Blog

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  32.43 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 32.43 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  32.43 บาทต่อดอลลาร์ “แข็งค่าขึ้นมาก” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ  32.64 บาทต่อดอลลาร์ โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์สัปดาห์ก่อนหน้า เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องและมีจังหวะแข็งค่าขึ้นเข้าใกล้โซนแนวรับ 32.30 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 32.41-32.67 บาทต่อดอลลาร์) ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์และการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ

    พีพีทีวี
    ค่าเงินบาทวันนี้ 25 ส.ค.2568 แข็งค่าขึ้นมาก

    ซึ่งมาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นแรงของราคาทองคำ หลังผู้เล่นในตลาดต่างตีความถ้อยแถลงของประธานเฟด Jerome Powell ในงาน Jackson Hole Symposium ว่าอาจเป็นการส่งสัญญาณว่าประธานเฟดพร้อมสนับสนุนการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุม FOMC เดือนกันยายน ส่งผลให้ผู้เล่นในตลาดต่างปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด โดยล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินโอกาสราว 17% ที่จะลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้ง ในปีนี้ และมั่นใจว่า เฟดจะเดินหน้าลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง ในปีหน้า (ตลาดเริ่มให้โอกาสราว 7% ที่เฟดอาจลดดอกเบี้ยได้ 4 ครั้ง ในปีหน้า)

    สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เล่นในตลาดปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด หลังรับรู้ถ้อยแถลงของประธานเฟดในงาน Jackson Hole Symposium กดดันให้เงินดอลลาร์พลิกกลับมาอ่อนค่าลงท้ายสัปดาห์

    สำหรับในสัปดาห์นี้ มองว่า ควรรอติดตาม รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญจากฝั่งสหรัฐฯ พร้อมรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด และรอลุ้นการวินิจฉัยคดีคลิปเสียงนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร โดยศาลรัฐธรรมนูญ

    แนวโน้มเงินบาท

    ยอมรับว่า โมเมนตัมการแข็งค่าของเงินบาทได้มีกำลังมากขึ้น ตามการปรับเพิ่มความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด หลังผู้เล่นในตลาดตีความถ้อยแถลงของประธานเฟด Jerome Powell ว่าอาจมีการส่งสัญญาณพร้อมสนับสนุนการลดดอกเบี้ยของเฟด (โดยเฉพาะในการประชุม FOMC เดือนกันยายน) อย่างไรก็ดี เรากลับมองว่า ถ้อยแถลงของประธานเฟดไม่ได้ส่งสัญญาณชี้ชัดต่อการลดดอกเบี้ยอย่างที่ตลาดประเมินและตัวแปรสำคัญยังคงอยู่ที่รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่าง การจ้างงานเดือนสิงหาคม ซึ่งจะรับรู้ในวันศุกร์ที่ 5 กันยายน ทำให้เราคงมุมมองเดิมว่า เงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยง Two-Way risk (เคลื่อนไหวได้ทั้งด้านอ่อนค่าและแข็งค่า) ตามการปรับเปลี่ยนมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดซึ่งจะขึ้นกับ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด นับจากวันนี้ จนเข้าใกล้การประชุม FOMC เดือนกันยายน (รับรู้วันที่ 18 กันยายน ตามเวลาประเทศไทย)

    นอกเหนือจากมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด เรายังคงมองว่า การเคลื่อนไหวของทั้งเงินหยวนจีน (CNY) และราคาทองคำ จะเป็นปัจจัยที่อาจส่งผลต่อเงินบาทพอสมควร เนื่องจากในช่วงนี้ ทั้งสองสินทรัพย์ได้เคลื่อนไหวสอดคล้องกับเงินบาทมาก นอกจากนี้ ควรติดตามสถานการณ์การเมืองไทย ที่อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศในตลาดการเงิน โดยความวุ่นวายของการเมืองไทย หลังรับรู้ผลการวินิจฉัยคดีคลิปเสียงนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร โดยศาลรัฐธรรมนูญ อาจกระทบต่อฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติและสร้างความผันผวนให้กับเงินบาทได้ อนึ่ง ในกรณีที่เงินบาทอ่อนค่าลงนั้น เราประเมินว่า การอ่อนค่าของเงินบาท (USDTHB) ก็อาจเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากผู้เล่นในตลาดต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์ หากเงินบาทมีการอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้าน 32.50 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 32.65-32.70)

    ทั้งนี้ เมื่อประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทจะกลับมาอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าลงอีกครั้ง หากสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 32.65 บาทต่อดอลลาร์ ได้ชัดเจน (หรืออ่อนค่าทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน)

    ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์มีโอกาสรีบาวด์ขึ้นบ้าง หากผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟด ในกรณีที่ รายงายข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาสดใสและอัตราเงินเฟ้อ PCE ปรับตัวสูงขึ้นกว่าคาด

    เราคงคำแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม อาทิ Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forward 

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 32.00-32.75 บาท/ดอลลาร์

    ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.30-32.50 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/255499&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dqyPIuBD26tM_xv24ST9U

  • กัมพูชาหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจปี 68 เหลือโต 5% จาก 6.3% ผลกระทบปิดด่าน-ภาษีสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    กัมพูชาหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจปี 68 เหลือโต 5% จาก 6.3% ผลกระทบปิดด่าน-ภาษีสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    กระทรวงเศรษฐกิจและการคลังของกัมพูชาปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในปี 2568 เหลือ 5% จากการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่ 6.3% อันเป็นผลมาจากการปิดด่านทางบกระหว่างกัมพูชากับไทย รวมทั้งผลกระทบจากอัตราภาษีศุลกากร 19% ที่สหรัฐอเมริกาเรียกเก็บจากสินค้าของกัมพูชา

    “การเติบโตทางเศรษฐกิจของกัมพูชาจะชะลอตัวลงเหลือ 5% สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการปิดด่านทางบกที่ส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการผลิต การขนส่งวัตถุดิบ การส่งออก และการเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ” กระทรวงระบุในรายงานรอบครึ่งปีซึ่งเผยแพร่เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (23 ส.ค.)

    นอกจากนี้ “การดำเนินมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ จะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตในภาคส่วนสำคัญที่สนับสนุนเศรษฐกิจกัมพูชา เช่น เครื่องนุ่งห่ม เฟอร์นิเจอร์ ยางรถยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฯ” รายงานระบุ

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เศรษฐกิจกัมพูชาพึ่งพาการส่งออกเสื้อผ้า รองเท้า และสินค้าด้านการเดินทางเป็นหลัก ตลอดจนได้รับแรงขับเคลื่อนจากภาคการท่องเที่ยว ภาคเกษตรกรรม รวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง

    รายงานจากกระทรวงเศรษฐกิจฯ ยังคาดการณ์ด้วยว่า ภาคอุตสาหกรรมของกัมพูชาจะเติบโต 7.1% ภาคบริการโต 3.8% และภาคเกษตรกรรมขยายตัว 0.9% ในปี 2568

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/523806&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gdVhxPmpSxvNb-1lTNISE

  • หอการค้าฯแนะรัฐเร่งชงครม.แผนแก้แรงงานขาดแคลนหวั่นกระทบเศรษฐกิจ

    หอการค้าฯแนะรัฐเร่งชงครม.แผนแก้แรงงานขาดแคลนหวั่นกระทบเศรษฐกิจ


    หอการค้าไทยชี้ปัญหาเร่งด่วน หลังแรงงานกัมพูชากลับประเทศจำนวนมาก จากปมร้อนชายแดน ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตทำเศรษฐกิจฟื้นช้า

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ปัญหาการขาดแคลนแรงงานถือเป็นประเด็นเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้กระทบต่อการฟื้นตัวและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในภาคเกษตรกรรม ภาคอสังหาริมทรัพย์ ภาคการผลิตและภาคบริการ

    ทั้งนี้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา หอการค้าไทยฯ ได้นำเสนอหนังสือถึง นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อสะท้อนข้อกังวลและข้อเสนอเชิงนโยบายจากเครือข่ายหอการค้าจังหวัด สมาคมการค้า และหอการค้าต่างประเทศ โดยชี้ว่าปัจจุบันมีแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชา เดินทางกลับประเทศเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้หลายภาคส่วนประสบปัญหาขาดแรงงานอย่างรุนแรง

    ทางหอการค้าไทยฯ จึงขอสนับสนุนรัฐบาล โดยกระทรวงแรงงาน เร่งดำเนินการนำเข้าแรงงานต่างชาติเพิ่มเติมในรูปแบบ MOU ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้แรงงานสามารถทำงานได้อย่างมีระบบ มีใบอนุญาตและสอดคล้องกับกฎหมายไทย อาทิเช่น จาก บังคลาเทศ เนปาล ศรีลังกา อินโดนีเซีย เป็นต้น ซึ่งกระทรวงแรงงานสามารถเร่งรัดการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีภายในสัปดาห์นี้ เพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดหายไปและตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจได้อย่างทันเวลา

    “แรงงานเป็นกลไกสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย หากไม่มีการแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที อาจส่งผลกระทบต่อการเกษตร การผลิต การบริการ และการจ้างงานโดยรวมของประเทศ เราจึงสนับสนุนรัฐบาลให้ความสำคัญและดำเนินการเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เพื่อพยุงเศรษฐกิจและช่วยผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ”นายพจน์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/34547&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29fg3MPftDh4VaAdwHH116

  • BLCP มอบทุนการศึกษาปีที่ 24 สานต่อโอกาสเยาวชนระยอง

    BLCP มอบทุนการศึกษาปีที่ 24 สานต่อโอกาสเยาวชนระยอง

    เศรษฐกิจ

    BLCP มอบทุนการศึกษาปีที่ 24 สานต่อโอกาสเยาวชนระยอง

    วันจันทร์ ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.12 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    BLCP มอบทุนการศึกษาปีที่ 24 สานต่อโอกาสเยาวชนระยอง

    บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด หรือ โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) จัดพิธีมอบทุนการศึกษาประจำปี 2568 ภายใต้โครงการ “ทุนการศึกษาน้องๆ เรียนดีกับบีแอลซีพี” ปีที่ 24 ณ โรงเรียนเทศบาลวัดปากน้ำ และโรงเรียนระยองวิทยาคมปากน้ำ ในปีนี้ BLCP มอบทุนการศึกษาจำนวน 50 ทุน ให้แก่นักเรียนที่มีผลการเรียนดี เพื่อเป็นกำลังใจและสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนในพื้นที่จังหวัดระยอง 

    คุณอดิศร วังมูล ผู้อำนวยการสายงานบริหารและองค์กรสัมพันธ์ กล่าวว่า “การมอบทุนการศึกษาเป็นการลงทุนที่สำคัญที่สุดในการสร้างอนาคตของชาติ และเป็นหนึ่งในภารกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของ BLCP ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง”

    โครงการนี้ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2544 จนถึงปัจจุบัน มอบทุนแล้วกว่า 6,000 ทุน รวมมูลค่ากว่า 26 ล้านบาท สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ BLCP ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและการศึกษาอย่างยั่งยืนให้กับชุมชน

    ทั้งนี้ ภายในพิธีมอบทุนมีผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมเป็นเกียรติ ได้แก่ นายคีรีวัฒน์ อ้นพร้อม ประชาสัมพันธ์จังหวัดระยอง นางสาวพัชรนันท์ เจริญสุขนิธิกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลวัดปากน้ำ, นายศราวุธ มนต์สวรรค์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลวัดปากน้ำ, นางพุทธิตา สีมาด รองผู้อำนวยการโรงเรียนระยองวิทยาคมปากน้ำ รวมถึงผู้แทนสมาชิกสภาเทศบาลนครระยอง และผู้แทนจากกลุ่มประมงเรือเล็กเก้ายอดและกลุ่มประมงเรือเล็กหัวบ้าน

    บีแอลซีพี มุ่งมั่นพัฒนาพลังงานที่มั่นคง เพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/443609&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_0HpRCuj5pRBVKmqcJwQe

  • BLCP มอบทุนการศึกษาปีที่ 24 สานต่อโอกาสเยาวชนระยอง

    BLCP มอบทุนการศึกษาปีที่ 24 สานต่อโอกาสเยาวชนระยอง

    25 สิงหาคม 2568 10:51 น. สยามรัฐออนไลน์ ข่าวทั่วไทย

    วันที่ 25 ส.ค.68 บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด (BLCP) โดยคุณอดิศร วังมูล ผู้อำนวยการสายงานบริหารและองค์กรสัมพันธ์ ได้จัดพิธีมอบทุนการศึกษาประจำปี 2568 ภายใต้โครงการ “ทุนการศึกษาน้องๆ เรียนดีกับบีแอลซีพี” ปีที่ 24 เพื่อสนับสนุนเยาวชนที่เรียนดีในพื้นที่จังหวัดระยอง โดยพิธีจัดขึ้น ณ โรงเรียนเทศบาลวัดปากน้ำ และโรงเรียนระยองวิทยาคมปากน้ำ

    ในครั้งนี้ BLCP ได้มอบทุนการศึกษาจำนวน 50 ทุน ให้แก่นักเรียนจากทั้งสองโรงเรียน เพื่อเป็นกำลังใจและส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา ซึ่งการดำเนินโครงการนี้อย่างต่อเนื่องสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงหลักการด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG)

    คุณอดิศร วังมูล กล่าวว่า “การมอบทุนการศึกษาเป็นการลงทุนที่สำคัญที่สุดในการสร้างอนาคตของชาติ และเป็นหนึ่งในภารกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของ BLCP ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง”

    ภายในพิธีมอบทุนมีผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมเป็นเกียรติ ได้แก่ นายคีรีวัฒน์ อ้นพร้อม ประชาส้มพันธ์จังหวัดระยอง นางสาวพัชรนันท์ เจริญสุขนิธิกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลวัดปากน้ำ, นายศราวุธ มนต์สวรรค์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาลวัดปากน้ำ, นางพุทธิตา สีมาด รองผู้อำนวยการโรงเรียนระยองวิทยาคมปากน้ำ รวมถึงผู้แทนสมาชิกสภาเทศบาลนครระยอง และผู้แทนจากกลุ่มประมงเรือเล็กเก้ายอดและกลุ่มประมงเรือเล็กหัวบ้าน

    โครงการทุนการศึกษาน้องๆ เรียนดีกับบีแอลซีพี เริ่มต้นขึ้นในปี 2544 และได้มอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนไปแล้วกว่า 6,000 ทุน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 26 ล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ BLCP ในการเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและยกระดับการศึกษาของเยาวชนในชุมชนอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/646393&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0BNksVPptW9VZTp3kYTe04

  • คิดค้น “ซูเปอร์ฟู้ด” สุดยอดอาหารช่วยชีวิตผึ้งน้ำหวาน – BBC News ไทย

    คิดค้น “ซูเปอร์ฟู้ด” สุดยอดอาหารช่วยชีวิตผึ้งน้ำหวาน – BBC News ไทย

    คิดค้น “ซูเปอร์ฟู้ด” สุดยอดอาหารช่วยชีวิตผึ้งน้ำหวาน

    a bee

    ที่มาของภาพ, Gwyndaf Hughes/BBC

      • Author, จอร์จินา แรนนาร์ด
      • Role, ผู้สื่อข่าวภูมิอากาศและวิทยาศาสตร์

    ทีมนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ ได้พัฒนา “ซูเปอร์ฟู้ด” (superfood) หรือสุดยอดอาหารสำหรับผึ้งน้ำหวาน (honeybee) ซึ่งจะปกป้องสุขภาพของแมลงที่ช่วยผสมเกสรและผลิตน้ำผึ้งหอมหวานชนิดนี้ ให้รอดพ้นจากภัยคุกคามอย่างการสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหาร รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

    ผลการศึกษาทดลองข้างต้นระบุว่า ผึ้งน้ำหวานในรังที่ได้รับอาหารเสริมดังกล่าว มีตัวอ่อนของผึ้งเกิดมาเพิ่มขึ้น และสามารถอยู่รอดจนโตเต็มวัยได้มากกว่าเดิม ในอัตราสูงสุดถึง 15 เท่า

    ผึ้งน้ำหวานถือเป็นแมลงที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการผลิตอาหารของมนุษย์ โดยทำหน้าที่ผสมเกสรเพื่อขยายพันธุ์พืชเศรษฐกิจชั้นนำของโลกถึง 70% เลยทีเดียว

    ศาสตราจารย์เจอรัลดีน ไรต์ ผู้นำทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด บอกกับบีบีซีว่า “การค้นพบเทคโนโลยีใหม่ในครั้งนี้ ช่วยให้ผึ้งได้รับสารอาหารที่จำเป็นต่อความอยู่รอดอย่างครบถ้วน นั่นหมายความว่า เราสามารถให้สุดยอดอาหารเสริมแก่ผึ้งได้ แม้แต่ในช่วงฤดูกาลที่มีเกสรดอกไม้ในธรรมชาติไม่เพียงพอ นี่ถือเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่จริง ๆ”

    a bee nest

    ที่มาของภาพ, Gywndaf Hughes/BBC

    ปัจจุบันประชากรผึ้งน้ำหวานลดจำนวนลงอย่างมากทั่วโลก เนื่องจากภาวะขาดสารอาหาร, โรคระบาดจากการติดเชื้อไวรัส, การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ, และปัจจัยอื่น ๆ อีกมาก มีรายงานว่าสหรัฐฯ สูญเสียประชากรผึ้งแบบยกรังไป 40-50% ต่อปี ตลอดช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และคาดว่าการสูญเสียรังผึ้งจะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อย ๆ ในอนาคต

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • A laptop set up on a stand with a keyboard and mouse on a table in a Starbucks cafe.

    • A collage of the Russian and North Korean flags, along with a Russian tourist relaxing on a deserted beach at Wonsan Kalma.

    • Imagen tratada mostrando el continente africano en rojo y azul.

    • An image of Earth with signs of light and stars in the distance

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    บรรดาคนเลี้ยงผึ้งในสหราชอาณาจักร ก็กำลังประสบกับภาวะวิกฤตแบบเดียวกัน โดยนายนิก เมนซิคอฟ ประธานสมาคมเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งแห่งเมืองคาร์ดิฟฟ์และเวลแอนด์วัลเลย์ บอกกับบีบีซีว่า เขาได้สูญเสียรังผึ้งที่เลี้ยงดูแลอยู่ไปถึง 75% ในฤดูหนาวครั้งล่าสุด และนี่เป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้ทั่วไปในทางตอนใต้ของแคว้นเวลส์

    “แม้รังผึ้งจะเต็มไปด้วยอาหารเสริมที่คนเลี้ยงป้อนให้ แต่ประชากรผึ้งก็ยังลดจำนวนลง ผึ้งส่วนใหญ่อยู่รอดผ่านฤดูหนาวได้จนถึงเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ แต่หลังจากนั้นก็ตายไปจนหมด” เมนซิคอฟกล่าว

    ผึ้งกินเกสรและน้ำหวานจากดอกไม้เป็นอาหาร ซึ่งภายในนั้นมีสารอาหารสำคัญอย่าง “สเตอรอล” (sterols) ไขมันกลุ่มที่จำเป็นยิ่งยวดต่อการเจริญเติบโต

    นิก เมนซิคอฟ เลี้ยงผึ้งและขายน้ำผึ้งในทางตอนใต้ของแคว้นเวลส์มานานถึง 15 ปีแล้ว

    ที่มาของภาพ, Gwyndaf Hughes/BBC

    คำบรรยายภาพ, นิก เมนซิคอฟ เลี้ยงผึ้งและขายน้ำผึ้งในทางตอนใต้ของแคว้นเวลส์มานานถึง 15 ปีแล้ว

    เมื่อผึ้งผลิตน้ำหวานเก็บไว้ในรวงรัง น้ำผึ้งนั้นจะกลายเป็นแหล่งอาหารสำรองที่พวกมันใช้ดำรงชีวิตในฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่ไม่มีดอกไม้ผลิบานและไม่มีเกสรดอกไม้ด้วย แต่หากคนเลี้ยงผึ้งต้องนำน้ำผึ้งในรังออกไปขาย หรือผึ้งเกิดขาดแคลนอาหารสำรองในช่วงฤดูหนาวขึ้นมา คนเลี้ยงผึ้งจะให้อาหารเสริมทดแทนกับพวกมัน

    อย่างไรก็ตาม อาหารเสริมของคนเลี้ยงผึ้งนั้นทำจากผงโปรตีน, น้ำ, และน้ำตาล ซึ่งก็มักจะขาดสารอาหารจำเป็นอื่น ๆ ที่ผึ้งต้องการ ทำให้ผึ้งตกอยู่ในภาวะขาดสารอาหาร คล้ายกับคนที่กินอาหารไม่ครบทุกหมู่ จนร่างกายขาดคาร์โบไฮเดรต, กรดอะมิโนจำเป็น, และสารอาหารสำคัญอีกหลายชนิด

    ส่วนไขมันที่จำเป็นสำหรับผึ้งอย่างสเตอรอลนั้น มนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์หรือผลิตขึ้นมาเองได้โดยง่าย ทำให้ศ.ไรต์และคณะต้องใช้เวลาศึกษาวิจัยอยู่นานถึง 15 ปี กว่าจะระบุชี้ชัดลงไปได้ว่า สเตอรอลชนิดไหนกันแน่ที่ผึ้งต้องการ ทั้งยังค้นพบวิธีการผลิตสเตอรอลดังกล่าวด้วยเทคนิคพันธุวิศวกรรมด้วย

    ศ.เจอรัลดีน ไรต์ ได้รับแรงบันดาลใจให้ลงมือทำการวิจัยครั้งนี้ หลังเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งบอกเธอว่า มีผึ้งตายลงจำนวนมาก

    ที่มาของภาพ, Gwyndaf Hughes/BBC

    คำบรรยายภาพ, ศ.เจอรัลดีน ไรต์ ได้รับแรงบันดาลใจให้ลงมือทำการวิจัยครั้งนี้ หลังเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งบอกเธอว่า มีผึ้งตายลงจำนวนมาก

    ที่ห้องปฏิบัติการแห่งหนึ่งของมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด เจนนิเฟอร์ เชนเนลส์ นักศึกษาวิจัยระดับปริญญาเอก ได้นำกล่องโปร่งใสขนาดเล็ก ซึ่งก็คือตู้ควบคุมอุณหภูมิที่บรรจุผึ้งไว้ภายใน ออกมาให้ทีมข่าวบีบีซีได้ชมกัน โดยกล่องเหล่านี้มีอาหารเสริมหลากหลายสูตรที่เธอทดลองป้อนให้พวกมัน

    เชนเนลส์ใช้เครื่องครัวง่าย ๆ ที่หาได้ตามบ้านของคนทั่วไป จัดเตรียมวัตถุดิบที่ใช้ในการปรุงสุดยอดอาหารเสริมสำหรับผึ้ง และเมื่อทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว อาหารจะถูกบรรจุลงในหลอดทดลองสีขาว

    “เราผสมวัตถุดิบของสุดยอดอาหารเสริม ลงในสิ่งที่คล้ายกับแป้งดิบสำหรับอบคุกกี้ โดยแต่ละสูตรจะมีส่วนผสมของโปรตีนและไขมันต่างชนิดกัน ทั้งปริมาณของคาร์โบไฮเดรตและวิตามินแร่ธาตุ (micronutrients) ที่ใส่ลงไปก็ต่างกันด้วย เพราะเรากำลังพยายามจะทำความเข้าใจว่า ผึ้งชอบอะไรมากที่สุด และสิ่งใดที่ดีที่สุดสำหรับพวกมัน” เชนเนลส์กล่าว หลังจากนั้นเธอป้อนสุดยอดอาหารเสริมให้ผึ้ง ด้วยการดันหลอดทดลองสีขาวเข้าไปในกล่องใสที่เป็นตู้ควบคุมอุณหภูมิ

    ส่วนการสังเคราะห์สเตอรอล หรือไขมันที่เป็นหัวใจสำคัญต่อความอยู่รอดของเหล่าผึ้งน้ำหวานนั้น ทีมของศ.ไรต์ ประสบความสำเร็จในการใช้เทคนิคตัดต่อยีน เพื่อกระตุ้นให้เชื้อยีสต์สายพันธุ์หนึ่ง ผลิตสเตอรอลที่จำเป็นต่อร่างกายผึ้งออกมาได้ถึง 6 ชนิดด้วยกัน

    “มันคือการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ ในตอนที่นักศึกษาของฉันสามารถทำให้ยีสต์สร้างสเตอรอลออกมาได้สำเร็จ เธอส่งภาพโครมาโทแกรมของสเตอรอลที่เป็นผลงานมาให้ ทุกวันนี้ฉันยังแขวนมันไว้บนผนังในห้องทำงานอยู่เลย” ศ.ไรต์กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ ถึงแผนภาพแสดงผลการวิเคราะห์แยกองค์ประกอบของสารผสม (chromatogram) ที่ยืนยันความถูกต้องของผลการวิจัยครั้งนี้

    ตามปกติแล้วคนเลี้ยงผึ้งจะป้อนอาหารเสริมให้ผึ้งด้วย เพื่อให้ผึ้งมีสุขภาพดีและมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น

    ที่มาของภาพ, Gwyndaf Hughes/BBC

    คำบรรยายภาพ, ตามปกติแล้วคนเลี้ยงผึ้งจะป้อนอาหารเสริมให้ผึ้งด้วย เพื่อให้ผึ้งมีสุขภาพดีและมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น

    หลังจากป้อนสุดยอดอาหารเสริมที่อุดมไปด้วยสเตอรอล ให้กับผึ้งในห้องทดลองเป็นเวลา 3 เดือน ทีมวิจัยพบว่ารังผึ้งที่ได้รับสุดยอดอาหารเสริมดังกล่าว มีตัวอ่อนเกิดมาและเจริญเติบโตได้อย่างแข็งแรงจนโตเต็มวัย มากกว่ารังผึ้งที่ไม่ได้รับอาหารดังกล่าวหลายเท่า โดยสามารถจะมีตัวอ่อนที่อยู่รอดจนโตในอัตราที่สูงกว่าได้ถึง 15 เท่า

    “เมื่อผึ้งได้รับสารอาหารครบถ้วน พวกมันจะมีสุขภาพดีขึ้นและมีภูมิคุ้มกันโรคต่าง ๆ” ศ.ไรต์กล่าว เธอยังบอกว่าสุดยอดอาหารเสริมนี้จะเป็นประโยชน์ ในปีที่ฤดูร้อนมาถึงเร็วจนพืชหยุดออกดอกไวขึ้น “มันมีความสำคัญมาก สำหรับปีที่ฤดูร้อนมาไวกว่าปกติอย่างเช่นปีนี้ เพราะผึ้งจะไม่สามารถสะสมเกสรและน้ำหวานจากดอกไม้ เพื่อนำมาผลิตน้ำผึ้งไว้เป็นอาหารในช่วงฤดูหนาวได้อย่างเพียงพอ”

    “ยิ่งช่วงเวลาที่ผึ้งไม่สามารถหาเกสรดอกไม้ได้ยาวนานขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งเพิ่มความเครียดกดดันทางโภชนาการให้กับพวกมันรุนแรงขึ้นเท่านั้น ซึ่งหมายความว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง จะต้องประสบความสูญเสียหนักกว่าเดิมในช่วงฤดูหนาว” ศ.ไรต์กล่าวอธิบาย

    ในขั้นตอนต่อไป ทีมวิจัยกำลังเตรียมจะทำการทดลองขนาดใหญ่ในวงกว้าง เพื่อประเมินผลกระทบที่สุดยอดอาหารเสริมอาจมีต่อสุขภาพผึ้งในระยะยาว ซึ่งจะทำให้ผลิตภัณฑ์นี้พร้อมวางตลาดเพื่อจำหน่ายแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้ง ภายในระยะเวลาราว 2 ปีข้างหน้า

    ผลวิจัยข้างต้นเพิ่งได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร Nature โดยทีมวิจัยซึ่งนำโดยมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด เป็นผู้ทำการศึกษาร่วมกับสวนพฤกษศาสตร์หลวงคิว (RBG Kew), มหาวิทยาลัยกรีนิช, และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งเดนมาร์ก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cz93lqnw74do&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZDAk42AFpXWuyfhDL74q4

  • ไทยผลิต ไทยใช้ ปกป้องประเทศ

    ไทยผลิต ไทยใช้ ปกป้องประเทศ

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    ไทยผลิต ไทยใช้ ปกป้องประเทศ

    25 ส.ค. 2568 04:13 น.

    ไทยผลิต ไทยใช้ ปกป้องประเทศ

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์เนื้อหาพิเศษเฉพาะสมาชิกหนังสือพิมพ์เท่านั้น

    ข่าวไทยรัฐออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/column/category/local/2878471&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36gYQ-T72HHdi9oZJu0a0_

  • วันหยุดเดือนกันยายน 2568 ราชการ เอกชน หยุดวันไหนบ้าง วางแผนเที่ยว มินิดเวเคชั่น

    วันหยุดเดือนกันยายน 2568 ราชการ เอกชน หยุดวันไหนบ้าง วางแผนเที่ยว มินิดเวเคชั่น

    วันหยุดเดือนกันยายน 2568 ราชการ เอกชน หยุดวันไหนบ้าง วางแผนเที่ยว มินิดเวเคชั่น

    เช็กปฏิทิน วันหยุดเดือนกันยายน 2568 ที่ไม่มีวันหยุด วันหยุดธนาคาร แต่เรามีไอเดียเที่ยวแบบฉบับพนักงานออฟฟิศมาฝาก เปลี่ยนสุดสัปดาห์ให้เป็นการพักผ่อนที่คุ้มค่าก่อนลุยวันหยุดจริงในเดือนตุลาคม

    ก้าวเข้าสู่เดือนที่ 9 ของปี เชื่อว่าเพื่อน ๆ ชาวออฟฟิศหลายคนคงเริ่มเปิดปฏิทินมองหาวันหยุดยาวเพื่อชาร์จพลังกันแล้ว แต่เมื่อไล่ดูวันที่ในเดือนกันยายน 2568 ก็อาจจะต้องถอนหายใจเบา ๆ เพราะเดือนนี้ ไม่มีวันหยุดราชการหรือวันหยุดยาวพิเศษ เลย มีเพียงวันหยุดสุดสัปดาห์เสาร์-อาทิตย์ให้เราได้พักกันตามปกติ

    แต่เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งหมดไฟ เพราะการเที่ยวในเดือนที่ไม่มีวันหยุดยาวนี่แหละ คือโอกาสทอง ของนักเดินทางตัวจริง

    ทำไมเดือนกันยายนถึงน่าเที่ยว?

    การที่ไม่มีวันหยุดาวต่อเนื่อง หมายความว่าสถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะมีคนน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด คุณจะได้สัมผัสบรรยากาศแบบไม่ต้องแย่งกันกิน แย่งกันเที่ยว มีมุมถ่ายรูปสวย ๆ แบบส่วนตัว ที่พักและตั๋วเดินทางต่าง ๆ ก็มักจะหาได้ง่ายในราคาที่เป็นมิตร นี่คือช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนอย่างแท้จริง

    เปลี่ยนเสาร์-อาทิตย์เดือนกันยายน ให้กลายเป็น “Mini-Vacation”

    แค่ 2 วัน 1 คืน ก็สร้างทริปคุณภาพได้ ลองวางแผนทริปสั้น ๆ ใกล้กรุงฯ ที่ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางนานดูสิ

    • สายธรรมชาติ: ขับรถไปสูดอากาศบริสุทธิ์ที่ เขาใหญ่ หรือ สระบุรี นอนฟังเสียงธรรมชาติในที่พักสวย ๆ สักคืน วันอาทิตย์สาย ๆ ค่อยเดินทางกลับแบบสบาย ๆ
    • สายชิลริมทะเล: พัทยา, บางแสน, หรือหัวหิน ยังคงเป็นตัวเลือกสุดคลาสสิกที่ใช้เวลาเดินทางไม่นาน เปลี่ยนบรรยากาศจากห้องแอร์ในออฟฟิศไปรับลมทะเลง่าย ๆ
    • สายบุญ-สายมู: สำหรับใครที่อยากไหว้พระทำบุญเพื่อความสบายใจ เดือนกันยายนนี้มีวันพระตรงกับช่วงสุดสัปดาห์คือ วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน สามารถจัดทริปไหว้พระ 9 วัดที่อยุธยา หรือเดินสายทำบุญในกรุงเทพฯ ก็เป็นความคิดที่ดี

    วันพระเดือนกันยายน 2568

    – วันอาทิตย์ 7 กันยายน 2568 ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ (๑๐)
    – วันจันทร์ 15 กันยายน 2568 แรม ๘ ค่ำ เดือนสิบ (๑๐)
    – วันจันทร์ 22 กันยายน 2568 แรม ๑๕ ค่ำ เดือนสิบ (๑๐)
    – วันอังคาร 30 กันยายน 2568 ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนสิบเอ็ด (๑๑)

    วางแผนล่วงหน้าสำหรับวันหยุดเดือนตุลาคม

    แม้เดือนนี้จะไม่มีวันหยุดยาว แต่เดือนถัดไปมีวันหยุดรอเราอยู่

    • วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม 2568 (วันนวมินทรมหาราช): ได้หยุดยาว เสาร์-อาทิตย์-จันทร์ (11-13 ต.ค.)
    • วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม 2568 (วันปิยมหาราช): ลาพักร้อน เพิ่มแค่วันศุกร์ที่ 24 ต.ค. เพียงวันเดียว ก็จะได้หยุดยาวถึง 4 วัน (23-26 ต.ค.)

    วางแผนวันหยุดเดือนตุลาคม 2568

    ดังนั้น อย่าเพิ่งท้อใจไปครับ ลองใช้เดือนกันยายนนี้เป็นการพักผ่อนในรูปแบบใหม่ เที่ยวแบบสบาย ๆ ไม่ต้องเร่งรีบ แล้วใช้เวลาที่เหลือวางแผนสำหรับทริปใหญ่ในเดือนตุลาคมกันดีกว่าครับ

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    Photo of Aindravudh

    Aindravudh

    นักเขียนประจำ Thaiger มีประสบการณ์เขียนข่าวมากกว่า 5 ปี จบการศึกษาด้านภาษาและประวัติศาสตร์ จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีความสนใจ ประเด็นความเคลื่อนไหวทางสังคมและการเมือง เจาะประเด็นข่าวทางสังคม ด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องแบบย่อยง่าย อย่างงานเขียนสร้างสรรค์ สั้น กระชับ จับทุกประเด็น หัวข้อที่เชียวชาญคือเรื่องไลฟ์สไตล์ เลขเด็ด หวยรัฐบาลไทย หวยลาว ช่องทางติดต่อ vajara@thethaiger.com

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thethaiger.com/th/news/1446749/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TxwAbzmk82jpmO-IoDYZZ

  • ‘พาณิชย์’ เตรียมถกทูตจีน หาทางออกแก้ปัญหาลำไย

    ‘พาณิชย์’ เตรียมถกทูตจีน หาทางออกแก้ปัญหาลำไย

    ‘พาณิชย์’ เตรียมถกทูตจีน หาทางออกแก้ปัญหาลำไย

    วันอาทิตย์ ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.22 น.

    นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นำคณะผู้บริหารลงพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ประชุมร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อติดตามสถานการณ์การค้าชายแดนและปัญหาการส่งออกลำไย ณ สวนพฤกษศาสตร์ป่าชายเลนนานาชาติ ร.9 ต.หนองบัว อ.เมือง จ.จันทบุรี โดยมีนายมนต์สิทธิ์ ไพศาลธนวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี ร่วมด้วย

    โดยที่ประชุมได้หารือถึงข้อเสนอจากภาคเอกชนในพื้นที่ อาทิ สถานการณ์การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา ผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและการค้าของจังหวัดจันทบุรีที่ชะลอตัวจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ การขาดแคลนแรงงานในสวนลำไย และปัญหาการตรวจพบสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO₂) ในลำไยส่งออกไปจีนเกินมาตรฐาน จนถูกตีกลับหลายตู้สินค้า ส่งผลให้ล้งที่รับซื้อหยุด-ชะลอการดำเนินงาน และเกษตรกรขาดสภาพคล่องทางการเงิน

    นายจตุพร กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์เห็นถึงความสำคัญของปัญหานี้และพร้อมบูรณาการทำงานร่วมทุกภาคส่วน โดยในสัปดาห์หน้าจะหารือกับเอกอัครราชทูตจีน เพื่อผลักดันให้มีทางออกที่เหมาะสมในการส่งออกลำไยไทย แม้จะเป็นเรื่องไม่ง่ายเพราะเป็นกฎของทางการจีน แต่รัฐบาลไทยต้องเร่งเจรจาเพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ ขณะเดียวกันยังมีมาตรการเร่งระบายผลผลิตภายในประเทศภายใต้นโยบาย ‘ไทยทำ ไทยใช้ ไทยช่วยไทย’ รวมถึงเร่งหาตลาดใหม่และส่งเสริมการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า

    นอกจากการแก้ปัญหาลำไยแล้ว กระทรวงพาณิชย์ จะประสานงานกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานลำไยอย่างเร่งด่วน โดยจะผลักดันให้แรงงานชายแดนเข้าสู่ระบบที่ถูกต้องและเพียงพอต่อการเก็บเกี่ยวผลผลิต พร้อมทั้งหารือร่วมกับหน่วยงานด้านแรงงานและความมั่นคงเพื่อหามาตรการรองรับในระยะยาว

    อีกทั้งยังจะประสานงานกับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวและการค้าภายในประเทศ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นกับจังหวัดจันทบุรีจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ โดยย้ำว่าการแก้ปัญหาต้องทำอย่างจริงจัง ไม่แบ่งฝ่ายการเมือง และไม่ปล่อยให้ข้าราชการเกียร์ว่าง เพราะความเดือดร้อนของประชาชนรอไม่ได้

    นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การแก้ปัญหาลำไยจำเป็นต้องร่วมมือทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการเจรจาระดับรัฐบาลต่อรัฐบาลกับจีน พร้อมทั้งเสนอให้ผลักดันแรงงานชายแดนเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องเพื่อรองรับฤดูเก็บเกี่ยว และเปิดตลาดใหม่ เช่น อินเดีย รวมทั้งเร่งประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นรายได้สำคัญของจังหวัด

    -033

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/909162&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ROoP1zTfjsGZ32u_JSDQb

  • การกินอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ ต้องกินเกลือเสริมหรือไม่?

    การกินอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ ต้องกินเกลือเสริมหรือไม่?

    การกินอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ ต้องกินเกลือเสริมหรือไม่?

    คาร์โบไฮเดรต” เป็นสารอาหารหลักที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย จึงเป็นสิ่งที่ร่างกายขาดไม่ได้และต้องได้รับอย่างสม่ำเสมอ ร่างกายจะย่อยคาร์โบไฮเดรตเป็นน้ำตาลกลูโคสดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด และนำไปใช้เป็นพลังงานแก่อวัยวะต่าง ๆ ส่วนน้ำตาลที่ร่างกายใช้ไม่หมดจะสะสมที่ตับและกล้ามเนื้อ นำออกมาใช้ยามจำเป็นแต่ถ้ากินคาร์โบไฮเดรตมากเกินไปก็จะไปสะสมเป็นไขมัน จึงควรควบคุมปริมาณและเลือกชนิดของคาร์โบไฮเดรตที่จะรับประทานแทน

    อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ (Low carbohydrate diet) คือการจำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรตในอาหารที่รับประทาน โดยเน้น

    การกินอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ ต้องกินเกลือเสริมหรือไม่?

    การบริโภคโปรตีนมากขึ้น ซึ่งอาจมีประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักหรือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ลดการเกิดเบาหวาน และลดการเกิดโรคหัวใจ คาร์โบไฮเดรตมี 3 แบบ ได้แก่ น้ำตาล แป้ง และใยอาหาร ดังนั้นการกินอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ จึงไม่ใช่แค่ลดแป้ง แต่ต้องลดการกินน้ำตาลด้วย

    รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่า หลาย ๆ คน มีข้อสงสัยว่า เมื่อเรารับประทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ จำเป็นจะต้องกินเกลือเสริมหรือไม่ ? ซึ่งในด้านอาหารสำหรับการป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวานและโรคอ้วนนั้น นอกจากต้องคำนึงถึงปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ต่ำแล้ว ควรให้ลำดับความสำคัญของอาหารที่มีข้อมูล หลักฐานเชิงประจักษ์ ได้แก่ ควรรับประทานเพิ่มผลไม้และผักที่ไม่มีแป้ง ประเภท ถั่วและพืชตระกูลถั่ว ปลา น้ำมันพืช โยเกิร์ต และธัญพืช ที่ไม่ขัดสีซึ่งผ่านการแปรรูปน้อยที่สุด ควรหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์แปรรูป (เช่น เก็บรักษาด้วยเกลือโซเดียม) และอาหารที่อุดมไปด้วย แป้ง น้ำตาล เกลือ และไขมันทรานส์ (กรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดหนึ่งที่พบได้ทั้งในธรรมชาติและจากการแปรรูปในอุตสาหกรรมอาหาร) นอกจากนี้มีการศึกษาพบว่า การกินอาหารเมดิเตอร์เรเนียน ที่เน้นอาหารที่ประกอบไปด้วย ผัก ผลไม้ ถั่ว ธัญพืช ข้าวกล้อง น้ำมันมะกอกและปลาในปริมาณที่สูงกว่าอาหารประเภทเนื้อสัตว์ นม โดยมีคาร์โบไฮเดรต โซเดียมและไขมันในระดับต่ำ นั้นมีประโยชน์ในการลดการเกิดโรคความดันโลหิต โรคอ้วนและป้องกันการเกิดโรคหัวใจ

    การจำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรตในอาหารให้ลดลง โดยทั่ว ๆไปจะหมายถึงการบริโภคปริมาณคาร์โบไฮเดรตเพียง 100 กรัม/วัน หรือ ข้าวมื้อละ 8 คำ เป็นการลดปริมาณคาร์โบไฮเดรต (เช่น ข้าว แป้ง น้ำตาล) และควรเพิ่มปริมาณไขมันดีในอาหาร และโดยทั่วไปจะเน้นโปรตีนในปริมาณที่พอเหมาะ เพื่อให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงการเผาผลาญและควบคุมในระยะสั้น แสดงให้เห็นทั้งผลที่ดีต่อสุขภาพโดยไม่พบผลข้างเคียงที่สำคัญ อย่างไรก็ดีในระยะต่อมา เริ่มมีการส่งเสริมการกินอาหารที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก (น้อยกว่า 20 หรือ 50 กรัม/วัน) หรือมีอีกชื่อหนี่งว่าอาหารคีโต (Very low carbohydrate ketogenic diet, VLCKD) เพื่อลดน้ำหนักในคนอ้วน ซึ่งอาจได้ผลในระยะแรก แต่ก็พบว่าความยั่งยืนและผลของอาหารคีโตเจนิค ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากในทางแนวทางปฏิบัติ รวมทั้งผลดีต่อสุขภาพที่ได้ในระยะยาวยังไม่ชัดเจน

    นอกจากนี้จากการสรุปผลงานวิจัยจากสมาคมเกาหลีเพื่อการศึกษาโรคอ้วน สมาคมเบาหวานเกาหลี และสมาคมความดันโลหิตสูงเกาหลี สรุปได้ว่า อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำสามารถใช้เพื่อลดน้ำหนักในผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนและสามารถใช้เพื่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภท 2 แต่ไม่แนะนำอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำมากและการอดอาหารเป็นระยะของวัยผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักเกินหรือมีสภาวะโรคอ้วนและเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภท 2

    ซึ่งผลข้างเคียงระยะสั้นของอาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำมาก (< 50-< 20 กรัม/วัน) หรืออาหารคีโต (VLCKD) ก็คือการเกิดภาวะขาดน้ำ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยที่สุดของ VLCKD โดยสัญญาณและอาการของการขาดน้ำส่วนใหญ่จะมีอาการปากแห้ง ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ความดันโลหิตต่ำและสายตาผิดปกติ และอาจมีความผิดปกติของอิเล็กโทรไลด์ (Electrolytes) คือกลุ่มของแร่ธาตุที่มีประจุไฟฟ้าบวกและลบ ซึ่งมีความสำคัญเป็นส่วนประกอบที่พบในเลือด เหงื่อ ปัสสาวะ ทำหน้าที่ควบคุมสมดุลของเหลวในร่างกาย ช่วยในการทำงานของระบบประสาท กล้ามเนื้อ และหลอดเลือด ซึ่งจากการที่ปัสสาวะบ่อยและสูญเสียเกลือโซเดียมทางปัสสาวะ (natriuresis) ซึ่งอาจเกิดจากการขับถ่ายคีโตในปัสสาวะและการขาดน้ำ ทำให้เกิดภาวะโซเดียมต่ำและแมกนีเซียมในเลือดต่ำ การสูญเสียเกลือโซเดียมทางปัสสาวะโดยการอดอาหารเพื่อต้องการลดน้ำหนักในช่วงต้นนั้นโดยส่วนมากจะเกิดมากที่สุดในวันที่ 4 ของการอดอาหาร หลังจากนั้นการสูญเสียเกลือโซเดียมทางปัสสาวะจะกลับสู่ความสมดุลและดีขึ้นเอง การเกิดได้โซเดียมในเชิงบวกในตลอดระยะเวลาของการอดอาหาร ในระยะแรกของการอดอาหารหากผู้ป่วยบ่นว่ามีอาการเกี่ยวกับความดันโลหิตต่ำ เช่น เวียนศีรษะ หิวน้ำ ขอแนะนำให้เพิ่มปริมาณเกลือและน้ำดื่มเป็นการชั่วคราวถ้าไม่มีข้อห้าม ส่วนการรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตต่ำ โดยทั่วไปจะไม่พบผลข้างเคียงของการขาดน้ำและเกลือแร่เหมือนกับการกินอาหารคีโต จึงไม่จำเป็นต้องกินเกลือหรือน้ำในปริมาณที่เพิ่มขึ้น


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12741463&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0t7Cdi47WiWI23Z9bF3_iS