Blog

  • สวนนงนุชพัทยาจัดพิธีเปลี่ยน “ธงมนตรา” ปีละ 2 ครั้ง เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวใหม่ สะท้อนศรัทธาและความงดงามแห่งธรรมชาติ | TOPNEWS

    สวนนงนุชพัทยาจัดพิธีเปลี่ยน “ธงมนตรา” ปีละ 2 ครั้ง เปิดประสบการณ์ท่องเที่ยวใหม่ สะท้อนศรัทธาและความงดงามแห่งธรรมชาติ | TOPNEWS

    วันที่ 22 เมษายน 2569 ณ สวนนงนุชพัทยา ได้จัดพิธีเปลี่ยนธงมนตรา จำนวน 9 ต้น ในเวลา 09.00 น. สร้างบรรยากาศแปลกใหม่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส “พิธีกรรมที่มีชีวิต” ซึ่งจัดขึ้นเพียงปีละ 2 ครั้งเท่านั้น

    โดย กัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เป็นประธานในพิธี พร้อมคณะผู้บริหารร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง และได้นิมนต์ พระครูเกษมกิจโสภณ พร้อมพระสงฆ์รวม 9 รูป ประกอบพิธีเจิมแป้ง ปิดทอง และประพรมน้ำพระพุทธมนต์แก่ธงมนตราทั้ง 9 ผืน ท่ามกลางความสนใจของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

    “ธงมนตรา” เป็นผืนผ้าที่จารึกบทสวดภาวนา ตามความเชื่อของชาวพุทธในแถบ เนปาล ทิเบต และ ภูฏาน โดยเชื่อว่าเมื่อสายลมพัดผ่าน จะนำพาคำอธิษฐานและพรดี ๆ แผ่กระจายออกไปสู่ทุกผู้คน กลายเป็นภาพบรรยากาศที่ทั้งสวยงามและเปี่ยมด้วยความหมาย จนกลายเป็นอีกหนึ่ง “ไฮไลต์ที่ต้องมาสัมผัสด้วยตาตนเอง”

    นอกจากนี้ สีทั้ง 5 บนผืนธงยังสะท้อนความเชื่อเรื่องสมดุลของธรรมชาติ ได้แก่ สีแดงแทนธาตุไฟ สีน้ำเงินแทนธาตุน้ำ สีเขียวแทนไม้ สีขาวแทนโลหะ และสีเหลืองแทนดิน ซึ่งเมื่อปลิวไหวพร้อมกันในสายลม จะเกิดเป็นภาพที่งดงามและทรงพลัง เสมือนการผสานกันของธรรมชาติและศรัทธา

    พิธีเปลี่ยนธงมนตราจึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม แต่เป็นกิจกรรมที่ช่วยเติมสีสันให้การท่องเที่ยวไทย และตอกย้ำภาพลักษณ์ของ สวนนงนุชพัทยา ในฐานะจุดหมายปลายทางที่พร้อมมอบประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับนักท่องเที่ยวตลอดทั้งปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1554005&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0a-Aceb0AtpzhoPjicCHVL

  • อุทยานแห่งชาติเอราวัณ เปิดท่องเที่ยว-พักแรมได้ 22 เม.ย.นี้

    อุทยานแห่งชาติเอราวัณ เปิดท่องเที่ยว-พักแรมได้ 22 เม.ย.นี้

    วันที่ 22 เม.ย.69 เพจ อุทยานแห่งชาติเอราวัณ Erawan National Park โพสต์ข้อความระบุว่า อุทยานแห่งชาติเอราวัณ พิจารณาแล้ว ภาพรวมสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเอราวัณได้คลี่คลาย ปลอดภัย เข้าสู่ภาวะปกติแล้ว และเพื่อเป็นการป้องกันมิให้เกิดผลกระทบ

    เกิดความเสียหายต่อธุรกิจการท่องเที่ยวของประชาชนรอบอุทยานแห่งชาติและระบบเศรษฐกิจในท้องถิ่น

    จึงขอเปิดการท่องเที่ยวและพักแรมในอุทยานแห่งชาติเอราวัณ ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/142788&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sNfZ-pj4wgIoE9kNW-9F8

  • ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดลบ 253.99 จุด หุ้นไอทีฉุดตลาด

    ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดลบ 253.99 จุด หุ้นไอทีฉุดตลาด

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 เม.ย. 69)

    ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียเปิดตลาดในแดนลบวันนี้ (22 เม.ย.) ยุติการทำสถิติบวกขึ้น 3 วันทำการติดต่อกัน โดยมีแรงเทขายในหุ้นกลุ่มไอทีเป็นปัจจัยกดดันหลัก หลังบริษัท HCLTech รายงานผลประกอบการที่ซบเซาและเปิดเผยคาดการณ์รายได้ทั้งปีที่น่าผิดหวัง ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังคงจับตาแนวโน้มการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน หลังรัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศขยายเวลาหยุดยิง

    ดัชนี Sensex เปิดตลาดที่ระดับ 79,019.34 จุด ลดลง 253.99 จุด หรือ -0.32%

    หุ้น 14 กลุ่มจาก 16 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักเปิดลบ นำโดยดัชนีหุ้นกลุ่มไอทีที่ดิ่งลงถึง 2.1% ส่วนดัชนีหุ้นขนาดเล็กและดัชนีหุ้นขนาดกลางซื้อขายทรงตัว

    ด้านสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แถลงเมื่อวันอังคาร (21 เม.ย.) ว่า จะขยายเวลาหยุดยิงกับอิหร่านออกไปอย่างไม่มีกำหนด เพื่อเปิดทางสำหรับการเจรจาสันติภาพเพิ่มเติม อย่างไรก็ดี จนถึงขณะนี้ยังไม่แน่ชัดว่าอิหร่าน รวมถึงอิสราเอลซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ จะยอมรับข้อตกลงดังกล่าวหรือไม่ หลังสงครามยืดเยื้อมานานถึง 2 เดือน

    นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ยังระบุด้วยว่าจะยังคงคำสั่งให้กองทัพเรือสหรัฐฯ ปิดล้อมเส้นทางเดินเรือพาณิชย์ของอิหร่านต่อไป

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2026-IRFL0IQ5N4OIJJ5TXX442Z3S1AJQ54B8&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dfq1kfVRrrvNd3ycgJ6XR

  • ‘ใบเตย’ โต้ข่าว ‘ฟิล์ม’ จ่ายค่าเทอมลูกให้ ยัน แค่โทรหา ปรึกษาเรื่องขายรถ เอาเงินมาจ่ายค่าเรียน

    ‘ใบเตย’ โต้ข่าว ‘ฟิล์ม’ จ่ายค่าเทอมลูกให้ ยัน แค่โทรหา ปรึกษาเรื่องขายรถ เอาเงินมาจ่ายค่าเรียน

    วิดีโอ>Thairath News – ข่าวไทยรัฐ>News Update. ‘ใบเตย’ โต้ข่าว ‘ฟิล์ม‘ จ่ายค่าเทอมลูกให้ ยัน แค่โทรหา …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/video/news-update/1182918&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw26f0pOQsc86DmU8XB8L4JX

  • อุ๊ย ! อี๊ด โปงลาง โพสต์คลิปรวมศิษย์ RS แต่ทำหลุดโฟกัสชอตใกล้ชิด ใบเตย – ฟิล์ม – ผู้หญิง

    อุ๊ย ! อี๊ด โปงลาง โพสต์คลิปรวมศิษย์ RS แต่ทำหลุดโฟกัสชอตใกล้ชิด ใบเตย – ฟิล์ม – ผู้หญิง

    อี๊ด โปงลางสะออน โพสต์คลิปรวมศิษย์ RS แต่ทำคนหลุดโฟกัส ใบเตย อาร์สยาม – ฟิล์ม รัฐภูมิ ชอตนี้ใกล้ชิดกันมาก.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://women.kapook.com/gallery/300479&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ol9WLFOA99g6Ykt-POVxS

  • อุ๊ย ! อี๊ด โปงลาง โพสต์คลิปรวมศิษย์ RS แต่ทำหลุดโฟกัสชอตใกล้ชิด ใบเตย – ฟิล์ม – ผู้หญิง

    อุ๊ย ! อี๊ด โปงลาง โพสต์คลิปรวมศิษย์ RS แต่ทำหลุดโฟกัสชอตใกล้ชิด ใบเตย – ฟิล์ม – ผู้หญิง

    เล่นเอาหลายคนจับตามอง เมื่อล่าสุด (21 เมษายน 2569) อี๊ด โปงลางสะออน ได้ออกมาโพสต์คลิปโมเมนต์รวมตัวพี่น้องร่วมค่าย RS ในตำนาน ทั้ง ฟิล์ม รัฐภูมิ, ใบเตย อาร์สยาม, ลาล่า – ลูลู่ มารวม …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://women.kapook.com/view300479.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BK_OFr8jTahrXoCrlLqto

  • ‘ใบเตย’ โต้ข่าว ‘ฟิล์ม’ จ่ายค่าเทอมลูกให้ ยัน แค่โทรหา ปรึกษาเรื่องขายรถ เอาเงินมาจ่ายค่าเรียน

    ‘ใบเตย’ โต้ข่าว ‘ฟิล์ม’ จ่ายค่าเทอมลูกให้ ยัน แค่โทรหา ปรึกษาเรื่องขายรถ เอาเงินมาจ่ายค่าเรียน

    ‘ใบเตย’ โต้ข่าว ‘ฟิล์ม‘ จ่ายค่าเทอมลูกให้ ยัน แค่โทรหา ปรึกษาเรื่องขายรถ เอาเงินมาจ่ายค่าเรียน. 21 เม.ย. 2569 20:02 น. News Update. แชร์ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/video/news-update/1182924&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pIH8asT0DcKph115q5GU3

  • อนุทิน ประชุม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ทำงบฯ70 ยืนกรอบงบฯเดิม 3.788 ล้านล้าน

    อนุทิน ประชุม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ทำงบฯ70 ยืนกรอบงบฯเดิม 3.788 ล้านล้าน

    วันที่ 22 เมษายน 2569 เวลา 10.00 น. ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมพิจารณาพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ร่วมกับ 4 หน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงการคลัง (กค.) สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

    นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมการพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นไปตามพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 มาตรา 24 เพื่อเป็นการกำหนดนโยบายงบประมาณประจำปี ประมาณการรายได้ วงเงินงบประมาณรายจ่าย และวิธีการเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ โครงสร้างงบประมาณ รวมทั้งการกำหนดกรอบประมาณการรายจ่าย ประมาณการรายรับ และฐานะการคลังรัฐบาล เป็นการล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสามปี

    การพิจารณาทบทวนวงเงินงบประมาณในวันนี้ เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ ภายใต้สถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง ท่ามกลางการสู้รบที่เกิดขึ้นในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงาน และเศรษฐกิจทั่วโลก ภาครัฐจึงมีความจำเป็นต้องปรับวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นในทรัพยากรที่น้อยลง

    ส่งผลให้การจัดทำงบประมาณฯ มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก ดังนั้น เพื่อให้การเปิดประชุมจัดทำงบประมาณรายจ่าย ยังคงรักษาวินัยการเงินการคลัง รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างความเข้มแข็งทางการคลัง จะต้องมีการตัดลดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุด รวมถึงแสดงให้เห็นถึงวิธีคิดในการวางแผนงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

    โดยที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้กำหนดวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ไว้ตามกรอบวงเงินเดิม ตามมติคณะรัฐมนตรีในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 จำนวน 3,788,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป็นจำนวน 7,400 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 โดยมีประมาณการรายได้รัฐบาลสุทธิ จำนวน 3,000,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 79,400 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 2.7 และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล จำนวน 788,000 ล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 72,000 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 8.4 ซึ่งสอดคล้องกับแผนการคลังระยะปานกลาง  (ปีงบประมาณ 2570 -2573) ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 และมีสัดส่วนทางการคลังต่าง ๆ เป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ

    ทั้งนี้ วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จำนวน 3,788,000 ล้านบาท ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ ภายใต้สถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูง ที่ส่งผลกระทบโดยตรง ต่อความมั่นคงทางพลังงานและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจทั่วโลก โดยให้หน่วยรับงบประมาณพิจารณานำเงินนอกงบประมาณมาดำเนินภารกิจของหน่วยรับงบประมาณเป็นลำดับแรก และพิจารณาแหล่งเงินอื่นเพื่อดำเนินโครงการลงทุนภาครัฐ เช่น เงินกู้ การร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย เพื่อลดภาระงบประมาณในภาพรวมของประเทศ 

    สำนักงบประมาณ จะได้นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ในวันอังคารที่ 28 เมษายน 2569

    ย้ำว่า การจัดทำงบประมาณปี 2570 จะต้อง “ตรงเป้า แม่นยำ” และตอบโจทย์นโยบาย “10 พลัส” ยึดหลักความคุ้มค่า และZero-based Budgeting พิจารณาความจำเป็น เร่งด่วน และความเหมาะสมของสถานการณ์ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน รวมทั้งให้พิจารณาถึงความครอบคลุมของทุกแหล่งเงิน  

    “โดยมีหลักปฏิบัติว่า การขอรับงบประมาณเพิ่มจะต้องไม่เกินร้อยละ 20 ของปีที่ผ่านมา และต้องเป็นรายจ่ายลงทุนเท่านั้น” นายกรัฐมนตรีย้ำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1230667&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OdThqdeOhZjYHAVu86HMS

  • นายกฯ สั่ง 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ทบทวน งบปี 70 เข้มข้น รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

    นายกฯ สั่ง 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ทบทวน งบปี 70 เข้มข้น รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

    วันนี้ (22 เมษายน) เวลา 10.30 น. ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมพิจารณากรอบวงเงินงบประมาณปี 2570 ระหว่าง 4 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การประชุมวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดงบประมาณประจำปี การประมาณการรายได้ วงเงินงบประมาณรายจ่าย วิธีชดเชยการขาดดุลงบประมาณ รวมทั้งการกำหนดกรอบประมาณการรายจ่าย ประมาณการรายรับ และฐานะการคลังของรัฐบาลล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 ปี โดยการทบทวนวงเงินงบประมาณในครั้งนี้ เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญ ภายใต้สถานการณ์โลกที่มีความผันผวนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจของประเทศไทย

    ดังนั้น ภาครัฐมีความจำเป็นต้องปรับวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยใช้ทรัพยากรให้น้อยลง ส่งผลให้การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 มีข้อจำกัดเพิ่มขึ้นค่อนข้างมาก และเพื่อให้การจัดทำงบประมาณยังคงรักษาวินัยการเงินการคลัง รักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และเสริมความเข้มแข็งด้านการคลัง จึงจำเป็นต้องปรับลดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุด พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงแนวคิดในการวางแผนงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง โดยก่อนหน้านี้ได้มอบนโยบายให้ส่วนราชการต่าง ๆ รับทราบแนวทางการจัดทำงบประมาณปี 2570 แล้ว

    “ขอให้ทุกหน่วยงานพิจารณาทบทวนวงเงิน เพื่อเตรียมความพร้อมให้สอดคล้องกับแนวทางที่รัฐบาลได้แจ้งไว้ และให้การดำเนินงานทั้งหมดอยู่ภายใต้กรอบเวลาที่สำนักงบประมาณกำหนด เพื่อให้สามารถนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา และผ่านกฎหมายเพื่อนำมาใช้ได้ภายในวันแรกของปีงบประมาณ 2570” นายกรัฐมนตรี กล่าว

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/pm-economy-budget-2027-review/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fNm0epwaTRqMdYADqCVD3

  • “

    “Moody’s มั่นใจเศรษฐกิจไทย ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” และคงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ Baa1”


    22/04/2569 | 67 |

    “Moody’s มั่นใจเศรษฐกิจไทย ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” และคงอันดับความน่าเชื่อถือ (Sovereign Credit Rating) ที่ระดับ Baa1”

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันนี้ (วันที่ 21 เมษายน 2569) บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ “เชิงลบ (Negative Outlook)” เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1 โดยการปรับมุมมองในครั้งนี้สะท้อนถึงการปรับดีขึ้นของสมดุลความเสี่ยง (Balance of Risks) ต่อเศรษฐกิจไทย และความเชื่อมั่นต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่ง Moody’s ได้ชี้แจงเหตุผลและปัจจัยที่สำคัญ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    1. เสถียรภาพของรัฐบาลช่วยลดความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เคยเป็นปัจจัยลบของเศรษฐกิจไทย และสนับสนุนความต่อเนื่องของนโยบายที่มีแนวทางการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่อย่างชัดเจน โดยในระยะข้างหน้า หากรัฐบาลสามารถดำเนินการปฏิรูปเชิงโครงสร้างได้ตามแผน อาทิ การปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความยืดหยุ่นและเอื้อต่อการประกอบธุรกิจมากขึ้น รวมถึงการเปิดเสรีตลาดพลังงานเพื่อเพิ่มการแข่งขันและส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชน จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย และเอื้อให้ฐานะการคลังทยอยปรับตัวดีขึ้นต่อไป

    2. การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยเกิดจากการคลี่คลายของความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความไม่แน่นอนจากนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ลดลงภายหลังการเจรจา ส่งผลให้อัตราภาษีศุลกากรต่อสินค้าไทยถูกปรับมาอยู่ในระดับใกล้เคียงกับประเทศในภูมิภาค นอกจากนี้ แม้ว่าวิกฤตราคาพลังงานโลกจะเพิ่มแรงกดดันให้กับเศรษฐกิจไทยและอาจส่งผลต่อภาระหนี้ของรัฐบาล แต่ระดับความเสี่ยงดังกล่าวยังคงอยู่ในกรอบที่เทียบเคียงได้กับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน (Peers)

    3. การลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มขึ้น ควบคู่กับการดำเนินมาตรการสนับสนุนของภาครัฐอย่าง Thailand Fast Pass ซึ่งมีส่วนช่วยให้การลงทุนภาคเอกชนเร่งตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา โดยการลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างศักยภาพการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งที่ผ่านมาถูกมองเป็นจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทย

    4. หนี้ภาครัฐบาลต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (Government Debt to GDP) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 60 และ 62 ในปีงบประมาณ 2569 และ 2571 ตามลำดับ อันเป็นผลจากการดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี ประเทศไทยยังคงมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในระดับที่ดี โดยมีตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ในประเทศที่มีความลึก สามารถรองรับการระดมทุนของภาครัฐได้ในทุกวัฏจักรเศรษฐกิจ อีกทั้งโครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาท และมีอายุเฉลี่ยของหนี้ค่อนข้างยาว ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการบริหารจัดการภาระหนี้ ทั้งนี้ สัดส่วนภาระดอกเบี้ยต่อรายได้รัฐบาล (Interest Payment to Government Revenue) คาดว่าจะอยู่ที่ร้อยละ 6 ในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งอยู่ในระดับที่ต่ำกว่ากลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน

    5. นอกจากนี้ ประเทศไทยยังคงมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่งและมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง โดย ณ เดือนมีนาคม 2569 มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศกว่า 23.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสามารถรองรับการนำเข้าสินค้าและบริการได้มากถึง 7 เดือน ขณะเดียวกัน สัดส่วนหนี้ที่จะครบกำหนดในระยะสั้นและระยะยาวต่อเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ คาดว่าอยู่ที่ประมาณร้อยละ 45 ถึง 50 ในปี 2569 ซึ่งเป็นระดับที่เพียงพอกับการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก

    6. ปัจจัยสำคัญที่ Moody’s จะติดตามสำหรับการพิจารณาการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ได้แก่ ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับเดียวกัน ความคืบหน้าของการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ตลอดจนการบริหารจัดการทางการคลังและภาระหนี้ของรัฐบาล

    จากผลการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นต่อทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ใช้มาตรการทางการคลังแบบมุ่งเป้า (Targeted Fiscal Support) เพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น ควบคู่กับการเร่งการลงทุน การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการยกระดับผลิตภาพ เพื่อเพิ่มศักยภาพการเติบโตของประเทศในระยะยาว

    ในระยะต่อไป บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องของนโยบาย และผลลัพธ์จากการดำเนินนโยบาย (Policy Execution) เป็นหลัก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประเมินแนวโน้มความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในอนาคต

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเพิ่มเติมว่า “การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือในครั้งนี้สะท้อนว่า พื้นฐานเศรษฐกิจและเสถียรภาพของประเทศไทยยังคงแข็งแกร่ง และแนวทางนโยบายที่รัฐบาลดำเนินการอยู่นั้นมาถูกทาง โดยเรามุ่งดูแลเศรษฐกิจและประชาชนในระยะสั้นอย่างมุ่งเป้าควบคู่กับการเร่งสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในระยะยาว สิ่งสำคัญต่อจากนี้คือการเดินหน้านโยบายอย่างต่อเนื่องและทำให้เกิดผลจริง เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว”

    #กรมประชาสัมพันธ์


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/496615&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07SKOUk-0gG6uwJR-eh9_0