ฟิล์ม ธนภัทร”ตกใจ “สาวปริศนา”พุ่งจะเข้ามาหอมแก้ม แต่กับ “นนท์ อินทนนท์”จูบเพราะสนิท | TOP DARA.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1556771&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uNKYxeA0SI6ZoNbPBi1Vh
Blog
-

“ฟิล์ม ธนภัทร”ตกใจ “สาวปริศนา”พุ่งจะเข้ามาหอมแก้ม แต่กับ “นนท์ อินทนนท์”จูบเพราะสนิท | TOPNEWS
-

กลาโหมใหม่เดินเกมเข้ม “ไม่เปิดด่าน” กดดันกัมพูชาทำตามข้อตกลง
อดุลย์ ย้ำจุดยืนไม่เปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา จนกว่าจะมีการปฏิบัติตามข้อตกลง Joint Statement อย่างครบถ้วน พร้อมสั่งเร่งพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานในพื้นที่ชายแดน และยกระดับสวัสดิการกำลังพล
เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 เวลา 09.37 น. ที่กระทรวงกลาโหม ภายหลังพิธีวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงกลาโหมครบรอบ 139 ปี และภายหลังเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนถึงแนวนโยบายด้านความมั่นคงและการพัฒนากองทัพ
พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ระบุว่า การได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ และยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของกองทัพ ความมั่นคงของชาติ และประชาชน
ในด้านนโยบาย กระทรวงกลาโหมจะมุ่งเสริมสร้างความพร้อมรบของกองทัพ ครอบคลุมภัยคุกคามทุกมิติ พร้อมผลักดันประเด็น “ทหารอาสา” โดยมองว่าเป็นโอกาสในการพัฒนาศักยภาพทั้งร่างกาย จิตใจ และการศึกษา รวมถึงการต่อยอดเข้าสู่ระบบการศึกษาทางทหาร เช่น โรงเรียนนายสิบทหารบก
นอกจากนี้ ยังเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยเฉพาะด้านพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศ หลังเห็นผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและน้ำมันที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจทั้งประเทศ
สำหรับนโยบายเร่งด่วน พลโทอดุลย์ระบุว่า จะมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตกำลังพลตามแนวชายแดน โดยเฉพาะระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน ได้แก่ น้ำประปา ไฟฟ้า ถนน และสัญญาณโทรศัพท์ เพื่อให้กำลังพลมีความเป็นอยู่ที่เหมาะสม โดยย้ำแนวคิด “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางดี และมีสัญญาณโทรศัพท์”
ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับสวัสดิการครอบครัวของกำลังพลที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ โดยยืนยันว่าระบบสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของบิดาและมารดาจะยังคงเดิม และได้ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีแล้ว อยู่ระหว่างการดำเนินการให้แล้วเสร็จ
ในประเด็นสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พลโทอดุลย์กล่าวย้ำว่า ไทยจะ “ไม่มีวันเปิดด่าน” จนกว่ากัมพูชาจะปฏิบัติตามข้อตกลงใน Joint Statement อย่างครบถ้วน โดยถือเป็นการยึดหลักการปกป้องอธิปไตยของประเทศ พร้อมระบุว่านโยบายดังกล่าวเป็นแนวทางที่รัฐบาลกำหนดไว้แล้ว
สำหรับการประชุมคณะกรรมการชายแดนระดับภูมิภาค (RBC) ที่จะมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมระบุว่า เป็นอำนาจการดำเนินงานของกองทัพภาคและผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งได้มีการสั่งการไปแล้ว และเชื่อว่าสถานการณ์จะมีทิศทางที่ดีขึ้น
ส่วนกรณีความเคลื่อนไหวของกองทัพเรือและประเด็นการยกเลิก MOU ปี 2544 พลโทอดุลย์ระบุว่า ทุกฝ่ายยังต้องดำเนินการภายใต้กรอบข้อตกลง Joint Statement ที่มีร่วมกัน และยึดหลักกติกาเดียวกันในการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน
กระทรวงกลาโหมยืนยันเดินหน้ายกระดับทั้งความมั่นคงและคุณภาพชีวิตกำลังพลควบคู่กัน โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของประเทศ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/42208&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2H0oCdEGvAuh8ZvkIiCtS- -

‘พายุฤดูร้อน’ พัดถล่ม ‘รังกาใหญ่-โคราช’ ต้นไม้ล้มขวางถนน เจ้าหน้าที่เร่งให้การช่วยเหลือ | เดลินิวส์
เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ผู้สื่อข่าวได้รายงานว่า ช่วงเย็นวานนี้ (23 เม.ย.) ได้เกิดลมพายุฤดูร้อน ลมกระโชกแรงในเขตพื้นที่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา ส่งผลทำให้บ้านเรือนของประชาชน ถูกพายุฤดูร้อน พัดเอาหลังคาบ้าน หลังคายุ้งข้าว พังเสียหาย หลายหลังคาเรือน ใน ต.รังกาใหญ่ อ.พิมาย อีกทั้งลมพายุที่กระโชกแรง ยังได้ทำให้เสาไฟฟ้า หัก 2 ต้น และต้นไม้ขนาดใหญ่ ที่อยู่ริมถนนสายพิมาย-ชุมพวง ต.รังกาใหญ่ หักโค่นลงมาทับขวางถนน รถติดเป็นทางยาวหลายกิโลเมตร


ด้านเจ้าหน้าที่งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาลตำบลรังกาใหญ่ ใช้เลื้อยยนต์ตัดต้นมะขามเทศขนาดใหญ่ที่ล้มขวางถนนออก เพื่อเปิดการจราจร พร้อมลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย จากพายุฤดูร้อนพัดถล่มบ้านเรือนของประชาชนในพื้นที่ ต.รังกาใหญ่ เพื่อเตรียมให้การช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบต่อไป.


———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5807508/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OXzXBrUqxFOQaInuzi2CE -

ครูประเทศไหนรวยที่สุด? เปิด 10 อันดับประเทศที่รายได้ครูดีที่สุดในโลก ปี 2025
เปิด 10 อันดับประเทศที่ดูแลครูดีที่สุด แชมป์รายได้สูงสุดปีละเกือบ 6 ล้าน
อาชีพครูถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แต่ในระดับสากลนั้น ค่าตอบแทนของวิชาชีพนี้มีความแตกต่างกันอย่างมหาศาล ข้อมูลล่าสุดจากรายงาน Education at a Glance 2025 ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ได้เปิดเผยการจัดอันดับเงินเดือนครูในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจากหลายประเทศทั่วโลก โดยใช้ดัชนีค่าครองชีพ (PPP) ปี 2022 เป็นเกณฑ์เปรียบเทียบ
จากรายงานพบว่า ประเทศที่มีรายได้สูงสุดนั้น ครูสามารถทำเงินได้มากกว่า 170,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี หรือประมาณ 5.8 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD ถึงสองเท่า สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับบุคลากรทางการศึกษาที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ
กลุ่มประเทศที่จ่ายครูสูงที่สุดในโลก
ลักเซมเบิร์กยังคงครองอันดับหนึ่งอย่างเหนียวแน่น โดยมีฐานเงินเดือนเริ่มต้นที่สูงเกือบ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ละสามารถเพิ่มไปถึงกว่า 170,000 ดอลลาร์ เมื่อถึงระดับสูงสุดของเพดานเงินเดือน ตามมาด้วยเยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์ที่เสนอผลตอบแทนในระดับแสนดอลลาร์เช่นกัน
iStockphoto10 อันดับประเทศที่รายได้ครูสูงที่สุด
ข้อมูลต่อไปนี้แสดงถึงระดับรายได่สูงสุด ที่ครูสามารถได้รับเมื่อมีประสบการณ์และวิทยฐานะถึงจุดสูงสุดตามโครงสร้างของแต่ละประเทศ
อันดับ ประเทศ รายได้สูงสุด (ดอลลาร์สหรัฐ / บาท) 1 ลักเซมเบิร์ก $173,165 (ประมาณ 5,887,610 บาท) 2 สวิตเซอร์แลนด์ $137,378 (ประมาณ 4,670,852 บาท) 3 ออสเตรีย $126,691 (ประมาณ 4,307,494 บาท) 4 เยอรมนี $122,251 (ประมาณ 4,156,534 บาท) 5 เนเธอร์แลนด์ $121,026 (ประมาณ 4,114,884 บาท) 6 ออสเตรเลีย $92,959 (ประมาณ 3,160,606 บาท) 7 สเปน $87,304 (ประมาณ 2,968,336 บาท) 8 แคนาดา $87,299 (ประมาณ 2,968,166 บาท) 9 สหรัฐอเมริกา $83,410 (ประมาณ 2,835,940 บาท) 10 เดนมาร์ก $77,664 (ประมาณ 2,640,576 บาท) โอกาสเติบโตในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลาง
แม้บางประเทศจะมีเงินเดือนเริ่มต้นที่ไม่สูงนัก แต่มีโครงสร้างการปรับขึ้นเงินเดือนที่น่าสนใจ เช่น ในแคนาดาและเนเธอร์แลนด์ ที่รายได้ครูสามารถขยับขึ้นได้อย่างก้าวกระโดดตามอายุงาน โดยครูในแคนาดาอาจเริ่มต้นที่ประมาณ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่สามารถขยับขึ้นไปถึงกว่า 87,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในการเพิ่มขึ้นที่สูงที่สุดในกลุ่มข้อมูลนี้
ในทางกลับกัน ประเทศอย่างสโลวาเกีย กรีซ และบราซิล กลับมีระดับรายได้ที่ค่อนข้างต่ำ โดยเงินเดือนเริ่มต้นอาจต่ำกว่า 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1 ล้านบาทต่อปี) และแม้จะมีประสบการณ์การทำงานยาวนานหลายทศวรรษ รายได้รวมก็ยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD
ผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำของค่าตอบแทน
ความแตกต่างของเงินเดือนครูไม่เพียงแต่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของบุคลากรเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการศึกษา โดยประเทศที่จ่ายผลตอบแทนต่ำมักประสบปัญหาการขาดแคลนครู อัตราการลาออกสูง และความยากลำบากในการดึงดูดคนเก่งเข้าสู่ระบบการศึกษา ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มาตรฐานการเรียนรู้ของนักเรียนในแต่ละพื้นที่ทั่วโลกมีความเหลื่อมล้ำกันมากขึ้น
แหล่งอ้างอิง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/campus/1431455/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0xhQhQAVF_PN8EYAJJm2_4 -

กล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่า ดวงตาแห่งพงไพร (ตอนที่ 2 หลักฐานของการมีอยู่) – มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
การประยุกต์ใช้กล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่าในปัจจุบัน นอกจากเผยให้เห็นเรื่องราวของสัตว์ป่า และยืนยันการมีอยู่ของตัวตนที่ซ่อนเร้นอยู่กลางไพรแล้ว ยังสามารถนำมาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกที่มีความสำคัญต่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย ประโยชน์เชิงวิทยาศาสตร์ที่โดดเด่น ได้หลายประการ
ตัวอย่างเชิงประจักษ์ เช่น คลิปวีดีโอแม่เสือโคร่งพร้อมลูกน้อยอีกสองตัวเดินตามหลังกันในผืนป่าอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ เผยแพร่โดย องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล หรือ WWF เมื่อกว่า 10 ปีก่อน นับเป็นประจักษ์พยานชิ้นสำคัญลำดับต้นๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า และเป็นหนึ่งเหตุผลสำคัญของการคัดค้านโครงการเขื่อนแม่วงก์
ก่อนที่ต่อมาจะถูกใช้เป็นข้อมูลประกอบด้านอื่นๆ ทั้งในข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อให้เสนอชื่อกลุ่มป่าตะวันตกเป็นมรดกโลกทั้งกลุ่มป่า อันเป็นตัวอย่างในหลักฐานของการมีอยู่ที่นำไปสู่เรื่องราวอื่นๆ ได้
หากกล่าวในภาพรวม สามารถอธิบายประโยชน์ที่เกิดจากกใช้ล้องดักถ่ายภาพสัตว์ป่าในด้านต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. ประเมินความชุกชุมและความหนาแน่นของประชากร – ด้วยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของการดักจับภาพซ้ำๆ นักวิจัยสามารถใช้กล้องดักถ่ายภาพเพื่อระบุอัตลักษณ์ของสัตว์แต่ละตัวที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์ เช่น ลายพาดกลอนของเสือโคร่ง ลายจุดของเสือดาว
การระบุตัวตนของสัตว์แต่ละตัว ช่วยให้นักวิจัยสามารถประเมินจำนวนประชากรที่แท้จริงในพื้นที่ได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนอนุรักษ์พื้นที่ได้เป็นอย่างดี ในประเทศไทยมีตัวอย่างการศึกษาของสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ที่นำไปสู่แผนการอนุรักษ์และลาดตระเวนของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง
2. การศึกษาพฤติกรรมสัตว์ป่าและนิเวศวิทยาเชิงเวลา – กล้องดักถ่ายภาพช่วยให้มนุษย์สามารถเข้าถึงความลับของสัตว์ที่ออกหากินเวลากลางคืน หรือสัตว์ที่มีพฤติกรรมลึกลับและระแวดระวังภัย
ข้อมูลที่บันทึกไว้ในทุกภาพ เช่น วันที่ เวลา จุดที่บันทึกภาพได้ ช่วยให้นักวิจัยวิเคราะห์รูปแบบกิจกรรมของสัตว์แต่ละชนิดได้ ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์การแบ่งพื้นที่ระหว่างผู้ล่าขนาดใหญ่หลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน เพื่อดูว่าพวกมันหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากันด้วยเวลาหรือพื้นที่อย่างไร
3. การติดตามสัตว์ป่าหายากและชนิดพันธุ์ที่เชื่อว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว – ในหลายกรณี กล้องดักถ่ายภาพเป็นเครื่องมือเดียวที่สามารถยืนยันการมีอยู่ของสัตว์ที่หาได้ยากยิ่ง เช่น การค้นพบ กระจงหลังเงิน ในประเทศเวียดนามเมื่อปี ค.ศ. 2019 ซึ่งไม่มีผู้ใดพบเห็นมานานหลายทศวรรษจนกระทั่งถูกบันทึกภาพได้ด้วยกล้องดักถ่าย หรือเหตุการณ์ในประเทศไทย ในปี 2560 ที่ช่างภาพสัตว์ป่า ปริญญา ผดุงถิ่น ได้ติดตั้งกล้องถ่ายภาพอัตโนมัติด้วยระบบเซ็นเซอร์ และได้บันทึกภาพของ ‘เสือกระต่าย’ ได้ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเสือกระต่ายได้ชื่อว่าเป็นแมวชนิดที่ลึกลับและหายากที่สุดของเมืองไทย
4. การจัดการชนิดพันธุ์ต่างถิ่นและการแพร่ระบาด – การติดตามสัตว์ป่าในฐานะชนิดพันธุ์ต่างถิ่น เช่น แมวป่า หมูป่า หรือสุนัขจิ้งจอก ในพื้นที่อนุรักษ์เป็นงานที่สำคัญไม่แพ้การคุ้มครองสัตว์พื้นเมืองกล้องดักถ่ายภาพช่วยประเมินอัตราการแพร่ขยายพันธุ์และจุดที่มีการรุกรานสูงสุด เพื่อให้นักจัดการสัตว์ป่าสามารถวางแผนควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพและประหยัดงบประมาณ
5. การใช้เป็นพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ – ข้อมูลภาพถ่ายจากกล้องดักถ่ายมีความน่าเชื่อถือในฐานะหลักฐานเชิงประจักษ์มากกว่าการบอกเล่าของมนุษย์ โดยภาพที่ถูกบันทึกไว้สามารถนำมาตรวจสอบและวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญหลายคน และสามารถนำไปใช้เป็นตัวอย่างดิจิทัลในงานวิจัยอนุกรมวิธานและการส่งเสริมการตระหนักรู้แก่สาธารณชน
หรือเหตุการณ์ เดือนมิถุนายน 2554 เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ปะทะกับกลุ่มพรานล่าสัตว์ เมื่อตรวจสอบโทรศัพท์มือถือพบภาพถ่ายของพรานกับซากเสือโคร่งขนดใหญ่ โดยพรานอ้างว่าเป็นเสือที่ล่าจากพม่า แต่จากการตรวจสอบลายของเสือโคร่งพบว่าเป็นเสือโคร่งที่อาศัยอยู่บริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก เป็นหลักฐานมัดตัวในการจับกุมได้สำเร็จนั่นก็เพราะฐานข้อมูลเสือโคร่งมีความเข้มแข็ง ซึ่งได้มาจากการตั้งกล้องดักถ่ายและจัดการข้อมูลอย่างเป็นระบบ
อย่างไรก็ดี ในทางตรงกันข้าม การที่ไม่สามารถถ่ายภาพสัตว์ชนิดใดชนิดหนึ่งได้นั้น ไม่ได้หมายความว่าสัตว์ชนิดนั้นไม่มีอยู่จริง หรือเป็นความล้มเหลวของการทำงาน
เพราะการที่ไม่เห็นสัตว์อาจหมายความได้ทั้งไม่มีสัตว์ชนิดนั้นอาศัยอยู่ หรืออาจเกิดจากการติดตั้งกล้องผิดจุด ซึ่งหากเป็นกรณีแรกนั่นก็นับเป็นข้อมูลอย่างหนึ่ง ที่นำไปสู่การวางแผนงานอนุรักษ์เพื่อให้สัตว์เป้าหมายกลับมาอยู่ในผืนป่าเดิมของมันอีกครั้ง
หรือบางกรณีอาจเกิดจากจำนวนกล้องที่เราสามารถติดตั้งได้ไม่สามารถสอดส่องให้ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด อาจทำให้สัตว์บางตัวหลุดรอดจากการถูกตรวจพบได้เช่นกัน
กรณีศึกษางานวิจัยด้วยกล้องดักถ่ายภาพที่น่าสนใจทั่วโลก
ลุ่มน้ำแอมะซอน ฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ในภูมิภาคแอมะซอน ที่ได้รับสมญาว่าเป็นปอดของโลกและเป็นศูนย์กลางความหลากหลายทางชีวภาพ การใช้กล้องดักถ่ายภาพได้ขยายตัวไปสู่ระดับเครือข่ายความร่วมมือสากล โครงการที่โดดเด่นนำโดย ศูนย์วิจัยความหลากหลายทางชีวภาพแบบบูรณาการแห่งเยอรมนี (iDiv) ได้รวบรวมข้อมูลจากกล้องดักถ่ายกว่า 120,000 รายการ ระหว่างปี ค.ศ. 2001 – 2020 ครอบคลุมพื้นที่ 8.5 ล้านตารางกิโลเมตรใน 8 ประเทศ
การศึกษาชุดนี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์สามารถระบุได้ว่าความซับซ้อนของโครงสร้างป่า เป็นปัจจัยหลักที่ใช้ทำนายความหลากหลายของนกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในแอมะซอน รวมถึงยังได้ภาพถ่ายของจากัวร์ ตัวกินมด และนกแก้วมาคอว์ ที่บันทึกได้จำนวนมาก ช่วยให้สามารถประกาศเขตพื้นที่คุ้มครองใหม่ๆ และประเมินความสำเร็จของพื้นที่ที่ได้รับความคุ้มครองเดิมได้ดียิ่งขึ้น
เทือกเขาหิมาลัยและเอเชียกลาง การติดตามวิญญาณแห่งขุนเขา
เสือดาวหิมะ (Snow Leopard) เป็นสัตว์ที่ศึกษาได้ยากที่สุดชนิดหนึ่งเนื่องจากความหนาแน่นต่ำและการอาศัยอยู่ในสภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็นจัด การใช้กล้องดักถ่ายภาพในรัสเซีย มองโกเลีย และเนปาล ช่วยให้สามารถทำสำมะโนประชากรเสือดาวหิมะในระดับชาติได้เป็นครั้งแรก
งานวิจัยในหุบเขาลัปชี (Lapchi) ประเทศเนปาล ได้เผยให้เห็นถึงความสมดุลของนักล่าสามชนิดอย่างเสือดาวหิมะ เสือดาว และหมาป่าหิมาลัย ซึ่งสามารถใช้พื้นที่ซ้อนทับกันได้โดยอาศัยการแบ่งแยกชนิดพันธุ์เหยื่อ โดยเสือดาวหิมะเลือกกินแกะสีน้ำเงินเป็นหลัก ขณะที่เสือดาวเน้นกินปศุสัตว์และสัตว์ขนาดเล็ก
ออสเตรเลีย จากเสือแทสเมเนียสู่การสำรวจสมัยใหม่
ประวัติศาสตร์การใช้กล้องดักถ่ายในออสเตรเลียมีความเป็นมายาวนานตั้งแต่ยุค ค.ศ. 1950 โดยเริ่มจากการพยายามค้นหาเสือแทสเมเนีย หรือไทลาซีน (Thylacine) ที่เชื่อว่าอาจยังหลงเหลืออยู่ในป่าลึก ปัจจุบัน ออสเตรเลียเป็นผู้นำด้านการสร้างเครือข่ายกล้องดักถ่ายภาพขนาดใหญ่ เช่น ในแทสเมเนียที่มีกล้องกว่า 600 ตัวทำงานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์เพื่อแยกแยะชนิดพันธุ์สัตว์กว่า 31 ชนิดโดยอัตโนมัติ ซึ่งรวมถึงสัตว์ใกล้สูญพันธุ์อย่าง ควอลล์ (Quoll) และสัตว์รุกรานอย่างแมวป่า
ตลอดปี 2569 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร มีแผนงานการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับสัตว์ป่า ในพื้นที่กันชนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ผ่านการศึกษาและจัดทำข้อมูลผ่านการติดตั้งกล้องดักภ่ายภาพสัตว์ป่าในกลุ่มป่าเขาอีนวยและสวนป่า ก่อนพัฒนากลไกการจัดการให้เกิดพื้นที่ปลอดภัยให้กับมนุษย์และสัตว์ป่า เพื่อลดความขัดแย้งและความรุนแรงในอนาคต
อ้างอิง
- Monitoring Elusive Mammals
- กระจงหลังเงิน หายไปนาน30ปี นึกว่าสูญพันธุ์ จู่ๆ โผล่ป่าเวียดนาม
- AMAZONIA CAMTRAP: A data set of mammal, bird, and reptile species recorded with camera traps in the Amazon forest
- Our Best Snow Leopard Camera Trap Photos
- The history of wildlife camera trapping as a survey tool in Australia
ผู้เขียน
เอกวิทย์ เตระดิษฐ์
ทำงานอิสระที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ การเขียน เรื่องสิ่งแวดล้อมและดนตรีนอกกระแส – เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตใช้ไปกับการนั่งมองความเคลื่อนไหวของใบไม้และสายลม
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.seub.or.th/bloging/knowledge/2026-104/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37VDc2NEloeksF7H3wuTyq -

ความเสี่ยงต่อไทย หากรัฐบาลกู้เงิน 5 แสนล้าน-ขยับเพดานหนี้เกิน 70% – BBC News ไทย
ที่มาของภาพ, Supattra Plongklum / Thai News Pix
คำบรรยายภาพ, “ถ้าคุณคิดได้แต่โครงการ [แจกเงินหว่านแห] อย่ากู้ดีกว่า เก็บเงินเอาไว้เป็นเบาะรองรับเวลาเกิดวิกฤตที่หนัก เพราะเรายังไม่รู้เลยว่าในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีวิกฤตที่หนักกว่านี้ก็ได้” ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสทีดีอาร์ไอ -
- Author, ปณิศา เอมโอชา
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
-
เวลาอ่าน: 13 นาที
การเงินการคลังภาครัฐทั้งเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไปจนถึงแผนการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินมูลค่า 5 แสนล้านบาท ที่พ่วงมากับคำถามเรื่องเพดานหนี้สาธารณะ กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงทั้งบนหน้าสื่อและสังคมออนไลน์ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา
สำหรับประเด็นเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม บีบีซีไทยเขียนอธิบายไว้แล้วในบทความชิ้นนี้ ขณะที่ไทม์ไลน์เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ระลอกล่าสุดเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 20 เม.ย. โดยมาจากการเปิดเผยของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย
ทันทีที่แนวคิดเรื่อง พ.ร.ก.เงินกู้ ถูกเผยแพร่ออกมา แกนนำพรรคฝ่ายค้านทั้งนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) และ สส.บัญชีรายชื่อ รวมถึง น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคฯ ฝ่ายนโยบาย ก็ออกมาแสดงความกังวลทันที
น.ส.ศิริกัญญา โพสต์ในบัญชีเฟซบุ๊กของเธอเมื่อวันที่ 20 เม.ย. ว่าสถานการณ์ของรัฐไทยตอนนี้นั้น “หลังชนฝา” เพราะสถานะทางการคลังไม่สู้ดีแล้ว ประกอบกับเงินสำรองที่ใกล้จะหมดจึงทำให้มีเม็ดเงินไม่พอช่วยเหลือประชาชน เธอจึงเห็นว่าสุดท้ายรัฐยังจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน และยอมขยายเพดานหนี้สาธารณะอยู่
“ถ้าพูดกันแบบไม่ฉวยโอกาสทางการเมือง ก็ดูเป็นทางเลือกสุดท้ายแล้วสำหรับรัฐบาลที่เจอทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตการคลัง ที่จะมีเงินมาเยียวยาประชาชนได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย”
อย่างไรก็ดี เธอยังตั้งคำถามถึงรัฐบาล 2 ข้อใหญ่ คือเหตุใดต้องกู้มากถึง 5 แสนล้านบาท และแผนการบริหารจัดการจะเป็นอย่างไร
ต่อมาเผือกร้อนลูกนี้ถูกนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย โยนไปให้ฝั่งกระทรวงการคลังซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เป็นผู้ออกมาชี้แจงต่อสื่อ ประชุมสภาผู้แทนราษฎร และต่อสังคม
ในบทความชิ้นนี้ บีบีซีไทยรวบรวมคำอธิบายจากรัฐบาล และบทวิเคราะห์ทั้งโอกาสและความเสี่ยงของเม็ดเงิน 5 แสนล้านบาท จากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและการคลังของภาครัฐ
เอกนิติยันกู้เพิ่มไม่ต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ
นายเอกนิติให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีไทยในปัจจุบันอยู่ที่ 66% ขณะที่เพดานหนี้สาธารณะตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐฉบับล่าสุด ลงวันที่ 22 ก.ย. 2564 ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ในฐานะประธานกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ กำหนดไว้ที่ 70% ต่อจีดีพี
รมว.คลัง แจกแจงต่อไปว่าตัวเลข 66% หมายความว่าไทยยังมีช่องว่างในการกู้เพิ่มได้อีก 4% หรือคิดเป็นเม็ดเงินราว 8 แสนล้านบาท ส่วนการจะตัดสินใจว่าตัวเลขสุดท้ายที่ต้องกู้เป็นเท่าไรนั้นเขายังขอประเมินก่อน
ที่มาของภาพ, Supattra Plongklum / Thai News Pix
คำบรรยายภาพ, “ถ้าเรากู้ไม่เกิน 8 แสนล้านบาท ก็ยังพออยู่ได้” นายเอกนิติระบุ นายเอกนิติ อธิบายว่าเนื่องด้วยปัจจุบันสภาวะเศรษฐกิจไทยรวมไปถึงตลาดโลกกำลังอยู่วิกฤตจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งไม่มีใครทราบว่าจะจบลงเมื่อไรและรัฐบาลจำเป็นต้องมีเม็ดเงินคอยสนับสนุนและช่วยเหลือประชาชน โดยเขาได้ไล่เรียงช่องทางของงบประมาณที่กระทรวงการคลังกำลังเร่งมีมาตรการใน 3 แนวทาง ดังนี้
หนึ่ง บริหารจัดการงบประมาณคงค้างประจำปี 2569 ตามกระทรวงต่าง ๆ ของรัฐที่ยังไม่มีการเบิกใช้ โดยภาครัฐให้เวลาหน่วยงานต่าง ๆ กลับไปดูงบของตัวเองจนถึงวันที่ 30 เม.ย. นี้ ก่อนที่จะมีการเรียกคืนงบดังกล่าว นายเอกนิติคาดว่าจะมีเม็ดเงินที่เรียกคืนกลับมาได้ราว 70,000 ล้านบาทถึง 1 แสนล้านบาท ขณะที่เม็ดเงินที่เหลืออยู่ในงบประมาณกลาง ณ ปัจจุบัน นายเอกนิติระบุว่าเหลืออยู่ราว 25,000 ล้านบาท
สอง พิจารณาจัดทำงบประมาณสำหรับปี 2570 ซึ่งนายเอกนิติย้ำว่าจะตัดงบทุกอย่างที่ไม่จำเป็นและไม่มีประสิทธิภาพออก อาทิ งบดูงานต่างประเทศ หรืองบการก่อสร้างหน่วยราชการใหม่ ๆ โดยเขาย้ำด้วยว่าเม็ดเงินที่เก็บได้เพิ่มนั้นจะนำมาเยียวยาและฟื้นฟูประเทศ “เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส”
สาม พิจารณาเม็ดเงินเพิ่มเติมผ่าน พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ซึ่งเขาย้ำว่าจำเป็นต้องมีกระสุนทางการคลังตรงนี้สำรองไว้ เนื่องจากไม่มีผู้ใดทราบว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางจะจบลงเมื่อไร อีกทั้งภาครัฐยังควรมีเม็ดเงินสำหรับการลงทุนเพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสนับสนุนการพึ่งพาพลังงานสะอาดผ่านเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์มากขึ้น
เมื่อถูกถามว่า เขาประเมินวงเงินช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางไว้เท่าไร นายเอกนิติไม่ได้ให้คำตอบออกมาเป็นตัวเลขโดยตรง แต่ชี้ว่า ตลอดเวลาราว 1 เดือนที่ผ่านมานั้น ภาครัฐใช้เงินไปแล้วราว 10,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ ในการให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวเดอะสแตนดาร์ด ซึ่งเผยแพร่ในวันที่ 22 เม.ย. เขายังเสริมว่า การออก พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท กับเพดานเงินกู้เป็นคนละเรื่องกัน
“ถ้าเรากู้ไม่เกิน 8 แสนล้านบาท ก็ยังพออยู่ได้” อย่างไรก็ดี เขายอมรับต่อมาว่าอาจมีความจำเป็นต้องปรับเพดานหนี้สาธารณะใหม่ในปีถัดไป แต่ต้องรอการพิจารณาเพิ่มเติม
นอกจากความเคลื่อนไหวในช่วงสัปดาห์นี้ หากย้อนกลับไปดูตั้งแต่ช่วงต้นเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ยังพบว่านายเอกนิติได้พูดถึงโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งเป็นการปรับโฉมโครงการคนละครึ่งพลัสกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้มาอยู่ภายใต้ระบบเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อช่วยเหลือประชาชนและกลุ่มผู้เปราะบางโดยตรง
ต่อมาเมื่อวันที่ 23 เม.ย. นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เงื่อนไขสำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัสนั้น รัฐบาลจะออก 60% ส่วนประชาชนจะออก 40% ส่วนเงื่อนไขว่าระยะเวลาช่วยเหลือจะเป็นกี่เดือน หรือจะมีประชาชนมากน้อยแค่ไหนที่ได้รับการช่วยเหลือนี้ ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน
รัฐบาลไม่มีเงินจริงหรือ
ศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์ขับเคลื่อนความรับผิดชอบทางการคลัง คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับบีบีซีไทยว่า หากอธิบายโดยง่ายนั้น การเงินของภาครัฐไทยเป็นแบบ “รายได้ไม่พอรายจ่าย” ซึ่งเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างที่สะสมต่อเนื่องมานานหลายปี
ที่มาของภาพ, Panumas Sanguanwong / Thai News Pix
คำบรรยายภาพ, “ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาน่าเป็นห่วงขึ้นเยอะเพราะ ขนาดการขาดดุล ณ วันนี้มันคือที่สุดแล้ว คือจะ 5% ต่อจีดีพีอยู่แล้ว เกณฑ์มาตรฐานจริง ๆ มันไม่ควรเกิน 3% ต่อจีดีพี” ศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ เขาอธิบายว่า ฝั่งรายจ่าย รัฐมีต้นทุนที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งสวัสดิการและรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยตัวเลขผู้สูงอายุของไทยหรือผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ณ ปี 2569 มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 14.23 ล้านคน หรือคิดเป็น 22.05% ของตัวเลขประชากรรวม เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากสถิติในปี 2558 ที่ไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุต่อประชากรราว 16%
ในเวลาเดียวกัน ศ.ดร.อธิภัทร เสริมว่าเม็ดเงินที่รัฐจัดเก็บได้ก็น้อยลงเรื่อย ๆ จากระดับ 16-17% ต่อจีดีพี เมื่อราวทศวรรษที่แล้วก็ลดลงมาอยู่ในหลัก 14-15% ต่อจีดีพี ซึ่งสาเหตุหลักมาจากทั้งปัญหาเศรษฐกิจนอกระบบของไทยที่ทำให้ผู้มีรายได้จำนวนมากหลุดรอดออกจากระบบการจัดเก็บภาษี นอกจากนี้นโยบายสิทธิประโยชน์ทางภาษี การลดหย่อน หรือการยกภาษีให้กับธุรกิจต่าง ๆ ก็ผลเช่นเดียวกัน
นับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมา เมื่ออ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง บีบีซีไทยพบว่า ดุลเงินประมาณของรัฐบาลนั้นขาดดุลต่อเนื่องมาทุกปี และมีการกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลเป็นประจำต่อเนื่องมาแล้วตลอด 19 ปี
อย่างไรก็ดี การกู้เงินประเภทนี้เป็นไปตามกฎหมายตามปกติ ซึ่งแตกต่างจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ที่ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินนอกงบประมาณปกติในกรณีจำเป็นเร่งด่วน อาทิ พ.ร.ก.เงินกู้เพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ในปี 2552 วงเงินไม่เกิน 4 แสนล้านบาท ภายใต้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือ พ.ร.ก.เงินกู้ 2 ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา-2019 วงเงินรวม 1.5 ล้านล้านบาท ภายใต้รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
หากลงไปดูในรายละเอียดตลอดเกือบสองทศวรรษจะพบว่า มีเพียงปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด-19 ที่ดุลงบประมาณขาดดุลสูงทะลุ 1 ล้านล้านบาท ทว่าตัวเลขดุลงบประมาณสองปีล่าสุด คือ 2567 และ 2568 ก็ขาดดุลทะลุ 1 ล้านล้านบาทเช่นเดียวกัน
“ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาน่าเป็นห่วงขึ้นเยอะเพราะ ขนาดการขาดดุล ณ วันนี้มันคือที่สุดแล้ว คือจะ 5% ต่อจีดีพีอยู่แล้ว เกณฑ์มาตรฐานจริง ๆ มันไม่ควรเกิน 3% ต่อจีดีพี” ศ.ดร.อธิภัทรอธิบาย
นักเศรษฐศาสตร์จากจุฬาฯ เสริมด้วยว่าตัวเลขขาดดุลระดับเกือบ 5% ต่อจีดีพีนั้นควรเกิดขึ้นเฉพาะในภาวะที่วิกฤตจริง ๆ แต่ตอนนี้มันกลายเป็น “เรื่องปกติธรรมดา”
“นึกภาพว่าเรามีรายจ่ายประจำที่เราลดไม่ได้เยอะ ถ้าเป็นคนธรรมดาก็อาจจะมีค่าเช่าบ้าน ค่าเทอมลูก พวกนี้มันลดไม่ได้ ขณะเดียวกัน เราก็อยากจะพัฒนาตัวเอง ต้องไปเรียนเพิ่มถูกไหม ซื้อหนังสือมาอ่าน อันนี้เรียกว่าค่าใช้จ่ายลงทุนของรัฐ แต่ตอนนี้รายได้ของมันเพียงพอแค่เฉพาะรายจ่ายประจำเท่านั้น ไม่พอจะไปจ่ายเรื่องการลงทุน” ศ.ดร.อธิภัทรกล่าว
เขาเสริมว่าที่ผ่านมารัฐจึงต้องกู้เงินมาตลอดอยู่แล้วเพื่อนำมาลงทุนพัฒนา ซึ่งก็นำไปสู่คำถามเรื่องความคุ้มค่าด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว
“คำตอบก็คือ… มีรายงานจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลังที่ชี้ให้เห็นเลยว่า 40% ของรายจ่ายลงทุน เป็นรายจ่ายที่ไม่สามารถระบุได้ว่ามันสร้างสินทรัพย์ใหม่อย่างแท้จริง” เขาเสริม
ต้องกู้จริงไหม-เพดาน 70% จะเป็นอย่างไร
สถานการณ์ที่อธิบายมาข้างต้นทั้งหมดนั้นคือสภาพการเงินของรัฐไทยในสภาวะปกติ ด้วยเหตุนี้ เมื่อเกิดภาวะวิกฤตอย่างสงครามในตะวันออกกลางขึ้นมา สถานะทางการเงินของไทยจึงนำไปสู่ภาวะที่ “ต้องกู้เพิ่ม” ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายบริหารความเสี่ยงองค์กรและโครงสร้างพื้นฐาน กลุ่มงานบริหารความเสี่ยง ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าว
ดร.นงนุช ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรองศาสตราจารย์ด้านเศรษฐกิจ การเงินและการคลังและภาษี มหาวิทยาลัยนอตทิงแฮม เทรนต์ สหราชอาณาจักร บอกกับบีบีซีไทยว่า สาเหตุที่เธอคิดว่าอย่างไรรัฐบาลก็ต้องกู้เงินนั้น เป็นเพราะภาวะหนี้สะสมที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจและนโยบายช่วยเหลือของภาครัฐทั้งฝั่งพลังงาน-น้ำมัน ไปจนถึงนโยบายช่วยเหลือประชาชน “ตระกูลพลัส” ทำให้เมื่อคำนวณแล้วเงินที่มีอยู่ในมือจึงไม่พอ
ส่วนตัวเลขที่กู้นั้นจะต้องถึง 5 แสนล้านบาทเลยหรือไม่ เธอบอกว่าอยู่ที่ความชัดเจนของนโยบายช่วยเหลือและนโยบายลงทุนของรัฐ
ที่มาของภาพ, Panumas Sanguanwong / Thai News Pix
คำบรรยายภาพ, “ถ้าจีดีพีไม่โต ต่อให้หนี้มันอยู่คงที่ อัตราสัดส่วนมันก็โตอยู่ดี” ดร.นงนุช ตันติสันติวงศ์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายบริหารความเสี่ยงองค์กรและโครงสร้างพื้นฐาน ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ระบุ ดร.นงนุช อธิบายต่อไปว่า ก่อนหน้านี้เธอเคยประมาณการไว้ในช่วงต้นปี ซึ่งยังไม่มีปัจจัยสงครามเข้ามาเป็นส่วนประกอบ โดยคำนวณออกมาได้ว่า ระดับหนี้สาธารณะของไทยจะชนเพดานในปี 2570
ตัวเลขการคำนวณของเธอยังสอดคล้องกับคำเตือนจากสถาบันวิเคราะห์เศรษฐกิจและธุรกิจจาก ธนาคารไทยพาณิชย์อย่าง SCB EIC ที่ออกมาประเมินตั้งแต่ปี 2568 ว่า “หนี้สาธารณะมีแนวโน้มติดเพดาน 70% ของจีดีพี ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า”
ดร.นงนุช ชี้ว่านอกจากมิติเรื่องการกู้เงินมาช่วยเหลือประชาชนในภาวะวิกฤตแล้วนั้น ฝั่งจีดีพีเองก็มีปัญหาเช่นกัน เนื่องจากตัวเลขเพดานหนี้สาธารณะที่กล่าวถึงนั้นเป็นสัดส่วนต่อจีดีพี เพราะฉะนั้น “ถ้าจีดีพีไม่โต ต่อให้หนี้มันอยู่คงที่ อัตราสัดส่วนมันก็โตอยู่ดี”
ล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ ไอเอ็มเอฟ (International Monetary Fund-IMF) ออกมาเตือนว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเสี่ยงจะตกไปอยู่ในภาวะถดถอย (recession) หากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่าน ยังคงดำเนินต่อไปเช่นเดียวกับราคาพลังงานที่คงตัวในระดับสูง
ในรายงานฉบับล่าสุดนี้ ไอเอ็มเอฟคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะโตแค่ราว 1.5% ในปี 2569 ก่อนจะขยับขึ้นเล็กน้อยเป็น 2.1% ในปี 2570 ขณะที่ค่าเฉลี่ยการเติบโตของ 5 ประเทศอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ในปี 2569 ไอเอ็มเอฟ ประเมินไว้ที่ 3.2% และเพิ่มเป็น 3.5% ในปี 2570
คำบรรยายวิดีโอ, มิเชลล์ ฟลูรี ผู้สื่อข่าวบีบีซี รายงานสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันและสงครามอาจฉุดการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ด้วยเหตุนี้เมื่อมาถึงเหตุการณ์ปัจจุบัน ดร.นงนุช จึงชี้ว่า “Recession [ภาวะเศรษฐกิจถดถอย] ยังไงก็มา มาแน่” เพราะฉะนั้นสุดท้ายสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจึง “อาจชนภายในปีนี้เลย ไม่ต้องรอ 2 ปี”
ด้าน ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งอนุกรรมาธิการ และที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการนโยบายการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน วุฒิสภา กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ในเชิงทฤษฎีเมื่อเศรษฐกิจของประเทศโตต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น รัฐบาลก็ควรจะเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจ
เขาเสริมว่า นับตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤตโควิด-19 ศักยภาพในการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ราว 2.7% ต่อปี เพราะฉะนั้นในปีไหนที่ตัวเลขมีแนวโน้มจะต่ำกว่านี้ รัฐก็ควรเข้ามากระตุ้น
“เช่นปีนี้พยากรณ์บอกว่าด้วยผลต่าง ๆ จากสงครามในอิหร่าน จากสงครามภาษีของทรัมป์ จากภัยแล้ง เราอาจจะโตแค่ประมาณ 1.3-1.6% แปลว่าเราต่ำกว่าศักยภาพ เช่นนั้นควรจะกระตุ้น อันนี้คือหลักฐานแรก” ขณะที่ปัจจัยที่สองเป็นเรื่องการเยียวยากลุ่มผู้เปราะบางต่าง ๆ
ที่มาของภาพ, Arnun Chonmahatrakool / Thai News Pix
คำบรรยายภาพ, ดร.นณริฏ จากทีดีอาร์ไอ ประเมินว่ารัฐบาลมีแนวโน้มจะกู้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ดี นักวิชาการอาวุโสแห่งทีดีอาร์ไอ ตั้งข้อสังเกตว่าทฤษฎีเช่นนั้นอาจล้าหลังไปแล้ว เนื่องจากในอดีตภาวะวิกฤตหนัก ๆ มักเกิดขึ้นเฉลี่ยทุก ๆ สิบปี ทว่าวิกฤตในปัจจุบันกลับเกิดขึ้นบ่อยกว่ามาก ด้วยเหตุนี้หากภาครัฐยังดันทุรังกู้บ่อยครั้ง จะทำให้ไม่มีเวลาฟื้นตัวทางด้านการคลัง ต้องกู้เพิ่มทุกปีและกู้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากความจำเป็น เขาชี้ว่าเขาเห็นด้วยกับการกู้เงิน แต่ต้องเป็นการกู้เพื่อนำมาช่วยเหลือกลุ่มผู้เปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตจริง ๆ ไม่สามารถเป็นการแจกเงินแบบหว่านแหได้ และสองคือเม็ดเงินลงทุนต้องไปสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ที่ทำให้ในอนาคตเศรษฐกิจไทยเติบโต
“ถ้าไม่สามารถทำแบบนี้ได้ ผมคิดว่าอย่ากู้เสียดีกว่า นักเศรษฐศาสตร์บางคนบอกว่าการไม่กู้อาจจะแย่กว่า แต่ผมมองว่าถ้าไม่มีแผนดี ๆ แล้วไปกู้ นี่อันตราย เพราะผมมองว่าในอนาคต เรายังต้องกู้มาทำอย่างอื่น… ถ้าเราไปกู้เพื่ออีลุ่ยฉุยแฉกแบบนี้ก็เหมือนเราใช้บัตรเครดิตไปก่อน อนาคตพอเกิดสถานการณ์ที่ฉุกเฉินจริง ๆ เราก็ไม่สามารถเอามาใช้ได้” ดร.นณริฏกล่าว
เขายกตัวอย่างต่อไปว่า ช่วงปลายปี 2568 ตอนที่รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาบริหารประเทศ และมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจประเภท “คนละครึ่ง” ออกมาเขาแสดงความไม่เห็นด้วย เพราะหากเกิดวิกฤตในอนาคตจะหาเม็ดเงินจากส่วนไหน
“ผ่านมาแค่ต้นปีก็เกิดสงครามอิหร่าน เม็ดเงินที่ควรจะมี คุณก็เอาไปปลายปีที่แล้วแล้ว… เพราะฉะนั้นเหมือนเดิม ถ้าคุณทำคิดได้แต่โครงการแค่ลักษณะนี้ อย่ากู้ดีกว่า เก็บเงินเอาไว้เป็นเบาะรองรับเวลาเกิดวิกฤตที่หนัก เพราะเรายังไม่รู้เลยว่าในอนาคตข้างหน้าอาจจะมีวิกฤตที่หนักกว่านี้ก็ได้” นักวิชาการทีดีอาร์ไอให้ความเห็น
ส่วนมิติเรื่องการเพิ่มเพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ดร.นณริฏ แสดงความกังวลว่า นับตั้งแต่ช่วงโควิด-19 ซึ่งทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยที่เคยอยู่ในระดับ 40% ต่อจีดีพีพุ่งขึ้นมาแตะระดับ 60% หากเป็นสถานการณ์ทั่วไป เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ สัดส่วนดังกล่าวควรจะปรับลดลงมา ทว่าก็เกิดวิกฤตหลายระลอกจึงเกิดการกู้เพิ่ม
“แต่กลายเป็นว่าหลังโควิด เราเจอวิกฤตโน่นนี่นั่น รัฐกู้เพิ่มจนตอนนี้มันกระโดดเข้ามาใกล้ ๆ 70% ตัวนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่าหนี้เราเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และยังไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลง มันถึงเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลใจว่า ตอนนี้เรามีแนวโน้มจะกู้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย” ดร.นณริฏ ระบุ
กู้แบบไหนถึงปลอดภัย และหากกู้มาแล้วไร้ประสิทธิภาพ ผลที่ตามมาคืออะไร
ศ.ดร.อธิภัทร ชี้ว่าหากย้อนกลับไปมองเม็ดเงินกู้ฉุกเฉินจำนวนถึง 1.5 ล้านล้านบาทจากยุคโควิดรัฐบาลไทยสามารถเรียนรู้ที่จะใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุดมากกว่าครั้งนั้นได้ เพราะสุดท้ายแล้ว “จะขยายหรือไม่ขยาย [เพดานหนี้สาธารณะ] วันนี้ไม่ได้สําคัญ เพราะว่ายังไงกู้ไปขนาดนี้ ถ้าปีนี้ไม่ชน [เพดาน]… ปีหน้าก็อาจจะต้องขยายอยู่ดี ดังนั้นจึงไม่ใช่ประเด็นสําคัญ” เมื่อเทียบกับการบริหารเงินที่กู้มา
ที่มาของภาพ, Thai News Pix
คำบรรยายภาพ, ในช่วงที่เกิดวิกฤตโควิด-19 นั้น รัฐบาลไทยออก พ.ร.ก.กู้เงินพิเศษ 2 ฉบับ ด้วยกรอบรวมที่สูงถึง 1.5 ล้านล้านบาท นักวิชาการจากจุฬาฯ อธิบายเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการใช้เงินกู้ว่า ในยุค พ.ร.ก.เงินกู้โควิด เสมือนว่ารัฐบาลไม่ได้มีโครงการอย่างเป็นรูปธรรมก่อนที่จะทำเรื่องกู้ แต่เป็นการขอวงเงินมาก่อนและค่อยมาวางแผนที่หลัง ทำให้เกิดความไม่คุ้มค่า
“ตัวอย่างเช่นเราเห็นอย่างคนละครึ่ง ทําหลายเฟสมาก เฟสแรกเป็นแน่นอนเพราะมันกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ว่าเฟสหลัง ๆ ความจําเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ความจําเป็นในการช่วยเยียวยามันน้อยลง มันกลายเป็นเรื่องการเมืองมากกว่า” ศ.ดร.อธิภัทรกล่าว
เขาเสนอแนะว่ารัฐบาลควรกำหนดให้ชัดเจนว่ากรอบเงินกู้ครั้งนี้จะใช้ไปกับโครงการอะไรบ้าง และต้องพุ่งเป้าไปที่คนที่ได้รับผลกระทบจริง ๆ รวมไปถึงการลงทุนที่เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจได้จริง
ศ.ดร.อธิภัทร ชี้ด้วยรัฐบาลสามารถเริ่มต้นจากกลุ่มผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการของรัฐก่อนได้ โดยแม้แต่ประชากรในกลุ่มนี้ เขาเสริมว่าก็ยังมีข้อกังขาว่าตัวเลข 14 ล้านคนที่ถือบัตรนั้น เป็นคนจนจริง ๆ เท่าใดกันแน่
“ผมคิดว่ารัฐก็อาจจะมีวิธีการวิเคราะห์ตัวเลขให้แคบลง แล้วก็กลุ่มกลุ่มที่จนจริง ๆ ต้องให้กลุ่มนี้มากที่สุดหลังจากนั้นก็จะให้ลดหลั่นกันไปกับคนที่มีรายได้มากขึ้น สิ่งที่สําคัญก็คือมันจะเป็นระยะสั้นเท่านั้นเพราะมันไม่สามารถให้ได้ตลอดได้ อันนี้คือเรื่องการเยียวยา” ศ.ดร.อธิภัทร กล่าว
ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ด้าน ดร.นณริฏ ย้ำประเด็นการช่วยเหลือกลุ่มผู้เปราะบาง รวมไปถึงการลงทุนในเศรษฐกิจระยะยาวซึ่งหมายถึงการลงทุนในเด็ก ให้พวกเขาสามารถเข้าถึงการศึกษาหรือไม่หลุดออกจากระบบการศึกษาไป เพราะ “เด็กเป็นกลุ่มที่ท้ายที่สุดแล้ว ถ้าคุณทำให้เขาไม่หลุดจากสถานศึกษารายได้เขาในอนาคตจะสูงกว่าเด็กที่หลุดจากสถานการศึกษามาก แล้วเขาก็ยังสามารถที่จะสร้างรายได้จ่ายภาษีได้ระยะยาว”
เขาย้ำว่า เขาไม่เห็นด้วยกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตหรือคนละครึ่ง เพราะนับตั้งแต่วิกฤตโควิดเป็นต้นมา การกระตุ้นแบบนี้เริ่มไม่เป็นผล เพราะเศรษฐกิจบอบช้ำมานาน มีปัญหาเชิงโครงสร้าง หนี้ครัวเรือนสูง เอสเอ็มอีก็มีหนี้สูง การกระตุ้นจึงได้ผลน้อย
เมื่อถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเม็ดเงินที่กู้มานั้นไม่สามารถนำมากระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตขึ้นได้
ที่มาของภาพ, Thai News Pix
ดร.นณริฏ ตอบว่า ในมิติของระดับเครดิต (credit rating) ซึ่งเป็นการประเมินความน่าเชื่อและความสามารถในการชำระหนี้ อันดับก็จะลดลง และผลกระทบที่ตามมาคืออัตราดอกเบี้ยจะแพงขึ้น และจะส่งผลต่อทั้งภาครัฐและเอกชนด้วย
“คนที่ประเมินระดับเครดิต เขามองแค่ว่ากู้ไปแล้วอนาคตคุณจะใช้คืนได้หรือเปล่า… พูดง่าย ๆ ก็คือคนนี้ใช้เงินไม่เป็น เสี่ยงที่จะกลายเป็นหนี้สูญ เขาก็จะลดเครดิต… แปลว่าถ้าเราต้องการเงิน ในอนาคตไปขอ เราก็ยังได้เงินอยู่แต่ต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น แต่พอมันเป็นเรื่องของประเทศ ผลกระทบของดอกเบี้ยแพงมันไม่ได้อยู่แค่ที่ภาครัฐ แต่มันจะส่งผลต่อภาคเอกชนด้วย เวลาเอกชนจะไปขอกู้อะไร เขาไม่ได้คิดแค่เอกชนรายนั้นเสี่ยงมากน้อยแค่ไหน เขาคิดว่าประเทศเสี่ยงมากน้อยแค่ไหนด้วย” นักวิชาการทีดีอาร์ไอระบุ
ด้าน ศ.ดร.อธิภัทร เห็นสอดคล้องกับ ดร.นณริฏ เช่นกันว่าระดับเครดิตของไทยอาจลดลง พร้อมมองว่าสำหรับคนไทย หากรัฐบาลใช้เงินที่กู้มาอย่างไร้ประสิทธิภาพ สิ่งที่คนทั่วไปจะกระทบมากที่สุดก็คือเรื่องภาษี
“เพราะว่าเมื่อรัฐมีหนี้มาก ภาระดอกเบี้ยมากขึ้น ภาระที่ต้องจ่ายเงินต้นก็จะมากขึ้นตามไปด้วยสุดท้ายก็จะยิ่งไปกดดันว่ารัฐต้องขึ้นภาษีแน่นอนในอนาคต ทีนี้ภาษีที่จะเก็บได้แล้ว ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยที่สุดมีตัวเดียวคือ VAT [ภาษีมูลค่าเพิ่ม]” ศ.ดร.อธิภัทร จากเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ สรุป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c9wqz9w0r84o.amp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01iGQVsTAs6RWfT57cGAZj -
-

หัวเว่ยหนุนโรงพยาบาลชุมแพยกระดับการเรียนการสอนแพทย์ ผ่าน Telemedicine ถ่ายทอดผ่าตัดจริงแบบ 4K เรียลไทม์
ไอที
หัวเว่ยหนุนโรงพยาบาลชุมแพยกระดับการเรียนการสอนแพทย์ ผ่าน Telemedicine ถ่ายทอดผ่าตัดจริงแบบ 4K เรียลไทม์
วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.13 น.
ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
หัวเว่ยหนุนโรงพยาบาลชุมแพยกระดับการเรียนการสอนแพทย์
ผ่าน Telemedicine ถ่ายทอดผ่าตัดจริงแบบ
4K เรียลไทม์
หัวเว่ย ร่วมกับ โรงพยาบาลชุมแพเดินหน้ายกระดับการศึกษาแพทย์ในภูมิภาค ผ่านโซลูชัน Telemedicineถ่ายทอดการผ่าตัดกระดูกและข้อแบบเรียลไทม์
ความคมชัดระดับ 4K พร้อมระบบสื่อสารสองทาง เปิดโอกาสให้แพทย์ประจำบ้านและบุคลากรทางการแพทย์เข้าถึงองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญได้โดยไร้ข้อจำกัดด้านพื้นที่ความท้าทายสำคัญของการเรียนการสอนด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อคือกรณีศึกษาที่มีคุณค่าสูงมักเป็นเคสที่มีความซับซ้อนและจำกัดจำนวนผู้สังเกตการณ์ภายในห้องผ่าตัดด้วยข้อกำหนดด้านความปลอดภัยและการควบคุมการติดเชื้อทำให้แพทย์รุ่นใหม่จำนวนมากขาดโอกาสเรียนรู้จากสถานการณ์จริง
โรงพยาบาลชุมแพซึ่งดูแลประชาชนในพื้นที่โซนตะวันตกของจังหวัดขอนแก่น ได้พัฒนา Telemedicine
มาอย่างต่อเนื่อง
เพื่อเชื่อมโยงผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลกับแพทย์เฉพาะทาง
ลดความจำเป็นในการส่งต่อผู้ป่วย และต่อยอดสู่การประยุกต์ใช้ด้านการศึกษาล่าสุด ในเดือนมีนาคม 2568 โรงพยาบาลชุมแพได้ร่วมกับ
ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย จัดโครงการ “Orthopaedics
for the Nation” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
โดยมีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกและข้อจากทั่วประเทศเข้าร่วมผ่าตัดเคสซับซ้อนให้กับผู้ป่วยในพื้นที่
ภายในห้องผ่าตัด โซลูชัน Telemedicine
ของหัวเว่ยได้เชื่อมต่อภาพและเสียงจากการผ่าตัดไปยังห้องเรียนหลายจุดภายในโรงพยาบาล
ผ่านกล้องความละเอียดสูง 4K และเทคโนโลยีเข้ารหัส H.265 แบบ dual-stream ทำให้สามารถถ่ายทอดรายละเอียดทุกขั้นตอนของการผ่าตัดได้อย่างชัดเจนจุดเด่นสำคัญคือระบบสื่อสารสองทางแบบเรียลไทม์
ซึ่งเปิดโอกาสให้แพทย์ประจำบ้านสามารถสอบถามและโต้ตอบกับศัลยแพทย์ผู้ปฏิบัติงานได้ทันที
เสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ใกล้เคียงการอยู่ในห้องผ่าตัดจริงนอกจากนี้ ระบบยังรองรับการเชื่อมต่อแบบหลายจุด
(point-to-multipoint) ทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการถ่ายทอดสดได้พร้อมกันหลายห้อง
โดยไม่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่
และตลอดการดำเนินงานสามารถรักษาเสถียรภาพของสัญญาณได้อย่างต่อเนื่องศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช ประธานราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า
“โซลูชันของหัวเว่ยช่วยให้แพทย์สามารถเรียนรู้และมีส่วนร่วมกับการผ่าตัดที่ซับซ้อนได้แบบเรียลไทม์
ทั้งคมชัดและโต้ตอบได้จริง นี่ไม่ใช่เพียงโครงการทดลอง
แต่เป็นต้นแบบที่สามารถขยายผลสู่โรงพยาบาลทั่วประเทศได้”ความสำเร็จของโครงการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า เทคโนโลยีสามารถลดข้อจำกัดระหว่างห้องผ่าตัดและห้องเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
และยังเป็นต้นแบบสำคัญในการยกระดับระบบการแพทย์และการศึกษาทางการแพทย์ของไทยในอนาคต
โดยเฉพาะในโรงพยาบาลภูมิภาคติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/473833&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Y1EwH5rvO3y3e-0Q7GRcB -

ล้ำไปอีกขั้น ! หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ลงสนามวิ่งจริง ทุบสถิติโลกมนุษย์
หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กว่า 100 ตัว ลงสนามวิ่งฮาล์ฟมาราธอนที่กรุงปักกิ่ง สะท้อนพัฒนาการด้านเทคโนโลยีที่ก้าวไกลเกินกว่าการโชว์เพียงอย่างเดียว

สำนักข่าวซินหัว รายงานหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์กว่า 100 ตัวออกสตาร์ตร่วมการแข่งขันวิ่งฮาล์ฟมาราธอนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันอาทิตย์ (19 เมษายน 2569) ที่ผ่านมา แต่ความแปลกใหม่ของงานในปีนี้จางหายไปมากเมื่อเทียบกับเดือนเมษายน 2025 ซึ่งเป็นการแข่งวิ่งฮาล์ฟมาราธอนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ประจำปีครั้งแรกที่ดึงดูดผู้ชมจำนวนมาก โดยครั้งนี้หุ่นยนต์เหล่านี้มีสิ่งที่ต้องพิสูจน์มากกว่าแค่การแสดงโชว์
ช่วงปีที่ผ่านมา หุ่นยนต์จีนโชว์ออกวิ่งเต็มกำลัง แสดงศิลปะต่อสู้ และเต้นรำ สร้างความประทับใจให้แก่ผู้ชมทั่วโลก แต่เมื่อเสียงเชียร์เบาลง คำถามสำคัญกลับผุดขึ้นในยุคของปัญญาประดิษฐ์แบบมีร่างกาย หรือเอ็มบอดี เอไอ (Embodied AI) ว่าหุ่นยนต์เหล่านี้จะก้าวข้ามจากการเป็นเพียงของเล่นควบคุมระยะไกลสำหรับผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีได้อย่างไร
กฎใหม่ที่ผู้จัดงานกำหนดขึ้นสำหรับการแข่งขันระยะทาง 21.1 กิโลเมตรปี 2026 ในกรุงปักกิ่ง ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าหุ่นยนต์ที่ไม่สามารถวิ่งไปตามทางด้วยตนเองสามารถร่วมการแข่งขันได้ แต่เวลาที่เข้าเส้นชัยจะถูกคูณด้วย 1.2 กฎนี้มีจุดประสงค์เพื่อผลักดันให้แต่ละทีมมุ่งพัฒนาหุ่นยนต์ให้สามารถเคลื่อนที่ได้อิสระอย่างแท้จริง ทำให้มีทีมเกือบร้อยละ 40 ส่งหุ่นยนต์ลงแข่งขันในประเภทเคลื่อนที่อัตโนมัติ
ปีนี้ผู้เข้าแข่งขันมุ่งเน้นแพลตฟอร์มหุ่นยนต์มาตรฐานเพียงไม่กี่แบบ ซึ่งแตกต่างจากปีที่แล้วที่มีการออกแบบหลากหลาย หลายทีมใช้หุ่นยนต์อย่างเช่น ยูนิทรี (Unitree) เทียนกง (Tien Kung) ที่มีพื้นฐานมาจากยูบีเทค (UBTECH) หรือหุ่นยนต์จากออเนอร์ (Honor) ซึ่งแยกตัวออกมาจากหัวเหวย (Huawei) โดยการแข่งขันที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ซอฟต์แวร์ เพื่อมุ่งพัฒนาอัลกอริธึมเพิ่มประสิทธิภาพที่ดีที่สุดสำหรับส่วนประกอบหุ่นยนต์ที่คล้ายคลึงกันนี้
ออเนอร์พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นผู้ทำผลงานได้ดีที่สุดในวันนั้น เข้าเส้นชัยด้วยเวลาเพียง 50 นาที 26 วินาที ทำลายสถิติโลกของมนุษย์ลงอย่างราบคาบ โดยเร็วกว่าสถิติที่ดีที่สุดของมนุษย์ 6 นาที ตู้เสี่ยวตี๋ วิศวกรของออเนอร์ กล่าวขณะยืนอยู่ข้างหุ่นยนต์แชมป์ความสูง 1.69 เมตรหลังพิธีมอบรางวัลว่าเราจำลองการฝึกหุ่นยนต์จากนักวิ่งมนุษย์ชั้นนำ ขณะที่รางวัลรองชนะเลิศและรางวัลที่ 3 ตกเป็นของหุ่นยนต์อัตโนมัติของออเนอร์เช่นกัน
หุ่นยนต์เทียนกง อัลตรา (Tien Kung Ultra) ซึ่งติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันสีฟ้า แม้จะไม่ติด 3 อันดับแรก แต่สามารถวิ่งแซงคู่แข่งที่ใกล้ที่สุดไปได้แบบเฉียดฉิวในช่วง 50 เมตรสุดท้าย และเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 1 ชั่วโมง 15 นาที ซึ่งถือเป็นการพัฒนาที่น่าทึ่งสำหรับแชมป์เก่า เนื่องจากหุ่นยนต์รุ่นนี้ทำเวลาได้ 2 ชั่วโมง 40 นาทีในการแข่งขันปี 2025 ความก้าวหน้านี้ตอกย้ำการก้าวกระโดดครั้งใหญ่ของเทคโนโลยีหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จีนในเวลาเพียง 1 ปี
เส้นทางวิ่งฮาล์ฟมาราธอนเมื่อวันอาทิตย์ (19 เมษายน) ประกอบด้วยภูมิประเทศมากกว่า 10 แบบ ที่มีความลาดชันสูงสุดถึงร้อยละ 8 และความสูงชันรวม 100 เมตร ซึ่งเป็นการทดสอบการควบคุมกำลังและประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างแท้จริง นอกจากนั้น เส้นทางที่แคบและสิ่งกีดขวางที่เป็นเกาะกลางถนนยังจำลองสภาพแวดล้อมอันซับซ้อนของพื้นที่เมือง ส่วนจุดโค้ง 22 จุด ซึ่งรวมถึงจุดโค้งที่ทำมุมเกือบ 90 องศา จำเป็นต้องใช้ความแม่นยำและความสมดุลในระดับเซนติเมตร
การแข่งขันศึกฮาล์ฟมาราธอนหุ่นยนต์จบลงแล้ว แต่การเดินทางในโลกแห่งความเป็นจริงเพิ่งเริ่มต้นขึ้น หลายฝ่ายเห็นพ้องกันมากขึ้นว่าเป้าหมายของหุ่นยนต์ไม่ควรเป็นเพียงแค่การทดแทนแรงงานมนุษย์ แต่ควรเป็นการรับหน้าที่ที่มนุษย์ไม่เต็มใจที่จะทำ โดยเฉพาะงานอันตรายในพื้นที่ห่างไกล หรือสถานการณ์กู้ภัยที่มีความเสี่ยงสูง
ด้านเมืองเซินเจิ้น ซึ่งเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีทางตอนใต้ของจีน กำลังนำหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์มาใช้ในหลากหลายบทบาท ตั้งแต่การควบคุมการจราจรบนท้องถนนไปจนถึงการจัดการงานบ้าน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แบบมีร่างกายถูกวางตำแหน่งให้เป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปีของจีน โดยการคาดการณ์หนึ่งชี้ให้เห็นว่าตลาดหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในจีนจะมีมูลค่าราว 8.7 แสนล้านหยวน (ราว 4.12 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2030
ข้อมูลจาก : XINHUA
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/253052&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nQRMP9OAjgXTeJ211HTkt -

รู้แล้วสถานะแท้จริง ฟิล์ม ธนภัทร – นนท์ อินทนนท์ หลังว่อนคลิปหวาน – Tnews
จากไวรัลไฟลุกโชติช่วงต้อนรับสงกรานต์ 2569 เมื่อมีคลิปหลุดช็อตเด็ดที่ทำเอาชาวเน็ตขยี้ตารัวๆ กับภาพจูบดูดดื่มกลางงานปาร์ตี้สงกรานต์ของพระเอกหนุ่มสุดฮอต “ฟิล์ม ธนภัทร” และอินฟลูเอนเซอร์หน้าหล่อ …
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tnews.co.th/entertainment/thai-entertainment/649115&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1P6g9RkDmdD7XUbhH-bGqT -

ฟิล์ม ธนภัทร แจงคลิปจูบ นนท์ อินทนนท์ ลั่นสนิทกันจูบซ้ำได้ ดีใจเป็นผู้ชายคนแรกในรอบ 10 ปี
… กลายเป็นคลิปไวรัลฮือฮาในโลกโซเชียล สำหรับคลิปที่พระเอกหนุ่ม ฟิล์ม …
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/entertain/news/2928616&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2NZ4LAa0EUbDOlQfRzwLV1