Blog

  • สพป.ชุมพรเขต1. จัดเสวนาวิชาการเพื่อพัฒนานำคุณภาพการศึกษา สู่องค์กรแห่งนวัตกรรม “พลิกโฉม CPN 1”

    สพป.ชุมพรเขต1. จัดเสวนาวิชาการเพื่อพัฒนานำคุณภาพการศึกษา สู่องค์กรแห่งนวัตกรรม “พลิกโฉม CPN 1”

    ภูมิภาค

    สพป.ชุมพรเขต1. จัดเสวนาวิชาการเพื่อพัฒนานำคุณภาพการศึกษา สู่องค์กรแห่งนวัตกรรม “พลิกโฉม CPN 1”

    วันจันทร์ ที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.29 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 1 ก.ย.68 ที่โรงแรมนานาบุรี อ.เมืองชุมพร จ.ชุมพร นายเธียรชัย  ชูกิตติวิบูลย์  ผู้ว่าฯจ.ชุมพร เป็นประธานเปิดงาน เสวนาวิชาการ “พลิกโฉม CPN 1” ประจำปีการศึกษา 2568 และร่วมกิจกรรม Kick off การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนด้านการอ่าน การเขียน สู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1   ขับเคลื่อนนโยบายสู่การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง กระตุ้นและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ครูผู้สอนตลอดจนให้โรงเรียนที่ดำเนินการได้ประสบความสำเร็จ มีเวทีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน โดยมี ผู้บริหารโรงเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 107 โรงเรียน เข้าร่วมงาน
            
    นายศักดิ์สิทธิ์ แร่ทอง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1  กล่าวว่า การจัดงานเสวนาวิชาการ เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา สู่องค์กรแห่งนวัตกรรม “พลิกโฉม CPN 1” ประจ าปี 2568 ขึ้น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 เห็นความสำคัญของการพัฒนาการเรียนการสอน ให้ส่งผลต่อสมรรถนะของผู้เรียนสู่ศักยภาพเด็กไทยในศตวรรษที่ 21 ได้ประชาสัมพันธ์จัดงานเสวนาวิชาการ “พลิกโฉม CPN 1” ประจ าปีการศึกษา 2568ขับเคลื่อนนโยบายสู่การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง กระตุ้นและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ครูผู้สอน ตลอดจนให้โรงเรียนที่ดำเนินการได้ประสบความสำเร็จ มีเวทีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน 
          
    โดยมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อส่งเสริมสถานศึกษาด้านศักยภาพในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่ส่งผลต่อการยกระดับทักษะการคิดวิเคราะห์ และสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 2. เพื่อส่งเสริมสถานศึกษาในการจัดการศึกษาในรูปแบบที่หลากหลาย และขยาย ผลแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ในการจัดการศึกษาให้เป็นพื้นที่นวัตกรรม 3. เพื่อพัฒนาความสามารถของครูในการออกแบบกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ให้กับผู้เรียน  
            
    4. เพื่อพัฒนาครูด้านความสามารถใช้นวัตกรรมดิจิทัลในชั้นเรียน และต่อยอดสู่การวิจัยได้  กิจกรรมในวันนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1. กิจกรรมเสวนาวิชาการ เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา สู่องค์กรแห่งนวัตกรรม  “พลิกโฉม CPN 1” ประจ าปี 2568 2. กิจกรรม Kick off การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนด้านการอ่าน การเขียนสู่การเรียนรู้ ตลอดชีวิต การขับเคลื่อนเชิงสัญลักษณ์ สู่เป้าหมายในการพัฒนาร่วมกัน กลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วมกิจกรรม ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 107 โรงเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา มีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 668 ผลงาน และนำผลงานมาจัดนิทรรศการฐานการเรียนรู้ จำนวน 22 ฐาน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สู่การนำไปปรับใช้อย่างยั่งยืนต่อไป     
            
    ประกอบกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 ส่งเสริมการอ่าน เพื่อเป็นวิถีในการค้นหาความรู้ และต่อยอดองค์ความรู้ที่สูงขึ้น พัฒนาความสามารถด้านการอ่านตามแนวทางการประเมิน PISA สนับสนุนการจัดกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพผู้เรียนตามพหุปัญญา จึงจัดทำแนวทางการส่งเสริมแหล่งเรียนรู้และกิจกรรมส่งเสริมการอ่านภายในสถานศึกษา เพื่อพัฒนานำผู้เรียนด้านการอ่าน การเขียน สู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตให้สถานศึกษาในสังกัด ใช้เป็นแนวทางเพื่อนำไปพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/444677&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QzlDoIAV9iHylM8n4qvNo

  • “นฤมล” หารือสภาการศึกษาเอกชน รับฟังปัญหาข้อกม.ครูต่างชาติ พร้อมปรับแก้ไขให้เหมาะสม | TOPNEWS

    “นฤมล” หารือสภาการศึกษาเอกชน รับฟังปัญหาข้อกม.ครูต่างชาติ พร้อมปรับแก้ไขให้เหมาะสม | TOPNEWS

    1 ก.ย.ศ.2568 ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เข้าร่วมหารือประเด็นด้านการศึกษาเอกชน กับผู้แทนสมาคมสภาการศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย จำนวน 12 หน่วยงาน โดยตัวแทนสมาคมสภาการศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ได้นำดอกไม้แสดงความยินดีและขอขอบคุณ ศ.ดร.นฤมล ที่ขับเคลื่อนงานการส่งเสริมการศึกษาเอกชน

    โดยสมาคมสภาการศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ได้หารือถึงผลกระทบจากกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของโรงเรียนเอกชน โดยเฉพาะการตีความมาตรา 86 ของพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ที่ระบุว่า กิจการของโรงเรียนในระบบไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่ผู้ปฏิบัติงานของโรงเรียนต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ทำให้มีครูชาวต่างชาติที่สิ้นสุดสัญญาจ้างหลายคน ใช้ประโยชน์จากการตีความตามมาตราดังกล่าวมาเรียกร้องค่าชดเชยจากโรงเรียนเอกชน ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อโรงเรียนและครูชาวไทย ที่ได้รับเงินเดือนและสิทธิประโยชน์น้อยกว่าครูต่างชาติค่อนข้างมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1295421&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1PX4qFcpZEtxqCs-fahm9Q

  • “ศิษย์กัมพูชาทุนไทย” แว้งกัด! ดูถูกปริญญาบัตรไทยไร้ค่า “ลั่นไม่เคยได้ความรู้จากเมืองไทย” | เดลินิวส์

    “ศิษย์กัมพูชาทุนไทย” แว้งกัด! ดูถูกปริญญาบัตรไทยไร้ค่า “ลั่นไม่เคยได้ความรู้จากเมืองไทย” | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 1 ก.ย. เพจดังอย่าง Army Military Force ได้ออกมาโพสต์เล่าเรื่องราวของชายกัมพูชารายหนึ่ง ซึ่งเคยได้รับทุนเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ จนสามารถสื่อสารภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่ว ขณะศึกษาอยู่ยังมีครูบาอาจารย์เมตตาว่าจ้างให้ช่วยงานเสริม เช่น ซ่อมไฟ เปลี่ยนหลอดนีออนภายในอาคารเรียน ถือเป็นการเปิดโอกาสและมอบความไว้วางใจเต็มที่

    แต่เมื่อกลับประเทศบ้านเกิด เขากลับจับปืนเข้าร่วมปะทะกับทหารไทยตามแนวชายแดน แม้รอบแรกยังไม่สิ้นใจ แต่ก็แสดงชัดถึงการเลือกข้างตรงข้ามกับแผ่นดินที่เคยอุปถัมภ์

    โดยทางเพจ Army Military Force ระบุว่า

    ช่วยไปบอกครูมันด้วยนะ สิ่งที่มันพูดกับครู มันพูดไม่หมด มันสตอว์ครู!!!

    ล่าสุดครูมันออกมาดิ้น เข้าไปทักในอินบ็อกซ์ Tiktok ของแฟนเพจว่า “ถ้ายังไม่มีข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้องแล้วมาโพสต์แบบนี้ มันทำให้คนอื่นเสียหายนะครับ รบกวน กลั่นกรองข้อมูลดีๆ นะครับ”

    ล่าสุด i ทหารเขมรมันเข้าไปคอมเมนต์ในช่องของครูมันว่า “อาจารย์เครียดผมแล้วใช่ไหม ยังไงก็ตามผมขอบพระคุณอาจารย์ที่ดูแลตลอดมา ผมแค่ทำตามนาที แต่ไม่ได้ดูถูก ด่าคนไทยเลย ผมแค่บอก” จากนั้นครูมันก็เข้ามาตอบว่า “ผมเข้าใจ”

    แต่สิ่ง i ทหารเขมรพูดกับครูมันคือ สตอว์ล้วนๆๆ มันบอกว่า มัน “ไม่ได้ดูถูก ด่าคนไทยเลย” ใช่คุณมรึ.. ไม่ได้ด่าคนไทย แต่มรึ.. ดูถูกการศึกษาไทย แถมพูดไม่หมด จริงๆ มรึ..เลือกที่จะนิ่งเฉยก็ได้นะ แต่ไม่ มรึ..ยังปากดี ทั้งๆ ที่เข้ามาเรียนหนังสือในสุรินทร์ ไทยที่มีบุญคุณต่อมรึ..  แต่มรึ…ไม่ได้คิดแบบนั้น เห็นไหมละ มันพร้อมแว้งกันได้ตลอด นี่แหละเขมร เลี้ยงไม่เชื่อง แล้วที่นี้ยังจะสงสารมันอีกไหม? ยังจะอุ้มชูมันอีกไหม? ยังจะดิ้นเพื่อมันอีกไหม?

    ส่วนเรื่องมรึ..จะไปจับปืนสู้กับทหารไทยนั้น แล้วอ้างว่า ทำตามหน้าที่ นั้นก็เรื่องของมรึ.. จะลาออกหรือไม่ลาออก นั้นก็เรื่องของมรึ. แต่เรื่องดูถูกการศึกษาไทย ทั้งๆที่เข้ามาเรียนที่ไทย เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

    ย้อนกลับไป เมื่อวันที่ 23 ส.ค. ทหารเขมรรายนี้ มันยังโพสต์แคปชั่น “คำพูดในใจของฉัน” พร้อมแชร์ข้อความคำพูดของสมเด็จฮุน เซน บางช่วงบางตอนที่ระบุว่า “สมองและความรู้ของฉันไม่ได้มาจากปริญญาเดียวหรือโรงเรียนไทย คนกัมพูชาและโรงเรียนกัมพูชา คือครูของฉัน!” เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลัง มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ถอดถอนปริญญาสมเด็จฮุน เซน

    ล่าสุดวันนี้ (1 ก.ย.) มันโพสต์ข้อความอ้างอิงคำพูดของฮุน เซน อีกครั้ง คราวนี้ร่ายยาว โดยระบุว่า

    “ฉันทิ้งมันไปนานแล้ว มันไม่มีค่าอะไรให้เก็บรักษาไว้เลย!

    วันนี้ฉันเห็นสถาบันของไทยอีกแห่งหนึ่งประกาศเพิกถอนประกาศนียบัตรที่มอบให้ฉันไปแล้ว ขอชี้แจงให้ชัดเจนว่า ฉันทิ้งประกาศนียบัตรทั้งสามใบจากสถาบันไทยที่เคยมอบให้ฉันเมื่อนานมาแล้ว ประกาศนียบัตรเหล่านั้นไม่มีค่าสำหรับฉันเลยและไม่คุ้มค่าที่จะเก็บรักษาไว้เลย

    ประกาศนียบัตรใบแรกได้รับในปี พ.ศ. 2544 ใบที่สองในปี พ.ศ. 2549 และใบที่สามในปี พ.ศ. 2562 ฉันไม่ได้ภาคภูมิใจในเอกสารเพียงแผ่นเดียวของสถาบันของคุณเลย

    สติปัญญาและความรู้ของฉันไม่ได้เกิดจากประกาศนียบัตรหรือโรงเรียนของคุณ แต่เกิดจากคนกัมพูชาและโรงเรียนในกัมพูชาที่ให้การศึกษาแก่ฉัน

    ขอชี้แจงให้ชัดเจนว่า หากคุณลองพิจารณาช่วงเวลาที่คุณมอบประกาศนียบัตรเหล่านั้นให้ฉัน (ซึ่งฉันไม่เคยขอจากคุณ) และเปรียบเทียบกับช่วงเวลาที่ฉันรับราชการทหาร จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าประกาศนียบัตรของคุณไม่ได้มีส่วนช่วยใดๆ ต่อความสำเร็จของฉัน

    ประกาศนียบัตรเหล่านั้นได้รับหลังจากที่ผมบรรลุเป้าหมายสำคัญดังต่อไปนี้แล้ว:

    ในปี พ.ศ. 2522 ตอนอายุ 27 ปี ผมได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในปี พ.ศ. 2524 ตอนอายุ 29 ปี ผมได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในปี พ.ศ. 2528 ตอนอายุ 32 ปี ผมได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี

    ผมเชื่อว่าคุณน่าจะรู้สึกละอายใจหากจะกลับไปทบทวนการประเมินคุณสมบัติของคุณเมื่อครั้งที่ผมขอให้ผมรับประกาศนียบัตร ผมจะสั่งการให้สำนักงานของผมเผยแพร่ผลการประเมินของคุณเกี่ยวกับคุณงามความดีของผม เพื่อเป็นการเตือนความจำ เพื่อที่คุณจะได้ไม่ลืม คุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอดีตได้ และขอย้ำเตือนอีกครั้งว่า คุณมาเพื่อมอบประกาศนียบัตรเหล่านั้นพร้อมกับคำยกย่องอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่ในทางกลับกัน การจะรับหรือไม่รับนั้นเป็นการตัดสินใจของผมโดยสิ้นเชิง และผมไม่เคยเป็นคนที่มองข้ามสิ่งต่างๆ อย่างไร้เหตุผล”

    ขอบคุณเพจArmy Military Force

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5072477/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00c2Uae6X3g_xx79EuY5yb

  • สกสว. ถกเป้าหมายหนุนงบประมาณกองทุนววน. มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจสังคมไทย สู่ความสมดุล | เดลินิวส์

    สกสว. ถกเป้าหมายหนุนงบประมาณกองทุนววน. มุ่งกระตุ้นเศรษฐกิจสังคมไทย สู่ความสมดุล | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จัดการประชุมชี้แจงเป้าหมายการสนับสนุนงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และแนวทางการจัดทำคำของบประมาณของหน่วยงานในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ณ โรงแรมดิ แอทธินี โฮเทล แบงค็อก

    น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า กระทรวง อว. มุ่งสร้างกลไกงบประมาณที่คล่องตัว ยืดหยุ่น และตอบโจทย์ความท้าทายเร่งด่วนของประเทศ การลงทุนด้าน ววน. ต้องไม่ใช่เพียงการใช้งบประมาณ แต่ต้องสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมทั้งการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง การยกระดับ คุณภาพชีวิต การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยพิบัติ และปัญหา PM2.5 นอกจากนี้การจัดทำคำของบประมาณต้องอิงข้อมูลเชิงประจักษ์ ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

    “การประชุมในครั้งนี้ถือเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศและสังคมไทยด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และด้วยพลังขับเคลื่อนด้าน ววน. ประเทศไทยจะก้าวสู่อนาคตที่มั่นคงและยั่งยืน” รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าว

    ด้าน ศาสตราจารย์ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) กล่าวว่า กสว. ให้ความสำคัญต่อการจัดสรรงบประมาณ ววน. อย่างมีประสิทธิภาพ โดยยึดหลักตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติและสร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรม ทั้งนี้ การจัดทำงบประมาณปี 2570 จะเน้นการสนับสนุนผ่านกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ด้วยรูปแบบการสนับสนุนที่หลากหลาย อาทิ การจัดสรรแบบ Multi-year และ Block Grant ควบคู่กับการส่งเสริมบุคลากรวิจัยรุ่นใหม่ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ เพื่อผลักดันให้งานวิจัยนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ โดยงบประมาณที่กองทุน ววน. ได้รับจัดสรรประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี

    ขณะที่ ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวเพิ่มเติมว่า เวทีชี้แจงครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อให้หน่วยงานในระบบ ววน. เข้าใจระบบการจัดทำงบประมาณและเตรียมความพร้อมในการยื่นคำของบประมาณปี 2570 โดยเน้นย้ำบทบาทสำคัญของ ววน. ในการตอบโจทย์ความท้าทายของประเทศในมิติต่าง ๆ ทั้งในมิติที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศให้เกิดองค์ความรู้ใหม่เพื่อพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่อง และก้าวทันต่อการแข่งขันของเศรษฐกิจและสังคมโลกทั้งในปัจจุบันและอนาคตอย่างยั่งยืน รวมถึงด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ปัญหาสังคมและเศรษฐกิจ เช่น หนี้ครัวเรือน การจ้างงาน และการกระจายโอกาสทางสังคม

    สกสว. มุ่งขับเคลื่อนแนวคิด “Efficiency Growth” เพื่อสร้างการเติบโตบนฐานผลิตภาพ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศในเวทีโลกด้วยแผนด้าน ววน. ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่าและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้มีความสามารถในการแข่งขันและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมสู่อนาคตโดยใช้ ววน. การยกระดับสังคมและสิ่งแวดล้อมให้มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวััตกรรมระดับขั้นแนวหน้าที่ก้าวหน้าล้ำยุค และการพัฒนากำลังคนและสถาบันด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เป็นฐานการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศแบบก้าวกระโดดและอย่างยั่งยืน รวมทั้งผ่านการจัดสรรงบประมาณให้แก่หน่วยรับงบประมาณอย่างเหมาะสมและมีธรรมาภิบาล ภายใต้วิสัยทัศน์ “SRI for All – Empowering all SRI organizations to achieve more and leap Thailand forward”

    ทั้งนี้ สกสว. ตั้งเป้าที่จะขับเคลื่อนให้เกิดระบบนิเวศการวิจัยและนวัตกรรมที่เข้มแข็ง ส่งเสริมการผลักดันให้เกิดการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยคาดการณ์ผลจากการลงทุนงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมของประเทศเฉลี่ย 3.9 เท่าของงบประมาณลงทุน และร่วมสร้าง GDP ของประเทศให้เติบโต นอกจากนี้ สกสว. ยังสนับสนุนการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ตามเป้าหมายสำคัญที่สอดคล้องกับโจทย์และความต้องการของประเทศ

    “สกสว. มุ่งหวังให้เวทีครั้งนี้เป็นการสร้างความเข้าใจร่วมกัน และเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศให้ตอบโจทย์ปัญหาและความต้องการของสังคมไทย พร้อมทั้งยกระดับประเทศไทยสู่การเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน” ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5071645/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DJIVSFpr7khWB-XLJxRrs

  • จับตานายกฯคนที่ 32-รัฐบาลใหม่ เดินหน้า ‘นโยบายเศรษฐกิจ’ หรือหยุดแค่นี้ | เดลินิวส์

    จับตานายกฯคนที่ 32-รัฐบาลใหม่ เดินหน้า ‘นโยบายเศรษฐกิจ’ หรือหยุดแค่นี้ | เดลินิวส์

    หลังจากเมื่อวันที่ 29 ส.ค.2568 ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 6 ต่อ 3 เสียงให้ “แพทองธาร ชินวัตร” ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รวมถึงคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทั้งคณะ โดยต้องเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งต้องจับตาดูว่าจะยังคงเป็นขั้วรัฐบาลเดิม นำโดย “พรรคเพื่อไทย” หรือเปลี่ยนขั้วที่นำโดย “พรรคภูมิใจไทย”

    นโยบายของรัฐบาลเดิม “พรรคเพื่อไทย” โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญอาจเกิดเหตุให้สะดุด หากมีการปรับเปลี่ยนรัฐบาลที่มีการเปลี่ยนขั้ว และยังไม่นับรวมกรณี “ยุบสภา” นั่นเท่ากับว่าทุกอย่างต้องเริ่มต้นใหม่

    นโยบายเศรษฐกิจสำคัญ รัฐบาลเพื่อไทย

    1.นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย

    • นโยบายค่ารถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เดิมมีกำหนดว่าจะเริ่มใช้ได้ในวันที่ 1 ต.ค.2568 เป็นต้นไป แต่ล่าสุด สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม ออกมาขอโทษประชาชนที่ทำไม่ทัน โดยจะเลื่อนเริ่มใช้ 20 บาทตลอดสายไปช่วงกลางเดือน พ.ย.2568
    • สาเหตุที่ 20 บาทตลอดสายทำไม่ทัน 1 ต.ค. และต้องเลื่อนไป เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดความล่าช้าของกระบวนการในสภา ทำให้กฎหมายมีความล่าช้าออกไป ประกอบด้วย พ.ร.บ.กรมการขนส่งทางราง, พ.ร.บ.การบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. …. (พ.ร.บ.ตั๋วร่วม) และ พ.ร.บ.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย พ.ศ.2543 (พ.ร.บ.รฟม.)

    2.นโยบายการแก้ปัญหาหนี้

    • การแก้ปัญหาหนี้ เป็นนโยบายของทุกรัฐบาลที่พยายามเดินหน้าแก้ปัญหาให้ได้ แต่ความช่วยเหลือที่ผ่านมา เห็นเด่นชัด คือการช่วยเหลือผ่านการปรับโครงสร้างหนี้, โครงการคุณสู้เราช่วย, การแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ และช่วยเหลือให้ประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจ รวมทั้งเอสเอ็มอี ได้เข้าถึงแหล่งเงิน
    • ก่อนหน้านี้ รัฐบาล ผ่านแนวคิดของ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ต้องการให้มีการจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือ AMC ขึ้นมาใหม่ โดยรับซื้อหนี้จากประชาชน เพื่อเป็นการแยกหนี้ดีและหนี้เสีย NPL ออกจากกัน

    3.นโยบายสนับสนุนการจัดตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (NaCGA)

    • NaCGA เป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาหนี้ โดยการปลดล็อกให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถเข้าถึงแหล่งเงิน ได้รับสินเชื่อเพื่อให้นำมาใช้หมุนเวียนประกอบธุรกิจ เพราะถ้ามีตัวช่วยในการค้ำประกัน จะทำให้สถาบันการเงินตัดสินใจปล่อยกู้ได้ง่ายมากขึ้น
    • ล่าสุด ร่างพ.ร.บ.NaCGA อยู่ระหว่างให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจร่าง และเตรียมเข้าสู่การพิจารณาในสภาต่อไป

    4.นโยบายหวยเกษียณ

    • เป็นนโยบายสำคัญเพื่อสร้างหลักประกันทางด้านการเงินให้กับประชาชน ซึ่งมีการปรับแก้กฎหมายของ พ.ร.บ.กองทุนการออมแห่งชาติ ให้สามารถออกหวยเกษียณได้
    • หวยเกษียณ คือ สลากสะสมทรัพย์เพื่อเงินออมยามเกษียณ
    • เงินค่าซื้อสลาก หรือหวยเกษียณ จะเป็นเงินออม และคืนให้ทั้งหมดเมื่ออายุครบ 60 ปีรวมเงินค่าซื้อสลาก และผลตอบแทนการลงทุน
    • ความคืบหน้าล่าสุด กฎหมายผ่านวาระ 1 ในชั้นวุฒิสภา และตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ก่อนเข้าสู่การพิจาณาวาระ 2-3 คาดเริ่มได้ภายในปี 2568

    5.นโยบายผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน (Financial Hub)

    • รัฐบาลเพื่อไทยพยายามผลักดัน พ.ร.บ.ศูนย์กลางการประกอบธุรกิจทางการเงิน เพื่อเป็นศูนย์กลางในภูมิภาค เช่น ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจหลักทรัพย์ และธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นต้น
    • ความคืบหน้าล่าสุด พ.ร.บ. Financial Hub เตรียมเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร

    6.นโยบายแลนด์บริดจ์

    • เป็นนโยบายโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และผลักดันให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่ ให้ประเทศไทยไปสู่ฮับการขนส่งทางเรือในภูมิภาค
    • ความคืบหน้าล่าสุด เตรียมนำเสนอร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC เข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อนำเข้าสู่สภาภายในปี 2568 และเปิดประมูลโครงการในปี 2569

    7.ภาษีทรัมป์

    • แม้อัตราภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐที่เรียกเก็บจากไทย 19% จะเป็นที่สิ้นสุดแล้ว แต่ยังมีในรายละเอียดที่ต้องมาตกลงกันในเรื่องประเด็นการสวมสิทธิแหล่งกำเนิดสินค้า สัดส่วนโลคัลคอนเทนต์ ที่ผลิตในประเทศว่าจะสัดส่วนมากน้อยเพียงใด เพราะจะถูกจัดเก็บภาษี Transshipment rate อัตรา 40%
    • ร่างถ้อยแถลงที่จะยกเว้นภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐ 0% ที่มีประมาณ 10,000 รายการ โดยต้องเข้าสู่สภาเพื่อรับทราบโดยทั่วกัน ก่อนจะมีตัวแทนเจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ หรือ ทีมไทยแลนด์ เซ็นอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรกับสหรัฐ

    8.เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ หรือธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร

    • เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ถือเป็นนโยบายของรัฐบาลเพื่อไทยที่พยายามผลักดันมาโดยตลอด แต่เป็นอันต้องเลื่อนออกไป โดยให้เหตุผลว่า มีเรื่องต้องทำความเข้าใจกับประชาชนและสังคม ซึ่งต้องใช้เวลา
    • ที่ผ่านมารัฐบาลแพทองธาร ยืนยันไม่ได้ยกเลิกอย่างเป็นทางการ เพียงแค่เลื่อนการพิจารณาในสภาออกไปก่อน

    ในเวลานี้ยังต้องจับตาว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่ คนที่ 32 จะเป็นใคร และทีมรัฐบาลที่จะถูกจัดตั้งขึ้นมาใหม่ จะมีการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและผลักดันงานที่ต้องสานต่อจากรัฐบาลชุดเดิมอย่างไรบ้าง เพื่อให้ประเทศสามารถเดินหน้าต่อทั้งในไทยและเวทีโลก

    แต่ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล “เพื่อไทย” หรือ “ภูมิใจไทย” ทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับข้อเสนอของ “พรรคประชาชน” ที่ต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน เพื่อเลือกตั้งใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5072614/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mqy-yhQqDJLWlUjBZegOZ

  • TikTok Shop จับมือ MDES เปิดหลักสูตรอีคอมเมิร์ซ เสริมทักษะ MSMEs ไทย

    TikTok Shop จับมือ MDES เปิดหลักสูตรอีคอมเมิร์ซ เสริมทักษะ MSMEs ไทย

    TikTok Shop ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดหลักสูตรอีคอมเมิร์ซ เสริมทักษะผู้ประกอบการไทย

    หนึ่งในพันธกิจหลักของ TikTok คือการมุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยและสนับสนุนวิสาหกิจรายย่อย ขนาดเล็ก และขนาดกลาง (MSMEs) ของประเทศไทย ล่าสุด TikTok Shop ได้ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเปิดตัวหลักสูตร “TikTok for Thailand อีคอมเมิร์ซ (TikTok Shop)” มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาทักษะและเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทยผ่านศูนย์ดิจิทัลชุมชนทั่วประเทศ โดยมีเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ขั้นตอนการเปิดร้านค้า การสร้างยอดขายผ่านคลิปวีดิโอสั้น ตลอดจนเทคนิคการไลฟ์สดที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

    ศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า “กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (MDES) มุ่งมั่นนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อพัฒนาทักษะและส่งเสริมแรงงานดิจิทัลในระดับตำบล ผ่านศูนย์ดิจิทัลชุมชนทั่วประเทศจำนวน 1,722 แห่ง ผมมั่นใจว่าการร่วมมือกับ TikTok จะช่วยให้เราสามารถใช้ศักยภาพของเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกันในการขยายการเชื่อมต่อดิจิทัล ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเสริมพลังให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น”

    นางชนิดา คล้ายพันธ์ Director of Public Policy for Southeast Asia, TikTok กล่าวว่า “TikTok Shop มุ่งมั่นส่งเสริมและพัฒนาระบบนิเวศอีคอมเมิร์ซให้มีความปลอดภัย ยั่งยืน และครอบคลุม เพื่อช่วยเสริมศักยภาพธุรกิจทุกขนาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจ MSMEs ของไทย ให้สามารถเติบโตและขยายธุรกิจในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล โดยความร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนภาพใหญ่ของ TikTok Shop เพื่อรักษาระบบนิเวศให้มีความปลอดภัย ครอบคลุม และยั่งยืน พร้อมมอบบริการที่ดียิ่งขึ้นให้แก่ชุมชนผู้ซื้อ ผู้ขาย และครีเอเตอร์”

    ปัจจุบัน TikTok Shop อบรมเพิ่มทักษะให้แก่ผู้ประกอบการไทยไปแล้วหลายพันราย ช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จและมีรายได้บนแพลตฟอร์ม ล่าสุด TikTok Shop ยังได้เปิดตัวแคมเปญ #TikTokShopThaiRisers เพื่อประชาสัมพันธ์แบรนด์ไทยในท้องถิ่นผ่านทั้งบนแอปพลิเคชันและนอกแพลตฟอร์ม

    ในปี 2568 TikTok Shop ลงทุนมากกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 64.7 ล้านบาท) เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการ MSMEs ไทยบน TikTok Shop และยังลงทุนเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐทั่วโลก เพื่อพัฒนาเครื่องมือ เทคโนโลยี และบุคลากร เพื่อทำให้แพลตฟอร์มปลอดภัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/business/729685&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iLwyRmQotuYURiGLU-oSD

  • แรงงานอุซเบกิสถานเติมเต็มช่องว่างแรงงานในบัลแกเรียท่ามกลางประชากรลดลง

    แรงงานอุซเบกิสถานเติมเต็มช่องว่างแรงงานในบัลแกเรียท่ามกลางประชากรลดลง

    แรงงานจากอุซเบกิสถานกว่า 20,000 คนเข้ามาทำงานในบัลแกเรีย เพื่อเติมเต็มช่องว่างการขาดแคลนแรงงานที่เกิดขึ้นจากการลดลงของประชากรอย่างรวดเร็ว ทำให้ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปที่ยากจนที่สุดแห่งนี้ต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติในหลายภาคส่วน

    นิลฟาร์ นาซาโรวา อดีตนักบัญชีจากอุซเบกิสถาน ปัจจุบันทำงานเป็นแม่บ้านในโรงแรมที่รีสอร์ต อัลเบนา ริมทะเลดำของบัลแกเรีย เป็นฤดูกาลที่สี่แล้ว ปีแรกมีชาวอุซเบกิสถานน้อยมาก แต่ตอนนี้มีประมาณ 100 คนมาทำงานทุกฤดูกาล เพราะเงินเดือนที่มั่นคงและสม่ำเสมอ นาซาโรวา วัย 40 ปี จากเมืองบุคารา กล่าวกับ เอเอฟพี

    รีสอร์ตอัลเบนาบนทะเลดำเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวจากทั่วทวีปยุโรป

    รีสอร์ตอัลเบนาบนทะเลดำเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยวจากทั่วทวีปยุโรป

    วิกฤตประชากรและการขาดแคลนแรงงาน

    ประชากรบัลแกเรียลดลงเกือบหนึ่งในสามนับตั้งแต่ปี 1990 ส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวที่คิดเป็น 7% ของเศรษฐกิจต้องพึ่งพาแรงงานต่างชาติ สมาคมเจ้าของโรงแรมระบุว่า ตำแหน่งงานหลายหมื่นตำแหน่งในภาคการท่องเที่ยวยังว่างอยู่ในช่วงต้นฤดูกาล

    การสำรวจบริษัทต่าง ๆ เมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่า 8 ใน 10 นายจ้างเผชิญปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยส่วนใหญ่ยินดีที่จะจ้างแรงงานจากประเทศนอกสหภาพยุโรป

    การท่องเที่ยวคิดเป็นเกือบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ของเศรษฐกิจบัลแกเรีย

    การท่องเที่ยวคิดเป็นเกือบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ของเศรษฐกิจบัลแกเรีย

    การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร

    ฟิลิป เกาเนฟ อดีตข้าราชการรัฐบาล ปัจจุบันดำเนินธุรกิจหาแรงงานข้ามชาติ ระบุว่า ในอัตรานี้ พวกเขาอาจกลายเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีนัยสำคัญภายใน 5-6 ปี ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของบัลแกเรียได้

    ที่รีสอร์ต อัลเบนา ซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวจากทั่วทวีป แรงงานจากอุซเบกิสถาน คีร์กีซสถาน อินโดนีเซีย และประเทศอื่น ๆ เข้ามาทำงานในโรงแรม ห้องครัว และบาร์

    แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ

    กุลไรคาน มูคันเบ็ตโอฟนา นักศึกษาชาวอุซเบกิสถานวัย 20 ปี กล่าวว่า งานหนักแต่คนใจดี ขณะทำงานในร้านอาหารโรงแรม 4 ดาวริมทะเลดำ โพสต์ Instagram เกี่ยวกับชีวิตของเธอที่ อัลเบนา มียอดผู้ติดตามหลายพันคน

    กราสิมิรา สโตยาโนวา ผู้จัดการรีสอร์ท อธิบายว่าแรงงานต่างชาติได้รับอาหาร ที่พัก และเงินเดือนที่สูงกว่าในอุซเบกิสถานหลายเท่า โดยที่บ้านเกิดได้รับ 100-150 ดอลลาร์ต่อเดือน แต่ที่บัลแกเรียเริ่มต้น 600 ดอลลาร์และสูงถึง 800 ดอลลาร์หรือมากกว่า

    ด้วยการตระหนักถึงความสำคัญของการดึงดูดแรงงานจากต่างประเทศ รัฐบาลจึงได้ทำให้การขอวีซ่าง่ายขึ้น

    ด้วยการตระหนักถึงความสำคัญของการดึงดูดแรงงานจากต่างประเทศ รัฐบาลจึงได้ทำให้การขอวีซ่าง่ายขึ้น

    ความจำเป็นเพื่อความอยู่รอด

    รัฐบาลตระหนักถึงความสำคัญและให้วีซ่าแรงงานข้ามชาติง่ายขึ้น แม้ขั้นตอนราชการยังซับซ้อนและปัญหาคอร์รัปชันยังคงมีอยู่ เกาเนฟ กล่าวว่าเป็นเรื่องความอยู่รอดของธุรกิจบัลแกเรีย

    บัลแกเรียมีประชากรลดลงเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก คนบัลแกเรียส่วนใหญ่ที่ออกไปไม่กลับมา และเกือบหนึ่งในสี่ของประชากรอายุเกิน 65 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/uzbek-workers-fill-bulgarian-labor-gap&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ykbn2Q1hqtp4EV3h2Rr2X

  • SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำ คาดจีดีพีปีนี้โต 1.8%

    SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำ คาดจีดีพีปีนี้โต 1.8%

    SCB EIC ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัว 1.8% (เดิม 1.5%) และปี 2569 เป็น 1.5% (เดิม 1.2%) ปัจจัยหลักมาจากการเร่ง Front-loading สินค้าส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปี ก่อนสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสูงขึ้นมาก สอดคล้องกับข้อมูลเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2568 ที่ประกาศออกมา 2.8%YOY สูงกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย จากการเร่งส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนที่กลับมาขยายตัวส่วนหนึ่งจากฐานต่ำ และจากอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ของไทยที่เจรจาได้ต่ำกว่าคาดเหลือ 19% ใกล้เคียงคู่แข่งหลักในตลาดสหรัฐฯ ช่วยให้แนวโน้มส่งออกและลงทุนปรับดีขึ้นบ้าง

    มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวชะลอลงมากในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และต่อเนื่องไปปี 2569 แรงส่งหลักที่จะแผ่วลง คือ (1) การส่งออกจะหดตัวแรง โดยเฉพาะหลังหมดผล Front-loading ในตลาดสหรัฐฯ และความต้องการสินค้าไทยจะลดลงจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว หลังภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ เริ่มเก็บจริง (2) การท่องเที่ยวจะชะลอตัว SCB EIC ปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2568 เหลือ 32.9 ล้านคน และจะทยอยฟื้นตัวในปี 2569 โดยความขัดแย้งบริเวณชายแดนอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวยังมีความท้าทายจาก Tourism war และการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ชะลอลง (3) การลงทุนภาคเอกชน แม้ขยายตัวดีในไตรมาส 2 แต่ส่วนหนึ่งจากปัจจัยฐาน ภาพการลงทุนจะชะลอลงในระยะข้างหน้าจากผลของกำแพงภาษีสหรัฐฯ และความเปราะบางของอุปสงค์ในประเทศ และ (4) แรงส่งภาครัฐแผ่วลง ตามการเบิกจ่ายงบลงทุนที่ช้ากว่าที่ประเมินไว้ และปัจจัยฐานต่ำในปี 2567 เริ่มมีผลช่วยน้อยลง
     

    ในระยะสั้น แม้อัตราภาษีสหรัฐฯ เหลือ 19% และไทยยื่นข้อเสนอใหม่ที่คำนึงรูปแบบการเปิดตลาดเพิ่มเติมจากข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ โดยเฉพาะภาคเกษตร จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ และบรรเทาความกังวลผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการจากการเปิดตลาดลงได้บ้าง แต่ยังต้องจับตาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทยที่ยังเผชิญกับแรงกดดันจากคู่แข่งที่เผชิญภาษีนำเข้าในอัตราที่แตกต่างกันไป ตลอดจนค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วช่วงที่ผ่านมาหากเปรียบกับหลายประเทศคู่แข่งสำคัญในตลาดสหรัฐ อาจเป็นอีกปัจจัยกดดันความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกไทย

    มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากสงครามการค้าที่ยังต้องติดตาม ได้แก่ (1) สินค้าส่งออกที่มี Import content สูงเสี่ยงจะถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีสวมสิทธิเพิ่ม 40% (2) การแข่งขันด้านราคาในตลาดสหรัฐฯ จะรุนแรงมากขึ้น กระทบ Margin ของผู้ประกอบการ และ (3) การรับมือปัญหา Import flooding และการปกป้องตลาดภายในประเทศทั่วโลกที่จะรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าอดีตมาก ส่วนหนึ่งจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ สูงขึ้นมากจากอดีต ทำให้การพึ่งพา Growth model เดิมของไทยที่เติบโตด้วยการค้าโลกจะเป็นไปได้ยากขึ้น
     

    นอกจากประเด็นการค้า ยังมีประเด็นความขัดแย้งไทยและกัมพูชาเป็นปัจจัยลบเพิ่มเติมผ่านช่องทางการค้า การลงทุน ท่องเที่ยว และแรงงาน ผลกระทบขึ้นกับความรุนแรงของมาตรการตอบโต้และความยืดเยื้อ ทำให้ภาพรวมแนวโน้มของภาคธุรกิจไทยยังมีความเสี่ยงอยู่มาก โดยยังต้องจับตาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทยกับคู่แข่งที่เผชิญภาษีสหรัฐฯ ในอัตราแตกต่างกัน และรายละเอียดเพิ่มเติมของข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับไทย โดยเฉพาะธุรกิจส่งออกที่เน้นตลาดสหรัฐฯ จะเผชิญการแข่งขันด้านราคารุนแรงขึ้น หรือหากสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ มี Import content สูง อาจเสี่ยงถูกเพ่งเล็งกรณีสวมสิทธิ สำหรับการเปิดตลาดนำเข้าจากสหรัฐฯ ในเบื้องต้นคาดว่า ผลกระทบยังจำกัดในระยะสั้น เนื่องจากภาครัฐอาจออกมาตรการกำหนดโควตากลุ่มสินค้าที่มีความอ่อนไหวมากและปกป้องผู้ผลิตในประเทศ

    สำหรับมุมมองเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มชะลอตัวมากในปี 2568-2569 แม้จะปรับดีขึ้นบ้าง หลังภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ประกาศออกมารุนแรงน้อยกว่าที่ประเมินไว้และเลื่อนวันเริ่มบังคับใช้อีก 1 เดือน รวมถึงประเทศต่าง ๆ มีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัว 2.4% ในปี 2568 และ 2569 ดีกว่าที่เคยมองไว้เล็กน้อย แต่ทิศทางยังชะลอลงจาก 2.8% ในปี 2024 อย่างไรก็ดี ภาษีนำเข้ารายสินค้าที่สหรัฐฯ อาจทยอยประกาศเพิ่มเติม เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ยาและเวชภัณฑ์ ไม้ เครื่องบิน เป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

    นโยบายการเงินโลกยังมีแนวโน้มผ่อนคลายลงอีก แต่ความเสี่ยงจากสงครามการค้าจะมีผลต่อความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสลดดอกเบี้ย 50 bps ในปีนี้ (เดิมมอง 25 bps) หากข้อมูลการจ้างงานเดือน ส.ค. ยังออกมาต่ำ เนื่องจากคณะกรรมการเริ่มให้ความสำคัญกับข้อมูลตลาดแรงงานมากขึ้นหลังตัวเลขปรับย้อนหลังแย่ลงมาก และลดอีก 75 bps ในปีหน้า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังมีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอีก 25 bps เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจที่อยู่ภายใต้แรงกดดันจากสงครามการค้า แต่เลื่อนการลดครั้งสุดท้ายเป็นในไตรมาส 4 ของปีนี้ (เดิมไตรมาส 3) จากกำแพงภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่รุนแรงน้อยลง และรอความชัดเจนภาษีรายสินค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะยาซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจยูโรโซนสูง วัฏจักรการลดดอกเบี้ยรอบนี้ของยูโรโซนจะจบลงภายในสิ้นปีนี้ ธนาคารกลางจีน (PBOC) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในช่วงปลายปี และอาจลดดอกเบี้ยอีกรวม 20 bps ในปี 2569 และเตรียมมาตรการผ่อนคลายนโยบายแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้ จากความไม่แน่นอนที่ยังคงสูง และเงินเฟ้อที่สูงจากปัจจัยชั่วคราว แต่อาจกลับมาปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงต้นปี 2569 

    SCB EIC ประเมินอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะปรับลดลงอีก 1 ครั้งในปีนี้ และอีก 1 ครั้งในปี 2569 จาก (1) ภาวะการเงินยังตึงตัวจากการชะลอลงของสินเชื่อและเงินบาทแข็งค่า อาจเป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า (2) อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริง (Real rate) ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ไม่สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่จะขยายตัวต่ำกว่าในอดีตอย่างมีนัย และ (3) อัตราเงินเฟ้อไทยต่ำกว่ากรอบเป้าหมายต่อเนื่องนาน SCB EIC ประเมินอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2568 จะต่ำลงเหลือ 0.2% (เดิมมองไว้ 0.5%) จากราคาพลังงานและอาหารสดที่ลดลงต่อเนื่อง โดยมองว่าอัตราเงินเฟ้อที่ติดลบต่อเนื่องหลายเดือนจะกลับเป็นบวกได้ในไตรมาส 4 แม้ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดยังมีไม่มาก แต่ครัวเรือนไทยอาจกำลังเผชิญ “Debt Deflation” อยู่ ภาระหนี้สูงอาจลดทอนกำลังซื้อของครัวเรือน ส่งผลให้อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอต่อเนื่อง จนทำให้ความเสี่ยงภาวะเงินฝืด (Deflation) สูงขึ้นได้ในที่สุด
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378966255&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw193-_XZNxNwbzZSGdJM_Io

  • อินโดนีเซียคาดเศรษฐกิจยังไหว แม้เจอประท้วงใหญ่ เชื่อพื้นฐานแข็งแกร่ง : อินโฟเควสท์

    อินโดนีเซียคาดเศรษฐกิจยังไหว แม้เจอประท้วงใหญ่ เชื่อพื้นฐานแข็งแกร่ง : อินโฟเควสท์

    แอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต รัฐมนตรีประสานงานด้านกิจการเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียน่าจะต้านทานผลกระทบจากการประท้วงที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้ได้ เพราะอินโดนีเซียมีรากฐานแข็งแกร่ง โดยอินโดนีเซียจะยังคงรักษานโยบายสนับสนุนกำลังซื้อและแรงงานเอาไว้ ขณะเดียวกันก็กระตุ้นทางการคลังอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ เงินรูเปียห์แข็งค่าขึ้นเล็กน้อย หลังจากธนาคารกลางอินโดนีเซียประกาศเข้าแทรกแซงตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศและตลาดพันธบัตรเพื่อรักษาเสถียรภาพของค่าเงิน ขณะที่หุ้นอินโดนีเซียร่วงลงมากที่สุดในรอบเกือบ 5 เดือน หลังจากเหตุประท้วงรุนแรงขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์

    ขณะนี้ อินโดนีเซียกำลังประสบกับความวุ่นวายทางการเมืองครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบหลายปี อันจะเห็นได้จากการชุมนุมประท้วงและการจลาจลที่ลุกลามไปทั่วเมืองต่าง ๆ

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ของอินโดนีเซีย ตัดสินใจยกเลิกการเดินทางเยือนจีน หลังเกิดเหตุจลาจลรุนแรงในประเทศ ซึ่งมีชนวนเหตุมาจากปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นและความเหลื่อมล้ำ โดยกลุ่มผู้ประท้วงได้พุ่งเป้าไปที่บ้านพักของรัฐมนตรีคลังและสมาชิกรัฐสภาหลายคน เนื่องจากไม่พอใจเกี่ยวกับค่าเบี้ยเลี้ยงบ้านพักของสมาชิกสภานิติบัญญัติ ซึ่งสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำต่อเดือนในกรุงจาการ์ตาเกือบ 10 เท่า และความไม่พอใจยิ่งลุกลาม ทั้งจากประเด็นการขึ้นภาษี การเลิกจ้างงานจำนวนมาก และอัตราเงินเฟ้อที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้มีรายได้น้อย

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/525979&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31a_eK0DoW2lL25SLgBiIA

  • “วุฒิสภา” ถกงบ 69 วุฒิสภา ถกงบปี 69 “พิชัย” ชี้จัดตามนโยบายหลักรัฐบาล สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    “วุฒิสภา” ถกงบ 69 วุฒิสภา ถกงบปี 69 “พิชัย” ชี้จัดตามนโยบายหลักรัฐบาล สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    การเมือง

    “วุฒิสภา” ถกงบ 69 วุฒิสภา ถกงบปี 69 “พิชัย” ชี้จัดตามนโยบายหลักรัฐบาล สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    วันจันทร์ ที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.35 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท โดยมีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม

    นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า การจัดทำงบประมาณปี 2569 ดำเนินตาม 4 แนวทางสำคัญ ได้แก่

    ขับเคลื่อนนโยบายหลักของรัฐบาล ทั้งเร่งด่วน ระยะกลาง และระยะยาว ให้สอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

    สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความสามารถแข่งขัน และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

    จัดงบตามลำดับความจำเป็น ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น การอบรม เดินทางต่างประเทศ หรือโฆษณาประชาสัมพันธ์ พร้อมให้ใช้เงินนอกงบประมาณและความร่วมมือรัฐ-เอกชน เพื่อลดภาระการกู้

    ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายการคลัง และหลักธรรมาภิบาล เพื่อให้การใช้จ่ายมีความคุ้มค่าและโปร่งใส

    ด้าน นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล ประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ วุฒิสภา รายงานว่า การจัดงบปี 2569 ต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อชดเชยการขาดดุล ทำให้หนี้สาธารณะสูงขึ้น ปัจจุบัน ณ วันที่ 31 มกราคม 2568 อยู่ที่ 11.95 ล้านล้านบาท หรือ 64.1% ของจีดีพี พร้อมเสนอให้รัฐบาลเพิ่มการจัดเก็บรายได้และลดการใช้เงินคงคลัง

    กมธ. ยังมีข้อสังเกตว่า

    งบด้านเศรษฐกิจ 965,754 ล้านบาท ยังไม่ตอบโจทย์การแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ชะลอตัว จีดีพีโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอาเซียน จึงเสนอให้เน้นปรับโครงสร้างหนี้ ส่งเสริมการออม และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนาดใหญ่

    งบด้านสังคม 1.02 ล้านล้านบาท แม้สูงสุด แต่ปัญหาช่องว่างรายได้ยังขยายตัว จึงควรใช้งบให้ประชาชนได้ประโยชน์มากขึ้น

    งบด้านความมั่นคง 680,374 ล้านบาท ควรเน้นการปราบปรามยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ และการบังคับใช้กฎหมาย

    งบแก้ภัยพิบัติและทรัพยากรธรรมชาติ ควรบูรณาการวางแผนและกระจายงบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อช่วยเหลือประชาชนอย่างยั่งยืน
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/444623&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Xp4EYoSsIa2WWq6mBEgpf