Blog

  • ‘คณะสงฆ์-ชาวเชียงใหม่’ ถกทางออก เร่งกู้คืนวิกฤตศรัทธาชาวพุทธ

    ‘คณะสงฆ์-ชาวเชียงใหม่’ ถกทางออก เร่งกู้คืนวิกฤตศรัทธาชาวพุทธ

    กระแสข่าวด้านลบเกี่ยวกับพระสงฆ์ที่ในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีการพูดถึงกันในสังคมจนเรียกได้ว่าเป็น วิกฤติศรัทธาชาวพุทธ เนื่องจากประชาชนเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับการไหว้พระทำบุญหรือบริจาคเงินให้กับวัด รวมถึงห่วงความพระพุทธศาสนาในประเทศไทยจะย่ำแย่ลงจากพระสงฆ์ที่กระทำผิดทั้งทางโลกและทางธรรม

    สำหรับจังหวัดเชียงใหม่นับว่าเป็นอีกหนึ่งจังหวัดใหญ่ในภาคเหนือที่มีวัดอยู่จำนวนมากทั้งพื้นที่ตัวเมืองและพื้นที่รอบนอก และเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่เป็นพื้นที่ที่จัดกิจกรรมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาขนาดใหญ่หลายกิจกรรม ซึ่งตอนนี้ทางฝั่งคณะสงฆ์ในจังหวัดเชียงใหม่ก็ได้ทราบถึงประเด็นปัญหาดังกล่าวแล้ว จึงได้มีการประชุมพูดคุยเพื่อที่จะทำให้ข้อสงสัยของสังคมคลี่คลายและทำให้วัดมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

    The-Sangha-and-Chiang Mai-residents-are-urgently-discussing-a-solution-to-restore-SPACEBAR-Photo05.jpg

    หนึ่งในการประชุมที่เกิดขึ้นในห้วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาคือ การประชุมสัญจร ระดับวัด เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส มีพระสังฆาธิการ เจ้าคณะตำบลทุกตำบล พระเลขานุการเจ้าคณะ ในเขตปกครองคณะสงฆ์อำเภอเมืองเชียงใหม่ เข้าร่วมประชุมใหญ่ รวมพระสงฆ์จากวัดต่างๆ กว่า 300 แห่ง จำนวนกว่า 300 รูป โดยมีพระเดชพระคุณพระเทพมังคลาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานการประชุม

    หนึ่งในเรื่องสำคัญที่ได้มีการเน้นย้ำเป็นพิเศษคือ เรื่องแนวปฏิบัติการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร การเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารของวัด และแนวทางการจัดทำบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่าย รายงานเงินสดคงเหลือของวัด หรือระบบบัญชีมาตราฐานของวัด ซึ่งวัดจะต้องเริ่มต้นทำบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    The-Sangha-and-Chiang Mai-residents-are-urgently-discussing-a-solution-to-restore-SPACEBAR-Photo06.jpg

    พระครูปลัดธีร์นวัช ญาณสิทธิวาที เจ้าอาวาสวัดยางกวง กล่าวว่า เวลามีเรื่องราวที่ไม่ดีเกี่ยวกับพระสงฆ์และพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องธรรมดาที่พระหรือเณร รู้สึกตกใจและรู้สึกไม่ดีอยู่บ้าง แต่จากการศึกษาร่ำเรียนธรรมะของพระพุทธองค์มาก็ไม่ได้ทำให้กำลังใจตกต่ำมากมายนัก แต่เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้พระสงฆ์สามเณรหลายรูปที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาโดยตลอด อาจจะมีกำลังใจที่ลดทอนลงไปเล็กน้อย 

    เวลาที่ชาวพุทธได้ยินข่าวที่ไม่ดีก็ต้องมีการแยกแยะ ทุกสรรพสิ่งย่อมเป็นไปตามกรรมเป็นไปตามการกระทำของบุคคลคนนั้น เพราะฉะนั้นก็แยกแยะตามการกระทำของบุคคลนั้น อะไรที่เป็นอกุศลกรรมของคนอื่นเขาก็เป็นไปตามวิบากกรรมของคนนั้นไป

    The-Sangha-and-Chiang Mai-residents-are-urgently-discussing-a-solution-to-restore-SPACEBAR-Photo01.jpg

    “อย่างไรก็ตามชาวพุทธในประเทศไทยกับวัดก็ตัดกันไม่ขาดวัดแทบจะเป็นรากฐานของทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่เด็กจนโต  วัดมีบทบาทหน้าที่หลายอย่างในสังคมของเรามาก จะว่าวัดไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยเป็นไปไม่ได้ วัดหลายแห่งเป็นมากกว่าวัด นอกจากเป็นที่ทำบุญสงบจิตสงบใจแล้วยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับเยาวชน หรืออาหารจากการบิณฑบาตก็สามารถหล่อเลี้ยงเด็กหรือบุคคลที่ยากไร้ได้ อยากให้ทุกคนได้มองมุมมองนี้ด้วยอยากจะให้แยกแยะอะไรดีเราช่วยกันส่งเสริมอะไรไม่ดีก็ต้องช่วยกันแก้ไขและพัฒนา” พระครูปลัดธีร์นวัช กล่าว

    ด้าน วัลลภ นามวงศ์พรหม รองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า เมื่อมีข่าวด้านลบเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาก็จะกระทบจิตใจของชาวพุทธอยู่แล้ว ใครที่ติดตามข่าวสารก็อาจจะมีผลต่อการตัดสินใจทำบุญไหว้พระ ส่วนใครที่ไม่ค่อยได้ติดตามข่าวสารก็ยังคงทำตามปกติแบบที่เคยทำมา

    The-Sangha-and-Chiang Mai-residents-are-urgently-discussing-a-solution-to-restore-SPACEBAR-Photo02.jpg

    “ต้องยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมามีข่าวไม่ดีเยอะมากและเป็นข่าวใหญ่ สิ่งที่ไม่คิดว่าจะเกิดก็มีให้เห็น เช่น วัดดังๆ ที่มีผู้ศรัทธาจำนวนมากก็กลับทำไม่ดี เป็นเหตุให้คนตกใจและผิดหวัง ในตอนนี้เราต้องมามองถึงแนวทางการป้องกันและแก้ไขแล้วเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา หนึ่งในสิ่งที่ตนคิดว่าควรทำคือ พระสงฆ์ควรจะเน้นทางธรรมมากขึ้น ทำหน้าที่ของพระสงฆ์ให้ดี เรื่องเกี่ยวกับเงินควรจะลดลงบ้าง”

    ส่วนที่มีกระแสว่าพระในภาคเหนือมักจะออกสาวนั้น วัลลภ กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าคงไม่ใช่แค่ภาคเหนือน่าจะมีทั่วประเทศ แต่ประเด็นคือการที่ท่านสามารถบวชมาได้แสดงว่ามีการคัดกรองมาแล้วว่าผ่านข้อกำหนดต่างๆ ที่มี ซึ่งหากบวชแล้วอยู่ในแนวทางไม่ได้สร้างเรื่องที่ไม่ดี หรือล่อแหลมก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ทั้งนี้ก็อยู่ที่ว่าคนจะมองอย่างไร แต่หากมาดูในความเป็นจริงวัดไหนที่มีคนบอกว่ามีพระมีท่าทางออกสาวกว่าพระทั่วไปวัดนั้นค่อนข้างจะสะอาด พัฒนาได้ดีเจริญขึ้น แต่อีกมุมหากออกท่าทางไม่เหมาะสมจนเกินไปก็ต้องตักเตือนกันไป

    The-Sangha-and-Chiang Mai-residents-are-urgently-discussing-a-solution-to-restore-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ขณะที่ ดร.ชญานิตย์ ยิ้มสวัสดิ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาสังคมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มองว่า ในมุมมองเชิงสังคมวิทยาของศาสนาสะท้อนให้เห็นว่าศาสนาไม่ได้เป็นเพียงความเชื่อ แต่ยังคงเป็นสถาบันทางสังคมที่มีบทบาททางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม เมื่อสถาบันทางศาสนาเกิดปัญหา ย่อมสั่นคลอนต่อความเชื่อถือของประชาชนทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงความชอบธรรม และนำไปสู่การปฏิวัติเชิงโครงสร้าง เช่น การจัดการทรัพย์สินวัด การกำกับพฤติกรรมสงฆ์ การสร้างพื้นที่ทางศาสนาที่มีความโปรงใส่มากยิ่งขึ้น

    “หากพูดถึงจริยศาสตร์และศีลธรรมสาธารณะ พระสงฆ์ถูกคาดหวังว่าเป็นต้นแบบทางศีลธรรม หากเกิดการทุจริตหรือทำผิดศีลธรรมย่อมก่อให้เกิดการทำลายทุนทางสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนาในสังคมไทย และสิ่งนี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า “เราควรแยกคำสอน ออกจากตัวบุคคลหรือไม่” ความศรัทธาควรถูกผูกไว้กับบุคคล หรือ หลักธรรมทางศาสนา และแน่นอนว่า มุมมองของคนรุ่นใหม่ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแง่ของความผูกพันทางวัฒนธรรมกับศาสนาพุทธมากกว่าการเลือกผูกพันส่วนบุคคล ซึ่งคนรุ่นใหม่จัดอยู่ในกลุ่มคนไม่มีศาสนาเพิ่มมากขึ้น”

    ดร.ชญานิตย์ กล่าวต่อว่าทั้งนี้แนวโน้มในการปฏิรูปศาสนาควรจะต้องปฏิรูป 3 ระดับ ทั้งโครงสร้างสถาบัน ว่าด้วยเรื่องกฎหมายคณะสงฆ์ ด้านพฤติกรรมปัจเจกที่จะต้องยกระดับมาตรฐานพระสงฆ์ในการครองเพศบรรพชิต และการศึกษาวัฒนธรรมที่สร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ว่าศาสนาไม่ใช่เครื่องมือยึดเหนี่ยว แต่ต้องเป็นพื้นที่สร้างสรรค์เชิงคุณค่าร่วมกัน

    ในส่วนของการทำบุญน่าจะไม่หายไปทั้งหมด แต่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทางของการทำบุญ โดยในมุมมองเชิงวิชาการ ศรัทธาในศาสนาพุทธกำลังเคลื่อนจาก การศรัทธาต่อสถาบันไปเป็นศรัทธาเชิงเลือกสรร ที่ประชาชนจะเลือกทำบุญกับวัดหรือพระที่ไว้ใจได้เท่านั้น รวมถึงมีแนวโน้มว่า วัดที่โปร่งใส มีพระสงฆ์ต้นแบบ จะได้รับเงินบริจาคมากขึ้น แต่วัดที่มีภาพลบ จะถูกลดความสำคัญลง และระยะยาวการทำบุญจะเปลี่ยนไปสู่โครงการกุศลที่โปร่งใส และมีผลกระทบทางสังคม เช่น การศึกษา สิ่งแวดล้อม

    หากมามองในระดับพฤติกรรมปัจเจก จะทำให้คนรุ่นใหม่ มีความรู้สึกว่า ไม่อยากสนับสนุนระบบที่ไม่โปร่งใส่ คนทำบุญที่วัดอาจจะลงลงบางส่วน แต่ไม่หายไปทั้งหมด เพราะแรงจูงในของการทำบุญต่างกัน ในระดับของชุมชน และวัฒนธรรม ยังคงกระทบน้อยเพราะว่าในสังคมไทย การทำบุญยังเป็นวัฒนธรรมและประเพณีที่ฝังรากลึก ซึ่งประเพณีเหล่านี้ยังคงอยู่ เพราะเป็นพิธีกรรมร่วมสังคม ส่วนในระดับโครงสร้างสถาบัน ถ้าเกิดกระแสข่าวลบอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีการจัดการหรือแก้ไข อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำบุญ จากทำบุญกับวัด ไปเป็นการทำบุญกับมูลนิธีองค์กรการกุศล และการถวายเงินสด จะกลายไปเป็นการทำบุญกับโครงการที่โปร่งใสตรวจสอบได้แทน

    The-Sangha-and-Chiang Mai-residents-are-urgently-discussing-a-solution-to-restore-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ดร.ชญานิตย์ กล่าวอีกว่า สำหรับทางออกระยะสั้น ควรเพิ่มความโปร่งใสในสถาบันสงฆ์ จัดให้มีการตรวจสอบการเงินวัดแบบเปิดเผยมีการใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย หรือมีหน่วยงานอิสระเข้ามาควรคุม หรือบริหารจัดการการเงินของสงฆ์  ในด้านของพระสงฆ์ก็ควรให้มีการส่งเสริมพระสงฆ์ต้นแบบ ที่ทำงานเพื่อสังคม รวมถึงใช้สื่อสมัยใหม่ในการเผยแพร่ส่งเสริมให้มีการแยกศรัทธาในหลักธรรม ออกจากศรัทธาในตัวบุคคลให้มากขึ้น

    ส่วนระยะยาว ควรให้มีการปฏิรูปคณะสงฆ์ แยกบทบาท ฝ่ายศาสนา ออกจาก ฝ่ายบริหารจัดการ เพื่อป้องกันการทุจริต ทบทวน พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ให้สอดคล้องกับสังคมยุคใหม่ให้มากขึ้น  พัฒนาการศึกษาเชิงพุทธในศตวรรษใหม่ให้เกิดขึ้น โดยปรับหลักสูตรในโรงเรียนจากการสอน ศรัทธา มาเป็นการสอนเชิงวิพากษ์ เปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้เรียนรู้ศาสนาเชิงเปรียบเทียบ และด้านจิตวิญญาณร่วมสมัย ใช้พุทธศาสนาเป็น รากฐานคุณด่าของสังคมยังยืน เช่น เมตตาธรรมกับสิ่งแวดล้อม ความพอเพียงทางเศรษฐกิจ

    พร้อมๆ กับส่งเสริมบทบาทของศาสนาในฐานะทุนวัฒนธรรม ที่รักษาปรับประเพณีให้เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับสังคมปัจจุบัน ให้ศาสนากลายเป็นเครื่องมือสร้างชุมชนเข้มแข็ง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ รวมถึงการตีความศาสนาในยุคใหม่ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือทางพิธีกรรม แต่ควรเป็นพื้นที่คุณค่าร่วม ที่ตอบโจทย์โลกใหม่ เช่นความยุติธรรมทางสังคม การอยู่ร่วมกันอย่างหลากหลาย การพัฒนาอย่างยั่งยืน ใช้หลักการพุทธปรัชญาเป็นกรอบคิดใหม่ในการแก้ปัญหาโลก เช่น โลกร้อน ความเหลื่อมล้ำ หรือแม้กระทั่ง จริยธรรมด้าน AI ฯลฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/the-sangha-and-chiang-mai-residents-are-urgently-discussing-a-solution-to-restore-the-crisis-of-faith-in-buddhists&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Beb1oCBT4jF–wg_Godbs

  • เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการขับเคลื่อนการบริหารจัดการการศึกษา

    เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการขับเคลื่อนการบริหารจัดการการศึกษา

    ดร.สุทิน แก้วพนา เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการขับเคลื่อนการบริหารจัดการการศึกษาในระดับภาคและกลุ่มจังหวัด

    เมื่อวันเสาร์ที่ 6 กันยายน 2568 เวลา 08.30 น. นายสุทิน แก้วพนา สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดแพร่ กลุ่มการศึกษา เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการขับเคลื่อนการบริหารจัดการการศึกษาในระดับภาคและกลุ่มจังหวัด โดยมี นายสุทิน จันทรวรเชตต์ ศึกษาธิการจังหวัดแพร่ เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดการประชุมฯ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ (กศจ.แพร่) สมัชชาการศึกษาจังหวัดแพร่ คณะทำงานสมัชชาการศึกษาจังหวัดแพร่ หน่วยงานทางการศึกษาจังหวัดแพร่ และผู้แทนจากสำนักงานศึกษาธิการภาค 16เข้าร่วมประชุมฯ ณ ห้องประชุมนคราพาวิเลียน โรงแรมแพร่นครา ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่

    ในการนี้ นางอนงค์รักษ์ กันธิยาใจ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแพร่ มอบหมายให้ นางสาวนราภัทร กอบกำ นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ ร่วมการประชุมดังกล่าวฯ

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/prae/3763086/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wQYhddBPFeiE19yyAwtL8

  • ซินโครตรอน วิเคราะห์แม่น้ำกก จ.เชียงราย ด้วยเทคนิคใหม่ขั้นสูง

    ซินโครตรอน วิเคราะห์แม่น้ำกก จ.เชียงราย ด้วยเทคนิคใหม่ขั้นสูง

    วันอาทิตย์ ที่ 07 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.27 น.

    ซินโครตรอน วิเคราะห์แม่น้ำกก จ.เชียงราย ด้วยเทคนิคใหม่ขั้นสูง

    นักวิทยาศาสตร์สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ใช้เทคนิคการวิเคราะห์ด้วยแสงซินโครตรอน เพื่อวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำกก จ.เชียงราย พบระดับสารหนูชนิดที่ละลายในน้ำไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานกรมควบคุมมลพิษ ผลการตรวจวิเคราะห์เผยแนวโน้มว่าสามารถบำบัดการปนเปื้อนของสารหนู และโลหะหนักในแม่น้ำกก ก่อนนำไปใช้เพื่อการอุปโภคและบริโภคได้

    ดร.สุทธิพงษ์ วรรณไพบูลย์ นักวิทยาศาสตร์ระบบลำเลียงแสง 2 และหัวหน้าส่วนศึกษาโครงสร้างผลึก สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กล่าวว่า “สถาบันฯ ได้รับตัวอย่างน้ำที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายเก็บมาจากแม่น้ำกก จ.เชียงราย โดยเก็บตัวอย่างตั้งแต่ช่วงสะพานพญาเม็งรายถึงสะพานข้ามแม่น้ำกก พร้อมด้วยตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำสาขาของแม่น้ำกก 2 สาขา คือ แม่น้ำกรณ์ และแม่น้ำลาว และตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำโขง 2 บริเวณ คือ บริเวณแม่น้ำโขงก่อนแม่น้ำกกไหลมาบรรจบ และบริเวณแม่น้ำโขงหลังแม่น้ำกกไหลมาบรรจบแล้ว”

    “ทั้งนี้มีรายงานการศึกษาว่าตัวอย่างในแม่น้ำกกมีปริมาณสารหนูเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งเมื่อทางสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนได้รับโจทย์ในการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำกก จึงวิเคราะห์เพิ่มเติมว่า ปริมาณสารหนูที่เกินมาตรฐานนั้นเป็นสารหนูที่พบในองค์ประกอบใดของน้ำ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการหาแนวทางการบำบัดน้ำต่อไป โดยทีมนักวิทยาศาสตร์ได้แยกองค์ประกอบน้ำออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นน้ำใสซึ่งกรองเอาตะกอนออกแล้ว และส่วนที่เป็นตะกอนแขวนลอยในน้ำแล้วใช้เทคนิคการเรืองรังสีเอกซ์แบบสะท้อนกลับหมด (Total reflection XRF, TXRF) ซึ่งเป็นเทคนิคใหม่ที่ติดตั้ง ณ ระบบลำเลียงแสงที่ 7.2W เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงปริมาณ โดยสามารถวัดตัวอย่างที่ความเข้มข้นต่ำได้ถึงระดับ 1 ppb หรือวัดตัวอย่างได้ละเอียดกว่าเทคนิค XRF โดยทั่วไปถึง 100 เท่า”

    “ผลจากการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำด้วยเทคนิค Synchrotron-based TXRF พบว่า สารละลายน้ำที่ได้จากการแยกตะกอนแขวนลอยออก มีปริมาณการปนเปื้อนของสารหนูน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดินที่กรมควบคุมมลพิษกำหนดไว้ ส่วนตะกอนแขวนลอยมีปริมาณสารหนูสูงกว่าเกณฑ์ แต่เมื่อวิเคราะห์ตะกอนแขวนลอยด้วยเทคนิค XAS พบว่า เป็นสารหนูชนิดอาร์เซเนต As(V) มากกว่า 95% ซึ่งเป็นสารหนูที่มีความเสถียรสูงกว่าและมีความเป็นพิษน้อยกว่าสารหนูชนิดอาร์เซไนต์ As (III) ที่ละลายน้ำได้ดี ซึ่งกระบวนการบำบัดน้ำตามปกติจะสามารถแยกสารหนูชนิดอาร์เซเนตออกจากตะกอนแขวนลอยได้”

     “นอกจากนี้หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ยังให้ทุนสนับสนุนแก่ สถาบันฯ ร่วมกับสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ในการตรวจวิเคราะห์ดินตะกอนแม่น้ำกกพร้อมดินริมฝั่งแม่น้ำกกตลอดสายรวม 40 จุด พบว่ามีปริมาณการปนเปื้อนของสารหนูสูง แต่ส่วนใหญ่พบในรูปอาร์เซเนต (84%) ที่มีความเป็นพิษต่ำกว่า และพบการปนเปื้อนของอาร์เซไนต์ในบางตัวอย่าง คิดเป็นภาพรวมโดยเฉลี่ย 16%”

    “โดยสรุปผลจากการตรวจวิเคราะห์ด้วยเทคนิคแสงซินโครตรอนที่สามารถชี้เฉพาะเจาะจงได้ในครั้งนี้ จะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่คลายความกังวลได้บ้าง เนื่องจากสารหนูชนิดที่เป็นพิษสูงที่ละลายน้ำนั้นยังอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ และสารหนูที่พบในตะกอนดินส่วนใหญ่เป็นชนิดที่มีความเสถียรสูง และสามารถแยกออกจากตะกอนดินได้ ข้อมูลดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการหาแนวทางในการบำบัดการปนเปื้อนของน้ำในแม่น้ำกก ก่อนนำไปใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคได้ต่อไปในอนาคต” ดร.สุทธิพงษ์ วรรณไพบูลย์ กล่าวสรุป  

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/445467&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NI3raxKKSNlbLxoy7jggM

  • เผยที่มา “รสชาติที่บันทึกประวัติศาสตร์” กิมจิ-คิมบับ ก่อนเป็น Soft Power เกาหลี

    เผยที่มา “รสชาติที่บันทึกประวัติศาสตร์” กิมจิ-คิมบับ ก่อนเป็น Soft Power เกาหลี

    K-Food เติบโตคู่กับกระแส K-Pop และ K-Drama เช่น ซีรีส์เกาหลีที่แทรกฉากกินอาหาร เช่น Crash Landing on You ทำให้เมนูอย่าง “ชาบูเกาหลี-ต๊อกบกกี” โด่งดัง ขณะที่ไอดอล K-Pop โปรโมตอาหารผ่านคอนเทนต์ ทำให้แฟนคลับทั่วโลกอยากลิ้มลองและอยากไปเยือนแดนโสมสักครั้งในชีวิต

    อาหารเกาหลีจึงถูก “บรรจุ” อยู่ในแพ็กเกจความบันเทิง ทำให้เป็น Soft Power ที่แพร่หลายโดยไม่รู้ตัว

    บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “เคทีซี” จับมือกับองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KTO) และสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ (ECONMASS) เปิดเวที “K-Taste Press & Plate” ร้อยเรียงเรื่องราวอาหารเกาหลี (K-Food) ให้กลายเป็นพลัง Soft Power ที่ไม่เพียงกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังจุดประกายแรงบันดาลใจให้ผู้คนเดินทางอย่างมีความหมายมากกว่าเดิม

    เผยที่มา “รสชาติที่บันทึกประวัติศาสตร์” กิมจิ-คิมบับ ก่อนเป็น Soft Power เกาหลี

    นายคิม จงฮุน รักษาการรองประธานบริหารฝ่ายการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ KTO เผยว่า ปี 2567 มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปเกาหลีใต้กว่า 323,000 คน สะท้อนถึงพลังของ K-Culture ทั้ง K-Drama และ K-Pop ที่ปลุกกระแสความนิยมในอาหารเกาหลีอย่างต่อเนื่อง

    K-Food จึงไม่ใช่แค่อาหาร หากแต่เป็น “ทูตวัฒนธรรม” ที่พาผู้คนทั่วโลกสัมผัสเอกลักษณ์สี่ฤดูกาล วัตถุดิบที่แตกต่าง และภูมิภาคที่หลากหลาย โดย KTO ได้คัดเลือกเมนูท้องถิ่นกว่า 33 รายการ เพื่อให้การเดินทางไปเกาหลีเต็มไปด้วยรสชาติที่บอกเล่าประสบการณ์เชิงลึก

    รสชาติที่บันทึกประวัติศาสตร์

    คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์ นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์โลก อธิบายว่า อาหารเกาหลีคือ “หน้าต่างแห่งกาลเวลา” แต่ละเมนูคือเรื่องเล่าของสังคมและการปรับตัว

    เผยที่มา “รสชาติที่บันทึกประวัติศาสตร์” กิมจิ-คิมบับ ก่อนเป็น Soft Power เกาหลี

    “กิมจิ” สัญลักษณ์แห่งความอดทนและภูมิปัญญา

    กิมจิคืออาหารที่มีอายุยืนยาวนับพันปี นักวิชาการคาดว่ากำเนิดมาตั้งแต่สมัย สามก๊ก (ค.ศ. 37–668) ในช่วงที่ชาวเกาหลีหาวิธีถนอมผักให้อยู่รอดในฤดูหนาวอันโหดร้าย เดิมทีเป็นเพียงผักดองธรรมดา แต่หลังศตวรรษที่ 16 เมื่อ พริกแดงจากโลกใหม่ เดินทางเข้าสู่เกาหลี กิมจิจึงเปลี่ยนโฉมเป็นอาหารรสจัดและกลายเป็นเอกลักษณ์ที่คนทั่วโลกรู้จักในปัจจุบัน

    กิมจิไม่ใช่แค่อาหารประจำโต๊ะ แต่เป็น “DNA วัฒนธรรม” ของเกาหลี เพราะสะท้อนทั้ง ภูมิอากาศ การเกษตร และวิถีชีวิตชุมชน ทุกครอบครัวมีสูตรกิมจิที่ไม่เหมือนกัน และการทำกิมจิยังถูกยกให้เป็น ประเพณีคิมจาง (Kimjang) ที่องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ

    เผยที่มา “รสชาติที่บันทึกประวัติศาสตร์” กิมจิ-คิมบับ ก่อนเป็น Soft Power เกาหลี

    “คิมบับ” เรื่องเล่าแห่งครอบครัวและการเดินทาง

    คิมบับ (Gimbap) ถือกำเนิดในศตวรรษที่ 20 ได้แรงบันดาลใจจากการผสมผสานข้าวเกาหลีดั้งเดิมกับ โนริมากิ (Norimaki) ของญี่ปุ่นในยุคอาณานิคม แต่ชาวเกาหลีได้ปรับรสชาติและส่วนผสมให้สะท้อนวัฒนธรรมของตนเอง

    ข้าวสวยราดน้ำมันงา ห่อด้วยสาหร่าย แล้วใส่ไส้ผัก เนื้อสัตว์ หรือไข่ในแบบที่แต่ละครอบครัวเลือกเอง ทำให้คิมบับกลายเป็นอาหารที่สื่อถึง ความอบอุ่นในครอบครัว การปิกนิก และการเดินทาง

    ปัจจุบันคิมบับถูกยกระดับเป็นหนึ่งในอาหาร Street Food ที่นักท่องเที่ยวต้องลิ้มลองเมื่อไปเยือนเกาหลีใต้

    หรือในอาหารที่พัฒนาขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ล้วนบอกเล่าการปรับตัวของสังคมเกาหลีต่อบริบทโลก การเข้าใจรากเหง้าเหล่านี้ทำให้การชิมอาหารไม่ใช่แค่รสอร่อย แต่เป็นการสัมผัสประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้ และยังต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งและมีความหมายยิ่งขึ้น

    เผยที่มา “รสชาติที่บันทึกประวัติศาสตร์” กิมจิ-คิมบับ ก่อนเป็น Soft Power เกาหลี

    พันธมิตรเพื่อประสบการณ์ที่มีความหมาย

    นางสาวเจนจิต ลัดพลี ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร KTC กล่าวว่า การเดินทางยุคใหม่ไม่ใช่เพียงเพื่อพักผ่อน แต่เพื่อ “ประสบการณ์ที่มีความหมาย” (Experience with Purpose) ซึ่งเชื่อมโยงกับแรงบันดาลใจและวัฒนธรรม

    KTC จึงทำหน้าที่เป็น “สะพานพันธมิตร” ที่รวมพลังทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาครัฐ เอกชน ไปจนถึงสมาคมวิชาชีพ เพื่อสร้างสรรค์กิจกรรมที่ทรงอิมแพคต่อสังคม กิจกรรม “K-Taste Press & Plate” ครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการโปรโมต K-Food แต่คือการขับเคลื่อน Soft Power ที่สอดประสานเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการสื่อสารมวลชนอย่างกลมกลืน

    นางสาวดวงพร อุดมทิพย์ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ กล่าวเสริมว่า กิจกรรมครั้งนี้ไม่เพียงแสดงพลังของความร่วมมือ แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้สื่อมวลชนสร้างสรรค์เรื่องราวใหม่ ๆ ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และโอกาสทางธุรกิจ

    ภายในงาน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับฟังเรื่องเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์อาหารเกาหลี พร้อมร่วมเวิร์กช็อปทำ กิมจิสูตรดั้งเดิม และ คิมบับตำรับชาววัง ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี สุขุมวิท กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

    ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือจองผลิตภัณฑ์ได้ที่ KTC WORLD 02 123 5050 หรือติดตามโปรโมชันของเคทีซีได้ที่  https://www.ktc.co.th สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์  www.ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/lifestyle/729997&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HrOYeIKTWqvEG1234MDx3

  • สุดารัตน์ ประกาศความพร้อมเลือกตั้ง ลุยร้อยเอ็ด ชูนโยบายเศรษฐกิจ-บำนาญประชาชน

    สุดารัตน์ ประกาศความพร้อมเลือกตั้ง ลุยร้อยเอ็ด ชูนโยบายเศรษฐกิจ-บำนาญประชาชน

    วานนี้ (6 กันยายน) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วย ชัชวาล แพทยาไทย เลขาธิการพรรค และคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด เปิดเวทีใหญ่พบปะประชาชนในหลายอำเภอ โดยมีประชาชนเข้าร่วมกว่าพันคน เพื่อรับฟังปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจชุมชน และราคาพืชผลทางการเกษตร

    บนเวที คุณหญิงสุดารัตน์ประกาศความพร้อมเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ พร้อมขับเคลื่อนนโยบายหลักเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เช่น กองทุนเครดิตประชาชนเพื่อปลดหนี้นอกระบบและเพิ่มทุนประกอบอาชีพ บำนาญประชาชน 3,000 บาทต่อเดือน การปลดล็อกกฎหมายกว่า 1,400 ฉบับที่เป็นอุปสรรคต่อผู้ค้ารายเล็กและ SMEs รวมถึงการยกระดับราคาพืชผลและปศุสัตว์อย่างยั่งยืน

    พรรคไทยสร้างไทยยังประกาศย้ำจุดยืน “การเมืองสุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้” พร้อมล้างการทุจริตให้สิ้นซาก ควบคู่กับการเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มาจากการเลือกตั้ง 100% แก้ไขตั้งแต่หมวด 3 เป็นต้นไป ไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 พร้อมบัญญัติห้ามนิรโทษกรรมรัฐประหารและตัดวงจรซื้อเสียง-งูเห่า

    คุณหญิงสุดารัตน์ทิ้งท้ายว่า ประชาชนต้องการ “การเมืองที่จริงใจกับประชาชน” และพรรคไทยสร้างไทยพร้อมแล้วที่จะเป็นคำตอบของความหวังครั้งใหม่ในการเลือกตั้ง

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/sudarat-election-roi-et/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0i5reF8dXvDaDzLCiaAPcf

  • เบื้องลึก ‘อนุทิน’ เลือก ‘เอกนิติ’ นั่ง รมว.คลัง ดันนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วน

    เบื้องลึก ‘อนุทิน’ เลือก ‘เอกนิติ’ นั่ง รมว.คลัง ดันนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วน

    เศรษฐกิจ

    เบื้องลึก ‘อนุทิน’ เลือก ‘เอกนิติ’ นั่ง รมว.คลัง ดันนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วน

    07 ก.ย. 2025 เวลา 7:01 น.

    เปิดเบื้องลึก เหตุผล “อนุทิน” ทาบทาม “เอกนิติ” นั่ง รมว.คลัง เหมาะสมเคลื่อนนโยบายการคลังเร่งด่วน เจ้าตัวตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต มอบหมายงานเริ่มคิดนโยบายกระตุ้นศก.

    ทุกครั้งที่มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หรือการปรับคณะรัฐมนตรีของทุกรัฐบาล ตำแหน่งหนึ่งที่ได้รับการจับตามองเป็นพิเศษก็คือตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง” ที่ถือเป็นตำแหน่งสำคัญของทุกรัฐบาลที่จะมีบทบาทในการขับเคลื่อนนโยบายทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะนโยบายการคลังเพื่อทำให้เป้าหมายในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐบาลประสบผลสำเร็จ

    ในการตั้งรัฐบาลล่าสุดที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ได้มีการเตรียมความพร้อมในการฟอร์ม “ครม. อนุทิน1” มาล่วงหน้าก่อนที่จะมีวันโหวตนายกรัฐมนตรีในสภา โดยเฉพาะในตำแหน่งในด้านเศรษฐกิจ และต่างประเทศที่นายอนุทินมองว่าต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยมีการกำหนดคุณสมบัติว่าต้องได้คนที่เป็นมืออาชีพ ได้รับความยอมรับสูง และสามารถทำงานได้ทันทีเพื่อให้สอดคล้องกับเงื่อนไขของรัฐบาลที่จะต้องยุบสภาภายใน 4 เดือนหลังจากมีการประกาศนโยบายต่อสภา

    ในส่วนของตำแหน่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทยระบุว่าในเบื้องต้นพรรคได้มีการทาบทามบุคคลที่ได้รับการยอมรับสูงทั้งใน และต่างประเทศในแวดวงเศรษฐศาสตร์ และการเงินโดยได้มีการติดต่อไปยังนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะหมดวาระในวันที่ 30 ก.ย.นี้ โดยติดต่อผ่านบุคคลที่ทำงานร่วมกับนายเศรษฐพุฒิมาก่อน อย่างไรก็ตามนายเศรษฐพุฒิได้ตอบปฏิเสธ

    ขณะที่อีกชื่อหนึ่งที่ได้มีการทาบทามเช่นกันคือนายวิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการ ธปท.อีกคนหนึ่งแต่ก็ได้รับการปฏิเสธเช่นกัน

    ในระหว่างนี้ได้มีการทาบทามไปยังนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงกระทรวงการคลังเคยผ่านงานมาหลายกรม และมีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับภาคเอกชนในหลายองค์กรที่อยู่ในบริษัทจดทะเบียน ประกอบกับหากจะทำนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วน ผ่านนโยบายทางการคลัง นายเอกนิตินั้นมีความเข้าใจในกลไกของเครื่องมือทางการคลังเป็นอย่างดี สามารถประสานงานร่วมกับข้าราชการในกระทรวงการคลังได้ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนงานเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นอย่างมากเนื่องจากระยะเวลาในการทำงานมีไม่มากนัก

    โดยภายหลังจากที่ได้มีการทาบทามแล้วนายเอกนิติได้ขอใช้เวลาในการคิดอยู่ 2-3 วันก่อนที่จะตอบตกลงมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในที่สุด

    นายอนุทิน กล่าวถึงการทาบทามนายเอกนิติมาร่วม ครม.ในรัฐบาล “อนุทิน1”  ว่า “อธิบดีเอกนิติ” นั้นมีอายุราชการเหลืออีกถึง 6 ปี มีความรู้ความสามารถ มีอนาคตในทางราชการ สามารถก้าวหน้าไปได้มากกว่านี้ แต่ก็เสียสละ ที่จะเข้ามาทำงาน เราเห็นพ้องต้องกันว่าเรื่องประเทศชาติ เรื่องพี่น้องประชาชนมีความสำคัญ โดยคุณสมบัติความรู้ความสามารถขณะนี้ ต่อให้พ้นวาระนี้ไป คงจะมีเส้นทางในอาชีพของท่านได้มากมาย

    “ท่านขอเวลาคิด 2-3 คืน ก็ตัดสินใจมาร่วมทำงาน ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่ท่านตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต โดยมุ่งมั่นถึง ประเทศของเรา และพี่น้องประชาชน”

    ในส่วนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นนายอนุทินได้ระบุว่าทั้งในระดับจุลภาคและมหภาคจะต้องมีแน่นอน โดยว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของรัฐบาล อยู่ในกระทรวงการคลังมาโดยตลอด มีประสบการณ์ การทำงาน ทั้งต่างประเทศและในประเทศ เป็นอธิบดีมาหลายกรม เป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ผู้อำนวยการรัฐวิสาหกิจ (สคร.) อธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมสรรพสามิต และอธิบดีกรมธนารักษ์ มีความรู้ความสามารถ ที่จะประสานงานกับฝ่ายประจำ ทำงานต่อเนื่องได้อย่างไม่มีปัญหา

    เช่นเดียวกับนโยบายคนละครึ่งโฉมใหม่นายอนุทินก็บอกว่าได้มอบหมายให้ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเร่งพิจารณา เมื่อปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ก็จะได้ดำเนินการต่อไปเพราะเวลาเรามีน้อย มีไม่มาก

    ..ต้องจับตาดูว่าภายใต้ความคาดหวังทางเศรษฐกิจที่สังคมมีต่อรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน และนโยบายเศรษฐกิจที่มีนายเอกนิติลูกหม้อกระทรวงการคลังเข้ามาขับเคลื่อน จะแก้ปัญหาระยะสั้น โดนใจประชาชนมากแค่ไหน

    อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเวลาจะเป็นคำตอบว่าในตำแหน่งนี้นายอนุทิน “Put the right man on the right job” หรือไม่?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1197681&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw328yZM2uLtGm3btUH3hpC_

  • หนี้ SME ไตรมาส1/68 แย่กว่าหลังโควิด แนะปรับ “โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่”

    หนี้ SME ไตรมาส1/68 แย่กว่าหลังโควิด แนะปรับ “โครงสร้างเศรษฐกิจใหม่”

    แนะสถาบันการเงินควรแก้หนี้ก่อนเป็น NPL สร้างความยั่งยืนด้วยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ เพิ่มขีดความสามารถสร้างรายได้ให้ธุรกิจ

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมหนี้ด้อยคุณภาพของบัญชีธุรกิจในฐานข้อมูลเครดิตบูโร ไตรมาส 1/2568 แม้จะเริ่มทรงตัว แต่ประเด็นสำคัญที่พบคือ การย้ำทิศทางที่แย่กว่าหลังโควิด โดยธุรกิจยิ่งมีขนาดเล็ก ปัญหาคุณภาพหนี้ยิ่งมีความรุนแรง่วขึ้น ขณะที่ เริ่มมีสัญญาณปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพ ขยายวงกว้างขึ้น จากกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก ขยับขึ้นมาที่ธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่ โดยเฉพาะธุรกิจที่พักแรม ค้าส่งค้าปลีก ก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์

    จากการวิเคราะห์พฤติกรรมการชำระหนี้ พบว่า การปรับโครงสร้างหนี้เชิงรุกของสถาบันการเงินเจ้าหนี้ มีประสิทธิผลในการช่วยชะลอปัญหาหนี้เสียได้ในกลุ่มหนี้ที่ยังมีวันค้างชำระไม่มาก แต่หากค้างชำระนานจนถูกจัดชั้น NPL แล้ว โอกาสกลับมาสู่ชั้นหนี้ดีขึ้นจะมีไม่ถึง 10%

    ดังนั้น การป้องกันปัญหาหนี้เสียในภาวะที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนสูง จึงควรเน้นช่วงก่อนการเป็น NPL มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ท้ายสุด การแก้หนี้อย่าง ‘ยั่งยืน’ ต้องอาศัยการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างรายได้ให้ธุรกิจ

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า จากข้อมูลระบบธนาคารพาณิชย์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในไตรมาส 2/2568 สะท้อนว่า สัดส่วน NPL หรือ Stage 3 ต่อสินเชื่อรวม เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 2.83% จาก 2.81% ในไตรมาส 1/2568  โดย NPL ที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ยังคงมาจากสินเชื่อธุรกิจ SMEs (7.79%) 

    ขณะที่ NPL ของสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ค่อนข้างทรงตัว (1.01%) ส่วน NPL ของสินเชื่อรายย่อยนั้น แม้จะลดลงบ้างในไตรมาส 2/2568 แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัย (4.07%) สินเชื่อบัตรเครดิต (3.92%) สินเชื่อบุคคล (2.76%) และสินเชื่อเช่าซื้อ (2.06%)  

    สินเชื่อ Stage 2 หรือสินเชื่อที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของความเสี่ยงด้านเครดิต ปรับตัวเพิ่มขึ้น มาที่ 6.80% ต่อสินเชื่อรวมในไตรมาส 2/2568 จากไตรมาสแรกที่ 6.73% แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า สินเชื่อ Stage 2 ของพอร์ตสินเชื่อธุรกิจ SMEs ปรับตัวลงเล็กน้อย ซึ่งสถานการณ์ด้อยคุณภาพของหนี้ SMEs ที่มีทิศทางดีขึ้นดังกล่าว คาดว่าจะเป็นผลมาจากการปรับโครงสร้างหนี้ตามเกณฑ์ Responsible Lending (RL)  และโครงการแก้หนี้ต่าง ๆ ของทางการและธนาคารพาณิชย์ อาทิ โครงการคุณสู้เราช่วย เป็นต้น

    สินเชื่อธุรกิจยิ่งมีขนาดเล็ก ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ยิ่งชัด

    รายงานฉบับนี้ จัดแบ่งสินเชื่อธุรกิจออกเป็น 5 กลุ่ม ตามขนาดยอดคงค้างสินเชื่อ ได้แก่ 

    1) สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ มียอดคงค้างสินเชื่อมากกว่า 500 ล้านบาท

    2) สินเชื่อธุรกิจขนาดกลาง มียอดคงค้างสินเชื่อมากกว่า 100-500 ล้านบาท

    3) สินเชื่อธุรกิจขนาดเล็ก มียอดคงค้างสินเชื่อมากกว่า 20-100 ล้านบาท

    4) สินเชื่อธุรกิจขนาดไมโคร มียอดคงค้างสินเชื่อมากกว่า 5-20 ล้านบาท

    5) สินเชื่อธุรกิจขนาดซุปเปอร์ไมโคร มียอดคงค้างสินเชื่อไม่เกิน 5 ล้านบาท

    การศึกษาพบว่า ธุรกิจตั้งแต่ขนาดเล็กลงมา มีปัญหาหนี้ด้อยคุณภาพมากที่สุด โดยธุรกิจกลุ่มซุปเปอร์ไมโครมีสัดส่วนหนี้ค้างชำระเกิน 90 วัน หรือ NPL ในสัดส่วน 14.81% ตามมาด้วยกลุ่มไมโคร (12.11%) กลุ่มขนาดเล็ก (9.75%) กลุ่มขนาดกลาง 6.51% และกลุ่มขนาดใหญ่ 1.37% นอกจากนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่า สถานการณ์ NPL ของธุรกิจขนาดซุปเปอร์ไมโคร ไมโคร และขนาดเล็ก มีทิศทางที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างชัดเจนติดต่อกันมาแล้วหลายไตรมาสอีกด้วย 
            
    SMEs กระทบหนัก ลามถึงธุรกิจใหญ่

    SMEs มีการถดถอยของคุณภาพหนี้ติดต่อกันหลายไตรมาส ซึ่งครอบคลุมทั้งธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อจากต่างประเทศและในประเทศ อย่างเช่นธุรกิจภาคการผลิตและที่พักแรม และธุรกิจที่พึ่งพากำลังซื้อจากในประเทศเป็นหลัก อย่างเช่น ธุรกิจค้าส่งค้าปลีก ก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ 

    จุดที่น่าห่วงคือ การขยายวงของปัญหาการด้อยลงของคุณภาพหนี้ได้ลามมาที่ลูกค้าขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในกรณีของสินเชื่อธุรกิจที่พักแรม ขณะที่ธุรกิจค้าส่งค้าปลีกจะเห็นปัญหาชัดขึ้นที่ลูกค้าขนาดกลาง ส่วนธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์นั้น ปัญหาสะท้อนออกมาในกลุ่มลูกค้าขนาดกลางและขนาดใหญ่ ซึ่งอาจหมายความถึงผลพวงจากปัญหาเศรษฐกิจที่ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ 

    แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังอาจชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี เพราะขาดแรงส่งในภาคการผลิตและการส่งออก หลังจากได้รับแรงหนุนไปมากแล้วจากประเด็น Front Loading ในช่วงก่อนการปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้า (Tariffs) ของสหรัฐฯ  

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า ภาคการส่งออกของไทยจะได้รับผลกระทบชัดเจนขึ้นจาก Tariffs ของสหรัฐฯ จนมีโอกาสหดตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ดังนั้น จึงมีโอกาสสูงที่จะเริ่มเห็นสัญญาณการถดถอยของคุณภาพหนี้ที่ชัดเจนขึ้นของภาคการผลิต รวมถึงภาคธุรกิจหลักอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน โดยต้องติดตามว่า ปัญหาคุณภาพหนี้จะขยายวงกว้างมาสู่ธุรกิจที่ใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่องหรือไม่

    สำหรับประเทศไทย เศรษฐกิจที่จะเติบโตอย่างมีเสถียรภาพต่อจากนี้ไป ย่อมหมายถึงความจำเป็นในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจระยะยาว ไม่เช่นนั้น ตัวเลขคุณภาพนี้ที่เป็นตัวแปรตามที่สะท้อนภาวะเศรษฐกิจและธุรกิจ (Lagging Indicators) ก็จะยิ่งถดถอยลงในอนาคต ซ้ำเติมปัญหาวิกฤตกับดักการพัฒนาประเทศที่ไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน อย่างยากจะหลีกเลี่ยง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-sme/729971&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KVNIn9HDFEJpT0q08fpJI

  • “อนุทิน” โชว์ตัวว่าที่ รมต.ทีมเศรษฐกิจ ล้อมวงกินเค้กส้ม

    “อนุทิน” โชว์ตัวว่าที่ รมต.ทีมเศรษฐกิจ ล้อมวงกินเค้กส้ม

    พรรคภูมิใจไทย 6 ก.ย.- “อนุทิน” โชว์ตัว ว่าที่ 3 รมต.ทีมเศรษฐกิจป้ายแดง ล้อมวงกินเค้กส้ม “เอกนิติ” นั่งขุนคลัง เตรียมนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ชี้ปล่อยฟื้นคนละครึ่งกระแสเต็มฟีด ขณะ “สีหศักดิ์” เตรียมนั่ง รมว.กต. มั่นใจชื่อนี้นานาชาติยอมรับ รับเผือกร้อนแก้ปมชายแดนไทย-กัมพูชา ขณะ “อรรถพล” อดีต CEO ปตท. นั่ง รมว.พลังงาน ทำงานได้เลยไม่ต้องรำมวย ยอมรับเก้าอี้กลาโหม ต้องมีความรู้ในวิชาชีพ ปัดตอบชิงดำ “บิ๊กป้อม-ธรรมนัส”

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าที่นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีต ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง และนายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ดื่มกาแฟร่วมกันที่ร้านจานิสตาร์ ชั้น 1 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ภายหลังหารือร่วมกันที่บริเวณชั้นบน

    ทั้งนี้ คาดว่านายสีหศักดิ์ ถูกทาบทาม ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขณะที่นายเอกนิติ คาดว่า จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้านนายสันติ คาดว่าจะมาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

    ขณะที่นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ได้ตามมาสมทบในภายหลัง โดยคาดว่าจะได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

    นายอนุทิน ได้แนะนำตัวแต่ละคนให้สื่อมวลชน พร้อมระบุถึงว่าที่ตำแหน่งที่ชัดเจน อย่างนายสีหศักดิ์ จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายเอกนิติ จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมระบุว่าเลือกจากความสามารถ ประสบการณ์ความทุ่มเทเสียสละ ซึ่งเมื่อทั้งหมดตอบรับชัดเจนก็ไม่ต้องมาคอยคาดการณ์ว่าใครจะดำรงตำแหน่งอยู่ตรงไหน เดี๋ยวจะทำงานกันไม่สะดวกเพราะเวลาเรามีน้อย ก็จะเริ่มเตรียมงานและประสานงานกันไว้ก่อน หลีงเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตน ก็จะได้ทำงานได้เลย

    นายอนุทินยังยืนยันว่า รัฐมนตรีในสัดส่วนคนนอกยังมีอีก หลังจากนี้ก็จะทยอยแนะนำให้พี่น้องประชาชนรับทราบ ที่แน่แล้วคือกระทรวงการคลังและกระทรวงการต่างประเทศ

    เมื่อถามความคาดหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ จากกระทรวงการคลังในระยะสั้น นายอนุทินกล่าวว่าทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยู่ในกระทรวงการคลังมาโดยตลอด มีประสบการณ์การทำงานทั้งต่างประเทศและในประเทศ เป็นอธิบดีมาหลายกรม เป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ผู้อำนวยการรัฐวิสาหกิจ อธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมสรรพสามิต และอธิบดีกรมธนารักษ์ ท่านมีความรู้ความสามารถ ที่จะประสานงานกับฝ่ายประจำ ทำงานต่อเนื่องได้อย่างไม่มีปัญหา

    ส่วนการฟื้นโครงการคนละครึ่ง นายอนุทินระบุว่าทุกอย่างเป็นไปได้หมด ถ้าเป็นประโยชน์และเป็นความต้องการของพี่น้องประชาชน วันนี้ก็ดูเต็มฟีด ก็จะเร่งมอบหมายให้ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเร่งพิจารณา เมื่อปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ก็จะได้ดำเนินการต่อไปเพราะเวลาเรามีน้อย ไม่มาก

    ส่วนจะมีการสานต่อจาก Application เดิมหรือไม่ นายอนุทินยืนยันว่าอะไรที่ดี ก็จะทำต่อ เราไม่มีเข้ามาแล้วบอกว่าอันนี้ไม่ใช่ของเรา ทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน สิ่งนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลของผมจะไม่ทำ

    ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ข้อพิพาทไทยกัมพูชาแก้ไข MOU 43 และ 44 นายอนุทินกล่าวว่า ถ้าพูดถึงชื่อสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เชื่อว่าทุกคน ที่อยู่ในวงการการทูตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเศรษฐกิจ น่าจะมีความพึงพอใจและมั่นใจ รัฐบาลนี้เข้ามา ท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่ ต้องได้รับการแก้ไขโดยเร็ว เพราะฉะนั้น ต้องนำ ผู้ที่มีประสบการณ์ ต้องได้รับการยอมรับจากนานาชาติแก้ไขปัญหาโดยเร็ว

    ส่วนรัฐมนตรีมั่นใจว่าจะแก้ไขปัญหานี้ได้ใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญ ต้องวางพื้นฐานให้เป็นระยะยาว ส่วนมองว่าเป็นเผือกร้อนหรือไม่ยืนยันว่า ทุกอย่างต้องให้ความสำคัญ

    นายอนุทิน ยังยอมรับว่ากว่า ว่าที่รัฐมนตรีโควตาคนนอกจะตอบรับตนใช้เวลาหลายวันหลายคืน เพราะอธิบดีเอกนิติมีอายุราชการเหลืออีก 6 ปี ซึ่งความรู้ความสามารถยังมีอนาคตในทางราชการ สามารถก้าวหน้าไปได้มากกว่านี้อีก แต่ท่านก็เสียสละ เราเห็นพ้องต้องกันว่าเรื่องประเทศชาติ เรื่องพี่น้องประชาชนมีความสำคัญ ซึ่งคุณสมบัติความรู้ความสามารถของท่านขณะนี้ต่อให้พ้นวาระนี้ไป คงจะมีเส้นทางในอาชีพของท่านได้มากมาย ซึ่งท่านขอเวลาคิด 2-3 คืน ก็ตัดสินใจมาร่วมทำงาน ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่ท่านตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต โดยมุ่งมั่นถึง ประเทศของเรา และพี่น้องประชาชน

    นายอนุทินยืนยันว่าหน้าตา ครม. ไม่ขี้เหร่แน่นอน ต้องเป็นครม. ที่เข้ามาแล้วทำงานได้เลย สโลแกนทำวันนี้เสร็จเมื่อวานของตนก็ยัง ถือว่าเป็นแนวทางการทำงานของพวกเราอยู่

    ส่วนการจัดตั้งรัฐบาลจะให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 วันนี้หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าจะทำให้เร็วที่สุด และคอยคิดถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ ทางการเมือง และเรื่องทางการเมืองตนคิดว่ามีความชัดเจนแล้ว อีก 4 เดือนก็ต้องยุบสภา ดังนั้นต้องทำทุกอย่างภายในอีก 4 เดือนให้เกิดผลงาน ให้เกิดความคืบหน้าและการแก้ปัญหาให้มากที่สุด

    เมื่อถามว่ามีโครงการใดที่ครม.ชุดใหม่ ต้องการทำเพิ่มอีกบ้างนายอนุทินกล่าวว่าให้ใจเย็นๆ ให้รัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายในแต่ละกระทรวง มีอำนาจเต็มที่ในการกำหนดนโยบาย ด้วยความรวดเร็วโดยไม่ต้องรอว่าหัวหน้ารัฐบาลจะเอาด้วยหรือไม่ ซึ่งจะมาพูดว่าเดี๋ยวจะขัดกับพรรคโน้นพรรคนี้หรือไม่ ตนรับรองว่าไม่มี เราจะเอาประสบการณ์ที่มี ของรัฐบาล 2-3 ชุดที่ผ่านมา ที่เห็นจุดอ่อนของการมีปัญหาและไม่ทำงาน ที่กังวลเรื่องความได้เปรียบเสียเปรียบกัน

    ทั้งนี้ ระหว่างที่นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนนายอรรถพล ได้เดินเข้ามาสมทบ ทำให้นายอนุทิน พูดขึ้นมาว่า ท่านมาแล้วความลับแตกหมดเลย ก่อนจะหัวเราะ จากนั้นนายอรรถพลก็ได้แนะนำตัวเอง ตำแหน่งที่เคยเป็นอดีต CEO ของ ปตท. ก่อนที่นายอนุทินจะแซวขึ้นมาว่าไม่ได้เอามาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมอย่างแน่นอน

    ส่วนเหตุผลที่ทาบทามนายอรรถพลนั้น นายอนุทินกล่าวว่า อย่างที่ตนบอกว่าเป็นรัฐบาลที่มีภารกิจแน่นอน เราต้องได้ผู้ที่เข้ามาแล้ว ทำงานได้เลย ไม่ต้องมาเรียนรู้งาน แต่ละท่าน ที่เข้ามาก็ล้วนแต่เป็นผู้บริหารสูงสุด ในองค์กรที่ท่านกำลังจะเข้าไปรับผิดชอบ ดังนั้นจะเป็นการสร้างความมั่นใจว่า เราจะสามารถเดินหน้าได้ดี ไม่ต้องรำมวย

    เมื่อถามว่ากระทรวงกลาโหมควรจะเป็นทหารเข้ามานั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการประจำกระทรวงหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ก็ต้องการให้เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถในวิชาชีพ

    ส่วนกระแสข่าวที่จะเป็นร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม แข่งกับพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นั้น นายอนุทินกล่าวว่าหากตรงไหนมีความชัดเจน ก็จะพามาเปิดตัวเช่นนี้ เพื่อให้พี่น้องประชาชน รับทราบโดยไม่ต้องคาดเดา ดังนั้นการที่ยังไม่พาคนอื่นมา แสดงว่ายังไม่แล้วเสร็จ หรือมีคำถามที่จะต้องเคลียร์กันก่อน

    ส่วนสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาขณะนี้ จำเป็นจะต้องเป็นพลเอกประวิตรหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าอย่าถามแบบนี้ อะไรที่ตอบได้ก็ตอบ เพราะสไตล์การทำงานของตนไม่ต้องการให้ประชาชน มาคาดการณ์ใดๆ ถ้ามีความชัดเจนแล้ว ก็จะนำมาแนะนำตัว ต่อพี่น้องประชาชนทุกคน ให้รับรู้ รับทราบ ว่ารัฐบาลจะเป็นไปในทางใด พยายามจะทำงานให้ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุด ให้ทำเหมือนว่ามีส่วนร่วมในการบริหารประเทศร่วมกัน ฝ่ายการเมืองอย่างพวกเราฟังเสียงของพี่น้องประชาชนเป็นหลักอยู่แล้ว

    เมื่อถามว่าภาพของ ครม.อนุทิน จะออกมาเป็นแบบใด นายอนุทินกล่าวว่า เป็นภาพมืออาชีพที่ทำงาน ผู้ที่ร่วมทำงานทุกคนมีความเป็นพี่น้องสมัครสมาน สามัคคี เพราะตนเป็นสมาชิก ใน 36 คนมาหลายสมัย มีความรู้สึกว่า ความสัมพันธ์ส่วนตัวแทบจะไม่เลย คุยแต่เรื่องที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ไม่เคยมีการตัดสินใจร่วมกันเลย ภาพแบบนี้จะไม่เกิดขึ้น ในรัฐบาลของตนแน่นอน เนื่องจากทุกคนจะต้องเข้าใจเป้า หมายเดียวกันและเข้าใจภารกิจที่เรามีอย่างจำเพาะ ต้องให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน ไม่ใช่พรรคนี้เสนอ พรรคนี้ค้าน หัวหน้ารัฐบาลไม่ใช่มองว่าอันนี้ไม่เกิดประโยชน์กับพรรคตนเองก็ให้เรื่องช้าหน่อย สิ่งเหล่านี้จะไม่มี

    ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถาม ถึงตำแหน่งของนายสันติที่จะมานั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายอนุทินรีบปัดตอบว่าฝ่ายการเมืองเดี๋ยวมาพูดคุยกัน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ว่าชื่อรัฐมนตรีป้ายแดงทั้ง 4 คนได้นั่งพูดคุยกับนายอนุทิน ด้วยบรรยากาศเป็นกันเอง และมีการเสิร์ฟเมนูเค้กส้ม -สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/politics-1582165&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18je9hqV2hsT8XAsimN-A_

  • ประวัติ “ภราดร ปริศนานันทกุล” ว่าที่รัฐมนตรีป้ายแดง หลังมีชื่อติดโผ “ครม.อนุทิน 1”

    ประวัติ “ภราดร ปริศนานันทกุล” ว่าที่รัฐมนตรีป้ายแดง หลังมีชื่อติดโผ “ครม.อนุทิน 1”

    เปิดประวัติ “ภราดร ปริศนานันทกุล” มีชื่อติดโผ “ครม.อนุทิน 1” จากบทบาทรองประธานสภาฯ คนที่ 2 สู่ตำแหน่งว่าที่ “รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี”

    ภายหลังจาก ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 มีมติเห็นชอบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตจากพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ด้วยคะแนน 311 เสียง ชนะนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย ที่ได้รับคะแนนไป 152 เสียง ภายใต้เงื่อนไขยุบสภาภายใน 4 เดือน ขั้นตอนจากนั้นคือประธานสภาฯ นำชื่อนายอนุทิน ขึ้นทูลเกล้าฯ และรอการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งในระหว่างนี้ นายอนุทิน เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำภายใต้ สส. 146 เสียง โดยล่าสุดตัว นายอนุทิน ก็ยืนยันแล้วว่าโผ ครม. นั้น 100% แล้ว แต่ขอเปิดเผยในเวลาที่เหมาะสม

    ทั้งนี้ สำหรับโผ ครม.อนุทิน 1 พบว่าหนึ่งในผู้ที่เป็นกระแสที่อาจจะได้เป็นรัฐมนตรีป้ายแดงอีกคน คือ นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ว่าที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

    ประวัติ “ภราดร ปริศนานันทกุล”

    ภราดร ปริศนานันทกุล หรือ แบต เกิดเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2522 ที่อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง เป็นบุตรของนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กับนางรวีวรรณ ปริศนานันทกุล

    การศึกษา

    ภราดร ปริศนานันทกุล สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ระดับปริญญาตรี สาขาสถิติจากคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ส่วนระดับปริญญาโททางด้านเศรษฐศาสตร์ จาก Warwick University ประเทศอังกฤษ

    เส้นทางการเมือง

    ภราดร ปริศนานันทกุล ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทอง คู่กับนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล เมื่อ 23 ธันวาคม 2550 และได้รับเลือกตั้งอีกสมัยในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2554 ซึ่งขณะนั้นลงสมัครรับเลือกตั้งภายใต้สังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา

    กระทั่งในปี 2561 นายภราดร ได้ย้ายไปสังกัดพรรคภูมิใจไทย และได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทองอีกสมัย ต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นโฆษกพรรคภูมิใจไทย

    จากนั้นในปี 2566 นายภราดร ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอ่างทองอีกสมัย ภายใต้สังกัดพรรคภูมิใจไทย ก่อนที่จะถูกเสนอชื่อจากที่ประชุมพรรคภูมิใจไทย เป็นแคนดิเดตชิงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรในที่สุด

    ต่อมา วันที่ 19 มิถุนายน 2568 นายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 และ สส.จังหวัดอ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ประกาศยื่นหนังสือขอลาออกจากตำแหน่ง รองประธานสภาฯ คนที่ 2

    กระทั่งล่าสุด วันที่ 5 กันยายน 2568 มีรายชื่อติดในโผ ครม.อนุทิน 1 ในตำแหน่ง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2881222&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cvn84oGOGo-13wPXin84t

  • นิด้าโพล 59.24% หนุนยุบสภาฯ เร็วที่สุด ไม่ต้องรอ 4 เดือน

    นิด้าโพล 59.24% หนุนยุบสภาฯ เร็วที่สุด ไม่ต้องรอ 4 เดือน


    นิด้าโพล เผย ประชาชน 59.24% หนุนยุบสภาฯ โดยเร็วที่สุด ไม่ต้องรอ 4 เดือน ขณะที่ 74.39% อยากให้แก้รัฐธรรมนูญ รายมาตรา 

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “ยุบสภาในสี่เดือนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4-5 กันยายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อข้อเสนอให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรภายในสี่เดือน การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับข้อเสนอให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรภายในสี่เดือนพบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 59.24 ระบุว่า ควรยุบสภาฯ โดยเร็วที่สุด ไม่ต้องรอสี่เดือน รองลงมา ร้อยละ 27.17 ระบุว่า เห็นด้วยกับการยุบสภาฯ ภายในสี่เดือน ร้อยละ 9.54 ระบุว่า ไม่ควรยุบสภาฯ แต่ควรรอให้สภาฯ ชุดนี้หมดวาระในปี 2570 ร้อยละ 2.52 ระบุว่า ควรยุบสภาฯ ภายในหกเดือน ร้อยละ 0.92 ระบุว่า ควรยุบสภาฯ ภายในหนึ่งปี และร้อยละ 0.61 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ด้านความต้องการของประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 37.56 ระบุว่า ต้องการมาก รองลงมา ร้อยละ 28.17 ระบุว่า ไม่ต้องการเลย ร้อยละ 21.76 ระบุว่า ค่อนข้างต้องการ ร้อยละ 9.99 ระบุว่า ไม่ค่อยต้องการ และร้อยละ 2.52 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อสอบถามความคิดเห็นของผู้ที่ระบุว่าต้องการมากและค่อนข้างต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (จำนวน 777 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับรูปแบบการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนต้องการ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 74.39 ระบุว่า ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา รองลงมา ร้อยละ 24.71 ระบุว่า ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และร้อยละ 0.90 ระบุว่า ไม่ตอบ

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.04 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.66 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.30 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 35.27 สถานภาพโสด ร้อยละ 62.29 สมรส และร้อยละ 2.44 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.53 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 13.82 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 35.27 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 11.76 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 34.43 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 4.19 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 9.39 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 18.47 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 23.13 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 9.54 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 16.18 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 17.87 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 5.42 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 17.56 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 3.05 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 14.89 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 34.81 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 11.45 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 5.11 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.37 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.37 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.38 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 0.61 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 8.02 ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/35133&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw25M-rehrUiqrWHhUz_svG3