สรุปผลการประเมินประสานและสนับสนุนงานตามนโยบายและยุทธศาสตร์องค์การ

    3.ศึกษาและวิเคราะห์ผู้ชม ผู้ใช้งานสื่อที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ด้วยกระบวนการเชิงคุณภาพ

    • สนับสนุนการจัดกระบวนการศึกษาและวิเคราะห์ผู้ชม ผู้ใช้งานสื่อที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ด้วยกระบวนการเชิงคุณภาพ
    • สรุปประเด็นสำคัญจากการศึกษา เพื่อนำไปสื่อสาร หรือเผยแพร่ได้ทั้งภายในและภายนอกองค์กร

    4.บริหารจัดการโครงการวิจัย

    • บริหารจัดการโครงการวิจัย ให้คำแนะนำ และประสานความร่วมมือกับทีมวิจัย ให้สามารถดำเนินการวิจัย ผลิตเอกสารวิชาการ และเผยแพร่ทั้งภายในและนอกองค์กร

    สมัครทางออนไลน์

    ผู้ที่สนใจสามารถนำส่งประวัติส่วนตัว พร้อมหลักฐานการสมัครงาน ได้ที่ : www.thaipbs.or.th/Career 

    ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับคัดเลือก

    www.thaipbs.or.th/JOB

    ………………………………………………………………..
    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

    ฝ่ายความเชี่ยวชาญด้านทรัพยากรมนุษย์ สำนักทรัพยากรมนุษย์
    โทรศัพท์ : 0-2790-2206
    ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 09.00 – 18.00 น. เว้นวันหยุดราชการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/org/careers/opening/50141-2/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2O3xCNRPdDYcqbt1bvl0Rr