Blog

  • ราษฎรฉะเชิงเทรา ปลื้ม 46 ปี “ศูนย์ศึกษาเขาหินซ้อนฯ”แหล่งเรียนรู้จากพระราชดำริ สร้างความมั่นคง พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

    ราษฎรฉะเชิงเทรา ปลื้ม 46 ปี “ศูนย์ศึกษาเขาหินซ้อนฯ”แหล่งเรียนรู้จากพระราชดำริ สร้างความมั่นคง พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

    46 ปี แห่งความสำเร็จ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาแห่งแรกของประเทศ ยังคงเป็นที่พึ่งสำคัญของราษฎร ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรครบวงจร ตั้งแต่การปรับปรุงดิน การปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ ไปจนถึงการแปรรูปผลผลิต เกษตรกรยืนยันน้อมนำไปปฏิบัติใช้จริง ช่วยให้ครอบครัว“มีกินมีใช้เพียงพอ” แม้ 2 เดือนไม่ไปตลาดก็ไม่ขัดสน

    ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ จัดงานนิทรรศการ “ปฐมบทแห่งศูนย์ศึกษาฯ ต้นแบบการเรียนรู้ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 7- 12 สิงหาคม 2568 โดยมีนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานกรรมการบริหารโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนายศุภรัชต์ อินทราวุธ รองเลขาธิการ กปร. และหน่วยงานในพื้นที่ เข้าร่วมงาน

    นายอนุรักษ์ บัวคลี่คลาย ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา เปิดเผยว่า ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ เป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาแห่งแรกที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้การพัฒนาตามลักษณะภูมิประเทศและภูมิสังคมในลักษณะ “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต” เป็นพื้นที่ในการศึกษา ทดลอง และจัดทำแปลงสาธิตผลสำเร็จด้านการปรับปรุงดิน การปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ และการประมง เพื่อให้เกษตรกรเข้ามาเรียนรู้และต่อยอดในพื้นที่ของตนอย่างจนประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรม

    “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ได้น้อมนําแนวพระราชดําริ ด้านต่าง ๆ มาปรับใช้ไปพร้อมกับการศึกษาทดลองในพื้นที่ จนประสบผลสําเร็จ เช่น การปรับปรุงสภาพดินที่ไม่สามารถเพาะปลูกได้ให้เพาะปลูกได้ จนปัจจุบันสามารถปลูกข้าว ที่ให้ผลผลิตเพียงพอสำหรับการบริโภคในครัวเรือนและจำหน่าย ข้าวที่ปลูกจะเป็นข้าวหอมมะลิ 105 ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค” นายอนุรักษ์ บัวคลี่คลาย กล่าว

    นางสมรัตน์ อินทศรี เกษตรกรต้นแบบ ที่ได้รับการขยายผลจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ เผยว่า ได้นำแนวทางจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ มาปฏิบัติใช้ ทั้งการปรับปรุงดิน การปลูกข้าวปลอดสารเคมี พันธุ์หอมมะลิ 105 การปลูกพืชผักรอบบ้านควบคู่กับการเลี้ยงสัตว์ การเพาะเลี้ยงปลาและหอยเชอรี่สีทองในบ่อซีเมนต์ ผลผลิตที่ได้สามารถบริโภคเองและแปรรูปสร้างรายได้เสริ

    “สองเดือนอยู่บ้านไม่ต้องไปตลาดก็อยู่ได้สบาย ข้าว พืชผักที่ปลูก และสัตว์เลี้ยงทั้งสัตว์บกและสัตว์น้ำ จะนำมาหมุนเวียนบริโภคภายในครัวเรือน เหลือกินก็นำมาแปรรูป เช่น ปลาดุกร้า ปลาแดดเดียว ไข่ไก่มีให้เก็บกินทุกวัน ส่วนไข่เป็ดนำมาแปรรูปเป็นไข่เค็มสร้างรายได้อีกทาง โดยได้เรียนรู้การประกอบอาชีพเหล่านี้จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ช่วงที่ทางศูนย์เปิดอบรมเพิ่มเติมก็เข้าไปอบรมแล้วนำมาพัฒนาต่อยอดทำให้มีผลผลิตเพิ่มมากขึ้น มีรายได้ให้ครอบครัวมาอย่างต่อเนื่อง” นางสมรัตน์ อินทศรี กล่าว

    เช่นเดียวกับ นางกิ่งกาญจน์ นามูล เจ้าของสวนยัยแมว อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เล่าว่า เดิมครอบครัวมีอาชีพทางการเกษตรที่อาศัยธรรมชาติ ทำให้ผลผลิตไม่สมบูรณ์ รสชาติไม่ดี หลังจากได้เรียนรู้เรื่องการปรับปรุงดินจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน ฯ ทำให้ผลผลิตทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด มะนาว และกะท้อน มีคุณภาพและรสชาติอร่อยเป็นที่ต้องการของตลาด สร้างความมั่นคงทางรายได้ของครอบครัวอย่างต่อเนื่อง

    “นับเป็นพระมาหมากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์มีพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ขึ้น ทำให้ราษฎรมีที่พึ่งในการเรียนรู้ด้านการทำกิน ตั้งแต่การเพาะปลูก การพัฒนาคุณภาพและแปรรูปผลผลิต ตลอดจนการสนับสนุนการตลาดให้กแก่เกษตรกรในพื้นที่ ปัจจุบันมีกินมีใช้ไม่ขัดสน”นางกิ่งกาญจน์ นามูล กล่าว

    ทั้งนี้ ในโอกาสครบรอบ 46 ปี และเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ยังได้จัดแสดงองค์ความรู้ที่ประสบผลสำเร็จแล้ว เช่น การเพาะเลี้ยงปลานิล การเลี้ยงชันโรง การทำปุ๋ยหมักเติมอากาศ การเพาะพันธุ์ไม้ และการผลิตผลิตภัณฑ์จากหญ้าแฝก รวมถึงสนับสนุนด้านการตลาดให้กับเกษตรกรในพื้นที่รอบศูนย์ฯ

    ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ จึงไม่เพียงเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร แต่ยังเป็นพลังขับเคลื่อนที่ทำให้ประชาชนมีความมั่นคงทางอาหาร รายได้ และคุณภาพชีวิต ตอกย้ำถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงพระราชทานแนวทางการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และเป็นภารกิจที่สืบสานต่อด้วยพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อประโยชน์สุขของราษฎรไทยอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/238466&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0e7zEROfIGs5GA2KUV2zi3

  • สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอน ระดมความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำป่า

    สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวแม่ฮ่องสอน ระดมความช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำป่า

    30 สิงหาคม 2568 16:38 น. ทศพล บุญพัฒน์ ข่าวทั่วไทย

    สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน ระดมของช่วยเหลือพี่น้องชาวจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่ประสบภัยน้ำป่าไหลหลากได้รับความเสียหาย


    แม่ฮ่องสอนท่องเที่ยวพลัส โดย นายภานุเดช  ไชยสกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอนและสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน และคณะกรรมการ ผู้แทนจากท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด ผู้แทนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงาน แม่ฮ่องสอน ได้ระดมกำลังทรัพย์จากทางสมาชิกสมาคม ฯ เพื่อชื้อสิ่งของจำเป็น ไปช่วยเหลือจากผู้ประสบภัยน้ำท่วมหลากจาก พายุคาจิกิ เมื่อวันที่26 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้สร้างความเสียหายให้กับราษฎร ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนหลายหมู่บ้านตามที่ปรากฎตามข่าว ที่ได้เผยแพร่ไปแล้วนั้น 

    ทางสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน ขอขอบคุณสมาชิกสมาคมฯ ทุกท่าน เช่น ชมรมท่องเที่ยวบ้านปางอุ๋ง ชมรมมัคคุเทศก์แม่ฮ่องสอน โรงแรม ที่พัก รีสอร์ท ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน สมาคมคนเดินดอย  และ สมาคมที่พักและร้านอาหารบ้านรักไทย ที่ เป็นห่วงพี่น้องที่ได้รับผลกระทบการพายุคาจิกิ ทาง ภาคการท่องเที่ยว เป็นอีกกำลังใจให้กับพี่น้องบนดอยที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ โดยเฉพาะบ้านห้วยหมากลาง  บ้านนาเจ็ดล็อก ตำบลห้วยโป่ง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ห่างไกลเดินทางลำบาก ต้องได้รับการช่วยเหลือ และทั่วถึง ซึ่งทางสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยว ได้รับการประสานขอความช่วยเหลือมา

    ทางด้านนายภานุเดช  ไชยสกูล ประธานสภาอุตสาหกรรม และ นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า จึงหวัดแม่ฮ่องสอน ถึงแม้จะโดนพายุ นาจิกิ ทำน้ำป่าไหลหลากทำให้ถนนได้รับความเสียหาย แต่อย่างไรก็ตามทางจังหวัดโดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดได้สั่งการ สร้างทางเบียงให้ยานพาหนะผ่านได้ ภายในวันที่ 1 กันยายน 2568 นี้ ที่ หมู่บ้านห้วยโป่ง เส้นทางสาย 108 เชิญชวนนักท่องเที่ยวยังสามารถมาเที่ยว ในจังหวัดแม่ฮ่อวงสอนได้ หลายหมู่บ้านชุมชนท่องเที่ยวพร้อมที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่านมาเยี่ยมเยือนและพักผ่อนในช่วยฤดูฝน ที่ธรรมชาติเขียวชะอุ่ม โดยเฉพาะ บ้านปางอุ๋ง บ้านรักไทย แหล่งท่องเที่ยวที่ขึ้นชื่อ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/647848&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HEzy2oX6YmBi3Ed3TJteF

  • คลองแม่ข่า จ.เชียงใหม่ รีวิวคลองแม่ข่าเปิดวันไหน ที่เที่ยวฟีลดีเหมือนญี่ปุ่น

    คลองแม่ข่า จ.เชียงใหม่ รีวิวคลองแม่ข่าเปิดวันไหน ที่เที่ยวฟีลดีเหมือนญี่ปุ่น

    คลองแม่ข่า (ภาษาอังกฤษ : Mae Kha River) เป็นอีกหนึ่งที่เที่ยวเชียงใหม่ที่ไม่ควรพลาด เนื่องจากเป็นคลองเก่าแก่ที่อยู่คู่เมืองมานานกว่า 700 ปี โดยในปัจจุบันได้มีการปรับปรุงฟื้นฟูและเปลี่ยนคลองแม่ข่าแห่งนี้ให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ซึ่งคลองแม่ข่าเปิดวันไหน ปี 2568 นี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง ไทยรัฐออนไลน์รวบรวมข้อมูลมาให้แล้ว 

    ประวัติที่มาคลองแม่ข่า คลองเก่าแก่อยู่คู่เมืองเชียงใหม่

    “คลองแม่ข่า” หรือ “น้ำแม่ข่า” เป็นแม่น้ำธรรมชาติที่เกิดจากลำน้ำลำห้วยของอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ซึ่งไหลผ่านเมืองเชียงใหม่ ก่อนที่จะไหลลงไปยังแม่น้ำปิง ซึ่งมีระยะทางกว่า 30 กิโลเมตร 

    ทั้งนี้ ในปีพ.ศ.1839 สมัยเริ่มสร้างเมืองเชียงใหม่ พญามังรายได้เลือกให้คลองแม่เป็น 1 ใน 7 ของพื้นที่ชัยมงคล เนื่องจากน้ำแม่ข่าไหลล้อมรอบคูเมือง เป็นเสมือนคูเมืองชั้นนอก นอกจากนี้ยังเป็นทั้งแหล่งอาหาร และแหล่งสัญจรของผู้คนในเมืองเชียงใหม่อีกด้วย

    คลองแม่ข่าเปิดวันไหนบ้าง ควรไปกี่โมง

    ปัจจุบันคลองแม่ข่ากลายเป็นแลนด์มาร์กยอดฮิตของนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังจังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากได้รับการปรับปรุงและตกแต่งอย่างสวยงาม เหมาะแก่การเดินเล่น พักผ่อนหย่อนใจ รวมไปถึงชิมอาหารหลากหลายเมนู โดยคลองแม่ข่า 2568 เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 15.00-22.00 น. โดยเฉพาะหาไปในช่วงเย็นๆ บรรยากาศจะกำลังดี เหมาะแก่การเดินเล่น หรือถ่ายรูป

    เปิดไฮไลต์เด็ดคลองแม่ข่ามีอะไรบ้าง

    กิจกรรมยอดฮิตส่วนใหญ่ที่นักท่องเที่ยวนิยมทำเมื่อไปยังคลองแม่ข่า เชียงใหม่ มีดังนี้

    ถ่ายรูปฟีลดีเหมือนอยู่ญี่ปุ่น

    หนึ่งในกิจกรรมสำคัญของการไปเที่ยวคลองแม่ข่า คือ ถ่ายรูปเช็กอิน หรือโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย เนื่องจากที่นี่ได้รับการปรับปรุงและตกแต่งให้คล้ายกับคลองโอตารุ ประเทศญี่ปุ่น ตกแต่งด้วยดอกไม้สีสันสดใส ร้านรวงต่างๆ ตกแต่งในธีมญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวสามารถถ่ายรูปได้ทั่วบริเวณ

    ชิมอาหารรสเด็ด หลากเมนู

    คลองแม่ข่า 2568 มีร้านอาหารหลากหลายเมนูให้เลือกชิม ไม่ว่าจะเป็นไอศกรีมกะทิ ขนมครก เครื่องดื่มเพิ่มความสดชื่น ร้านอาหารตามสั่ง คาเฟ่ และร้านกาแฟ ร้านอาหารญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีอาหารท้องถิ่นให้นักท่องเที่ยวได้ลองชิมทั้งคาวและหวาน

    ช็อปของน่ารักๆ ฝากคนที่บ้าน

    นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารแล้ว คลองแม่ข่ายังมีร้านขายของฝาก และร้านของแฮนด์เมดน่ารักๆ ให้ซื้อไปฝากคนที่บ้านอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นโปสต์การ์ด เสื้อผ้า หมวก กระเป๋าถัก กำไลหินหลากหลายรูปแบบให้ช็อปอีกด้วย

    แจกพิกัดคลองแม่ข่าอยู่ตรงไหน

    คลองแม่ข่าตั้งอยู่ที่ถนนศรีดอนไชย ตำบลหายยา อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 5-10 นาทีเท่านั้น หากใครนำรถยนต์ส่วนตัวมา สามารถปักหมุดตามพิกัดกูเกิลแม็ป https://share.google/0aaf7SR6BB0WBzFPX

    ทั้งนี้ หากใครที่กำลังวางแผนเดินทางมาเที่ยวคลองแม่ข่า 2568 สามารถจอดรถได้บริเวณลานจอดรถข้างๆค่าบริการเพียง 40 บาทเท่านั้น หรือหากใครไม่มีรถยนต์ส่วนตัว ก็ใช้บริการรถแดง โดยขึ้นจากบริเวณประตูท่าแพ หรือบริเวณใกล้เคียงก็ได้เช่นกัน

    ปฏิเสธไม่ได้ว่าคลองแม่ข่ายังคงเป็นอีกหนึ่งพิกัดที่หลายๆ คนแวะไปเช็กอิน ถ่ายรูป หรือเดินช็อปของใช้ ของฝากเมื่อไปเยือนจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งนี้ อาจไม่เพียงเพราะความสวยงาม หรือบรรยากาศดีๆ เท่านั้น แต่ยังได้สัมผัสวิถีชีวิตของคนที่นี่อีกด้วย

    ที่มา : เว็บไซต์เทศบาลนครเชียงใหม่

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2879574&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06tCUVQUp0pDOS6p30-yvu

  • หอการค้าไทย ห่วงการเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจ : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./วันที่ 30 ส.ค.68

    หอการค้าไทย ห่วงการเมืองซ้ำเติมเศรษฐกิจ : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./วันที่ 30 ส.ค.68

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/jzls7SQM9bQ&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31EqA7KClBjnUfKsE1hBHR

  • ส.อ.ท. เตือนเศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยง การเมืองไร้เสถียรภาพ

    ส.อ.ท. เตือนเศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยง การเมืองไร้เสถียรภาพ

    ส.อ.ท. เตือนเศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยง การเมืองไร้เสถียรภาพ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับว่าเสถียรภาพทางการเมืองเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และกระทบต่อการวางแผนนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอาจทำให้การเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2568 ซึ่งรวมถึงโครงการลงทุนต่างๆ ชะงักลงได้ แต่เศรษฐกิจไทยยังมีโอกาสฟื้นตัว หากภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันวางมาตรการรองรับได้ทันการณ์

    ส.อ.ท. เตือนเศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยง การเมืองไร้เสถียรภาพ

    “การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง เป็นความจริงที่เราต้องยอมรับว่าเสถียรภาพทางการเมืองเปลี่ยนแปลง ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และกระทบต่อการวางแผนนโยบายเศรษฐกิจระยะยาว” 

    นายเกรียงไกร วิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังยังต้องเผชิญปัจจัยเสี่ยง เช่น ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยืดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการค้า โดยในเดือนมิถุนายน 2568 มีมูลค่าการค้ารวม 10,907.53 ล้านบาท ลดลง 32.29% เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2568 (MoM) และลดลง 23.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) การปรับอัตราภาษีส่งออกและเจรจากับสหรัฐฯ ซึ่งมีแนวโน้มส่งผลต่อการส่งออกสินค้าหลัก เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยาง อัญมณีและเครื่องประดับ รถยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมทั้งการแข่งขันระหว่างประเทศ ซึ่งอาจทำให้ GDP ไทยครึ่งปีหลังเติบโตต่ำกว่าที่เคยคาดไว้  

    “หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้า จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายสำคัญ เช่น การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ การแก้ไขปัญหาชายแดน การจัดการอุทกภัย และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการที่ต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการตัดสินใจ ซึ่งในช่วงเวลาที่เสถียรภาพทางการเมืองยังไม่แน่นอนเช่นนี้ ภาครัฐต้องสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนและประชาชน เพิ่มงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะแรงงาน และสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุนสำหรับ SMEs รวมทั้งทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อวางแผนการดำเนินงานในระยะกลางและระยะยาว” 

    ทั้งนี้ ภาคเอกชนต้องปรับตัวเชิงรุก เช่น เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อลดต้นทุนและแข่งขันในตลาดโลก พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดโลก เช่น สินค้าเทคโนโลยีและบริการดิจิทัล หันมาลงทุนในนวัตกรรม เทคโนโลยีสมัยใหม่ และระบบบริหารความเสี่ยง เพื่อรักษาความสามารถแข่งขันของไทยในตลาดโลก รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างธุรกิจต่างสาขา เพื่อเพิ่มโอกาสลงทุนและการเข้าถึงตลาด 

    “ความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในสถานการณ์เช่นนี้ ถือเป็นกุญแจสำคัญ หากเราวางแผนและดำเนินมาตรการอย่างต่อเนื่อง แม้การเมืองไม่มั่นคง แต่เศรษฐกิจไทยจะยังคงสามารถฟื้นตัว สร้างโอกาสการเติบโต และรักษาความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนได้”
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378966181&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0IcwcMkbgF5FkLaow1SF4L

  • ic! berlin เผย ‘ไทย’ คือตลาดอันดับ 2 ของโลก ได้อานิสงส์จาก ‘Quiet Luxury’

    ic! berlin เผย ‘ไทย’ คือตลาดอันดับ 2 ของโลก ได้อานิสงส์จาก ‘Quiet Luxury’

    เศรษฐกิจทั่วโลกในปีนี้มีความท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าลักชัวรีหลายประเภท อาทิ กระเป๋าและเสื้อผ้าที่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ท่ามกลางความผันผวนนี้ กระแส ‘Quiet Luxury’ หรือความหรูหราแบบเรียบง่ายที่ไม่เน้นการแสดงโลโก้ กลับกลายเป็นเกราะป้องกันสำคัญที่ทำให้แบรนด์แว่นตา ic! berlin จากเยอรมนีได้รับผลกระทบน้อยกว่าแบรนด์หรูประเภทอื่นแม้อยู่ในตลาดนี้เช่นกัน

    ดาวิเด ลุนกี้ ผู้จัดการทั่วไปของ ic! berlin ประเทศเยอรมัน ให้ภาพรวมว่า ic! berlin มีตลาดที่แข็งแกร่งในยุโรป โดยเฉพาะเยอรมนีซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุด ตามมาด้วยสหรัฐอเมริกา และในเอเชีย ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดที่สำคัญที่สุด และกำลังขยายตลาดในตะวันออกกลาง

    ภาพความสำเร็จที่สวนกระแสนี้เห็นได้ชัดเจนที่สุดในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันเป็นตลาดที่มียอดขาย ic! berlin สูงเป็นอันดับสองของโลกในเชิงปริมาณ รองจากเยอรมนีเท่านั้น โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากความแข็งแกร่งของการทำตลาดที่สม่ำเสมอ, ความเข้าใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น, การใช้แบรนด์แอมบาสเดอร์ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ไม่พบในประเทศอื่น และการจัดกิจกรรมที่สร้างการมีส่วนร่วมกับผู้บริโภค

    เมื่อมองมาที่ตลาดไทย ประพันธ์ ผดุงเกียรติสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท อายลิ้งค์ วิชั่น จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทย กล่าวว่า แม้ว่าไทยจะเผชิญกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ท้าทายและกำลังซื้อที่ลดลงจากปัจจัยต่างๆ แต่ ic! berlin กลับได้รับผลกระทบน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆ ในบริษัท ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแผนการตลาดที่ยั่งยืนตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา

    สำหรับภาพรวมตลาดแว่นตาในประเทศไทยมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 6,000 ล้านบาท โดย ic! berlin มีจุดขายประมาณ 170 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินการโดยพาร์ทเนอร์ และมีร้านค้าแบรนด์โดยตรง 3 แห่ง 

    ยอดขายของ ic! berlin ในไทยปีที่แล้วอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านบาท แต่ปีนี้คาดว่าจะลดลง 20-30% ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับภาพรวมของ อายลิ้งค์ วิชั่น ที่ประเมินว่าจะมียอดขายลดลง 25-30% จากยอดรวมประมาณ 3,000 ล้านบาทเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยผลกระทบมาจากเรื่องกำลังซื้อเป็นหลัก

    ประพันธ์ วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคไทยว่า โดยเฉลี่ยแล้วคนไทยเปลี่ยนกรอบแว่นตาประมาณ 2-3 ปีต่อครั้ง และแว่นกันแดดประมาณ 1-2 ปีต่อครั้ง โดยในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี สินค้าแฟชั่นจะได้รับผลกระทบก่อน เพราะผู้บริโภคจะตัดสินใจซื้อด้วยเหตุผลมากกว่าอารมณ์

    จากพฤติกรรมดังกล่าว ทำให้กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของ ic! berlin อยู่ในช่วงอายุ 25 ปีขึ้นไปจนถึงประมาณ 70 ปี โดยกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดคือช่วงอายุ 30-40 ปี ซึ่งมีกำลังซื้อและอำนาจในการใช้จ่ายสูงสุด ราคาขายปลีกของกรอบแว่นตา ic! berlin อยู่ที่ประมาณ 16,000 บาท (ไม่รวมเลนส์) และบางรุ่นอาจสูงถึง 23,000-25,000 บาท

    และหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่สร้างความสำเร็จในไทยคือการใช้แบรนด์แอมบาสเดอร์ โดยล่าสุดได้ต่อสัญญากับ หมาก – ปริญ สุภารัตน์ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ประพันธ์ ระบุว่าการใช้ ‘โลคัล แบรนด์แอมบาสเดอร์’ ประสบความสำเร็จเกินคาดในการสร้างยอดขายและการรับรู้ในวงกว้าง

    นอกจากการสร้างความต่อเนื่องผ่านแบรนด์แอมบาสเดอร์ เพื่อกระตุ้นตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง อายลิ้งค์ วิชั่น ได้เปิดตัวแว่นตาสองคอลเลกชันใหม่พร้อมกัน ได้แก่ คอลเลกชันที่ร่วมมือกับ Mercedes-Benz และ Mercedes-AMG รุ่นที่ 6 และคอลเลกชันหลัก Fall/Winter 25/26

    สำหรับทิศทางในอนาคต ic! berlin  มีการวางแผนเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ โดยดาวิเด กล่าวว่า Marcolin ซึ่งเข้าซื้อกิจการ ic! berlin ในปี 2023 มีเป้าหมายในการรีแบรนด์และวางตำแหน่งใหม่ เพื่อสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่เป็นสากลและสอดคล้องกันทั่วโลก รวมถึงการสื่อสารถึงความยั่งยืนของผลิตภัณฑ์

    การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นการรีแบรนด์ครั้งแรกที่ทำอย่างเป็นระบบในรอบ 25-30 ปี ในอดีตแบรนด์เคยผูกติดกับภาพลักษณ์เบอร์ลิน เยอรมนี ซึ่งดูแข็งแกร่งและมีความเป็น ‘วิศวะกรรม’ แต่ปัจจุบันต้องการหลีกหนีภาพลักษณ์ดังกล่าวเพื่อสร้างความเป็นแบรนด์ลักซ์ชูรีระดับนานาชาติ

    ขณะที่ประพันธ์ เผยแผนการตลาดในประเทศไทยอีก 3-5 ปีข้างหน้า ว่าจะมีการเปลี่ยนแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่ เพื่อรีเฟรชแบรนด์ให้ทันสมัยอยู่เสมอ โดยจะเลือกผู้ชายที่อายุน้อยกว่า หมาก-ปริญ ซึ่งปัจจุบันสัญญาจะหมดลงในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคมปีหน้า แอมบาสเดอร์คนใหม่จะต้องเป็นดาราหรือนักร้องที่มีภาพลักษณ์สะท้อนถึงความหรูหรา ยั่งยืน และความเป็น Quiet Luxury

    นอกจากนี้ Marcolin จะเข้ามากำกับดูแลกระบวนการถ่ายทำแคมเปญและการเลือก KOL หรืออินฟลูเอนเซอร์อย่างใกล้ชิด โดยเน้นผู้ที่เป็นผู้นำในกลุ่มอาชีพต่างๆ เช่น สถาปนิก มากกว่าอินฟลูเอนเซอร์แฟชั่นทั่วไป

    แผนอื่นๆ ได้แก่ การรีเฟรชจุดขายหน้าร้านทุกแห่งด้วยดิสเพลย์ใหม่ที่ออกแบบจากต่างประเทศ เพื่อให้ได้ภาพลักษณ์ที่ตรงกับมาตรฐานเดียวกัน และเพิ่มจำนวนร้าน ic! berlin Shop ให้มากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายจะเปิดเพิ่ม 2 จุดในปีหน้า รวมเป็น 5 จุด ซึ่งสถานที่ตั้งของร้านควรอยู่ในห้างสรรพสินค้าที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เพื่อสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ระดับนานาชาติ

    ในส่วนของงบประมาณการตลาดสำหรับ ic! berlin โดยเฉพาะในปีที่แล้วอยู่ที่ประมาณ 20 ล้านบาท และคาดว่าปีนี้จะยังคงอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน โดยในช่วงครึ่งปีหลังจะมีการเพิ่มการโปรโมทแบรนด์แอมบาสเดอร์และแคมเปญสุดท้ายกับ หมาก-ปริญ

    ABOUT THE AUTHOR

    THE STANDARD WEALTH

    สำนักข่าวเศรษฐกิจ ธุรกิจ และการลงทุน โดยทีมข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/ic-berlin-quiet-luxury-strategy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wh8ZKu8KvUD-1MlS9uUJO

  • หอการค้าไทยห่วงการเมืองไร้เสถียรภาพซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    หอการค้าไทยห่วงการเมืองไร้เสถียรภาพซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    หอการค้าไทยห่วงการเมืองไร้เสถียรภาพซ้ำเติมเศรษฐกิจ

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติวินิจฉัยว่านางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนที่ 31 ของไทย ขาดคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง และครม.พ้นทั้งคณะ เนื่องจากขาดคุณสมบัติและผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ทางโทรศัพท์ เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 ซึ่งต้องถือว่าคำตัดสินของศาลถือเป็นดุลยพินิจที่ทุกภาคส่วนต้องน้อมรับ แต่ยอมรับว่าเหตุการณ์ในวันนี้แสดงให้เห็นถึงความไร้เสถียรภาพทางการเมืองไทย และอาจกระทบต่อเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญวิกฤตอยู่แล้ว

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

    “วันนี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่บั่นทอนศรัทธา การขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะเรากำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจที่หนักอยู่แล้ว” ดร.พจน์ กล่าว
     

    ประธานกรรมการหอการค้าไทยระบุว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญปัญหารุมเร้า ทั้งกำลังซื้อที่ถดถอย หนี้ครัวเรือนสูง ภาษีการค้าของสหรัฐฯ ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ตึงเครียด ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงปัญหาชายแดนและการปิดด่านกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งทั้งหมดส่งผลโดยตรงต่อภาคธุรกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว

    “เอกชนและนักลงทุนต่างชาติจับตามองการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด หากการเมืองยังไร้เสถียรภาพต่อไป ความเชื่อมั่นก็จะสั่นคลอนหนักขึ้น นักลงทุนจะลังเล การท่องเที่ยวจะชะลอตัว ทุกอย่างจะกระเทือนเป็นลูกโซ่” 

    “สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือฝ่ายการเมืองต้องเร่งหานายกรัฐมนตรีใหม่ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประเทศมีผู้นำที่สามารถสานต่อการทำงานได้โดยเร็ว เพราะการฟื้นฟูประเทศไม่สามารถทำได้เพียงฝ่ายเดียว การเมืองต้องนิ่ง มีเสถียรภาพ และเปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบมาตรการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง จึงจะสร้างความมั่นใจให้กับสังคมและนักลงทุนได้ แต่จากนี้ภาคเอกชนต้องการเห็นการฟอร์มคณะรัฐมนตรีที่ดี ได้บุคลากรที่มีฝีมือและเป็นที่ยอมรับเข้าบริหารประเทศ” ดร.พจน์ กล่าวทิ้งท้าย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378966174&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bIFIA3-qR6dFY199tIg7B

  • โคราชแจกทานทิ้งกระจาด 4,000 คน “สุวัจน์” มอบกำลังใจสู้เศรษฐกิจ

    โคราชแจกทานทิ้งกระจาด 4,000 คน “สุวัจน์” มอบกำลังใจสู้เศรษฐกิจ

    ภูมิภาค

    โคราชแจกทานทิ้งกระจาด 4,000 คน “สุวัจน์” มอบกำลังใจสู้เศรษฐกิจ

    วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.17 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นครราชสีมา วันนี้( 30 สิงหาคม 2568 ) ที่วิหารเซ็งหงั่มตั่ง มูลนิธิพุทธรรมฮุก 31 นครราชสีมา ถนนพายพาสเลี่ยงเมือง อ.เมืองจ.นครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีซิโกว แจกทานทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 ของมูลธินิพุทธธรรมฮุก 31 นครราชสีมา โดยมีผู้ร่วมพิธีประกอบด้วยนายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา ส.จ. ส.ท. พ่อค้า คหบดี ร่วมกิจกรรม มีนายประวิทย์ อัศวินชัย ประธานมูลนิธิพุทธธรรมฮุก 31 นครราชสีมา พร้อมเจ้าหน้าที่กู้ภัย กู้ชีพ ร่วมต้อนรับ โดยได้มีผู้สูงอายุ ผู้พิการ ทุพลภาพ นั่งวิลแชร์ และพี่น้องประชาชนคนยากจนจากอำเภอต่างๆทุกสารทิศ หลายคนต้องอุ้มลูก จูงหลาน ประคองผู้สูงอายุเดินทางมารับแจกทานทิ้งกระจาด กว่า 4,000 คน


     

    นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ กล่าวว่าวันนี้ เราต้องมีความรักความสามัคคี มีความเสียสละ เป็นกําลังใจ เพื่อให้เราฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไปได้ อย่างวันนี้ที่โคราช มูลนิธิพุทธธรรม 31 ได้จัดงานซิโกว ในการทําบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับดวงวิญญาณผู้ไร้ญาติ และจัดงานแจกทานทิ้งกระจาดให้กับพี่น้องประชาชนชาวโคราชที่ยากจน ซึ่งปีนี้มากัน 4,000 กว่าคน ผู้มีจิตกุศลก็ร่วมกันบริจาคข้าวสารอาหารแห้ง ทํากันเป็นประจําทุกปี อยากให้พวกเราได้มีกําลังใจในการที่จะต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจต่างๆให้ลุล่วงต่อไป ต้องขอบคุณมูลนิธิองค์กรการกุศลที่จังหวัดนครราชสีมา ที่ได้ร่วมกันแสดงออกถึงน้ำใจ “คนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน”


     

    นายประวิทย์ อัศวินชัย ประธานมูลนิธิพุทธธรรม 31 นครราชสีมา กล่าวว่า มูลนิธิฯเราเป็นองค์กรการกุศุลที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางดำเนินงานสาธารณประโยชน์ บำเพ็ญทานทำการ กุศุลและสาธารณกุศุล ดำเนินงานบรรเทา สาธารณภัยช่วยเหลือผู้ประสพภัยพิบัติต่างๆ รวมถึงส่งเสริมประเพณีท้องถิ่นที่ดีงาม ทั้งนี้ทางมูลนิธิฯ ได้นิมนต์พระสงค์จีนจากวัดโพธิ์ แมนมาทำพิธีสวดมนต์ เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่เหล่าดวงวิญญาณไร้ญาติ ซึ่งเชื่อกันว่าในเดือนนี้เป็นเดือน 7 ของจีน ซึ่งถือว่าเป็นเดือนเปิดนรก ให้เหล่าดวงวิญญาณสัมภเวสีออกมารับส่วนกุศุล และเมื่อวานนี้ ทางมูลนิธิฯ ได้อุทิศส่วนกุศลให้แล้ว 

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/444481&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gkrnp6M001BidMEd2Xd_q

  • เปิดแนวโน้ม GDP ประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก ปี 2568 ยังซมวิกฤต

    เปิดแนวโน้ม GDP ประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก ปี 2568 ยังซมวิกฤต

    สำรวจแนวโน้มตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของประเทศเศรษฐกิจหลักใหญ่ ๆ ทั่วโลก ในปี 2568 รวบรวมโดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ล่าสุด ในเดือนสิงหาคม 2568 พบการรายงานข้อมูลว่า เศรษฐกิจโลก ในปี 2568 มีแนวโน้มที่จะชะลอตัวลงจากปี 2567 

    ทั้งนี้เนื่องจากผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ รวมถึงมาตรการตอบโต้จากประเทศคู่ค้าที่สำคัญ ที่คาดว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลกอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้การผลิตและการส่งออกสินค้ามีแนวโน้มปรับตัวลดลงนับตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ภายหลังที่ได้มีการเร่งตัวขึ้นของการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปีก่อนสิ้นสุดระยะเวลาผ่อนผันของการบังคับใช้มาตรการ ภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal tariffs) ระยะ 90 วัน

    ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความไม่แน่นอนของมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการปรับขึ้น อัตราภาษีรายสินค้าแบบเฉพาะเจาะจง (Product specific tariffs) เพิ่มเติมของสหรัฐฯ อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อากาศยาน

    รวมถึงยาและเวชภัณฑ์ ซึ่งจะส่งผลต่อการส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยังสหรัฐฯ ประกอบกับความไม่แน่นอนดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุน 

    นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกยังมีปัจจัยเสี่ยงจากความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิภาคตะวันออกกลางที่อาจส่งผลต่ออุปทานพลังงาน รวมถึงต้นทุนระบบโลจิสติกส์และการขนส่งทางทะเล รวมทั้งความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนที่ยังคงมีแนวโน้มยืดเยื้อ ภายใต้แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจในภาพรวมและการลดลงของแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ เนื่องจากแนวโน้มราคาสินค้าโภคภัณฑ์และราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลง 

    ส่งผลให้คาดว่าในช่วงที่เหลือของปี ธนาคารกลางของประเทศหลักสำคัญ ๆ ส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายนโยบายการเงินต่อเนื่อง โดยระดับการผ่อนคลายจะมีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับผลกระทบของมาตรการทางการค้าที่จะส่งผลต่อแรงกดดันด้านราคาและการขยายตัวของเศรษฐกิจในระดับที่แตกต่างกันออกไป 

    เปิดแนวโน้ม GDP ประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก ปี 2568 ยังซมวิกฤต

    สำหรับการประมาณการในกรณีฐานครั้งนี้ อยู่ภายใต้สมมติฐานมาตรการกีดกันทางการค้าที่มีการบังคับใช้แล้วในปัจจุบัน (ณ วันที่ 8 สิงหาคม 2568) และประเมินว่าจะมีการบังคับใช้ในระดับปัจจุบันไปตลอดช่วงของการประมาณการ และคาดว่าความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์จะไม่ทวีความรุนแรงจนส่งผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงอย่างมีนัยสำคัญ 

    ส่งผลให้เศรษฐกิจ มีแนวโน้มขยายตัว 3% และปริมาณการค้าโลกมีแนวโน้มขยายตัว 2.7% ชะลอลงจาก 3.3% และ 3.5% ในปี 2567 ตามลำกับ โดยมีรายละเอียดแนวโน้มเศรษฐกิจรายประเทศ ดังนี้

    เศรษฐกิจสหรัฐฯ 

    ในปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัว 1.8% ชะลอลงจาก 2.8% ในปีก่อนหน้า แต่เป็นการปรับเพิ่มจาก 1.7% ในสมมติฐานประมาณการครั้งก่อน โดยเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปีขยายตัวดีกว่าที่คาดการณ์ ตามการขยายตัวของการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนก่อนที่จะมีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้าสำคัญ ประกอบกับระดับสินค้าคงคลังที่อยู่ในระดับสูง

    ขณะที่คาดว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีมีแนวโน้มจะชะลอตัวลงตามการลดลงของภาคการผลิตและการค้าระหว่างประเทศเนื่องจากผลกระทบจากมาตรการขึ้นภาษีนำเข้า สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตในเดือนกรกฎาคมลดลงมาอยู่ที่ 49.8 จากระดับ 52.9 ในเดือนก่อนหน้า 

    เช่นเดียวกับการใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มชะลอตัวจากความพยายามในการปรับลดการขาดดุลการคลัง นอกจากนี้ ตลาดแรงงานเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัว สะท้อนจากการจ้างงานนอกภาคการเกษตรเฉลี่ย 3 เดือนที่ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ภายใต้แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน 

    ส่งผลให้คาดว่าในช่วงที่เหลือของปี ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้ง ภายหลังเริ่มเห็นสัญญาณว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อเริ่มผ่อนคลายลง เพื่อบรรเทาผลกระทบของมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าต่อเศรษฐกิจ

    เปิดแนวโน้ม GDP ประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก ปี 2568 ยังซมวิกฤต

    เศรษฐกิจยูโรโซน 

    คาดว่าจะขยายตัว 1% เทียบกับ 0.9% ในปี 2567 และเป็นการปรับเพิ่มจาก 0.8% ในสมมติฐานการประมาณการครั้งก่อน ตามการขยายตัวที่ดีกว่าคาดของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปี รวมถึงอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากตลาดแรงงานที่ยังแข็งแกร่ง โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มขึ้นของอัตราค่าจ้าง

    ประกอบกับมาตรการสนับสนุนทางการคลัง และการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างต่อเนื่องของธนาคารกลางยุโรปท่ามกลางแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง อย่างไรก็ตามคาดว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีจะได้รับผลกระทบจากข้อตกลงทางการค้าระหว่างสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2568 ที่จะส่งผลต่อภาคการผลิตและการส่งออกให้ชะลอตัวลง 

    นอกจากนี้ เศรษฐกิจเยอรมนีซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจที่สุดในภูมิภาคมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงจากมาตรการภาษีนำเข้าในหมวดยานยนต์ที่อัตรา 25% ที่จะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตสำคัญของประเทศ

    ทั้งนี้ ภายใต้แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจจากผลกระทบของมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ และอัตราเงินเฟ้อที่ลดลงกลับเข้าสู่เป้าหมาย ส่งผลให้คาดว่าธนาคารกลางยุโรปจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี

    เศรษฐกิจญี่ปุ่น

    คาดว่าจะขยายตัว 0.8% ฟื้นตัวจาก 0.2% ในปี 2567 และเป็นการปรับเพิ่มจาก 0.6% ในการประมาณการครั้งก่อนหน้า โดยได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการขยายตัวของอุปสงค์ในประเทศ ตามการเพิ่มค่าจ้างแรงงานเฉลี่ยและการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว สะท้อนจากดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการในเดือนกรกฎาคมที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 53.6 จากระดับ 51.7 ในเดือนก่อนหน้า 

    ขณะที่ภาคการผลิตในช่วงที่เหลือของปีมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีตอบโต้ทางการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ที่มีตลาดสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกหลัก โดยพบว่าดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรมในเดือนกรกฎาคมปรับลดลงสู่ระดับ 48.9 จากระดับ 50.1 ในเดือนก่อนหน้า 

    สำหรับอัตราเงินเฟ้อของญี่ปุ่นแม้จะยังอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าหมาย แต่คาดว่ามีแนวโน้มที่จะลดลงอย่างต่อเนื่องตามการชะลอตัวของเศรษฐกิจ ระดับราคาพลังงานที่ลดลงและการกลับมาดำเนินมาตรการอุดหนุนค่าไฟฟ้าให้กับครัวเรือนในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2568  

    ประกอบกับผลกระทบจากมาตรการ ทางการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจส่งผลต่อการปรับขึ้นค่าจ้างและชะลอการส่งผ่านต่ออัตราเงินเฟ้อ ทำให้คาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่นมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี

    เปิดแนวโน้ม GDP ประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก ปี 2568 ยังซมวิกฤต

    เศรษฐกิจจีน

    คาดว่าจะขยายตัว 4.6% ในปี 2568 ชะลอลงจาก 5% ในปี 2567 แต่เป็นการปรับเพิ่มขึ้นจาก 4% ในการประมาณการครั้งก่อน โดยเป็นผลมาจากการขยายตัวของการส่งออกสินค้าในเกณฑ์สูงในช่วงครึ่งแรกของปี ก่อนการสิ้นสุดการขยายระยะเวลาการระงับการจัดเก็บภาษีของสหรัฐฯ 90 วัน ณ วันที่ 12 สิงหาคม 256836 และล่าสุดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 ได้ตกลงที่จะขยายระยะเวลาการเจรจาออกไปเพิ่มเติมอีก 90 วัน จนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 

    โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าในเดือนกรกฎาคม 2568 ขยายตัว 7.2% และสูงสุดในรอบ 3 เดือน อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตของจีนมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ สะท้อนจากสัญญาณของการชะลอตัวของภาคการผลิต โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคอุตสาหกรรม (Manufacturing : PMI) ในเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ระดับ 49.3 ลดลงจากระดับ 49.7 ในเดือนก่อนหน้า และต่ำสุดในรอบ 3 เดือน 

    ทั้งนี้การชะลอตัวลงของภาคการผลิตมีแนวโน้มที่จะซ้ำเติมสถานการณ์กำลังการผลิตส่วนเกินภายในประเทศจนเพิ่มความเสี่ยงที่เศรษฐกิจจีนจะเข้าสู่ภาวะเงินฝืดมากขึ้น ทั้งนี้ธนาคารกลางจีนยังคงมีแนวโน้มที่จะดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ รวมถึงบรรเทาผลกระทบจากมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ  

    เศรษฐกิจอินเดีย

    คาดว่าจะขยายตัว 6.2% ชะลอลงจาก 6.7% ในปีก่อนหน้า และเท่ากับประมาณการในครั้งก่อน โดยคาดว่าเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังมีแนวโน้มชะลอลงตามภาคการผลิตและการส่งออกที่มีแนวโน้มได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการบังคับใช้มาตรการภาษีตอบโต้ทางการค้าจากสหรัฐฯ ซึ่งประกาศว่าจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรในการนำเข้าสินค้าจากอินเดียสูงถึง 50% โดยจะเริ่มบังคับใช้ ณ วันที่ 27 สิงหาคม 256839 

    อย่างไรก็ตาม อุปสงค์ภายในประเทศยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน ท่ามกลางแรงกดดันเงินเฟ้อที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอินเดียล่าสุดในเดือนกรกฎาคม อยู่ที่ 1.8% ลดลงจาก 2.1% ในเดือนก่อนหน้า และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 8 ปี ตามการลดลงของราคาอาหารและพลังงาน 

    นอกจากนี้ คาดว่าผลจากการดำเนินมาตรการการปฏิรูปภาษีระหว่างปีงบประมาณ 2568 – 2569 จะช่วยลดภาระภาษีให้กับประชาชนและภาคเอกชน และคาดว่าจะกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศในระยะต่อไป

    เปิดแนวโน้ม GDP ประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก ปี 2568 ยังซมวิกฤต

    เศรษฐกิจกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ (NIEs)

    ขยายตัวสูงกว่าที่คาดการณ์ ภายหลังจากที่เศรษฐกิจขยายตัวในเกณฑ์สูง จากการเร่งการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปี อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่มีแนวโน้มชะลอตัวลงในช่วงครึ่งหลังของปีภายหลังจากที่มาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อภาคการส่งออกและการผลิต 

    ทั้งนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับแต่ละประเทศจะแตกต่างกันออกไปตามแต่อัตราภาษีนำเข้าที่ถูกสหรัฐฯ กำหนด และสัดส่วนการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ นอกจากนี้อัตราภาษีเฉพาะสินค้ามีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมใหม่ 

    โดยคาดว่าในปี 2568 เศรษฐกิจไต้หวัน มีแนวโน้มขยายตัว 4.8% ชะลอลงจาก 4.8% ในปีก่อนหน้า ส่วนเศรษฐกิจฮ่องกง มีแนวโน้มขยายตัว 2% ชะลอลงจาก 2.5% ขณะที่เศรษฐกิจสิงคโปร์ มีแนวโน้มขยายตัว 3.4% ชะลอลงจาก 4.4% และเศรษฐกิจเกาหลีใต้ มีแนวโน้มขยายตัว 1% ชะลอลงจาก 2% ในปีก่อนหน้า ตามการเร่งการส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปี

    เศรษฐกิจอาเซียน

    มีแนวโน้มชะลอลงจากปีก่อนหน้า เนื่องจากผลกระทบของมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ แต่มีแนวโน้มขยายตัว สูงกว่าที่คาดในประมาณการครั้งก่อน เนื่องจากการขยายตัวในเกณฑ์ดีในช่วงครึ่งแรกของปีรวมถึงการบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ ที่ส่งผลอัตราภาษีตอบโต้ทางการค้าที่สหรัฐฯ เรียกเก็บอยู่ในระดับต่ำกว่าที่ประกาศ ณ เดือนเมษายน 

    อย่างไรก็ตาม มาตรการภาษีตอบโต้ทางการค้า รวมถึงการเรียกภาษีการส่งออกแบบถ่ายลำ (Transshipment) มีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อภาคการส่งออกและการผลิตของภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งหลังของปี โดยคาดว่าเศรษฐกิจแต่ละประเทศจะขยายตัวดังนี้ 

    • อินโดนีเซีย 4.8% ชะลอลงจาก 5%
    • มาเลเซีย 4.2% ชะลอลงจาก 5.1%
    • ฟิลิปปินส์ 5.3% ชะลอลงจาก 5.7%
    • เวียดนาม 6.7% ชะลอลงจาก 7.1%

    โดยประมาณการครั้งนี้อยู่ภายใต้แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อของทุกประเทศส่วนใหญ่ที่อยู่ในระดับต่ำส่งผลให้ธนาคารกลางของประเทศอาเซียนมีแนวโน้มที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637491&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZxSet24gCsX84k6rCKSLx

  • สุวัจน์ แจกทานทิ้งกระจาด ย้ำต้องมีรัฐบาลใหม่ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    สุวัจน์ แจกทานทิ้งกระจาด ย้ำต้องมีรัฐบาลใหม่ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    สุวัจน์ แจกทานทิ้งกระจาด ย้ำต้องมีรัฐบาลใหม่ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    สุวัจน์ ลิปตพัลลภ นำแจกทานทิ้งกระจาด พี่น้องชาวโคราช พร้อมหนุนพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ย้ำต้องรีบมีรัฐบาลใหม่ ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจช่วยเหลือประชาชนโดยเร็ว

    วันที่ 30 สิงหาคม 2568 ที่วิหารเซ็งหงั่มตั่ง มูลนิธิพุทธรรมฮุก 31 นครราชสีมา ถนนพายพาส อ.เมือง จ.นครราชสีมา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีซิโกว แจกทานทิ้งกระจาด ประจำปี 2568 ของมูลธินิพุทธธรรมฮุก 31 นครราชสีมา 

    โดยมีผู้ร่วมพิธีประกอบด้วย นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา นายประเสริฐ บุญชัยสุข ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์,นางเข็มทอง เรืองกฤตยา ประธานกิตติคุณมูลนิธิ, นายสุวัฒน์ จึงวิวัฒนากร ประธานกิตติคุณมูลนิธิ และนายประวิทย์ อัศวินชัย ประธานมูลนิธิพุทธธรรมฮุก 31 นครราชสีมา พร้อมกันนี้ได้มีประชาชนจากทุกสารทิศ เดินทางมารับแจกทานทิ้งกระจาดกว่า 4,000 คน

    สุวัจน์ แจกทานทิ้งกระจาด ย้ำต้องมีรัฐบาลใหม่ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ กล่าวว่าวันนี้ เราต้องมีความรักความสามัคคี มีความเสียสละ เป็นกําลังใจ เพื่อให้เราฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไปได้ อย่างวันนี้ที่โคราช มูลนิธิพุทธธรรม 31 ได้จัดงานซิโกว ในการทําบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับดวงวิญญาณผู้ไร้ญาติ และจัดงานแจกทานทิ้งกระจาดให้กับพี่น้องประชาชนชาวโคราชที่ยากจน ซึ่งปีนี้มากัน 4,000 กว่าคน ผู้มีจิตกุศลก็ร่วมกันบริจาคข้าวสารอาหารแห้ง ทํากันเป็นประจําทุกปี อยากให้พวกเราได้มีกําลังใจในการที่จะต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจต่างๆให้ลุล่วงต่อไป ต้องขอบคุณมูลนิธิองค์กรการกุศลที่จังหวัดนครราชสีมา ที่ได้ร่วมกันแสดงออกถึงน้ําใจ “คนโคราชรักจริงไม่ทิ้งกัน”

    สุวัจน์ แจกทานทิ้งกระจาด ย้ำต้องมีรัฐบาลใหม่ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ

    นายสุวัจน์ กล่าวต่อว่าช่วงนี้สถานการณ์ทางการเมืองต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรี เพราะว่าผลของคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีพ้นจากตําแหน่ง คณะมนตรีก็ต้องพ้นไปทั้งคณะครม.ชุดนี้ ขณะนี้ก็เป็นเพียงรัฐบาลรักษาการ 

    ฉะนั้น ต้องว่ากันตามครรลองของกฎหมายของรัฐธรรมนูญ คือ จะต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีท่านใหม่ จัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ มีรัฐบาลชุดใหม่ แล้วต้องแถลงนโยบายกันใหม่ ซึ่งต้องมีกระบวนการที่ใช้เวลาระยะหนึ่งที่จะเห็นภาพของรัฐบาลใหม่ ภาพของนโยบายใหม่ในช่วงระยะเวลาที่เหลือของสภา

    ดังนั้นมาตรการอะไร นโยบายอะไรที่เป็นเรื่องการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน มาตรการทางเศรษฐกิจก็คงจะต้องขึ้นอยู่กับการจัดตั้งรัฐบาลกับนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ด้วย

    ทั้งนี้ พรรคชาติพัฒนาได้มีมติร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค ในการสนับสนุนให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนําในการเดินหน้าเพื่อจัดตั้งรัฐบาลต่อไป ส่วนโครงสร้างของรัฐบาลใหม่ภายใต้ แกนนําพรรคเพื่อไทยนั้น ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือจะมีพรรคการเมือง อื่นเป็นองค์ประกอบอย่างไร หรือจะมีเงื่อนไขอย่างไรนั้น มอบให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

    “ตอนนี้ เราต้องการรัฐบาลใหม่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เพื่อเข้ามาทำงานและแก้ไขปัญหาของประชาชนให้ได้โดยเร็วที่สุด” นายสุวัจน์ กล่าว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/729625&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MX5dkfDb518frmc88Xj8-