© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5089459/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JxilX-v8AP2VrDP67Oy4W

© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5089459/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JxilX-v8AP2VrDP67Oy4W

เมื่อวันที่ 5 ก.ย. นางเกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) ได้พบปะทักทาย และส่งกำลังใจให้ผู้เข้าร่วมการประชุมหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินข้าราชการบำนาญ จ.อุดรธานี ณ หอประชุมโรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา จังหวัดอุดรธานี ผ่านระบบออนไลน์ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ดร.ณรินทร์ ชำนาญดู คณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย และประธานคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้เงินกู้สวัสดิการข้าราชการและพนักงานของรัฐ ดร.ยลพรรษ์ ศิริรัตน์ คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินเงินกู้สวัสดิการข้าราชการและพนักงานของรัฐ นางลาวัลย์ ช่วงชัย คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินเงินกู้สวัสดิการข้าราชการและพนักงานของรัฐ นายกฤษฎา การีชุม ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูหนองบัวลำภู จำกัด นายเจริญ สอนคำหาญ ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูหนองคาย จำกัด นายสวัสดิ์ พรมโสภณ ประธานสมาพันธ์ข้าราชการครูบำนาญภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ดร.พลพิพัฒน์ วัฒนเศรษฐานุกุล รองผู้อำนวยการศูนย์ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา สพฐ. พร้อมด้วยผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เจ้าหน้าที่สถานีแก้หนี้ครู ข้าราชการบำนาญ (ครู) จากจังหวัดอุดรธานีและจังหวัดสกลนคร รวมจำนวน 150 คน เข้าร่วม
.
สำหรับการประชุมดังกล่าว จัดโดยเครือข่ายภาคประชาสังคมแก้หนี้ครูและบุคลากรทางการศึกษา ร่วมกับคณะกรรมการกำกับการแก้ไขหนี้สินของประชาชนรายย่อย และศูนย์ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา สพฐ. โดยมีผู้แทนจากหลายภาคส่วนเข้าร่วมประชุม ทั้งในระดับนโยบายและพื้นที่ เพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาหนี้สินของข้าราชการบำนาญในพื้นที่ให้สามารถดำรงชีวิตในบั้นปลายได้อย่างมีความมั่นคงและศักดิ์ศรี ซึ่งที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่เพื่อไปแก้ไขปัญหาหนี้สินของข้าราชการบำนาญ เช่น จังหวัดมหาสารคาม มีผู้เข้าร่วมประมาณ 100 คน จังหวัดชัยภูมิ ประมาณ 100 คน จังหวัดเลย ประมาณ 50 คน จังหวัดเชียงใหม่ ประมาณ 80 คน จังหวัดอุดรธานี ประมาณ 150 คน รวมกว่า 480 คน
.
โดยสถานีแก้หนี้ครู (ระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา) มีการประสานกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูและสถาบันการเงินอื่น ๆ ในพื้นที่ เพื่อเจรจา/สนับสนุน/ช่วยเหลือ เช่น การขอลดอัตราดอกเบี้ย การปรับโครงสร้างหนี้ การรวมหนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทำให้ผู้ประสบปัญหามีสภาพคล่องทางการเงินดีขึ้น ซึ่งมีสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทยอยให้ความร่วมมือลดอัตราดอกเบี้ย ประมาณ 44 แห่ง ส่งผลให้ครูบำนาญ ประมาณ 150,000 ราย มีสภาพคล่องดีขึ้นและหนี้หมดเร็ว โดยในปี 2568 จากการขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ครูและบุคลากรฯที่มีปัญหาหนี้สิน ในกลุ่มสีแดง ที่มีสถานะถูกฟ้อง ลดลง 1,661 ราย คิดเป็นร้อยละ -37.86, มีสถานะไม่ถูกฟ้อง ดีเพิ่มขึ้น 1,559 ราย คิดเป็นร้อยละ +46.65 และกลุ่มสีเหลือง ดีเพิ่มขึ้น 102 ราย คิดเป็นร้อยละ +7.62 นับว่าเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง สะท้อนถึงการฟื้นตัวฐานะการเงินครูบางกลุ่ม ซึ่งเคยอยู่ในกลุ่มสีแดงมาก่อน และสามารถเลื่อนสถานะขึ้นมาได้ ทั้งนี้ ยังได้มีการส่งเสริมวินัยทางการเงินอย่างต่อเนื่องผ่าน e-learning หลักสูตร Money coach โดยมีผู้สนใจลงทะเบียนเรียนออนไลน์ทั้งสิ้น 135,513 ราย และผ่านการอบรมแล้ว 101,332 ราย
.
นางเกศทิพย์ ศุภวานิช กล่าวว่า สพฐ. ได้ดำเนินการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างต่อเนื่อง ตามที่พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวและสั่งการผู้ที่รับผิดชอบว่า “ข้าราชการบำนาญเป็นปูชนียบุคคล ผู้ที่ได้สร้างชื่อเสียงและคุณประโยชน์ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และกระทรวงศึกษาธิการมาตลอดชีวิตราชการ ควรได้รับการดูแลและช่วยเหลือ เพื่อให้มีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งครอบครัว“ ขณะที่รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ โดย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูเป็น “จุดเน้นสำคัญ” พร้อมทั้งสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง
ฉะนั้น ขอให้ข้าราชการบำนาญเปิดใจและพร้อมปรับตัว เพื่อก้าวสู่แนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ขณะที่สถาบันการเงินและสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทำงานร่วมกัน เสริมสร้างความเข้มแข็ง และช่วยเหลือสมาชิก โดยมีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนและขับเคลื่อน ส่วนสหกรณ์ออมทรัพย์ในระดับจังหวัดมีการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว ร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่และภายใต้กรอบกฎหมาย ที่ผ่านมามีการแก้ไขได้อย่างยั่งยืน
.
“เมื่อได้รับการช่วยเหลือดูแลแบ่งเบาภาระของครู ทำให้ครูมีกำลังใจในการกล่อมเกลาบ่มเพาะเด็กให้มีคุณภาพ เป็นการเพิ่มคุณภาพให้แก่ผู้เรียน ในส่วนข้าราชการที่เกษียณแล้วเมื่อได้รับการช่วยเหลือเป็นการลดภาระหนี้สิน ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขอเป็นกำลังใจแด่ผู้ปฏิบัติ งานผู้เสียสละ รวมถึงข้าราชการบำนาญทุกคน ให้ก้าวข้ามปัญหาไปได้อย่างมั่นคง พร้อมสร้างรอยยิ้มและความสุขให้แก่ตนเองและครอบครัวต่อไป” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5088603/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qvGCOWX3rdjk8AmP6ANIV

เปิดประวัติ “ธนกร วังบุญคงชนะ” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล “พลเอกประยุทธ์” มีชื่อติดโผ ครม.อนุทิน 1 นั่งว่าที่ รมช.มหาดไทย
นายธนกร วังบุญคงชนะ มีชื่อเล่นว่า แด๊ก เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2516 พื้นเพเป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราช การศึกษาสูงสุด ปริญญาเอก ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขารัฐประศาสนศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเวสเทิร์น เมื่อต้นปี 2568 เพิ่งมีข่าวเข้าพิธีมงคลสมรสกับ “แคทตี้” ดร.แคทลีน มาลีนนท์ ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูลมาลีนนท์ ประธานกรรมการ บมจ.ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ (Thai Solar Energy PLC.) หลังจากเป็นเพื่อนกัน 5 ปี และดูใจกันอีก 5 ปี ก่อนจะตกลงใช้ชีวิตคู่
นายธนกร เคยเป็นผู้สื่อข่าว ก่อนจะถูกนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ชักชวนเข้าสู่วงการการเมือง ตั้งแต่สมัยอยู่พรรคมัชฌิมาธิปไตย และลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งแรกในพื้นที่ กทม. แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง ก่อนย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย โดยชีวิตการทำงานเคยเป็นอดีตอนุกรรมการ เลขานุการ รวมถึงที่ปรึกษาหลายกระทรวง เช่น กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, และกระทรวงสาธารณสุข
และเมื่อ 18 พ.ย. 2561 ได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ มีความสนิทสนมกับ นายอุตตม สาวนายน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จนได้นั่งตำแหน่งเลขานุการ เมื่อนายอุตตม ลาออกจากตำแหน่ง ได้ถูกแต่งตั้งให้เป็นเลขานุการ นายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อีกทั้งยังเคยเป็นโฆษกประจำศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจจากผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบศ.) รวมถึงเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก่อนได้เลื่อนลำดับขึ้นเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ในเดือนพฤศจิกายน 2565 เนื่องจาก นางวทันยา บุนนาค ลาออกจากการเป็น สส.
นอกจากนี้ ในสมัยของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายธนกร ยังถูกแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ว่ากันว่าเป็นลูกรักนายกรัฐมนตรี คอยเป็นกำลังสำคัญตอบโต้ฝ่ายค้าน และแก้ข่าวให้นายกฯทุกรอบ
ก่อนที่จะมานั่งตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค และ สส.บัญชีรายชื่อพรรครวมไทยสร้างชาติ
และล่าสุด ใน ครม.อนุทิน 1 ปรากฏชื่อ นายธนกร เป็นว่าที่ รมช.มหาดไทย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2881224&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bgEivH_jR4U-sV7_om1tv

(6 ก.ย.68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน และอดีตที่ปรึกษา รมว.ต่างประเทศ รวมถึงนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ดื่มกาแฟร่วมกัน ที่ร้านจานิสตาร์ ชั้น 1 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย บรรยากาศเป็นกันเอง และมีการเสิร์ฟเมนูเค้กส้ม หลังหารือร่วมกันที่ชั้นบน
ทั้งนี้คาดว่า นายสีหศักดิ์ ถูกทาบทาม ดำรงตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศ ขณะที่ นายเอกนิติ คาดว่า จะมาดำรงตำแหน่ง รมว.คลัง ด้านนายสันติ คาดว่า จะมาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ขณะที่นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้ตามมาสมทบในภายหลัง โดยคาดว่า จะได้รับการเสนอชื่อเป็น รมว.พลังงาน
นายอนุทิน ได้แนะนำทั้งหมดให้สื่อมวลชน พร้อมระบุถึงว่าที่ตำแหน่งที่ชัดเจนอย่าง นายสีหศักดิ์ จะมาเป็น รมว.ต่างประเทศ , นายเอกนิติ จะมาเป็น รมว.คลัง พร้อมระบุว่า เลือกจากความสามารถ ประสบการณ์ความทุ่มเทเสียสละ ซึ่งเมื่อทั้งหมดตอบรับชัดเจน จะเริ่มเตรียมงานและประสานงานกันไว้ก่อน หลังเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน ก็จะได้ทำงานได้เลย
“รัฐมนตรีในสัดส่วนคนนอกยังมีอีก หลังจากนี้ก็จะทยอยแนะนำให้ประชาชนรับทราบ ที่แน่แล้วคือ กระทรวงการคลังและกระทรวงการต่างประเทศ”
เมื่อถามความคาดหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ จากกระทรวงการคลังในระยะสั้น? นายอนุทิน กล่าวว่า ทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค ว่าที่ รมว.คลัง อยู่ในกระทรวงการคลังมาโดยตลอด มีประสบการณ์การทำงาน ทั้งต่างประเทศ และในประเทศ เป็นอธิบดีมาหลายกรม เป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้อำนวยการรัฐวิสาหกิจ อธิบดีกรมสรรพากร มีความรู้ความสามารถที่จะประสานงานกับฝ่ายประจำ ทำงานต่อเนื่องได้อย่างไม่มีปัญหา
การฟื้นโครงการคนละครึ่ง? นายอนุทิน ระบุว่า ทุกอย่างเป็นไปได้หมด ถ้าเป็นประโยชน์และเป็นความต้องการของประชาชน วันนี้ก็ดูเต็มฟีด ก็จะเร่งมอบหมายให้ว่าที่ รมว.คลัง เร่งพิจารณา เมื่อปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ก็จะได้ดำเนินการต่อไป เพราะเวลามีน้อย
ส่วนจะมีการสานต่อจาก Application เดิมหรือไม่ นายอนุทิน ยืนยันว่า “อะไรที่ดี ก็จะทำต่อ เราไม่มีเข้ามาแล้วบอกว่าอันนี้ไม่ใช่ของเรา ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลของผมจะไม่ทำ”
รมว.ต่างประเทศ ข้อพิพาทไทยกัมพูชาแก้ไข MOU 43 และ 44 ? นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าพูดถึงชื่อสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เชื่อว่าทุกคนที่อยู่ในวงการการทูตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเศรษฐกิจ น่าจะมีความพึงพอใจและมั่นใจ รัฐบาลนี้เข้ามาท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็ว เพราะฉะนั้น ต้องนำผู้ที่มีประสบการณ์ ต้องได้รับการยอมรับจากนานาชาติ เพื่อแก้ไขปัญหาโดยเร็ว
เมื่อถามว่า ในส่วนรัฐมนตรีฯ มั่นใจว่าจะแก้ไขปัญหานี้ได้ใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญ ต้องวางพื้นฐานให้เป็นระยะยาว ส่วนมองว่าเป็นเผือกร้อนหรือไม่ ยืนยันว่า ทุกอย่างต้องให้ความสำคัญ
นายอนุทิน ยังยอมรับว่า กว่าว่าที่รัฐมนตรีโควต้าคนนอกจะตอบรับ ตนใช้เวลาหลายวันหลายคืน เพราะอธิบดีเอกนิติ มีอายุราชการเหลืออีก 6 ปี ซึ่งความรู้ความสามารถยังมีอนาคตในทางราชการ สามารถก้าวหน้าไปได้มากกว่านี้อีก แต่ก็เสียสละ เห็นพ้องต้องกันว่าเรื่องประเทศชาติมีความสำคัญ ใช้เวลาคิด 2-3 คืน ก็ตัดสินใจมาร่วมทำงาน
หน้าตา ครม.ไม่ขี้เหร่แน่นอน ต้องเป็น ครม.ที่เข้ามาแล้วทำงานได้เลย สโลแกนทำวันนี้เสร็จเมื่อวานของตน ก็ยังถือว่าเป็นแนวทางการทำงานอยู่ ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลจะทำให้เร็วที่สุด และคอยคิดถึงกฎเกณฑ์ต่างๆทางการเมือง และมีความชัดเจนแล้ว อีก 4 เดือนก็ต้องยุบสภาฯ ดังนั้น ต้องทำทุกอย่างภายในอีก 4 เดือนให้เกิดผลงาน ให้เกิดความคืบหน้าและการแก้ปัญหาให้มากที่สุด
ทั้งนี้ ระหว่างที่นายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน นายอรรถพล ได้เดินเข้ามาสมทบ ทำให้นายอนุทิน พูดขึ้นมาว่า “ท่านมาแล้ว ความลับแตกหมดเลย” ก่อนจะหัวเราะ จากนั้น นายอรรถพล ก็ได้แนะนำตัวเอง ตำแหน่งที่เคยเป็นอดีต CEO ของ ปตท.“ทำแน่นอน” ก่อนที่นายอนุทิน จะแซวขึ้นมาว่า “ไม่ได้เอามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมอย่างแน่นอน”
เมื่อถามว่า กระทรวงกลาโหม ควรจะเป็นทหารเข้ามานั่งเป็นรัฐมนตรีหรือไม่? นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ต้องการให้เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพ ส่วนกระแสข่าวที่จะเป็น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม แข่งกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า หากตรงไหนมีความชัดเจน ก็จะพามาเปิดตัวเช่นนี้ เพื่อให้ประชาชนรับทราบโดยไม่ต้องคาดเดา ดังนั้น การที่ยังไม่พาคนอื่นมา แสดงว่ายังไม่แล้วเสร็จ หรือมีคำถามที่จะต้องเคลียร์กันก่อน
สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาขณะนี้ จำเป็นจะต้องเป็นพลเอกประวิตรหรือไม่? นายอนุทิน กล่าวว่า อย่าถามแบบนี้ อะไรที่ตอบได้ก็ตอบ เพราะสไตล์การทำงานของตนไม่ต้องการให้ประชาชนมาคาดการณ์ใดๆ ถ้ามีความชัดเจนแล้ว ก็จะนำมาแนะนำตัวต่อประชาชนทุกคน ให้รับรู้รับทราบว่ารัฐบาลจะเป็นไปในทางใด
เมื่อถามว่าภาพของ ครม.อนุทิน จะออกมาเป็นแบบใด? นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นภาพมืออาชีพที่ทำงาน ผู้ที่ร่วมทำงานทุกคนมีความเป็นพี่น้องสมัครสมานสามัคคี เพราะตนเป็นสมาชิกใน 36 คน (ครม.) มาหลายสมัย มีความรู้สึกว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวแทบจะไม่เลย คุยแต่เรื่องที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ไม่เคยมีการตัดสินใจร่วมกันเลย ภาพแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นในรัฐบาลของตนแน่นอน เนื่องจาก ทุกคนจะต้องเข้าใจเป้าหมายเดียวกัน และเข้าใจภารกิจที่มีอย่างจำเพาะ ต้องให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน
ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม ถึงตำแหน่งของนายสันติ ที่จะมานั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข นายอนุชิน รีบปัดตอบว่า “ฝ่ายการเมืองเดี๋ยวมาพูดคุยกัน” – ข่าวเวิร์คพอยท์รายงาน
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/slide/politics/N6AX1MUUy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kwwvEwISf8XlhF2TFNFZb

โดยสถานีแก้หนี้ครู (ระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา) มีการประสานกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูและสถาบันการเงินอื่น ๆ ในพื้นที่ เพื่อเจรจา/สนับสนุน/ช่วยเหลือ เช่น การขอลดอัตราดอกเบี้ย การปรับโครงสร้างหนี้ การรวมหนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนทำให้ผู้ประสบปัญหามีสภาพคล่องทางการเงินดีขึ้น ซึ่งมีสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทยอยให้ความร่วมมือลดอัตราดอกเบี้ย ประมาณ 44 แห่ง ส่งผลให้ครูบำนาญ ประมาณ 150,000 ราย มีสภาพคล่องดีขึ้นและหนี้หมดเร็ว โดยในปี 2568 จากการขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ครูและบุคลากรฯที่มีปัญหาหนี้สิน ในกลุ่มสีแดง ที่มีสถานะถูกฟ้อง ลดลง 1,661 ราย คิดเป็นร้อยละ -37.86, มีสถานะไม่ถูกฟ้อง ดีเพิ่มขึ้น 1,559 ราย คิดเป็นร้อยละ +46.65 และกลุ่มสีเหลือง ดีเพิ่มขึ้น 102 ราย คิดเป็นร้อยละ +7.62 นับว่าเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ แต่มั่นคง สะท้อนถึงการฟื้นตัวฐานะการเงินครูบางกลุ่ม ซึ่งเคยอยู่ในกลุ่มสีแดงมาก่อน และสามารถเลื่อนสถานะขึ้นมาได้ ทั้งนี้ ยังได้มีการส่งเสริมวินัยทางการเงินอย่างต่อเนื่องผ่าน e-learning หลักสูตร Money coach โดยมีผู้สนใจลงทะเบียนเรียนออนไลน์ทั้งสิ้น 135,513 ราย และผ่านการอบรมแล้ว 101,332 ราย
นางเกศทิพย์ ศุภวานิช กล่าวว่า สพฐ. ได้ดำเนินการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูอย่างต่อเนื่อง ตามที่พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวและสั่งการผู้ที่รับผิดชอบว่า “ข้าราชการบำนาญเป็นปูชนียบุคคล ผู้ที่ได้สร้างชื่อเสียงและคุณประโยชน์ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และกระทรวงศึกษาธิการมาตลอดชีวิตราชการ ควรได้รับการดูแลและช่วยเหลือ เพื่อให้มีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งครอบครัว“ ขณะที่รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ โดย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูเป็น “จุดเน้นสำคัญ” พร้อมทั้งสั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการขับเคลื่อนอย่างจริงจัง
ฉะนั้น ขอให้ข้าราชการบำนาญเปิดใจและพร้อมปรับตัว เพื่อก้าวสู่แนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ ขณะที่สถาบันการเงินและสหกรณ์ออมทรัพย์ครูทำงานร่วมกัน เสริมสร้างความเข้มแข็ง และช่วยเหลือสมาชิก โดยมีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนและขับเคลื่อน ส่วนสหกรณ์ออมทรัพย์ในระดับจังหวัดมีการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว ร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่และภายใต้กรอบกฎหมาย ที่ผ่านมามีการแก้ไขได้อย่างยั่งยืน
“เมื่อได้รับการช่วยเหลือดูแลแบ่งเบาภาระของครู ทำให้ครูมีกำลังใจในการกล่อมเกลาบ่มเพาะเด็กให้มีคุณภาพ เป็นการเพิ่มคุณภาพให้แก่ผู้เรียน ในส่วนข้าราชการที่เกษียณแล้วเมื่อได้รับการช่วยเหลือเป็นการลดภาระหนี้สิน ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขอเป็นกำลังใจแด่ผู้ปฏิบัติ งานผู้เสียสละ รวมถึงข้าราชการบำนาญทุกคน ให้ก้าวข้ามปัญหาไปได้อย่างมั่นคง พร้อมสร้างรอยยิ้มและความสุขให้แก่ตนเองและครอบครัวต่อไป” รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าว
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1303223&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XWfR7BIEDc5UCbg9ejkXP

วันที่ 6 กันยายน 2568 สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยนายภานุเดช ไชยสกูล นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้นำคณะ มูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก นำโดยคุณหมอกวาง และ ชมรมจิตอาสาแทนคุณแผ่นดิน โดยคุณเชาวลิต ศรีธเนศสกุล ประธานชมรมจิตอาสาแทนคุณแผ่นดินและคณะ ทหารพราน กรม ทพ.36 และสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ โดยคุณ ธนกฤต ได้นำสิ่งของเครื่องใช้เครื่องอุปโภค บริโภคจำนวนกว่า สองลำรถ ขึ้นไปบริจาค หมู่บ้าน ห้วยหมากลาง บ้านใหม่ห้วยหวาย อำเภอขุนยวม บ้านหนองเขียว อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งอยู่ห่างไกลอยู่บนภูเขาการเดินทางยากลำบากต้องอาศัยรถโฟรว์วิวล์ ที่ได้รับผลกระทบจาก พายุ คาจิก เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งบางหมู่บ้าน บ้านเรือราษฎรได้ถูกน้ำป่าพัดหายไปทั้งหลังเช่นหมู่บ้านห้วยหมากลางจุดเกิดเหตุมีบ้านรวมกัน 17 หลังคาเรือ ถูกน้ำพัดพังเสียหายไม่สามารถจะอาศัยอยู่ได้จำนวนกว่า 12 หลังคาเรือน และ มีชาวบ้านเสียชีวิต1รายไม่สามารถหนีออกมาได้ทันและได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 1 ราย
ทางด้านคุณหมอกวาง จากมูลนิธิโรงพยาบาลสวนดอก กล่าวว่า ทางมูลนิธิได้รับสิ่งขอบริจาคมาก็เลยเดินทางมาร่วมบริจาคให้กับหมู่บ้านในจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่ได้รับผลกระทบจากพายุคาจิกิที่ทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลากเข้าใส่บ้านเรือราษฎรในจังหวัดแม่ฮ่องสอนหลายหมู่บ้านอย่างน้อยก็ได้บรรเทาได้ในบางส่วน ส่วนใหญ่ก็ก็เป็นน้ำ รวมถึงที่นอน และเครื่องครัว อาหารกะป๋อง รวมไปถึงสิ่งต่าง ๆ ที่จำเป็น หลายรายการ มามอบให้กับชาวบ้าน
อย่างไรก็ตามชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากน้ำป่าไหลหลากในครั้งนี้ จำนวน 12 หลังคาเรือน อยากได้รับการช่วยเหลือสร้างบ้านให้ใหม่และไม่ขออยู่ที่เดิม ซึ่งขณะนี้ทางผู้ใหญ่บ้านกำลังเจรจากับทางป่าไม้เพื่อขอพื้นที่ในการสร้างบ้านให้กับผู้ประสบภัยในครั้งนี้ และในวันพรุ่งนี้ทางคณะก็จะไปชื้อข้าวสารอาหารแห้งไปบริจาคให้กับหมู่บ้าน ห้วยปูแกง ตำบลผาบ่อง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ต่อไป
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/649529&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw11rqnbIS51D1eZSqfci0mu


นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี นำทีมโชว์ตัว 3 ว่าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจป้ายแดง ล้อมวงดื่มกาแฟทานเค้กส้ม ที่พรรคภูมิใจไทย ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ นั่งเก้าอี้รมว.ต่างประเทศ, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ ว่าที่รมว.คลัง และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ปตท. (PTT) คาดว่าจะมานั่งรมว.พลังงาน โดยมีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ร่วมวงด้วย คาดว่าจะได้ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข
พร้อมระบุว่า สัดส่วนรัฐมนตรีคนนอกยังมีอีก หลังจากนี้ก็จะทยอยแนะนำให้ประชาชนรับทราบ ที่แน่แล้วคือกระทรวงการคลังและกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมย้ำว่าเลือกจากคุณสมบัติ ความสามารถ และประสบการณ์ เพื่อให้สามารถทำงานได้ทันทีหลังเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ
นายอนุทิน ยืนยันว่าหน้าตาครม.ไม่ขี้เหร่แน่นอน ต้องเป็นครม. ที่เข้ามาแล้ว ทำงานได้เลย สโลแกนทำวันนี้เสร็จเมื่อวานของตนก็ยัง ถือว่าเป็นแนวทางการทำงานของพวกเราอยู่ ส่วนการจัดตั้งรัฐบาล จะให้แล้วเสร็จเร็วที่สุด โดยต้องทำทุกอย่างภายในอีก 4 เดือนให้เกิดผลงาน ให้เกิดความคืบหน้าและการแก้ปัญหาให้มากที่สุด
ด้านนโยบายเร่งด่วน นายอนุทินระบุว่า ว่าที่รมว.คลังมีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ พร้อมเดินหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ย้ำโครงการ “คนละครึ่ง” มีโอกาสฟื้นหากเป็นประโยชน์ต่อประชาชน
ขณะที่ปัญหาข้อพิพาทไทย-กัมพูชา นายสีหศักดิ์ ถือว่าเป็นผู้มีประสบการณ์ และได้รับการยอมรับจากนานาชาติ เชื่อว่าคนที่อยู่ในวงการการทูตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเศรษฐกิจน่าจะมีความพึงพอใจและมั่นใจ รัฐบาลนี้เข้ามาท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็ว
ในส่วนกระทรวงกลาโหมควรจะเป็นทหารเข้ามานั่งหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ก็ต้องการให้เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพ ส่วนจะเป็นร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม หรือ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐนั้น นายอนุทิน กล่าวว่า หากตรงไหนมีความชัดเจนก็จะพามาเปิดตัวเช่นนี้เพื่อให้ประชาชนรับทราบโดยไม่ต้องคาดเดา ดังนั้นการที่ยังไม่พามาแสดงว่ายังไม่แล้วเสร็จ หรือมีคำถามที่จะต้องเคลียร์กันก่อน
“รัฐบาลนี้จะทำงานเชิงรุก ไม่เสียเวลาเรียนรู้งาน เพราะทุกคนล้วนเป็นผู้บริหารระดับสูงมาก่อน และยืนยันว่าหน้าตาคณะรัฐมนตรีจะเป็นทีมมืออาชีพ ทำงานร่วมกันอย่างสมัครสมานสามัคคี เพื่อตอบโจทย์ประเทศและประชาชน ภายในกรอบเวลา 4 เดือนก่อนยุบสภา”
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (06 ก.ย. 68)
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/527493&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tiT1QuO3WBv7tQirLmZnZ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บนเฟซบุ๊กเพจ “หนุ่มเมืองจันทร์” ได้โพสต์ข้อความเมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา ระบุถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย กำลังเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในรูปแบบ “คนละครึ่งเวอร์ชันใหม่” เพื่อฟื้นกำลังซื้อของประชาชน
โดยในโพสต์ระบุข้อความว่า “มีข่าวว่า ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ จะกระตุ้นเศรษฐกิจ แบบ ‘ควิกวิน’ เปิดปัดฝุ่นโครงการ ‘คนละครึ่ง’ เอามาใช้อีกครั้ง เพราะนโยบายนี้ชาวบ้านก็ชอบ-ร้านค้าก็ชอบ ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ไม่ต้องอธิบายมาก” พร้อมภาพที่มีข้อความว่า “คนละครึ่ง คืนชีพ?”
ขณะเดียวกัน มีรายงานข่าวจากพรรคภูมิใจไทยเช่นเดียวกันว่ามีแนวคิดจะผลักดันโครงการ “คนละครึ่ง” ซึ่งเคยเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่ได้รับความนิยมสูงในรัฐบาลก่อนหน้า ช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยให้ร้านค้าชุมชนอย่างกว้างขวาง
ภายหลังจากนายอนุทินได้รับมติโหวตจากสภาผู้แทนราษฎรให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รายงานข่าวระบุด้วยว่า นายอนุทินมีความพยายามผลักดันนโยบายเศรษฐกิจที่จับต้องได้ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจฐานรากยังซบเซา และกำลังซื้อของประชาชนลดลง ซึ่งต้องติดตามว่าแผน “คนละครึ่งเวอร์ชันอนุทิน” จะถูกนำเสนอในรูปแบบใดต่อไป
สำหรับข้อเสนอในการฟื้นนโยบายคนละครึ่งที่ผ่านมา ถูกเสนอโดยภาคเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานอาวุโส หอการค้าไทย เคยเปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันยังอยู่ในภาวะซึมตัวจากหลายปัจจัย ทั้งจากภายนอกและภายใน โดยเฉพาะปัญหากำลังซื้อของประชาชนที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้น นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องมีความต่อเนื่องและมุ่งเน้นมาตรการที่เกิดผลเป็นรูปธรรม เช่น โครงการคนละครึ่ง ที่เคยดำเนินการมาก่อน ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน และมีผลเชื่อมโยงไปยังภาคธุรกิจ SMEs หรือในลักษณะโครงการคูณสอง ซึ่งเป็นแนวทางที่หอการค้าฯเคยเสนอไว้ ส่วนนี้จะทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการนำเม็ดเงินเข้าสู่ระบบได้มากขึ้น
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638118&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QORC-vbMEMuE4agLAz1uA

ดร.จันทอน สิทธิชัย ประธานคณะกรรมการ ธนาคารทองคำลาว หรือ Lao Bullion Bank (LBB) เปิดเผยว่าการจัดงาน “เทศกาลทองคำลาว 2025” โดยเทศกาลนี้นับเป็นงานประจำปีระดับชาติครั้งแรกของประเทศลาว ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ระหว่างวันที่ 5 – 7 กันยายน 2568 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติแห่งลาว นครหลวงเวียงจันทน์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเน้นย้ำความสำคัญของทองคำต่อเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชาวลาวในมิติที่หลากหลาย
สำหรับการจัดงานในครั้งนี้ยังสอดคล้องกับวาระประวัติศาสตร์อันสำคัญของประเทศลาว ได้แก่ การเฉลิมฉลองครบรอบ 70 ปี การก่อตั้งพรรคประชาชนปฏิวัติลาว, ครบรอบ 50 ปี การสถาปนาประเทศ และครบรอบ 105 ปี วันคล้ายวันเกิดของท่านไกสอน พมวิหาร อดีตประธานาธิบดีผู้วางรากฐานสำคัญของประเทศ
ดร.จันทอน กล่าวอีกว่า เทศกาลทองคำลาว 2025 ไม่เพียงเป็นเวทีเฉลิมฉลอง แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการ นักลงทุน และผู้สนใจในอุตสาหกรรมทองคำ ได้มาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แสดงนวัตกรรม และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล
โดยภายในงาน ผู้เข้าร่วมจะได้สัมผัสกับกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการสัมมนาระดับสูงจากผู้เชี่ยวชาญด้านทองคำและการลงทุนจากนานาประเทศ การเปิดตัวแอปพลิเคชัน LBB PLUS ที่รองรับการซื้อขายทองคำแบบเรียลไทม์ พร้อมรับผลตอบแทนดอกเบี้ย2% ต่อปี ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของการพลิกโฉมอุตสาหกรรมทองคำสู่โลกดิจิทัลในระดับสากล
พร้อมกันนี้อีกหนึ่งไฮไลต์ของเทศกาลคือ นิทรรศการทองคำและผ้าไหมลาว ที่สะท้อนถึงความวิจิตรงดงามของวัฒนธรรมท้องถิ่น และ แฟชั่นโชว์ทองคำและผ้าไหม ซึ่งจะนำเสนอความคิดสร้างสรรค์ร่วมสมัยของดีไซเนอร์และผู้ประกอบการชาวลาว เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์อุตสาหกรรมทองคำควบคู่กับมรดกทางวัฒนธรรม
สำหรับเทศกาลทองคำลาว 2025 คาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าร่วมกว่า 30,000 คน ทั้งในและต่างประเทศ งานนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการส่งเสริมอุตสาหกรรมทองคำลาวสู่มาตรฐานสากล และเป็นโอกาสทองสำหรับทุกคนที่สนใจลงทุน เรียนรู้ และแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม
“เทศกาลทองคำลาว 2025 นี้จะกลายเป็นเวทีสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมทองคำของลาวให้เติบโตอย่างยั่งยืน ดึงดูดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และสร้างแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจและสังคมของประเทศก้าวไปสู่ระดับสากลงาน อีกทั้งไม่เพียงเป็นการเฉลิมฉลองความภาคภูมิใจของชาติ แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสใหม่ให้แก่ภาคธุรกิจ การลงทุน และวัฒนธรรมของลาว บนเวทีโลกอย่างมีศักยภาพและมั่นคง” ดร.จันทอน กล่าว

ดร.จันทอน กล่าวต่อว่า ในฐานะผู้บริหารธนาคารแห่งลาว รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสกล่าวเปิดงานและแถลงข่าวเปิดตัวแอปพลิเคชัน “LBB PLUS” ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ ที่ธนาคารของเราพัฒนาเพื่อรองรับการให้บริการที่ทันสมัยและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
ในช่วงเวลา 8 เดือนที่ผ่านมา ธนาคารของเราได้ดำเนินกิจกรรมและพัฒนาบริการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการค้าขาย การฝากเงิน และการลงทุนของประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งส่งผลให้เกิดการเติบโตและขยายตัวของธุรกิจในหลายภาคส่วนอย่างมีนัยสำคัญ
ด้วยวิสัยทัศน์ที่ต้องการให้บริการธนาคารเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึง ธนาคารจึงได้พัฒนาแอปพลิเคชัน “LBB PLUS” ที่จะช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถเปิดบัญชี ฝาก ถอน โอนเงิน และซื้อขายหลักทรัพย์ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ผ่านระบบมือถือ ที่รองรับการทำธุรกรรมตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาต่อยอดสู่การเชื่อมต่อกับตลาดสากล เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าของเราสามารถเข้าถึงการลงทุนและการซื้อขายในตลาดโลกได้
ในส่วนของเศรษฐกิจประเทศลาว เรามีทรัพยากรธรรมชาติและอุตสาหกรรมที่สำคัญ รวมทั้งแหล่งเหมืองแร่หลายแห่งที่เป็นฐานในการผลิตและส่งออกสินค้าหลัก อย่างไรก็ตาม ธนาคารของเราตระหนักถึงความจำเป็นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินให้ทันสมัย เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
ดังนั้น “LBB PLUS” จึงเป็นก้าวแรกของเราในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการบริการทางการเงิน พร้อมแผนงานพัฒนาในอนาคตที่จะนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและมาตรฐานการบริการให้ดียิ่งขึ้น

ดร.จันทอน กล่าวเพิ่มเติมว่า ข้อมูลเบื้องต้นจากการดำเนินงานในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา พบว่ายอดผู้ใช้งานระบบอยู่ที่ประมาณ 4,000 ราย มูลค่าการซื้อขายทองคำอยู่ที่ประมาณ 10 ตัน โดยคาดการณ์ว่ายอดผู้ใช้งานจะเพิ่มขึ้นเป็น 10,000 รายในปีถัดไป ขณะเดียวกัน ระบบได้มีการรวบรวมหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ใช้งานกว่า 3 ล้านหมายเลข โดยมีเป้าหมายที่จะขยายฐานผู้ใช้ให้ครอบคลุมถึง 100,000 รายในอนาคต
ทั้งนี้ ในปัจจุบันสัดส่วนลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวลาวประมาณ 98% และชาวต่างชาติ 2% สะท้อนศักยภาพและโอกาสทางตลาดภายในประเทศที่ยังเปิดกว้างสำหรับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ราคาทองคำในตลาดได้ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 32% ในระยะเวลาที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้เกิดความสนใจในการลงทุนและการซื้อขายทองคำมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน และเปิดโอกาสให้ประชาชน นักลงทุนรายย่อยได้เข้าถึงระบบการซื้อขายและลงทุนที่ปลอดภัยมากขึ้น ภายใต้การบริหารจัดการความเสี่ยงและสภาพคล่องอย่างรัดกุม โดยมีพันธมิตรในภูมิภาค เช่น ประเทศเมียนมา ร่วมขับเคลื่อนโครงการอย่างแข็งขัน

ด้านนายอัลเบิร์ต เฉิง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สมาคมตลาดโลหะมีค่าของสิงคโปร์ (Singapore Bullion Market Association – SBMA) เปิดเผยว่า สมาคมฯ ได้รับการจัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาลสิงคโปร์เมื่อประมาณ 15 ปีก่อน โดยมีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางด้านตลาดโลหะมีค่าทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก ซึ่งตนได้รับมอบหมายให้ดำรงตำแหน่งในบทบาทดังกล่าวมาเป็นระยะเวลากว่า 10 ปีแล้ว
สำหรับสมาคมตลาดโลหะมีค่าของสิงคโปร์ มีพันธกิจหลักในการพัฒนาและเสริมสร้างสถานะของประเทศให้เป็นศูนย์กลางตลาดโลหะมีค่าระดับโลก ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ อีกทั้งยังสนับสนุนสมาชิกของสมาคมในการค้นหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และขยายเครือข่ายความร่วมมือในระดับสากล
นอกจากนี้ สมาคมยังมีบทบาทในการอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ประกอบการและนักลงทุนจากทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีความประสงค์จะเข้ามาดำเนินธุรกิจในตลาดเอเชียและภูมิภาคอาเซียน ซึ่งแม้จะมีศักยภาพสูง แต่ก็มีลักษณะซับซ้อนเนื่องจากประกอบด้วย 10 ประเทศที่มีความหลากหลายด้านระบบเศรษฐกิจและกฎระเบียบ นักลงทุนจึงมองหาศูนย์กลางที่มีความมั่นคงและเชื่อถือได้ ซึ่งสิงคโปร์สามารถตอบสนองต่อความต้องการดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในปัจจุบัน สมาคมมีสมาชิกทั้งหมดประมาณ 11 ราย ประกอบด้วยองค์กรจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญ เช่น สภาการตลาดภายในประเทศ เป็นหนึ่งในสมาชิกของสมาคม สมาคมยังมีภารกิจเพิ่มเติมในการสนับสนุนให้สมาชิกสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของอุตสาหกรรมโลหะมีค่าในระดับโลก ตลอดจนร่วมดำเนินงานด้านนโยบายสาธารณะในประเทศต่าง ๆ อาทิ อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ เพื่อส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจ อีกทั้งยังมุ่งส่งเสริมการใช้มาตรฐานร่วมกันในระดับภูมิภาค เพื่อยกระดับความโปร่งใสและประสิทธิภาพของตลาด
ตัวอย่างของความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม ได้แก่ กรณีบริษัท LBB ซึ่งได้เข้ามาขอคำปรึกษาจากสมาคมเมื่อสองปีก่อนเกี่ยวกับแนวทางในการดำเนินธุรกิจ และได้รับการสนับสนุนจากสมาคมอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านคำแนะนำ การแบ่งปันประสบการณ์ และการจัดกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ต่าง ๆ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจร่วมกัน ซึ่งนับเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นระหว่างภาคี
สมาคมยังให้ความสำคัญกับการจัดกิจกรรมระดับนานาชาติ โดยเฉพาะการจัดประชุมประจำปี ซึ่งเป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจากทั่วโลกได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ และประสบการณ์ โดยการประชุมในปีที่ผ่านมามีผู้เข้าร่วมกว่า 600 คน ซึ่งมากกว่าครึ่งเป็นผู้เข้าร่วมจากต่างประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของสิงคโปร์ในฐานะศูนย์กลางทางการค้าระดับนานาชาติที่ได้รับความไว้วางใจจากภาคธุรกิจทั่วโลก ทั้งนี้ การประชุมประจำปีครั้งต่อไปมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14–16 มิถุนายน ณ Sands Expo ประเทศสิงคโปร์ โดยเปิดให้ผู้สนใจจากทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วม
นายอัลเบิร์ต กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางในอนาคต สมาคมมุ่งเน้นการพัฒนาประเทศสิงคโปร์ให้เป็นศูนย์กลางการค้าระดับโลกด้านโลหะมีค่าในภูมิภาคเอเชีย แม้ว่าสิงคโปร์จะไม่มีแหล่งเหมืองทองคำหรือฐานลูกค้าขนาดใหญ่ภายในประเทศ แต่ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่เอื้อต่อการเติบโต เช่น ระบบเศรษฐกิจที่มั่นคง โครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย และสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่โปร่งใส จึงทำให้ประเทศมีศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังมีองค์ประกอบบางประการที่ต้องได้รับการพัฒนาเพิ่มเติม ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน
โดยตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สมาคมได้ดำเนินการผลักดันเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง โดยประสบความสำเร็จในการสร้างความเข้าใจกับภาครัฐเกี่ยวกับผลกระทบของการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (GST) สำหรับการซื้อขายทองคำ ซึ่งหากไม่มีการยกเว้นภาษีดังกล่าว จะเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของตลาด ต่อมาในปี พ.ศ. 2557 สมาคมได้มีบทบาทในการนำโรงกลั่นโลหะเข้ามาตั้งในประเทศสิงคโปร์ ซึ่งแม้ประเทศจะไม่ใช่ผู้ผลิตทองคำโดยตรง แต่การมีโรงกลั่นเป็นองค์ประกอบสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดให้สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในปัจจุบันโรงกลั่นดังกล่าวมีกำลังการผลิตมากกว่า 400 หน่วย
ในระยะยาว สมาคมตั้งเป้าหมายที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของระบบตลาดซื้อขายให้มีความทันสมัยเทียบเท่าตลาดในกรุงลอนดอน รวมถึงส่งเสริมการจัดตั้งบริการดูแลรักษาทรัพย์สิน (custodian services) สำหรับธนาคารกลาง ซึ่งในปัจจุบันยังมีให้บริการเพียงที่ลอนดอนเท่านั้น โดยมีเป้าหมายให้สิงคโปร์สามารถก้าวขึ้นเป็นอีกหนึ่งศูนย์กลางทางเลือกที่มีความมั่นคงในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระยะยาวจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายภาคส่วน
ทั้งนี้ สมาคมได้กำหนดกลยุทธ์หลักไว้ 5 เสาหลัก เพื่อใช้เป็นแนวทางในการขับเคลื่อนสิงคโปร์สู่การเป็นศูนย์กลางตลาดโลหะมีค่าระดับโลกในภูมิภาคเอเชีย โดยรายละเอียดของกลยุทธ์ดังกล่าวจะมีการนำเสนออย่างเป็นทางการในโอกาสต่อไป
“สมาคมตลาดโลหะมีค่าของสิงคโปร์มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาประเทศให้เป็นจุดเริ่มต้น หรือฐานปฏิบัติการ สำหรับสมาชิก ผู้มีส่วนร่วม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน เพื่อเชื่อมโยงไปสู่ตลาดโลหะมีค่าระดับสากล อีกทั้งยังมีเป้าหมายให้สิงคโปร์ทำหน้าที่เป็นประตูสู่ตลาดอาเซียนสำหรับผู้ประกอบการระดับโลก โดยเชื่อมั่นในบทบาทของการเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงตลาด และพร้อมขับเคลื่อนการสร้างอนาคตร่วมกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายอัลเบิร์ต กล่าว
ขณะที่นายธนรัตน์ ปาซะวงศ์ ประธานเจ้าที่บริหาร Hua Seng Heng Group ได้กล่าวขอบคุณแขกผู้มีเกียรติ ผู้กำกับดูแล รวมถึงสมาชิกชุมชนระดับชาติที่มาร่วมงาน ว่าในฐานะองค์กรที่ดำเนินธุรกิจซื้อขายในประเทศไทย และเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับชุมชนที่กำลังเติบโต บริษัทมีเป้าหมายในการขยายตลาดกลุ่มนักเรียน (Student Market) ในภูมิภาคเอเชีย
สำหรับบริษัทเริ่มต้นจากธุรกิจทองคำ โดยมีการดำเนินงานเกี่ยวกับทองรูปพรรณ ก่อนขยายเข้าสู่ตลาดทองคำแท่ง การซื้อขายออนไลน์ การนำเข้า-ส่งออก และการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างครบวงจร รวมทั้งการซื้อขายผลิตภัณฑ์ในตลาดแลกเปลี่ยน เช่น กองทุน ETF และกองทุนทองคำ รวมถึงการลงทุนในโรงกลั่นทองคำและโรงงานผลิตเครื่องประดับ
ทั้งนี้ เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับธุรกิจ โดยทำให้บริษัทสามารถให้บริการลูกค้าได้พร้อมกันในระดับหลักแสนราย ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของธุรกิจทองคำในประเทศไทย
นายธนรัตน์ระบุว่า บริษัทมุ่งเน้นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งในทุกมิติ ทั้งด้านการเงิน ห่วงโซ่อุปทาน และระบบนิเวศธุรกิจ เพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน
ส่วนนายแกรี่ ฟรีดแมน ผู้จัดการประจำภูมิภาคย่อยสำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของบริษัท Brinks กล่าวถึงบทบาทหน้าที่ในการดูแลประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคนี้ รวมถึงประเทศเวียดนาม กัมพูชา เมียนมา และการทำงานร่วมกับทีมในกรุงเทพมหานคร รวมถึงทีมในจีนและลอสแองเจลิส โดยให้ภาพรวมความสามารถด้านการดำเนินงานของ Brinks อย่างละเอียดว่า
บริษัท Brinks ให้บริการลูกค้าในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ซึ่งครอบคลุมกลุ่มสถาบันการเงิน ร้านค้าปลีก หน่วยงานภาครัฐ ธนาคารกลาง เหมืองทอง โรงกษาปณ์ ร้านเครื่องประดับ และผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์อื่น ๆ มีสำนักงานและดำเนินงานใน 67 ประเทศ พร้อมศูนย์ปฏิบัติการกว่า 1,300 แห่ง รายได้ประจำปีประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีรถขนส่งทรัพย์สินปลอดภัยจำนวน 16,400 คันทั่วโลก และพนักงานกว่า 72,000 คน
ทั้งนี้ สินค้าและตลาดหลักที่ Brinks ดำเนินงาน ได้แก่ โลจิสติกส์ การประกันภัย และความปลอดภัยในการขนส่งทองคำ ธุรกิจเหมืองทอง เงิน เพชร ธนบัตรทั้งของธนาคารพาณิชย์และธนาคารกลาง รวมถึงธนาคารกลางสหรัฐฯ พาลาเดียม สินค้าลักชัวรี่ และบัตรเครดิต
พร้อมกล่าวถึงจุดแข็งของ Brinks ที่ทำให้ลูกค้าเลือกใช้บริการว่า บริษัทมีความเชี่ยวชาญในการขนส่งทรัพย์สินปลอดภัยทั้งทางอากาศ ทางทะเล และทางบก พร้อมบริการจัดการสินค้าคงคลัง ห้องนิรภัยในหลายประเทศทั่วโลก ศูนย์กระจายสินค้า และบริการโลจิสติกส์สำหรับงานแสดงสินค้าพิเศษ เช่น งานแสดงเพชรและเครื่องประดับ รวมถึงบริการพิธีการศุลกากร การนำเข้า-ส่งออก และการประกันภัยแบบรับผิดชอบเต็มจำนวน
แผนที่การดำเนินงานของ Brinks แสดงให้เห็นถึงประเทศที่บริษัทดำเนินงานโดยตรงใน 67 ประเทศ (ระบุด้วยสีน้ำเงิน) และอีก 74 ประเทศที่ทำงานร่วมกับผู้รับเหมาช่วง (ระบุด้วยสีเหลือง) ซึ่งสะท้อนถึงเครือข่ายธุรกิจที่ครอบคลุมและกว้างขวาง
อย่างไรก็ตาม ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Brinks มีสำนักงานในจีนและญี่ปุ่น โดยในภูมิภาคอาเซียน บริษัทมีการดำเนินงานในหลายประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา ลาว เมียนมา โดยในเมียนมายังใช้ผู้รับเหมาช่วง แต่มีแผนที่จะขยายการดำเนินงานโดยตรงในอนาคต รวมถึงอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม รวมทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
สำหรับลาว บริษัทดำเนินการเกี่ยวกับสินค้าคงค่า เช่น เพชรและเครื่องประดับ ธุรกิจธนบัตร การนำเข้า-ส่งออกธนบัตร ทองคำจากเหมือง และการค้าข้ามพรมแดนระหว่างลาวและไทย

———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/inter/780702&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08MVavzULsC_K3iTe4z9cQ

วันที่ 6 ก.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังมีกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทย ที่พึ่งได้รับโหวตจากรัฐสภา ให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล มาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย และมีแนวโน้มที่จะเอานโยบายคนละครึ่ง ของพรรคพลังประชารัฐ ครั้งที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี กลับมาใช้ใหม่ในยุครัฐบาล 4 เดือนนี้ กระแสข่าวดังกล่าวสร้างความฮือฮาขึ้นมาทันที





นางสมบูรณ์ ช่างเกวียน อายุ 68 ปี แม่ค้าขายพิซซ่า อ.บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า หากเรื่องนี้เป็นจริงตามกระแสข่าวถือว่าเป็นเรื่องดีเพราะนโยบายคนละครึ่งประชาชนเข้าใจและใช้งานเป็นมาแล้ว ประกอบกับนโยบายนี้ใช้ได้จริงได้ผลจริงคือมีพลังการจับจ่ายซื้อของเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครั้งสมัยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี หากนำมาใช้อีกมันก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายตรงกันข้ามเป็นเรื่องที่ดีและเชื่อว่าจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอนเพราะจะมีคนออกมาจับจ่ายซื้อของกันมากเพราะเกรงจะเสียสิทธิ์ กับโครงการของตนที่ได้รับ



นางสุดาพัตร บำรุงแคว้น อายุ 57 ปี ชาวบ้าน อ. บ้านด่าน จ.บุรีรัมย์ บอกว่า จริงแล้วก็อยากได้ทั้งหมดคือไม่ต้องคนละครึ่งแต่มันก็จะเกินไป ส่วนตัวเคยใช้ในยุครัฐบาลลุงตู่มาแล้วสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนได้เป็นอย่างดีอยากให้นำนโยบายนี้กลับมาใช้ ในเร็ววันนี้



ภาพ/ข่าว เรืองรุจ วังแจ่ม ผู้สื่อข่าว จ.บุรีรัมย์
เสียงจากตลาดตรัง ต่อโครงการคนละครึ่ง
ททท. จัดงาน “LOVE on EARTH – เทศกาลที่โลกก็รัก คนก็เลิฟ” จุดประกายท่องเที่ยวยั่งยืน สัมผัสประสบการณ์รักษ์โลกกลางโคราช คาดเงินสะพัด 10-15 ล้าน
นพค 24 ซ่อมแซมฟื้นฟูเส้นทางคมนาคมและสะพานข้ามลำห้วยให้กับชาวบ้าน
สพป.เชียงใหม่ เขต1 รวมพลังนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ยุคใหม่
“ลีน่าจัง” มาแล้ว ลุย ด่า กำนันลี ผู้มีอิทธิพลเขมร ผู้จ้างม็อบเขมร ที่ ด่านชายแดนบ้านหนองจาน
ปทุมธานี พิพิธภัณฑ์เกษตร จับมือ ARDA ปลุกพลังคนรุ่นใหม่ก้าวสู่เวที Young Agri Future 2025
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1303120&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c-PuJYe7MOTXZRaPI_Neg