Blog

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา ผนึกกำลังร่วมกับ บก.ปอศ ทลายเครือข่ายผลิตและจำหน่ายสินค้าปลอม “เครื่องดื่มโกโก้ – กาแฟ – น้ำยาปรับผ้านุ่ม” มูลค่าความเสียหายกว่า 3 ล้านบาท

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา ผนึกกำลังร่วมกับ บก.ปอศ ทลายเครือข่ายผลิตและจำหน่ายสินค้าปลอม “เครื่องดื่มโกโก้ – กาแฟ – น้ำยาปรับผ้านุ่ม” มูลค่าความเสียหายกว่า 3 ล้านบาท

    เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 ณ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา มอบหมายให้ นายอาวุธ วงศ์สวัสดิ์ รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมแถลงผลการกวาดล้างและบุกทลายเครือข่ายผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคปลอมเครื่องหมายการค้า ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคจากสินค้าปลอมที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พร้อมลดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและเจ้าของสิทธิในเครื่องหมายการค้า โดยของกลางที่จับกุมได้เป็นสินค้าเครื่องดื่มโกโก้ กาแฟ และน้ำยาปรับผ้านุ่ม มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 3 ล้านบาท

    นายอาวุธ เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมกับเจ้าหน้าที่ บก.ปอศ. นำหมายค้นศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง เข้าตรวจค้นโกดังเก็บสินค้าในพื้นที่จังหวัดสระบุรี เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา พบสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้ายี่ห้อดัง 29 รายการ โดยเจ้าหน้าที่ได้ยึดของกลางรวม 216,970 ชิ้น ประกอบด้วย เครื่องดื่มโกโก้ กาแฟ น้ำยาปรับผ้านุ่ม รวมถึงวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต เช่น น้ำตาล ครีมเทียม ผงนม ผงโกโก้ พร้อมด้วยอุปกรณ์เครื่องจักรการผลิตขนาดใหญ่ เช่น เครื่องผสมวัตถุดิบ เครื่องบรรจุอัตโนมัติ ถังผสม ซองบรรจุและกล่องบรรจุภัณฑ์ปลอมรวมทั้งฉลากปลอมอีกนับแสนชิ้น รวมมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 3 ล้านบาท

    การปฏิบัติการครั้งนี้ สามารถจับกุมผู้ต้องหา 4 ราย เพื่อดำเนินคดีในฐานความผิด “ร่วมกันปลอมและมีไว้เพื่อจำหน่าย ซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนไว้แล้วในราชอาณาจักร” อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 โดยมีอัตราโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี ปรับสูงสุด 400,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ การจับกุมดังกล่าวเป็นผลจากการสืบสวนขยายผลจนพบว่าเครือข่ายนี้จะลักลอบขนส่งสินค้าไปจำหน่ายยังร้านค้าต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับเจ้าของเครื่องหมายการค้า และเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคเป็นอย่างมาก เนื่องจากสินค้าเหล่านี้ผลิตขึ้นโดยการนำส่วนผสมที่ไม่ได้มาตรฐานมาบรรจุซองที่ไม่ถูกสุขอนามัย อาจมีสารเคมีปลอมปนอยู่กับสินค้าและอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ประชาชนผู้บริโภค

    รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญามุ่งเน้นการทำงานเชิงรุกเพื่อป้องกันและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ที่ปัจจุบันพบว่ามีการผลิตและจำหน่ายสินค้าปลอมออกมาจำหน่ายในราคาถูก จึงฝากย้ำเตือนไปยังผู้บริโภคให้เลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง โดยเลือกซื้อจากร้านค้าหรือแหล่งจำหน่ายที่น่าเชื่อถือ และมีราคาที่เหมาะสม ไม่ถูกกว่าราคาในท้องตลาดจนเกินไป

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาขอขอบคุณสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ร่วมปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง โดยในปี 2569 (มกราคม – มิถุนายน) สถิติการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยในส่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีผลการจับกุมคดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งหมด 251 คดี ยึดของกลางรวมทั้งสิ้น 1,095,696 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมทั้งหมด 224,784,153 บาท และขอขอบคุณหน่วยงานพันธมิตรที่ร่วมดำเนินการปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และปกป้องผู้บริโภคจากสินค้าที่เป็นอันตราย สะท้อนบทบาทความร่วมมือของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนไทยอย่างเข้มแข็ง ซึ่งกรมฯ ยังคงเดินหน้าใช้มาตรการเชิงรุกปราบปรามสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทั้งออนไลน์และออฟไลน์อย่างเป็นรูปธรรม เพื่อตัดวงจรสินค้าละเมิดฯ ตั้งแต่ต้นน้ำ สร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการที่จำหน่ายสินค้าถูกกฎหมาย และปกป้องประชาชนผู้บริโภคจากการถูกหลอกลวงให้ซื้อสินค้าปลอมที่เป็นอันตรายและด้อยคุณภาพมาตรฐาน

    ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาขอความร่วมมือประชาชนร่วมเป็นพลังในการเฝ้าระวังและป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ กองป้องปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โทร. 0 2547 4702 หรือสายด่วน 1368 หรือเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th หัวข้อบริการ “แจ้งเบาะแสการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1040951&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FJwnwbE-O0py-EY9kX-Oz

  • “เอกนิติ” กางโรดแมปปฏิรูป 3 ด้าน เร่งยกระดับเศรษฐกิจไทย

    “เอกนิติ” กางโรดแมปปฏิรูป 3 ด้าน เร่งยกระดับเศรษฐกิจไทย

    “เอกนิติ” กางโรดแมปปฏิรูป 3 ด้าน เร่งยกระดับเศรษฐกิจไทย

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 หัวข้อ “ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและมาตรการของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ” ว่า รัฐบาลเตรียมเดินหน้าปฏิรูปประเทศเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย โดยมุ่งเน้น 3 ด้านหลัก ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน การเตรียมความพร้อมสู่สังคมสูงวัย และการยกระดับทักษะแรงงานไทย

    นายเอกนิติ กล่าวว่า การปฏิรูปด้านพลังงานจะยึดหลักธรรมาภิบาลและความโปร่งใส ขณะที่การรองรับสังคมสูงวัยจะมุ่งสร้างระบบเศรษฐกิจที่สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร ส่วนการพัฒนาทักษะแรงงาน กระทรวงการคลังได้ผลักดันโครงการ Skill Bridge เพื่อเพิ่มทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน พร้อมสนับสนุนการใช้แรงงานและวัตถุดิบภายในประเทศมากขึ้น

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนปรับหลักสูตรการศึกษาให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน เพื่อผลิตบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ ควบคู่กับการกระจายบุคลากรคุณภาพและโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ภูมิภาค เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างการเติบโตอย่างทั่วถึง

    นายเอกนิติ กล่าวว่า คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (กรอ.) จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยภาคเอกชนทำหน้าที่เป็น “กองหน้า” ส่วนรัฐบาลทำหน้าที่เป็น “กองกลาง” สนับสนุนทั้งด้านการลงทุน การค้า การพัฒนาทักษะแรงงาน และเร่งปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    นายเอกนิติ ระบุว่า ช่วงเวลานี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกในอนาคต.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/745960&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wTqGi3w_2LWmASlOMVJpX

  • วรชัย ชวนคนรัก ทักษิณ แห่แสดงพลังรวมตัวจัดงานวันเกิด 26 ก.ค.นี้

    วรชัย ชวนคนรัก ทักษิณ แห่แสดงพลังรวมตัวจัดงานวันเกิด 26 ก.ค.นี้

    วันเสาร์ ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.25 น.

    วรชัย ชวนคนรัก ทักษิณ แสดงพลังรวมตัวจัดงานวันเกิด 26 ก.ค.นี้ 

    เมื่อวันที่ 25 ก.ค.2569 นายวรชัย เหมะ อดีต สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในวันนี้ว่า การบริหารประเทศไม่ใช่ใครก็ได้ที่เข้ามาแก้ปัญหาให้ประเทศชาติแล้วนำไปสู่ความเจริญได้ทุกคน เห็นได้เศรษฐกิจไทยวันนี้ที่ที่ตั้งของประเทศถือว่าได้เปรียบประเทศอื่นๆ ในอาเซียน แต่ทำไมเศรษฐกิจของประเทศโตต่ำที่สุดในอาเซี่ยน ประชาชนยากจนต้องเร่งไปเข้าแถวขออุทธรณ์สิทธิบัตรคนจนมากขึ้น จนต้องร้องห่มร้องไห้สะท้อนความทุกข์ที่เขาได้รับ

    ต่างจากในยุคของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่บริหารประเทศหลังช่วงวิกฤตต้มย้ำกุ้งแต่สามารถพลิกฟื้นประเทศได้ แต่ที่สุดมีการยึดอำนาจจนทำให้ระบบเศรษฐกิจพังทลายมาจนถึงทุกวันนี้เหมือนประเทศเป็นมะเร็งร้ายทางเศรษฐกิจจนยากจะรักษา รัฐบาลปัจจุบันเราเห็นการทำงานมาระยะหนึ่ง ความนิยมของประชาชนตกต่ำลงจากผลสำรวจที่ออกมา รัฐบาลไม่ได้สร้างอาชีพสร้างงานไม่ให้เบ็ดตกปลาหรือหาปลาเหมือนยุคนายทักษิณ แต่เอาปลามาแจก ต่อให้แจกอย่างไรก็ไม่เพียงพอเราจะเห็นทุกภาคส่วนเครื่องยนต์เศรษฐกิจประเทศดับเกือบหมด 

    “ดังนั้นเพื่อเป็นการยืนยันว่าพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยยังเห็นคุณค่าเห็นความสำคัญของนายทักษิณ ที่ได้ทำให้ประเทศไทย เพื่อระลึกถึงนายทักษิณ ในวันคล้ายวันเกิดวันที่ 26 ก.ค. เราจะจัดงานที่ร้านอาหารจุ่มดาด กม.6 ซอยรามอินทรา 40 ขอเชิญพี่น้องคนไทยที่ยังรักนายทักษิณ ไปแสดงพลังให้กำลังใจนายทักษิณ ว่ายังมีคนที่ยังรักและระลึกถึงท่านจำนวนมาก”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/979551&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Kwl-GTL0rCxOwhSbTB4J4

  • เลิกง้อส่งออก! “เอกนิติ”รื้อใหญ่เศรษฐกิจไทย รับทุนไฮเทคปั้นแรงงานชิป เตือน 2 จุดอันตรายเงินเฟ้อพุ่ง-ขาดดุล 6 แสนลบ. : อินโฟเควสท์

    เลิกง้อส่งออก! “เอกนิติ”รื้อใหญ่เศรษฐกิจไทย รับทุนไฮเทคปั้นแรงงานชิป เตือน 2 จุดอันตรายเงินเฟ้อพุ่ง-ขาดดุล 6 แสนลบ. : อินโฟเควสท์

    “เอกนิติ” รื้อโครงสร้างเศรษฐกิจไทย เลิกพึ่งส่งออก เร่งปฏิรูป 3 ด้าน เปลี่ยนผ่านพลังงาน แก้ปัญหาสังคมสูงอายุ และเพิ่มทักษะแรงงานรับอุตสาหกรรมอนาคต ดึงเศรษฐกิจไทยกลับมาโต 3+ ขณะที่จับตาเงินเฟ้อสูง ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ชี้เป็นจุดอันตรายเศรษฐกิจ ทำให้เครื่องยนต์น็อกได้

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง  กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ในหัวข้อ “ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและมาตรการของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ”ว่า  ฉายภาพทิศทางเศรษฐกิจไทยโดยเปรียบเทียบโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเป็นเหมือนเครื่องบินที่บินเอียง มาตลอด 30 ปี เนื่องจากการพึ่งพาการส่งออกสูงถึง 70% ของจีดีพี พร้อมแนะแนวทางฟื้นฟูด้วยการปรับโครงสร้างการลงทุนและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตจาก 2.7% สู่ 3% พลัส

    นายเอกนิติ กล่าวว่า เครื่องยนต์หลักอย่างการส่งออกมีขนาดใหญ่เกินไป ทำให้เมื่อเศรษฐกิจโลกแย่ ไทยจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงทันที ขณะที่เครื่องยนต์ด้านการลงทุนในประเทศอ่อนแอลงเหลือเพียง 17% ของจีดีพี

    “วันนี้เครื่องบินไทย ถ้าเราวิเคราะห์ดี ๆ เครื่องยนต์เราบินเอียงมาตลอดในช่วง 30 ปีหลัง เพราะเราบินด้วยเครื่องยนต์ส่งออก เมื่อไหร่โลกดีเราก็ดีไปด้วย เมื่อไหร่โลกแย่เราก็แย่ไปด้วย”นายเอกนิติ กล่าว

    การสร้างสมดุลของเครื่องยนต์ให้กับเศรษฐกิจไทย หัวใจของผมในขณะนี้คือ จะผลักดันการลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนของรัฐบาล โดยการทำงานในหน้าที่ รองนายกฯ และรมว.คลัง 7 เดือนที่ผ่านมา คือ ความพยายามให้การลงทุนนำการขยายตัวของเศรษฐกิจ และผลที่ได้วันนี้ จะเห็นการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นในแทบทุกตัว  โดยเห็นการลงทุนภาคเอกชนโตประมาณ 10% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และต้องการให้การลงทุนภาครัฐ ทั้งหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจโต 9.4% ซึ่งการโตด้วยการลงทุนจะดีกว่าการโตด้วยบริโภคที่กินใช้หมดไป

    อย่างไรก็ตาม ยังมี 2 ตัวอันตรายที่ต้องจับตา คือ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะเครื่องบินของเราจะโตจากเครื่องยนต์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีน้ำมันดีๆ หยอดด้วย น้ำมันที่ดีคือ เสถียรภาพที่ดี และตัวที่วัดเสถียรภาพว่าดีไม่ดีคือ อัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเงินเฟ้อ ซึ่งจากที่เงินเฟ้อติดลบในไตรมาสแรกปีนี้ ไตรมาสที่ 2 ปีนี้ เงินเฟ้อขึ้นไปที่ 2.7% จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่วนนี้จะกระทบต่อค่าครองชีพ และการบริโภคของคนไทย ซึ่งเราต้องบริหารจัดการให้ดี ถ้าปล่อยให้น้ำมันไม่ดี เครื่องยนต์ก็จะน็อกได้ อีกตัวอันตรายที่ต้องจับตาคือ  การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหมายถึงประเทศไทยมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ เงินในกระเป๋าของเราฟ้องว่าหายไป โดย 2 เดือนที่ผ่านมา(เม.ย.-พ.ค.69) เราขาดดุลบัญชีเดินสะพัด  14,000 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 6 แสนล้าบาท

    ขณะเดียวกัน ได้เห็นโอกาสครั้งใหญ่จากการย้ายฐานการผลิต เช่นเดียวกับช่วงปี 1980 โดยปัจจุบันมีอุตสาหกรรมไฮเทคย้ายเข้ามาในไทยมากขึ้น เช่น การผลิตอุปกรณ์ส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) ในสระบุรีและอยุธยา อุตสาหกรรมชิปสำหรับ Data Center และอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงระดับโลก

    อย่างไรก็ตามเพื่อรองรับการลงทุนเหล่านี้ รัฐบาลได้ผลักดันนโยบาย Direct PPA หรือการปลดล็อกให้เอกชนซื้อขายไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง ซึ่งเป็นปัจจัยตัดสินใจสำคัญของนักลงทุนระดับโลกกว่า 80-90% ซึ่งโลกปัจจุบันความมั่นคงจะเป็นเงื่อนไขสำคัญของเศรษฐกิจ วันนี้เกิดการย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่ ทุกคนต้องการที่ปลอดภัย

    “นักลงทุนที่เข้ามาต้องการน้ำสะอาด ไฟสะอาด ผมก็ได้ปลอดล็อก Direct PPA ให้สามารถทำได้โดยไม่มีโควต้า ช่วยให้พลังงานสะอาดของไทยทำได้เร็วขึ้น ซึ่งสอดรับกับกฎเกณฑ์ CBAM ของยุโรป และยังสอดรับกับการลงทุนในด้าน AI และดาต้า เซนเตอร์  ที่กำลังเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้นข ณะที่อีกสิ่งที่ต้องทำคือ เราจะทำอย่างไรให้ศักยภาพเศรษฐกิจดีขึ้น จากเดิมที่เคยโต 5-7% แต่ตอนนี้เหลือแค่ 2.7%  แต่ที่น่าเสียดายคือ คนไทยเกิดน้อย แต่ผู้สูงอายุมากขึ้น  ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำ 3 อย่างคือ ทำอย่างไรให้คนไทยเก่งขึ้น ทำอย่างไรให้คนสูงอายุทำงานได้นานขึ้น และทำอย่างไรจะดึงคนเก่งเข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้น โดยมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้กลับมาโต 3%++”

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า แนวทางที่ผมจะทำคือ ปฎิรูป 3 อย่าง คือ การปฎิรูปเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ซึ่งจะทำอย่างโปร่งใส อย่างที่สอง ปฎิรูปเพื่อรองรับเศรษฐกิจสูงอายุ และปฎิรูปทักษะแรงงานไทย  ซึ่งผมทำโครงการ Skill Bridge เพื่อเพิ่มทักษะให้แรงงานไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ เพราะในการส่งเสริมการลงทุน เราได้เน้นการใช้แรงงานไทยที่มีทักษะเพียงพอ และการใช้วัตถุดิบในประเทศ รวมทั้งปรับให้เด็กไทย มีหลักสูตรเรียนให้ตรงกับความต้องการงาน ตรงกับอุตสาหกรรมใหม่ที่มีการจ้างงานอัตราค่าจ้างสูง รวมทั้งเร่งกระจายความเจริญ และคนเก่งๆ ไปในต่างจังหวัด เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้เพิ่มขึ้น

    “ผมมีความกังวลต่อโครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัยในอัตราเร่งที่เร็วกว่าญี่ปุ่น โดยสัดส่วนคนอายุเกิน 60 ปีจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่อัตราการเกิดต่ำลง จึงเสนอโครงการ Skill Bridge เพื่อเชื่อมโยงทักษะแรงงานให้ตรงกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อุตสาหกรรมชิปที่ให้เงินเดือนเริ่มต้นถึง 30,000 บาท”

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ในปี 69 คนไทย 100 คน มี 20% อายุเกิน 60 ปี หรือในวัยเกษียณ เช่น คนญี่ปุ่น ยังทำอาชีพ พนักงานต้อนรับในโรงแรม หรือร้านสะดวกซื้อ ไทยจะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้กลับมามีงานทำ เรื่องนี้ได้คุยกับนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เรื่องคนไทยเรียนป.ตรีแต่ไม่ตรงความสามารถ สิ่งสำคัญทำโครงการ Skill Bridge สะพานเชื่อมทักษะ คนไทยอยากเรียนอะไรให้ตรงทักษะ ทำอย่างไรให้คนไทยมีรายได้ เกิดการจ้างงาน

    สำหรับการขับเคลื่อนนโยบาย นายเอกนิติ กล่าวเปรียบการบริหารเศรษฐกิจเหมือนทีมฟุตบอล โดยมีภาคเอกชนเป็น “กองหน้า” รัฐบาลเป็น “กองกลาง” ที่คอยจ่ายบอลผ่านการปลดล็อกกฎระเบียบ (Thailand Fast Pass) และมี “กองหลัง” ที่แข็งแกร่งคือวินัยการเงินการคลัง

    “นโยบายเศรษฐกิจต้องสร้าง Tomorrow วันนี้ถ้าเราไม่เปลี่ยนผ่านตอนนี้ รออีก 10 ปีไม่มีทางทำได้แล้ว โดยไทยต้องยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้สูงขึ้น และตั้งเป้าเข้าสู่การเป็นประเทศรายได้สูง (High Income Country) แม้จะเป็นงานที่ยากและต้องอาศัยความอดทนในการฝึกซ้อมเหมือนนักกีฬา แต่เชื่อว่าหากร่วมมือกัน ไทยจะสามารถคว้าแชมป์ครั้งสุดท้ายนี้ได้สำเร็จ”นายเอกนิติ กล่าว

    นายเอกนิติ กล่าวเน้นย้ำความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว พร้อมระบุว่าปัจจุบันประเทศไทยกลับมามีความสำคัญในสายตาชาวโลกอีกครั้ง และเป็นจังหวะสำคัญที่จะคว้าโอกาสในกระแสโลกใหม่ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาดและการปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน

    ทั้งนี้ รัฐบาลจะขับเคลื่อนผ่านแนวทาง Investment-Led Growth หรือการเติบโตที่นำโดยการลงทุน โดยหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund: TFF) โดยในปีนี้เตรียมนำเงินลงทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท มาใช้ในโครงการต่อยอดทางด่วน และในอนาคตมีแผนจะขยายผลไปสู่โครงการ Smart Grid เพื่อรองรับการใช้พลังงานสะอาดและไฟฟ้าสะอาด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการลดการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศที่ทำให้ไทยเผชิญภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด

    นอกจากนี้ นายเอกนิติยังได้มอบนโยบายให้กรมสรรพากรนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อคืนภาษีให้แก่ผู้ประกอบการ SME ที่อยู่ในระบบดิจิทัลให้รวดเร็วขึ้นทันที เพื่อช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่อง โดยในไตรมาสที่ผ่านมาสามารถคืนภาษีให้ SME ไปแล้วกว่า 80,000 ล้านบาท

    ขณะเดียวกันในส่วนของ BOI ยุทธศาสตร์ใหม่จะไม่เน้นเพียงตัวเลขเม็ดเงินลงทุน แต่จะเน้นคุณภาพและการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) ผ่านโครงการ Skill Bridge เพื่อเชื่อมต่อทักษะสมัยใหม่ เช่น AI และเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าให้แก่คนไทย โดยย้ำว่าถ้าอุตสาหกรรมไหนที่คนไทยเก่งขึ้น เราจะกำหนดให้มีการจ้างงานคนไทยในระดับที่สูง เพื่อให้การลงทุนต่างชาติตกถึงมือคนไทยอย่างแท้จริง

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/เสาวลักษณ์ อวยพร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/621824&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ypoi5H-2QDYTqzcfOGLXG

  • คลัง จับตา “เงินเฟ้อ-ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด” จุดอันตรายเศรษฐกิจ

    คลัง จับตา “เงินเฟ้อ-ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด” จุดอันตรายเศรษฐกิจ

    วันนี้ (25 ก.ค.2569) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวในโครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 ในหัวข้อ “ศักยภาพของเศรษฐกิจไทยและมาตรการของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ”ว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยวันนี้ หากมองเป็นเครื่องบินจะเห็นว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา เครื่องบินของเราบินเอียงมาตลอด เพราะเราพึ่งพาเครื่องยนต์เดียว คือการส่งออกเมื่อโลกแย่ เราก็จะแย่ไปด้วย แต่ภาพในประเทศของไทยกลับยังอ่อนแอ ทั้งการลงทุน การบริโภค อยู่ในระดับต่ำมาต่อเนื่อง ในขณะที่การเข้าไปช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ทำให้หนี้สาธารณะของรัฐบาลเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า การสร้างสมดุลของเครื่องยนต์ให้เศรษฐกิจไทย หัวใจขณะนี้คือจะผลักดันการลงทุนภาคเอกชน และการลงทุนของรัฐบาล โดยการทำงานในหน้าที่รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง 7 เดือนที่ผ่านมา คือ ความพยายามให้การลงทุนนำการขยายตัวของเศรษฐกิจ และผลที่ได้วันนี้ จะเห็นการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นในแทบทุกตัว โดยเห็นการลงทุนภาคเอกชนโตประมาณ 10% ในไตรมาสแรกของปีนี้ และต้องการให้การลงทุนภาครัฐ ทั้งหน่วยงานรัฐและรัฐวิสาหกิจโต 9.4% ซึ่งการโตด้วยการลงทุนจะดีกว่าการโตด้วยบริโภคที่กินใช้หมดไป

    อย่างไรก็ตาม ยังมีไฟแดงอยู่ 2 ตัวอันตรายที่ต้องจับตา คือ อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพราะเครื่องบินของเราจะโตจากเครื่องยนต์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องมีน้ำมันดี ๆ หยอดด้วย น้ำมันที่ดีคือเสถียรภาพที่ดี และตัวที่วัดเสถียรภาพว่าดีไม่ดี คืออัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจากที่เงินเฟ้อติดลบในไตรมาสแรกปีนี้ และไตรมาสที่ 2 ปีนี้ เงินเฟ้อขึ้นไปที่ 2.7% จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ส่วนนี้จะกระทบต่อค่าครองชีพและการบริโภคของคนไทย ซึ่งต้องบริหารจัดการให้ดี หากปล่อยให้น้ำมันไม่ดี เครื่องยนต์ก็จะน็อกได้

    อีกตัวอันตรายที่ต้องจับตา คือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งหมายถึงประเทศไทยมีรายจ่ายมากกว่ารายได้ เงินในกระเป๋าของเราฟ้องว่าหายไป โดย 2 เดือนที่ผ่านมา เราขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 14,000 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 600,000 ล้านบาท

    รองนายกฯ กล่าวอีกว่า โครงสร้างการค้าโลกที่เปลี่ยนไป ทำให้ทุกประเทศพยายามจับกลุ่มและเจรจาทางการค้าระหว่างกัน การเจรจาเอฟทีเอ เป็นเครื่องมือที่ประเทศไทยจำเป็นต้องใช้ และสิ่งที่ถือว่าเป็นโอกาส ท่ามกลางสงคราม คือการย้ายฐานการผลิตของนักลงทุน ทุกคนต้องการหาประเทศใหม่ที่ปลอดภัยเพื่อขยายการลงทุน

    ซึ่งส่วนหนึ่งมาลงทุนในไทย เห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของตัวเลขการขอส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่เพิ่มขึ้นสูงมาก และที่ดีกว่าคือเข้ามาเป็นอุตสาหกรรมอนาคต ซึ่งวันนี้เราต้องคว้าโอกาสนี้ให้ได้ เพื่อเป็นห่วงโซ่การผลิตใหม่ของโลก

    “นักลงทุนที่เข้ามาต้องการน้ำสะอาด ไฟสะอาด ผมก็ได้ปลอดล็อก Direct PPA ให้สามารถทำได้โดยไม่มีโควต้า ช่วยให้พลังงานสะอาดของไทยทำได้เร็วขึ้น ซึ่งสอดรับกับกฎเกณฑ์ CBAM ของยุโรป และยังสอดรับกับการลงทุนในด้าน AI และดาต้าเซนเตอร์ ที่กำลังเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น ขณะที่อีกสิ่งที่ต้องทำคือ เราจะทำอย่างไรให้ศักยภาพเศรษฐกิจดีขึ้น จากเดิมที่เคยโต 5-7% แต่ตอนนี้เหลือแค่ 2.7% แต่ที่น่าเสียดายคือ คนไทยเกิดน้อย แต่ผู้สูงอายุมากขึ้น ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำ 3 อย่างคือ ทำอย่างไรให้คนไทยเก่งขึ้น ทำอย่างไรให้คนสูงอายุทำงานได้นานขึ้น และทำอย่างไรจะดึงคนเก่งเข้ามาทำงานในประเทศมากขึ้น โดยมีเป้าหมายยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้กลับมาโตเกิน 3%”

    นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า แนวทางที่ผมจะทำคือ ปฎิรูป 3 อย่าง คือการปฎิรูปเพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ ซึ่งจะทำอย่างโปร่งใส อย่างที่ 2 ปฎิรูปเพื่อรองรับเศรษฐกิจสูงอายุ และปฎิรูปทักษะแรงงานไทย ซึ่งตนเองทำโครงการ Skill Bridge เพื่อเพิ่มทักษะให้แรงงานไทยเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ เพราะในการส่งเสริมการลงทุน เน้นการใช้แรงงานไทยที่มีทักษะเพียงพอ และการใช้วัตถุดิบในประเทศ ปรับให้เด็กไทย มีหลักสูตรเรียนให้ตรงกับความต้องการงาน ตรงกับอุตสาหกรรมใหม่ที่มีการจ้างงานอัตราค่าจ้างสูง รวมทั้งเร่งกระจายความเจริญ และคนเก่ง ๆ ไปในต่างจังหวัด เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้เพิ่มขึ้น

    อ่านข่าว :

    ฝากขังผู้ต้องหา คดี “พ่อทิพย์” สวมสิทธิสัญชาติไทยให้เด็กจีน

    “วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร” นครศรีธรรมราช ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

    สถานทูตอิตาลี แถลงการณ์ขออภัยคนไทย ปม นร.แสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/508713&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0T3D2H1kuQu7BRDiPdX8w-

  • Bitkub ปกปิดข้อมูลโดนแฮก 1.7 พันล้านบาท ชี้ถึงความเสี่ยงอะไรในวงการคริปโตฯ ไทย – BBC News ไทย

    Bitkub ปกปิดข้อมูลโดนแฮก 1.7 พันล้านบาท ชี้ถึงความเสี่ยงอะไรในวงการคริปโตฯ ไทย – BBC News ไทย

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

      • Author, ปณิศา เอมโอชา
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
    • Published

    • เวลาอ่าน: 10 นาที

    ทันทีที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ออกหนังสือกล่าวโทษต่อบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด และอดีตกรรมการบริษัทอีก 2 ราย ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) เมื่อวันที่ 23 ก.ค. ที่ผ่านมา นายสกลกรย์ สระกวี อดีตกรรมการบริษัทบิทคับฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในคนที่ถูกกล่าวโทษ ก็ออกมาอัดคลิปชี้แจงข้อเท็จจริงจากฝั่งบริษัทโดยทันที

    จากแถลงการณ์ของ ก.ล.ต. พบว่า ในช่วงเดือน พ.ค. 2564 มีทรัพย์สินดิจิทัลทั้งหมด 16 สกุล มูลค่ารวมราว 1.7 พันล้านบาท ถูกโจรกรรมผ่านการโจมตีทางไซเบอร์บนแพลตฟอร์มซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลของบิทคับ แม้ต่อมา ก.ล.ต. จะพบว่า บริษัทสามารถหาสินทรัพย์ดิจิทัลมาทดแทนสินทรัพย์ที่ถูกโจรกรรมไปได้อย่างครบถ้วน ตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. 2564 ทว่าบริษัทกลับไม่ได้แจ้ง ก.ล.ต. ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

    ก.ล.ต. กล่าวโทษว่าการกระทำของบิทคับเข้าข่ายเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อ ก.ล.ต. อันเป็นความผิดตามมาตรา 76 แห่งพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 (พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ) ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท

    ขณะที่การกระทำของ นายสกลกรย์ สระกวี และนายทวีทรัพย์ ราวรรณ์ กรรมการของบิทคับในเวลานั้น ที่เป็นผู้รับผิดชอบเอกสารที่ยื่นต่อ ก.ล.ต. จะเข้าข่ายเป็นการลงข้อความเท็จในเอกสารของนิติบุคคลเพื่อลวงบุคคลใด ๆ อันเป็นความผิดตามมาตรา 88(2) แห่ง พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ซึ่งมีระวางโทษตามมาตรา 88 วรรคท้าย คือมีโทษจำคุกระหว่าง 5-10 ปี และปรับตั้งแต่ 500,000 – 1,000,000 บาท

    คำแถลงจากบิทคับ

    Bitkub

    ที่มาของภาพ, Bitkub

    คำบรรยายภาพ, ภาพบันทึกหน้าจอ นายสกลกรย์ สระกวี จากคลิปวิดีโอแถลงการณ์ของบริษัทบิทคับ ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 2569

    นายสกลกรย์ เริ่มต้นวิดีโอด้วยการบอกว่า เรื่องที่เกิดขึ้นนั้นผ่านมานานแล้ว พร้อมอธิบายว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 พ.ค. 2564 ซึ่งบริษัทถูกแฮกจริง ๆ จากนั้น ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัททุกคนจึงตัดสินใจใช้เงินส่วนตัว “ในการซื้อเหรียญคืนลูกค้าครบทั้งหมดตั้งแต่ในปีนั้นเลย”

    อดีตกรรมการบิทคับฯ รายนี้เสริมว่า ก.ล.ต. เพิ่งเริ่มเข้ามาตรวจสอบสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าของบริษัทจริง ๆ เมื่อวันที่ 8 ก.ย. 2568 ที่ผ่านมา

    บีบีซีไทยตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า คำพูดของนายสกลกรย์ สอดคล้องกับช่วงเวลาที่มีข้อมูลปรากฏบนโลกออนไลน์ว่าแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลแห่งหนึ่งในไทยถูกแฮก และ ก.ล.ต. ก็ออกมาแถลงว่ากำลังมีการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยระบุในตอนนั้นว่า สินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้า ณ วันที่ 8 ก.ย. 2568 นั้น มีความปลอดภัยครบถ้วน

    อย่างไรก็ดี นายสกลกรย์ยอมรับความผิดเรื่องการปกปิดข้อเท็จจริงจากสาธารณชนและ ก.ล.ต. โดยเขากล่าวว่า ระบบความปลอดภัยของแพลตฟอร์มนั้นมีครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด และ “บิทคับเองก็ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย” แต่เพราะเขากังวลว่าลูกค้าจะได้รับผลกระทบทันทีหากทราบเรื่อง

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • A satellite image shows the Bab el Mandeb Strait, a narrow shipping lane

    • Katie and Alan Donegan smile at the camera while both wearing glasses during a selfie in front of a lake and trees against a blue sky.

    • พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ ผบ.ตร. คนที่ 16

    • .

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    “ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นมา ในอดีตลูกค้าจะตื่นตกใจ ลูกค้าที่ถูกขโมยเหรียญจะสูญเงิน คนจะแห่ถอนเหรียญ เทขายเหรียญ ราคาเหรียญจะดิ่งลง สมมติราคาตอนนี้หนึ่งล้านบาทจะเหลือสองแสนนะครับ เกิดความโกลาหลเกิดขึ้นแล้วก็จะลามเป็นลูกโซ่ ซึ่งเราเรียกเหตุการณ์นี้ว่าแบงก์รัน (bank run)” นายสกลกรย์ กล่าว

    เขาเสริมว่า หากวันนั้นบิทคับมีการเปิดเผยข้อมูลจริง จะทำให้เกิดวิกฤตตามมาและจะเกิดการสูญเสียเป็นวงกว้าง พร้อมปิดท้ายว่าเขาคือผู้รับผิดชอบการกระทำแต่เพียงผู้เดียว และพร้อมรับผลของการกระทำของตัวเอง

    ‘แบงก์รัน’ คืออะไร เกิดขึ้นได้จริงไหมกับแพลตฟอร์มซื้อ-ขายเหรียญดิจิทัล

    หนึ่งในคำสำคัญที่นายสกลกรย์ใช้เพื่ออธิบายการกระทำของตัวเอง คือปรากฏการณ์ที่ลูกค้าเกิดความตื่นตระหนกและแห่ถอนเงินออกมาจากระบบจนหมดและกระทบเป็นลูกโซ่ ที่เขาเรียกว่า แบงก์รัน (bank run) ซึ่งอ้างอิงมาจากปรากฏการณ์ในภาคการธนาคาร

    เดวิด แลม นักวิจัยจากโครงการศึกษาด้านเศรษฐกิจระดับภูมิภาค จากสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS-Yusof Ishak Institute) ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการกำกับดูแลสกุลเงินดิจิทัล เทคโนโลยีบล็อกเชน และนโยบายดิจิทัลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บอกกับบีบีซีไทยว่า ในมิติดั้งเดิมของแวดวงธนาคาร ภาวะแบงก์รันเกิดขึ้นเพราะตามปกติธนาคารจะนำเงินฝากที่ได้รับมาไปปล่อยกู้ แล้วถ้าลูกหนี้จ่ายเงินไม่ได้เป็นวงกว้าง เช่น ช่วงที่เกิดวิกฤตการเงิน ธนาคารก็จะขาดสภาพคล่อง หากในเวลาเช่นนี้ คนแห่กันไปถอนเงิน ธนาคารก็จะมีเงินไม่เพียงพอให้คนที่มาถอนเงิน

    ศ.ดร.อาณัติ ลีมัคเดช หัวหน้าภาควิชาการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ภาวะแบงก์รันนั้นเป็นเรื่องของความเสี่ยงเชิงระบบ (systemic risk) หรือหมายความว่าปรากฏการณ์นี้ต้องเกิดขึ้นกับธนาคารหลายแห่งพร้อมกัน ไม่ใช่เกิดขึ้นกับธนาคารแค่แห่งเดียว

    “เมื่อแบงก์หนึ่งล้ม สิ่งที่เขากลัวก็คือแบงก์อื่นจะล้มตามไปด้วย นี่คือความหมายของคำว่าแบงก์รันแต่ถ้าแบงก์เราเจ๊งแบงก์เดียว แล้วแบงก์อื่นเขาไม่สะเทือน อย่างงี้เราไม่เรียกแบงก์รัน เราก็เรียกแบงก์เราเจ๊ง” ศ.ดร.อาณัติ อธิบายกับบีบีซีไทย

    สำหรับมิติของแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลนั้น พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว กรรมการจากสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ชี้ว่า ภาวะแบงก์รันที่ถูกอ้างถึงในกรณีของบิทคับมีความแตกต่างจากแบงก์รันในภาคการธนาคารอยู่ เนื่องจากตามกฎหมาย ธนาคารสามารถนำเงินฝากไปบริหารจัดการเพื่อหารายได้ต่อได้ หรือก็คือการที่ธนาคารนำเงินฝากที่ได้มาไปปล่อยกู้ต่อนั่นเอง ทว่าสำหรับแพลตฟอร์มซื้อขายเหรียญดิจิทัล (crypto exchange) ตามมาตราที่ 31 ของ พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ห้ามไม่ให้ทำเช่นนั้น

    “เอ็กซ์เชนจ์มีหน้าที่ดูแลสินทรัพย์ของลูกค้าให้ปลอดภัย ไม่สามารถเอาไปทำอะไรได้ เพราะฉะนั้น สมมติว่าถ้าเกิดมีคนถอนเยอะ ๆ ในกรณีที่ถ้าเงินอยู่ครบ… สิ่งที่เกิดขึ้นคือสินทรัพย์ทุกอย่างต้องพร้อมให้ถอนและต้องถอนได้ อาจจะมีล่าช้าบ้างแต่สุดท้ายคือเงินต้องอยู่ครบ มันเป็นหลักการที่ต่างกันระหว่างธนาคารกับเอ็กซ์เชนจ์” พีรพัฒน์ ชี้

    บีบีซีไทยถามกรรมการสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทยผู้นี้ต่อไปว่า สมมติในวันที่บริษัทโดนแฮก แล้วมีการประกาศข่าวออกไปให้รับทราบโดยทั่วกัน และมีลูกค้าแห่มาถอนเงินกันจริง ๆ โดยที่ทางบริษัทยังไม่สามารถหาเงินมาเติมได้จะเกิดอะไรขึ้น

    พีรพัฒน์ตอบว่า “ถ้าทุกคนแห่กันถอนจนหมดจริง ๆ ก็ใช่ เอ็กซ์เชนจ์ล่ม”

    ศ.ดร.อาณัติ เสริมว่า ในกรณีที่เป็นเช่นนั้นจริง ผลกระทบจะเกิดขึ้นในวงกว้างแน่นอน เนื่องจากบิทคับครองสัดส่วนตลาดสูงในตลาดแพลตฟอร์มซื้อขายเหรียญดิจิทัลไทย แต่สุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่ใช่คำว่า ‘แบงก์รัน’ อยู่ดี

    “ถามว่าถ้าเขาล้ม ก็ต้องบอกว่ามันคือผลกระทบใหญ่ แต่การใช้ศัพท์คำว่าแบงก์รัน ว่ามันจะกระเทือนไปอย่างอื่น ผมก็เลยต้องแก้ด้วยวิธีการนี้ เพื่อเอาผลประโยชน์ประเทศชาติมาเป็นข้ออ้าง มันฟังดูไม่เมคเซนส์ (ไม่สมเหตุสมผล)” ศ.ดร.อาณัติ กล่าว

    การเติมเงิน 1.7 พันล้าน คือหน้าที่-ความรับผิดชอบ หรือการเอาตัวรอด ?

    สำหรับประเด็นที่เหล่าผู้ร่วมก่อตั้งบิทคับช่วยกันนำเงินของตัวเองมาซื้อเหรียญที่ถูกแฮกไปเพื่อไม่ให้มีผู้ใช้บริการเสียผลประโยชน์นั้น หัวหน้าภาควิชาการเงิน มธ. ชี้ว่านี่เป็นหน้าที่ที่แพลตฟอร์มพึงกระทำอยู่แล้ว เพราะมาตราที่ 31 ของ พ.ร.ก.สินทรัพย์ดิจิทัลฯ ชี้ชัดว่า “ทรัพย์สินของลูกค้าที่อยู่ในบัญชีของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลยังคงเป็นทรัพย์สินของลูกค้า”

    ศ.ดร.อาณัติ เสริมว่า ด้วยเหตุนี้ เมื่อบิทคับทำเหรียญของลูกค้าหาย แม้จะเป็นไปเพราะถูกโจรกรรม “บิทคับไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้เลย… ดังนั้นการจงใจปกปิดโดยอ้างว่ากลัวแบงก์รัน มันจึงเป็นเหตุที่ไม่ควร… เมื่อคุณไปทำทรัพย์สินของเขาหาย แทนที่คุณจะประกาศว่าจะแก้ไขปัญหาว่าไม่ต้องกลัวนะครับ ผมยินดีจะชดเชย นี่ต่างหากคือสิ่งที่พึงกระทำ”

    เขายังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุโจรกรรมทางไซเบอร์นั้น เป็นช่วงเดียวกับที่บิทคับกำลังจะมีดีลธุรกรรมใหญ่ที่ข่าวการแฮกนั้นอาจส่งผลกับธุรกิจโดยตรงได้

    ข้อสังเกตแรกของ ศ.ดร.อาณัติ คือในช่วงต้นเดือน พ.ค. 2564 บิทคับมีการออกเหรียญ KUB ของตัวเองเข้ามาให้ผู้ใช้งานซื้อขายได้ ทั้ง ๆ ที่มีคุณสมบัติไม่ถึงเกณฑ์ โดยราว 1 ปี ถัดมา ก.ล.ต. เปรียบเทียบปรับบริษัท บิทคับ ออนไลน์ และกรรมการคัดเลือกสินทรัพย์ดิจิทัลรวม 5 ราย รายละ 2,533,500 บาท รวมกว่า 15.2 ล้านบาท ฐานอนุมัติเหรียญ KUB เข้าซื้อขายไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การคัดเลือกฯ และไม่คำนึงถึงมาตรการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ก่อนที่ต่อมาวันที่ 30 มิ.ย. 2565 คณะกรรมการ ก.ล.ต. จะมีคำสั่ง (ตามมาตรา 35) ให้บิทคับแก้ไขการคัดเลือกและอนุมัติเหรียญ KUB ให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ภายใน 30 วัน

    ขณะที่ช่วงต้นเดือน พ.ย. 2564 ก็มีรายงานข่าวทั้งจากสื่อมวลชนและตัวบิทคับเอง ที่ระบุว่า คณะกรรมการบริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด มีมติอนุมัติให้ SCBS ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของธนาคารเข้าทำสัญญาซื้อหุ้นในบริษัท บิทคับ ออนไลน์ จำกัด ในสัดส่วน 51% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 1.78 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ดี ดีลนี้ล่มในปีถัดมา

    ด้าน เดวิด แลม เสริมว่าในระดับโลกมีหลายกรณีที่แพลตฟอร์มซื้อ-ขายเหรียญดิจิทัลถูกโจรกรรมผ่านทางไซเบอร์ แล้วก็มีทั้งแพลตฟอร์มที่ออกมาประกาศทันทีพร้อมเสนอแนวทางการรับผิดชอบ รวมไปถึงแพลตฟอร์มขนาดเล็กกว่าที่เลือกปิดเงียบไป

    แลม ชี้ว่า กรณีอย่างบายบิท (Bybit) แพลตฟอร์มซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลที่ถูกโจรกรรมสกุลเงินดิจิทัลมูลค่ากว่า 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 5 หมื่นล้านบาทไทยนั้น ฝั่งผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มเลือกที่จะออกมาแถลงความจริงทันทีและระบุว่าบริษัทจะคืนเงินให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ

    เมื่อถามว่า เหตุใดผู้ก่อตั้งบายบิทอย่าง เบน โจว เลือกเดินทางนี้ เมื่อเทียบกับกรณีของบิทคับ แลม วิเคราะห์ว่า เพราะแพลตฟอร์มซื้อ-ขายเหรียญดิจิทัลรายนี้มีขนาดใหญ่มาก และผู้คนเองก็เห็นธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกตินี้บนบล็อกเชนโดยทันที “เขาจึงต้องรีบออกมาชี้แจงต่อสาธารณะว่า ‘เราโดนแฮกนะ แต่เรามีแผนรองรับ เรามีสินทรัพย์พอ หรือเราได้ bridge loan (เงินกู้ระยะสั้น) มาเติมแล้ว เพื่อให้ทุกคนได้เงินคืนครบ ไม่ต้องกังวล’”

    เมื่อเทียบกับไทย แลมชี้ว่า บิทคับนับว่ามีขนาดเล็กกว่ามาก และในตอนที่เกิดเหตุโจรกรรมทางไซเบอร์ผู้ใช้งานก็อาจไม่ได้รู้สึกผิดปกติใด ๆ จึงทำให้ “ตอนนั้นอาจจะยังไม่ได้อยู่ในเรดาร์ของคนทั่วไป เขาเลยประคองตัวไปได้โดยไม่มีคนจับได้”

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, “บอกตามตรง มิตินี้ถ้าเทียบกันแล้ว ถือว่าดีกว่ากรณี Zipmex เยอะมาก…” พีรพัฒน์ หาญคงแก้ว กรรมการจากสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย กล่าว

    สำหรับพีรพัฒน์ จากสมาคมสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ชี้ว่าต้องแยกประเด็นการปกปิดข้อมูลออกจากการรับผิดชอบเมื่อเกิดเหตุ

    “บอกตามตรง มิตินี้ถ้าเทียบกันแล้ว ถือว่าดีกว่ากรณี Zipmex เยอะมาก… เพราะสุดท้ายผลที่เกิดกับประชาชนมันรุนแรง ลองคิดภาพกรณี Zipmex มีการกล่าวโทษเยอะแยะเลย แต่สุดท้าย ก.ล.ต. ปรับไม่กี่บาทเมื่อเทียบกับความเสียหาย แล้วถามว่าประชาชนได้เงินคืนไหม ก็ไม่ได้คืน พูดง่าย ๆ คือมันระบุว่าความผิดมีอยู่จริง แต่เงินก็ไปแล้ว ทำอะไรไม่ได้”

    พีรพัฒน์ อธิบายโดยชี้ว่า ที่ผ่านมามีแพลตฟอร์มซื้อ-ขายเหรียญดิจิทัลถูกแฮกมากมาย ทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าในกรณีที่เปิดเผย ลูกค้ารายย่อยที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบจะได้รับการชดเชยหรือช่วยเหลือ

    “ก็ต้องยอมรับว่าตรงนี้ถือว่า สปิริตดีมาก อันนี้ต้องยอมรับเลย แต่ว่ามันคือคนละเรื่องกับการที่เขาปกปิดข้อมูลแล้วก็อ้างว่าทำไปเพื่อลูกค้า คือพูดง่าย ๆ คือเหมือนกับว่าเขาเอาเงินมาเติม ตรงนี้มันเป็นการทำเพื่อบริษัทเขา… ไม่ได้ทำเพื่อปกป้องวงการ ถามว่าเกี่ยวกับลูกค้าไหม ก็เกี่ยวเพราะเป็นลูกค้าของเขา แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวกับวงการอยู่ดี” พีรพัฒน์ กล่าว

    ก.ล.ต. บกพร่องหรือไม่ ดำเนินการหลังผ่านไป 5 ปี

    หนึ่งในคำถามที่ผุดขึ้นมาจากกรณีนี้คือเหตุใด ก.ล.ต. จึงใช้เวลาร่วม 5 ปี กว่าจะพบความผิดปกติหรือการปลอมแปลงข้อมูลที่เกิดขึ้น ทั้ง ๆ ทุกฝ่ายกำลังพูดถึงระบบที่อิงอยู่บนเทคโนโลยีบล็อกเชนที่เป็นการจัดเก็บข้อมูลแบบกระจายศูนย์ ดังนั้น เม็ดเงินที่อยู่ดี ๆ หายไป 1.7 พันล้านบาท สามารถเล็ดลอดสายตาของหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง ก.ล.ต. ได้ง่ายเช่นนั้นเลยหรือ

    ถ้อยแถลงของบิทคับที่ระบุว่าเพิ่งมีการตรวจสอบช่วงเดือน ก.ย. 2568 สอดคล้องกับสิ่งที่ พีรพัฒน์ บอกกับบีบีซีไทยว่า ก.ล.ต. น่าจะเพิ่งลงมาดูประเด็นนี้หลังมีเอกสารรั่วไหลออกมา หรือหมายความว่า กว่า ก.ล.ต. จะรู้ตัวจริง ๆ ก็คือ 4 ปีหลังเกิดเหตุแล้ว

    เมื่อสอบถามประเด็นนี้ต่อ ศ.ดร.อาณัติ เขาอธิบายว่า โดยปกติแล้ว สำหรับการควบคุมดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล ก.ล.ต. จะดูจากรายงานที่บริษัทส่งมา แล้วหากพบว่ามีความผิดปกติหรือมองว่าไม่น่าเชื่อถือจึงสามารถตามกลับไปเช็คได้

    “ถ้าผมเป็น ก.ล.ต. แล้วบอกว่าผมไม่เชื่อที่บิทคับรายงาน ผมเข้าไปที่ Blockchain.com ผมก็ไปไล่กวาดทุกธุรกรรมว่าตอนนี้ถือ Bitcoin อยู่เท่าไหร่ ในทางทฤษฎีทำได้ แต่ถามว่าทำแล้วผมจะรู้ไหมว่าอันไหนเป็นเงินลูกค้าเท่าไหร่ เงินบริษัทเท่าไหร่ ก็ไม่รู้อยู่ดี และผมเชื่อว่า ก.ล.ต. ไม่ได้ไปเช็กแบบนั้นด้วยซ้ำ เพราะเป็นสิ่งที่เขาอาจไม่ถนัด ขณะที่เอ็กซ์เชนจ์หรือหน่วยงานกำกับดูแลต่างประเทศเขาจะมีเครื่องมือที่เรียกว่า blockchain analytics พอของเราไม่มี เราก็เชื่อตามที่เขารายงาน แล้วก็พยายามบังคับให้เขารายงานอย่างละเอียด มันก็อารมณ์เหมือนกรณีหุ้นทิพย์ที่พูดถึงกันเมื่อเร็ว ๆ นี้ คือคุณรายงานอะไรมา ผมเชื่อคุณไปก่อน แต่ถ้าคุณผิด คุณผิดกฎหมายนะ”

    เขาทิ้งท้ายว่า สุดท้ายเมื่อเรื่องเพิ่งมาแดงหรือเริ่มจะมาลงดาบกันตอนนี้ “เรื่องขนาดนี้ ผ่านมาไม่รู้กี่ปีแล้วค่อยกลับมานั่งไล่กัน… มันก็สะท้อนถึงความไร้ประสิทธิภาพของหน่วยงานกำกับดูแล”

    ด้าน เดวิด แลม ชี้ว่าหาก ก.ล.ต. ออกมาดำเนินการสิ่งนี้ตั้งแต่ตอนที่เรื่องเกิดขึ้น เขาจะประเมินให้เกรดสี่เต็มกับหน่วยงานกำกับดูแล พร้อมเสริมว่า การตามกำกับดูแลโดยอิงอยู่กับรายงานที่ได้รับมาทำให้หน่วยงานฯ ต้องพึ่งว่าแพลตฟอร์มซื้อ-ขายเหรียญดิจิทัลจะรายงานข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนหรือไม่

    “การตรวจแบบนี้ไม่ใช่แค่ดูสินทรัพย์ แต่ต้องรู้หนี้สินด้วย และหนี้สินมาจากการที่เอ็กซ์เชนจ์รายงานเท่านั้น สุดท้ายคุณต้องพึ่งให้เอ็กซ์เชนจ์รายงานยอดเงินฝากลูกค้าอย่างถูกต้อง” แลม กล่าว

    เขาเสริมว่า “ผมไม่ทราบว่าตอนนั้น หน่วยงานกำกับดูแลของคุณได้เช็กบนบล็อกเชนหรือทำ due diligence (การสอบทานธุรกิจ) แบบนั้นไหม ถ้าตอนนั้นเขาทำ ผมจะให้เกรด A เลย ดีมาก แต่ผมไม่รู้ว่ามันเป็นแนวปฏิบัติปกติในตอนนั้นหรือเปล่า มันเป็นสิ่งที่ควรทำแน่ ๆ แต่ผมคิดว่ามันก็ยากมากสำหรับหน่วยงานกำกับดูแลที่จะทำ”

    บีบีซีไทยได้ติดต่อไปยัง ก.ล.ต. เพื่อขอความเห็นและคำชี้แจงต่อประเด็นต่าง ๆ ที่ถูกพาดพิง อย่างไรก็ดี เราไม่ได้รับการตอบกลับก่อนที่รายงานฉบับนี้จะถูกเผยแพร่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cn7nvm5dxpxo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qpnN8UtswZdN4yyEkQMnZ

  • ถอดรหัส ‘หนู’ ยังเริงร่า? แม้เจอมรสุมรอบด้าน

    ถอดรหัส ‘หนู’ ยังเริงร่า? แม้เจอมรสุมรอบด้าน

    แม้รัฐบาลภายใต้การนำของ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ จะเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งข้อครหาทางการเมือง ปัญหาการบริหารราชการแผ่นดิน และสัญญาณเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วง แต่ภาพที่ปรากฏกลับเป็นรัฐบาลที่ยังคงเดินหน้าต่ออย่างมั่นใจ จนเกิดคำถามว่าเหตุใด “นายกฯ หนู ยังเริงร่า” ท่ามกลางมรสุมที่โหมกระหน่ำจากหลายทิศทาง

    วงสนทนาในรายการ Deep SPACE Special วิเคราะห์ตรงกันว่า ปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่การคลี่คลายปัญหา แต่เป็นเพราะรัฐบาลยังมีฐานอำนาจทางการเมืองที่แข็งแรงเพียงพอจะรับมือแรงสั่นสะเทือนที่เกิดขึ้นในเวลานี้

    ปมการเมืองและการจัดวางรัฐมนตรี ถูกตั้งคำถามหนัก

    หนึ่งในประเด็นที่ถูกวิจารณ์คือการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งถูกมองว่าเกิดจากการต่อรองทางการเมืองมากกว่าการคัดเลือกบุคคลตามความเหมาะสมกับภารกิจของประเทศ

    ผู้ร่วมรายการตั้งข้อสังเกตว่า หลายตำแหน่งสำคัญถูกจัดสรรตามโควตาพรรคการเมือง โดยไม่ได้ยึดโจทย์การแก้ปัญหาประเทศเป็นหลัก ส่งผลให้บางกระทรวงขาดประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนนโยบาย โดยเฉพาะกระทรวงเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนัก

    ขณะเดียวกัน ปัญหาและข้อครหาที่เกิดขึ้นในรัฐบาลช่วงที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ยังพุ่งเป้าไปที่รัฐมนตรีและกระทรวงในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย ทำให้ภาพลักษณ์ของ “ฝ่ายสีน้ำเงิน” ถูกจับตามากกว่าพรรคร่วมรัฐบาลอื่น

    “สื่อ” ยังเป็นเกราะสำคัญของรัฐบาล

    อีกเหตุผลที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ “บทบาทของสื่อมวลชน”

    ผู้ร่วมรายการมองว่า หากเป็นรัฐบาลหรือผู้นำทางการเมืองคนอื่นที่เผชิญปัญหาในระดับเดียวกัน อาจถูกวิพากษ์วิจารณ์รุนแรงกว่านี้ แต่รัฐบาลชุดปัจจุบันยังได้รับการสนับสนุนหรือการอธิบายจากสื่อบางส่วนอย่างต่อเนื่อง ทำให้แรงกดดันทางการเมืองไม่รุนแรงเท่าที่ควรจะเป็น

    พร้อมกันนั้นยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า สื่อควรทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐอย่างตรงไปตรงมา เพราะหากละทิ้งบทบาทดังกล่าว ระบบถ่วงดุลทางการเมืองจะอ่อนแอลง และส่งผลกระทบต่อคุณภาพประชาธิปไตยในระยะยาว

    เสียงในสภาฯ ยังแน่น ต่อให้ซักฟอกก็ล้มรัฐบาลยาก

    อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้นายกรัฐมนตรียังคงมั่นใจ คือความแข็งแกร่งของเสียงสนับสนุนในรัฐสภา

    ผู้ร่วมรายการประเมินว่า แม้ฝ่ายค้านจะเตรียมข้อมูลจำนวนมากเพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ภายใต้โครงสร้างรัฐบาลผสมในปัจจุบัน โอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางอำนาจผ่านกลไกรัฐสภายังมีน้อย เพราะพรรคร่วมรัฐบาลยังมีแรงจูงใจที่จะรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลไว้

    นอกจากนี้ พรรคฝ่ายค้านเองก็ยังไม่สามารถสร้างภาพของ “ทางเลือกใหม่” ที่ชัดเจนได้ ขณะที่หลายพรรคยังอยู่ในช่วงสะสมพลังทางการเมือง ส่งผลให้รัฐบาลยังไม่เผชิญแรงท้าทายที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนขั้วอำนาจในระยะสั้น

    ศึกใหญ่รออยู่หลังเปิดสภาฯ

    แม้รัฐบาลจะยังมีเสถียรภาพ แต่ช่วงเปิดสมัยประชุมสภาฯ ครั้งถัดไปจะเป็นบททดสอบสำคัญ เพราะต้องเผชิญกับหลายวาระสำคัญ

    • การติดตามการใช้วงเงินกู้ 4 แสนล้านบาท
    • แผนลงทุนด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน
    • การพิจารณางบประมาณรายจ่าย
    • การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
    • การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

    ผู้ดำเนินรายการมองว่า นายกรัฐมนตรีซึ่งผ่านประสบการณ์ทางการเมืองมาอย่างยาวนาน ย่อมตระหนักถึงความท้าทายเหล่านี้เป็นอย่างดี แต่ยังเชื่อว่ารัฐบาลมีศักยภาพเพียงพอที่จะประคับประคองสถานการณ์ต่อไปได้

    ตัวเลขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สะท้อนปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง

    นอกจากประเด็นการเมืองแล้ว เศรษฐกิจยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลต้องเผชิญ

    ผู้ร่วมรายการหยิบยกข้อมูลการลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐขึ้นมาวิเคราะห์ โดยพบว่ามีประชาชนจำนวนมากที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ โดยเฉพาะกลุ่มวัยแรงงาน

    ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า มีประชาชนราว 11 ล้านคนที่มีรายได้ไม่ถึง 100,000 บาทต่อปี ขณะที่กลุ่มอายุ 41-50 ปี มีมากกว่า 2.8 ล้านคน และกลุ่มอายุ 51-60 ปี มีมากกว่า 4 ล้านคน ซึ่งล้วนอยู่ในวัยที่ควรเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจประเทศ

    ผู้ร่วมรายการตั้งคำถามว่า ประเทศไทยจะสามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง หรือก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้อย่างไร หากยังมีประชากรวัยทำงานจำนวนมากที่มีรายได้ต่ำและต้องพึ่งพาสวัสดิการจากภาครัฐ

    ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การช่วยเหลือ แต่อยู่ที่การสร้างผลิตภาพ

    วงสนทนายังมองว่า การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการแจกสวัสดิการ

    โจทย์สำคัญคือการยกระดับผลิตภาพแรงงาน (Productivity) และสร้างโอกาสให้ประชาชนสามารถเพิ่มรายได้จนหลุดพ้นจากระบบสวัสดิการได้ในอนาคต หากรัฐยังใช้วิธีเยียวยาระยะสั้นเพียงอย่างเดียว โดยไม่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ปัญหาความยากจนจะยังคงอยู่ต่อไป และภาระงบประมาณของรัฐจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ

    แรงงานต่างชาติ นอมินี และเศรษฐกิจสีเทา ถูกมองเป็นความเสี่ยงระยะยาว

    อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลง

    ผู้ร่วมรายการมองว่า ในหลายภาคส่วน แรงงานต่างชาติกำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น ขณะที่คนไทยจำนวนไม่น้อยกลับหลุดออกจากระบบการผลิตหรือมีรายได้ต่ำกว่าศักยภาพ

    พร้อมกันนั้นยังมีความกังวลต่อปัญหานอมินี ธุรกิจสีเทา และช่องโหว่ทางกฎหมาย ซึ่งถูกมองว่าเป็นความเสี่ยงต่อทั้งเศรษฐกิจและความมั่นคงทางสังคมในระยะยาว

    “เริงร่า” เพราะการเมืองยังคุมเกมได้ แต่เศรษฐกิจคือโจทย์ใหญ่ที่หนีไม่พ้น

    บทวิเคราะห์ในรายการชี้ว่า เหตุผลที่ “รัฐบาลอนุทิน” ยังคงแสดงความมั่นใจท่ามกลางแรงกดดันรอบด้าน ไม่ได้หมายความว่าปัญหาต่าง ๆ ได้รับการแก้ไขแล้ว แต่เกิดจากการที่รัฐบาลยังมีฐานอำนาจทางการเมืองที่แข็งแรง ทั้งเสียงสนับสนุนในสภา ความเป็นเอกภาพของพรรคร่วมรัฐบาล และการที่ฝ่ายค้านยังไม่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองได้มากพอ

    อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่การอภิปรายในสภาหรือเกมต่อรองทางการเมือง แต่อยู่ที่ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง ซึ่งสะท้อนผ่านจำนวนผู้มีรายได้น้อยที่เพิ่มขึ้น คุณภาพแรงงานที่ถดถอย และความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่กำลังถูกตั้งคำถาม

    หากรัฐบาลไม่สามารถเปลี่ยนมาตรการช่วยเหลือระยะสั้นให้กลายเป็นการแก้ปัญหาระยะยาวได้ ความกดดันในอนาคตอาจไม่ใช่เพียงแรงวิจารณ์ทางการเมือง แต่จะกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่กระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและทิศทางเศรษฐกิจไทยโดยตรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/politics/anutin-faces-political-pressure-but-keeps-government-stable&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kWqBn_wsHlvOZOVATuC2m

  • เชียงใหม่-“ดนุพร” เปิดงาน “วิจิตรภูษา” 8 ราชภัฏภาคเหนือ ยกระดับผ้าไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ | TOPNEWS

    เชียงใหม่-“ดนุพร” เปิดงาน “วิจิตรภูษา” 8 ราชภัฏภาคเหนือ ยกระดับผ้าไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ | TOPNEWS

    มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มภาคเหนือ ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม และมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ จัดพิธีเปิดงาน “วิจิตรภูษา ภูมิปัญญาสร้างสรรค์ แพรพรรณท้องถิ่นไทย” แสดงศักยภาพผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสิ่งทอจากภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมผลักดันการใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy Model) อันเป็นการขับเคลื่อนบทบาทมหาวิทยาลัยราชภัฏในการวิจัยและพัฒนาท้องถิ่น ผ่านการยกระดับทุนทางวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์และการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ระหว่างวันที่ 24–26 กรกฎาคม 2569 ณ ลาน GRAND HALL 03 ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเชียงใหม่ แอร์พอร์ต จังหวัดเชียงใหม่

    เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “อว. ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ : ยกระดับผ้าทอท้องถิ่นไทยด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม” โดยมี นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวต้อนรับ และรองศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี มณีโกศล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ในฐานะเจ้าภาพ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน โดยมีผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มภาคเหนือ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิจัย ผู้ประกอบการ นักศึกษา สื่อมวลชน และประชาชนเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

    รองศาสตราจารย์ ดร.ชาตรี มณีโกศล กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับภูมิปัญญาด้านสิ่งทอของท้องถิ่นภาคเหนือ ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรม สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน เชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่การใช้ประโยชน์ในพื้นที่ สร้างรายได้ ควบคู่กับการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อผลักดันผลงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

    ขณะที่ นายดนุพร ปุณณกันต์ กล่าวว่า กระทรวง อว. ให้ความสำคัญกับการต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพยากรและภูมิปัญญาท้องถิ่น สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจ BCG พร้อมเน้นย้ำการทำตลาดเชิงรุก การสร้างการรับรู้ผ้าไทยผ่านการเล่าเรื่อง (Storytelling) และการพัฒนาเยาวชนกับผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตและแข่งขันในตลาดโลก

    ในพิธีเปิดมีการแสดงชุด “วิจิตรภูษา ภูมิปัญญาสร้างสรรค์ แพรพรรณท้องถิ่นไทย”การเสวนาวิชาการหัวข้อ “นวัตกรรมสิ่งทอจากทรัพยากรท้องถิ่น : การพัฒนายกระดับผ้าไทยสู่ตลาดสมัยใหม่และการใช้งานจริง” และการแสดงแฟชั่นโชว์กิตติมศักดิ์ชุด “มรดกโขน ผ้าทอพิษณุโลก สู่ชุดพระราชทาน” โดยผู้แทนมหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มภาคเหนือทั้ง 8 แห่ง สะท้อนการประยุกต์ใช้ทุนทางวัฒนธรรมร่วมกับงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มคุณค่าและมูลค่าให้กับผ้าไทย

    ทั้งนี้ตลอดการจัดงานผู้เข้าชมจะได้เยี่ยมชมนิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสิ่งทอจากมหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มภาคเหนือทั้ง 8 แห่ง การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน กิจกรรมสาธิตและฝึกปฏิบัติ (Workshop) โดยผู้เชี่ยวชาญ การแสดงศิลปวัฒนธรรม การแสดงดนตรี และเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักวิจัย ผู้ประกอบการ และชุมชน เพื่อส่งเสริมการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

    จึงขอเชิญชวนผู้สนใจร่วมชมงาน ระหว่างวันที่ 24–26 กรกฎาคม 2569 ณ ลาน GRAND HALL 03 ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เชียงใหม่ แอร์พอร์ต จังหวัดเชียงใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1641979&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jqsL8zm-eqkEJ6O97ThvK

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจสัปดาห์หน้า (วันที่ 27-31 กรกฎาคม 2569)

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจสัปดาห์หน้า (วันที่ 27-31 กรกฎาคม 2569)

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/163008&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mI2tZpMKM-rqZXYM3A3wA

  • สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการท่าเรือ​ฯ และพนักงาน แสดงจุดยืนคัดค้านคำสั่งปิดท่าเรือกรุงเทพ

    สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการท่าเรือ​ฯ และพนักงาน แสดงจุดยืนคัดค้านคำสั่งปิดท่าเรือกรุงเทพ

    สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการท่าเรือ​ฯ และพนักงาน แสดงจุดยืนคัดค้านคำสั่งปิดท่าเรือกรุงเทพ

    24 กรกฎาคม 2569, 18:52น.

    สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการท่าเรือ​ฯ และพนักงาน แสดงจุดยืนคัดค้านคำสั่งปิดท่าเรือกรุงเทพ   

          วันนี้ (24 กรกฎาคม 2569)​ เวลา 12.00 น. สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการท่าเรือแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยพนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) รวมตัวแสดงพลังและยื่นแถลงการณ์ในรูปแบบจดหมายเปิดผนึกต่อประธานกรรมการและคณะกรรมการ กทท. เพื่อแสดงจุดยืนต่อแนวคิดการปิดและย้ายท่าเรือกรุงเทพ รวมถึงการนำพื้นที่ของ กทท. ไปพัฒนาโครงการอื่น ภายหลังการแถลงข่าวของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 

      

         สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กทท. และพนักงานได้แสดงจุดยืนว่าไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว โดยเห็นว่าท่าเรือกรุงเทพยังมีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ของประเทศ ทั้งในด้านการให้บริการนำเข้าและส่งออก การสร้างรายได้ให้แก่องค์กรและภาครัฐ ตลอดจนการสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการ สายเรือ ธุรกิจขนส่ง และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก    

          นายพรชัย ศรีถกลธร ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กทท. กล่าวว่า “สิ่งที่พนักงานรู้สึกตรงกันคือ ท่าเรือกรุงเทพมีคุณค่าและมีความหมายต่อประเทศ เป็นพื้นที่​สร้างงาน สร้างรายได้ และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาหลายสิบปี พนักงานทุกคนทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจ จน กทท. สามารถสร้างรายได้และนำส่งรัฐได้ในระดับต้น ๆ ของประเทศ เมื่อมีแนวคิดจะปิดหรือย้ายท่าเรือ จึงเป็นเรื่องที่กระทบต่อความรู้สึกและขวัญกำลังใจของคนทำงานอย่างมาก”

        

       “เรื่องนี้ไม่ได้ผลกระทบเฉพาะพนักงานเท่านั้น แต่กระทบไปถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการ สายเรือ ธุรกิจขนส่งต่างๆ  และประชาชนในชุมชนคลองเตยอีกจำนวนมาก หลายครอบครัวใช้ชีวิตและทำมาหากินอยู่กับท่าเรือแห่งนี้ การย้ายท่าเรือจึงหมายถึงการเปลี่ยนแปลงชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนจำนวนมาก ทั้งยังเห็นว่านโยบาย​นี้เป็นการขายฝันของการพัฒนา​อสังหาริมทรัพย์ที่รายได้จะตกเป็น​ของกลุ่มทุนมากกว่าความต้องการพัฒนา​เมืองหรือยกระดับโครงการ​เศรษฐกิจ​”   

          ทั้งนี้ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ กทท. ยืนยันว่าจะติดตามความชัดเจนของนโยบายอย่างต่อเนื่อง และดำเนินการในแนวทางที่เห็นสมควร พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/post_share/view/163220&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12aM-ZI2OhHgCGAjMUW7WI