Blog

  • สกศ. ผนึกกำลังสถาบันชั้นนำ แนะนำเส้นทางวิชาชีพ “การศึกษาเฉพาะทาง”

    สกศ. ผนึกกำลังสถาบันชั้นนำ แนะนำเส้นทางวิชาชีพ “การศึกษาเฉพาะทาง”

    “สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา” ผนึกกำลังสถาบันชั้นนำ แนะนำเส้นทางวิชาชีพ “การศึกษาเฉพาะทาง” พร้อมดึงระบบ ISTEd จัดการสารสนเทศดิจิทัลทางการศึกษาไทย

    เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางอำภา พรหมวาทย์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนการศึกษา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการพัฒนาเครือข่ายข้อมูลการศึกษาเฉพาะทาง : เปิดประตูสร้างฝัน สู่เส้นทางวิชาชีพการศึกษาเฉพาะทาง โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานที่จัดการศึกษาเฉพาะทาง ได้แก่ กลุ่มการศึกษาวิชาชีพเฉพาะทาง กลุ่มวิชาชีพทหาร ตำรวจ และกลุ่มวิชาชีพแพทย์ พยาบาล พร้อมด้วย ครู บุคลากรทางการศึกษา ร่วมประชุม ณ โรงแรมริเวอร์ไซด์ แบงค็อก กรุงเทพมหานคร ควบคู่กับการถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊ก “สภาการศึกษา”

    ทางด้าน พลโท ทองคำ ชุมพล ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก บรรยายเรื่อง “การศึกษาเฉพาะทางต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหน่วยงานที่จัดการศึกษาเฉพาะทาง รวมถึงกลไกการรับรองมาตรฐานหลักสูตรการศึกษาผ่านความร่วมมือกับ ศธ. อว. และสภาวิชาชีพต่างๆ พร้อมตัวอย่างการดำเนินงานของกระทรวงกลาโหม มีหน่วยงานดูแลสถานศึกษาในกำกับของตนเอง คือ กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ หัวใจสำคัญคือหลักการ “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” โดยเฉพาะการก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ต้องนำมาปรับใช้ในหลักสูตรการสอน เช่น การสอนบินโดรนหรือทักษะดิจิทัลสมัยใหม่ เพื่อให้การผลิตกำลังพลเฉพาะทางของไทยมีคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากลและสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก

    ทั้งนี้ การจัดการศึกษาเฉพาะทางในประเทศไทยสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 21 ระบุว่า “กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐอาจจัดการศึกษาเฉพาะทางตามความต้องการและความชำนาญของหน่วยงานนั้น โดยคำนึงถึงนโยบายและมาตรฐานของชาติ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง” และกฎกระทรวงว่าด้วยการจัดการศึกษาเฉพาะทาง พ.ศ. 2547 เป็นการจัดการศึกษาลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากการจัดการศึกษาในหลักสูตรปกติทั่วไป โดยมุ่งผลิตบุคลากรที่มีความรู้และทักษะวิชาชีพเฉพาะทางตามความต้องการของหน่วยงาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนผ่านหลักสูตร ม.ปลายหรือเทียบเท่า หลังม.ปลายหรือเทียบเท่าที่ไม่ใช่อุดมศึกษา อนุปริญญา และปริญญาตรี รวมถึงมีการใช้บุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพเฉพาะมาถ่ายทอดความรู้ เพื่อบ่มเพาะผู้เรียนให้มีสมรรถนะตรงตามความต้องการของหน่วยงานและพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

    สำหรับการอภิปราย 3 กลุ่มสายงาน ดังนี้

    1. กลุ่มการศึกษาวิชาชีพเฉพาะทาง : โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ มุ่งผลิตบุคลากรผู้ชำนาญการในระดับปฏิบัติการรองรับอุตสาหกรรมขนส่งทางรางไทย ในหลักสูตรระดับ ปวส. 5 สาขาวิชา ได้แก่ ช่างเครื่องกล ช่างเทคนิคไฟฟ้ารถจักรและล้อเลื่อน ช่างอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม ช่างโยธา และการจัดการเดินรถ 

    2. กลุ่มการศึกษาวิชาชีพทหาร ตำรวจ : เน้นระเบียบวินัยควบคู่กับวิชาการ เมื่อสำเร็จการศึกษาได้รับพระราชทานกระบี่และปริญญาบัตรตามสาขาวิชา พร้อมบรรจุเข้ารับราชการเป็นนายทหารสัญญาบัตร ยศร้อยตรี/เรือตรี/เรืออากาศตรี/ร้อยตำรวจตรี และได้รับเบี้ยเลี้ยงระหว่างการศึกษา 

    3. กลุ่มการศึกษาวิชาชีพแพทย์ พยาบาล : สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย เปิดรับนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต พร้อมสนับสนุนทุนการศึกษาสภากาชาดไทยให้แก่ผู้ผ่านการคัดเลือกทุกคน เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาสู่สังคมไทย

    อย่างไรก็ตาม สกศ. ขอแนะนำแพลตฟอร์มระบบบริหารจัดการสารสนเทศดิจิทัลทางการศึกษา สำหรับลงทะเบียนจัดเก็บข้อมูลสถิติการศึกษาเฉพาะทางคือ ISTEd : Information System for Thailand Education ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลด้านการศึกษาของหน่วยจัดการศึกษาในประเทศไทย ประกอบด้วยตัวชี้วัดทางการศึกษา ได้แก่ การประเมินคุณภาพการศึกษา คุณภาพการศึกษา ดัชนีการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ปีการศึกษาเฉลี่ยของประชากร โดยมุ่งหวังให้เป็นข้อมูลในการวางแผนการศึกษาของประเทศไทยให้เป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษาหรือ SDG 4 ในการสร้างหลักประกันให้การศึกษามีคุณภาพอย่างครอบคลุมและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/bangkok/2930068&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lRaszq9NnyDUqi6NJfPfg

  • ไม่ทน ‘คนกินเมือง’

    ไม่ทน ‘คนกินเมือง’

    การที่ข้าราชการ….

    “ไม่สามารถสนองงานนักการเมืองได้” จนถึงขั้นยอมสละยศ/ตำแหน่ง เพื่อรักษาความถูกต้องและศักดิ์ศรีตัวเองนั้น

    แสดงว่า เรื่องที่จะต้องสนองรัฐมนตรีนั้น มันเป็นเรื่องถึงขั้นคอขาดบาดตาย

    พูดตรงๆ คือ “มันเป็นเรื่องไม่สุจริต” แน่!

    และไม่ถูกต้องตามระบบราชการ ถ้าปฏิบัติ ผิดทั้งกฎหมายและผิดทั้งวินัย

    ตามกฎหมายบ่งชัด คำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ข้าราชการไม่ปฏิบัติตาม “ย่อมไม่มีความผิด”

    นี่แหละ เหตุผลลาออก ที่ดูทื่อๆ อย่างนั้น

    แต่แหลมคมยิ่งกว่าหอกแหลมแทงทวารรัฐมนตรีสุริยะจนทะลุออกปากซะอีก!

    ในทางการเมืองนั้น แค่ตัวเองยอมรับว่าคนที่อธิบดีอ้างถึงนั้นเป็นหลานของตัวเองจริง

    ในทางกฎหมาย “ยังไม่ตาย”

    แต่ในทาง “กฎสังคม” มันถึงขั้น “เน่า” แล้วด้วยซ้ำ ถ้ารับมือได้งึกๆ งักๆ แบบนี้

    ผมมองว่า ไม่เพียงตัวรัฐมนตรีสุริยะเท่านั้น

    แต่มันจะเข้าตำรา “ปลาเน่าตัวเดียว เหม็นทั้งข้อง”

    ก็ไม่รู้ว่า AI จะรู้จัก “ข้อง” หรือเปล่า อย่าอ่านผิดทำให้เสียถึงโคตรเทคโนโลยี “ปัญญาประดิษฐ์” นะโว้ย!

    ได้ยินรัฐมนตรีสุริยะออกมาชี้แจง ฟังแล้ว มัน “ขว้างงูไม่พ้นคอ” ชัดๆ “คำชี้แจง” จึงกระเดียดไปทาง “คำแก้ตัว” ซะมากกว่า

    งึกๆ งักๆ แล้วก็ลงท้ายตามสไตล์พรรคเพื่อไทย

    “ถ้าไม่หยุดกล่าวหาผม ผมฟ้องนะ”

    โถ ถึงขนาดนี้แล้ว ยังนึกว่าเขาจะกลัวฟ้องอยู่อีกหรือ?

    ข้าราชการที่เขาโตมาถึงระดับอธิบดีได้ ถ้าไม่มีไต๋ เขาไม่กล้าเล่นกับไฟสุริยะหรอก

    ก่อนติดตามเรื่องราว สรุปประเด็นก่อนดีกว่า จะได้ไม่งง

    คุณ “ฮ่องเต้ ถังแตก” เขาโพสต์ประเด็นไว้เสร็จสรรพ ผมก็คว้าหมับมาต้มยำทำแกงกินซะเลย ดังนี้

    “ฮ่องเต้ ถังแตก”

    สรุป 5 ประเด็น “ซีอีโอสายการบินหลานรัฐมนตรี” ขอพบ “อธิบดีกรมฝนหลวงฯ” ของานซ่อมเครื่องบิน

    1.“หลานของรัฐมนตรีสุริยะ” ซึ่งเป็นผู้บริหารสายการบินแห่งหนึ่ง พยายามติดต่ออธิบดีกรมฝนหลวงฯ เพื่อขอเข้ามาดูแลงานซ่อมเครื่องบินของกรมฯ

    2.อธิบดีไม่ให้เข้าพบหลายครั้ง เพราะติดหลายภารกิจ “หลานรัฐมนตรี” ก็พยายามติดต่อมาอีกหลายครั้ง

    3.ล่าสุด มีคำสั่งย้ายอธิบดีให้ไปเป็นผู้ตรวจราชการ

    4.อธิบดีตัดสินใจยื่นใบลาออกเอง เผย “ขอจบชีวิตราชการอย่างมีศักดิ์ศรี”

    5.ด้าน รมว.สุริยะยอมรับว่าเป็นหลานตนเองจริง แต่ประเด็นที่ว่านัดแล้วไม่ได้พบ ทำให้เป็นสาเหตุของการถูกย้าย เรื่องแค่นี้ไม่ถึงกับต้องย้าย

    ทีนี้มาถึงเรื่องว่า ประเด็นมันส่อไปในทางไม่สุจริต ฉะนั้น นายกฯ อนุทินจะถือว่า เป็นเรื่องคนของ “พรรคเพื่อไทย” ก็ให้เขาเคลียร์กันเอง

    อย่างนั้นไม่ได้เด็ดขาด!

    อย่าลืมว่า คนของพรรคไหนก็ตาม แต่เป็นรัฐมนตรีอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายกรัฐมนตรีโดยตรง

    ดังนั้น ท่านนายกฯ อย่าปล่อยให้ถั่วสุก เดี๋ยวงาจะไหม้ซะก่อน ควรรีบเชิญหัวหน้าพรรคเพื่อไทยและตัวรัฐมนตรีสุริยะมาพูดคุยให้ได้ข้อเท็จจริงเป็นการภายในซะก่อน

    ถ้า “ตัดไฟต้นลม” ได้ ก็ตัดซะ ดีกว่าปล่อยไป แล้วพากันตายด้วย “กฎสังคม” ทั้งรัฐบาล!

    การลาออกของอธิบดีนั้น ควรระงับใบลาไว้ก่อน ระหว่างตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงตามประเด็นที่อธิบดีราเชนกล่าวหารัฐมนตรี พาดพิงถึงหลานนายสุริยะ

    ซึ่งในทางกฎหมายและการบริหารราชการ ในเรื่องเกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบ การตั้งกรรมการสอบ “สามารถทำได้”

    สำหรับตัวละครสำคัญของเรื่องคือ “หลานรัฐมนตรีสุริยะ” ผมก็ไม่ทราบหรอกว่าเป็นใคร

    มารู้ก็จากที่คุณ “Stroke Fighter Be Smiling” นำมาโพสต์ไว้ ประมาณนี้

    “แหม…ตระกูลนี้เค้าชอบเครื่องบินกันจัง!! พ่อหนุ่มคนนี้เค้าชื่อว่า “ดร.วุฒิภูมิ จุฬางกูร” (ชื่อเล่น วุฒิ) เป็นนักธุรกิจชาวไทย

    และทายาทรุ่นที่ 2 ของ ซัมมิท กรุ๊ป (Summit Group

    ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นหนึ่งใน “ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ” ของ “สายการบินนกแอร์”

    หลังจากที่เคยดำรงตำแหน่ง “ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร” (CEO) นานกว่า 6 ปี

    ข้อมูลส่วนตัวและการศึกษาครอบครัว:

    บุตรชายคนที่ 5 ในบรรดาพี่น้อง 6 คน ของ “สรรเสริญ” และ “นางหทัยรัตน์ จุฬางกูร” ผู้ก่อตั้งกลุ่มซัมมิท

    การศึกษา :

    ปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง

    ปริญญาโท บริหารธุรกิจ (MBA) ศศินทร์ จุฬาลงกรณ์ฯ

    ปริญญาเอก ครุศาสตร์ บริหารการศึกษา จุฬาลงกรณ์ฯ

    ปริญญาเอก มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น (ไม่มีข้อมูลสาขา)

    ประสบการณ์การทำงาน :

    ดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ตั้งแต่เดือน มิ.ย.62 ถึง พ.ย.68

    มีบทบาทสำคัญในการบริหารต้นทุนและพลิกฟื้นให้นกแอร์กลับมามีกำไรได้ 2 ปีติดต่อกันท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ

    ปัจจุบันได้ส่งต่อตำแหน่ง CEO ให้แก่ “พิชิต สถาปัตยานนท์” แต่ยังคงรับหน้าที่ “ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการ” กำกับภาพรวมกลยุทธ์

    ธุรกิจอื่นๆ :

    เคยดำรงตำแหน่งกรรมการในหลายบริษัท เช่น บมจ.ไทยสตีลเคเบิล, บมจ.ซีเอ็ด ยูเคชั่น และบริษัทในเครือซัมมิท โอโต บอดี้

    ……………………………………

    นี่พูดกันถึงด้านชั้นเชิง ถ้ารัฐบาลโดยนายกฯ ไม่รีบประกาศเคลียร์เรื่องนี้ให้ได้ข้อเท็จจริงแล้วนำมาบอกให้ประชาชนทราบ

    จะถูกฝ่ายค้านชิงชำแหละเสียก่อนในเวทีสภา รัฐบาลก็จะเสียรังวัดในเรื่องธรรมาภิบาล ว่าด้วยการบริหารที่โปร่งใส

    อธิบดีราเชนนั้น เท่าที่ฟังท่านแถลงแต่ละครั้ง เรียกว่า “ดับเครื่องชน” เต็มตัว

    เมื่อวาน บอกจะไปร้องทุกข์กับพรรคกล้าธรรม ที่ก่อนหน้านี้  “รัฐมนตรีเกษตรฯ” เป็นคน “พรรคกล้าธรรม”

    สอดรับกับที่ “นายไผ่ ลิกค์” เลขาฯ พรรคกล้าธรรม โพสต์โซเชียลว่า

    “พรุ่งนี้ (คือวันนี้) อธิบดีจะเข้าสภา เพื่อมาร้องขอความเป็นธรรม ซึ่งพรรคกล้าธรรมพร้อม”

    แต่ต่อมา อธิบดีราเชนบอก “ยังไม่ไปร้องเรียนในวันนี้ เพราะมีอาการเครียดลงกระเพาะ”

    ทั้งบอกว่า “แนวทางการยื่นร้องขอความเป็นธรรม กรณีถูกโยกย้ายตำแหน่งนั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา

    โดยจะขอหารือและรับฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบ”

    ก็แสดงว่า อธิบดีราเชน “ไม่ใช่เต้าหู้ขาดไส้” มีทีเด็ด-เคล็ดลับเป็นไต๋ในการ “เยิ่น” กับรัฐมนตรีสุริยะอยู่เหมือนกัน

    ไม่งั้น คงไม่กล้าเอาอายุราชการอีก ๔ เดือนเกษียณ มาวางเป็นเดิมพัน แถม “เกหมดหน้าตัก” ขนาดนี้

    ความจริง อธิบดีสามารถร้องขอความเป็นธรรมกับ ก.พ.ได้ตามสิทธิ์ข้าราชการอยู่แล้ว เมื่อถูกย้ายไม่เป็นธรรม

    แต่มันก็แปลก

    แทนที่ท่านอธิบดีจะใช้สิทธิไปร้องที่ ก.พ. กลับมุ่งไปร้องขอความเป็นธรรมกับพรรคกล้าธรรม!?

    ตรงนี้ เป็นเงื่อนปมสร้างความสงสัยให้สังคมต้องการรู้เจตนาที่เป็นเหตุ-เป็นผลอยู่เหมือนกัน

    ถ้ารัฐมนตรีสุริยะเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ตัวเอง และเพื่อไม่ทำตัวให้เป็นปัญหาต่อรัฐบาลอันเป็นส่วนรวม

    ท่าน-ในฐานะรัฐมนตรี สามารถตั้งคณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงได้

    หรือถ้าตั้งเอง ชาวบ้านจะครหาว่า “ชงเอง/กินเอง” ท่านก็มอบให้ปลัดกระทรวงตั้งคณะกรรมการสอบก็ได้

    เรียกมาเลย ทั้งตัวหลานรัฐมนตรี ทั้งตัวอธิบดี และคนที่อธิบดีอ้างว่าถูกส่งมาพบแทนหลานรัฐมนตรี

    รวมทั้งเอกสาร/หลักฐาน ที่อธิบดียืนยันว่ามีครบถ้วน

    เรื่องนี้ พิสูจน์ไม่ยาก

    จะยากก็ตรงที่ “ยอมให้พิสูจน์” กันหรือไม่?

    แต่ทั้งหมดนั้น ขึ้นอยู่กับอำนาจ “นายกฯ อนุทิน” แต่ผู้เดียวในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ว่าจะเบ็ดเสร็จ-เด็ดขาด โดยไม่ “มุโขโลกนะ” ขนาดไหนหรือไม่เท่านั้น

     “กฎหมาย” ที่ใช้บังคับกับประชาชนนั้น แต่ละฉบับใช้เวลาเป็นปีๆ ๒๐-๓๐ ปี ก็ยังมี

    แต่ “กฎสังคม” ที่ใช้กับรัฐบาลหรือรัฐมนตรีที่ประชาชนไม่เชื่อในความซื่อสัตย์-สุจริต

    บางที “วันเดียว” หรือ “ชั่วโมงเดียว” ก็จอดได้เหมือนกัน!

    ฉะนั้น เรื่องอย่างนี้ ประชาชนทนกันมาจนเกินทนแล้ว และผมจับความสั่นไหวจากหัวใจประชาชนได้ว่า

    จะ “ไม่ยอมทน” กับการเมือง “กินบ้าน/โกงเมือง” อีกต่อไป

    ในกาลครั้งหนึ่ง มีรัฐบาลหนึ่ง….

    หัวหน้ารัฐบาลนั้นประกาศนโยบายว่า “โกงเอามาแบ่งปัน” ไม่เป็นไร

    กระทรวงต่างๆ มีรัฐมนตรีว่าการอยู่แล้ว แต่พรรคก็จะส่งทีม “รัฐมนตรีหลังบ้าน” ไปว่าการเรื่องงบต่างๆ ในแต่ละกระทรวงอีกที

    กรม/กองไหน หรือใคร มีโครงการอะไร ก็เสนอขึ้นมาของบได้

    แต่ต้อง Thirty Percent เป็นอย่างต่ำ!

    ไดโนเสาร์ “สูญพันธุ์” ไปแล้ว

    แต่ “เหี้ย” ยังไม่สูญพันธุ์ ยังมีเพ่นพ่านอยู่ตามกระทรวงที่มีรัฐมนตรีของ “บางพรรค” เป็นเจ้ากระทรวง

    รัฐบาลอนุทิน ขอให้เป็นรัฐบาล “สารตั้งต้น” ของการเมืองสู่ศตวรรษใหม่ อย่างที่ประชาชนคาดหวังเถอะ

    ถ้าไม่เอาใจ “คนโกง-คนกิน” แล้วรัฐบาลอยู่ไม่ได้

    แบบนั้น…ก็ไม่ต้องอยู่

    อยู่เพื่อให้ “รัฐบาลเป็นรังโจร” ให้พวกมันปล้นชาติ จะอยู่ไปทำไม?

    ฉะนั้น กรณีอธิบดีกล่าวหา ถูกรัฐมนตรีสุริยะย้าย เพราะไม่สามารถสนองงานรัฐมนตรีนั้น

    ท่านนายกฯ ต้องรีบ “เคลียร์-คัต-ตัดจบ” โดยไม่ต้องกลัวรัฐบาลจะล่ม

    ล่มเพราะ “ล้างโจร”

    เลือกตั้งใหม่ จะได้ “เรือลำใหญ่” บรรทุกภูมิใจไทยพรรคเดียว!.

    -เปลว สีเงิน

    ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๙

    คนปลายซอย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/988950/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2M_tqoJjWxR7aPnYg1QUqI

  • สดุดีคนดีศรีการศึกษา รมว.ศธ. มอบโล่เกียรติคุณ 1,360 ราย

    สดุดีคนดีศรีการศึกษา รมว.ศธ. มอบโล่เกียรติคุณ 1,360 ราย

    วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.50 น.

    วานนี้ 30 เมษายน 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เป็นประธานเปิดการประชุมสัมมนาวิชาการ เรื่อง “ฉากทัศน์การศึกษาไทย ในยุคสังคมโลกเปลี่ยน” (Scenarios of Thai Education in an Era of Global Transformation) พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณดีเด่น ประจำปี 2568 กว่า 1,360 คน ณ โรงแรมสุนีย์แกรนด์ จ.อุบลราชธานี โดยมี นายณรงค์ เทพเสนา ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี คณะผู้บริหารระดับสูง ศธ. ให้การต้อนรับและเข้าร่วม

    รมว.ศธ. กล่าวว่า จากการรายงานแสดงให้เห็นว่า ที่ผ่านมา คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของแต่ละโรงเรียน เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อคุณภาพและความสำเร็จของสถานศึกษา พร้อมทั้งให้ความร่วมมือสนับสนุน ส่งเสริมและขับเคลื่อนการจัดการศึกษา ด้วยความเสียสละ อุทิศตน อย่างเต็มกำลังความสามารถ จึงเป็นผู้สมควรได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติ เข้ารับโล่ประกาศเกียรติคุณถึงคุณงามความดีต่อวงการศึกษา 

    โล่เกียรติคุณ

    โดย รมว.ศธ. กล่าวถึง 5 ภารกิจเร่งด่วน ในการผนึกกำลังร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อกู้วิกฤตทุนมนุษย์ เพื่อสร้าง DNA พลเมืองนักคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาได้ ได้แก่ คืนเวลาให้ครู คืนอนาคตให้เด็ก ด้วยโครงการ Work Smart ยุบรวมโครงการซ้ำซ้อน เตรียมนำร่องระบบ “ครัวกลาง” (Cloud Kitchen) ร่วมกับท้องถิ่น เพื่อไม่ให้ครูต้องทำหน้าที่แม่ครัวหรืองานจัดซื้อจัดจ้าง, รื้อสูตรลดความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณ โดยเตรียมยกเลิกการจัดสรรงบแบบเท่ากันแต่ไม่เป็นธรรม พร้อมผนึกกำลังดันโครงการ Thailand Zero Dropout และยกระดับทุน ODOS เพื่อรับประกันโอกาสที่เท่าเทียม

    นอกจากนี้ เตรียมดันหลักสูตรฐานสมรรถนะและนโยบาย “AI for All” เพื่อสร้างเป็นพลเมืองโลกของเด็กไทย และสำหรับการประเมิน PISA 2029 ด้วย และแน่นอนว่า เราให้ความสำคัญกับโรงเรียนต้องเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” และในอนาคตจะตั้ง “ศูนย์พิทักษ์สิทธิและเสรีภาพ” ปกป้องผู้เรียนและบุคลากรจากความรุนแรง รวมทั้ง การผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ ให้เป็น “ธรรมนูญการศึกษา” เพื่อปลดล็อกหลักสูตรและคุ้มครองผู้เรียนอย่างยั่งยืนต่อไป

    โล่เกียรติคุณ

    ด้านนายปรีชา จิตรสิงห์ นายกสมาคมกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย กล่าวรายงานตอนหนึ่งว่า สมาคมฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2543 เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการปฏิบัติงานของกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียนที่ทันสมัยสู่มาตรฐานสากล สำหรับการประชุมทางวิชาการฯ ปี 2568 จัดขึ้นเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการจัดการศึกษา และยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลากรดีเด่น ประจำปี ประกอบด้วย ประธานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน กรรมการและเลขานุการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ศึกษานิเทศก์ รองผู้อำนวยการสถานศึกษา และครูดีเด่น ตลอดจนเพื่อรายงานผลการดำเนินการของสมาคมฯ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมทางวิชาการและประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 กว่า 1,800 คน

    โล่เกียรติคุณ

    โล่เกียรติคุณ

    โล่เกียรติคุณ

    โล่เกียรติคุณ

    โล่เกียรติคุณ

    โล่เกียรติคุณ
     

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/961919&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0tItLV1GOZ1VPhh598Wv2D

  • ชวนชาวนนทบุรีช้อปของดี 5 จังหวัด “เบญจบูรพา 2569” ยกทัพอาหาร-OTOP กลางเซ็นทรัล เวสต์เกต

    ชวนชาวนนทบุรีช้อปของดี 5 จังหวัด “เบญจบูรพา 2569” ยกทัพอาหาร-OTOP กลางเซ็นทรัล เวสต์เกต

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/regional/news/145027&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DBu3JCelErw3xeARMAfPt

  • วันแรงงานคึกคัก! นักท่องเที่ยวแห่ข้ามเรือเที่ยวเกาะล้าน ท่าเรือแหลมบาลีฮายแน่น รถติดยาว | TOPNEWS

    วันแรงงานคึกคัก! นักท่องเที่ยวแห่ข้ามเรือเที่ยวเกาะล้าน ท่าเรือแหลมบาลีฮายแน่น รถติดยาว | TOPNEWS

    วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 บรรยากาศที่ท่าเทียบเรือแหลมบาลีฮาย เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เป็นไปอย่างคึกคัก การจราจรบริเวณท่าเรือแหลมบาลีฮายสามารถเคลื่อนตัวได้ค่อนข้างช้า เนื่องจากมีรถตู้ รถแท็กซี่ และรถยนต์ส่วนบุคคลเข้ามาส่งนักท่องเที่ยวจำนวนมาก โดยมีทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติหลั่งไหลเดินทางมายังเกาะล้าน ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติชื่อดังของเมืองพัทยา เพื่อพักผ่อนและเล่นน้ำทะเลในช่วงวันหยุดยาวระหว่างวันที่ 1–3 พฤษภาคม 2569

    ตลอดทั้งวันพบว่ามีนักท่องเที่ยวจำนวนมากพาครอบครัวและกลุ่มเพื่อนมาขึ้นเรือโดยสารและเรือสปีดโบ๊ทที่ท่าเรือแหลมบาลีฮาย เพื่อเดินทางสู่เกาะล้าน ส่งผลให้ผู้ประกอบการเรือโดยสารและเรือสปีดโบ๊ทมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงวันหยุดยาวนี้

    ด้านเจ้าหน้าที่กรมเจ้าท่าได้บูรณาการกำลังร่วมดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ผู้โดยสารทุกคนสวมเสื้อชูชีพตลอดระยะเวลาการเดินทางทางเรือ เพื่อสร้างความมั่นใจและส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีด้านความปลอดภัยของการท่องเที่ยวเมืองพัทยา

    ส่วนสภาพการจราจรบริเวณถนนสุขุมวิท พัทยาใต้ สามารถเคลื่อนตัวได้อย่างช้า ๆ เนื่องจากมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวเมืองพัทยาเป็นจำนวนมาก

    ภาพ/ข่าว อนันต์ กิ่งสร / ทิวากร กฤษมณี ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชลบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1563279&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pNThbl0-oZh-dqggppvbW

  • จังหวัดภูเก็ต ประชุมตัวแทนฝ่ายความมั่นคง-ผู้แทนชาวต่างชาติ หารือแนวทางการดูแลและควบคุมพฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต

    จังหวัดภูเก็ต ประชุมตัวแทนฝ่ายความมั่นคง-ผู้แทนชาวต่างชาติ หารือแนวทางการดูแลและควบคุมพฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต

    วันที่ 30 เมษายน 2569 เวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุมสารสิน ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการดูแลและควบคุมพฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วย พล.ร.ต.ประพันธ์ ศรีสุวิภา รอง ผอ.รมน.จังหวัดภูเก็ต (ฝ่ายทหาร) นายรุ่งเรือง ธิมาบุตร ปลัดจังหวัดภูเก็ต พ. ต.อ.ภาสกร สนธิกุล รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต นางสาววิไลลักษณ์ เรืองผล นายอำเภอถลาง ร่วมด้วยหน่วยงานด้านความมั่นคง ตำรวจ ตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจสันติบาล ขนส่งจังหวัด พาณิชย์จังหวัด จัดหางานจังหวัด ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด ตลอดจนผู้แทนชาวต่างชาติในพื้นที่ เพื่อบูรณาการมาตรการดูแลความสงบเรียบร้อยและรักษาภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของจังหวัด

    ที่ประชุมรับทราบภาพรวมสถานการณ์ท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ต โดยปี 2568 มีนักท่องเที่ยวรวมกว่า 14.12 ล้านคน สร้างรายได้กว่า 545,867 ล้านบาท ขณะที่ช่วงไตรมาสแรกปี 2569 มีนักท่องเที่ยวกว่า 3.81 ล้านคน อัตราการเข้าพักเฉลี่ยสูงถึง 83.39% สะท้อนว่าภูเก็ตยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญระดับนานาชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตกล่าวว่า จังหวัดภูเก็ตยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามากว่า 14 ล้านคนต่อปี ขณะที่ประชากรในพื้นที่มีประมาณ 400,000 คนเท่านั้น จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการให้ทั้งประชาชนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข พร้อมย้ำว่าทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือชาวต่างชาติ ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและระเบียบเดียวกัน

    อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้หารือถึงปัญหาพฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวบางส่วน อาทิ การฝ่าฝืนกฎหมายจราจร การทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต การอยู่เกินกำหนด การรบกวนสาธารณะ และการกระทำที่ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ เช่น พื้นที่ป่าตอง ด้าน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สรุปแนวทางหลักจากที่ประชุม 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ให้ทุกหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง และใช้โทษสูงสุดกับผู้กระทำผิดเพื่อป้องปราม รวมทั้งเร่งประชาสัมพันธ์ข้อกฎหมาย สิ่งที่นักท่องเที่ยวสามารถทำได้และข้อห้ามต่าง ๆ ให้ทุกสัญชาติรับทราบอย่างชัดเจน

    ขณะที่หน่วยงานด้านความมั่นคงและตำรวจระบุว่า หากนักท่องเที่ยวต่างชาติกระทำผิดกฎหมายร้ายแรง จะมีการประสาน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อพิจารณาเพิกถอนสิทธิการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรตามขั้นตอนกฎหมาย ส่วนกรณีไม่มีใบอนุญาตขับขี่ จะดำเนินคดีตามกฎหมายและส่งศาลพิจารณา ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตกล่าวทิ้งท้ายว่า จังหวัดพร้อมเป็นเจ้าบ้านที่ดี แต่ขอความร่วมมือผู้แทนชาวต่างชาติทุกประเทศช่วยสื่อสารไปยังนักท่องเที่ยวของตนเอง ให้เคารพกฎหมาย เคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น และเคารพสิทธิของผู้อื่น เพื่อให้ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวคุณภาพที่ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้อย่างเท่าเทียม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/71120&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13a_GANa4K92nyCQdjyZKb

  • รมช.คมนาคมเล็งชงโครงการท่าเรือสำราญสมุย วงเงิน 5 พันลบ.เข้าครม.ปีนี้ : อินโฟเควสท์

    รมช.คมนาคมเล็งชงโครงการท่าเรือสำราญสมุย วงเงิน 5 พันลบ.เข้าครม.ปีนี้ : อินโฟเควสท์

    นายสรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม กล่าวว่า ได้เร่งรัดการพัฒนาท่าเทียบเรือรองรับเรือสำราญขนาดใหญ่ (Cruise Terminal)ในพื้นที่ศักยภาพทั้งอ่าวไทย และฝั่งอันดามัน ที่สมุย ภูเก็ต และพัทยา ส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนในธุรกิจ ที่จะเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวทางน้ำ รวมถึงยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของท่าเรือท่องเที่ยวผ่านระบบ Port Control อย่างเป็นระบบ จะช่วยสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวทางน้ำได้

    โดยโครงการท่าเรือสำราญ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ขณะนี้ กรมเจ้าท่ากำลังศึกษาและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA)แล้วเสร็จปี 2570 โดยจะสรุปนำเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้ในปีนี้ จะเป็นโครงการนำร่องเปิดให้เอกชนร่วมลงทุน (PPP) วงเงินลงทุนประมาณ 5,000 ล้านบาท คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จเปิดให้บริการในปี 2575

    พร้อมทั้ง เดินหน้าพัฒนาท่าเรือขนถ่ายผู้โดยสาร (Tender Boat) ซึ่งปัจจุบันดำเนินการที่ สมุย คืบหน้าประมาณ 80% เชื่อมต่อการเดินทางท่องเที่ยวทางน้ำ ขณะที่จะเร่งผลักดัน Tender Boat ท่าเรือสงขลา ซึ่งมีข้อจำกัดไม่สามารถให้เรือท่องเที่ยวขนาดใหญ่เข้ามาได้ ต้องทอดสมออยู่ด้านนอก ทำให้นักท่องเที่ยวไม่ได้รับความสะดวก ซึ่งกรมเจ้าท่าเตรียมขอรับจัดสรรงบประมาณปี 2570 ประมาณ 25 ล้านบาท เพื่อทำการศึกษาความเหมาะสม ออกแบบรายละเอียดโครงการ และจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เพื่อรองรับแผนการขุดลอกร่องน้ำ และแอ่งจอด-กลับเรือ บริเวณเกาะหนู เกาะแมว และก่อสร้างท่าเทียบเรือสงขลสำหรับเรือท่องเที่ยวขนาดเล็ก (Tender Boat) ที่ขนถ่ายผู้โดยสารจากเรือสำราญเพื่อเข้ามายังท่าเรือ

    รวมถึงประสานกับการท่องเที่ยวฯ เพื่อพัฒนเชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวเมืองเก่าสงขลา ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอยูเนสโกเป็นมรดกโลก เพื่อปักหมุดเป็นจุดท่องเที่ยวแผนการเดินเรือท่องเที่ยวต่อไป โดยโครงการลักษณะนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับชุมชนและสร้างรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ทำให้ไทยเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวและนักลงทุนต่างชาติ

    นอกจากนี้ งาน Quick Win คือเร่งรัดพัฒนาท่าเรืออัจฉริยะ (Smart Pier) ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่มีความล่าช้าจากแผน เนื่องจากปรับลดงบประมาณ ให้แล้วเสร็จทั้งหมด ภายในปี 2570 ซึ่งแผนจะมีการปรับปรุง ท่าเรืออัจฉริยะ จำนวน 29 ท่าเป้าหมายเดิมปัจจุบันเสร็จแล้ว จำนวน 12 ท่า อยู่ระหว่างปรับปรุง 4 ท่า อยู่ในระหว่างประมูล 13 ท่า

    พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ระบบติดตามเรือ (Vessel Traffic Control) ระบบ AI และการบริหารจัดการท่าเรือ มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ตลอดจนปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องและกำกับดูแลค่าโดยสารให้เป็นธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและผู้ใช้บริการการขนส่งทางน้ำ โดยพัฒนาระบบขนส่งทางน้ำให้มีความสะดวก ปลอดภัย และเข้าถึงได้

    ส่วนโครงการพัฒนาท่าเรืออื่นๆ ได้แก่ ท่าเรือปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ท่าเรือเกาะสุกร จังหวัดตรัง และท่าเรืออเนกประสงค์อ่าวมะขามป้อม จังหวัดระยอง รวมถึงโครงการพัฒนาร่องน้ำในพื้นที่สำคัญ เช่น ร่องน้ำบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่องน้ำสงขลา ร่องน้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร ร่องน้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ร่องน้ำตำมะลัง จังหวัดสตูล และร่องน้ำเชียงแสง จังหวัดเชียงราย

    พร้อมทั้งเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน อันเนื่องจากอุทกภัย การฟื้นฟูแหล่งน้ำ และการกัดเซาะชายฝั่ง โดยให้ดำเนินการทั้งระยะสั้นและระยะยาวอย่างครอบคลุม พร้อมทั้งนำกลไกขุดลอกต่างตอบแทนมาใช้แก้ไขปัญหาเร่งด่วน และตั้งเป้าฟื้นฟูชายฝั่งให้แล้วเสร็จภายในปี 2575

    การขุดลอกร่องน้ำเศรษฐกิจในพื้นที่สำคัญ เช่น ร่องน้ำสมุทรสาคร (ท่าจีน) บ้านดอน ปัตตานี สงขลา และบางปะกง รวมถึงการศึกษาการพัฒนาท่าเรือดอนสักเพื่อเชื่อมโยงโครงการแลนด์บริดจ์ และการนำระบบแพลตฟอร์ม MSW เชื่อมโยงกับ NSW เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์และการนำเข้า–ส่งออกของประเทศ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/589557&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pMbBlwbquZqMgCpFU7WQL

  • ยศชนันชูแนวคิด ‘เศรษฐกิจงานดี’ สร้างหวังพี่น้องแรงงาน ทุกกระทรวงขับเคลื่อนร่วมกัน

    ยศชนันชูแนวคิด ‘เศรษฐกิจงานดี’ สร้างหวังพี่น้องแรงงาน ทุกกระทรวงขับเคลื่อนร่วมกัน

    เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ 1 พฤษภาคม 2569 ณ ลานคนเมือง ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ตัวแทนภาครัฐได้นำเสนอนโยบายด้านแรงงานภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจงานดี โดยมุ่งเน้นการปรับโครงสร้างสวัสดิการและการพัฒนาทักษะเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก

    ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานจัดงาน ระบุว่าการบริหารจัดการแรงงานถือเป็นวาระระดับชาติที่เกี่ยวเนื่องกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งต้องอาศัยการบูรณาการจากทุกกระทรวง นอกเหนือจากกระทรวงแรงงานเพียงหน่วยงานเดียว เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจดำเนินควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน

    ยศชนันได้ระบุถึงความสำคัญของวันแรงงานสากลใน 3 มิติ ได้แก่ การยกย่องคุณค่าของแรงงานในฐานะกลไกขับเคลื่อนประเทศ การรับฟังเพื่อผลักดันข้อเรียกร้องด้านสิทธิสวัสดิการ และการสร้างความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง

    ในด้านความท้าทาย ยศชนันประเมินว่าแรงงานไทยกำลังเผชิญผลกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เชื่อมโยงถึงราคาพลังงานและค่าครองชีพ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) รัฐบาลจึงกำหนดแนวนโยบายทั้งเชิงรับและเชิงรุกในการยกระดับทักษะแรงงาน โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องยนต์สันดาปที่ต้องปรับตัวรับเทคโนโลยีใหม่ ภาครัฐอยู่ระหว่างการจัดทำฐานข้อมูลทักษะแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นกลไกเชื่อมโยงทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรม พร้อมจัดทำระบบสนับสนุนแรงงานที่มีทักษะไม่ตรงสายงานให้มีโอกาสเข้าถึงการจ้างงานและเพิ่มรายได้

    ด้าน จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นำเสนอยุทธศาสตร์เร่งด่วน 5 ประการเพื่อปฏิรูปโครงสร้างสวัสดิการและสิทธิแรงงาน ยุทธศาสตร์ดังกล่าวประกอบด้วย การปฏิรูประบบประกันสังคมผ่านการใช้สูตรคำนวณบำนาญชราภาพรูปแบบใหม่ หรือสูตร CARE ซึ่งคำนวณจากค่าจ้างจริงตลอดช่วงชีวิตเพื่อความมั่นคงหลังเกษียณ ประการต่อมาคือการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตโดยมุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาปรับใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพแรงงานไทยสู่มาตรฐานสากล

    ประการที่สามคือการคุ้มครองสิทธิเชิงรุก มุ่งเน้นการสร้างแรงจูงใจให้นายจ้างพัฒนาทักษะบุคลากรทดแทนการเลิกจ้างควบคู่กับการจัดการความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน ประการที่สี่คือการเปิดตลาดแรงงานฝีมือ เพื่อขยายโอกาสการทำงานในต่างประเทศที่มีผลตอบแทนสูงพร้อมกับการจัดระเบียบแรงงานข้ามชาติ

    และประการสุดท้ายคือการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานบนแพลตฟอร์ม โดยสร้างระบบประกันสังคมที่มีความยืดหยุ่นรองรับกลุ่มแรงงานอิสระและพนักงานรับส่งสินค้าให้สามารถเข้าถึงสวัสดิการอย่างเท่าเทียม

    ช่วงท้ายของการจัดกิจกรรม ตัวแทนกลุ่มผู้ใช้แรงงานได้ยื่นข้อเสนอ 8 ประเด็นหลักต่อรัฐบาล ซึ่งรวมถึงการเรียกร้องให้รับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 เพื่อรับรองสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรอง การจัดตั้งกองทุนประกันความเสี่ยง การปรับเพิ่มเงินสงเคราะห์ค่าคลอดบุตรเป็น 30,000 บาท และการขยายความคุ้มครองทางกฎหมายให้ครอบคลุมกลุ่มแรงงานเหมาค่าแรง

    ยศชนันได้รับข้อเสนอดังกล่าว พร้อมสั่งการให้จัดตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณา และติดตามผลการดำเนินการในทุกประเด็น โดยกำหนด กรอบระยะเวลาให้มีความคืบหน้าภายใน 30 วัน

    ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี นำเสนอนโยบาย 'เศรษฐกิจงานดี' แก่กลุ่มแรงงานเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ 1ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี นำเสนอนโยบาย 'เศรษฐกิจงานดี' แก่กลุ่มแรงงานเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ 2ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี นำเสนอนโยบาย 'เศรษฐกิจงานดี' แก่กลุ่มแรงงานเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ 4ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี นำเสนอนโยบาย 'เศรษฐกิจงานดี' แก่กลุ่มแรงงานเนื่องในวันแรงงานแห่งชาติ 5

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/yoschanan-good-job-economy-labor/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2iUxKKz60j45CYWDy0fa7Z

  • ‘คนละครึ่ง’ วืดครม. 5พ.ค. คลังเร่งปิดตัวเลขงบ-ลุ้นกู้เงินเพิ่มรับวิกฤต

    ‘คนละครึ่ง’ วืดครม. 5พ.ค. คลังเร่งปิดตัวเลขงบ-ลุ้นกู้เงินเพิ่มรับวิกฤต

    'คนละครึ่ง’ วืดครม. 5พ.ค. คลังเร่งปิดตัวเลขงบ-ลุ้นกู้เงินเพิ่มรับวิกฤต

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 จะยังไม่มีการเสนอ “โครงการไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งครอบคลุมทั้งโครงการคนละครึ่ง พลัส และการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เนื่องจากยังต้องรอความชัดเจนของกรอบงบประมาณที่ใช้ดำเนินโครงการ ซึ่งขณะนี้ กระทรวงการคลัง ร่วมกับ สำนักงบประมาณ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างเร่งสรุปรายละเอียดดังกล่าว

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

    กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมในรายละเอียดของทั้งสองโครงการ โดยจะสามารถนำเสนอให้ คณะรัฐมนตรี พิจารณาได้ทันที เมื่อมีความชัดเจนเรื่องเม็ดเงินงบประมาณ

    สำหรับวันที่ 1 พฤษภาคมนี้  มีการประชุมร่วมกับสำนักงบประมาณ เพื่อประเมินวงเงินจากงบประมาณปี 2569 ที่หน่วยงานรัฐเบิกจ่ายไม่ทันกำหนด ซึ่งจะถูกนำไปจัดสรรใหม่ผ่านพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ ก่อนนำตัวเลขดังกล่าวมาคำนวณความจำเป็นในการออกพระราชกำหนดกู้เงินเพิ่มเติม

    นอกจากนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับวงเงินกู้และแผนการใช้งบประมาณจะถูกนำเข้าสู่การหารือในที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ ซึ่งอยู่ระหว่างการประสานกับ อนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อกำหนดวันประชุมที่ชัดเจนอีกครั้ง ก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

    นายเอกนิติระบุว่า การประชุม ครม. ในวันที่ 5 พฤษภาคมนี้ คาดว่า จะสามารถเห็นภาพรวมของตัวเลขงบประมาณที่เบิกจ่ายล่าช้า รวมถึงแนวทางการออก พ.ร.ก. กู้เงินได้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจและวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/658044&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B8yjt6vmDXHVYUtbqsv5b

  • แปดริ้วจัดใหญ่! วันแรงงานแห่งชาติ 2569 รวมพลังแรงงานไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน | TOPNEWS

    แปดริ้วจัดใหญ่! วันแรงงานแห่งชาติ 2569 รวมพลังแรงงานไทย ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน | TOPNEWS

    วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ฉัตรประอร นิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นประธานเปิดโครงการวันแรงงานแห่งชาติจังหวัดฉะเชิงเทรา ประจำปี 2569 โดยมี ปิยรัชต์ สมาทา ประธานสภาองค์การลูกจ้างอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บุญธรรม ถาวรทัศนกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนนายจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง องค์กรนายจ้าง องค์กรลูกจ้าง และประชาชนเข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง สะท้อนพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาสังคมไทยอย่างเข้มแข็ง ณ ศาลาจัตุรมุข ศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา

    รัฐบาลได้กำหนดให้วันที่ 1 พฤษภาคม ของทุกปี เป็น วันแรงงานแห่งชาติ เพื่อเชิดชูคุณค่า ศักดิ์ศรี และบทบาทสำคัญของผู้ใช้แรงงาน ซึ่งถือเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และภาคอุตสาหกรรมของประเทศ โดย จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้บูรณาการความร่วมมือจากหน่วยงานในสังกัด กระทรวงแรงงาน ผู้แทนนายจ้าง ผู้แทนลูกจ้าง และองค์กรแรงงานในพื้นที่ ร่วมจัดกิจกรรมเพื่อสร้างการรับรู้ถึงความสำคัญของแรงงานไทย ส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ตลอดจนเสริมสร้างความสมานฉันท์ในภาคแรงงานให้เข้มแข็งและยั่งยืน

    การจัดงานในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสถานประกอบกิจการ นายจ้าง ลูกจ้าง องค์กรนายจ้าง องค์กรลูกจ้าง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดฉะเชิงเทรา รวม 40 แห่ง ร่วมสนับสนุนงบประมาณและสิ่งของ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและส่งมอบความสุขแก่ผู้เข้าร่วมโครงการ

    ภายในงานเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจและความสามัคคี อาทิ ริ้วขบวนพลังแรงงานที่สะท้อนพลังแห่งความร่วมมือของผู้ใช้แรงงานไทย การแสดงชุด “แสงศิลป์ถิ่นสยาม งามทั่วหล้าน้อมบูชาสดุดีพระพันปีหลวง” เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และการแสดงชุด “ฉะเชิงเทราเราสุข” ที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ วิถีชีวิต และพลังสร้างสรรค์ของชาวแปดริ้วได้อย่างงดงาม ท่ามกลางรอยยิ้ม ความอบอุ่น และพลังแห่งความร่วมแรงร่วมใจของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคแรงงาน ที่พร้อมผสานพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

    ภาพ/ข่าว อาษา / ปรีญาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ฉะเชิงเทรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1563320&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3goturQ3wB4G3VHPkZ82vJ