Blog

  • 4

    4

    บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด
    อาคารจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส 50 ถนนสุขุมวิท 21 (อโศก)
    แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

    บริษัทในเครือ บริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน)
    www.theoneenterprise.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.one31.net/news/detail/78973&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BvQjYOKom_v0ZNOuv7elI

  • ระยองเปิดงาน “ถนนท่องเที่ยววิถีชาวเล 2569” ดันเสน่ห์ชุมชนชายฝั่ง กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น | TOPNEWS

    ระยองเปิดงาน “ถนนท่องเที่ยววิถีชาวเล 2569” ดันเสน่ห์ชุมชนชายฝั่ง กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น | TOPNEWS

    จังหวัดระยอง โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดระยอง จัดงานแถลงข่าวการจัดงาน “ถนนท่องเที่ยววิถีชาวเล จังหวัดระยอง ประจำปี 2569” อย่างเป็นทางการ เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ และส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนชายฝั่งทะเลในพื้นที่จังหวัดระยอง

    โดยได้รับเกียรติจาก นายกัพชัย เทพวรชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรด้านการท่องเที่ยวเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ได้แก่ นายธนศร ดอกเดือ ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดระยอง, นางสาววันดี เผือนอุดม ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, นางสิริญทิพญ์ ทัพมงคลทรัพย์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดระยอง ตลอดจนผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่ นายยานยนต์ อรุณเวสสะเศรษฐ นายกเทศมนตรีตำบลบ้านเพ และ นายพงษ์ชัย เหลือลิ้น นายกเทศมนตรีตำบลพลา เข้าร่วมงาน

    การจัดงานในครั้งนี้ เป็นผลจากการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคชุมชน และเครือข่ายด้านการท่องเที่ยวในพื้นที่ เพื่อร่วมกันผลักดันการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism) โดยมุ่งเน้นการนำเสนออัตลักษณ์ “วิถีชาวเล” ซึ่งเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สำคัญของจังหวัดระยอง อันสะท้อนถึงวิถีชีวิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น อาชีพประมงพื้นบ้าน ตลอดจนวัฒนธรรมการกินอยู่ที่มีความโดดเด่นเฉพาะถิ่น

    จังหวัดระยองนับเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวอย่างครบถ้วน ทั้งทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ชายหาดที่สวยงาม หมู่เกาะที่มีชื่อเสียง อาหารทะเลที่มีคุณภาพ รวมถึงชุมชนชายฝั่งที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมไว้ได้อย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะชุมชนชาวเลในพื้นที่ต่าง ๆ ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ที่สร้างคุณค่าและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม

    สำหรับการจัดงาน “ถนนท่องเที่ยววิถีชาวเล จังหวัดระยอง ประจำปี 2569” ในครั้งนี้ ได้กำหนดจัดกิจกรรมใน 2 พื้นที่สำคัญของจังหวัด เพื่อให้เกิดการกระจายตัวของนักท่องเที่ยว และเพิ่มประสิทธิภาพด้านการประชาสัมพันธ์เชิงพื้นที่ ได้แก่

    🔹 ครั้งที่ 1 งาน “ถนนท่องเที่ยววิถีชาวเล ต่อยหอยบ้านเพ”
    กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
    ณ ลานกิจกรรมเทศบาลตำบลบ้านเพ อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง

    ซึ่งพื้นที่บ้านเพถือเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทางทะเล และเป็นประตูสู่การเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่สำคัญ อีกทั้งยังเป็นชุมชนที่มีวิถีชีวิตชาวประมงและอาหารทะเลสดที่มีชื่อเสียง โดยการใช้ชื่อ “ต่อยหอยบ้านเพ” เป็นการสื่อสารอัตลักษณ์ของพื้นที่ และสร้างการจดจำทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง

    🔹 ครั้งที่ 2 งาน “ถนนท่องเที่ยววิถีชาวเล มนต์เสน่ห์บ้านฉาง @ หาดพลา”
    กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 – 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569
    ณ ชายหาดพลา ตำบลพลา อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง

    ซึ่งเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวสูง มีทัศนียภาพชายทะเลที่งดงาม และมีชุมชนที่สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ได้อย่างมีคุณภาพ

    ภายในงานทั้งสองพื้นที่ ได้กำหนดให้มีกิจกรรมที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ประกอบด้วย การจำหน่ายสินค้าชุมชนและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น มหกรรมอาหารพื้นถิ่นและอาหารทะเล กิจกรรมส่งเสริมการขาย “สินค้านาทีทอง” กิจกรรมการแข่งขันที่สะท้อนอัตลักษณ์วิถีชาวเล เช่น การแข่งขันต่อยหอย และการแข่งขันตกหมึก การแสดงศิลปวัฒนธรรมจากชุมชน ตลอดจนการแสดงคอนเสิร์ตจากศิลปินที่มีชื่อเสียง เพื่อสร้างสีสันและเพิ่มแรงดึงดูดทางการตลาด

    ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าวมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนชายฝั่งทะเล กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก กระจายรายได้สู่ชุมชนในพื้นที่ สร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อย กลุ่มอาชีพ และผู้ผลิตสินค้าในท้องถิ่น ตลอดจนยกระดับภาพลักษณ์ของจังหวัดระยองให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความหลากหลาย มีอัตลักษณ์ และสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี

    จังหวัดระยองจึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน นักท่องเที่ยว สื่อมวลชน และผู้สนใจทุกท่าน ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของ “วิถีชาวเล” และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนไปพร้อมกัน ในงาน “ถนนท่องเที่ยววิถีชาวเล จังหวัดระยอง ประจำปี 2569” ณ ทั้งสองพื้นที่ดังกล่าว

    ภาพ/ข่าว ราชัญ กองทอง ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ระยอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1562675&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_XP1FhMhJC16JZqqe9AwK

  • พิธีมอบรางวัลโครงการประกวดจัดทำวิดีโอคลิป เยาวชนไทยสื่อสารภาพลักษณ์สังคมพหุวัฒนธรรม ชูศักยภาพการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมฮาลาลไทย ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจสู่สายตาโลก ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์สมัยใหม่ – กระทรวงการต่างประเทศ

    พิธีมอบรางวัลโครงการประกวดจัดทำวิดีโอคลิป เยาวชนไทยสื่อสารภาพลักษณ์สังคมพหุวัฒนธรรม ชูศักยภาพการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมฮาลาลไทย ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจสู่สายตาโลก ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์สมัยใหม่ – กระทรวงการต่างประเทศ

    พิธีมอบรางวัลโครงการประกวดจัดทำวิดีโอคลิป เยาวชนไทยสื่อสารภาพลักษณ์สังคมพหุวัฒนธรรม ชูศักยภาพการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมฮาลาลไทย ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจสู่สายตาโลก ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์สมัยใหม่

    พิธีมอบรางวัลโครงการประกวดจัดทำวิดีโอคลิป เยาวชนไทยสื่อสารภาพลักษณ์สังคมพหุวัฒนธรรม ชูศักยภาพการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมฮาลาลไทย ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจสู่สายตาโลก ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์สมัยใหม่

    วันที่นำเข้าข้อมูล 30 เม.ย. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 30 เม.ย. 2569

    | 32 view

    เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมสารนิเทศ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสารนิเทศ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลโครงการประกวดจัดทำวิดีโอคลิปเพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์สังคมพหุวัฒนธรรมของไทยผ่านสื่อประชาสัมพันธ์สมัยใหม่ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมสารนิเทศ ได้จัดขึ้นเพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนอายุระหว่าง 15-22 ปี ทั้งในรูปแบบบุคคลและกลุ่ม ส่งผลงานวิดีโอคลิปภายใต้หัวข้อ “ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม (Muslim-Friendly Destination)” โดยเน้นสะท้อนความเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมของไทย ศักยภาพด้านการท่องเที่ยวฮาลาล ตลอดจนโอกาสทางธุรกิจและความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมฮาลาลของไทย

    รายชื่อผู้ชนะการประกวด มีดังนี้ รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ นางสาวฟะฮมีย์ สะนิ นางสาวภุตตรี มั่นอารีย์ และนางสาวอัสมา หะยีดาโอ๊ะ (รายกลุ่ม) จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ได้รับเงินรางวัล จำนวน 30,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ นางสาวกิตติยา นราสันติกุล นางสาวสิรินทร์ยา ยูเละ นายอิกรอม เจ๊ะดือราแม นายอัมนาน สาเม๊าะ และนายอัลยัส เวาะมะ (รายกลุ่ม) จากมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ได้รับเงินรางวัล จำนวน 20,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ นายนิฟัลดี หะยีซำสูดิง
    จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับเงินรางวัล จำนวน 10,000 บาท นอกจากนี้ ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจะได้รับโอกาสให้มีส่วนร่วมในวิดีโอคลิปที่ผู้มีอิทธิพลทางความคิด (อินฟลูเอนเซอร์) จะจัดทำในการดำเนินโครงการระยะต่อไปเพื่อขยายการสื่อสารสู่สาธารณชนระดับโลกในวงกว้างยิ่งขึ้น

    โครงการดังกล่าวเป็นหนึ่งในความมุ่งมั่นของกระทรวงการต่างประเทศในการส่งเสริมความเข้าใจและความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในฐานะสังคมพหุวัฒนธรรมที่ประชาชนจากหลากหลายเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ พร้อมทั้งสนับสนุนบทบาทของเยาวชนในการถ่ายทอดเรื่องราวเชิงบวกของประเทศไทยสู่สากล ตลอดจนสื่อสารศักยภาพของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางที่เป็นมิตรต่อชาวมุสลิม และโอกาสทางเศรษฐกิจในสาขาการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่งสอดรับกับการขับเคลื่อนนโยบายการทูตเศรษฐกิจของกระทรวงการต่างประเทศอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/thai-youth-video-clip-competition-2026-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ai35ALeHySloYrop8j8nv

  • รัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬา มอบนโยบาย จุดเน้นในการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

    รัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬา มอบนโยบาย จุดเน้นในการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570

    รัฐมนตรีว่าการท่องเที่ยวและกีฬา มอบนโยบาย จุดเน้นในการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570


    1/05/2569 | 71 |

    วันที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 13.00 น. นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นประธานการประชุมมอบนโยบายและจุดเน้นในการจัดทำคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยมี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และนายกรณินทร์ กาญจโนมัย รองผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ พร้อมคณะ เข้าร่วมรับฟังการมอบนโยบายในครั้งนี้ ณ ห้องประชุมสุวรรณวิจิตร ชั้น 7 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มุ่งเน้นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านนโยบาย “10 พลัส” โดยเฉพาะ “พลัสที่ 3 : ชุมชนพลัส” ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจของกระทรวงฯ ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนให้มีอัตลักษณ์และมูลค่าสูง เพื่อสร้างความเข้มแข็งและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น สำหรับการจัดทำคำของบประมาณปี 2570 นี้ กระทรวงฯ จะมุ่งเน้นการพัฒนาเชิงพื้นที่ (Area-based) การสร้างมูลค่าเพิ่มจากนักท่องเที่ยวคุณภาพ (Value over Volume) และตอบสนองความต้องการของตลาด (Demand-driven)

        ในมิติด้านการท่องเที่ยว กระทรวงฯ มีแนวทางขับเคลื่อนที่สำคัญ ดังนี้
    • ส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวได้ตลอด 365 วัน (Destination Thailand) และผลักดันให้ทุกเมืองเป็นเมืองน่าเที่ยว เพื่อกระตุ้นตลาดในประเทศ
    • สนับสนุนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวโดยคนในชุมชน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความยั่งยืน
    • ส่งเสริมการจัดงานเทศกาลและกิจกรรมระดับโลก รวมถึงการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในไทย เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและสร้างการรับรู้ในระดับสากล
    • บูรณาการเครือข่ายเพื่ออำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยว เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดี

        ในมิติด้านกีฬา กระทรวงฯ มุ่งเน้นการใช้กีฬาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจ ดังนี้
    • ส่งเสริมการออกกำลังกายสำหรับประชาชนทุกกลุ่มวัย รวมถึงผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส
    • พัฒนากีฬาอย่างเป็นระบบตั้งแต่ระดับพื้นฐานจนถึงอาชีพ โดยใช้วิทยาศาสตร์การกีฬามายกระดับศักยภาพ
    • ส่งเสริมอุตสาหกรรมกีฬา การเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬานานาชาติ และกิจกรรมกีฬาเพื่อการท่องเที่ยว (Sports Tourism) เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
    • พัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านกีฬาของประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการ

    ในช่วงท้าย รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เน้นย้ำว่า การท่องเที่ยวจะเป็นกลไกสำคัญในการสร้างงาน สร้างรายได้ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ในขณะที่กีฬาจะเป็นโอกาสนำประเทศสู่สากลและสร้างความภาคภูมิใจให้คนในชาติ 

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/163589


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/499356&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kjQFgiqnpOjt3d55_lS7O

  • “ภักดี” กางแผนปี 69 i-Store จ่อรุก 4 แลนด์มาร์คท่องเที่ยวไทย ดันรายได้โต 200%

    “ภักดี” กางแผนปี 69 i-Store จ่อรุก 4 แลนด์มาร์คท่องเที่ยวไทย ดันรายได้โต 200%

    นายภักดี อนิวรรตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตอเรจ เอเชีย จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจให้บริการห้องเก็บของหรือเก็บทรัพย์สินส่วนตัว (Self Storage) ภายใต้เครื่องหมายการค้าแบรนด์ i-Store เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานปี 2569 บริษัทฯ มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนผ่านกลยุทธ์ “Supply Drives Demand” สร้างการรับรู้และขยายฐานลูกค้า ผ่านการเพิ่มพื้นที่ให้บริการบนทำเลที่เข้าถึงง่าย ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าบุคคลทั่วไปและนิติบุคคล

    ขณะเดียวกันก็เดินหน้าโมเดลธุรกิจ Storage Management พัฒนา ออกแบบ และบริหารจัดการพื้นที่จัดเก็บให้กับกลุ่มเจ้าของที่ดิน (Landlord) หรือนักลงทุนที่มีพื้นที่แต่ไม่ต้องการบริหารจัดการเอง ซึ่งโมเดลนี้จะช่วยให้บริษัทฯ สามารถขยายเครือข่ายภายใต้แบรนด์ i-Store ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ 

    นอกจากนี้ บริษัทวางแผนขยายสาขาผ่านการร่วมทุน (JV) กับพันธมิตรชั้นนำ โดยในปี 2569 เตรียมขยายสาขาเพิ่มอีก 7 แห่ง ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทมีสาขารวมทั้งสิ้น 18 แห่ง และมีพื้นที่ให้บริการรวมกว่า 18,000 ตารางเมตร หรือเติบโตขึ้นกว่า 91% จากปีก่อน ปัจจุบันมีสาขาเปิดให้บริการทั้งหมด 11 สาขา ได้แก่ สาขาสีลม , สุขุมวิท 24 , สุขุมวิท 71 , สาทร วัน , หัวลำโพง , อุดมสุข , อ่อนนุช , จตุจักร , เพลินจิต-นานา , ทองหล่อ 9 และสาขาสุรวงศ์-สีลม

    ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายปรับสัดส่วนผู้ใช้บริการกลุ่มลูกค้าผู้พักอาศัย นักท่องเที่ยว นักสะสม 60% และนิติบุคคลเป็น 40% เพื่อสร้างฐานรายได้ที่มั่นคงและสมดุล (Stable Revenue) โดยเน้นพัฒนาบริการตอบโจทย์กลุ่มธุรกิจ SME และ E-commerce ที่ต้องการพื้นที่ Micro-fulfillment ในทำเลใจกลางเมือง ซึ่งคาดว่าจะผลักดันให้รายได้รวมของบริษัทฯ เติบโตขึ้นประมาณ 200%

    พร้อมกันนี้ บริษัทฯ เตรียมขยายฐานลูกค้าสู่หัวเมืองท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ จังหวัดภูเก็ต คาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในปี 2570 และมีแผนขยายต่อเนื่องไปยังจังหวัดเชียงใหม่ พัทยา และพื้นที่หัวหิน เพื่อรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวระยะยาวและชาวต่างชาติที่พำนักในไทย (Expat) 

    ภักดี อนิวรรตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตอเรจ เอเชีย จำกัด (มหาชน)

    นายภักดี กล่าวเสริมว่า ตลาด Self Storage ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากการกระจุกตัวในกรุงเทพฯ ชั้นใน  ไปสู่ปริมณฑลและหัวเมืองท่องเที่ยว เนื่องจากการเติบโตของธุรกิจ E-commerce ที่ต้องการจุดพักสินค้า (Micro-fulfillment) และพฤติกรรมผู้บริโภคที่มองว่า Self Storage คือส่วนต่อขยายของพื้นที่อยู่อาศัยที่เล็กลงในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ i-Store ที่มุ่งเน้นการสร้าง Ecosystem ของการจัดเก็บสิ่งของที่ครอบคลุมและเข้าถึงง่ายสำหรับทุกคน 

    พร้อมกันนี้ i-Store ยังมุ่งขับเคลื่อนธุรกิจด้วยแนวคิด ESG ผ่านโครงการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ (E-Waste) และการ Upcycle ขวดพลาสติกเป็นเสื้อสะท้อนแสงให้พนักงาน กทม. เพื่อสร้างความแตกต่างอย่างสร้างสรรค์และรับผิดชอบต่อสังคมในทุกมิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/finance/658013&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XLnQ-IXqpXyiqdhTljANe

  • ระยองจัดใหญ่! “ถนนท่องเที่ยววิถีชาวเล” กระตุ้นท่องเที่ยว 2 อำเภอ ชิมซีฟู้ด-ฟรีคอนเสิร์ต

    ระยองจัดใหญ่! “ถนนท่องเที่ยววิถีชาวเล” กระตุ้นท่องเที่ยว 2 อำเภอ ชิมซีฟู้ด-ฟรีคอนเสิร์ต

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/144823&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iJ5RjBmU-qQ5ltgRVbsvf

  • ภาพสะท้อนโครงสร้างแรงงานไทยยุค 2569 เมื่อเศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้คนไทย โตไม่ทันรายจ่าย

    ภาพสะท้อนโครงสร้างแรงงานไทยยุค 2569 เมื่อเศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้คนไทย โตไม่ทันรายจ่าย

    ชำแหละปัญหาแรงงานไทย 2569 เมื่อเศรษฐกิจโต แต่ชีวิตแรงงานยังไม่ขยับ เศรษฐกิจไทยจะไปต่ออย่างไร?

    รายได้โตไม่ทันค่าครองชีพ

    ในปี 2569 หนึ่งความท้าทายเศรษฐกิจคือ “วิกฤตเชิงโครงสร้างของแรงงานไทย”

    แรงงานจำนวนมากเผชิญภาวะรายได้ไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ แม้ค่าแรงขั้นต่ำปรับขึ้นในบางธุรกิจ แต่ยังตามไม่ทันราคาสินค้า ค่าเช่า และค่าเดินทางที่แพงขึ้น ส่งผลให้หลายคนต้องทำงานเสริม หรืออยู่ในภาวะ “ชนเดือน”

    โดยเฉพาะความขัดแย้งตะวันออกกลางที่ไม่แน่นอน ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาน้ำมันและค่าไฟ และอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวในกรอบ 1.1-1.5% ชะลอลงจากเดิมที่เคยคาดว่าจะขยายตัวได้ประมาณ 2%

    สอดคล้องกับมุมมองของรัฐบาลที่ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัว 1.4% แม้ขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณรุนแรงถึงขั้นธุรกิจ ขาดสภาพคล่องจำนวนมาก ปิดกิจการ หรือปลดคนงานเป็นวงกว้าง

    โครงสร้างงานเปลี่ยน แต่ ‘ทักษะ’ แรงงานไทยยังล้าหลัง

    ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลและระบบอัตโนมัติ ทำให้งานจำนวนหนึ่งหายไปหรือถูกแทนที่

    โดยแรงงานจำนวนไม่น้อยยังขาดทักษะใหม่ เกิดช่องว่าง “งานเปลี่ยน แต่คนไม่พร้อม” โดยเฉพาะแรงงานวัยกลางคน

    แรงงานนอกระบบยัง ‘เปราะบาง’

    นอกจากนี้ มากกว่า 50% ของแรงงานไทยยังอยู่นอกระบบ ทั้งค้าขายอิสระ รับจ้างรายวัน และฟรีแลนซ์ กลุ่มนี้ขาดหลักประกันรายได้และสวัสดิการ ทำให้เสี่ยงสูงเมื่อเศรษฐกิจผันผวนหรือเกิดวิกฤต

    น่าสนใจว่า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เผยผลสำรวจ มูลค่าใช้จ่ายวันแรงงานปี 2569 ติดลบครั้งแรกในรอบ 5 ปี หลังรายได้ไม่เพิ่ม ธุรกิจทยอยลดโอที ลดงานเสริม คนไทยอยู่ในสภาวะรัดเข็มขัด “ลดรายจ่าย ใช้เท่าที่มี”

    ชั่วโมงทำงานสูง แต่คุณภาพชีวิตต่ำ ธุรกิจกำลังเผชิญขาดแคลนแรงงานต่างด้าวรุนแรง

    นอกจากนี้ จากงานวิจัยพบว่า ไทยยังมีชั่วโมงทำงานเฉลี่ยสูง ขณะที่ผลตอบแทนและคุณภาพชีวิตไม่สอดคล้อง ปัญหาความเครียดและภาวะหมดไฟในแรงงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สะท้อนแรงกดดันในตลาดแรงงานที่เข้มข้นขึ้น

    ขณะเดียวกัน อีกหนึ่งภาพสะท้อนโครงสร้างแรงงานในภาคธุรกิจ ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า สมาชิกผู้ประกอบการทั่วประเทศสะท้อนปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน ว่าปัญหาแรงงานในประเทศไทยที่ขาดแคลน เป็น ‘ปัญหาเชิงระบบ’ ที่กระทบแรงงานต่างด้าวถูกกฎหมายทุกกลุ่ม

    ไม่ว่าจะเป็นเมียนมา ลาว เวียดนาม และกัมพูชา ซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญของภาคการผลิต การเกษตร การก่อสร้าง และภาคบริการ

    หากไม่มีมาตรการรองรับที่เหมาะสมทันที อาจส่งผลกระทบฉับพลันต่อภาคธุรกิจที่พึ่งพาแรงงานกลุ่มดังกล่าวในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะภาคก่อสร้าง ภาคเกษตร (รวมถึงงานเก็บผลไม้ตามฤดูกาล) และภาคบริการ ซึ่งล้วนเป็นภาคเศรษฐกิจหลักของประเทศ

    ทางออก : ต้องมากกว่าการขึ้นค่าแรง

    ระยะสั้น มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า ในภาวะที่ประชาชนระวังการใช้จ่าย มาตรการของรัฐ เช่น ‘ไทยช่วยไทย’ หรือ ‘คนละครึ่งพลัส’ จะกระตุ้นกำลังซื้อและพยุงเศรษฐกิจฐานราก ทั้ง 2 โครงการจะหมุนเวียนในระบบ 2 แสนล้านบาท ควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะแรงงาน

    นักวิเคราะห์ ระบุว่า การแก้ปัญหาแรงงานต้องทำเชิงโครงสร้าง ทั้งการยกระดับทักษะ (reskill/upskill) ขยายสวัสดิการแรงงานนอกระบบ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่มูลค่าสูง และลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบท

    ภาพกราฟิกแสดงปัญหาโครงสร้างแรงงานไทยปี 2569 เศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย 1


    ภาพกราฟิกแสดงปัญหาโครงสร้างแรงงานไทยปี 2569 เศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย 2


    ภาพกราฟิกแสดงปัญหาโครงสร้างแรงงานไทยปี 2569 เศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย 3


    ภาพกราฟิกแสดงปัญหาโครงสร้างแรงงานไทยปี 2569 เศรษฐกิจไม่แน่นอน รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย 4

    ภาพประกอบ: ธิดามาศ เขียวเหลือ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-labor-income-crisis-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KvXF4xo1IyHijqMFBTL2j

  • ‘เศรษฐกิจอิหร่าน’ ระส่ำ รัฐหวนหนุนค่าเงิน คุมค่าครองชีพพุ่ง

    ‘เศรษฐกิจอิหร่าน’ ระส่ำ รัฐหวนหนุนค่าเงิน คุมค่าครองชีพพุ่ง

    ‘เศรษฐกิจอิหร่าน’ มีความอ่อนไหวสูงนับตั้งแต่ก่อนเกิดสงครามแล้ว หลังสงครามรัฐบาลเล็งกลับไปหนุนอัตราแลกเปลี่ยน หวังคุมค่าครองชีพพุ่ง แม้ประชาชนคัดค้านนโยบายนี้จนก่อให้เกิดประท้วงทั่วประเทศก็ตาม

    สำนักข่าวอัลจาซีรารายงานว่า การใช้ชีวิตในกรุงเตหะราน เมืองหลวงของอิหร่านเริ่มกลับมาเป็นปกติแล้ว ทั้งตลาด คาเฟ่ และร้านค้าต่างๆ กำลังกลับมาเปิดบริการ ส่วนทางหลวงบางแห่งก็เริ่มมีการจราจรคึกคักอีกครั้ง ขณะที่ข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางกับสหรัฐยังคงดำเนินต่อไปตามเงื่อนไขข้อตกลงส่วนใหญ่ หลังจากอิหร่านถูกสหรัฐและอิสราเอลโจมตีอย่างหนักหลายสัปดาห์ แต่ผู้บริโภคยังคงใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง

    พลเรือนหนุ่มสาวคนหนึ่งเผยกับอัลจาซีราว่า สินค้าส่วนใหญ่ยังมีให้เลือกซื้ออยู่ แต่หลายครั้งในตอนนี้เวลาจะซื้ออะไรต้องคิดตลอดว่าจะซื้อเพราะ “ต้องการ” หรือ “จำเป็น” หลายคนจึงหันมาซื้อแค่สิ่งของจำเป็นเท่านั้น

    ขณะที่ความกังวลเกี่ยวกับอนาคตเพิ่มขึ้นและพฤติกรรมการซื้อเปลี่ยนไป รัฐบาลอิหร่านกำลังดำเนินการเพื่อให้มั่นใจว่ามีอาหารและยาเพียงพอ เพื่อบรรเทาแรงกดดันจากสงครามที่มีต่อประชาชนชาวอิหร่าน

    หวนใช้อัตราแลกเปลี่ยนถูก

    เมื่อวันอาทิตย์ (26 เม.ย.) คณะรัฐมนตรีอิหร่านได้เพิ่มเงื่อนไขหนึ่งเข้าไปในแนวทางการดำเนินงานของงบประมาณประจำปี เพื่อกลับมาใช้อัตราแลกเปลี่ยนพิเศษสำหรับการนำเข้าสินค้าจำเป็น เช่น ข้าวสาลี ยา อุปกรณ์ทางการแพทย์ และนมผงสำหรับเด็ก นั่นหมายความว่า รัฐบาลมีแผนที่จะจัดสรรเงินมากถึง 3.5 พันล้านดอลลาร์จากส่วนแบ่งรายได้น้ำมันและก๊าซ ไปให้เครือข่ายผู้ดูแลเพื่อนำเข้าสินค้าจำเป็นในราคาที่ถูกกว่าการซื้อด้วยอัตราแลกเปลี่ยนของตลาดเสรี

    ตามรายงานสื่ออิหร่าน ระบุว่า สินค้านำเข้าเหล่านี้จะถูกซื้อในอัตราแลกเปลี่ยนทางการที่ 285,000 เรียลต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่าทั้งอัตราแลกเปลี่ยนในตลาดเสรีที่ 1.55 ล้านเรียลต่อดอลลาร์ และยังต่ำกว่าอัตราที่กำหนดไว้ในงบประมาณที่ 1.23 ล้านเรียลต่อดอลลาร์

    ความเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นถึงการกลับลำนโยบายบางส่วนของรัฐบาลจากงบประมาณที่เสนอเมื่อปลายเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการประท้วงของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าในกรุงเตหะรานที่ลุกลามจนกลายเป็นการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในวงกว้าง

    งบประมาณดังกล่าวเดิมทีมีเป้าหมายที่จะยกเลิกการใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ถูกที่สุด เนื่องจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐสร้างระบบการเงินที่ไม่โปร่งใส ส่งผลให้เกิดการทุจริตมานานหลายปี และไม่ได้ช่วยลดราคาสินค้าให้กับประชาชนทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ

    “มันเหลือเชื่อจริงๆ” ผู้ใช้บัญชี X ชื่อ Hadi โพสต์ในแพลตฟอร์มดังกล่าว และอ้างอิงถึงทวีตของตัวเองเมื่อแปดปีก่อนที่เขาบอกว่า ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงอาหาร 14 คนในร้านอาหารสูงถึง 2.43 ล้านเรียล เพื่อชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างของราคาอาหารเพียงมื้อเดียวในปัจจุบันที่สูงกว่าเมื่อแปดปีก่อนถึง 6 เท่า

    ด้านยากูบ อันดาเยช รัฐมนตรีช่วยกระทรวงสหกรณ์ แรงงาน และสวัสดิการสังคม เผยกับสื่อโทรทัศน์รัฐบาลอิหร่านว่า ราคาสินค้าจำเป็นได้รับผลกระทบอย่างมากจากการยกเลิกอัตราแลกเปลี่ยนที่ถูกลง

    อันดาเยช กล่าวว่า กระทรวงได้นำเสนอแนวทางต่างๆ ต่อรัฐบาลเพื่อ “รับประกันความมั่นคงทางอาหาร” ในสินค้าจำเป็น 11 ประเภทที่ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างมากในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ปฏิเสธเผยตัวเลขที่แน่ชัดเกี่ยวกับราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น

    นอกจากทางการเตรียมนำอัตราแลกเปลี่ยนที่ถูกลงกลับมาใช้แล้ว รัฐบาลอิหร่านกำลังประเมินด้วยว่าสามารถเพิ่มปริมาณเงินช่วยเหลือรายเดือน และคูปองอิเล็กทรอนิกส์ให้กับชาวอิหร่านได้หรือไม่ เพื่อชดเชยอัตราเงินเฟ้อด้านอาหารที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

    ปัจจุบันประชาชนอิหร่านแต่ละคนมีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือไม่ถึง 10 ดอลลาร์ต่อเดือน (ราว 323 บาทต่อเดือน)

    ทางการอิหร่านยังได้ดึงเงินจากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติซึ่งได้รับผลกระทบจากการคว่ำบาตรมาซื้อสินค้าจำเป็นด้วย ซึ่งถือเป็นความเคลื่อนไหวในกองทุนล่าสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา

    สื่อรัฐบาลรายงานวันอาทิตย์ว่า อิหร่านจะดึงเงินจากกองทุนพัฒนาแห่งชาติมากถึง 1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อนำไปจัดซื้อน้ำตาล ข้าว ข้าวบาร์เลย์ ข้าวโพด กากถั่วเหลือง เนื้อแดง และเนื้อไก่ “โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์”

    ทางการอิหร่านยืนยันว่าประเทศมีเงินสำรองและทองคำเพียงพอ และได้โอนเงินน้ำมันบางส่วนที่ขายไปด้วยการหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ ไปยังกองทุน แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

    ยังมีช่องทางนำเข้าสิ่งของจำเป็น

    เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สถานีโทรทัศน์รัฐบาลรายงานด้วยว่า แม้สหรัฐจะปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านและทิ้งระเบิดใส่โรงงานน้ำมันและก๊าซของประเทศ แต่ความท้าทายหลักของอิหร่านไม่ใช่ความพยายามเพิ่มผลผลิต หรือการนำเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ออกจากช่องแคบฮอร์มุซ

    “ความท้าทายหลักคือการนำเรือบรรทุกน้ำมันเปล่าเข้ามาในพื้นที่เกาะคาร์กและท่าเรือจาสก์ เพื่อบรรทุกน้ำมันที่สกัดได้” ผู้ประกาศข่าวรายงาน

    สำนักข่าวทัสนิม ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามอิหร่าน (ไออาร์จีซี) ยอมรับเมื่อวันเสาร์ (25 เม.ย.) ว่า มีคนบางส่วนกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหาร  หลังเกิดสงครามที่สหรัฐและอิสราเอลเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์

    แต่ทัสนิมยืนยันว่า การคิดว่าอิหร่านจะเผชิญกับภาวะอดอยากอันเป็นผลมาจากการปิดล้อมของสหรัฐนั้น “ไม่สมเหตุสมผล” เพราะอิหร่านมีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ เช่น อิรัก ตุรกี และปากีสถาน ซึ่งสามารถอำนวยความสะดวกในการนำเข้าสินค้าเหล่านั้นได้

    สื่อดังกล่าวเสริมต่อว่า ตำรวจและกองกำลังรักษาชายแดนอาจยุติปฏิบัติการในเส้นทางการลักลอบขนสินค้า หากเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าในตลาด

    นอกจากนี้ รัฐบาลอิหร่านยังได้เพิ่มอำนาจบริหารของผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนของอิหร่าน เพื่อส่งเสริมการนำเข้าสินค้าจำเป็นโดยลดขั้นตอนทางราชการให้น้อยลง

    ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียนของอิหร่านกล่าวกับสื่อรัฐบาลโดยไม่ลงรายละเอียดเมื่อวันเสาร์ว่า รัฐบาลได้แจ้งอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับอำนาจที่เพิ่มขึ้นของผู้ว่าฯ จังหวัดชายแดนแล้ว แต่ผู้ว่าฯ ต้องแสดงให้เห็นถึง “ความคิดริเริ่มและความสร้างสรรค์” เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงสงคราม

    ในวันอาทิตย์ สำนักงานอาหารและยาแห่งอิหร่านประกาศว่า จะเริ่มดำเนินการ “การกระจายสินค้าเชิงยุทธศาสตร์แบบรวมศูนย์” ในภาคการแพทย์ภายในสองวัน โดยมีเป้าหมายคือเพื่อให้สถานพยาบาลสามารถเข้าถึงสินค้าสำรองเชิงยุทธศาสตร์ได้อย่างเป็นธรรมและทันท่วงที และเพื่อลดความท้าทายในการจัดซื้อจัดหา

    อินเทอร์เน็ตปิดต่อเนื่อง

    ขณะนี้มีชาวอิหร่านส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตจากภายในประเทศได้ในช่วงที่รัฐบาลสั่งปิดอินเทอร์เน็ตเกือบทั้งหมด โดยผู้ที่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้มีทั้งผู้ที่ได้รับอนุมัติการเชื่อมต่อจากรัฐบาล หรือผู้ที่จ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพื่อซื้อเครือข่ายส่วนตัวเสมือน (VPN) หรือผู้ที่ใช้วิธีการอื่นๆ ในการหลีกเลี่ยงการปิดกั้นอินเทอร์เน็ต

    งานนับล้านตำแหน่งถูกระงับไว้ชั่วคราว และแรงงานอีกหลายหมื่นคนต้องถูกเลิกจ้าง หรือปลดออกโดยตรง อันเป็นผลมาจากการปิดการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งปิดมานานเกือบสองเดือนแล้ว รวมถึงจากการทิ้งระเบิดใส่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญของพลเรือนและเศรษฐกิจ เช่น โรงงานเหล็ก

    ในขณะที่ทางการเน้นย้ำว่าจะบูรณะโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน แต่การปิดกั้นอินเทอร์เน็ตจะยังคงอยู่ตลอดช่วงสงคราม และได้ขยายระบบการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแบบแบ่งระดับที่ประชาชนคัดค้านมานานหลายปี

    เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา องค์กรพยาบาลแห่งอิหร่านเป็นหน่วยงานแรกที่ออกมาปฏิเสธบริการ “อินเทอร์เน็ตโปร” ที่ทางการอิหร่านเปิดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ โดยให้เหตุผลว่าเป็นการเปลี่ยนสิทธิขั้นพื้นฐานให้กลายเป็นสิทธิพิเศษที่ต้องจ่ายเงิน

    “เมื่อประชาชนอิหร่านทุกคนสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทั่วโลกได้ พยาบาลก็จะใช้มันเหมือนกับประชาชนคนอื่นๆ” องค์กรดังกล่าวระบุ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/geopolitics/1232035&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0F97RuELt0R1B_PftNMRB6

  • นายกฯ หารือทีมเศรษฐกิจ เดินหน้า “ไทยช่วยไทย” ให้สิทธิ์ 4,000 บาท รัฐ 60% ประชาชน 40% ลงทะเบียน พ.ค. เริ่มใช้ มิ.ย. 69

    นายกฯ หารือทีมเศรษฐกิจ เดินหน้า “ไทยช่วยไทย” ให้สิทธิ์ 4,000 บาท รัฐ 60% ประชาชน 40% ลงทะเบียน พ.ค. เริ่มใช้ มิ.ย. 69

    นายกฯ หารือทีมเศรษฐกิจ เดินหน้า “ไทยช่วยไทย” ให้สิทธิ์ 4,000 บาท รัฐ 60% ประชาชน 40% ลงทะเบียน พ.ค. เริ่มใช้ มิ.ย. 69


    1/05/2569 | 99 |

    📌บทสรุป

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือทีมเศรษฐกิจ เพื่อเตรียมความพร้อมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน กรอบวงเงิน 500,000 ล้านบาท ซึ่งจะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน อีกทั้งได้หารือภาพรวมเศรษฐกิจปี 2569 ที่ถูกปรับลด GDP เหลือร้อยละ 1.5 – 1.6 จากเดิมร้อยละ 2 เป็นผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันยังได้ติดตามความคืบหน้าประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศประจำปี 2569 ที่จะจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ช่วงเดือนตุลาคม 2569 นอกจากนี้ยังเดินหน้านโยบาย “ไทยช่วยไทย” เพื่อบรรเทาค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีแนวทางจัดหาแหล่งเงินจากงบประมาณคงเหลือและแหล่งเงินอื่นตามความเหมาะสม โครงการดังกล่าวมีเป้าหมายครอบคลุมประชาชนมากกว่า 30 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และประชาชนทั่วไป ให้สิทธิ์สนับสนุนค่าใช้จ่ายรวม 4,000 บาทต่อคน ซึ่งรัฐสนับสนุน 60% ประชาชนร่วมจ่าย 40% แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท ระยะเวลา 4 เดือน เริ่มลงทะเบียนเดือนพฤษภาคม 2569 และเริ่มใช้สิทธิ์เดือนมิถุนายน 2569 ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” ขณะที่ภาคเอกชน

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ เห็นว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยพยุงเศรษฐกิจและเพิ่มกำลังซื้อ โดยคาดว่าจะก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจประมาณ 160,000 – 200,000 ล้านบาท ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้สามารถขยายตัวได้ในกรอบ 1.5 – 2.0%

    📌รายละเอียด

    (30 เม.ย. 69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เชิญนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เข้าหารือ

    นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้พูดคุยในหลักการเพื่อเตรียมความพร้อมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน ซึ่งจะดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมาย และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยต้องเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน ส่วนกรอบวงเงินในการออกพระราชกำหนดกู้เงิน อยู่ที่ประมาณ 500,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการตั้งกรอบเอาไว้ แต่จะใช้เท่าใดนั้นจะพิจารณาอีกครั้ง สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจหลังจากที่หน่วยงานเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ปรับลด GDP ปี 2569 ลงไปอยู่ที่ 1.5 – 1.6% จากเดิมประมาณ 2% เนื่องจากผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากการสู้รบในตะวันออกกลาง ติดตามความคืบหน้า การที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศประจำปี 2569 (2026 Annual Meetings) ที่จะจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ช่วงเดือนตุลาคม 2569 และการดำเนินนโยบาย “ไทยช่วยไทย” เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชน รวมถึงเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งรัฐบาลเตรียมใช้เงินคืนจากหน่วยงานที่มีการเบิกจ่ายล่าช้า หรือไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เพื่อนำมาใช้เป็นงบประมาณตามขั้นตอนการออกพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่าย และรัฐบาลจะพิจารณาแหล่งเงินอื่นตามความเหมาะสม

    นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้เรียกทีมเศรษฐกิจเข้าหารือเรื่องโครงการ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเร็ว การเตรียมความพร้อมของหน่วยงานต้องดูจากกระทรวงการคลังเป็นหลัก

    เพราะเป็นฝ่ายออกแนวทางและนโยบาย แต่ต้องดูจากกระทรวงอื่นประกอบด้วยว่าจะมีการเยียวยาในส่วนอื่นอย่างไร เช่น กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งก่อนหน้านี้ นายเอกนิติ ได้ประกาศว่าโครงการ “ไทยช่วยไทย” หรือ “คนละครึ่ง พลัส” จะเริ่มได้วันที่ 1 มิถุนายน 2569 ซึ่งจะครอบคลุมหลายโครงการ มีกลุ่มเป้าหมายมากกว่า 30 ล้านคน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนแรก บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน อีกส่วนคือประชาชนทั่วไป ขณะนี้กำลังดูตัวเลขของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งสองส่วนรวมกันจะเกิน 30 ล้านคน ที่จะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้

    สำหรับ โครงการ “ไทยช่วยไทย” ช่วยไทย ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มกำลังซื้อจะให้สิทธิ์ 4,000 บาท รัฐออก 60% ประชาชนออก 40% คือใช้จ่าย 100 บาท รัฐช่วย 60 บาท ประชาชนจ่าย 40 บาท โดยจะแบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท รวม 4 เดือน เปิดให้ลงทะเบียนในเดือนพฤษภาคม 2569 เริ่มใช้สิทธิ์เดือนมิถุนายน 2569 ผ่านทางแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยสามารถใช้จ่ายกับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ไม่สามารถถอนเป็นเงินสดได้ สิทธิ์ไม่สามารถโอนให้ผู้อื่นได้ ต้องใช้จ่ายภายในเดือนที่ได้รับสิทธิ์ และใช้จ่ายได้กับร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการทั่วประเทศ

    คุณสมบัติผู้มีสิทธิลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ

    1. เป็นผู้มีสัญชาติไทย

    2. มีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน

    3. มีบัตรประจำตัวประชาชน

    4. ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิ หรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 และ โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5

    สำหรับมุมมองจากภาคเอกชน นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวถึงโครงการ “ไทยช่วยไทย” ว่า ถือเป็นมาตรการสำคัญที่จะเข้ามาช่วยพยุงและบรรเทาผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการสูญเสียความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอย หากครอบคลุมประชาชน 20 ล้านคน ใช้จ่ายเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน จะมีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบราว 80,000 ล้านบาท หากรวมบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเติม และเงินสมทบจากภาคประชาชน จะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจรวมประมาณ 160,000-200,000 ล้านบาท จะช่วยชดเชยกำลังซื้อที่สูญหายไปจากระบบได้อย่างพอดี โดยการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบทุก 50,000 ล้านบาท จะมีส่วนช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตเพิ่มขึ้นได้อีกประมาณ 0.2 – 0.3% และมาตรการทั้งหมดนี้อาจจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญที่ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีนี้สามารถขยายตัวได้ในกรอบ 1.5 – 2.0%


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/499451&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20A-vT6tYkMFFuH1nKCZxC

  • ระยองเปิดตลาด ‘ไทยช่วยไทย’ ลดค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก | เดลินิวส์

    ระยองเปิดตลาด ‘ไทยช่วยไทย’ ลดค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก | เดลินิวส์

    เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 1 พ.ค. ที่บริเวณด้านหน้าอาคารที่ว่าการอำเภอเมืองระยอง จ.ระยอง นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผวจ.ระยอง เป็นประธานเปิดกิจกรรมจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชน โดยมีนายเรืองฤทธิ์ ประกอบธรรม ปลัดจังหวัดระยอง นายกิติพงศ์ อุระวัตร นายอำเภอเมืองระยอง พ.ต.อ.อาทิตย์ ยาแก้ว ผกก.สภ.เมืองระยอง หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนภาคเอกชน และประชาชนเข้าร่วมอย่างคึกคัก

    นายกิติพงศ์ อุระวัตร นายอำเภอเมืองระยอง กล่าวว่า การจัดกิจกรรมดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งลดค่าครองชีพ และเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าอุปโภคบริโภคคุณภาพในราคาที่เหมาะสม โดยอำเภอเมืองระยองได้บูรณาการความร่วมมือกับหลายหน่วยงาน อาทิ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดระยอง สำนักงานพัฒนาชุมชน สำนักงานเกษตร ประมง และปศุสัตว์อำเภอ รวมถึงภาคเอกชน เช่น บริษัท ท็อปส์ (Tops) และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดระยอง ร่วมกันนำสินค้าคุณภาพมาจำหน่ายในราคาพิเศษ

    ภายในงานมีการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเกษตร สินค้า OTOP และผลิตภัณฑ์ชุมชนหลากหลายรายการ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่ได้นำสินค้ามาจำหน่าย สร้างรายได้ และขยายช่องทางการตลาด

    นายอำเภอเมืองระยอง กล่าวเพิ่มเติมว่า อำเภอเมืองระยองกำหนดจัดกิจกรรม “ไทยช่วยไทย” เป็นประจำทุกวันศุกร์ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้มีความเข้มแข็ง

    ด้านนายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผวจ.ระยอง กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนในภาวะค่าครองชีพสูง พร้อมทั้งสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้มีพื้นที่จำหน่ายสินค้าอย่างยั่งยืน ก่อนกล่าวเปิดงานอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางความสนใจของประชาชนที่มาจับจ่ายเลือกซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5827847/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FOheV742ZSMgf1D2OLXh6