Blog

  • บริษัท ไรเดอร์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (มหาชน) สนับสนุนกองทุนช่วยเหลือชุมชนและสังคม แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูประจวบคีรีขันธ์ จำกัด – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    บริษัท ไรเดอร์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (มหาชน) สนับสนุนกองทุนช่วยเหลือชุมชนและสังคม แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ครูประจวบคีรีขันธ์ จำกัด – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – บริษัท ไรเดอร์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (มหาชน) นำโดย นายซามูเอล ลิม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (CMO) ได้มอบเงินสนับสนุนจำนวน 75,000 บาท แก่กองทุนช่วยเหลือชุมชนและสังคมของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูประจวบคีรีขันธ์ จำกัด เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการศึกษา การพัฒนาชุมชน และการช่วยเหลือสังคมในพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยมี นายพัฒชัย วิเศษสมบัติ ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูประจวบคีรีขันธ์ จำกัด เป็นผู้แทนรับมอบ

    โดยจัดพิธีมอบเงินสนับสนุนขึ้น ณ ห้องประชุมคอนเฟอเร้นซ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวรุ่งกานต์ สืบสุทธา รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 ผู้แทนของ นายสุรชาติ การสะอาด ผู้อำนวยการสำนักงานฯ เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วยคณะกรรมการและสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ ซึ่งการสนับสนุนในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ของบริษัท ไรเดอร์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (มหาชน) ที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชน (Creating Shared Value) โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพการศึกษาสนับสนุนการพัฒนาท้องถิ่น และการดูแลสังคมให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน

    นายซามูเอล ลิม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (CMO) บริษัท ไรเดอร์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงเจตนารมณ์ของบริษัทว่า “เราเชื่อว่าการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนต้องเดินควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคม บริษัทฯ จึงให้ความสำคัญกับการคืนประโยชน์สู่ชุมชน โดยเฉพาะการสนับสนุนทางการศึกษา ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และสังคมในระยะยาว”

    ด้าน นายพัฒชัย วิเศษสมบัติ ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูประจวบคีรีขันธ์ จำกัด ได้กล่าวขอบคุณและชื่นชมในน้ำใจของ บริษัทไรเดอร์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (มหาชน) ที่ให้ความสำคัญต่อชุมชนท้องถิ่น พร้อมยืนยันว่าจะนำเงินสนับสนุนดังกล่าวไปใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดในการช่วยเหลือสมาชิกและการพัฒนาสังคม
    การมอบเงินสนับสนุนครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนและสมาชิกสหกรณ์ แต่ยังเป็นการตอกย้ำบทบาทของบริษัท ไรเดอร์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด (มหาชน) ในการเป็นองค์กรที่ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ธุรกิจเพื่อสังคม และการสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ทุกภาคส่วน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/12/577551/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ro_6cZUgjvVxSpfanhGcX

  • 6 หุ้นท่องเที่ยว-การบินวิ่งคึก! หลัง “ททท.” ส่งซิกคลอดโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง”

    6 หุ้นท่องเที่ยว-การบินวิ่งคึก! หลัง “ททท.” ส่งซิกคลอดโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง”

    ผู้สื่อข่าวรายงาน วันนี้ (12 ก.ย.68) ราคาหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว–การบิน ปรับตัวขึ้น ณ เวลา 10:40 น. ตอบรับข่าวแนวคิดโครงการ “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง“ นำโดย บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT อยู่ที่ระดับ 12.30 บาท บวก 0.50 บาท หรือ 4.24% สูงสุดที่ระดับ 12.50 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 11.90 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 21.17 ล้านบาท

    บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL อยู่ที่ระดับ 32.50 บาท บวก 0.50 บาท หรือ 1.56% สูงสุดที่ระดับ 33.25 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 32.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 43.52 ล้านบาท

    บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC อยู่ที่ระดับ 2.34 บาท บวก 0.02 บาท หรือ 0.86% สูงสุดที่ระดับ 2.34 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 2.32 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 13.66 ล้านบาท

    บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT อยู่ที่ระดับ 38.25 บาท บวก 0.50 บาท หรือ 1.32% สูงสุดที่ระดับ 39.00 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 38.00 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 387.78 ล้านบาท

    บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT อยู่ที่ระดับ 24.00 บาท บวก 0.10 บาท หรือ 0.42% สูงสุดที่ระดับ 24.20 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 23.90 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 58.76 ล้านบาท

    บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ AAV อยู่ที่ระดับ 1.36 บาท บวก 0.01 บาท หรือ 0.74% สูงสุดที่ระดับ 1.38 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 1.35 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 31.72ล้านบาท

    บล.ดาโอ ระบุว่า จากกรณี น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โพสต์ผ่าน Facebook ว่าโครงการ คนละครึ่งมาแรง เงินบาทยังแข็งต่อเนื่องกระทบตรง inbound เห็นทีต้องมี ทัวร์ไทยคนละครึ่ง บ.ทัวร์เตรียม package สุด wow ให้ชาวไทยได้เที่ยว

    ซึ่งปัจจุบัน ททท. ดำเนินโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง“ จะสิ้นสุดสิ้นเดือน ก.ย.นี้ และ ททท. จะเร่งนำเสนอรัฐบาลเพื่อผลักดันสู่การปฏิบัติทันก่อนเข้าสู่โค้งสุดท้ายของปี เพื่อป้องกันไม่ให้ค่าเงินบาทที่แข็งค่ากลายเป็นปัจจัยเร่งให้คนไทยหันไปท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้นในช่วง 3 เดือนสุดท้าย

    โดยจากข่าวดังกล่าวฝ่ายวิเคราะห์มองเป็นบวกหากมีโครงการเที่ยวทัวร์ไทยคนละครึ่งเกิดขึ้นจริง ซึ่งคาดว่าจะคล้ายๆ โครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง แต่จะเน้นจัดเป็นแบบ package ทัวร์ เบื้องต้น ททท. อาจใช้งบประมาณคงเหลือจากมาตรการเดิมในโครงการเที่ยวคนละครึ่งที่ได้รับงบประมาณมาทั้งสิ้น 1,760 ล้านบาท (แบ่งเป็นค่าสนับสนุนโรงแรมที่พัก 1,500 ล้านบาท เงินค่าสนับสนุนคูปองดิจิทัล 250 ล้านบาท และค่าบริหารโครงการ 10 ล้านบาท)

    ขณะที่ มีให้สิทธิ์ผู้ร่วมโครงการ 500,000 สิทธิ์ ปัจจุบันมีผู้ใช้สิทธิ์ไปแล้วประมาณ 416,762 สิทธิ์ โดยประชาชน 1 คนใช้ได้สูงสุด 5 สิทธิ์ โดยรัฐสนับสนุนค่าที่พัก 50% สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท แต่ผู้ร่วมโครงการจะใช้ค่าที่พักเฉลี่ยคืนละ 1,200 บาท จึงคาดว่าจะมีเงินคงเหลืออยู่แต่ไม่ทราบว่าเหลือเท่าไร ทำให้มองว่าจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศได้เพิ่มขึ้นได้

    โดยหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากมาก-น้อยเรียงตามสัดส่วนรายได้ในประเทศไทยจากมาก-น้อย คือ ERW สัดส่วน 88%, CENTEL สัดส่วน 80% และ MINT สัดส่วน15% โดยเราคาดว่า ERW และ CENTEL จะได้ Sentiment เชิงบวกจากทั้งโครงการเที่ยวทัวร์ไทยคนละครึ่งมากที่สุด

    ส่วน บล.กรุงศรี ระบุว่า ททท .จ่อดันทัวร์ไทยคนละครึ่งกระตุ้นท่องเที่ยวภายในประเทศเร่งหารือรัฐ-เอกชน ออกแคมเปญจูงใจเที่ยวเผยใช้เงินที่เหลือจากเที่ยวไทยคนละครึ่งมาดาเนินการ ขณะที่นับเป็นจิตวิทยาบวกต่อหุ้นโรงแรมที่มีฐานธุรกิจในไทยสูงอย่าง AWC, ERW, CENTEL การบิน AAV, BA, AOT ด้านหุ้นภาคบริการแนะนำ CPALL, CPAXT เป็นต้น

    บล.ลิเบอเรเตอร์ แนะนำหุ้น DUSIT ให้ราคาเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 13.10 บาท คาดแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังปี 68 เร่งขึ้นจากในช่วงครึ่งปีแรก จากฤดูกาลท่องเที่ยว, การเปิด Dusit Central Park และการเริ่มรับรู้การโอนคอนโดในช่วงปลายปี

    พร้อมคาดปี 69 จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด สู่ระดับ 2,957 ล้านบาท จากการรับรู้การโอนคอนโด Dusit Central Park และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ขณะที่ Valuation ปัจจุบันยังเทรดเพียง PBV 0.8 เท่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/breakingnews/782037&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PYXAerxWheAnYzAcxBar0

  • ปิดเกมโกง !! ตำรวจ​ CIB รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที แฉหลักฐานโกงภาษี 70 ล้าน

    ปิดเกมโกง !! ตำรวจ​ CIB รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที แฉหลักฐานโกงภาษี 70 ล้าน

    ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB ) ปิดเกมโกงภาษี รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที​ แฉใช้หลักฐานโดยทุจริต โกงภาษี กว่า 70 ล้านบาท

    กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พ.ต.อ.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์​ผบก.ปอศ.,พ.ต.อ.วิจักขณ์ ตารมย์ รอง ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.จักรกริช เสริบุตร รอง ผบก.ปอศ., ว่าที่ พ.ต.อ.นฤพนธ์ กรุณา ผกก.2 บก.ปอศ., พ.ต.ท.วันเผด็จ จันยะรมณ์ รอง ผกก.2 บก.ปอศ. พ.ต.ท.ชวพล เชื้อเพ็ชร์ รอง ผกก.2 บก.ปอศ.

    เจ้าหน้าที่ชุดจับกุม ชุดปฏิบัติการที่ 3 นำโดย พ.ต.ท.วรรณลพ รัตนวงษ์ สว.กก.2 บก.ปอศ.
    ชุดปฏิบัติการที่ 2 นำโดย พ.ต.ท.พีระพัฒน์ สุทธเสนา สว.กก.2 บก.ปอศ. พร้อมเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ ร.ต.อ.ภานุวัฒน์ ฮงสูน รอง สว.กก.2 บก.ปอศ., ร.ต.อ.ธนาธิป รุ่งสว่าง รอง สว.กก.2 บก.ปอศ., ร.ต.อ.กษิดิ์พิชญ์ สุภาสูรย์ รอง สว.กก.2 บก.ปอศ., ร.ต.ท. กฤษณะ มะกรูดอินทร์ รอง สว.กก.(สอบสวน) 2 บก.ปอศ., ด.ต.สมชาย คุดพลู, ด.ต.นพดล กั้งสกุล และ ด.ต.เปรมวิชช์ บินตาสุระสีห์ ผบ.หมู่ กก.2 บก.ปอศ.

    ร่วมกันจับกุม​ นายสุวัฒน์ฯ อายุ 60 ปี จับกุมได้ที่บริเวณหน้าพักย่านถนนร่มเกล้า แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร และนายสายชลฯ อายุ 53 ปี จับกุมได้ที่หน้าบ้านพัก ในพื้นที่ หมู่4 ตำบลคลองสาม อําเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี​ ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรือโดยอุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทํานองเดียวกัน, หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการสียภาษีอากร หรือขอคืน ภาษีอากรตามลักษณะนี้, ร่วมเป็นผู้ประกอบการโดยเจตนา หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ออกใบกํากับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ หรือใบแทนเอกสารดังกล่าว”

    พฤติการณ์ เนื่องด้วยเจ้าพนักงานประเมิน กองตรวจสอบภาษีกลาง ได้ทําการตรวจสอบภาษีอากร รายบริษัท มีดี้ไทย ไอที จำกัด ตรวจพบว่า บริษัทฯ ดังกล่าว ประกอบกิจการขายสินค้าประเภท อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ โดยมี นายสุวัฒน์ฯ และนายสายชลฯ เป็นกรรมการ จากการตรวจสอบพบมีข้อมูลการทําธุรกรรมทางการเงิน ผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารของบริษัทเป็นจํานวนมาก โดยในปี 2559 และ ปี 2560 พบว่า บริษัท มีการแสดงเงินได้พึงประเมินตามแบบ ภ.ง.ด.50 ตํ่ากว่าข้อมูลทางการเงินที่ได้รับ พบข้อมูลมีรายได้รอบระยะเวลาบัญชี ตั้งแต่ 1 ส.ค.2559 – 31 ส.ค. 2559 และรอบ 1 ม.ค.2560 – 31 ธ.ค.2560 ไม่สอดคล้องกับรายได้ ตามแบบ ภ.ง.ด.50

    นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบว่าผู้ต้องหาไม่นํายอดขายจากรายการเงินฝากเข้าบัญชีธนาคาร ไปลงในรายงานภาษีขาย และไม่มีการออกใบกํากับภาษีขาย ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินกองตรวจสอบภาษีกลาง พบว่า บริษัทฯ มีภาษีอากรค้างชําระ ทั้งสิ้น 79,067,875.84 บาท ( รวมเงินเพิ่มตามกฎหมาย คํานวนถึง 30 เม.ย. 2568 ) บริษัทไม่สามารถนําส่งเอกสารหลักฐานให้ตรวจสอบ และเมื่อเจ้าพนักงานทำหนังสือแจ้งให้กรรมการมาพบก็ไม่เข้ามาพบและไม่แจ้งเหตุขัดข้อง เจ้าพนักงานสรรพากรพิจารณา เห็นว่า บริษัท มีเจตนา หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยง การเสียภาษีอากร ตามมาตรา 37( 2) แห่งประมวลรัษฎากร และเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงได้เข้าร้องทุกข์ต่อ พนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจเพื่อดำเนินคดีอาญากับ บริษัท มีดี้ไทย ไอทีจํากัด กับพวก ซึ่ง มีนายสุวัฒน์ฯ และสายชลฯ เป็นกรรมการลงลายมือชื่อ ต่อมาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นต่อศาลอาญา ขอออกหมายจับผู้ต้องหาผู้เป็นกรรมการในฐานะนิติบุคคล และ ในฐานะส่วนตัว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

    ต่อมา ชุดสืบสวน ชุดปฏิบัติการที่ 3 และ ชุดปฏิบัติการที่ 2 กก.2 บก.ปอศ ได้ติดตามและสามรถจับกุมตัวนายสุวัฒน์ฯ และนาย สายชลฯ ตามหมายจับดังกล่าวได้ จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป​ สอบถามคำให้การผู้ต้องหาทั้ง 2 เบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ

    กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ได้ดำเนินการตามมาตรการเชิงรุกป้องกันปราบปรามและจับกุมผู้กระทำความผิด จึงขอประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือน บริษัทห้างร้านหรือผู้ประกอบธุรกิจต่างๆจะต้องไม่ทุจริตหลีกเลี่ยงภาษี ให้ใช้เอกสารที่ถูกต้องครบถ้วนในการยื่นภาษีแบบตรงไปตรงมา จะได้ไม่ถูกดําเนินคดีตามกฎหมาย

    “การเผยแพร่ข่าวเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะของประชาชนให้รู้เท่าทันภัยอันตรายรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อสร้างการตระหนักรู้เป็นวงกว้าง​ ทั้งนี้ ผู้ต้องหาหรือจำเลยยังเป็นผู้บริสุทธิ์ ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด​ ดังนั้น สำหรับการเผยแพร่ข่าวของสื่อมวลชน ขอให้พิจารณาถึงประโยชน์และสิทธิของผู้ต้องหาข้างต้น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/241237&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1oB2grFnJ9lWwiJRb1W3uX

  • ‘ตำรวจเศรษฐกิจ’ รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที โกงภาษีมูลค่าเพิ่ม กว่า 70 ล้านบาท

    ‘ตำรวจเศรษฐกิจ’ รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที โกงภาษีมูลค่าเพิ่ม กว่า 70 ล้านบาท

    12 ก.ย.2568 – พ.ต.ท.วรรณลพ รัตนวงษ์ สว.กก.2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) พ.ต.ท.พีระพัฒน์ สุทธเสนา สว.กก.2 บก.ปอศ. พร้อมเจ้าหน้าที่ร่วมกันจับกุม1.นายสุวัฒน์ฯ อายุ 60 ปี จับกุมได้ที่บริเวณหน้าพักย่านถนนร่มเกล้า แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร 2.นายสายชลฯ อายุ 53 ปี จับกุมได้ที่หน้าบ้านพัก ในพื้นที่ หมู่4 ตำบลคลองสาม อําเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ข้อหา”ร่วมกันโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรือโดยอุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทํานองเดียวกัน, หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการสียภาษีอากร หรือขอคืน ภาษีอากรตามลักษณะนี้, ร่วมเป็นผู้ประกอบการโดยเจตนา หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ออกใบกํากับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ หรือใบแทนเอกสารดังกล่าว”

    พฤติการณ์ เนื่องด้วยเจ้าพนักงานประเมิน กองตรวจสอบภาษีกลาง ได้ทําการตรวจสอบภาษีอากร รายบริษัท มีดี้ไทย ไอที จำกัด ตรวจพบว่า บริษัทฯ ดังกล่าว ประกอบกิจการขายสินค้าประเภท อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ โดยมี นายสุวัฒน์ฯ และนายสายชลฯ เป็นกรรมการ จากการตรวจสอบพบมีข้อมูลการทําธุรกรรมทางการเงิน ผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารของบริษัทเป็นจํานวนมาก โดยในปี 2559 และ ปี 2560 พบว่า บริษัท มีการแสดงเงินได้พึงประเมินตามแบบ ภ.ง.ด.50 ตํ่ากว่าข้อมูลทางการเงินที่ได้รับ พบข้อมูลมีรายได้รอบระยะเวลาบัญชี ตั้งแต่ 1 ส.ค.2559 – 31 ส.ค. 2559 และรอบ 1 ม.ค.2560 – 31 ธ.ค.2560 ไม่สอดคล้องกับรายได้ ตามแบบ ภ.ง.ด.50
     
    นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบว่าผู้ต้องหาไม่นํายอดขายจากรายการเงินฝากเข้าบัญชีธนาคาร ไปลงในรายงานภาษีขาย และไม่มีการออกใบกํากับภาษีขาย ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินกองตรวจสอบภาษีกลาง พบว่า บริษัทฯ มีภาษีอากรค้างชําระ ทั้งสิ้น 79,067,875.84 บาท ( รวมเงินเพิ่มตามกฎหมาย คํานวนถึง 30 เม.ย. 2568 ) บริษัทไม่สามารถนําส่งเอกสารหลักฐานให้ตรวจสอบ และเมื่อเจ้าพนักงานทำหนังสือแจ้งให้กรรมการมาพบก็ไม่เข้ามาพบและไม่แจ้งเหตุขัดข้อง เจ้าพนักงานสรรพากรพิจารณา เห็นว่า บริษัท มีเจตนา หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยง การเสียภาษีอากร ตามมาตรา 37( 2) แห่งประมวลรัษฎากร และเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงได้เข้าร้องทุกข์ต่อ พนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อดำเนินคดีอาญากับ บริษัท มีดี้ไทย ไอทีจํากัด กับพวก ซึ่ง มีนายสุวัฒน์ฯ และสายชลฯ เป็นกรรมการลงลายมือชื่อ ต่อมาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นต่อศาลอาญา ขอออกหมายจับผู้ต้องหาผู้เป็นกรรมการในฐานะนิติบุคคล และ ในฐานะส่วนตัว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

    ต่อมา ชุดสืบสวน ชุดปฏิบัติการที่ 3 และ ชุดปฏิบัติการที่ 2 กก.2 บก.ปอศ ได้ติดตามและสามรถจับกุมตัว นายสุวัฒน์ฯ และนาย สายชลฯ ตามหมายจับดังกล่าวได้ จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/criminality-news/860388/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1f69dnRv3WWQI7-UJtZ01F

  • CIB รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที พบเลี่ยงภาษีกว่า 70 ล้านบาท!

    CIB รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที พบเลี่ยงภาษีกว่า 70 ล้านบาท!

    “ตำรวจสอบสวนกลาง” ปิดเกมโกงภาษี บุกรวบ “2 กรรมการบริษัทไอที” แฉใช้หลักฐานทุจริต โกงภาษี มูลค่ากว่า 70 ล้านบาท!

    กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สั่งการให้ พ.ต.อ.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ. และชุดสืบสวน กก.2 บก.ปอศ. ลงพื้นที่ติดตามจับกุมกรรมการบริษัทเอกชน หลังตรวจพบพฤติการณ์หลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้นิติบุคคล สร้างความเสียหายกว่า 79 ล้านบาท

    CIB รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที พบเลี่ยงภาษีกว่า 70 ล้านบาท!

    ผู้ต้องหาคือ นายสุวัฒน์ (อายุ 60 ปี) ถูกจับกุมได้บริเวณที่พักย่านถนนร่มเกล้า เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ และนายสายชล (อายุ 53 ปี) ถูกจับกุมหน้าบ้านพัก ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ทั้งสองดำรงตำแหน่งกรรมการ บริษัท มีดี้ไทย ไอที จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ

    CIB รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที พบเลี่ยงภาษีกว่า 70 ล้านบาท!

    จากการตรวจสอบพบว่า บริษัทดังกล่าวได้ยื่นแบบแสดงรายได้ ภ.ง.ด.50 ประจำปี 2559–2560 ต่ำกว่าความเป็นจริง โดยไม่นำยอดรายได้จากบัญชีเงินฝากไปลงในรายงานภาษีขาย อีกทั้งไม่มีการออกใบกำกับภาษีที่ถูกต้อง ส่งผลให้ภาษีอากรค้างชำระรวมทั้งสิ้น 79,067,875.84 บาท (รวมเงินเพิ่มจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2568) เมื่อมีการเรียกกรรมการเข้าพบเพื่อชี้แจง กลับเพิกเฉยไม่ให้ความร่วมมือ จึงมีการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปอศ. และขอศาลอาญาออกหมายจับ

    จากการจับกุม ผู้ต้องหาทั้งสองให้การปฏิเสธในเบื้องต้น ขณะนี้ถูกนำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีในข้อหา ร่วมกันทุจริตเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากรและภาษีมูลค่าเพิ่ม ตามมาตรา 37(2) แห่งประมวลรัษฎากร รวมถึงความผิดเกี่ยวกับการออกเอกสารเท็จ

    บก.ปอศ. ระบุว่า การดำเนินคดีครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเชิงรุกในการปราบปรามการหลีกเลี่ยงภาษี พร้อมเตือนผู้ประกอบการทุกภาคธุรกิจให้ยื่นภาษีอย่างถูกต้อง โปร่งใส และไม่ใช้เอกสารเท็จ เพื่อป้องกันการถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย

    ทั้งนี้ การเผยแพร่ข่าวอยู่ภายใต้หลักการคุ้มครองสิทธิ ผู้ต้องหายังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดจากศาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/730275&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WoT2JQjo8bFKhOjp__nQb

  • CIB รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที คดีโกงภาษี 70 ล้าน

    CIB รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที คดีโกงภาษี 70 ล้าน

    ตำรวจสอบสวนกลาง จับ 2 กรรมการบริษัทไอที ย่านกรุงเทพฯ–ปทุมธานี หลังพบพฤติกรรมเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม กว่า 70 ล้านบาท

    กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) นำกำลังจับกุมนายสุวัฒน์ อายุ 60 ปี ที่ย่านร่มเกล้า กรุงเทพฯ และนายสายชล อายุ 53 ปี ที่คลองหลวง ปทุมธานี ทั้งคู่เป็นกรรมการบริษัท มีดี้ไทย ไอที จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ

    การตรวจสอบจากกองตรวจสอบภาษีกลางพบว่า บริษัทฯ ไม่ได้นำยอดขายเข้ารายงานภาษีขาย และไม่มีการออกใบกำกับภาษี โดยเฉพาะรอบบัญชีปี 2559–2560 แสดงรายได้ต่ำกว่าความจริง ทำให้ภาษีที่ค้างชำระรวมเงินเพิ่มสูงถึง 79,067,875 บาท จึงถูกดำเนินคดีตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (2) ในข้อหาหลีกเลี่ยงภาษีและภาษีมูลค่าเพิ่ม

    เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสามารถติดตามและจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองได้ตามหมายจับ ก่อนส่งให้พนักงานสอบสวน บก.ปอศ. ดำเนินการตามกฎหมาย เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ ขณะที่ตำรวจย้ำเตือนผู้ประกอบการให้ยื่นภาษีด้วยเอกสารที่ถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาทางกฎหมายในอนาคต


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/news/526244.html&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cYnEnuN_rVyfmI85lStxE

  • ‘เนปาล’ สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ย่างไร? แต่..เรายังเกินดุลการค้า

    ‘เนปาล’ สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ย่างไร? แต่..เรายังเกินดุลการค้า

    ส่วนอื่นๆก็มีทำการเกษตร เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด ซึ่งก็ไม่สามารถทำรายได้ได้มากน้อยให้กับประชาชนในประเทศ จึงทำให้คนเนปาลนิยมออกไปทำงานหาเงินยังต่างประเทศมากขึ้น พามาดูในส่วนของความสำคัญของประเทศเนปาลต่อเศรษฐกิจไทย โดยข้อมูลจาก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า มูลค่าการค้ารวมไทย และเนปาลยังไม่สูงมากเฉลี่ยไม่ถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี แต่ไทยมักเกินดุลการค้าต่อเนปาล ส่วนสินค้าส่งออกหลักจากไทยไปเนปาล คือ ยานยนต์ และชิ้นส่วน เครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ อุปกรณ์ไฟฟ้า และสินค้าอุปโภคบริโภค

    ด้านสินค้านำเข้าที่ไทยนำเข้าจากเนปาลมาก็ คือ  พรม ผ้าทอ หัตถกรรม และผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ โดยเนปาลเป็นตลาดเกิดใหม่ที่ยังมีโอกาสทางธุรกิจ เช่น การก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง พลังงานทดแทน และสินค้าอุปโภคบริโภค ดังนั้นนักลงทุนจากต่างชาติที่สนใจในธุรกิจดังกล่าวก็นับได้ว่าเป็นโอกาสทองในการลงทุน ส่วนด้านการท่องเที่ยว พบว่า นักท่องเที่ยวเนปาลเดินทางมาไทยปีละหลายหมื่นคน โดยเฉพาะเพื่อการท่องเที่ยวเชิงพักผ่อนและการแพทย์ ถือได้ว่าไทยเป็นจุดหมายยอดนิยมของชาวเนปาล ทั้งในด้าน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) และการศึกษา

    ‘เนปาล’ สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ย่างไร? แต่..เรายังเกินดุลการค้า

    ขณะที่คนไทยเองก็มีคนไทยจำนวนหนึ่งที่เดินทางไปเนปาลเพื่อท่องเที่ยวภูเขาปีนเขาฮิมาลัย และ เอเวอเรสต์ ทำให้เกิดการเชื่อมโยงธุรกิจท่องเที่ยวสองทางระหว่างกันและกัน ส่วนด้านการศึกษา และแรงงานชาวเนปาลนิยมมาเรียนต่อในมหาวิทยาลัยไทย โดยเฉพาะด้านการแพทย์ วิศวกรรม และบริหารธุรกิจ อีกทั้งไทยยังมีแรงงานเชื้อสายเนปาลอยู่ในบางภาคอุตสาหกรรม เช่น งานบริการ การรักษาความปลอดภัย และการท่องเที่ยว ซึ่งช่วยเสริมตลาดแรงงานไทย

    นอกจากนี้จะพามาดูยุทธศาสตร์เชื่อมโยงภูมิภาคเนปาลตั้งอยู่ระหว่างจีนกับอินเดีย ถือเป็น Land-linked Country ที่มีศักยภาพด้านโลจิสติกส์ หากไทยผลักดันยุทธศาสตร์เชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในเอเชียใต้ (BIMSTEC, IMT–GT, BCG) จะช่วยขยายการค้าของไทยเข้าสู่เอเชียใต้ได้มากขึ้น โดยไทยกับเนปาลต่างก็มีบทบาทในกรอบความร่วมมือ BIMSTEC ซึ่งช่วยเปิดตลาดใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย

    แม้เนปาลจะไม่ใช่คู่ค้าใหญ่ของไทย แต่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจในด้าน การค้า การท่องเที่ยว การศึกษา แรงงาน และการเชื่อมโยงภูมิภาค โดยไทยสามารถใช้เนปาลเป็นประตูสู่อินเดีย และจีนได้ในอนาคต อีกทั้งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการศึกษายังเป็นจุดแข็งที่ไทยสามารถดึงดูดชาวเนปาลได้ต่อเนื่อง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/859724&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06R-5XKVbWhREjXLIUtRi4

  • HILITE: DUSIT บวกนำกลุ่มท่องที่ยว ขานรับแนวคิด “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง”

    HILITE: DUSIT บวกนำกลุ่มท่องที่ยว ขานรับแนวคิด “ทัวร์ไทยคนละครึ่ง”

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ก.ย. 68)

    เมื่อเวลา 09.58 น. DUSIT พุ่ง 5.93% เพิ่มขึ้น 0.70 บาท มาที่ 12.50 บาท มูลค่าการซื้อขาย 10.46 ล้านบาท

    CENTEL บวก 3.13% เพิ่มขึ้น 1.00 บาท มาที่ 33.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 20.19 ล้านบาท

    BA บวก 1.45% เพิ่มขึ้น 0.20 บาท มาที่ 14.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1.78 ล้านบาท

    ERW บวก 0.74% เพิ่มขึ้น 0.02 บาท มาที่ 2.72 บาท มูลค่าการซื้อขาย 13.26 ล้านบาท

    บล.ดาโอ ระบุ น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า “คนละครึ่งมาแรง เงินบาทยังแข็งต่อเนื่อง กระทบตรง inbound เห็นทีต้องมีทัวร์ไทยคนละครึ่ง บ.ทัวร์เตรียม package สุด wow ให้ชาวไทยได้เที่ยว” โดยปัจจุบัน ททท. ดำเนินโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ซึ่งจะสิ้นสุดสิ้นเดือน ก.ย.นี้ และ ททท. จะเร่งนำเสนอรัฐบาลเพื่อผลักดันสู่การปฏิบัติทันก่อนเข้าสู่โค้งสุดท้ายของปี เพื่อป้องกันไม่ให้ค่าเงินบาทที่แข็งค่ากลายเป็นปัจจัยเร่งให้คนไทยหันไปท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้นในช่วง 3 เดือนสุดท้าย”

    เรามองเป็นบวกหากมีโครงการเที่ยวทัวร์ไทยคนละครึ่งเกิดขึ้นจริง ซึ่งเราคาดว่าจะคล้าย ๆ โครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง แต่จะเน้นจัดเป็นแบบ package ทัวร์ โดยเบื้องต้น ททท. อาจใช้งบประมาณคงเหลือจากมาตรการเดิมในโครงการเที่ยวคนละครึ่งที่ได้รับงบประมาณมาทั้งสิ้น 1,760 ล้านบาท (แบ่งเป็นค่าสนับสนุนโรงแรมที่พัก 1,500 ล้านบาท เงินค่าสนับสนุนคูปองดิจิทัล 250 ล้านบาท และค่าบริหารโครงการ 10 ล้านบาท) โดยให้สิทธิ์ผู้ร่วมโครงการ 500,000 สิทธิ์ ปัจจุบันมีผู้ใช้สิทธิ์ไปแล้วประมาณ 416,762 สิทธิ์ โดยประชาชน 1 คนใช้ได้สูงสุด 5 สิทธิ์ โดยรัฐสนับสนุนค่าที่พัก 50% สูงสุดไม่เกิน 3,000 บาท แต่ผู้ร่วมโครงการจะใช้ค่าที่พักเฉลี่ยคืนละ 1,200 บาท จึงคาดว่าจะมีเงินคงเหลืออยู่แต่ไม่ทราบว่าเหลือเท่าไร ทำให้เรามองว่าจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศได้เพิ่มขึ้นได้ โดยหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จากมาก-น้อยเรียงตามสัดส่วนรายได้ในประเทศไทยจากมาก-น้อยคือ ERW (88%), CENTEL (80%) และ MINT (15%) โดยเราคาดว่า ERW และ CENTEL จะได้ sentiment เชิงบวกจากทั้งโครงการเที่ยวทัวร์ไทยคนละครึ่งมากที่สุด

    ด้านบล.ลิเบอเรเตอร์ แนะนำหุ้น DUSIT ราคาเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 13.10 บาท คาดแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วง 2H68 เร่งขึ้นจากในช่วง 1H68 จากฤดูกาลท่องเที่ยว, การเปิด Dusit Central Park และการเริ่มรับรู้การโอนคอนโดในช่วงปลายปี

    คาดปี 69 จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด สู่ระดับ 2,957 ล้านบาท จากการรับรู้การโอนคอนโด Dusit Central Park และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ขณะที่ Valuation ปัจจุบันยังเทรดเพียง PBV 0.8 เท่า

    โดย วรินทร ศิรินอก/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR8B0IQ95SIOHP12RNTIRFBFQQYKFTIQ&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22GQzEMpvm7Obe7EGRWZ7u

  • บขส. เปิดตัวรถโดยสารใหม่มาตรฐานยูโร 5 พร้อมโชว์ชุดพนักงานสีชมพู

    บขส. เปิดตัวรถโดยสารใหม่มาตรฐานยูโร 5 พร้อมโชว์ชุดพนักงานสีชมพู

    “บขส.” เปิดตัวรถโดยสารใหม่ มาตรฐานยุโรป Euro 5 พร้อมโชว์ชุดพนักงานต้อนรับ โทนสีชมพูสดใส ยกระดับขนส่งสาธารณะ สะดวก สบาย ปลอดภัย

    บขส. เปิดตัวรถโดยสารใหม่มาตรฐานยูโร 5 พร้อมโชว์ชุดพนักงานสีชมพู

    ระบุรถโดยสารใหม่จะทยอยวิ่งให้บริการประชาชนภายในเดือนกันยายนนี้
    วันนี้ (9 กันยายน 2568) นางจันทิรา บุรุษพัฒน์ ประธานกรรมการ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เป็นประธานงานเปิดตัวรถโดยสารใหม่ “Change For The Better : เปลี่ยนเพื่อสิ่งที่ดีกว่า” โดยมีคณะกรรมการบริษัทฯ นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน อาทิ กรมการขนส่งทางบก การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    บขส. เปิดตัวรถโดยสารใหม่มาตรฐานยูโร 5 พร้อมโชว์ชุดพนักงานสีชมพู

    สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 1 สมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวจังหวัดพิษณุโลก สื่อมวลชน และอินฟลูเอนเซอร์ เข้าร่วมฯ ณ บริเวณชานชาลา 2 ด้านทิศใต้ อาคารสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพ (จตุจักร) หรือหมอชิต 2

    บขส. เปิดตัวรถโดยสารใหม่มาตรฐานยูโร 5 พร้อมโชว์ชุดพนักงานสีชมพู

    นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. เปิดเผยว่า บขส. ได้เปิดตัวภาพลักษณ์ใหม่ ในรูปแบบของรถโดยสาร ชุดพนักงานต้อนรับ พนักงานขับรถหญิง มาในโทนสีชมพู บ่งบอกถึงความอบอุ่น สดใส อ่อนโยนและเป็นมิตร ตอบโจทย์ความต้องการของผู้โดยสารยุคใหม่ ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับด้านการบริการของการเดินทางโดยรถโดยสารสาธารณะ ที่มีความทันสมัย สะดวกสบาย และปลอดภัย

    บขส. เปิดตัวรถโดยสารใหม่มาตรฐานยูโร 5 พร้อมโชว์ชุดพนักงานสีชมพู

    บขส. เปิดตัวรถโดยสารใหม่มาตรฐานยูโร 5 พร้อมโชว์ชุดพนักงานสีชมพู

    โดยรถโดยสารใหม่ที่จะนำมาให้บริการมีขนาดความยาว 12 เมตร 3 มาตรฐาน ได้แก่

    1.รถโดยสารปรับอากาศชั้น 1 VIP (ม.1ก) จำนวน 24 ที่นั่ง

    2.รถโดยสารปรับอากาศ ชั้น 1 พิเศษ (ม.1พ) จำนวน 32 ที่นั่ง และ 3.รถโดยสารปรับอากาศชั้น 1 (ม.1ข) จำนวน 36 ที่นั่ง

    บขส. เปิดตัวรถโดยสารใหม่มาตรฐานยูโร 5 พร้อมโชว์ชุดพนักงานสีชมพู

    ใช้เครื่องยนต์มาตรฐาน Euro 5 ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ช่วยลดมลพิษทางอากาศ และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM 2.5) ช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง มีระบบความปลอดภัยครบครัน อาทิ ระบบ GPS กล้อง CCTV และภายในรถจะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย เช่น ห้องน้ำ ช่องเก็บสัมภาระ ช่องเสียบ USB สำหรับชาร์จไฟ และบริการ WiFi ฟรี โดยจะนำมาให้บริการประชาชนในทุกเส้นทางทั่วประเทศ เพื่อใช้ทดแทนรถโดยสารเช่าที่หมดสัญญาและรถโดยสาร บขส. ที่ปลดระวาง ปัจจุบัน บขส. มีรถโดยสารให้บริการทั้งหมด 254 คัน 

    บขส. เปิดตัวรถโดยสารใหม่มาตรฐานยูโร 5 พร้อมโชว์ชุดพนักงานสีชมพู

    บขส. เปิดตัวรถโดยสารใหม่มาตรฐานยูโร 5 พร้อมโชว์ชุดพนักงานสีชมพู

    สำหรับการดำเนินการเช่ารถโดยสาร จำนวน 311 คัน ระยะเวลาเช่า 5 ปี มี บริษัท อิทธิพร อิมปอร์ต จำกัด เป็นคู่สัญญา ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ เมื่อแล้วเสร็จจะทยอยส่งมอบรถโดยสารแบ่งเป็น 4 งวด งวดแรกจะรับรถโดยสาร จำนวน 96 คัน และนำมาให้บริการประชาชนภายในเดือนกันยายน 2568 ส่วนงวดที่ 2 ส่งมอบรถโดยสาร จำนวน 96 คัน ภายในเดือนตุลาคม 2568, งวดที่ 3 ส่งมอบรถโดยสาร จำนวน 78 คัน ภายในเดือนพฤศจิกายน 2568 และงวดที่ 4 ส่งมอบรถโดยสารจำนวน 41 คัน ภายในเดือนธันวาคม 2568

    บขส. เปิดตัวรถโดยสารใหม่มาตรฐานยูโร 5 พร้อมโชว์ชุดพนักงานสีชมพู

    ทั้งนี้ประชาชนที่ต้องการเดินทางด้วยรถโดยสาร บขส. สามารถจองตั๋วได้ที่เว็บไซต์ บขส.https://tcl99web.transport.co.th, Application E – ticket,

    Facebook Page : บขส.(www.facebook.com/BorKorSor99),

    Line : บขส.99 (Id : @TCL99) และช่องจำหน่ายตั๋วโดยสาร บขส. ทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/pr-news/730229&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0o3oEZu-tJoR4wceCOOUZy

  • สศช.เตือนหนี้เสียภาคธุรกิจไทยพุ่ง เสี่ยงเข้าสู่ “วงจรปีศาจ” กระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    สศช.เตือนหนี้เสียภาคธุรกิจไทยพุ่ง เสี่ยงเข้าสู่ “วงจรปีศาจ” กระทบการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    นายวิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวเปิดงานสัมมนาวิชาการสายงานเศรษฐกิจมหภาค ประจำปี 2568 “เจาะลึกภาวะหนี้สินภาคธุรกิจไทย” ว่า มีความกังวลต่อปัญหาหนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ในภาคธุรกิจไทยที่เพิ่มสูงขึ้น และห่วงผลกระทบในรูปแบบ “Diabolic Loop” หรือวงจรปีศาจ ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ที่อาจส่งผลย้อนกลับมากระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น การแก้ปัญหาด้วยมาตรการกระตุ้นแบบเดิมๆ อาจไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสมอีกต่อไป

    “การแก้ไขปัญหาที่เป็น Diabolic Loop เป็นเรื่องที่มีความยากและซับซ้อน ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ และเป็นความท้าทายระดับมหภาคที่สำคัญ โดยเศรษฐกิจไทยปัจจุบันกำลังติดอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า วัฏจักรที่เป็น vicious circle หรือวงจรอุบาทว์ที่วนเวียนกลับไปที่ปัญหาผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีที่ไม่เติบโต โดยเมื่อเศรษฐกิจไม่ดี ก็จะนำไปสู่ปัญหาใหม่ๆ และในที่สุดก็วนกลับมาส่งผลกระทบต่อจีดีพีอีกครั้ง

    นายวิชญายุทธ กล่าวว่า ประเทศที่สามารถแก้ไขปัญหา NPL ในภาคธุรกิจได้อย่างรวดเร็วจะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าประเทศที่แก้ไขปัญหาได้ช้า ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของการจัดการปัญหาหนี้เสียอย่างทันท่วงที ซึ่งการแก้ปัญหาที่ได้ผลนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป โดยเฉพาะการแก้ปัญหาแบบง่ายๆ เช่น การขยายสินเชื่อหรือการกู้เงิน ทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่การเพิ่มรายได้ คือการเพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ก็ไม่สามารถแก้ได้ด้วยมาตรการระยะสั้น

    “สศช. กำลังดำเนินการศึกษาและวิเคราะห์เกี่ยวกับสถานการณ์สินเชื่อและคุณภาพสินเชื่อภาคธุรกิจของไทยทั้งในระดับมหภาคและระดับรายธุรกิจ เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมสำหรับปัญหานี้ วงจรนี้ต้องถูกเบรกออกไป แต่การเบรกต้องอาศัยความสามารถ ความร่วมมือร่วมใจ และการเห็นปัญหาตรงกัน”

    นายวิชญายุทธ ยังให้ความเห็นถึง การเตรียมออกนโยบาย “คนละครึ่ง” ของรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่า เป็นมาตรการระยะสั้นทำได้เพียงประคับประคอง พร้อมเสนอมาตรการเศรษฐกิจที่รัฐบาลต้องพิจารณาเร่งดำเนินการภายในสิ้นปีนี้เพิ่มเติมอีก คือ 1.ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเคยเชื่อกันว่าจะเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจ แต่ข้อมูลเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า รายได้จากการท่องเที่ยวปรับลดลง ติดลบจากปีก่อน 2.รัฐบาลควรหาวิธีช่วยลดต้นทุน ลดภาระ และอำนวยความสะดวก ให้กับภาคส่งออกโดยไม่ควรไปออกมาตรการที่เพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการ เช่น มาตรการค่าแรง 3.การสนับสนุนให้ผู้ประกอบธุรกิจรายย่อย (SME) ได้รับสินเชื่อ แต่ปัญหาคือธนาคารจำกัดกลุ่มการปล่อยกู้ให้เฉพาะรายใหญ่ ทำให้ SME รายเล็กยิ่งแย่ลง โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา SME ที่เป็น NPL เพิ่มขึ้น การศึกษาทำให้ธนาคารไม่กล้าปล่อยกู้รายเล็ก

    “การออกแบบมาตรการต้องไม่เป็นแบบ One size fits all ต้องมีการปรับแต่งมาตรการให้เหมาะสมกับแต่ละกลุ่ม ความกังวลสำคัญอีกประการหนึ่งคือภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มีโอกาสสูงมากที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะทะลุ 70% ในปีหน้า ซึ่งเป็นระดับที่ถือว่าสูงมาก”

    4. การรณรงค์ใช้สินค้าไทยและเที่ยวในประเทศ เนื่องจากการส่งออกไปตลาดใหญ่อย่างอเมริกาเจอมาตรการกีดกันทางการค้าและกระแส “Mercantilism” การหันไปจีนก็สู้ยาก เพราะจีนได้เปรียบในทุกด้าน ดังนั้น การลดการนำเข้า และเพิ่มการบริโภคภายในประเทศ โดยการรณรงค์ใช้สินค้าไทยและเที่ยวไทยจะช่วยประคองเศรษฐกิจได้ ซึ่งในอดีตเคยใช้มาตรการ Made in Thailand และประสบความสำเร็จมาแล้ว 5.การหลีกเลี่ยงมาตรการที่ใช้เงินจำนวนมาก โดยควรให้มาตรการที่ใช้เงินมากเป็นทางออกสุดท้าย เนื่องจากมีข้อจำกัดทางการเงินมากขึ้น และมาตรการเหล่านี้เมื่อหมดลงก็มักจะทำให้เศรษฐกิจกลับไปแย่ลงอีก เพราะหากมีหนี้เยอะ ท้ายที่สุดก็จะส่งผลกระทบกลับมาที่การขยายตัวทางเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2882234&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0K9qygREZxfJb-fOASuUOH