Blog

  • “เกรด” ทำร้ายจิตใจเด็กไทย หยุดส่งต่อความคาดหวังให้ลูกแบก

    “เกรด” ทำร้ายจิตใจเด็กไทย หยุดส่งต่อความคาดหวังให้ลูกแบก

    เปลี่ยนจาก “สนามสอบสวน” ให้เป็น “พื้นที่ปลอดภัย”

    ทางออกจากวงจรแห่งความกดดันนี้ คือการเปลี่ยนบทบาทของครอบครัว จากที่เคยเป็น “ผู้จัดการ” คอยควบคุมผลการเรียนของลูก ไปสู่การเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” (Safe Zone) ที่ลูกสามารถเป็นตัวของตัวเองและรู้สึกเป็นที่รักอย่างไม่มีเงื่อนไข

    หัวใจสำคัญคือการแยก “ความภาคภูมิใจในตนเอง” (Self-esteem) ซึ่งผูกติดกับความสำเร็จภายนอก ออกจาก “คุณค่าในตนเอง” (Self-worth) ที่เป็นความเชื่อมั่นจากภายในว่า “ฉันมีคุณค่าในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง” โดยไม่ต้องพิสูจน์ด้วยเกรดหรือรางวัลใดๆ

    เมื่อลูกทำผิดพลาดหรือได้คะแนนไม่ดี แทนที่จะเริ่มต้นด้วยการตำหนิ ลองเริ่มต้นด้วยความเข้าอกเข้าใจ เช่น “แม่รู้ว่าลูกคงผิดหวังกับคะแนน แต่ไม่ว่ายังไงลูกก็ยังเป็นคนสำคัญของแม่เสมอนะ” การสื่อสารเช่นนี้จะเปลี่ยนบ้านให้กลายเป็นที่พักพิงทางใจอย่างแท้จริง

    หนึ่งในเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุดที่ผู้ปกครองทำได้ทันที คือการปรับเปลี่ยนภาษาที่ใช้กับลูก เพื่อปลูกฝัง “Growth Mindset” หรือกรอบความคิดที่เชื่อว่าความสามารถพัฒนาได้ผ่านความพยายาม

    กุญแจสำคัญคือการ “ชื่นชมที่กระบวนการและความพยายาม” ไม่ใช่แค่ที่ “ผลลัพธ์หรือความฉลาด”

    แทนที่จะพูดว่า “เก่งมากที่สอบได้ที่หนึ่ง” (ซึ่งอาจทำให้เด็กกลัวความล้มเหลวในอนาคต)

    ลองพูดว่า “แม่เห็นเลยว่าลูกตั้งใจอ่านหนังสือมาก ความพยายามของลูกยอดเยี่ยมที่สุด”

    การชื่นชมในลักษณะนี้จะสอนให้เด็กให้คุณค่ากับความพยายามและความอดทน ทำให้พวกเขากล้าเผชิญความท้าทาย และมองความผิดพลาดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเรียนรู้และสร้างเกราะป้องกันความเครียดที่แข็งแกร่งและยั่งยืนที่สุด

    ที่มา : hfocusRocketmedialabpsychiatry

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/lifestyle/spring-life/859536&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15hg00XF5GdyJtCa35LtZi

  • ไต้หวันจัดนิทรรศการแนะนำ “การศึกษา-เส้นทางอาชีพ” ให้ผู้สนใจในไทย | เดลินิวส์

    ไต้หวันจัดนิทรรศการแนะนำ “การศึกษา-เส้นทางอาชีพ” ให้ผู้สนใจในไทย | เดลินิวส์

    เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการศึกษาไต้หวันและไทย ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างภาคการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนยกระดับการรับรู้เกี่ยวกับการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไต้หวันในประเทศไทย จึงได้จัดงาน “งานนิทรรศการการศึกษาไต้หวันและเส้นทางสู่อาชีพ” ประจำปีนี้ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 30–31 สิงหาคม 2568 โดยมีมหาวิทยาลัยจากไต้หวันเข้าร่วมทั้งสิ้น 39 แห่ง และมีบริษัทไต้หวัน 12 แห่ง มาตั้งบูธรับสมัครคนไทยเข้าทำงาน

    ในปีนี้ผู้จัดงานได้รวบรวมมหาวิทยาลัยชื่อดังจากไต้หวันจำนวน 39 แห่ง มาให้บริการแนะนำหลักสูตร วิธีการสมัคร ข้อมูลทุนการศึกษา และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการศึกษาต่อยังต่างประเทศ อีกทั้งคณะกรรมการส่งเสริมการสอบวัดทักษะภาษาจีนแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานที่พัฒนาการทดสอบวัดระดับความรู้ทางภาษาจีนก็มาร่วมงานด้วยเช่นกัน เพื่อให้ข้อมูลที่สมบูรณ์แก่ผู้ที่สนใจไปศึกษาต่อในไต้หวัน

    นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมชมงานยังมีโอกาสเข้าร่วมจับรางวัล โดยรางวัลใหญ่ที่สุดคือหลักสูตรภาษาจีนแบบเข้มข้น เป็นระยะเวลา 3 เดือน ผู้ได้รับรางวัลจะได้เรียนที่ศูนย์ภาษาจีนในสถาบันการศึกษาที่ไต้หวันฟรี

    นอกจากนิทรรศการการศึกษาแล้ว ยังมีกิจกรรมการแนะแนวอาชีพ โดยเชิญบริษัทไต้หวัน 12 แห่งมาตั้งบูธให้คำปรึกษาด้านฝึกงานและประกอบอาชีพ ช่วยให้นักศึกษาวางแผนประกอบอาชีพหลังจากสำเร็จการศึกษาอย่างมั่นใจ ดังนั้น จึงขอเชิญชวนครู นักเรียน นักศึกษาและผู้ปกครองชาวไทยมาเข้าชมงานนิทรรศการกัน

    นายปีเตอร์ หลัน ผู้แทนรัฐบาลไต้หวัน สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างไต้หวันและไทยกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 ทั้งสองฝ่ายได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ ( เอ็มโอยู ) ความร่วมมือด้านเทคนิคและอาชีวศึกษา เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านอาชีวศึกษา ( ทีเวต ) และมอบโอกาสการฝึกภาคปฏิบัติให้แก่นักเรียนไทยที่ไปศึกษาในไต้หวัน ซึ่งเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับความร่วมมือในอนาคตด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี

    เพื่อให้สอดคล้องกับแผน “ส่งเสริมให้นักศึกษาต่างชาติเข้ามาเรียนและพำนักในไต้หวัน” ของกระทรวงศึกษาธิการไต้หวัน จึงได้จัดพิธีเปิดศูนย์ความร่วมมือแลกเปลี่ยนบุคลากรนานาชาติไต้หวัน ประจำประเทศไทย ( กรุงเทพมหานคร ) อย่างเป็นทางการขึ้นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์บริการทางการศึกษาในเมือง: อาคารเคเอกซ์ (Knowledge Exchange – KX ) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นบทใหม่ของการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างสองประเทศ

    ศูนย์ดังกล่าวจะให้บริการเกี่ยวกับหลักสูตรเตรียมภาษาจีน แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนด้านวิชาการ และทรัพยากรความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อช่วยให้นักศึกษาไทยไปศึกษาและหางานทำในไต้หวัน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยไทยและไต้หวันในการจัดตั้งหลักสูตรพิเศษ เกี่ยวกับการผลิตบุคลากรด้านอุตสาหกรรมในระดับนานาชาติ ( INTENSE Program )

    เนื่องจากไต้หวันมีคณาจารย์คุณภาพสูง สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย และสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีความเป็นสากล การศึกษาระดับอุดมศึกษาของไต้หวันจึงได้รับความนิยมจากนักศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาโดยตลอด และกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของการพัฒนาบุคลากรในภูมิภาค ในปีที่ผ่านมามีนักศึกษาต่างชาติจำนวนมากกว่า 120,000 คน ไปศึกษาต่อที่ไต้หวัน โดยในจำนวนนี้มีนักศึกษาจากไทยเกือบ 5,000 คน ทำให้ประเทศไทยเป็นแหล่งนักศึกษาต่างชาติอันดับที่ 6 ของโลก ซึ่งมาเรียนในไต้หวัน แสดงถึงพลวัตด้านวิชาการอันเต็มเปี่ยม.

    ขอขอบคุณ : สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5068009/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01I5SmsmwUdVIqW_ZUh75s

  • ธุรกิจท่องเที่ยวไทยกำลัง อัสดง ใต้เงาทุนเทาต่างชาติ

    ธุรกิจท่องเที่ยวไทยกำลัง อัสดง ใต้เงาทุนเทาต่างชาติ

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/investment-89&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3V3QnkQlwxhVC_G_6t7eEC

  • เปิดประวัติ 3 ตุลาการเสียงข้างน้อย เห็นต่างคดีคลิปเสียงฮุนเซน

    เปิดประวัติ 3 ตุลาการเสียงข้างน้อย เห็นต่างคดีคลิปเสียงฮุนเซน

    เปิดประวัติ3ตุลาการเสียงข้างน้อย ประกอบด้วย นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์, นายนภดล เทพพิทักษ์, นายสุเมธ รอยกุลเจริญ) มีความเห็นว่า การสนทนาในคลิปของอดีตนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตรกับสมเด็จฮุนเซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ตามคำร้องสมาชิกวุฒิสภา 36 คน แม้เป็นการฝ่าฝืนจริยธรรม แต่ไม่ถึงขั้นร้ายแรง จึงไม่ทำให้ความเป็นรัฐมนตรียุติลง
     

    ประวัติและเส้นทางของตุลาการเสียงข้างน้อย

    1. ศ.ดร.นครินทร์ เมฆไตรรัตน์
    ประธานศาลรัฐธรรมนูญ / ผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์
    วันเกิด: 28 ก.ค. 2501 (อายุ 67 ปี)
    ได้รับโปรดเกล้าฯ ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 16 พ.ย. 2558
    ครบวาระ: พ.ย. 2567 (ครบ 9 ปี) แต่ยังทำหน้าที่จนกว่าจะมีผู้แทนใหม่
    การศึกษา
    ปริญญาตรี รัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (เกียรตินิยมอันดับ 2)
    ปริญญาโท ประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    ปริญญาเอก International Studies มหาวิทยาลัยวาเซดะ ประเทศญี่ปุ่น
    เส้นทางวิชาชีพ
    อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ ม.เชียงใหม่
    อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
    ได้รับการยกย่องในฐานะนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญการเมืองการปกครอง
     

    2. นาย นภดล เทพพิทักษ์
    ผู้ทรงคุณวุฒิจากสายราชการ
    วันเกิด: 3 ธ.ค. 2499 (อายุ 69 ปี)
    ได้รับโปรดเกล้าฯ ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 1 เม.ย. 2563
    ครบวาระ: เม.ย. 2570
    การศึกษา
    รัฐศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
    ปริญญาโท Master of Arts (International Relations) ม. Northern Illinois University (ทุน Fulbright)

    เส้นทางวิชาชีพ
    อดีตอธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ
    อดีตเอกอัครราชทูตไทย ณ เวียงจันทน์
    มีความเชี่ยวชาญด้านการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

    3. นาย สุเมธ รอยกุลเจริญ
    อดีตตุลาการศาลปกครองสูงสุด
    วันเกิด: 16 ก.ย. 2498 (อายุ 70 ปี)
    ได้รับโปรดเกล้าฯ ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 19 มี.ค. 2567
    ครบวาระ: มี.ค. 2574
    การศึกษา
    นิติศาสตรบัณฑิต ม.รามคำแหง
    เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมเนติบัณฑิตยสภา
    รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต ม.สยาม
    นิติศาสตรมหาบัณฑิต ม.รามคำแหง

    เส้นทางวิชาชีพ
    อดีตรองประธานศาลปกครองสูงสุด
    เชี่ยวชาญกฎหมายมหาชนและการบริหารราชการแผ่นดิน

    บทบาทในคดีคลิปเสียงฮุนเซน–แพทองธาร

    ทั้ง 3ตุลาการ เป็น เสียงข้างน้อย (3 ต่อ 6) ในการวินิจฉัย เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 โดยเห็นว่า นายกรัฐมนตรีแพทองธาร กระทำการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมจริง แต่เป็นการฝ่าฝืนในระดับ “ไม่ร้ายแรง” จึงไม่ถึงขั้นให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (1)(4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5)

    เปิดประวัติ 3 ตุลาการเสียงข้างน้อย เห็นต่างคดีคลิปเสียงฮุนเซน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/729574&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06SHujWxGuSayHQKj1B9uw

  • ครั้งแรกของไทย! รวมตัวศิษย์เก่าวิทยาลัยดุสิตธานี 12 เซเลบริตี้เชฟ 1 ซอมเมอลิเยร์ กับดินเนอร์สุดพิเศษ | TOPNEWS

    ครั้งแรกของไทย! รวมตัวศิษย์เก่าวิทยาลัยดุสิตธานี 12 เซเลบริตี้เชฟ 1 ซอมเมอลิเยร์ กับดินเนอร์สุดพิเศษ | TOPNEWS

    เชฟกิ๊ก-กมล ชอบดีงาม ทายาทรุ่นที่ 3 ของร้านเลิศทิพย์ ร้านอาหารจีนแต้จิ๋วระดับตำนาน แชมป์เปี้ยนรายการเชฟกระทะเหล็กประเทศไทย เชฟโต้ง-ยุทธจักร แสงศาสตรา เจ้าของร้าน Gluttony By The Sin และรางวัล Tatler Best Thailand 2025 เชฟปารค-ภัทรวิทย์ จันทร์ไทย เจ้าของ Grayoon House โรงแรมและคาเฟ่สุดชิคแห่งอำเภอตาคลี นครสวรรค์ และ เชฟเอ็ม-ศิริพงศ์ ชุติธาดากุล เจ้าของร้านบ้านแกง พัทยา เป็นผู้เสิร์ฟความอร่อยของภาคกลางและภาคตะวันออก

    เชฟอาร์-ธีรภัทร ตียาสุนทรานนท์ ผู้ชนะจากรายการ The Next Iron Chef Thailand Season 2 และรายการ Iron Chef Thailand One on One Battle และ เชฟภู-ภูรินท์ พัฒนวิริยะวาณิช ผู้แข่งขันรายการมาสเตอร์เชฟ ซีซั่น 4 เจ้าของร้าน KLER (เกลอ) เป็นผู้ดูแลอาหารเหนือ

    เชฟฝ้าย-ศิโรรัตน์ เถาว์โท เจ้าของร้าน ห-ม-ก อุบลราชธานี กับรางวัล MICHELIN Bib Gourmand 2023-2025 รางวัล Tatler Best Thailand 2025 และ เชฟบัส-ธวัชชัย อัครวงศ์วัฒนา เจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเน้นเนื้อและ Top 4 รายการ Top Chef Thailand Season 1 มาทำหน้าที่รังสรรค์อาหารอีสาน
    เชฟเตย-พชรคุน กัลยาณมิตร (ชื่อเดิม พัดชา) จากรายการมาสเตอร์เชฟ ซีซั่น 3 เจ้าของร้านเตี๋ยวโต๊ะแดง และ เชฟแอนนี่-อังคณา เอี่ยมสอาด เจ้าของร้าน บ้านดาหลา บาย อังคณา อาสาปรุงอาหารใต้

    ทางด้าน เชฟบอย-ปิยะชาติ พุทธวงษ์ เชฟ Michelin Star 1 ดาว ที่ปรึกษาร้านเสน่ห์จันทร์ และ เชฟปูน-ภูผา ชุณหรัศมิ์ แชมป์รายการ Sweet Chef Thailand เจ้าของร้าน Montagne มาตบท้ายมื้อด้วยของหวาน และขาดไม่ได้สำหรับไวน์จับคู่กับอาหารมื้อพิเศษที่เพิ่มเติมโดย ซอมเมอลิเยร์เจย์-ธนากร บอร์ทอฟ คนไทยคนแรกผู้ได้รับรางวัล Sommelier Award จาก ‘มิชลิน ไกด์’ ปี 2024

    นอกจากนี้ท่านยัังได้เพลิดเพลินไปกับผู้เชี่ยวชาญด้านการผสมเครื่องดื่ม Mixologist โดย Flair Mix บริหารงานโดยศิษย์เก่าวิทยาลัยดุสิตธานี ที่พร้อมเสิร์ฟทุกท่านที่มาร่วมงานค่ำคืนนี้
    รายได้สุทธิจากการจัดงานจะนำไปสมทบทุนเพื่อการศึกษาสำหรับนักศึกษาวิทยาลัยดุสิตธานี และมอบให้แก่องค์กรสาธารณกุศล อันเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดงานคือ เพื่อส่งเสริมความมุ่งมั่นในสายงานอุตสาหกรรมการบริการ สร้างสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างรุ่นพี่และรุ่นน้อง และช่วยแบ่งเบาภาระให้แก่สังคม

    ผู้สนใจเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของดินเนอร์สุดพิเศษนี้สามารถสำรองที่นั่งได้ในราคาท่านละ 4,500 บาท และราคาพิเศษสำหรับผู้ที่จองก่อนวันที่ 15 กันยายน 2568 ด้วยราคาเพียงท่านละ 3,500 บาท สำรองที่นั่ง โดยลงทะเบียนและชำระเงินผ่าน QR Code หรือ https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSd7AsNBKW_Qrlgoj9x4lmABzhVThUDpKMWeT7admunM81y_og/viewform?usp=header

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือจองที่นั่งได้ที่ แผนกศิษย์เก่าสัมพันธ์ วิทยาลัยดุสิตธานี / 095-921-7812 / 02-3617-811-3 ต่อ 439

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1293686&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sLHCRRwmUMxRW02Osg4KD

  • ราษฎรฉะเชิงเทรา ปลื้ม 46 ปี “ศูนย์ศึกษาเขาหินซ้อนฯ” แหล่งเรียนรู้จากพระราชดำริ สร้างความมั่นคง พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

    ราษฎรฉะเชิงเทรา ปลื้ม 46 ปี “ศูนย์ศึกษาเขาหินซ้อนฯ” แหล่งเรียนรู้จากพระราชดำริ สร้างความมั่นคง พัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

    46 ปี แห่งความสำเร็จ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาแห่งแรกของประเทศ ยังคงเป็นที่พึ่งสำคัญของราษฎร ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรครบวงจร ตั้งแต่การปรับปรุงดิน การปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ ไปจนถึงการแปรรูปผลผลิต เกษตรกรยืนยันน้อมนำไปปฏิบัติใช้จริง ช่วยให้ครอบครัว
    “มีกินมีใช้เพียงพอ” แม้ 2 เดือนไม่ไปตลาดก็ไม่ขัดสน

    ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ จัดงานนิทรรศการ “ปฐมบทแห่งศูนย์ศึกษาฯ ต้นแบบการเรียนรู้ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ระหว่างวันที่ 7- 12 สิงหาคม 2568 โดยมีนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ประธานกรรมการบริหารโครงการศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วยนายศุภรัชต์ อินทราวุธ รองเลขาธิการ กปร. และหน่วยงานในพื้นที่ เข้าร่วมงาน

    นายอนุรักษ์ บัวคลี่คลาย ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา เปิดเผยว่า ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ เป็นศูนย์ศึกษาการพัฒนาแห่งแรกที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราชดำริให้จัดตั้งขึ้น เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้การพัฒนาตามลักษณะภูมิประเทศและภูมิสังคมในลักษณะ “พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต” เป็นพื้นที่ในการศึกษา ทดลอง และจัดทำแปลงสาธิตผลสำเร็จด้านการปรับปรุงดิน การปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์ และการประมง เพื่อให้เกษตรกรเข้ามาเรียนรู้และต่อยอดในพื้นที่ของตนอย่างจนประสบผลสำเร็จเป็นรูปธรรม
    “ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ได้น้อมนําแนวพระราชดําริ ด้านต่าง ๆ มาปรับใช้ไปพร้อมกับการศึกษาทดลองในพื้นที่ จนประสบผลสําเร็จ เช่น การปรับปรุงสภาพดินที่ไม่สามารถเพาะปลูกได้ให้เพาะปลูกได้ จนปัจจุบันสามารถปลูกข้าว ที่ให้ผลผลิตเพียงพอสำหรับการบริโภคในครัวเรือนและจำหน่าย ข้าวที่ปลูกจะเป็นข้าวหอมมะลิ 105 ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค” นายอนุรักษ์ บัวคลี่คลาย กล่าว

    นางสมรัตน์ อินทศรี เกษตรกรต้นแบบ ที่ได้รับการขยายผลจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ เผยว่า ได้นำแนวทางจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ มาปฏิบัติใช้ ทั้งการปรับปรุงดิน การปลูกข้าวปลอดสารเคมี พันธุ์หอมมะลิ 105 การปลูกพืชผักรอบบ้านควบคู่กับการเลี้ยงสัตว์ การเพาะเลี้ยงปลาและหอยเชอรี่สีทองในบ่อซีเมนต์ ผลผลิตที่ได้สามารถบริโภคเองและแปรรูปสร้างรายได้เสริม
    “สองเดือนอยู่บ้านไม่ต้องไปตลาดก็อยู่ได้สบาย ข้าว พืชผักที่ปลูก และสัตว์เลี้ยงทั้งสัตว์บกและสัตว์น้ำ จะนำมาหมุนเวียนบริโภคภายในครัวเรือน เหลือกินก็นำมาแปรรูป เช่น ปลาดุกร้า ปลาแดดเดียว ไข่ไก่มีให้เก็บกินทุกวัน ส่วนไข่เป็ดนำมาแปรรูปเป็นไข่เค็มสร้างรายได้อีกทาง โดยได้เรียนรู้การประกอบอาชีพเหล่านี้จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ช่วงที่ทางศูนย์เปิดอบรมเพิ่มเติมก็เข้าไปอบรมแล้วนำมาพัฒนาต่อยอดทำให้มีผลผลิตเพิ่มมากขึ้น มีรายได้ให้ครอบครัวมาอย่างต่อเนื่อง” นางสมรัตน์ อินทศรี กล่าว

    เช่นเดียวกับ นางกิ่งกาญจน์ นามูล เจ้าของสวนยัยแมว อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เล่าว่า เดิมครอบครัวมีอาชีพทางการเกษตรที่อาศัยธรรมชาติ ทำให้ผลผลิตไม่สมบูรณ์ รสชาติไม่ดี หลังจากได้เรียนรู้เรื่องการปรับปรุงดินจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน ฯ ทำให้ผลผลิตทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด มะนาว และกะท้อน มีคุณภาพและรสชาติอร่อยเป็นที่ต้องการของตลาด สร้างความมั่นคงทางรายได้ของครอบครัวอย่างต่อเนื่อง

    “นับเป็นพระมาหมากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่พระองค์มีพระราชดำริให้จัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ขึ้น ทำให้ราษฎรมีที่พึ่งในการเรียนรู้ด้านการทำกิน ตั้งแต่การเพาะปลูก การพัฒนาคุณภาพและแปรรูปผลผลิต ตลอดจนการสนับสนุนการตลาดให้กแก่เกษตรกรในพื้นที่ ปัจจุบันมีกินมีใช้ไม่ขัดสน”นางกิ่งกาญจน์ นามูล กล่าว

    ทั้งนี้ ในโอกาสครบรอบ 46 ปี และเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ ยังได้จัดแสดงองค์ความรู้ที่ประสบผลสำเร็จแล้ว เช่น การเพาะเลี้ยงปลานิล การเลี้ยงชันโรง การทำปุ๋ยหมักเติมอากาศ การเพาะพันธุ์ไม้ และการผลิตผลิตภัณฑ์จากหญ้าแฝก รวมถึงสนับสนุนด้านการตลาดให้กับเกษตรกรในพื้นที่รอบศูนย์ฯ

    ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนฯ จึงไม่เพียงเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเกษตร แต่ยังเป็นพลังขับเคลื่อนที่ทำให้ประชาชนมีความมั่นคงทางอาหาร รายได้ และคุณภาพชีวิต ตอกย้ำถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงพระราชทานแนวทางการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง และเป็นภารกิจที่สืบสานต่อด้วยพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อประโยชน์สุขของราษฎรไทยอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/852394/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eFD4vaYOGkjJH1jpZpPB5

  • TDRI ชี้การเมืองกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย จับตารัฐบาลใหม่ต้องมีฝีมือจริง

    TDRI ชี้การเมืองกำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทย จับตารัฐบาลใหม่ต้องมีฝีมือจริง

    ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ขาดคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ทำให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องพ้นทั้งคณะ เนื่องจากขาดคุณสมบัติและผิดจริยธรรมร้ายแรง กรณีคลิปเสียงสนทนาทางโทรศัพท์กับสมเด็จฮุน เซน ถือเป็นประเด็นทางการเมืองที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโดยตรง

    โดยระบุว่า สิ่งสำคัญอยู่ที่มุมมองของภาคธุรกิจและตลาดว่าจะมองไปในทิศทางใด เช่น มองว่าเป็นความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง แต่หากสถานการณ์นี้นำไปสู่การยุบสภาและตั้งรัฐบาลใหม่เพื่อ “ล้างไพ่” อาจทำให้ภาคเศรษฐกิจและสังคมมองในแง่ดีขึ้น เพราะปัจจุบันเศรษฐกิจอยู่ใน “ภาวะอึมครึม” การมีความชัดเจนทางการเมืองมากขึ้นอาจเป็นผลบวก

    อย่างไรก็ตาม หากยังคงพยายามตั้งรัฐบาลโดยใช้สภาชุดเดิม หรือมีการต่อรองจนออกมาเป็น “คณะรัฐมนตรีเก้าอี้ดนตรี” ก็มีความเสี่ยงที่จะได้รัฐมนตรีที่ขาดความสามารถ ซึ่งจะสร้างภาพลบ เพราะขณะนี้ประเทศไทยเผชิญปัญหาหลายด้านจึงจำเป็นต้องมีผู้นำและทีมงานที่มีฝีมือจริง ๆ เข้ามาบริหาร ไม่เพียงเเค่เศรษฐกิจ เเต่ยังรวมถึงความมั่นคง และการต่างประเทศ

    สิ่งสำคัญที่สุดคือประเทศไทยต้องได้รัฐบาลที่มีฝีมือ เหมาะสมกับสถานการณ์วิกฤติ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ขอเพียงไม่ใช่รัฐบาลที่เกิดจากเก้าอี้ดนตรี หากได้คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถเข้ามา ก็อาจสร้างความรู้สึกที่ดีทางการเมืองได้

    ดร.สมชัย กล่าวต่อว่า โจทย์ใหญ่คือ ไม่ว่ารัฐบาลใหม่จะเกิดขึ้นในรูปแบบใด ต้องสร้างความเชื่อมั่นด้านฝีมือการนำพาประเทศฝ่าวิกฤติ หากทำได้ ผลลัพธ์ย่อมเป็นบวก แต่หากไม่ ปัญหาก็จะยืดเยื้อต่อไปโดยไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

    ปัญหาต่างๆ ก็จะลากยาวซึ่งมายถึง การไร้แนวทางแก้ปัญหาของประเทศ ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน นำไปสูุ่การลงทุนที่ชะลอตัว

    สำหรับรัฐบาลใหม่ยังมีโจทย์สำคัญในการจัดการผลกระทบจากภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ที่จะกระทบหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเกษตรกร รัฐบาลต้องทำให้การเปลี่ยนผ่านครั้งนี้มี “ความเจ็บปวดน้อยที่สุด” และสามารถนำไปสู่การปรับโครงสร้างในทิศทางที่ดี หากเกษตรกรได้รับการประคับประคองจนปรับตัวไปทำอย่างอื่นได้ ก็จะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย แม้จะต้องใช้เวลา ส่วนเรื่องงบประมาณไม่น่ามีปัญหาเพราะผ่านความเห็นชอบแล้ว

    สำหรับประชาชน หากไม่มีความหวังจากรัฐบาล ก็ต้องระมัดระวังตัวเอง โดยเฉพาะการใช้จ่ายและการออม เพราะเศรษฐกิจครึ่งปีหลังมีแนวโน้มแย่กว่าครึ่งปีแรก ส่วนภาคเอกชน แม้ต้องการให้มีการตั้งรัฐบาลเร็วที่สุด สิ่งที่ต้องทบทวนก็คือต้องการ “รัฐบาลแบบไหน” หากเร่งรีบแต่ได้รัฐบาลแบบเดิม ผลลัพธ์ก็อาจไม่ต่างจากที่ผ่านมา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637443&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3nJkXJvdIogWogQkxQNafL

  • ‘เศรษฐกิจไทย’เผชิญความเสี่ยง หากรัฐบาลใหม่ช้า  เศรษฐกิจสะดุด- หวั่นถูกหั่นเครดิตปท.

    ‘เศรษฐกิจไทย’เผชิญความเสี่ยง หากรัฐบาลใหม่ช้า เศรษฐกิจสะดุด- หวั่นถูกหั่นเครดิตปท.

    การเงิน-การลงทุน

    ‘เศรษฐกิจไทย’เผชิญความเสี่ยง หากรัฐบาลใหม่ช้า เศรษฐกิจสะดุด- หวั่นถูกหั่นเครดิตปท.

    29 ส.ค. 2025 เวลา 19:10 น.

    “อมรเทพ”แนะเร่งตั้งนายกฯ ตั้งรัฐบาลใหม่ หวังลดความไม่แน่นอนเศรษฐกิจ ชี้หากช้า เสี่ยงเศรษฐกิจไทยไตรมาส3สะดุดยาว ชี้รัฐบาลหมดเวลาฮันนีมูล เสี่ยงไทยถูกหั่นความเชื่อมั่นประเทศ

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ได้ วิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทยล่าสุด โดยระบุว่า  หลังจากมีความชัดเจนจากประเด็นทางการเมือง หลังจาก น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ศาลมีมติให้หลุดเก้าอี้นายกฯ จากประเด็นคลิปเสียงหลุดคุยฮุน เซน

    โดยมองว่า หลังจากนี้สิ่งที่ต้องติดตามคือการตั้งชุดรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับภาคเอกชนและนักลงทุนคือ ความชัดเจนและเสถียรภาพของรัฐบาล ไม่ใช่การเลือกข้างทางการเมือง

    ซึ่งคาดว่า ภายในสัปดาห์หน้า ส.ส.จะประชุมรัฐสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และคาดจะเห็นความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วๆนี้ ซึ่งหากแต่งตั้งได้โดยเร็วมองว่า จะช่วยลดความไม่แน่นอนและสร้างกรอบมุมมองทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้นได้

    อย่างไรก็ตามมองว่า โจทย์หลักของรัฐบาลชุดต่อไปยากมาก เนื่องจากตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดสะท้อนการชะลอตัวในหลายภาคส่วน ทั้งการบริโภค การลงทุน การท่องเที่ยว และการค้าต่างประเทศ ภาคเอกชนจึงต้องการนโยบายที่เป็นรูปธรรม สามารถสร้างความเชื่อมั่นและผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว

    ดังนั้นหากมีการแต่งตั้งล่าช้าอาจกระทบต่อ งบประมาณปี 2569 ได้  และอาจส่งผลกระทบต่อภาพเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 3 อาจสะดุดได้  ซี่งอาจนำไปสู่ ความเสี่ยงที่อาจทำให้ไทยถูกหั่นแนวโน้มความน่าเชื่อถือของประเทศ (Credit Rating Downgrade)ได้ 

    ผมว่าใครจะมาก็คงไม่หนีไปกว่าที่หลายคนเคยประเมินไว้ แต่โจทย์ขณะนี้ ท้าทายมาก เพราะวันนี้เราไม่มีเวลารอแล้ว รัฐบาลที่จะเข้ามาใหม่คงไม่มีเวลาฮันนีมูน กลับกันยิ่งต้องเร่งทำงานตั้งแต่ก่อนรับตำแหน่งด้วยซ้ำ ไม่เช่นกันเศรษฐกิจไทยอาจเสี่ยงสะดุดไปมากกว่านี้ และเราจะวิ่งตามประเทศอื่นๆไม่ทันไปอีก”
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/investment/1196522&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pLUTVF2vZSAQyROhhJ8pm

  • “พิชัย” มั่นใจเศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้ ไม่กระทบดีลสหรัฐฯ

    “พิชัย” มั่นใจเศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้ ไม่กระทบดีลสหรัฐฯ

    “พิชัย ชุณหวชิร” มั่นใจเศรษฐกิจเดินหน้าต่อได้ ผู้เกี่ยวข้องยังทำงานปกติ ไม่กระทบดีลภาษีสหรัฐฯ แม้ “แพทองธาร” หลุดตำแหน่ง

    วันที่ 30 ส.ค. 68 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงสถานการณ์เศรษฐกิจ หลังกรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ว่า แม้จะเกิดอุบัติเหตุทางการเมือง แต่เชื่อว่าสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจสามารถแก้ไขได้ เพราะไม่ว่าใครจะรับผิดชอบก็ยังคงต้องทำหน้าที่ดูแลต่อไป

    เมื่อถูกถามว่าจำเป็นต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจหรือไม่ นายพิชัยระบุว่า ทุกอย่างยังสามารถตอบโจทย์ได้ และผู้ที่เกี่ยวข้องก็ยังคงทำงานดูแลตามปกติ

    ส่วนความกังวลว่าการเจรจาภาษีและการค้ากับสหรัฐอเมริกาอาจสะดุดหรือไม่ นายพิชัยยืนยันชัดว่า “ไม่สะดุด”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2879735&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32dXuHTMe6lzSiIyj8ImVO

  • เศรษฐกิจไทยปี 68 เสี่ยงโตต่ำสุดรอบ 5 ปี เหตุสุญญากาศการเมือง

    เศรษฐกิจไทยปี 68 เสี่ยงโตต่ำสุดรอบ 5 ปี เหตุสุญญากาศการเมือง

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยว่า ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่สูงขึ้น หลังจากที่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และต้องเข้าสู่รัฐบาลรักษาการ ทำให้การบริหารประเทศติดข้อจำกัด โดยเศรษฐกิจไทยปี 2568 มีแนวโน้มขยายตัวเพียง 1.2–1.8% ซึ่งถือว่าต่ำสุดในรอบ 5 ปี

    อัทธ์ พิศาลวานิช
    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

    4 ปัจจัยเสี่ยงที่ไทยต้องเผชิญ

    1. การบริโภคชะลอ – ไตรมาส 1–2 ของปีนี้การบริโภคชะลอตัวอยู่แล้ว เมื่อเจอสถานการณ์การเมืองยิ่งกดดันกำลังซื้อ ขณะที่รายได้ลดและหนี้ครัวเรือนสูง
    2. การลงทุนเอกชนรอนโยบายใหม่ – แม้ไตรมาส 2/2568 การลงทุนเอกชนขยายตัว แต่หากรัฐบาลยังอยู่ในสถานะรักษาการ นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติยังรอดูท่าที ทำให้ Q4 มีแนวโน้มชะลอตัว
    3. ท่องเที่ยวไม่แน่นอน – ปี 2567 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 35 ล้านคน ส่วนปี 2568 ณ สิ้นเดือนสิงหาคมมีเพียง 21 ล้านคน ต้องการอีก 14 ล้านคนในเวลา 4 เดือนเพื่อเทียบเท่าเดิม ซึ่งเป็นโจทย์ยากภายใต้รัฐบาลรักษาการ
    4. ภาษีทรัมป์กระทบหนัก – มาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ Q4/2568 ทำให้สินค้าส่งออกของไทยถูกเก็บภาษีถึง 19% ขณะที่ไทยต้องเปิดให้นำเข้าสินค้าสหรัฐฯ เสรี กระทบการค้าระหว่างประเทศโดยตรง

    ฉากทัศน์เศรษฐกิจขึ้นกับการได้รัฐบาลใหม่

    ดร.อัทธ์ ประเมินว่า หากได้รัฐบาลใหม่เร็ว เศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวสูงขึ้น แต่หากอยู่ในสภาพ “สุญญากาศทางนโยบาย” นานเกินไป GDP ไทยทั้งปีอาจลดเหลือเพียง 1.2%
        •    รักษาการสั้นเพียง 1 เดือน: GDP ปี 2568 โต 1.8%
        •    รักษาการ 3–4 เดือน: GDP โต 1.5%
        •    รักษาการมากกว่า 5 เดือน: GDP หดเหลือ 1.2%

    สูตรรัฐบาลใหม่ยังไม่หนุนเศรษฐกิจ

    สำหรับทางเลือกนายกรัฐมนตรีและสูตรการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ไม่ว่าสูตรใดก็ยังมีข้อจำกัดและไม่สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

    1. นายชัยเกษม นิติสิริ (เพื่อไทย+พรรคร่วมเดิม) – ขาดความเชื่อมั่น
    2. นายอนุทิน ชาญวีรกูล (ภูมิใจไทย+ประชาชน) – เน้นแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ได้โฟกัสเศรษฐกิจ
    3. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค (พรรคร่วมเดิม) – ยังขาดความเชื่อมั่นเช่นกัน

    อย่างไรก็ตาม ดร.อัทธ์ ยังประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะขยายตัวเพียง 1.5% ตามฉากทัศน์ที่ 2 พร้อมเสนอว่า

    1. ต้องเร่งจัดตั้งรัฐบาลโดยเร็ว เพื่อลดข้อจำกัดเชิงนโยบาย
    2. เร่งออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย รับมือผลกระทบจากภาษีทรัมป์
    3. นโยบายการลดดอกเบี้ยยังมีความจำเป็น เพื่อประคองเศรษฐกิจในช่วงวิกฤติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/255936&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iTTladS6ffOhib9XifLXa