Blog

  • นายกรัฐมนตรีมาเลเซียชี้ “สงครามดันค่าขนส่งและประกันพุ่ง แต่เศรษฐกิจมาเลเซียยังแข็งแกร่ง”

    นายกรัฐมนตรีมาเลเซียชี้ “สงครามดันค่าขนส่งและประกันพุ่ง แต่เศรษฐกิจมาเลเซียยังแข็งแกร่ง”

    ที่มา : สำนักข่าว malaymail

    นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ดาโต๊ะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม กล่าวถึงผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้ง
    ในตะวันออกกลางที่มีต่อระบบเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะต้นทุนการผลิตและขนส่งที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก จากการปรับตัวสูงขึ้นของค่าระวางขนส่งสินค้า (freight) ค่าประกันการขนส่ง (insurance) โดยค่าประกันเพิ่มขึ้นสูงถึงกว่าเท่าตัว ส่งผลให้ต้นทุนของสินค้าและโภคภัณฑ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะน้ำมันและสินค้าที่ต้องใช้วัตถุดิบจากน้ำมันมีราคาสูงขึ้น แม้ว่าสินค้าบางส่วนจะมีสต็อกที่ได้จัดซื้อไว้ล่วงหน้าก่อนเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งแต่ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ที่เพิ่มขึ้น ก็ส่งผลต่อราคาของสินค้าในภาพรวมด้วย

    ทั้งนี้ มาเลเซียเชื่อมั่นว่า จะสามารถรักษาความต่อเนื่องของการขนส่งพลังงานได้ เนื่องจาก
    มีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดี ทำให้การดำเนินงานของบริษัทพลังงานแห่งชาติสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นแม้จะมีแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกอื่น ๆ โดยเศรษฐกิจมาเลเซียยังคงมีเสถียรภาพ และมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ และยังไม่พบปัญหาการขาดแคลนพลังงานหรือวิกฤต
    ด้านเชื้อเพลิงภายในประเทศ

    อย่างไรก็ดี สถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวอาจยืดเยื้อและส่งผลกระทบในระยะยาวต่อต้นทุน
    ด้านพลังงานและโลจิสติกส์ให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยต้องใช้ระยะเวลาประมาณ 3  5 ปี ในการฟื้นตัวอย่างเต็มที่ของระบบพลังงานโลก ซึ่งมาเลเซียจะเตรียมการรับมือกับผลกระทบดังกล่าวให้เป็นไปอย่าง
    มีประสิทธิภาพ โดยจะรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไว้ในระดับที่น่าพอใจ แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายในระยะยาวก็ตาม

    บทวิเคราะห์ผลกระทบ

              1. ต้นทุนการนำเข้าเพิ่มขึ้นแม้มาเลเซียจะมีทรัพยากรพลังงาน แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน
    และก๊าซบางประเภทบางส่วน ดังนั้น การปรับตัวสูงขึ้นของค่าระวางขนส่งสินค้า และค่าประกันการขนส่ง 
    จากผลกระทบของสถานการณ์ความขัดแย้งฯ จึงส่งผลให้ราคานำเข้าที่แท้จริง (landed cost) เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

              2. แนวโน้มด้านความมั่นคงทางพลังงานประเทศต่างๆ มีแนวโน้มให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาวมากขึ้น โดยมีการกำหนดนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการพลังงาน เช่น การสรรหาแหล่งนำเข้าใหม่ ๆ เพื่อกระจายความเสี่ยง การสร้างคลังสำรองด้านพลังงาน และการลงทุน
    ด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อรองรับสถานการณ์ความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

              3. การปรับเปลี่ยนรูปแบบการค้าโลกรูปแบบการค้าโลกมีแนวโน้มเปลี่ยนไปสู่การพึ่งพากันภายในภูมิภาคมากขึ้น (regionalization) โดยประเทศต่างๆ จะลดการพึ่งพาเส้นทางการค้าระยะไกล และหันมาสร้างเครือข่ายการค้าภายในภูมิภาคมากขึ้น รวมถึงการค้ากับประเทศที่มีความสัมพันธ์ทางการเมืองที่มั่นคง 

              4. การเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ของภาคธุรกิจ: ภาคธุรกิจอาจต้องปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องและทันต่อสถานการณ์ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น เช่น การกระจายแหล่งผลิต การเพิ่มคลังสินค้า และการใช้เทคโนโลยี
    ในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นและลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก

    ความเห็น สคต.

              สคต. กัวลาลัมเปอร์ เห็นว่า สถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบของปัจจัย
    ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่มีต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางพลังงาน โดยประเทศไทยซึ่งมีการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติในระดับสูง เมื่อค่าขนส่งและค่าประกันเพิ่มขึ้น 
    ย่อมส่งผลให้ต้นทุนพลังงานภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพ
    ของประชาชน และต้นทุนการผลิตของภาคอุตสาหกรรม ดังนั้น ในการดำเนินธุรกิจ ผู้ประกอบการไทยควรเร่งวางกลยุทธ์และปรับตัวเพื่อรองรับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง
    ในห่วงโซ่อุปทาน เช่น การกระจายแหล่งนำเข้า การเลือกใช้เส้นทางขนส่งที่เหมาะสม และการวางแผนต้นทุนอย่างรอบคอบ รวมถึงการแสวงหาพันธมิตรทางการค้า โดยมาเลเซียยังคงเป็นตลาดที่มีศักยภาพและเป็นพันธมิตรสำคัญในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถใช้โอกาสนี้ขยายการส่งออก รวมถึงเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน

    ทั้งนี้ ในระยะยาวผู้ประกอบการอาจพิจารณาเร่งปรับตัวโดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน รวมทั้งพิจารณาใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น เพื่อสร้างความยั่งยืนและลดผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก 

     สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/nbtevbr2q6unkm201yz3b9ua&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2raMnPMe66uNHNbFByAhYi

  • เกาะประเด็นการเมือง จับตา ‘มือยิง สส.สารภาพ’ | เดลินิวส์

    เกาะประเด็นการเมือง จับตา ‘มือยิง สส.สารภาพ’ | เดลินิวส์

    สัปดาห์นี้ ประเด็นการเมืองน่าสนใจหลายเรื่องทีเดียว จากกรณีคนร้ายใช้รถยนต์กระบะ 4 ประตู ยี่ห้อโตโยต้า สีขาว ที่ถูกระบุว่า เป็นของสังกัดกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) จ.นราธิวาส เป็นพาหนะ ใช้อาวุธปืน เอ็ม 16 ยิงรถยนต์ของนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส เขต 5 พรรคประชาชาติ (ปช.)  บริเวณหน้าบ้านพัก พื้นที่ หมู่ 9 ถนนเพชรเกษม ต.บาเจาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2569  เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมคนร้ายรายสุดท้ายได้แล้ว เมื่อวันที่ 22 เม.ย. คือ ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี อดีตนาวิกโยธิน มือปืน  จับกุมได้บริเวณสะพานมอญ อ.สังขละบุรี ก่อนข้ามไปเมียนมา

    ร.อ.วิโรจน์ ยอมรับกับตำรวจว่า เหตุที่ สส.กมลศักดิ์ ไม่ตาย เพราะขณะลั่นไก ตนเองเกิดความลังเล ไม่รู้อะไรดลใจ จึงสาดกระสุนไปหน้ารถแทน  เขารู้จักข้อมูลของ สส.กมลศักดิ์ ผ่านนายสมพร ลังเดช ผู้ต้องหาที่ถูกจับได้รายแรก และผู้ชี้เป้า ร.อ.วิโรจน์ เคยทำงาน จ.นราธิวาส ปี 2533-2534 ซึ่งเป็นนาวิกโยธินโดยเป็นผู้บังคับบัญชานายสมพรมาก่อน

    ต่อมา พล.ต.ต.ประยงค์ โคตรสาขา ผบก.ภ.จว.นราธิวาส นำกำลังเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่ง ได้เดินทางไปควบคุมตัว ร.อ.วิโรจน์ เกตุมณี ไปยัง สภ.เมืองนราธิวาส ณ ห้องปะชุมชัยฤกษ์ ชั้น 2  พล.ต.ต.ประยงค์ ร่วมสอบปากคำด้วยตนเอง ในที่สุด ร.อ.วิโรจน์ ผู้ต้องหาได้ให้การยอมรับว่าร่วมก่อเหตุจริง คนบงการทั้งหมดคนสั่งการทั้งหมดคือนายสมพร ประกอบกับตนเองไม่พอใจนายกมลศักดิ์ ในการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนในพื้นที่เป็นการส่วนตัว จึงรับงานมาจากนายสมพร

    ที่ทำเนียบรัฐบาล ‘นายกฯ หนู’ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย  ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่า ที่ประชุม สมช.เห็นชอบยกเลิก MOU 44  หลังจากนี้กระทรวงการต่างประเทศ จะเป็นผู้ทำเรื่องเสนอขึ้นมาในที่ประชุม ครม.โดยเร็ว โดยใช้กลไกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล (UNCLOS) เป็นกรอบเจรจาแทน สามารถยกเลิกได้ทันทีโดยไม่ต้องถามทางกัมพูชา

    พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ให้สัมภาษณ์ว่า การยกเลิก MOU 44 เพราะได้ใช้มานานแล้ว แต่การเจรจาข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลกลับไม่มีความคืบหน้า  กัมพูชาได้เข้ามาเป็นสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) เมื่อเดือน มี.ค. จึงสามารถพูดคุยกันได้ กองทัพเรือก็มีความพร้อมในการปฏิบัติทันทีตามนโยบายของรัฐบาล หากกัมพูชาค้าน ก็ไปคุยในเวทีระหว่างประเทศ 

    อนึ่ง สาระสำคัญของ MOU 44 คือการกำหนดให้ทั้งสองประเทศตั้งคณะกรรมการเทคนิคร่วม (Joint Technical Committee: JTC) เพื่อเจรจาเรื่องการแบ่งเขตทางทะเล การพัฒนาพื้นที่ร่วมและแบ่งปันผลประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทย 26,000 ตารางกิโลเมตร  การที่ทับซ้อนเนื่องจากแต่ละประเทศใช้แผนที่ต่างกัน ดังนั้น การใช้ UNCLOS จึงน่าสนใจว่า เป็นการเริ่มกระบวนการเจรจาใหม่ทั้งหมดหรือไม่

    วันที่ 24 เม.ย. เวลา 10.30 น. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำสั่ง ในกรณีที่สำนักงาน ป.ป.ช. ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยกรณี 44 สส.ของพรรคก้าวไกลร่วมลงชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา เพื่อยกเลิกมาตรา 112 เมื่อวันที่ 25 มี.ค. 64 ซึ่งถูกกล่าวหาว่าอาจเข้าข่ายกระทำผิดจริยธรรมร้ายแรง หากศาลมีคำสั่งรับคำร้อง ก็จะนำไปสู่กระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไป ซึ่งที่ต้องลุ้นคือ สส.ที่ปฏิบัติหน้าที่จะถูกพักงานหรือไม่

    ใน สส. 44 คน มี สส.ที่ยังปฏิบัติหน้าที่ในนาม สส. พรรคประชาชน (ปชน.) เป็น สส.บัญชีรายชื่อ  8 คน ได้แก่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล นายรังสิมันต์ โรม นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ และ นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์  สส.แบบแบ่งเขตอีก 2 คน ได้แก่ นายธีรัจชัย พันธุมาศ และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กรุงเทพมหานคร

    ในวันที่ 24 เม.ย. พรรค ปชน. ประชุมที่โรงแรมเมเปิล ย่านบางนา และจะแถลงท่าทีต่อคำสั่งศาลในช่วงประมาณ 15.30 น. วาระการประชุมจะจัดทัพพรรคครั้งใหม่ ในวันที่ 26 เม.ย. คาดว่าให้ ‘อาจารย์ต้น’ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคแทน ‘หัวหน้าเท้ง’ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่จะไปเป็นเลขาธิการพรรค การเลือกหัวหน้าพรรคคนใหม่ก็เพื่อมาเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร นอกจากนี้ พรรคยังจัดทีมแม่ทัพในแต่ละภูมิภาค

    นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. แถลงถึงกรณีที่ ป.ป.ช.มีมติยกคำร้องคดีที่ ‘รมต.โอ๋’ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ กรณีการถือครองหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ว่า  แม้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่านายศักดิ์สยาม ยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนโดยมีผู้อื่นถือแทน แต่ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่าเขาได้โอนหุ้นและจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนเสร็จสิ้นตั้งแต่ปี 2561 ก่อนรับตำแหน่ง และเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง นายศักดิ์สยามฟ้องร้องเพื่อติดตามสิทธิคืนจนมีการทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1

    จากข้อเท็จจริงข้างต้น จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้วินิจฉัยและมีมติ เป็นข้อเท็จจริงคนละประเด็นกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเกี่ยวกับความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ป.ป.ช.ได้นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาวินิจฉัยแล้ว ดังนั้นมติคณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงไม่ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ  

    ส่วนกรณีที่มีหนังสือร้องเรียนเมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม กรณีเข้าไปมีส่วนได้เสียใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และใช้อำนาจแทรกแซงเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ หจก.ดังกล่าว ให้ได้ทำสัญญากับกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทนั้น ป.ป.ช.ตรวจสอบพยาน 25 ปากและเอกสารจากหลายหน่วยงาน ซึ่งพบข้อเท็จจริงว่าการประมูลเป็นไปตามปกติ หจก.บุรีเจริญฯ เข้าเป็นคู่สัญญาเฉลี่ยปีละ 27 สัญญา ไม่ได้เพิ่มขึ้นผิดปกติเมื่อเทียบกับช่วงก่อนรับตำแหน่ง  เสนอราคาทำผ่านระบบ E-bidding ตามปกติ ไม่พบว่ามีการใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

    สำหรับคดีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงนั้นเป็นการร้องเรียนเข้ามาในประเด็นเดียวกัน ซึ่งปัจจุบัน ป.ป.ช.อยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้น

    สำหรับความคืบหน้าเรื่องโครงการช่วยเหลือประชาชนต่างๆ ‘รมต.แบต’ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้านโยบายไทยช่วยไทย พลัส (นโยบายคนละครึ่งพลัส)  ที่จะใช้อัตรา 60:40 (รัฐบาลจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40%) รัฐจะจ่ายเงินให้ประชาชนก้อนเดียว หรือทยอยจ่าย 4 เดือน ว่า ยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณา สำหรับคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการนั้น อยู่ในเกณฑ์เดิมคือต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป ต้องพิจารณาร่วมกับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน) ที่มีจำนวน 13.4 ล้านคนว่ามีเงินเหลือเท่าไรที่จะมาทำนโยบายไทยช่วยไทย พลัส   

    ผู้สื่อข่าวถามว่า  รัฐบาลยังอยู่ในสภาวะใช้จ่ายได้ปกติไม่ถังแตกใช่หรือไม่ นายภราดร กล่าวว่า ยังมีอยู่ เช่น งบกลาง 20,000 ล้านบาท รวมถึงกำลังจะออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ

    รมต.แต๋ม’ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ กล่าวว่า เร็วๆ นี้ พาณิชย์จะหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อขยายสินค้าไทยช่วยไทยไปเชื่อมโยงกับกลไกกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ทั้งคนละครึ่งพลัสและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภคราคาประหยัดไปจำหน่ายช่วยลดค่าครองชีพแก่ประชาชน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.นี้ เป็นต้นไป นอกจากนี้ สัปดาห์หน้าพาณิชย์จะเปิดให้เอสเอ็มอี 2,000 ราย ลงทะเบียนเข้าร่วมการจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ไม่เสียค่าธรรมเนียมการขาย 1 เดือน พร้อมกับแจกค่าขนส่งและคูปองส่วนลด 100 บาท จำนวน 5 แสนใบให้กับผู้ซื้อ

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวว่า ได้หารือร่วมกับกรมการปกครอง และห้างค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ เพื่อขยายโครงการไทยช่วยไทยเฟสใหม่ ซึ่งจะนำสินค้าจากห้างดังไปจำหน่ายยังที่ว่าการอำเภอ 878 แห่งทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 69  เป็นต้นไป  เริ่มจำหน่ายทุกวันศุกร์ตลอดเดือน พ.ค. 69  สินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันกว่า 3,000 รายการ ลดราคาสูงสุดถึง 58% อาทิ สบู่  ผงซักฟอก ยาสีฟัน ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันพืช บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

    ‘สส.ไหม’ ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวว่า ปัจจุบันหนี้สาธารณะ ณ เดือน ก.พ. 2569 จะอยู่ที่ 66% แต่รัฐบาลยังมีแผนกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณปี 2569 อีกเกือบ 5 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีพุ่งไปที่ 67% และหากมีการออก พ.ร.ก. กู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท หนี้สาธารณะจะทะลุเพดาน 70% ทันที ก่อนที่ ครม.จะมีมติเงินกู้ รัฐบาลต้องประกาศขยายเพดานหนี้อย่างแน่นอน  

    “หากกู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท รัฐบาลต้องเตรียมงบชำระหนี้ทั้งต้นและดอกรวมกว่า 5.2 แสนล้านบาทต่อปี และจะเพิ่มสูงถึง 6.4 แสนล้านบาทในปี 2573  อาจกระทบต่องบประมาณการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ”

    “ทีมข่าวการเมือง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5806395/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YjPrALOOjA_2nZnyLrS_7

  • “ศุภมาส” ฮึ่ม!! สั่ง สคบ.ดูแลผู้บริโภค หลังโดนสายการบินเทตั๋ว

    “ศุภมาส” ฮึ่ม!! สั่ง สคบ.ดูแลผู้บริโภค หลังโดนสายการบินเทตั๋ว

    น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้สั่งการให้ สคบ. เร่งติดตามและแก้ไขปัญหา กรณีสายการบินหลายแห่งทยอยประกาศยกเลิกเที่ยวบิน จนส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคในวงกว้าง ทั้งด้านแผนการเดินทาง และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าที่พัก ค่าทัวร์ และค่าใช้จ่ายอื่นที่ไม่สามารถเรียกคืนได้ ประกอบกับข้อจำกัดของกฎหมายในบางกรณีที่ผู้โดยสารอาจไม่ได้รับค่าชดเชย ซึ่งสร้างความกังวล และความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

    น.ส.ศุภมาส กล่าวว่า ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงาน เร่งดูแลช่วยเหลือผู้บริโภครอบด้าน พร้อมกำชับ สคบ. ให้เข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลืออย่างเหมาะสม ทั้งในเชิงการแก้ไขปัญหา และการป้องกัน เพื่อให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรมสูงสุด

    “การยกเลิกเที่ยวบินกะทันหัน ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคเป็นวงกว้าง ไม่เพียงแต่ค่าโดยสารเครื่องบิน แต่ยังรวมถึงการจองที่พัก การเช่ารถ การจองทริปท่องเที่ยว และค่าใช้จ่ายอื่นที่ได้วางแผนล่วงหน้าไว้ ทำให้ประชาชนต้องรับภาระความเสียหายจำนวนมาก” น.ส.ศุภมาส กล่าว

    ทั้งนี้ หากประชาชนได้รับความเดือดร้อน หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสายการบินในกรณีต่าง ๆ สามารถขอคำปรึกษาได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 หรือผ่านเว็บไซต์ สคบ. และแอปพลิเคชัน OCPB Connect ตลอด 24 ชั่วโมง

    ด้านนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. ได้กำหนดแนวทางการช่วยเหลือผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรม 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่

    1. ประสานความร่วมมือกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เพื่อผลักดันมาตรการช่วยเหลือผู้บริโภคให้มีความชัดเจน และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    2. ยกระดับกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยเชิญผู้ประกอบธุรกิจสายการบิน และผู้บริโภคเข้าหารือร่วมกัน เพื่อหาทางออกที่เป็นธรรม และหากไม่สามารถตกลงกันได้ จะเสนอเรื่องต่อคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อพิจารณาดำเนินคดีแทนผู้บริโภค

    3. เร่งสร้างองค์ความรู้ และภูมิคุ้มกันให้แก่ประชาชน ผ่านการประชาสัมพันธ์สิทธิผู้โดยสาร เงื่อนไขการชดเชย และข้อควรระวังในการจองตั๋วผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศ หรือสายการบินที่ไม่มีตัวแทนในประเทศไทย


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq01/12809520&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3p1ylIA2Wgw-yp9dwibSCU

  • ฉะเชิงเทรา จับมือ มณฑลเฮยหลงเจียง ลงนามความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ-การศึกษา-ท่องเที่ยว

    ฉะเชิงเทรา จับมือ มณฑลเฮยหลงเจียง ลงนามความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ-การศึกษา-ท่องเที่ยว

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/143302&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zk_f-zULiiJmz2rHXUJUm

  • มูดี้ส์ ปรับมุมมอง เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ ส่งผลดีอย่างไรกับคนไทย และจะดีใจได้นานแค่ไหน

    มูดี้ส์ ปรับมุมมอง เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ ส่งผลดีอย่างไรกับคนไทย และจะดีใจได้นานแค่ไหน

    มูดี้ส์ ปรับมุมมอง เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ ส่งผลดีอย่างไรกับคนไทย และจะดีใจได้นานแค่ไหน

    มูดี้ส์ ปรับมุมมอง เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ ส่งผลดีอย่างไรกับคนไทย และจะดีใจได้นานแค่ไหน

    ต้องถือว่าการที่บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ได้ปรับเพิ่มมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Outlook) จากระดับ “เชิงลบ (Negative Outlook)” เป็นระดับ “มีเสถียรภาพ (Stable Outlook)” และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย (Sovereign Credit Rating) ที่ Baa1 น่าจะเป็นผลงานชิ้นแรกของดรีมทีมเศรษฐกิจ “รัฐบาลอนุทิน ” ที่ออกสตาร์ตได้ดี สร้างความฮือฮาและเรียกคะแนนเสียงจากแวดวงเศรษฐกิจการเงินพอสมควร หลังจากที่ไม่ได้รับข่าวดีมานาน

    ส่วนจะส่งผลดีกับเศรษฐกิจประเทศไทย แล้วคนทั่วไป ชาวบ้านธรรมดาอย่างเราๆ จะได้อะไรจากความน่าเชื่อถือของประเทศ

    ก่อนอื่น ต้องไปดูเหตุผลที่ทำให้มูดี้ส์ปรับมุมมองต่อไทยเป็น “มีเสถียรภาพ” กันก่อน ได้แก่

    1.ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เคยเป็นปัจจัยลบของเศรษฐกิจไทยมาตลอดหลายปี วันนี้ รัฐบาลมีเสถียรภาพเพียงพอที่จะสร้างความต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ สร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่

    2.อัตราศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ลดลงภายหลังการเจรจากับสหรัฐฯ

    3.การลงทุนภาคเอกชนในประเทศไทยฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสถิติของการเปิดดำเนินการของโครงการลงทุนที่เพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากมาตรการ Thailand Fast Pass ของรัฐบาลอนุทิน 1

    4.ประเทศไทยมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในระดับที่ดี โดยมีตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้ในประเทศที่สามารถรองรับการระดมทุนของภาครัฐได้ โครงสร้างหนี้ส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินบาท และมีอายุเฉลี่ยของหนี้ค่อนข้างยาว สามารถบริหารจัดการภาระหนี้ได้

    5.ประเทศไทยมีฐานะการเงินต่างประเทศที่แข็งแกร่งและมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ขณะที่สัดส่วนหนี้ครบกำหนดในระยะสั้นและระยะยาวต่อเงินทุนสำรองระหว่างประเทศก็อยู่ในระดับที่เพียงพอกับการรองรับความผันผวนจากปัจจัยภายนอก

    มูดี้ส์ ปรับมุมมอง เศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ ส่งผลดีอย่างไรกับคนไทย และจะดีใจได้นานแค่ไหน

    เหตุผลที่ว่ามาข้างต้น อาจดูเป็นเรื่องไกลตัวประชาชนคนไทย แต่หาหพิจารณาจากกกลุ่มแรก ที่ดีใจกับการจัดอันดับการมีเสถียรภาพก่อน เพื่อให้เห็นภาพความเชื่อมโยง เพราะมีหลายภาคส่วนที่ดีใจเป็นพิเศษ ได้แก่ รัฐบาลและทีมเศรษฐกิจ เพราะการปรับมุมมองให้ดีขึ้นเปรียบเสมือนการตรวจข้อสอบ ว่ากำลังบริหารนโยบายและการคลังมาถูกทาง ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ ช่วยให้รัฐบาลดำเนินโครงการที่ตอบสนอง

    นโยบายด้านการใช้พลังงานทดแทน และกระทรวงการคลังโดยสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ สามารถกู้เงินโดยใช้เครื่องมือทางการเงินต่าง ๆ เช่น การออกพันธบัตรได้หลากหลายขึ้น

    ในขณะที่กลุ่มธนาคารและสถาบันการเงิน ซึ่งความน่าเชื่อถือของธนาคารมักจะยึดโยงขึ้นลงตามความเชื่อมั่นของประเทศ ก็จะมีต้นทุนการระดมทุนของธนาคารก็ลดลง และส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของผู้ฝากเงินและผู้ถือหุ้น นอกจากนี้ยังช่วยสร้างความคึกคักให้ตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ เพราะความมีเสถียรภาพของไทยจะช่วยดึงดูดเงินทุนไหลเข้าจากต่างชาติ ทำให้สินทรัพย์ไทยมีความน่าสนใจมากขึ้น ส่งผลบวกต่อราคาหุ้นและเสถียรภาพของค่าเงินบาท

    ส่วนกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจระหว่างประเทศ เมื่อทุกอย่างนิ่งและมีเสถียรภาพมากขึ้น ก็จะช่วยให้วางแผนธุรกิจและจัดการต้นทุนได้แม่นยำยิ่งขึ้น เมื่อความน่าเชื่อถือของประเทศดี แน่นอนการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศของรัฐบาลก็ง่ายขึ้น ได้รับเงื่อนไขทางการเงินที่ดีขึ้นต้นทุนโดยรวมตํ่าลง ภาคธุรกิจก็ย่อมได้รับอานิสงค์นี้ไปด้วย แรงกดดันเกี่ยวกับการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยในประเทศก็ลดลงด้วย

    นอกจากนี้ อันดับเครดิตที่ดีขึ้น ส่งผลดีต่อค่าเงินบาท ซึ่งช่วยให้ต้นทุนการผลิตสินค้าไม่ดีดตัวสูงขึ้น ช่วยให้ค่าครองชีพของชาวบ้านคงที่ และเมื่อนักลงทุนต่างชาติมีความเชื่อมั่น ก็จะกล้าเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานหรือขยายกิจการในไทยมากขึ้น เมื่อมีการลงทุน ก็เกิดการจ้างงาน คนมีงานทำ มีรายได้ มีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ รัฐบาลก็จัดเก็บภาษีได้มากขึ้น

    ที่สำคัญและต้องเน้นยํ้ากันคือ ทาง มูดี้ส์ ได้ยํ้าเตือนไว้ว่า อันดับเครดิตของไทยอาจถูก ‘ลดระดับลง’ หากแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจและการคลังของไทยอ่อนแอลงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในปัจจุบัน โดยมูดี้ส์ จะติดตามและประเมินความน่าเชื่อถืออีกครั้ง จากการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ความคืบหน้าของการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เช่น การปรับปรุงกฎระเบียบให้มีความยืดหยุ่นและเอื้อต่อการประกอบธุรกิจมากขึ้น การเปิดเสรีตลาดพลังงานเพื่อเพิ่มการแข่งขันและส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ถ้ารัฐบาลอยากดีใจต่อไปนานๆ อยากให้คนไทยดีใจไปด้วย ก็ช่วยทำตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับมูดี้ส์ด้วย
    คอลัมน์ : Cercular Economy ชีวิตดีเริ่มที่เรา โดย : กรีนเดย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/sustainable/net-zero/657442&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-fCGuXsVD_-uUV1dvfo5I

  • นักวิชาการแนะรัฐบาลใช้ผลพวงจากมูดี้ส์ ปรับอันดับความน่าเชื่อถือไทยมีเสถียรภาพ กำหนดทิศทางเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    นักวิชาการแนะรัฐบาลใช้ผลพวงจากมูดี้ส์ ปรับอันดับความน่าเชื่อถือไทยมีเสถียรภาพ กำหนดทิศทางเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    ดร.สติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นกรณี Moody ซึ่งเป็นสถาบันจัดลำดับความน่าเชื่อถือระดับโลก ประเมินความเสี่ยงด้านเครดิต ได้จัด Moody’s Ratings ปรับมุมมองอันดับความน่าเชื่อถือ (Outlook) ของประเทศไทยจาก “เชิงลบ” เป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable) พร้อมคงอันดับเครดิตที่ Baa1 ว่า ไม่ใช่เพียงข่าวดีในเชิงเทคนิคด้านการเงิน แต่เป็นสัญญาณเชิงโครงสร้าง ที่สะท้อนความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    “การตัดสินใจของ Moody’s ไม่ได้ให้น้ำหนักกับมาตรการระยะสั้น หากแต่สะท้อนความสามารถเชิงระบบ ของประเทศไทย ทั้งด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ความแข็งแกร่งของฐานะต่างประเทศ และศักยภาพในการรับมือแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลก จึงถือเป็นการยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยยังมีฐานรากที่แข็งแรง และมีศักยภาพเติบโตต่อได้ หากได้รับการขับเคลื่อนอย่างถูกทิศทาง

    ในเชิงนโยบาย เห็นว่ารัฐบาลไม่ควรมองข่าวดังกล่าวเป็นเพียงความสำเร็จด้านภาพลักษณ์ แต่ควรใช้เป็นฐานคิดในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจระยะต่อไป โดยโจทย์สำคัญไม่ใช่การอัดฉีดเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือการทำให้ศักยภาพที่มีอยู่แล้วของประเทศสามารถทำงานได้เต็มที่

    ทั้งนี้ เสนอ 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่ ประการแรก การเปลี่ยนบทบาทรัฐจาก รัฐสงเคราะห์ ไปสู่ รัฐหนุนเสริม (enabling state) โดยลดอุปสรรคเชิงกฎระเบียบ สร้างความชัดเจนและต่อเนื่องของนโยบาย เพื่อเอื้อต่อการลงทุนภาคเอกชน แทนการพึ่งพามาตรการกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น

    ประการที่สอง การใช้เสถียรภาพทางการเมืองเป็น ทุนเชิงนโยบายเพื่อผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง อาทิ ระบบภาษี ระบบราชการ และโครงสร้างอุตสาหกรรม ซึ่งต้องอาศัยความต่อเนื่องและเสถียรภาพของรัฐบาล

    และประการที่สาม การยกระดับเศรษฐกิจจาก “การฟื้นตัว” ไปสู่ “การเติบโตอย่างมีคุณภาพ” โดยเน้นการลงทุนในเศรษฐกิจใหม่ เช่น ดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว การพัฒนาทักษะแรงงาน และการสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรม เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว

    ดร.สติธร กล่าวทิ้งท้ายว่า การปรับ Outlook ครั้งนี้ควรถูกมองเป็นคำยืนยันจากภายนอกว่าไทยยังมีศักยภาพสูง แต่ศักยภาพดังกล่าวจะเกิดผลจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับทิศทางนโยบายของรัฐในระยะต่อไป โดยรัฐบาลควรเปลี่ยนเสถียรภาพให้เป็นพลังขับเคลื่อนเพื่อปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจไทยอย่างเต็มที่ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5809683/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sqI7Bk1lKpISxYee9O3ZF

  • ราคาทองวันนี้พุ่งแรง! ทะลุ 73,000 บาท “สมาคมค้าทองคำ” ประกาศครั้งที่ 1 เช็กด่วนก่อนตัดสินใจ

    ราคาทองวันนี้พุ่งแรง! ทะลุ 73,000 บาท “สมาคมค้าทองคำ” ประกาศครั้งที่ 1 เช็กด่วนก่อนตัดสินใจ

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/143227&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rBe3f_udnlb-Ku7i9V43k

  •  “อนุทิน” เปิดทำเนียบต้อนรับ “หวัง อี้” หารือยกระดับการค้า-การลงทุนไทย-จีน ดันสินค้าเกษตรไทย ขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรมอนาคต

     “อนุทิน” เปิดทำเนียบต้อนรับ “หวัง อี้” หารือยกระดับการค้า-การลงทุนไทย-จีน ดันสินค้าเกษตรไทย ขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรมอนาคต

    การเมือง

     “อนุทิน” เปิดทำเนียบต้อนรับ “หวัง อี้” หารือยกระดับการค้า-การลงทุนไทย-จีน ดันสินค้าเกษตรไทย ขยายความร่วมมือเศรษฐกิจ-อุตสาหกรรมอนาคต

    วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.03 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดทำเนียบรัฐบาลต้อนรับนายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยมีนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมให้การต้อนรับ

    การหารือครั้งนี้มีสาระสำคัญอยู่ที่การกระชับความสัมพันธ์ไทย-จีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะมิติด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ซึ่งทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการขยายโอกาสทางเศรษฐกิจร่วมกัน ท่ามกลางบริบทโลกที่เต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งด้านพลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และการแข่งขันทางการค้า

    นายกรัฐมนตรีได้ใช้โอกาสนี้หารือถึงแนวทางผลักดันสินค้าไทยเข้าสู่ตลาดจีนมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทย ขณะที่ฝ่ายไทยยังต้องการให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับจีนเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการเพิ่มช่องทางการค้า การเชื่อมโยงตลาด การลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ และการส่งเสริมบทบาทของไทยในฐานะฐานการผลิตและศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาค

    บรรยากาศการพบหารือเป็นไปอย่างชื่นมื่นและเป็นกันเอง โดยทำเนียบรัฐบาลได้จัดอาหารว่างต้อนรับคณะผู้แทนจีนด้วยเมนูไทย เช่น ทุเรียน ข้าวหลาม ลูกชุบ และขนมสอดไส้ สะท้อนการใช้วัฒนธรรมอาหารไทยเป็นส่วนหนึ่งของการทูตเชิงเศรษฐกิจ เพื่อประชาสัมพันธ์เอกลักษณ์สินค้าไทยและเพิ่มมูลค่าทางวัฒนธรรมควบคู่ไปกับการเจรจาระดับรัฐบาล

    ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายกรัฐมนตรีได้นำคณะของนายหวัง อี้ เดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน โดยใช้รถยนต์ไฟฟ้า BYD ซึ่งเป็นแบรนด์สัญชาติจีน สะท้อนสัญลักษณ์ของความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีสะอาด ซึ่งเป็นหนึ่งในสาขาที่จีนมีศักยภาพสูง และเป็นทิศทางการลงทุนที่ไทยต้องการผลักดันในอนาคต

    การพบหารือครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการกระชับความสัมพันธ์ทางการทูต แต่ยังมีนัยสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการต่อยอดความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน สินค้าเกษตร อาหาร อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และห่วงโซ่อุปทานใหม่ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/473791&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lbh5JYxzPENDF1wy3pJlQ

  • จะไปต่ออย่างไร…เมื่อธนาคารรวยกระจุก แต่คนตัวเล็กกลับทุกข์กระจาย!

    จะไปต่ออย่างไร…เมื่อธนาคารรวยกระจุก แต่คนตัวเล็กกลับทุกข์กระจาย!

    *** ผลการดำเนินงานประจำไตรมาสที่ 1/2569 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ไทย ที่เพิ่งประกาศออกมานั้น กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อพบว่า กำไรของธนาคารรวมของทั้งระบบพุ่งสูงขึ้นกว่า 6.8 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางบรรยากาศความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นมรสุมจากสงครามการค้า การตั้งกำแพงภาษีของทรัมป์ ที่แม้จะดูเหมือนว่าจะจบ แต่ก็ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง หรือแม้แต่ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในหลายจุดทั่วโลก 

    ทว่าภาพสะท้อนจากฝั่งสถาบันการเงินไทย กลับดูสวนทางอย่างสิ้นเชิง…เพราะทั้งรายได้และผลกำไรที่ออกมานั้น จัดว่า ดีเกินกว่าที่นักลงทุนหลายคนได้คาดการณ์เอาไว้เป็นอย่างมาก!

    แน่นอนว่า การที่ธนาคารทั้งหลายมีผลการดำเนินงานที่ดี จะส่งผลให้ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยดูแข็งแกร่งตามไปด้วย แต่ในทางกลับกัน มันกลับสะท้อนถึงโครงสร้างเศรษฐกิจ ที่กำลังบิดเบี้ยวไปจากความเป็นจริง เพราะในขณะที่สถาบันการเงินเติบโตอย่างมั่งคั่ง และมีกำไรเป็นกอบเป็นกำ ประชาชนทั่วไปรวมถึงผู้ประกอบการรายย่อย กลับต้องดิ้นรนประคองตัวให้อยู่รอดท่ามกลางภาวะเงินฝืดเคืองอย่างยากลำบาก 

    ความย้อนแย้งนี้ส่งผลให้เกิดคำถามสำคัญว่า ในเมื่อระบบธนาคารรุดหน้าไปไกล แต่ทำไมคนตัวเล็กในระบบเศรษฐกิจ กลับยังต้องดิ้นรนอยู่อย่างแสนสาหัส ???  

    หากเราเจาะลึกลงไปที่ตัวเลขรายบรรทัดของแต่ละธนาคาร ในไตรมาส 1/2569 จะพบว่า ทุกแห่งมีผลงานที่โดดเด่นน่าประทับใจ เริ่มต้นจากธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK ที่รายได้ในไตรมาสแรกพุ่งขึ้นไปแตะระดับกว่า 31,950 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรสุทธิขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 14,667 ล้านบาท ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB ก็โชว์ฟอร์มได้ไม่น้อยหน้าด้วยรายได้รวมที่พุ่งเกิน 39,300 ล้านบาท และสามารถทำกำไรสุทธิไปได้กว่า 10,195 ล้านบาท 

    ส่วนธนาคารกรุงเทพ หรือ BBL ที่มีจุดแข็งในกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อต่างประเทศ ก็ยังคงรักษามาตรฐานความมั่งคั่งด้วยกำไรสุทธิกว่า 10,994 ล้านบาท ทางด้านธนาคารกรุงไทย หรือ KTB ในฐานะธนาคารที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับภาครัฐและเป็นหัวใจหลักในการส่งผ่านนโยบาย ก็รายงานผลกำไรสุทธิสูงถึง 12,437 ล้านบาท

    สำหรับธนาคารในกลุ่มรองลงมาอย่าง ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หรือ BAY ก็ยังสามารถรักษาพอร์ตกำไรสุทธิให้อยู่ในระดับสูงกว่า 8,618 ล้านบาท ขณะที่ธนาคารทหารไทยธนชาต หรือ TTB มีกำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 5,170 ล้านบาท

    แม้แต่ธนาคารที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่าง KKP และ TISCO ก็ยังรายงานกำไรสุทธิในระดับที่น่าพึงพอใจ โดยอยู่ที่ 1,502 ล้านบาท และ 1,733 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งตัวเลขเหล่านี้ เมื่อนำมารวมกันแล้ว คือภาพสะท้อนของระบบธนาคารที่ “รอด” และ “รวย” ได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้  

    แม้ความสำเร็จเหล่านี้ จะเป็นผลมาจากการบริหารส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย หรือ NIM ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น การควบคุมต้นทุนทางการเงินอย่างรัดกุม และ การตั้งสำรองที่ผ่านการคำนวณมาอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อให้ผลประกอบการออกมาดูดีที่สุดในสายตานักลงทุน 

    แต่ความแข็งแกร่งของธนาคาร กลับสร้างความรู้สึกที่ห่างเหินจากความเป็นจริงของภาคเศรษฐกิจจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะหากเปรียบเงินและกระแสเงินสดเป็นดั่ง “น้ำ” ที่หล่อเลี้ยงชีวิตทั้งคนและต้นไม้ สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันคือภาวะที่ต้นน้ำยังคงเต็มสมบูรณ์ แต่ปลายน้ำกลับกลายเป็นดินแดน ที่แห้งแล้งจนยากที่จะมีใครมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีก

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาพของการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของเหล่าธนาคารทั้งหลายในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่มาตรการป้องกันความเสี่ยงตามปกติ เพราะมันกลายเป็นการ “ปิดประตูใส่หน้า” ผู้ที่กำลังต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่ม SME และ ลูกค้ารายย่อยที่กำลังอ่อนแอจากสภาพเศรษฐกิจที่เปราะบาง 

    เมื่อประตูจากสถาบันการเงินในระบบถูกปิดลง ทางเลือกของคนตัวเล็กจึงถูกบีบให้แคบลง จนเหลือเพียงการหันไปพึ่งหนี้นอกระบบ ซึ่งมาพร้อมกับต้นทุนทางการเงินที่สูงลิ่ว และโหดร้ายเกินกว่าที่ใครจะแบกรับได้ไหว จนกลายเป็นวงจรหนี้สินแบบ “งูกินหาง” ที่กัดกินกำลังซื้อ และทำลายโอกาสในการฟื้นตัวอย่างถาวร ซึ่งความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนนี้ กำลังกลายเป็นรอยร้าวขนาดใหญ่ในโครงสร้างสังคมไทย…

    แม้บทบาทของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะทำงานอย่างหนักเพื่อให้มั่นใจว่า ธนาคารจะมีเงินกองทุนที่เพียงพอเพื่อป้องกันวิกฤตซ้ำรอยอดีต แต่เราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เสถียรภาพที่เห็นนั้นกำลังแลกมาด้วยการปล่อยให้ภาคส่วนที่อ่อนแอที่สุด ต้องล้มหายตายจากไป ซึ่งมันกลายเป็นคำถามสำคัญว่านี่เป็น “ราคาที่ต้องจ่ายสูงเกินไปหรือไม่” สำหรับประเทศที่กำลังต้องการแรงขับเคลื่อนจากฐานราก

    ดังนั้น ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2569 จึงเป็นภาพของความย้อนแย้งที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ในขณะที่ธนาคารรอดพ้นมรสุม และเติบโตอย่างสง่างาม มหาเศรษฐีและกลุ่มทุนใหญ่ยังคงรักษามั่งคั่งไว้ได้อย่างเหนียวแน่น แต่คนตัวเล็กกลับต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้านอย่างไร้ทางออก

    แน่นอนว่า การแสดงความยินดีกับกำไรของธนาคารนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ผิดในเชิงธุรกิจ แต่จะมีใครตั้งคำถามถึงบทบาท และความรับผิดชอบต่อสังคมของสถาบันการเงินเหล่านี้ในยามที่วิกฤตของประเทศบ้างหรือไม่  

    โบราณท่านว่า “ไม่มีไข่ที่สมบูรณ์ ในรังนกที่ถูกพายุพัดทำลาย” ซึ่งก็ไม่ต่างไปจากการมีเศรษฐกิจ ที่แข็งแกร่งเพียงแค่ส่วนยอด แต่ฐานรากผุกร่อนก็คงไม่มีที่ให้ใครยืนต่อไปได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เจ๊เมาธ์ก็ยังยืนยันคำเดิมว่า “หากคนไทยไม่ช่วยคนไทยด้วยกัน” ประเทศก็ยากที่จะรอดพ้นจากวิกฤต และถ้าประเทศไม่รอด…แล้วเราจะเหลืออะไรได้อีก! 

    คอลัมน์เมาธ์ทุกอำเภอ โดย…เจ๊เมาธ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/speak-every-district/657349&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08yyPy1vcz2uOoK2U5L0Ht

  • ผงะ”ณรงค”เปิดข้อมูล เศรษฐกิจไทยทรุดหนัก หนี้แตะ 250% ต่อ GDP ไม่รวม “นอกระบบ” | TOPNEWS

    ผงะ”ณรงค”เปิดข้อมูล เศรษฐกิจไทยทรุดหนัก หนี้แตะ 250% ต่อ GDP ไม่รวม “นอกระบบ” | TOPNEWS

    ผงะ”ณรงค”เปิดข้อมูล เศรษฐกิจไทยทรุดหนัก หนี้แตะ 250% ต่อ GDP ไม่รวม “นอกระบบ”

    #topnewstv #หนี้ประเทศไทย #เศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1556361&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18QkaMxMpNBjyaq54bOOzm