Blog

  • สภาผู้บริโภค-SPU ชี้ “รถไฟฟ้าสายสีเขียว” 20 บ. ทำได้จริง-คุ้มค่า

    สภาผู้บริโภค-SPU ชี้ “รถไฟฟ้าสายสีเขียว” 20 บ. ทำได้จริง-คุ้มค่า

    ผู้สื่อข่าวรายงาน (30 ส.ค.68) สภาผู้บริโภค ร่วมกับศูนย์กฎหมายศรีปทุม มหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดเผยผลศึกษารูปแบบและเงื่อนไขสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้ากรณี รถไฟฟ้าสายสีเขียว ระบุ รถไฟฟ้าสายสีเขียวถือเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ของระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งสัญญาสัมปทานที่ทำกับ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC จะสิ้นสุดลงในปี 2572

    คำถามใหญ่ คือ หลังหมดสัญญาแล้ว “โมเดลใหม่” ควรเป็นแบบใดและที่สำคัญค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายที่ถูกพูดถึงกันมาก ทำได้หรือไม่ ซึ่งผลการศึกษาจาก ศูนย์กฎหมายศรีปทุม มหาวิทยาลัยศรีปทุม ระบุว่าให้ผลลัพธ์เชิงเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งกว่าคุ้ม ช่วยประหยัดเวลาเดินทาง 151 บาทต่อชั่วโมงต่อคน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 800 บาทต่อตัน

    อีกทั้ง ได้ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลังสิ้นสุดสัญญาเบื้องต้น สรุปได้เป็น 4 แนวทาง คือ 1.) ต่อสัญญาให้ผู้บริการรายเดิม 2.) เปิดประมูลหาผู้บริการรายใหม่ 3.) ให้กทม.บริหารเอง 4.) โอนภารกิจการบริหารให้กระทรวงคมนาคม

    ทั้งนี้ได้มีการตั้งสมมติฐานเรื่องรถไฟฟ้า 20 บาท ทำได้หรือไม่ ผลปรากฏว่  ไม่ว่าจะใช้รูปแบบไหนในการบริหารอัตราค่าบริการรถไฟฟ้า 20 บาทก็สามารถทำได้และผู้ประกอบการยังคงมีกำไร ที่สำคัญ มีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์สูงกว่า 40% ซึ่งคุ้มค่ากว่าต้นทุนทางการเงินหลายเท่า

    โดยความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับ อาทิ ประหยัดเวลาในการเดินทาง คิดเป็นมูลค่า 151 บาทต่อชั่วโมงต่อคน ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คิดเป็น 800 บาทต่อตัน ลดการสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เมื่อการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะของคนเมืองดีขึ้น ทำให้การจ้างงาน การท่องเที่ยว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเติบโต ที่สำคัญ การสร้างความเท่าเทียมในสังคม คนรายได้น้อยมีโอกาสใช้รถไฟฟ้า ไม่ถูกกีดกันด้วยราคา

    “เราใช้สมมติฐานหากใช้ราคา 20 บาทตลอดสาย และมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 30% ผู้ประกอบการจะต้องเพิ่มรถไฟฟ้าใหม่ 25 – 46 ขบวน ในช่วงที่มีการต่อสัญญา ปี 2572 – 2585 ต้นทุนการเดินทางต่อหัวยังอยู่แค่ 14 – 17 บาทต่อเที่ยว สะท้อนให้เห็นว่า รถไฟฟ้า 20 บาท สามารถครอบคลุมต้นทุนได้ในระยะยาว ส่วนความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เป็นตัวเลขสูงจนผู้วิจัยยังตกใจ อย่างไรก็ตามจะมีการจัดทำรายงานฉบับเต็ม โดยสัมภาษณ์ผู้ให้บริการเพิ่มเติม เพื่อให้ข้อมูลวิจัยแน่นขึ้น” ทีมผู้วิจัยระบุ

    ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่ากทม. ให้ความเห็นว่า งานวิจัยโครงการรถไฟฟ้า 20 บาท ในกรณีสายสีเขียวให้ผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ถึง 40% ถือว่าสูงผิดปกติ อาจเป็นเพราะประเมินต้นทุนต่ำเกินไป ขณะที่ ผลตอบแทนทางการเงินยังขาดทุน

    ดังนั้น การดำเนินโครงการ 20 บาท แม้จะคุ้มค่าทางสังคม แต่อาจไม่ยั่งยืน หากรัฐต้องชดเชยเพราะสายสีเขียวมีปัญหาหนี้สินที่กทม.จะต้องชำระเป็นเงินกว่า 70,000 ล้านบาท หรือหากรัฐจะเลือกวิธีซื้อคืนมาบริหารเอง ต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 200,000 ล้านบาท

    “หนี้สินของกทม. และสัญญาที่ผูกพันถึงปี 2585 เป็นอุปสรรคใหญ่ ที่รัฐต้องตัดสินใจว่าจะเจรจาต่อสัญญา, เปิดประมูลใหม่ หรือโอนให้รฟม. เห็นด้วยหากจะทำให้อัตราค่าโดยสารลดลง แต่ 20 บาทเหมาะสมหรือไม่ และรัฐจะหาเงินที่ไหนมาชดเชย ต้องคิดต่อว่าจะทำให้โครงการนี้ยั่งยืนได้อย่างไร” ดร.สามารถกล่าว

    ส่วน นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวเสริมว่า การศึกษาของกระทรวงคมนาคมก่อนหน้านี้คิดที่อัตรา 25 บาท ซึ่งกทม.สามารถดำเนินการได้ และยังมีรายได้จากการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์อีกกว่า 32,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันทุกพรรคการเมือง ไม่เฉพาะเพื่อไทยที่เสนออัตราค่าโดยสาร 20 บาท พรรคก้าวไกล 15 บาท พรรคประชาธิปัตย์เสนอ 50 บาทตลอดวันเดินทางกี่เที่ยวก็ได้ พรรคภูมิใจไทยเสนอ 40 บาททั้งรถไฟฟ้า เรือ และรถเมล์

    ต่างสะท้อนให้เห็นว่าทุกพรรคการเมืองมองแล้วโครงการนี้เป็นไปได้ หรืออาจจะใช้ภาษีรถยนต์ ซึ่งกทม.เก็บอยู่ปีละ 16,000 ล้านบาทมาใช้ในโครงการนี้ก็ได้เช่นกัน

    “ประเทศเราไม่ได้มีปัญหาเรื่องงบประมาณ ปัญหาคือการบริหารจัดการ และจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณ เช่น ค่าก่อสร้างทางด่วน เราไม่มีทางแก้รถติดได้ ถ้ายิ่งสร้างถนนรถก็ยิ่งติด ทำอย่างไรให้ทุกพรรคการเมืองสนับสนุน ซึ่งไม่ใช่แค่เพื่อไทย ที่ลดราคาลง ให้ทุกคนขึ้นได้ และขยายไปสู่ต่างจังหวัดในอนาคต ซึ่งหลายจังหวัดได้เริ่มทำแล้ว” นางสาวสารี กล่าว

    อย่างไรก็ตามหากถามว่าทำไม “20 บาท” ถึงสำคัญ สถานการณ์ในปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยกำลังมีปัญหาหนักจากภาวะหนี้ครัวเรือนสูง ค่าครองชีพสูง สวนทางกับรายได้ที่ลดลง ค่าโดยสารรถไฟฟ้าถือเป็นภาระหนักของประชาชน ค่าโดยสารเต็มระยะทางอาจเกิน 100 บาทต่อเที่ยว ขณะที่ ธนาคารโลกมีคำแนะนำว่าค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนไม่ควรเกิน 10% ของค่าจ้าง

    โดยปัจจุบันค่าจ้างขั้นต่ำของไทยอยู่ที่ประมาณ 400 บาท ดังนั้นค่าเดินทางไม่ควรเกิน 40 แต่ทุกวันนี้ ค่าเดินทางของคนกรุงเทพเกินไปมาก ไป-กลับอาจเกิน 200 บาทต่อวัน ถือเป็นภาระหนักมากของคนกรุงเทพฯ ที่กำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะสายสีเขียว ซึ่งเป็นเส้นทางหลักและกำลังจะหมดสัญญาสัมปทานในปี 2572 แต่มีการต่อสัญญากับเอกชนไปอีก 13 ปี

    อย่างไรก็ตาม แม้จะยังมีข้อโต้แย้ง แต่ตัวเลขจากงานวิจัยในเบื้องต้น ได้ชี้ชัดว่า 20 บาท ยิ่งกว่าคุ้ม และไม่เพียงแค่ทำให้ประชาชนเข้าถึงการเดินทางที่สะดวกและราคายุติธรรม แต่ยังสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมมหาศาล ไม่ว่ารัฐจะเลือกโมเดลการบริหารแบบใดหลังหมดสัญญา สิ่งสำคัญที่สุด คือ การยึดผลประโยชน์ประชาชนเป็นศูนย์กลาง และใช้ “20 บาทตลอดสาย” เป็นเครื่องมือพลิกโฉมระบบขนส่งไทยให้ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/779023&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38V5uBXUMhpdghQxX4ohKU

  • ดีอี เตือนภัย “มิจฉาชีพ” เปิดเพจปลอม อ้าง “กรมขนส่งฯ” รับทำใบขับขี่ ระวังหลอกโอนเงิน – ดึงข้อมูลส่วนบุคคล | TOPNEWS

    ดีอี เตือนภัย “มิจฉาชีพ” เปิดเพจปลอม อ้าง “กรมขนส่งฯ” รับทำใบขับขี่ ระวังหลอกโอนเงิน – ดึงข้อมูลส่วนบุคคล | TOPNEWS

    สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 767 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 11 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 15 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 191 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 74 เรื่อง

    ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย

    กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 119 เรื่อง

    กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 17เรื่อง

    กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 12 เรื่อง

    กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 0 เรื่อง

    กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 43 เรื่อง

    นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ส่วนใหญ่เป็นข่าวเกี่ยวกับการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ความมั่นคงระหว่างประเทศไทย และกัมพูชา นอกจากนี้ยังพบข่าวที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพรวมอยู่ด้วย ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ อาทำให้สูญเสียทรัพย์สิน หรือ ข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลได้ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่

    อันดับที่ 1 : เรื่อง กรมการขนส่งทางบก รับทำใบขับขี่ทุกชนิดไม่ต้องสอบเอง ผ่านเพจ มาราตรี

    อันดับที่ 2 : เรื่อง เบต้ากลูแคนรักษาอาการบวมน้ำหรือลดสารพิษตกค้างในร่างกาย

    อันดับที่ 3 : เรื่อง ธนาคารกรุงไทย ประกาศยกเลิกหนี้เสียทุกประเภท ติดเครดิตบูโร และแบล็กลิสต์ ลงทะเบียนกู้ใหม่ได้ ผ่านบัญชี Tiktok ktb.bank027

    อันดับที่ 4 : เรื่อง ไทย วางลวดหนามรุกล้ำพื้นที่ ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

    อันดับที่ 5 : เรื่อง เพจเฟซบุ๊ก ปทิตตา เปิดรับทำใบขับขี่ สำหรับบุคคลที่ไม่เคยมีใบขับขี่มาก่อน

    อันดับที่ 6 : เรื่อง เฟซบุ๊ก พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2

    อันดับที่ 7 : เรื่อง ตม. ไทย เปิดด่านให้ชาวกัมพูชาเข้ามาใช้บริการโรงพยาบาลได้ตามปกติแล้ว

    อันดับที่ 8 : เรื่อง กองทัพภาคที่ 2 เปิดเพจเฟซบุ๊กใหม่ชื่อ ข่าวกองทัพภาคที่ 2

    อันดับที่ 9 : เรื่อง ธนาคารกรุงไทย ปล่อยสินเชื่อวงเงิน 2 ล้านบาท ผ่านบัญชี TikTok kbankgdvbvb

    อันดับที่ 10 : เรื่อง แม่ทัพภาค 1 และฝ่ายความมั่นคง เสนอมอบสัญชาติไทยให้ชาวกัมพูชา บ้านหนองจาน

    สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “กรมการขนส่งทางบก รับทำใบขับขี่ทุกชนิดไม่ต้องสอบเอง ผ่านเพจ มาราตรี” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า กรมการขนส่งฯ ไม่มีบริการรับทำใบขับขี่ผ่านช่องทางออนไลน์หรือสื่อโซเชียลใดๆ ทั้งสิ้น และไม่สามารถฝากให้ผู้อื่นดำเนินการแทนได้ ซึ่งหากประชาชนต้องการทำใบขับขี่หรือต่ออายุใบขับขี่ต้องมาดำเนินการด้วยตนเองที่กรมการขนส่งฯ เท่านั้น โดยประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสผู้กระทำผิดมายังกรมการฯขนส่งได้โดยตรง หรือโทรสายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นหากเห็นโพสต์รับทำใบขับขี่ในออนไลน์ ให้ตั้งข้อสงสัยว่าเป็นมิจฉาชีพไว้ก่อน

    ด้านข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “เบต้ากลูแคนรักษาอาการบวมน้ำหรือลดสารพิษตกค้างในร่างกาย” กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า เบต้ากลูแคนเป็นสารที่พบได้ทั่วไปในธรรมชาติ เช่น ยีสต์ ธัญพืช (ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์) และเห็ด จากการศึกษาพบว่าเบต้ากลูแคนจากข้าวโอ๊ตและข้าวบาร์เลย์ มีส่วนช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่เพียงพอในการระบุถึงประสิทธิภาพของเบต้ากลูแคนในการรักษาอาการบวมน้ำหรือลดสารพิษตกค้างในร่างกาย ทั้งนี้ เบต้ากลูแคนมิใช่ยา จึงไม่มีฤทธิ์ในการบำบัด บรรเทา หรือรักษาโรคใด ๆ

    อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

    หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่
    | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com
    | Line ID: @antifakenewscenter
    | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand
    | X : @AFNCThailand
    | TikTok : @antifakenewscenter
    | IG : afnc_thailand/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1293465&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sizEYbk06FcrGStAmqtIw

  • เศรษฐศาสตร์วันหยุด : เศรษฐกิจไทยต่อจากนี้ หลายแรงส่งเริ่มอ่อนแรง

    เศรษฐศาสตร์วันหยุด : เศรษฐกิจไทยต่อจากนี้ หลายแรงส่งเริ่มอ่อนแรง

    เศรษฐศาสตร์วันหยุด : เศรษฐกิจไทยต่อจากนี้ หลายแรงส่งเริ่มอ่อนแรง

    วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

    เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ขยายตัว 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน(YOY) และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าขยายตัวได้ 0.6% ซึ่งมีแรงขับเคลื่อนที่สำคัญจาก การส่งออกสินค้าและบริการ ที่ขยายตัวสูงถึง 14.3% YoY เป็นการขยายตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 และการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว 4.1% YoY โดยเป็นการขยายตัวครั้งแรกในรอบ 4 ไตรมาส จากการลงทุนในหมวดเครื่องจักรเครื่องมือโดยเฉพาะในหมวดยานยนต์

    อย่างไรก็ตามแม้ว่าเศรษฐกิจในไตรมาส 2 จะขยายตัว แต่แรงส่งแผ่วลงในหลายด้าน เช่น การลงทุนภาคเอกชนที่หดตัว จากการลงทุนกลุ่มเครื่องจักรเครื่องมือ สะท้อนภาวะการลงทุนที่อยู่ในระดับต่ำและมีความไม่แน่นอนสูง อีกทั้งยังต้องติดตามความต่อเนื่องของการลงทุนในรถยนต์ที่เพิ่งจะกลับมาขยายตัวได้ครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาส ส่วนการส่งออกบริการหดตัว -2.4% ( QoQ : เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน) ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนที่หดตัว -1.5% QoQ ตามจำนวนนักท่องเที่ยวจากเกือบทุกชาติในเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะจากจีน ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวในไตรมาส 2 หดตัว -12.2% YoY สะท้อนความกังวลด้านความปลอดภัยที่ขยายวงมากขึ้น แม้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวกลุ่ม long haul ชดเชยได้บางส่วน นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวต่ำเพียง 0.2% QoQ โดยเฉพาะการใช้จ่ายในหมวดบริการ สะท้อนความเปราะบางของครัวเรือนที่ความเชื่อมั่นถูกกระทบจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

    สำหรับในระยะต่อจากนี้เศรษฐกิจไทยยังคงน่าห่วง เนื่องจากแรงส่งหลักของเศรษฐกิจมีทิศทางชะลอลง หลังการประกาศอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่แม้จะลดความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า แต่คาดว่าหลายประเทศจะเร่งระบายสินค้ามายังตลาดที่สาม ซึ่งส่งผลให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงขึ้น นอกจากนี้ ผลจากการเร่งส่งออกสินค้าในช่วงครึ่งปีแรกทำให้สหรัฐฯ มีสต๊อกสินค้าในระดับสูงที่อาจเพียงพอต่อความต้องการในปี 2568 โดยการส่งออกไปยังสหรัฐฯ มูลค่าเฉลี่ยต่อเดือนในช่วง มี.ค.-มิ.ย.2568 สูงถึง 6 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าช่วงไตรมาสที่ 4 ปี 2567 ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 4.8 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งคำสั่งซื้อระยะข้างหน้าขึ้นอยู่กับความสามารถในการ de-stocking ของสหรัฐฯ ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่อาจกลับมาเร่งขึ้นจากผลของภาษี อีกทั้งยังต้องติดตามความเสี่ยงการขึ้น sectoral tariff ในสินค้ากลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งที่ผ่านมาไทยส่งออกได้ดี โดยคิดเป็นกว่า 6% ของมูลค่าการส่งออกไทยไปยังสหรัฐ

    ขณะที่การท่องเที่ยวมีความเสี่ยงชะลอลงมากกว่าที่คาด แม้ว่าในช่วงครึ่งปีแรกจำนวนนักท่องเที่ยวในกลุ่ม long haul ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการใช้จ่ายต่อคนสูงจะสามารถขยายตัวได้กว่า 17.4% YoY และทดแทนนักท่องเที่ยวในกลุ่ม short haul ได้บางส่วน อย่างไรก็ดี นักท่องเที่ยวในกลุ่ม short haul ยังคงมีสัดส่วนสำคัญคิดเป็น 73% ของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งต้องเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่น

    นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนัก มองไปในทิศทางเดียวกันว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2568 จะขยายตัวได้ที่ 2.0% YoY โดยครึ่งหลังของปีคาดว่าจะขยายตัวชะลอลงอยู่ที่ 1.0% YoY จากครึ่งปีแรกที่ขยายตัวได้ 3.0% YoY ท่ามกลางความเสี่ยงจากผลกระทบของข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ โดยเฉพาะภาษี transshipment ที่ปัจจุบันยังไม่มีแนวทางดำเนินการที่ชัดเจน ซึ่งเป็นความท้าทายต่อความสามารถในการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทานไทย

    พงษ์พันธุ์

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/910844&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QAVKlK5jSfcg3GNAXTGiw

  • “พิชัย” เชื่อเศรษฐกิจแก้ไขได้ ใครรับผิดชอบยังดูแลอยู่ มั่นใจเจรจาสหรัฐฯไม่สะดุด

    “พิชัย” เชื่อเศรษฐกิจแก้ไขได้ ใครรับผิดชอบยังดูแลอยู่ มั่นใจเจรจาสหรัฐฯไม่สะดุด


    “พิชัย” เชื่อปัญหาเศรษฐกิจแก้ได้ หลัง “แพทองธาร” หลุดตำแหน่ง ชี้ใครรับผิดชอบก็ยังอยู่ มั่นใจเจรจาภาษีสหรัฐฯ ไม่สะดุด

    ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผย สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ จะมีผลกระทบหรือไม่ หลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง ว่า ตนว่าทุกอย่างก็น่าจะแก้ไขได้ในเรื่องเศรษฐกิจ ใครรับผิดชอบก็ยังต้องดูแลอยู่

    เมื่อถามว่าจะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจอะไรหรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า ทุกอย่างตอบได้ในเรื่องเศรษฐกิจเราใครรับผิดชอบก็ยังต้องดูแลอยู่

    เมื่อถามย้ำว่า จะทำให้การเจรจาภาษีและการค้า กับสหรัฐอเมริกาสะดุดหรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า ไม่สะดุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/34821&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sX-mmqweMBp7iQT4ZZ_lA

  • เสียงเรียกร้องภาคธุรกิจเร่งตั้งนายกฯ ใหม่ ชี้ชะตาอนาคตเศรษฐกิจไทย

    เสียงเรียกร้องภาคธุรกิจเร่งตั้งนายกฯ ใหม่ ชี้ชะตาอนาคตเศรษฐกิจไทย

    เศรษฐกิจ

    เสียงเรียกร้องภาคธุรกิจเร่งตั้งนายกฯ ใหม่ ชี้ชะตาอนาคตเศรษฐกิจไทย

    30 ส.ค. 2025 เวลา 7:00 น.

    เสียงเรียกร้องภาคธุรกิจเร่งตั้งนายกฯ ใหม่ ชี้ชะตาอนาคตเศรษฐกิจไทย

    “ภาคธุรกิจ” ประสานเสียงเรียกร้องฝ่ายการเมืองเร่งจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หวั่นสถานการณ์สุญญากาศการเมือง ย้ำโจทย์ใหญ่รัฐบาลใหม่เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

    ศาลรัฐธรรมนูญ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัย เมื่อวันที่ 29 ก.ค.2568 เรื่องพิจารณาที่ 18/2568 คดีกล่าวหาความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม สิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ จากกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร กับ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

    ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องนายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี คือ 1 ก.ค.2568 เนื่องจากผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง

    คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นที่จับตามองของนักธุรกิจทั้งไทยและนักธุรกิจต่างชาติ โดยหลายฝ่ายมองว่ามีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นภาคธุรกิจและการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ รวมทั้งทำให้ภาคธุรกิจบางส่วน Wait & see 

    ทันทีที่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาได้มีการชิงจังหวะจัดตั้งรัฐบาลระหว่างพรรคเพื่อไทยแข่งกับพรรคภูมิใจไทย

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนและนักลงทุนต่างชาติจับตามองการเมืองไทยอย่างใกล้ชิด โดยหากการเมืองยังไร้เสถียรภาพต่อไปจะทำให้ความเชื่อมั่นสั่นคลอนหนักขึ้น ซึ่งจะทำให้นักลงทุนลังเล รวมถึงการท่องเที่ยวจะชะลอตัวและทุกอย่างจะกระเทือนเป็นลูกโซ่

    “วันนี้ความไม่แน่นอนทางการเมืองยังเป็นเงื่อนไขสำคัญที่บั่นทอนศรัทธาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง เพราะเรากำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจที่หนักอยู่แล้ว” นายพจน์ กล่าว

    ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ คือ ฝ่ายการเมืองต้องเร่งหานายกรัฐมนตรีใหม่ตามรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีผู้นำที่สานต่อการทำงานได้เร็ว โดยการเมืองต้องนิ่งมีเสถียรภาพ ซึ่งภาคเอกชนต้องการเห็นการฟอร์มคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ดีและได้บุคลากรที่มีฝีมือและเป็นที่ยอมรับเข้าบริหารประเทศ

    นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า

    ภาคธุรกิจกังวลการขับเคลื่อนงานเศรษฐกิจต้องหยุดชะงักรอรัฐบาลชุดใหม่ รวมถึงข้อตกลงระหว่างรัฐบาลที่ตกลงกับต่างประเทศต้องหยุดทั้งหมดไม่สามารถเดินต่อไป ส่วนดีลภาษีสหรัฐน่าจะเดินต่อไปได้เพียงแต่ต้องรอ ครม.ชุดใหม่มาสานต่อ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า

    หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้าจะกระทบการดำเนินนโยบายสำคัญ เช่น การเจรจาภาษีกับสหรัฐ การแก้ไขปัญหาชายแดน การจัดการอุทกภัย และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการที่ต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการตัดสินใจ 

    ดังนั้น ในช่วงเวลาที่เสถียรภาพทางการเมืองยังไม่แน่นอนเช่นนี้ ภาครัฐต้องสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนและประชาชน เพิ่มงบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาทักษะแรงงาน และสนับสนุนการเข้าถึงเงินทุนสำหรับ SMEs รวมทั้งทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อวางแผนการดำเนินงานในระยะกลางและระยะยาว

    ในขณะที่นักธุรกิจต่างประเทศยืนยันถึงความเชื่อมั่นต่อการลงทุนในไทย โดยเฉพาะนักธุรกิจญี่ปุ่นที่มียอดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เป็นอันดับ 1 มานานก่อนที่ในช่วงหลังจะมีจีนเข้ามาเป็นอันดับ 1 ในบางปี

    นายอิชิโระ อาเบะ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) สำนักงานกรุงเทพฯ ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”

    ก่อนที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย 2 วัน ว่า ไม่ว่าการตัดสินใดๆ ที่จะเกิดขึ้นในวันศุกร์ที่ 29 ส.ค.2568 อาจกระทบกระบวนการตัดสินใจของรัฐบาลทำให้ล่าช้าหรือเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่เมื่อมองระยะยาวแล้วนักลงทุนจะปรับตัวให้เข้าการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาลได้

    “สถานการณ์การเมืองไทยปัจจุบันไม่กระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่น เพราะไทยแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างมากต่อนโยบายการส่งเสริม FDI เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ซึ่งที่ผ่านมาแม้จะมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมือง รัฐบาลไทยยังให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่อง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1196515&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HDIf0-PPEzT9cYXWPqOIN

  • หนี้ครัวเรือนลด หนี้เสียพุ่ง สัญญาณเตือนเศรษฐกิจ

    หนี้ครัวเรือนลด หนี้เสียพุ่ง สัญญาณเตือนเศรษฐกิจ

    หนี้ครัวเรือนลด หนี้เสียพุ่ง สัญญาณเตือนเศรษฐกิจ

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ ‘สภาพัฒน์’ รายงานหนี้สินครัวเรือนล่าสุด ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2568 พบว่า หดตัวลง 0.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบหลายไตรมาส ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สินครัวเรือนต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปรับตัวลดลงต่อเนื่องมาอยู่ที่ 87.4% จากไตรมาสก่อนหน้าที่ 88.4% 

    แม้ภาพรวมยอดหนี้จะหดตัวลงเล็กน้อย ผลจากการที่สถาบันการเงินเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อใหม่ และครัวเรือนเองก็ระมัดระวังการก่อหนี้มากขึ้น แต่หากดูคุณภาพของหนี้ กลับมีสัญญาณที่น่ากังวลอย่างยิ่ง จากยอดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) สูงถึง 1.19 ล้านล้านบาท สะท้อนให้เห็นว่า ครัวเรือนจำนวนมากกำลังประสบปัญหาในการชำระหนี้อย่างรุนแรง 

    ขณะที่หนี้ที่กล่าวถึงพิเศษ (SM) คือ หนี้ที่ค้างชำระ ไม่เกิน 90 วัน ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่า อาจจะกลายเป็นหนี้เสียในอนาคต ยังมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยคิดเป็น 4.25% ของสินเชื่อรวม โดยเฉพาะคุณภาพสินเชื่อในกลุ่มสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และ สินเชื่อบัตรเครดิต เป็นกลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุด เนื่องจากมีแนวโน้มการผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน 

    ภาพที่เกิดขึ้นนี้เปรียบเสมือนร่างกายที่นํ้าหนักลดลง แต่กลับตรวจพบปัญหาสุขภาพที่น่ากังวล การที่ยอดหนี้รวมลดลงไม่ได้แปลว่า ฐานะทางการเงินของคนไทยดีขึ้นเสมอไป แต่สะท้อนถึงสภาวะ ‘ไม่กล้า’ และ ‘ไม่ให้’ ก่อหนี้ใหม่ ซึ่งสถานการณ์นี้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ และสร้างความน่ากังวลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในหลายมิติ  

    ไม่ว่าจะเป็นกำลังซื้อในประเทศจะถูกแช่แข็ง ซึ่งจะเป็นผลกระทบที่ชัดเจนและรุนแรงที่สุด เมื่อคนไม่ก่อหนี้ใหม่เพื่อการบริโภค (เช่น ซื้อรถยนต์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, ต่อเติมบ้าน) และมุ่งนำเงินไปชำระหนี้เก่า การใช้จ่ายในประเทศซึ่งเป็นเครื่องยนต์สำคัญของ GDP ก็จะชะลอตัวลงอย่างมาก ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโดยรวมเป็นไปได้ยาก 

    ขณะที่ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของสถาบันการเงิน แม้ธนาคารไทยจะยังแข็งแกร่ง แต่เอ็นพีแอลที่สูงขึ้นต่อเนื่อง ย่อมกัดกร่อนผลกำไร เพราะธนาคารต้องตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลให้ธนาคารยิ่งระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อใหม่มากขึ้นไปอีก

    กลายเป็น ‘วงจรเชิงลบ’ ที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ การลงทุนภาคเอกชนชะงักงัน เมื่อกำลังซื้อในประเทศอ่อนแอ ผู้ประกอบการและภาคธุรกิจย่อมขาดความมั่นใจในการลงทุนขยายกิจการ เพราะไม่แน่ใจในอุปสงค์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การลงทุนใหม่ๆ จึงเกิดขึ้นได้ยาก 

    สุดท้ายคือ ข้อจำกัดในการดำเนินนโยบายการเงิน ภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูงและเปราะบาง ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดำเนินนโยบายการเงินได้ลำบาก แม้จะมีการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็จะไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร เพราะครัวเรือนที่หนี้ท่วมหัวก็ไม่สามารถกู้เพิ่มได้อยู่ดี และอาจนำเงินที่ประหยัดได้จากดอกเบี้ยที่ลดลงไปจ่ายคืนหนี้แทนที่จะนำไปบริโภค

    การหดตัวของหนี้ครัวเรือนในครั้งนี้จึงไม่ใช่ “ข่าวดี” แต่เป็น “สัญญาณเตือน” ถึงความอ่อนแอของกำลังซื้อ และความเชื่อมั่นที่ลดลง ขณะที่หนี้เสียที่เพิ่มขึ้นตอกยํ้าว่า คนกลุ่มใหญ่ในสังคมยังคงมีฐานะทางการเงินที่เปราะบางอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

    บทบรรณาธิการ หน้า 6 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจปีที่ 45 ฉบับที่ 4,127 วันที่ 31 สิงหาคม-3 กันยายน พ.ศ. 2568
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/blogs/columnist/editorial/637397&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3SbBCVQQI0-dKrzPGy7XPD

  • หยุดส่งต่อความเชื่อผิดๆ ที่บอกว่า ‘ให้หาสายรัดเหนือแผลถ้าโดนงูฉก’

    หยุดส่งต่อความเชื่อผิดๆ ที่บอกว่า ‘ให้หาสายรัดเหนือแผลถ้าโดนงูฉก’

    ประเทศไทยอย่างที่รู้ว่าฤดูกาลแสนจะแปรปรวนจนเกือบจะแยกไม่ได้แล้วว่าช่วงไหนฤดูร้อน ช่วงไหนฤดูฝน และช่วงไหนฤดูหนาว ด้วยความแปรปรวนของสภาพอากาศและช่วงนี้เป็นช่วงที่มีฝนตกชุก แน่นอนว่างูหรือสัตว์เลื้อยคลานมักจะออกมาเซย์ไฮพบปะผู้คนบ่อยกว่าปกติเพราะฝนทำให้พื้นที่หลบซ่อนในโพรงหรือท่อระบายน้ำมีน้ำขัง บรรดาสัตว์เหล่านี้จึงออกมาหาที่แห้งและอาหาร นี่คือเหตุผลที่เรามักเห็นข่าวคนถูกงูฉกหรือกัดในช่วงฝนตก 

    ทุกครั้งที่เกิดเหตุด้วยความที่เคยร่ำเรียนมาในวิชาลูกเสือในเรื่องการเอาตัวรอดในป่า หลายคนยังคงเชื่อว่า ‘ถูกงูฉกต้องรีบรัดเหนือแผล’ เพื่อกันพิษแพร่กระจายเข้าสู่หัวใจ แต่ความจริงแล้ววิธีนี้อันตรายมากและอาจทำให้ผู้ป่วยสูญเสียอวัยวะหรือถึงแก่ชีวิตได้เลยทีเดียว 

    ทำไมการรัดบริเวณเหนือแผลงูฉกถึงอันตราย? 

    • พิษงูไม่ได้วิ่งเข้ากระแสเลือดทันทีแต่ถูกดูดซึมผ่านระบบน้ำเหลืองไม่ใช่เลือด การรัดแน่นจึงไม่ช่วยหยุดพิษ 
    • การรัดบริเวณเหนือปากแผลจะทำให้พิษสะสมอยู่ในบริเวณเดียวทำให้เนื้อเยื่อส่วนนั้นถูกทำลายมากขึ้น 
    • เมื่อคลายส่วนที่รัดออกพิษจะทะลักเข้าสู่กระแสเลือดรวดเดียว เสี่ยงต่ออาการช็อกและเสียชีวิต 

    งานวิจัยในจีนที่ศึกษาผู้ป่วยถูกงูกัดกว่า 600 รายพบว่า คนที่ใช้สายรัดห้ามเลือด (Tourniquet) จะมีอาการรุนแรงกว่าคนที่ไม่ได้ใช้ และมีรายหนึ่งถึงกับต้องตัดขาเพราะเนื้อตายจากการขาดเลือด 

    นอกจากงานวิจัยในจีนแล้วยังมีคำเตือนจากแพทย์ทั่วโลกอีกด้วย เช่น องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) และ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) จากสหรัฐอเมริกา ยืนยันตรงกันว่า ห้ามใช้สายรัดห้ามเลือด (Tourniquet) ส่วนทางฝั่งการรักษาในไทยอย่างโรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลนครธน รวมถึงโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มีบทความที่ระบุอย่างชัดเจนว่า “ห้ามขันชะเนาะเมื่อถูกงูกัดหรือฉก” เพราะจะทำให้ผลการรักษาแย่ลง 

    วิธีรักษาเบื้องต้นหากถูกงูฉกหรือกัด 

    1. ตั้งสติและห้ามรัดแน่นเหนือแผล 
    2. ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่ หรือหากหาน้ำเกลือได้ก็ให้ใช้น้ำเกลือล้างแผล 
    3. ถอดแหวน นาฬิกา หรือของที่รัดใกล้แผล เพราะอาจทำให้เกิดอาการบวม 
    4. จัดอวัยวะให้อยู่ในระดับเดียวกับหัวใจหรือต่ำกว่า 
    5. รีบพาผู้ป่วยไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด 
    6. หากจำลักษณะงูได้หรือถ่ายรูปไว้จะช่วยให้แพทย์เลือกใช้ยาแก้พิษได้เร็วขึ้น แต่ถ้าหากจับงูตัวที่กัดไปให้แพทย์ได้จะทำให้ง่ายต่อการรักษามากกว่า 

    สิ่งสำคัญคืออย่าหลงเชื่อวิธีผิดๆ อย่าง ‘การรัดเหนือแผล’ เพราะไม่เพียงไม่ช่วยแต่ยังเพิ่มความเสี่ยงถึงชีวิต การปฐมพยาบาลที่ถูกต้องและรีบไปโรงพยาบาลเท่านั้นที่จะช่วยชีวิตได้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/lifestyle/donot-use-tourniquet-if-bitten-by-snake&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xVxlVRuTqQ3CbqJCk1OHa

  • ‘กล้าธรรม’ มติเอกฉันท์! หนุน ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ คนที่ 32

    ‘กล้าธรรม’ มติเอกฉันท์! หนุน ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ คนที่ 32

    พรรคกล้าธรรม ออกแถลงการณ์โดยเนื้อหาระบุว่า

    พรรคกล้าธรรม โดยคณะกรรมการบริหารพรรค ร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ได้ร่วมกันพิจารณารับฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรคทุกท่าน เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินการของพรรค รวมถึงพิจารณาข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทย โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พรรคกล้าธรรม จะลงมติในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สนับสนุนให้ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

    เนื่องด้วยสถานการณ์ของประเทศไทยขณะนี้ จำเป็นที่จะต้องมีฝ่ายบริหารมาขับเคลื่อนและแก้ปัญหาให้กับประชาชนในทุกด้าน ทั้งปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ ปัญหาเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ ปัญหาสังคมด้านต่าง ๆ อย่างเร่งด่วน โดยไม่สามารถประวิงเวลาไปได้อีก

    พรรคกล้าธรรม ได้แสดงจุดยืนของพรรคให้กับพรรคภูมิใจไทยทราบ คือ

    1. พรรคกล้าธรรม ยึดถือ 3 สถาบันหลัก ได้แก่ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ดังนั้น หากมีการเสนอแก้กฎหมายในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายฉบับต่าง ๆ จะต้องไม่กระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เป็นศูนย์รวมใจของคนไทยอย่างเด็ดขาด

    2. การยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรกว่า 30 ล้านคนในประเทศ ด้วยการปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรเหนือผลประโยชน์ของกลุ่มทุน

    โดยพรรคภูมิใจไทย ยอมรับเงื่อนไขของพรรคกล้าธรรม และขอให้ร่วมมือกันในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ภายใต้กติกาของระบอบรัฐสภา

    พรรคกล้าธรรม ขอเรียนว่า การตัดสินใจในครั้งนี้ยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก โดยไม่สามารถปล่อยให้สถานการณ์การเมืองทำให้ประเทศเข้าสู่ภาวะสุญญากาศ ขาดทิศทางการพัฒนา และนโยบายที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องได้ ณ วันนี้ประเทศไทย จำเป็นต้องมีกลไกของฝ่ายบริหารที่ต้องเรียกคืน และสร้างความเชื่อมั่นจากนานาประเทศอย่างเร่งด่วน

    พรรคกล้าธรรม พร้อมยืนอยู่เคียงข้างประชาชนคนไทย ในช่วงวิกฤตของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในครั้งนี้ โดยยึดระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

    Klatham Party-supports-anutin-as-prime-minister-SPACEBAR-Photo V01.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/klatham-party-supports-anutin-as-prime-minister&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KKBeZo2NZX5Rv02NxVQee

  • อัปเดต!”ราคาทองคำวันนี้”เปิดตลาดราคาพุ่ง

    อัปเดต!”ราคาทองคำวันนี้”เปิดตลาดราคาพุ่ง

    (30ส.ค. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำได้รายงาน”ราคาทองคำ“เปิดตลาดประกาศราคาครั้งที่ 1 เวลา 09.06 น. มีการปรับราคาขึ้น 350 บาท

    โดย”ราคาทองคำ“ประกาศครั้งที่ 1 เวลา 09.06 น.(+350)

    ทองแท่ง 

    • รับซื้อ บาทละ 52,500.00 บาท 
    • ขายออก บาทละ 52,600.00 บาท 

    ทองรูปพรรณ 

    • รับซื้อ บาทละ 51,453.04 บาท 
    • ขายออก บาทละ 53,400.00 บาท

    กราฟิกราคาทองคำวันนี้ 30 ส.ค. 68

    ที่มา : สมาคมค้าทองคำ

    ข่าวเวิร์คพอยท์23

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/crime/NUoLSVg1j&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0P1ST97tpeKivKDdiSEOL-

  • อย. บุกพื้นที่นำร่องเขตสุขภาพที่ 7 สนับสนุนนโยบายรัฐบาล ปั้น Product hub ชูเศรษฐกิจ อนุญาตวันเดียว

    อย. บุกพื้นที่นำร่องเขตสุขภาพที่ 7 สนับสนุนนโยบายรัฐบาล ปั้น Product hub ชูเศรษฐกิจ อนุญาตวันเดียว

    สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) บุกพื้นที่ยุทธศาสตร์เมืองเศรษฐกิจโซนอีสานตอนบน หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ พัฒนาอุตสาหกรรมสมุนไพร เพื่อสร้างโอกาสใหม่ให้ชุมชน โดยบูรณาการความร่วมมือจากเกษตรกร ภาคการศึกษา และภาคธุรกิจ ในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น

    เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 อย. ได้รับเกียรติจากนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น (นายแพทย์อภิชัย ลิมานนท์) ผู้บูรณาการความร่วมมือภาคีเครือข่ายในพื้นที่ อาทิ ภาคเอกชนที่มีศักยภาพในการลงทุนและพัฒนามาตรฐาน มหาวิทยาลัยขอนแก่นซึ่งเป็นแหล่งองค์ความรู้และการวิจัย เพื่อร่วมพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์และสถานที่ผลิตสมุนไพรให้มีคุณภาพ โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมกลุ่มเกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่จังหวัดขอนแก่นให้สามารถแปรรูปสมุนไพรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (นายแพทย์วิทิต สฤษฎีชัยกุล) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เห็นความสำคัญของจังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่ขานรับนโยบายรัฐบาล และกำลังพัฒนาสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Wellness Hub and Medical Vally) โดยอุตสาหกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพร ถือเป็นส่วนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนายุทธศาสตร์ของจังหวัดขอนแก่น การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เพื่อเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการลดระยะเวลาการพิจารณา ส่งเสริมเศรษฐกิจเชิงรุก ให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางผลิตภัณฑ์สุขภาพที่เป็นเลิศ (Product Hub) ด้านสมุนไพร ตามนโยบายรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายสมศักดิ์ เทพสุทิน)

    รองเลขาธิการฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับข้อกำหนดของ อย. และมาตรการช่วยเหลือวิสาหกิจ ให้ทุกภาคส่วนซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการร่วมเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/953010&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F1HvjFm_p42EEiha-0grU