Blog

  • ม.มหิดล เผยผลวิจัยพบกว่า 4 ใน 10 พนักงานเอกชนไทยเผชิญการคุกคามทางเพศ | เดลินิวส์

    ม.มหิดล เผยผลวิจัยพบกว่า 4 ใน 10 พนักงานเอกชนไทยเผชิญการคุกคามทางเพศ | เดลินิวส์

    ม.มหิดล เผยผลวิจัยพบกว่า 4 ใน 10 พนักงานเอกชนไทยเคยเผชิญการคุกคามทางเพศ – ผู้หญิง กลุ่มหลากหลายเพศ และวัยทำงานตอนต้นเสี่ยงสูงสุดมหิดลเปิดตัวโครงการพัฒนาหลักสูตรและคู่มือแนวปฏิบัติ ‘ยุติความรุนแรงและการคุกคามทางเพศในที่ทำงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5103838/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39cWkQD0TG1xiiDyN5tWFi

  • วิจัยเมืองนอกพบ “ผลไม้ชนิดนี้” ช่วยป้องกันอัลไซเมอร์ได้ คนไทยได้ยินชื่อแล้วร้องอ๋อ!

    วิจัยเมืองนอกพบ “ผลไม้ชนิดนี้” ช่วยป้องกันอัลไซเมอร์ได้ คนไทยได้ยินชื่อแล้วร้องอ๋อ!

    ทีมวิจัยเมืองนอกเผย “ผลไม้ชนิดนี้” ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ กินให้ถูกวิธีเพื่อผลลัพธ์สูงสุด

    ทีมนักวิจัยชาวอังกฤษค้นพบวิธีเปลี่ยนผลไม้ยอดนิยมให้กลายเป็นตัวช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมร้ายแรงนี้

    ปัจจุบันมีชาวอเมริกันราว 6.7 ล้านคนที่ใช้ชีวิตอยู่กับอัลไซเมอร์ โรคที่ค่อย ๆ ทำลายความทรงจำ ทักษะการคิด และความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน

    งานวิจัยก่อนหน้านี้ชี้ว่า การบริโภค “เชอร์รี่” อาจช่วยเสริมการทำงานของสมองในผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง เพราะผลไม้สีแดงสดนี้อุดมด้วยแอนโธไซยานินและเควอร์ซิทิน สารฟลาโวนอยด์สองชนิดที่มีชื่อเสียงด้านฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ

    Pixabay

    งานวิจัยล่าสุดนำโดยมหาวิทยาลัยเคนต์ เสนอว่า การแปรรูปเชอร์รีให้เป็นผงอาจให้ผลลัพธ์ดียิ่งขึ้น เนื่องจากเชอร์รีในรูปผงยังคงเก็บแอนโธไซยานินไว้ได้มากกว่า

    นักวิจัยได้ร่วมมือกับเกษตรกรท้องถิ่น นำเชอร์รีที่คัดทิ้ง มีตำหนิ หรือสีไม่สม่ำเสมอ มาทำเป็นน้ำเชอร์รี เนื้อผล และผง

    จากนั้นพวกเขาวัดปริมาณแอนโธไซยานินในแต่ละรูปแบบ พบว่าผงเชอร์รีให้ “กิจกรรมทางชีวภาพสูงกว่า”

    iStockphoto

    ทีมนักวิจัยหวังว่าผลการศึกษานี้จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อสมองและความยั่งยืน

    “เรากำลังแสดงให้เห็นว่า ผลพลอยได้จากการเกษตรไม่จำเป็นต้องถูกทิ้ง พวกมันสามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางผลิตอาหารสุขภาพที่ยั่งยืนและเข้าถึงได้ง่าย” มารีนา เอซคูร์รา หัวหน้าทีมวิจัยกล่าวในแถลงการณ์

    ทีมนักวิจัยยังมองโลกในแง่ดีว่าความร่วมมือกับเกษตรกรท้องถิ่นจะสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดแนวทางคล้ายกัน

    “นวัตกรรมที่เราค้นพบเป็นวิธีทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถนำไปใช้ในวงกว้างได้ทั้งในเคนต์และภูมิภาคเกษตรอื่น ๆ” เอซคูร์รากล่าว “เราตั้งตารอการทำวิจัยต่อไปเพื่อขับเคลื่อนแนวทางนี้”

    ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Antioxidants ยังเสริมหลักฐานสนับสนุนบทบาทของฟลาโวนอยด์

    งานวิจัยล่าสุดชี้ว่าการบริโภคอาหารที่อุดมฟลาโวนอยด์เพิ่มอีกวันละ 6 หน่วยบริโภค สามารถลดความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมได้ 28% โดยเฉพาะในผู้ที่มีความดันสูง ภาวะซึมเศร้า และความเสี่ยงทางพันธุกรรมสูง

    จากการวิเคราะห์ฟลาโวนอยด์หลายชนิด งานวิจัยปี 2024 พบว่า แอนโธไซยานิน ฟลาวาน-3-อล และฟลาโวน มีความสัมพันธ์สูงสุดกับการลดความเสี่ยงสมองเสื่อม ชา ไวน์แดง และเบอร์รีถือเป็นแหล่งสำคัญของสารพฤกษเคมีเหล่านี้

    ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าคำแนะนำด้านอาหารสำหรับชาวอเมริกันยังไม่กล่าวถึงฟลาโวนอยด์ งานวิจัยนี้อาจช่วยดึงความสนใจไปยังสารอาหารพืชสำคัญเหล่านี้ได้

    “นี่ถือเป็นก้าวแรกที่จะบอกว่า ‘เอาล่ะ เราควรส่งเสริมให้ผู้คนบริโภคอาหารเหล่านี้ในปริมาณที่เหมาะสม?’” ดร. ไลรอน ซินวานี ผู้อำนวยการฝ่ายบริการโรงพยาบาลผู้สูงอายุที่ North Shore University Hospital กล่าวกับ The Post

    “เรามีนโยบายสาธารณะที่สามารถเน้นอาหารที่อุดมฟลาโวนอยด์ได้หรือไม่?” เธอกล่าวต่อ “เพราะนี่คือสิ่งที่ทุกคนสามารถปรับเปลี่ยนได้ คล้ายกับการออกกำลังกายและกิจกรรมทางกาย ซึ่งเราทราบดีว่าสามารถลดความเสี่ยงสมองเสื่อมและแม้กระทั่งช่วยเพิ่มศักยภาพทางสมองในผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมอยู่แล้ว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9842014/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VoG2ofwY1bNocHKlJ1C1J

  • เอกชน จี้‘อนุทิน’ แก้หนี้-เรียกเชื่อมั่น หนุนเดินหน้า ‘คนละครึ่ง’

    เอกชน จี้‘อนุทิน’ แก้หนี้-เรียกเชื่อมั่น หนุนเดินหน้า ‘คนละครึ่ง’

    รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านเศรษฐกิจรอบด้าน โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูง ปัญหาค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นในภาคประชาชน และการส่งออกที่มีแนวโน้มลดลง ตลอดจนแรงบีบจากสงครามการค้าโลกและภาษีทรัมป์ ทั้งนี้ภาคเอกชน ได้สะท้อนมุมมองและข้อเสนอแนะรัฐบาล ในการดำเนินการนโยบายเร่งด่วน เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และเชื่อว่าโครงการคนละครึ่ง จะเป็นกุญแจสำคัญกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นที่รวดเร็วสุด

    หนุนรัฐบาลดึงมืออาชีพกู้เศรษฐกิจ

    นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ”ว่ามาตรการเร่งด่วนกระตุ้นเศรษฐกิจสำหรับโครงการคนละครึ่ง มาถูกทางและเป็นนโยบายที่เห็นผลเร็วที่สุดนโยบายหนึ่ง เคยพิสูจน์แล้วว่า ช่วยได้จริงในระยะสั้น เงินเข้าถึงประชาชน โดยตรง ทำให้มีเงินใช้จ่ายทันทีเกิดการหมุนเวียนเงิน เมื่อประชาชนใช้เงิน ร้านค้ามีรายได้ ก็จ่ายค่าเช่า ค่าจ้าง พนักงาน มีเงินซื้อของต่อ ช่วยร้านเล็กและชุมชน ร้านค้าเล็กๆ ร้านอาหารในท้องถิ่นมีลูกค้าเพิ่มขึ้น ช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้อยู่รอดได้  อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าวเป็นแค่การแก้ปัญหาเบื้องต้น ไม่ได้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจใหญ่ๆ แบบยั่งยืน เช่น ความเหลื่อมล้ำ หรือการแข่งขันของประเทศ จึงควรทำควบคู่กับนโยบายอื่นๆ ที่ส่งเสริมการลงทุนและการพัฒนาทักษะแรงงานในระยะยาว

    เอกชน จี้‘อนุทิน’ แก้หนี้-เรียกเชื่อมั่น หนุนเดินหน้า 'คนละครึ่ง'

    สอดคล้องกับ นายวรัทภพ แพทยานันท์ เลขาธิการสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร กล่าวว่าสมาคมฯ ต้องการให้รัฐบาลใหม่สนับสนุนมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ต่อเนื่อง โดยหากรัฐบาลอนุทิน เข้าบริหารประเทศแล้ว สมาคมฯเตรียมเข้าพบต่อไปโดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อเสนอให้สนับสนุนมาตรการต่อเนื่องต่อไปเนื่องจากอสังหาริมทรัพย์สร้างห่วงโซ่อุปทานให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้มากถึง 6 เท่า

    ท่องเที่ยว แนะเรียกความเชื่อมั่น

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า นโยบายเร่งด่วนที่ต้องการให้รัฐบาลแก้ไขในระยะสั้น ผมมองว่าเศรษฐกิจที่ต้องใช้มาตรการกระตุ้นระยะสั้นตามกระแส “คนละครึ่ง” ถือว่าช่วยประชาชนในตรงจุด ส่วนการต่างประเทศ ควรเร่งฟื้นฟูภาพลักษณ์บนเวทีต่างประเทศในการเรียกความเชื่อมั่นด้านการค้า การลงทุน และ การท่องเที่ยว การยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในการปราบปรามกวาดล้างอาชญากรรม ยาเสพติด และ Call center รวมถึง รถสาธารณะที่มีปัญหาด้านการฉ้อโกงนักท่องเที่ยว

    นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) กล่าวว่า การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะเป็นโอกาสในการเจรจาแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาได้สำเร็จ หลังจากที่รัฐบาลชุดก่อนยังไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ประเทศไทยจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านที่รัฐบาลอาจมีเวลาทำงานเพียง 4 เดือน ก็ยังสามารถเดินหน้าสร้างภาพลักษณ์ความปลอดภัยให้ประเทศได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณมากมาย

    สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้ คือ การสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย หากสามารถทำให้เห็นได้ชัดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวไทยได้อย่างปลอดภัย โอกาสในการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวจะเกิดขึ้นทันที เพราะพื้นฐานของการท่องเที่ยวไทยยังแข็งแกร่งและพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังเสนอให้รัฐบาลตั้งทีมโฆษกเฉพาะกิจด้านความปลอดภัยในการท่องเที่ยว ทำหน้าที่สื่อสารความคืบหน้าการจับกุมผู้กระทำผิด การปราบปรามขบวนการเอาเปรียบนักท่องเที่ยว

    ด้านนายกิตติ พรศิวะกิจ นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทย กล่าวว่า ข้อเสนอเร่งด่วนด้านเศรษฐกิจแบบ Quick Win 1. อิ่มคนละครึ่ง งบประมาณ 60,000 ล้านบาท สำหรับประชาชน 30 ล้านคน x 2,000 บาทต่อคน 2. เที่ยวไทยคนละครึ่งเฟส 2 งบประมาณ 3,000 ล้านบาท สิทธิละ 1,500 บาท x 2 ล้านสิทธิ เพื่อกระจายรายได้สู่เมืองรองและโรงแรมขนาดเล็ก 3. SME คนละครึ่ง 20,000 ล้านบาท สนับสนุน ผู้ประกอบการ SME ในการยกระดับมาตรฐาน พัฒนาสินค้า เทคโนโลยี องค์ความรู้ และความยั่งยืน 4. เรียนดีคนละครึ่ง งบประมาณ 5,000 ล้านบาท ส่งเสริมการเรียนรู้และทักษะแห่งอนาคต เช่น AI / Digital Marketing /Green Innovation / อาหารไทย / ภาษาต่างประเทศ ฯลฯ 5. ส่งเสริมคนไทยและต่างชาติเที่ยวไทยสู่เมืองรอง 2,000 ล้านบาท Joint Promotion ตั๋วเครื่องบิน รถเช่า รถตู้ รถบัส สู่เมืองรอง

    จี้คุมสินค้าลักลอบทะลัก

    นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ซีอีโอกลุ่มบริษัท EfraStructure ผู้เชี่ยวชาญธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และ นักลงทุนสตาร์ทอัพ กล่าวว่า ข้อเสนอแนะรัฐบาลใหม่นั้นมองว่าควรเร่งบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อป้องกันการลักลอบนำสินค้าเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะกรมศุลกากร ที่เป็นด่านแรกของการนำเข้า ส่วนนโยบายคนละครึ่งนั้นเชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และเห็นผลทันที โดยที่รัฐบาลไม่ต้องลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ร้านค้า และประชาชนมีความคุ้นเคยการใช้งาน ไม่ต้องลงแอป หรือ ตรวจสอบตัวตนใหม่

    ค้าปลีก ชง 3 มาตรการกระตุ้นศก.

    ดร.ฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ เลขาธิการสมาพันธ์ผู้ค้าปลีกแห่งเอเชียแปซิฟิก (FARPA) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า มาตรการ “คนละครึ่ง” เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจจากฐานราก กระตุ้นการใช้จ่ายของกลุ่มที่มีกำลังซื้อระดับกลาง-ล่าง ซึ่งมีอยู่ประมาณ 30-35 ล้านคน การกำหนดกลุ่มเป้าหมายเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่กำลังซื้อของฐานรากยังคงอ่อนแอ

    นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนร้านค้าย่อย ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา ทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนไปสู่ร้านค้าขนาดเล็กโดยตรง ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และสามารถประคองธุรกิจต่อไปได้ อย่างไรก็ดีสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันยังต้องการแรงกระตุ้นต่อเนื่อง ดังนั้นจึงควรเพิ่มวงเงินสนับสนุนในการใช้จ่ายเป็น 3,000 บาทต่อคนเพื่อใช้จ่ายตลอดระยะเวลา 3 เดือน (ต.ค.-ธ.ค. 68) ซึ่งเมื่อรวมกับเม็ดเงินจากงบประมาณที่รัฐจะต้องร่วมจ่ายอีก 3,000 บาทต่อคน ประเมินเบื้องต้นคาดว่าจะทำให้เกิดเม็ดเงินสะพัดในระบบเศรษฐกิจจากการจับจ่ายใช้สอยไม่ต่ำกว่า 1.8 แสนล้านบาทเลยทีเดียว

    นอกจากนี้รัฐบาลควรนำมาตรการ “Easy E-receipt” (ช้อปลดหย่อนภาษี) กลับมาใช้เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในกลุ่มผู้มีกำลังซื้อที่สูง ซึ่งมีอยู่ประมาณ 5-8 ล้านคนควบคู่กันไป รวมทั้งมาตรการกระตุ้นการจ้างงานแบบคนละครึ่ง โดยรัฐร่วมจ่าย 50% และเอกชนเจ้าของกิจการร่วมจ่าย 50% ในการจ้างงานเด็กจบใหม่หรือผู้ที่ต้องการมีงานทำ

    SME แนะปฏิรูปคนละครึ่ง

    ด้านนายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวว่า มาตรการเร่งด่วนที่รัฐบาลชุดใหม่ต้องดำเนินการคือการยกระดับเครื่องยนต์ขับเคลื่อนประเทศทั้งระบบ โดยด้านเศรษฐกิจจำเป็นต้องเร่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้เสีย และหนี้นอกระบบ รวมถึงหนี้กองทุนกยศ. ผ่านกลไกที่มียุทธศาสตร์ชัดเจน ควบคู่กับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างเจาะจง พร้อมยกระดับศักยภาพแรงงานและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี AI และการสร้างแบรนด์สินค้าและบริการของไทยให้มีมาตรฐานและแตกต่าง จนสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้

     “มาตรการ “คนละครึ่ง” ต้องไม่เดินซ้ำรอยเดิม “ต้องไม่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ” แต่ต้องถอดบทเรียนและปรับปรุงให้ครอบคลุมฐานรากอย่างแท้จริง เพื่อช่วยลดค่าครองชีพ เพิ่มกำลังซื้อ และสร้างรายได้ให้กับร้านค้า ร้านอาหาร ตลาดสด โรงแรม และธุรกิจท่องเที่ยวในท้องถิ่นทั่วประเทศ พร้อมดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบอย่างเป็นรูปธรรม มาตรการใหม่นี้ต้องต่อยอดและแตกต่างจากเดิม เพื่อให้การกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นเกิดขึ้นจริง”

    ครม.ใหม่ต้องแก้ปัญหาศก. ได้จริง

     ขณะที่นางฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย กล่าวว่า ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมาธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยกว่า 7 แสนรายเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจซบเซาอย่างหนัก โดยเฉพาะยอดขายที่ลดลงเฉลี่ย 25-50% ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทั้งผู้ประกอบการรายเล็กและรายใหญ่ และยังส่งผลให้ร้านอาหารหลายแห่งต้องปิดตัวลง ลดจำนวนพนักงาน และลดชั่วโมงการทำงาน

    จากการสำรวจความคิดเห็นจากทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคพบว่า โครงการคนละครึ่งเป็นมาตรการที่เหมาะสมที่สุด เพราะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชนโดยตรง ลดภาระค่าครองชีพ และยังช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับร้านอาหารขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลางได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจในภาพรวมและห่วงโซ่อุตสาหกรรม ตั้งแต่ เกษตรกร ผู้ผลิตวัตถุดิบ, ผู้ค้าส่ง และ ผู้ค้าปลีก ในตลาดสด, ผู้ประกอบการขนส่ง, ไปจนถึง แรงงาน ในภาคบริการและการผลิต

    หนุนคนละครึ่ง-ช้อปดีมีคืน

    นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวว่า จากที่มีกระแสข่าวรัฐบาลชุดใหม่จะนำโครงการ “คนละครึ่ง” มาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เรื่องนี้มองว่าเป็นมาตรการระยะสั้นที่เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็วที่สุด เพราะจะช่วยกระตุ้นการบริโภค และการจับจ่ายของประชาชน ขณะที่พ่อค้าแม่ค้า และผู้ประกอบการค้าก็จะขายสินค้าได้ง่ายขึ้น เพราะเปรียบเสมือนการลดราคาสินค้า 50% โดยมีภาครัฐช่วยจ่ายครึ่งหนึ่ง

    ส่วนมาตรการ/ โครงการอื่นที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้เร็ว เช่น ช้อปดีมีคืน เที่ยวคนละครึ่ง หากนำมาใช้ได้ก็ถือเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ขึ้นอยู่กับเม็ดเงินหรืองบประมาณของรัฐบาลว่าจะมีหมุนเวียนสู่ระบบได้เพียงพอหรือไม่ ซึ่งต้องไปพิจารณาต่อไป

    อย่างไรก็ดีสิ่งที่อยากฝากรัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ไขปัญหาในเวลานี้คือ เงินบาทที่แข็งค่ามากในรอบ 4 ปี ที่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก และภาคการท่องเที่ยว การแก้ไขปัญหาปากท้อง และเรื่องหนี้สินของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นหนี้สินครัวเรือน หรือหนี้สินของผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อย โดยดูแลให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อช่วยประคับประคองให้ผ่านวิกฤติช่วงนี้ไปได้ นอกจากนี้ขอให้กำกับดูแลในการลดดอกเบี้ยนโยบายและดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ลงอีก เพื่อให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนทางการเงินที่ถูกลง และมีสภาพคล่องมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638579&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zmTOH3Mu5CcBqkTT6X0ij

  • พาเที่ยวป้อมปราการไฮซอร์ ในทาจิกิสถาน มรดก 3,000 ปีแห่งเส้นทางสายไหม

    พาเที่ยวป้อมปราการไฮซอร์ ในทาจิกิสถาน มรดก 3,000 ปีแห่งเส้นทางสายไหม

           สัมผัสบรรยากาศป้อมปราการไฮซอร์ ในทาจิกิสถาน มรดก 3,000 ปีแห่งเส้นทางสายไหม

               สำนักข่าวชินหัวชวนสำรวจป้อมปราการไฮซอร์ (Hisor Fortress) ในเมืองไฮซอร์ทางตะวันตกของกรุงดูชานเบ เมืองหลวงของทาจิกิสถาน โดยป้อมปราการแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 3,000 ปี และเป็นหลักฐานทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญให้คนรุ่นหลังได้สัมผัสและพิสูจน์ถึงความเจริญรุ่งเรืองของเส้นทางสายไหม

    หมายเหตุ : บันทึกภาพวันที่ 9 กันยายน 2568

    ป้อมปราการไฮซอร์

    ป้อมปราการไฮซอร์

    ป้อมปราการไฮซอร์

    ป้อมปราการไฮซอร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.kapook.com/view294921.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3W165yjC09AwlQ1c6kwXmz

  • ททท.จ่อผุด ‘ทัวร์ไทยคนละครึ่ง’ รับมือบาทแข็ง กระตุ้นเที่ยวไทย สกัดคนไทยเที่ยวนอก

    ททท.จ่อผุด ‘ทัวร์ไทยคนละครึ่ง’ รับมือบาทแข็ง กระตุ้นเที่ยวไทย สกัดคนไทยเที่ยวนอก

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า โครงการ “คนละครึ่ง“มาแรง ขณะที่เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง กระทบตรง Inbound ททท.จึงเตรียมจะผลักดัน โครงการ ‘ทัวร์ไทยคนละครึ่ง‘ โดยบริษัททัวร์เตรียมแพ็กเกจสุดว้าวให้ชาวไทยได้เที่ยว

    ขณะนี้ ททท.กำลังติดตามปัจจัยแวดล้อมสำคัญ ตั้งแต่ค่าเงินบาทที่ยังแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง นโยบายเศรษฐกิจมหภาค ไปจนถึงมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เพื่อให้สามารถออกแบบแผนท่องเที่ยวที่สมดุล ทั้งในส่วนของนักท่องเที่ยวต่างชาติ (อินบาวด์) และการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศของคนไทย

    ททท.ไม่ได้เพียงมองภาพเศรษฐกิจระดับมหภาค แต่ยังใส่ใจถึงกำลังซื้อของครัวเรือนไทยในทุกระดับ

    ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์

    โดยโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง” ที่ททท.กำลังพิจารณา อาจใช้งบประมาณคงเหลือจากโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” มาดำเนินการหากยังมีงบเหลืออยู่ โดยจะเร่งนำเสนอรัฐบาลเพื่อผลักดันสู่การปฏิบัติให้ทันก่อนเข้าสู่โค้งสุดท้ายของปี

    ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้ค่าเงินบาทที่แข็งค่า กลายเป็นปัจจัยเร่งให้คนไทยหันไปท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้

    ทั้งนี้มาตรการนี้ไม่เพียงจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อและโอกาสให้คนไทยได้ท่องเที่ยว แต่ยังช่วยผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวให้สามารถพัฒนาสินค้าและแพ็กเกจใหม่ ๆ สร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง

    นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวภายในประเทศแล้ว ยังสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างเสน่ห์ใหม่ ๆ ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติในระยะยาวอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/638631&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ec15pN3Vhlr2_tJN5VLuB

  • ทองคำอ่อนตัว แต่ตลาดยังผันผวนจากปัจจัยเศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์ | Investing.com

    ทองคำอ่อนตัว แต่ตลาดยังผันผวนจากปัจจัยเศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์ | Investing.com

    ราคาวันนี้ (11 ก.ย.) อ่อนตัวเล็กน้อยสู่ราว 3,630 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยตลาดยังผันผวนจากปัจจัยเศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์ หลัง Reuters รายงานว่าโดรนรัสเซียล้ําเขตโปแลนด์จนกองทัพนาโต้ต้องยิงสกัด เหตุการณ์ดังกล่าว อีกทั้ง ปธน.ทรัมป์ ยิ่งเพิ่มความกังวลต่อการลุกลามของสงครามและหนุนแรงซื้อทองคําในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย เรียกร้องให้สหภาพยุโรปเก็บภาษีนําเข้าจากจีนและอินเดียเพื่อกดดันรัสเซีย ขณะที่ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ระบุว่า สหภาพยุโรปเตรียมคว่ําบาตรรัสเซียรอบที่ 19 และเพิ่มความช่วยเหลือยูเครน ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อทองเช่นกัน ในด้าน เศรษฐกิจ Reuters รายงานว่าดัชนี PPI สหรัฐฯ เดือนสิงหาคมลดลงกว่าคาด หนุนทองคํา ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูล CPI คืนนี้ โดยรอยเตอร์คาดว่าจะขยายตัว 0.3% รายเดือน และ 2.9% รายปี หากออกมาสูงกว่าคาด ดอลลาร์มีแนวโน้ม แข็งค่าและกดดันทองในระยะสั้น นักลงทุนจึงจับตาการประกาศ Core CPI, CPI และจํานวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน คืนนี้อย่างใกล้ชิด เนื่องจากจะเป็นปัจจัยชี้นําสําคัญต่อทิศทางค่าเงินดอลลาร์และราคาทองคําในระยะถัดไป.

    คําแนะนํา

    • สําหรับกลยุทธ์การลงทุน ไม้ซื้อขายทํากําไรหากไม่ผ่าน 3,657-3,674 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    • พร้อมขยับ Trailing Stop มาที่ 3,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพื่อ Lock กําไร

    • รอเสี่ยงซื้ออีกครั้งหากราคาไม่หลุด 3,620-3,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    • หากหลุดให้ชะลอการเข้าซื้อไปที่ 3,578-3,536 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ตัดขาดทุนหากหลุด 3,536 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    บทความนี้จัดทำขึ้นโดย YLG Bullion International

    สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ 02-687-9888 กด 1 หรือเว็บไซต์ ylgbullion.co.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://th.investing.com/analysis/article-200454548&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oyi77dhG-LM9Ckd_XfW_u

  • “นิยม” เปิดแผน 20 ปี ปฏิรูปการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตั้ง 4 ยุทธศาสตร์ใหญ่ ชงตั้งสำนักโฆษกคณะสงฆ์

    “นิยม” เปิดแผน 20 ปี ปฏิรูปการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตั้ง 4 ยุทธศาสตร์ใหญ่ ชงตั้งสำนักโฆษกคณะสงฆ์


    “นิยม เวชกามา” ผู้ช่วย รมต.ประจำนายกฯ เสนอวิสัยทัศน์ “การเผยแผ่พระพุทธศาสนา 20 ปี” วาง 4 ยุทธศาสตร์หลัก ปฏิรูปการศึกษา–การเผยแผ่–การบริหารจัดการคณะสงฆ์ และสร้างเครือข่ายพุทธทั่วโลก

    เวลา 10.00 น. ณ หอประชุมใหญ่พุทธมณฑล จ.นครปฐม  นายนิยม เวชกามา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เดินทางไปบรรยายพิเศษ เรื่อง “วิสัยทัศน์การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ความท้าทายและโอกาส” ในการประชุมสัมมนาบุคลากรเผยแผ่พระพุทธศาสนา” ประจำปีงบประมาณ 2568 ให้กับพระสังฆาธิการ คณะกรรมการการเผยแผ่พระพุทธศาสนาจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด และบุคลากรด้านการเผยแผ่ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนองค์กรภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน โดยมี พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม ประธานกรรมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นประธานฝ่ายบรรพชิต  นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา องคมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ร่วมรับฟังการบรรยายพิเศษ

    นายนิยม ได้กล่าวว่า ได้แสดงวิทัศน์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาใน 20 ข้างหน้า โดยได้วางยุทธศาสตร์สำคัญไว้ 4 ประเด็นหลัก ซึ่งแต่ละยุทธศาสตร์มีการวางหัวข้อย่อย พร้อมกับยกรัฐธรรมนูญปี 2568 ที่วางกรอบไว้  ทำไมต้องมีแผนยุทธศาสตร์  สถานการณ์ปัจจุบันและความท้าทายก่อนจะวางแนวทางการพัฒนา เราจำเป็นต้องเข้าใจบริบทแวดล้อมอย่างชัดเจนเสียก่อน  ความท้าทายต่อสถานการณ์พระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ ปัจจุบันมองได้ 5 ประเด็นหลัก คือ 

    หนึ่งวิกฤตศรัทธาและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน ภาพลักษณ์ของคณะสงฆ์บางส่วนที่มัวหมอง การตีความพระธรรมวินัยที่บิดเบือน และการเน้นพุทธพาณิชย์มากกว่าพุทธธรรม ทำให้ศรัทธาของประชาชนสั่นคลอน สอง การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยี วิถีชีวิตที่เร่งรีบ สังคมวัตถุนิยม และอิทธิพลของสื่อดิจิทัล ทำให้คนรุ่นใหม่ห่างเหินจากวัดและการปฏิบัติธรรม สาม ปัญหาเชิงโครงสร้างและการบริหารจัดการ ระบบการปกครองคณะสงฆ์บางส่วนอาจยังขาดประสิทธิภาพ ขาดความโปร่งใส และไม่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก สี่ ความขัดแย้งทางความคิด การเกิดขึ้นของลัทธิความเชื่อใหม่ๆ และความเห็นต่างในการตีความหลักธรรม อาจนำไปสู่ความแตกแยกในหมู่พุทธศาสนิกชน และ ห้า ภาวะขาดแคลนบุคลากรที่มีคุณภาพ การลดลงของจำนวนพระภิกษุสามเณรผู้ตั้งใจศึกษาและปฏิบัติอย่างจริงจัง ส่งผลกระทบต่อการสืบทอดพระศาสนาในระยะยาว

    ตรงนี้ ภาระของรัฐหรือรัฐบาลต้องเข้ามาช่วยและส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนาและงานคณะสงฆ์ เพราะรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวกำหนดไว้ว่า “รัฐมีหน้าที่ในการดูแล ส่งเสริม สนับสนุน และ คุ้มครองพระพุทธศาสนา” ไม่เฉพาะงานคณะสงฆ์เท่านั้นที่รัฐต้องส่งเสริมแม้กระทั้งในหมู่ชาวพุทธ รัฐก็ต้อง  รัฐต้องส่งเสริมการศึกษาและเผยแผ่หลักธรรม เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และพัฒนาจิตใจและปัญญาของประชาชน พร้อมสนับสนุนองค์กรทางศาสนาให้เข้ามามีส่วนร่วม รวมทัังป้องกัน ฟื้นฟู และดึงประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบในกิจการพระพุทธศาสนาด้วย

    ยุทธศาสตร์ที่ 1: การศึกษาเพื่อปัญญา  เป้าหมาย : สร้างพุทธศาสนิกชนที่มี “สัมมาทิฏฐิ” เข้าใจแก่นแท้ของคำสอน สามารถแยกแยะระหว่างพุทธแท้และพุทธเทียมได้
    1.โครงการ “พระไตรปิฎกออนไลน์” : จัดทำและเผยแพร่พระไตรปิฎกในรูปแบบที่เข้าใจง่าย ทั้งในรูปแบบหนังสือ สื่อดิจิทัล (E-book, Audiobook) และแอปพลิเคชัน พร้อมคำอธิบายเชิงวิเคราะห์และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
    2.ปฏิรูปการศึกษาพระปริยัติธรรม : พระภิกษุต้องแม่นพระไตรปิฎก ปรับปรุงหลักสูตรนักธรรม-บาลี ให้ทันสมัย เน้นการเรียนรู้เพื่อความเข้าใจและนำไปปฏิบัติ ไม่ใช่เพียงเพื่อการสอบผ่าน ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) และการศึกษาเปรียบเทียบกับศาสตร์สมัยใหม่
    3.การอบรมการเขียนข่าว ผลิตคอนเท้นต์ ที่มีประสิทธิภาพ ยกระดับบทบาทของพระสงฆ์ให้สามารถเป็นผู้นำด้านการเผยแพร่พระธรรมผ่านสื่อยุคใหม่
    4.จัดตั้ง “สถาบันพุทธนวัตกรรมและการวิจัย” : เป็นศูนย์กลางการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ทางพระพุทธศาสนาเชิงลึก เพื่อตอบโจทย์ปัญหาสังคมร่วมสมัย เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อม สุขภาพจิต และความขัดแย้ง โดยใช้หลักพุทธธรรมเป็นฐาน ส่งเสริมให้พระสงฆ์ตื่นตัวให้รู้ทันสังคม เรียนรู้ศาสตร์ใหม่ ๆ ให้สอดคล้องกับมติมหาเถรสมาคม ที่เปิดโอกาสให้พระหนุ่มเณรน้อย เรียนศาสตร์สมัยใหม่ได้
    5.ส่งเสริม “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” : จัดอบรมหลักสูตรพระพุทธศาสนาระยะสั้นสำหรับบุคคลทั่วไปในหลากหลายหัวข้อ เช่น พุทธเศรษฐศาสตร์ พุทธจิตวิทยา พุทธธรรมเพื่อการบริหาร เป็นต้น

    ยุทธศาสตร์ที่ 2 : การยกระดับการปฏิบัติและการเผยแผ่ (Practice & Propagation Enhancement)  เป้าหมาย: ทำให้วัดและศูนย์ปฏิบัติธรรมเป็น “สัปปายะสถาน” ที่เป็นที่พึ่งทางใจ และสร้างศาสนทายาทที่มีคุณภาพ 
    1.พัฒนาวัดให้เป็น “ศูนย์กลางการพัฒนาชีวิต” : ส่งเสริมให้วัดเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ การปฏิบัติธรรม และการทำกิจกรรมเพื่อสังคม (Public Service) โดยมีพระสงฆ์เป็น “พระอาจารย์” และ “โค้ชชีวิต”
    2.โครงการ “ธรรมะดิจิทัล” : สร้างแพลตฟอร์มออนไลน์กลาง (National Dhamma Platform) เพื่อรวบรวมคำสอนที่ถูกต้อง หลักปฏิบัติกรรมฐาน และเป็นช่องทางให้ประชาชนได้ปรึกษาปัญหาชีวิตกับพระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิ
    3.จัดตั้งสำนักโฆษก และช่องทางสื่อสารของมหาเถรสมาคม เพื่อทำหน้าที่สื่อสารให้ความรู้ข้อหลักธรรมะ ข่าวสารกิจการของคณะสงฆ์ แถลงการณ์ต่างๆ อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
    4.สร้างภาคีเครือข่ายด้านสื่อมวลชน เสริมสร้างความแข็งแกร่ง และประสิทธิภาพการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ทันท่วงที


    5.ปฏิรูปการบวชและพัฒนาระบบคัดกรอง : สร้างมาตรฐานกระบวนการบวชให้มีความเข้มข้น เพื่อให้ได้ผู้ที่เข้ามาในพระธรรมวินัยด้วยความศรัทธาอย่างแท้จริง พร้อมจัดตั้งระบบ “พระพี่เลี้ยง” เพื่อดูแลและให้คำปรึกษาแก่พระนวกะ
    6.ส่งเสริม “การเผยแผ่เชิงรุกนานาชาติ” สนับสนุนการแปลพระไตรปิฎกและคัมภีร์สำคัญเป็นภาษาต่างๆ จัดตั้งศูนย์วิปัสสนากรรมฐานในต่างประเทศ และส่งพระธรรมทูตที่มีความสามารถทั้งด้านปริยัติและปฏิบัติไปเผยแผ่พระศาสนาทั่วโลก

    ยุทธศาสตร์ที่ 3 การปฏิรูปการบริหารจัดการองค์กร (Organizational & Governance Reform)  เป้าหมาย สร้างองค์กรคณะสงฆ์ที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล และเป็นที่น่าเคารพศรัทธาแผนงานหลัก
    1.นำหลัก “ธรรมาภิบาล” (Good Governance) มาใช้: จัดทำประมวลจริยธรรม (Code of Conduct) สำหรับพระสังฆาธิการทุกระดับ และจัดตั้ง “สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในวงการพระพุทธศาสนา” ขึ้นมาโดยเฉพาะ
    2.พัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง (Big Data): จัดทำระบบฐานข้อมูลพระภิกษุ-สามเณร วัด และทรัพย์สินของวัดทั่วประเทศ เพื่อความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ
    3.ปฏิรูปกฎหมายคณะสงฆ์: ทบทวนและปรับปรุงพระราชบัญญัติคณะสงฆ์และกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับยุคสมัย โดยยึดหลักพระธรรมวินัยเป็นแกนกลาง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพุทธบริษัทสี่
    5.จัดตั้ง “กองทุนพัฒนาพระพุทธศาสนา”: ระดมทุนจากภาคประชาชนและภาคเอกชนเพื่อสนับสนุนโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อพระศาสนาอย่างเป็นระบบและตรวจสอบได้

    ยุทธศาสตร์ที่ 4 การสร้างเครือข่ายและส่งเสริมการมีส่วนร่วม (Network & Participation Building) เป้าหมาย ผนึกกำลัง “พุทธบริษัท 4” (ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา) ให้ร่วมกันขับเคลื่อนงานพระศาสนาอย่างเป็นเอกภาพ
    1.จัดตั้ง “สมัชชาชาวพุทธแห่งชาติ”: สร้างเวทีกลางให้ตัวแทนจากองค์กรชาวพุทธต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยน และกำหนดทิศทางการทำงานร่วมกันเป็นประจำทุกปี
    2.โครงการ “ครอบครัวธรรมะ”: ส่งเสริมให้สถาบันครอบครัวเป็นรากฐานในการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมตามหลักพระพุทธศาสนาให้แก่เยาวชน
    3.ส่งเสริม “องค์กรชาวพุทธเพื่อสังคม”: สนับสนุนการจัดตั้งและดำเนินงานขององค์กรชาวพุทธที่ทำงานด้านต่างๆ เช่น การช่วยเหลือผู้ยากไร้ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการสร้างสันติภาพ
    4.สร้าง “เครือข่ายพุทธนานาชาติ”: สร้างความร่วมมือกับองค์กรชาวพุทธทั่วโลกเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และร่วมกันเผยแผ่สัจธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้กว้างไกล

    “ปัจจัยแห่งความสำเร็จ การจะทำให้แผนนี้สำเร็จลุล่วงได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน แต่หัวใจสำคัญที่สุดคือ “ความจริงจังและจริงใจ” ของคณะสงฆ์ผู้เป็นผู้นำ และ “พลังศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญา” ของพุทธศาสนิกชนทุกคน  แผนพัฒนาฉบับนี้เป็นเพียงกรอบแนวทางกว้างๆ ที่จะต้องมีการนำไปขยายผลและกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจนในลำดับต่อไป อาตมภาพหวังเป็นอย่างยิ่งว่า แผนฉบับนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ที่จะนำพาให้พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง เป็นแสงสว่างนำทางให้แก่สังคมไทยและสังคมโลกได้อย่างยั่งยืนสืบไปชั่วกาลนาน..”  นายนิยม กล่าวฝากทิ้งท้าย
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/35302&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uhh7vPElXLoxc_zvVB7Xz

  • เที่ยว ‘ปางช้าง’ อย่างเป็นมิตร ไม่ขี่ช้าง ไม่อาบน้ำกับช้าง

    เที่ยว ‘ปางช้าง’ อย่างเป็นมิตร ไม่ขี่ช้าง ไม่อาบน้ำกับช้าง

    ท่องเที่ยว

    เที่ยว ‘ปางช้าง’ อย่างเป็นมิตร ไม่ขี่ช้าง ไม่อาบน้ำกับช้าง

    การเที่ยว “ปางช้างเฟรนด์ลี่” ปลุกกระแสเที่ยวแบบใส่ใจชีวิตสัตว์ ไม่ขี่ช้าง ไม่อาบน้ำกับช้าง แค่ดูช้างกิน เดินตามช้าง ก็นับเป็น “ช้างบำบัด” กลับบ้านไปก็มีความสุขแล้ว

    “ช้าง” เป็นสัตว์สัญลักษณ์ของเมืองไทย ผูกพันกับคนไทยมาเนิ่นนาน เราใช้ช้างในศึกสงคราม เลี้ยงไว้ใช้งาน เลี้ยงช้างเป็นเพื่อน ดูแลราวสัตว์เลี้ยงแสนรัก

    ประเทศไทยเป็นดินแดนแห่งช้าง ภาคเหนือที่มีชื่อว่า ล้านช้าง หมายถึงมีช้างจำนวนนับล้าน ๆ ตัวในป่า รวมถึงช้างเลี้ยง

    เที่ยว 'ปางช้าง' อย่างเป็นมิตร ไม่ขี่ช้าง ไม่อาบน้ำกับช้าง

    คนไทยกับช้าง เป็นความผูกพันชั่วนิรันดร์…

    คนไทยรักช้าง ชาวต่างชาติที่บ้านเขาไม่มีช้างก็อยากมาดูช้าง หลายคนบอกว่า once in a lifetime ครั้งหนึ่งในชีวิต ต้องมาเห็นช้างตัวเป็น ๆ จึงเป็นที่มาของ ปางช้าง สถานที่ท่องเที่ยวให้คนไปดูช้าง

    เที่ยว 'ปางช้าง' อย่างเป็นมิตร ไม่ขี่ช้าง ไม่อาบน้ำกับช้าง

    ปางช้างยุคใหม่เป็นมิตรต่อช้าง

    เนื่องในวาระครบรอบ 75 ปี องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection – WAP) ร่วมกับ มูลนิธิช้างทรัพย์ไพรวัลย์ เปิด Elephant Forest Phitsanulok ต้นแบบปางช้างที่เป็นมิตรอย่างสมบูรณ์ ณ ปางช้างทรัพย์ไพรวัลย์ ต.แก่งโสภา อ.วังทอง จ.พิษณุโลก

    เที่ยว 'ปางช้าง' อย่างเป็นมิตร ไม่ขี่ช้าง ไม่อาบน้ำกับช้าง

    โรจนา สังข์ทอง

    โรจนา สังข์ทอง ผู้อำนวยการ WAP บอกว่า “องค์กรพิทักษ์สัตว์ฯ ทำงานมา 75 ปีแล้ว ในไทย 15 ปี ช่วยเหลือสัตว์ที่ประสบภัย เช่น ช่วงน้ำท่วมเราลงพื้นที่ภายใน 48 ชม. และดูแลเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ ทั้งสัตว์ในฟาร์ม สัตว์ป่า ซึ่งถึงวันนี้ไม่ได้ลดลงเลย มีแต่จะเพิ่มขึ้น อะไรเป็นสาเหตุเราต้องมองทั้งระบบ เช่น อาหารของสัตว์ การทำลายป่า พฤติกรรมการกินของคน หรือการใช้ประโยชน์จากสัตว์ป่าเพื่อสนองความต้องการของคน”

    เที่ยว 'ปางช้าง' อย่างเป็นมิตร ไม่ขี่ช้าง ไม่อาบน้ำกับช้าง

    WAP ทำงานปกป้องสัตว์ใน 44 ประเทศทั่วโลก เมื่อมองถึงการท่องเที่ยวที่ใช้สัตว์ ปางช้าง เป็นสถานที่ยอดนิยม โดยเฉพาะชาวต่างชาติที่อยากมาดูช้าง

    เที่ยว 'ปางช้าง' อย่างเป็นมิตร ไม่ขี่ช้าง ไม่อาบน้ำกับช้าง

    “เราเชื่อว่าทุกปางต่างรักช้าง อยากให้ช้างมีชีวิตที่ดี องค์กรฯ มีเครือข่ายปางช้างที่เปลี่ยนผ่านสู่การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรแล้วกว่า 13 แห่งทั่วประเทศ จากปางช้างที่มีราว 300 แห่ง ภายในปลายปีนี้จะเพิ่มอีก 2 แห่ง เพิ่มขึ้น 20% เพื่อยกระดับสวัสดิภาพสัตว์สู่ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนมีปางช้างที่เชียงใหม่ที่เราทำงานด้วย เขาบอกว่า รายได้ตอนนี้มากกว่าตอนที่มีขี่ช้างอาบน้ำเสียอีก จึงอยากสื่อสารว่า เทรนด์การท่องเที่ยวตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว”

    ไม่ขี่ช้าง ไม่อาบน้ำกับช้าง นักท่องเที่ยวจะมามั้ย…

    ปางช้างเฟรนด์ลี่ สร้างแนวคิดการท่องเที่ยวใหม่ในปางช้างที่ ไม่ขี่ช้าง ไม่อาบน้ำช้าง ไม่ป้อนอาหารช้าง

    เที่ยว 'ปางช้าง' อย่างเป็นมิตร ไม่ขี่ช้าง ไม่อาบน้ำกับช้าง

    ศิรอาภา ศิริวิริยะกุล

    ศิรอาภา ศิริวิริยะกุล ผู้อำนวยการ มูลนิธิช้างทรัพย์ไพรวัลย์ ทายาทรุ่นที่ 4 ของคนรักช้าง เป็นแม่แบบ ปางช้างเฟรนด์ลี่

    “เมื่อก่อนปางช้างจะ พาช้างมาให้คนดู แต่ตอนนี้เราจะพาคนไปดูช้างในป่า โดย Elephant Forest Phitsanulok ทำปางช้างเฟรนด์ลี่ให้เป็นจริง และอยากให้ปางช้างอื่น ๆ เห็นว่าการท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่ส่งเสริมสวัสดิภาพช้าง ควาญช้างดีขึ้น นักท่องเที่ยวก็ปลอดภัย ที่สำคัญสามารถมีรายได้อย่างยั่งยืน”

    คนรักช้างเล่าว่า เลี้ยงช้างมาสิบกว่าปีแล้ว แรกเริ่มซื้อรีสอร์ทจากเจ้าของเก่าที่ช่วยเหลือช้างเร่ร่อน

    เที่ยว 'ปางช้าง' อย่างเป็นมิตร ไม่ขี่ช้าง ไม่อาบน้ำกับช้าง

    “ชุดแรกเขามีช้าง 5 ตัว พื้นที่ 900 ไร่ ช้างมีสเปซ ได้กินอาหารตามธรรมชาติก็เริ่มเจริญพันธุ์ คลอดลูกหลานมา 15 ตัว เจ้าของเก่าบอกว่าช่วยรับดูแลช้างต่อได้มั้ย ช้างชุดแรกนั้นนิสัยกึ่งช้างป่า เวลาสัตวแพทย์มาเขาจะวิ่งหนี

    เที่ยว 'ปางช้าง' อย่างเป็นมิตร ไม่ขี่ช้าง ไม่อาบน้ำกับช้าง

    สิ่งที่เราเรียนรู้คือ ช้างแต่ละตัวมีบุคลิกนิสัยไม่เหมือนกันเลย พอช้างคลอดลูกเยอะเราก็ไม่ไหว เลยส่งให้ศูนย์อนุรักษ์ช้างที่ลำปาง ส่วนช้างชุดนี้เราได้มาจากช้างที่ทำงานท่องเที่ยว เป็นช้างตัวเมียทั้งหมด บางตัวอายุมาก ป่วยมา ถูกทารุณมาก็มี บางตัวก็ได้รับการดูแลดี ตอนแรกเราเป็นปางช้างที่มีขี่ช้าง อาบน้ำ ป้อนอาหาร ซึ่งพอเราเปลี่ยนก็ถือว่าท้าทายมาก

    เที่ยว 'ปางช้าง' อย่างเป็นมิตร ไม่ขี่ช้าง ไม่อาบน้ำกับช้าง

    ตอนที่เรามีขี่ช้าง นักท่องเที่ยวฝรั่งบอกว่า…ทำไมยังล่ามโซ่และป้อนอาหารช้าง ประเทศฉันไม่มีใครอยากมาเที่ยวแบบนี้…

    พอเราเปลี่ยนกิจกรรมก็พบว่า นักท่องเที่ยวใช้เวลา 1 ชม. ยืนดูช้างในป่าด้วยระยะห่าง เขายินดีจ่ายเป็นหลักพันเพื่อมาดูช้างโดยไม่รบกวนช้าง ตอนแรกคิดว่าใครจะมาจ่ายถ้าไม่ทำอะไร ผลสุดท้ายเขามานั่งดูแล้วเขามีความสุขจริง ๆ

    ถ้ามาขี่ช้างคุณก็จะเห็นแต่หัวช้าง แต่ถ้าเดินตามช้างจะเห็นเวลาช้างมาเจอกัน มันทักทายกัน เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวว้าว…มาก”

    เที่ยว 'ปางช้าง' อย่างเป็นมิตร ไม่ขี่ช้าง ไม่อาบน้ำกับช้าง

    มาดูช้างเฉย ๆ โดยไม่สัมผัสช้าง เดินตามช้างในพื้นที่กึ่งป่า เว้นระยะ 4 เมตร ควาญช้างคอยดูแล จะเห็นช้างค่อย ๆ เดิน บางครั้งทักทายเพื่อนช้าง เมื่อช้างหยุดเราก็หยุด ระหว่างทางกระหวัดงวงเกี่ยวต้นไม้ใบหญ้ามากิน ช้างกินตลอดเวลา วันละ 250 กิโลฯ กินแล้วก็อึ ถ้าสุขภาพดีครั้งละ 6 ก้อน มูลช้างใช้ทำปุ๋ย

    เที่ยว 'ปางช้าง' อย่างเป็นมิตร ไม่ขี่ช้าง ไม่อาบน้ำกับช้าง

    ปัจจุบัน Elephant Forest Phitsanulok เป็นบ้านของช้างเพศเมีย 5 ตัว ส่วนใหญ่เคยผ่านชีวิตที่ยากลำบากจากการลากไม้และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เมื่อมาที่นี่ช้างทุกตัวได้รับการฟื้นฟูทั้งกายและใจ

    ที่สำคัญช้างกลับมาใช้ชีวิตอย่างอิสระ และมี ชีวิตบั้นปลายที่มีความสุข อย่างที่เจ้าของปางช้างตั้งใจ

    เที่ยว 'ปางช้าง' อย่างเป็นมิตร ไม่ขี่ช้าง ไม่อาบน้ำกับช้าง

    ทริเชีย โครสดอล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WAP

    การเปลี่ยนผ่านจาก ปางช้างทั่วไปมาเป็น ปางช้างเฟรนด์ลี่ ยังปรับอุปกรณ์โซ่ที่ใช้ผูกช้างเวลากลางคืน จากโซ่โลหะเปลี่ยนเป็นโซ่น้ำหนักเบา รวมถึงการสร้างคอกล้อมรั้วที่ปลอดภัยสำหรับใช้เวลาพัก จัดกิจกรรมเสริมอุปกรณ์ Enrichment กระตุ้นพฤติกรรมตามธรรมชาติ การฟื้นฟูสภาพป่า ตลอดจนดูแลช้างสูงอายุให้พักในโรงเรือน และทำอาหารเฉพาะที่ย่อยง่ายและช่วยระบบขับถ่าย

    เที่ยว 'ปางช้าง' อย่างเป็นมิตร ไม่ขี่ช้าง ไม่อาบน้ำกับช้าง

    กัญจนา ศิลปอาชา

    ที่สำคัญยังยกระดับคุณภาพชีวิตของควาญช้าง ปรับบทบาทจาก “ผู้ควบคุมบังคับ” เป็น “ผู้ดูแล ที่ทำงานร่วมกับช้างด้วยความเคารพและเข้าใจ เพื่อลดความเครียดของทั้งสองฝ่าย เจ้าของปางช้างเสริมว่า

    เที่ยว 'ปางช้าง' อย่างเป็นมิตร ไม่ขี่ช้าง ไม่อาบน้ำกับช้าง

    คนรักช้างตัวจริง ประพันธ์ ศิริวิริยะกุล

    “เรามีช้าง 5 ตัว พอทำปางช้างแนวใหม่ สิ่งที่น่าสนใจและเราเรียนรู้ไปด้วยคือ ลูกค้าต่างชาติเข้าใจแต่คนไทยน่าจะไม่เข้าใจ กลายเป็นว่าคนไทยหลายคนที่มาเขามีคอมเมนต์ที่น่าประหลาดใจเช่น …เพิ่งรู้นะว่าช้างเป็นแบบนี้ เหมือนเปิดโลก เพิ่งรู้ว่าช้างแต่ละตัวมีนิสัยต่างกัน ตอนขี่ช้างไม่เห็นอะไรเลย แต่พอมาเดินกับช้างเห็นช้างยืนเล่นกัน บางตัวคุยกัน บางตัวหลบมุม

    เที่ยว 'ปางช้าง' อย่างเป็นมิตร ไม่ขี่ช้าง ไม่อาบน้ำกับช้าง

    เหมือนเราเมื่อก่อนตอนไปเที่ยวสวนสัตว์แล้วเห็นช้างยืนส่ายไปส่ายมา นึกว่าช้างเต้นรำ มารู้ทีหลังว่าช้างไม่ได้เต้นรำ แต่เป็นพฤติกรรมที่แสดงความเครียด ช้างเป็นสัตว์ฉลาด พอถูกบังคับถูกล่ามโซ่ให้อยู่นิ่ง ๆ เขาจะมีพฤติกรรมที่มองดูคล้ายเสือติดจั่น

    เที่ยว 'ปางช้าง' อย่างเป็นมิตร ไม่ขี่ช้าง ไม่อาบน้ำกับช้าง

    เส้นทางเดินกับช้าง

    เที่ยว 'ปางช้าง' อย่างเป็นมิตร ไม่ขี่ช้าง ไม่อาบน้ำกับช้าง

    ปั้นซูชิทำจากข้าวและธัญพืชให้ช่างกิน ช่วยระบบย่อยอาหาร

    คนไทยส่วนใหญ่คิดว่ารักช้าง รู้จักช้าง แต่ไม่ใช่ หรือคิดว่าช้างชอบกินกล้วยกินอ้อย แต่ถ้ากินมากไปกลายเป็นช้างอ้วน เป็นเบาหวาน

    อีกอย่างที่คนไทยชอบคือสัมผัสช้าง ขี่ช้าง ถ้ามองดูช้างเขาไม่ได้รู้สึกอย่างเรา มันไม่ใช่นิสัยของช้างอยู่แล้ว”

    เที่ยว 'ปางช้าง' อย่างเป็นมิตร ไม่ขี่ช้าง ไม่อาบน้ำกับช้าง

    กิจกรรมปั้นเมล็ดพืชแล้วใช้หนังสติ๊กยิงเข้าไปในป่า

    เที่ยว 'ปางช้าง' อย่างเป็นมิตร ไม่ขี่ช้าง ไม่อาบน้ำกับช้าง

    เดินตามช้างแหวกพงหญ้าเล็กน้อย

    เพราะกว่าช้างจะอ่อนโยนเชื่อฟังก็ผ่านการเคี่ยวกรำจากควาญช้าง หลายคนชอบป้อนอาหารช้างกับมือ แต่ช้างแต่ละตัวนิสัยไม่เหมือนกัน บางตัวอยากจะกินทันทีใช้งวงคว้ามือนักท่องเที่ยว ควาญช้างต้องคอยคุม สุดท้ายคือช้างโดนบังคับ

    ไม่อยากให้ช้างถูกบังคับ เที่ยวปางช้างแบบใหม่เป็นประสบการณ์ที่ไม่ลองก็ไม่รู้ว่า…แค่ได้มองดูช้างก็มีความสุขแล้ว

    เที่ยว 'ปางช้าง' อย่างเป็นมิตร ไม่ขี่ช้าง ไม่อาบน้ำกับช้าง

    Elephant Forest Phitsanulok : กิจกรรมเช่น กินอาหารเช้ากับช้าง, เดินกับช้าง ระยะทาง 700 เมตร, หอชมช้าง ยิงหนังสติ๊ก seed ball เข้าไปในป่า, ทำซูชิบอลล์ ข้าว+สมุนไพรปั้นให้ช้างกิน ฯลฯ

    ครึ่งวัน (1.5 ชม.) ผู้ใหญ่คนละ 1,700 บาท เด็ก (5-11 ขวบ) 850 บาท เที่ยวเต็มวัน (6 ชม.) ผู้ใหญ่ 3,850 บาท เด็ก 1,925 บาท

    โทร.081 533 7288
    elephantforestphitsanulok.com.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/travel/1198410&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GZpeNWFpG49gLNyhKe42I

  • เกาะสนามยานยนต์ : มูลนิธิกลุ่มอีซูซุ มอบเงินกว่า 3.5 ล้าน สนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม

    เกาะสนามยานยนต์ : มูลนิธิกลุ่มอีซูซุ มอบเงินกว่า 3.5 ล้าน สนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม

    มูลนิธิกลุ่มอีซูซุ มอบเงินกว่ามูลค่ารวม 3,580,000 บาท สานต่อเจตนารมณ์สนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม

    มร. ทาคาชิ ฮาตะ ประธานกรรมการมูลนิธิกลุ่มอีซูซุ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด ยึดมั่นในวิสัยทัศน์องค์กร คือ  วิถีอีซูซุ : ผู้ใช้สุขใจ เพิ่มพูนรายได้ ช่วยให้สังคมพัฒนา เดินหน้าสานต่อภารกิจอันเป็นประโยชน์เพื่อสังคม ประจำปี พ.ศ. 2568 มอบเงินสนับสนุน มูลค่ารวม 3,580,000 บาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาอีก 1,500,000 บาท สำหรับ 6 โครงการ ได้แก่

    – ทุนการศึกษาแก่สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น

    – ทุนการศึกษาสำหรับผู้ทุพลลภาพแก่สมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กระทรวงศึกษาธิการ

    – เงินสนับสนุนมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

    –  อุปกรณ์การเรียนแก่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน

    – เงินสนับสนุนการติดตั้งอุปกรณ์โซลาร์เซลล์แก่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน 

    – อุปกรณ์จราจรแก่หน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติรวม 7 หน่วยงาน

    ทั้งนี้ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ครอบคลุมทั้งการศึกษา การดำรงชีวิต ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ตลอดจนการเสริมสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน ณ อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด

    มอบหมวกกันน็อก : ไทยฮอนด้า ร่วมกับร้านผู้จำหน่ายทั่วประเทศที่ร่วมโครงการฉลองวาระครบรอบ 60 ปี เดินหน้าส่งมอบความห่วงใยสู่สังคมไทย ผ่านโครงการรณรงค์ความปลอดภัยทางถนนระดับประเทศ  60 ปี ไทยฮอนด้า ขับขี่ปลอดภัย เพื่อสังคมไทยที่ยั่งยืน โดยจากเดิมที่ไทยฮอนด้ามอบหมวกกันน็อกมาตรฐาน มอก. จำนวน 60,000 ใบ มูลค่า 60 ล้านบาท 

    ล่าสุด ร้านผู้จำหน่ายรถจักรยานยนต์ฮอนด้าทั่วประเทศร่วมสมทบเพิ่มอีก 52,440 ใบ ส่งผลให้ยอดรวมการมอบหมวกกันน็อกในโครงการนี้อยู่ที่ 112,440 ใบ รวมมูลค่า 112 ล้านบาท สามารถส่งมอบให้ประชาชนใน 77 จังหวัดทั่วประเทศได้ทั่วถึงและครอบคลุมยิ่งขึ้น

    รับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ : บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด โดยศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมโตโยต้ารับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ประจำปี 2568 จากนายยศพล เวลุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ในงานมหกรรมรวมพลังภาคีเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อผลิตกำลังคนอาชีวศึกษา เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 ณ ห้องประชุมปทุมมาศ วิทยาลัยการอาชีวศึกษปทุมธานี  จังหวัดปทุมธานี

    ทั้งนี้บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในโครงการ T-TEP ตั้งแต่ปี 2533 สนับสนุนการเรียนการสอน อบรมครู จัดหาอุปกรณ์การฝึก และการแข่งขันทักษะนักศึกษาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

    โดยในปี 2567 ที่ผ่านมาโตโยต้าและสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้ลงนามความร่วมมือเพิ่มเติมด้านอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี เพื่อให้นักศึกษาได้ฝึกวิชาชีพกับสถานประกอบการ มีรายได้ ได้รับการรับรองทักษะ และผลิตกำลังคนสมรรถนะสูงตรงตามความต้องการอุตสาหกรรมยานยนต์

    และจากความร่วมมือต่างๆที่ทางบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้ดำเนินงานเป็นระยะเวลานาน ทำให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณ จากนายยศพล เวลุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการให้กับบริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด โดยมีนายนโภช แซ่อุ่ย ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาและฝึกอบรมโตโยต้าเป็นตัวแทนในการรับมอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/auto/news/2882289&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bOja-fQGtW563PjcbG5k6

  • มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี มอบอุปกรณ์การศึกษา-สิ่งของจำเป็น แก่ 5 โรงเรียน ตชด. จ.เชียงราย | เดลินิวส์

    มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี มอบอุปกรณ์การศึกษา-สิ่งของจำเป็น แก่ 5 โรงเรียน ตชด. จ.เชียงราย | เดลินิวส์

    มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี โดย บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ส่งมอบอุปกรณ์การศึกษาและสิ่งของจำเป็นให้แก่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) 5 แห่ง ในจังหวัดเชียงราย เพื่อสร้างโอกาสทางการเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของเยาวชนไทยในพื้นที่ห่างไกล ที่ขาดแคลนสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัยและสิ่งอำนวยความสะดวกทางการเรียนรู้ที่เพียงพอ เพื่อเพิ่มเติมคุณภาพการศึกษา สนับสนุนทักษะที่จำเป็นต่ออนาคต

    คุณดอล บุญมั่น ผู้ช่วยประธานกรรมการบริหาร บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด กล่าวว่า “เรายึดมั่นในแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่ต้องเติบโตควบคู่ไปกับการดูแลสังคมเสมอมา เราเชื่อว่า ‘คน’ คือทรัพยากรที่มีค่าที่สุด และการศึกษาคือรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน การลงทุนด้านการศึกษาเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนจึงเป็นการสร้างความยั่งยืนให้กับประเทศชาติในระยะยาว การมอบโอกาสที่เท่าเทียมให้กับเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล คือการลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศ เราต้องการให้พวกเขาได้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ และก้าวข้ามข้อจำกัดต่างๆ เพื่อสร้างชีวิตที่ดีขึ้นให้แก่ตนเอง ครอบครัว และชุมชนต่อไป”

    ทางด้าน ส.ต.ท.สัชฌุกร สถิรพิบูลวงค์ ตัวแทนคณะครูจากรร.ตชด.บำรุงที่ 112 ได้กล่าวขอบคุณและสะท้อนปัญหาว่า “โรงเรียนของเรามีนักเรียนระดับชั้นอนุบาล3-ป.6 จำนวน 143 คน ส่วนใหญ่มาจากกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น อาข่า ลาหู่ ซึ่งโรงเรียนตั้งอยู่ที่อ.แม่ฟ้าหลวง ห่างไกลจากตัวเมืองเชียงรายกว่า 90 กม. ทำให้การเข้าถึงทรัพยากรเป็นไปได้ยาก ขาดแคลนสื่อการสอนที่ทันสมัยซึ่งจำเป็นอย่างยิ่ง และอาจทำให้นักเรียนพลาดโอกาสดีๆ ในชีวิตไป การสนับสนุนในครั้งนี้มีคววามสำคัญมาก คอมพิวเตอร์และโทรทัศน์ จะช่วยเปิดโลกทัศน์และเป็นสื่อการสอนที่ทำให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาทักษะภาษาไทย อุปกรณ์ในห้องพยาบาลและโรงครัว ช่วยให้สามารถดูแลสุขอนามัยและโภชนาการของเด็กๆ ได้อย่างเต็มที่เหมือนเป็นบ้านหลังที่สองของพวกเรา สิ่งของทุกชิ้นที่ได้รับจะถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อพัฒนาศักยภาพของนักเรียนทุกคนต่อไป”

    มูลนิธิพระยาภิรมย์ภักดี โดย บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ได้มอบอุปกรณ์การศึกษาและสิ่งของจำเป็นรวมมูลค่ากว่า 1,000,000 บาท ให้แก่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) 5 แห่งในจังหวัดเชียงรายเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เหมาะสมให้กับนักเรียนกว่า 709 คน และครู 64 คน โดยสิ่งของที่มอบให้ครอบคลุม 5 หมวด รวม 31 รายการ ประกอบด้วย อุปกรณ์การเรียนการสอนและสำนักงาน อาทิ ชุดโต๊ะเก้าอี้นักเรียนและครู, โทรทัศน์-คอมพิวเตอร์สำหรับห้องเรียน, เครื่องปรินเตอร์, ตู้เหล็กใส่เอกสาร, ชุดเครื่องเสียง และกระดานไวท์บอร์ด อุปกรณ์ใช้ในโรงอาหาร อาทิ ตู้เย็น,ตู้กับข้าว, ถาดหลุมใส่อาหาร, แก้วน้ำสแตนเลส, และชุดถังแก๊สพร้อมหัวเตา อุปกรณ์เครื่องใช้สำหรับที่อยู่อาศัย อาทิ ที่นอนสำหรับนักเรียนอนุบาล และ เสื่อโฟมกันกระแทก อุปกรณ์งานช่างและการเกษตร อาทิ เครื่องตัดหญ้า, จอบและเสียม, และตู้เชื่อม รวมไปถึงอุปกรณ์ด้านสุขอนามัยอย่าง อุปกรณ์ตัดผมนักเรียนและเตียงผู้ป่วยสำหรับห้องพยาบาล เป็นต้น การสนับสนุนในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างโอกาสที่เท่าเทียมและส่งเสริมให้เยาวชนในพื้นที่ห่างไกลเติบโตเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไปอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5102878/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kzM4vIaJXFbYbyFcILzEK