Blog

  • หวดยับ พวกไม่ศึกษา สักแต่จะด่า “อีเว้นทุเรียนล้านลูก” แค่จึ๋งเดียวจากทั้งประเทศ | TOPNEWS

    หวดยับ พวกไม่ศึกษา สักแต่จะด่า “อีเว้นทุเรียนล้านลูก” แค่จึ๋งเดียวจากทั้งประเทศ | TOPNEWS

    หวดยับ พวกไม่ศึกษา สักแต่จะด่า “อีเว้นทุเรียนล้านลูก” แค่จึ๋งเดียวจากทั้งประเทศ

    • เผยแพร่ : 03/05/2026 06:07

    หวดยับ พวกไม่ศึกษา สักแต่จะด่า “อีเว้นทุเรียนล้านลูก” แค่จึ๋งเดียวจากทั้งประเทศ กว่าพันล้านลูก

    #topnewstv #ทุเรียน #ศุภจี #พิมรี่พาย

    อัปเดตคลิปข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1564323&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Zfo-Hr3VEuTNb-HSOfn4h

  • เจาะอนาคต รร.นานาชาติ ปี’69 ยังขาขึ้น สวนทางเศรษฐกิจ เอกชนทยอยปิดตัว

    เจาะอนาคต รร.นานาชาติ ปี’69 ยังขาขึ้น สวนทางเศรษฐกิจ เอกชนทยอยปิดตัว

    โรงเรียนนานาชาติยังอยู่ในช่วง “ขาขึ้น” ไหม? 

    หลังปีที่ผ่านมาถูกจับตาว่าเป็นธุรกิจดาวรุ่ง จากการเข้ามาลงทุนของกลุ่มทุนขนาดใหญ่และนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งขยายตัวสวนทางกับจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลง ส่วนโรงเรียนเอกชนทยอยปิดต่อต่อเนื่อง รวมถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่ใครต่างก็บ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดี 

    สำหรับแนวโน้มตลาด ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินไว้ว่า 2568 มูลค่าธุรกิจโรงเรียนนานาชาติขยายตัวแตะระดับ 95,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากกว่า 85,000 ล้านบาทในปี 2567 ขณะที่จำนวนโรงเรียนมีแนวโน้มเพิ่มเป็น 257 แห่ง สะท้อนดีมานด์การศึกษาหลักสูตรนานาชาติที่ยังเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยหลักการเติบโตคือผู้ปกครองที่มีกำลังทรัพย์ ยอมลงทุนเพื่อการศึกษา

    แรงงานต่างชาติทักษะสูงยังเพิ่มขึ้น

    ข้อมูลจาก LH BANK พบว่าในด้านดีมานด์ กลุ่มเป้าหมายหลักมาจากทั้งคนไทยที่มีความมั่งคั่งสูง และชาวต่างชาติที่ทำงานในประเทศไทย โดยคาดว่าในปี 2569 จำนวนคนไทยที่มีสินทรัพย์มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะเพิ่มขึ้นเป็นราว 162,000 คน เติบโตเฉลี่ย 11.7% ต่อปี ส่วนใหญ่กระจุกตัวในกรุงเทพฯ และหัวเมืองเศรษฐกิจสำคัญ 

    ขณะเดียวกัน กลุ่มแรงงานต่างชาติทักษะสูง เช่น ผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญในภาคการเงิน เทคโนโลยี และบริการ ก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

    ข้อมูลจากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว ระบุว่า คนต่างด้าวมาตรา 62 ซึ่งจัดเป็นกลุ่มแรงงานทักษะสูง มีรายได้และสวัสดิการดี โดยในช่วงปี 2563-2567 เติบโตเฉลี่ยราว 9.3% ต่อปี และในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 เติบโตเฉลี่ย 13.4% ซึ่งกลุ่มนี้มีศักยภาพในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติ จึงเป็นฐานลูกค้าสำคัญของตลาด

    นานาชาติโตสวนทางอัตราเด็กเกิดใหม่ลดลง

    อย่างไรก็ตาม เมื่อดูภาพรวมโครงสร้างประชากรไทยกำลังเป็นแรงกดดันในระยะยาว  เนื่องจากจำนวนเด็กเกิดใหม่และประชากรอายุต่ำกว่า 18 ปีมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง โดยช่วงปี 2563-2567 อัตราการเกิดลดลงเฉลี่ยประมาณ 4.5% ต่อปี และในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2568 ลดลง 2.7% ส่งผลให้ฐานนักเรียนในอนาคตมีขนาดเล็กลง และทำให้การแข่งขันระหว่างโรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนสองภาษา และโรงเรียนเอกชนทวีความรุนแรงมากขึ้น ทั้งในแง่การดึงดูดนักเรียนและการใช้ทรัพยากรที่นั่งให้คุ้มค่า

    สถิติ 5 ปี เอกชนทยอยปิด นานาชาติขยายตัว 

    ส่วนภาพรวมการศึกษาเอกชนไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจนข้อมูล สํานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ชี้ว่า ระหว่างปี 2562- 2567 “โรงเรียนเอกชน” โดยรวมมีจำนวนลดลงจากกว่า 4,100 แห่ง ในปี 2562 เหลือ 3,946 แห่งในปี 2567 หรือลดลงประมาณ 4.8% โดยเฉพาะโรงเรียนสามัญศึกษาที่หายไปมากที่สุด นั่นหมายความว่าโรงเรียนเอกชนแทบจะทยอยปิดตัวทุกปี 

    แต่ในอีกด้านหนึ่ง “โรงเรียนนานาชาติ” กลับโตสวนทางอย่างชัดเจน เพิ่มจาก 207 แห่ง ปี 2562 เป็น 249 แห่ง ปี 2567 หรือขยายตัวกว่า 20% และข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรที่ระบุว่าปี 2568 เพิ่มเป็น 257 แห่ง

    ในฝั่ง “จำนวนนักเรียน” นักเรียนเอกชนทั้งระบบลดลง จากประมาณ 2.24 ล้านคน ปี 2562 เหลือราว 2.03 ล้านคน ปี 2567 หรือลดลงกว่า 9% 

    ขณะที่นักเรียนนานาชาติ เคยมีนักเรียนสูงถึง 87,343 คน เมื่อช่วงปี 2562 แต่กลับลดฮวบเมื่อช่วงโควิดปี 2563 เหลือประมาณสองหมื่นกว่าคน และค่อยๆ ฟื้นตัวจนเป็น 77,734 คน ในปี 2567

    พูดง่าย ๆ คือ ภาพรวมอาจดูซบลง แต่ “ตลาดบน” อย่างโรงเรียนนานาชาติ กลับยังโตต่อเนื่อง และยิ่งชัดว่าเป็นหนึ่งในเซกเตอร์ที่กำลังขยายตัวในระบบการศึกษาไทย

    ฟังมุมมจากโรงเรียนนานาชาติ มั่นใจยังโตได้

    มุมมองจาก ดร.เย่า ล่าง จาง (Dr.ChangYao-Lang) ประธานกรรมการโรงเรียนนานาชาติเวลล์ส (Wells International School) กล่าวกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า ทิศทางของโรงเรียนนานาชาติยังคงเติบโตดี โดยเฉพาะไทยที่มีจำนวนเกือบ 300 แห่ง ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค แต่อย่างไรก็ตามต้องเผชิญกับความท้าทาย จากจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงและสภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งอาจทำให้โรงเรียนขนาดเล็กบางแห่งต้องปิดตัวลง 

    ซึ่งปีที่ผ่านมามีโรงเรียนที่ปิดตัวไปเกือบ 10% โรงเรียนที่คาดว่าจะอยู่รอดได้คือโรงเรียนที่เปิดมานานเกิน 10 ปี ส่วนโรงเรียนเปิดใหม่อาจต้องระวัง ซึ่งเป็นสาเหตุให้แต่ละแห่งต้องพยายามอัพเกรดมาตรฐานให้ดีขึ้น 

    เจาะอนาคต รร.นานาชาติ ปี’69 ยังขาขึ้น สวนทางเศรษฐกิจ เอกชนทยอยปิดตัว

    สำหรับโรงเรียนนานาชาติเวลล์ส ยังคงลงทุนต่อเนื่อง พร้อมเตรียมตัวเข้า IPO ในช่วงกลางปี 2569 นี้ หรืออย่างช้าสุดคือปีหน้า เพื่อพัฒนาทั้งการศึกษาและบุคลากรใน 4 วิทยาเขต ล่าสุดได้ทุ่มงบกว่า 15 ล้านบาท ที่วิทยาเขตชลบุรี (เปิดดำเนินการในปี พ.ศ.2565 และเปิดระดับมัธยมปลายในปี พ.ศ. 2567) รวมถึงแผนขยายแคมปัสไปยังจังหวัดใหญ่ๆ ที่มองไว้ คือ เชียงใหม่ และ ภูเก็ต 

    “ทั้งสองจังหวัดเป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรอยู่เยอะ โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายของโรงเรียนนานาชาติที่ไม่ได้มีแค่เด็กไทย แต่ต้องมีสัดส่วนนักเรียนต่างชาติประมาณ 50% ซึ่งในภูเก็ตมีชาวต่างชาติที่พำนักอยู่ระยะยาว (Long-term) เป็นจำนวนมาก”

    ดร.เย่า ล่าง จาง ยังเผยว่า แนวทางการขยายสาขาอาจเป็นการ “ควบรวมกิจการ” กับโรงเรียนที่มีอยู่แล้วในทำเลที่ดี ซึ่งหากมีทำเลที่เหมาะสม  ก็พร้อมที่จะเข้าไปร่วมดำเนินงานหรือควบรวมกิจการ ซึ่งในปัจจุบันมีการเตรียมความพร้อมในด้านการบริหารจัดการและตัวบุคคลกรระดับผู้นำเพื่อรองรับการขยายตัวนี้

    “มองว่าทิศทางของตลาดโรงเรียนนานาชาติ ยังมีแววเติบโต แม้จะมีความท้าทายอยู่บ้าง เชื่อว่ายังไปต่อได้”

    ขณะที่ เครือ EtonHouse สิงคโปร์ ล่าสุดพึ่งเปิดตัว โรงเรียนนานาชาติมิดเดิลตัน กรุงเทพฯ (Middleton International School Bangkok: MISB) แคมปัสใหม่ย่านปิ่นเกล้า บนพื้นที่กว่า 20,000 ตร.ม.

    Ng Yi-Xian ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร EtonHouse International Education Group ระบุว่า ยังคงมั่นใจกับศักยภาพของตลาดในประเทศไทย แม้ว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัว เชื่อว่าพ่อแม่จะมีการลงทุนกับการศึกษาสำหรับบุตรหลานมากขึ้น

    ส่วนการตัดสินใจตั้งโรงเรียนในย่านปิ่นเกล้า เนื่องจากมองทำเลดังกล่าวเป็นย่านที่อยู่อาศัยของครอบครัว มีศักยภาพในการเติบโตระยะยาว และเอื้อต่อการสร้างชุมชนการเรียนรู้ เชื่อว่า ด้วยประสบการณ์ของกลุ่มที่มีประสบการณ์ยาวนานในธุรกิจกว่า 30 ปี และมีเครือข่ายการศึกษาระดับโลกที่มีโรงเรียนกว่า 100 แห่งใน 8 ประเทศ ทำให้เชื่อมั่นสำหรับการเข้ามาแข่งขันในไทย

    จับตากลุ่มทุนเริ่มจับมือกัน หรือควบรวม มากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม LH BANK มองว่า หลังจากนี้ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติจะไม่ได้เร่งเปิดสาขาแบบหว่านเหมือนที่ผ่านมา แต่จะ “เลือกเปิด” มากขึ้น เน้นทำเลที่มีกำลังซื้อสูงและมีความต้องการชัดเจน เช่น ย่านธุรกิจในกรุงเทพฯ พื้นที่ EEC รวมถึงเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ตและเชียงใหม่ หรือพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีเงินลงทุนต่างชาติเข้ามาสูง

    พูดง่าย ๆ คือ จากเดิมที่เน้นขยายจำนวนโรงเรียน ตอนนี้ผู้ประกอบการเริ่มหันมาเน้น “คุณภาพและความคุ้มค่า” ของการลงทุนมากขึ้น และหลีกเลี่ยงพื้นที่ที่เริ่มมีโรงเรียนเยอะเกินไปหรือความต้องการเริ่มชะลอ

    อีกด้านหนึ่ง ด้วยจำนวนเด็กที่ลดลงและการแข่งขันที่แรงขึ้น มีแนวโน้มว่าจะได้เห็นการ “จับมือกันมากขึ้น” ทั้งการควบรวมกิจการหรือร่วมทุน ระหว่างผู้ประกอบการ โรงเรียน และนักลงทุนรายใหญ่ เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความแข็งแกร่งทางธุรกิจ เช่นเดียวกับที่ ดร.เย่า ล่าง จาง ประธานกรรมการโรงเรียนนานาชาติเวลล์ส บอกกับโพสต์ทูเดย์ ถึงแผนขยายแคมปัสที่กล่าวไปเบื้องต้น 

    ขณะเดียวกัน โรงเรียนนานาชาติยังเร่งปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยีการศึกษา หรือ EdTech เข้ามาใช้มากขึ้น รวมถึงการเรียนแบบผสมผสานระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อเพิ่มคุณภาพการเรียนการสอน โดยไม่จำเป็นต้องขยายโรงเรียนให้ใหญ่ขึ้นเหมือนในอดีต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/741829&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JjPW-RQ_vuxIcbrkMQlYo

  • รมช. คมนาคม มอบนโยบายกรมเจ้าท่า มุ่งยกระดับคมนาคมทางน้ำ

    รมช. คมนาคม มอบนโยบายกรมเจ้าท่า มุ่งยกระดับคมนาคมทางน้ำ

    6. ด้านพิทักษ์ผลประโยชน์ทางพาณิชยนาวีของชาติไทย โดยให้เน้นย้ำการยกระดับมาตรฐาน และขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก ผ่านความร่วมมือกับองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ควบคู่กับการดำเนินการเพิ่มเติมใน 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

    (6.1) ส่งเสริมการผลิตบุคลากรด้านพาณิชยนาวีให้เพียงพอและตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจ โดยต้องได้มาตรฐานสากลตามที่ IMO กำหนด และมีเป้าหมายสามารถป้อนตลาดแรงงานโลกที่อยู่ในภาวะขาดแคลน

    (6.2) สร้างกรอบความร่วมมือทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคีด้านพาณิชยนาวี เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก

    (6.3) พัฒนาร่องน้ำที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและการท่องเที่ยว ให้มีมาตรฐานตามข้อกำหนดของสมาคมระหว่างประเทศว่าด้วยเครื่องช่วยการเดินเรือและประภาคาร (IALA)
    ทั้งนี้ เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายเกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างเร่งด่วน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้กำหนดแนวทาง “Quick Win” เพื่อเร่งรัดการดำเนินงานในโครงการสำคัญ ดังนี้

    Quick Win 1: เร่งรัดโครงการให้แล้วเสร็จและเปิดใช้งานโดยเร็ว ครอบคลุมโครงการพัฒนาท่าเรือ ได้แก่ ท่าเรือปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ท่าเรือเกาะสุกร จังหวัดตรัง และท่าเรืออเนกประสงค์อ่าวมะขามป้อม จังหวัดระยอง รวมถึงโครงการพัฒนาร่องน้ำในพื้นที่สำคัญ เช่น ร่องน้ำบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ร่องน้ำสงขลา ร่องน้ำท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร ร่องน้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา ร่องน้ำตำมะลัง จังหวัดสตูล และร่องน้ำเชียงแสง จังหวัดเชียงราย

    Quick Win 2: ริเริ่มโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ อาทิ โครงการเสริมทรายชายหาดบางแสน จังหวัดชลบุรี การพัฒนาระบบบริหารความปลอดภัยท่าเทียบเรือท่องเที่ยว (Port Control) ในพื้นที่ภูเก็ต กระบี่ และระยอง การศึกษาพัฒนาท่าเรือดอนสักเพื่อเชื่อมโยงโครงการแลนด์บริดจ์ การศึกษาด้านวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม สำหรับการขุดลอกและบำรุงรักษาร่องน้ำในทะเลสาบสงขลาตอนกลาง ตลอดจนการพัฒนาท่าเรือสำราญและสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ฝั่งอันดามัน อ่าวไทยตอนบน และอ่าวไทยตอนล่าง รวมถึงการพัฒนาระบบแพลตฟอร์ม MSW (Maritime Single Window) เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และลดต้นทุนในการนำเข้า–ส่งออกสินค้า

    Quick Win 3: เสนอขออนุมัติดำเนินโครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ในการพัฒนาท่าเรือสำราญเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทางน้ำในระยะยาว

    รมช. คมนาคม มอบนโยบายกรมเจ้าท่า มุ่งยกระดับคมนาคมทางน้ำ รมช. คมนาคม มอบนโยบายกรมเจ้าท่า มุ่งยกระดับคมนาคมทางน้ำ

    ในตอนท้าย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมได้แสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของกรมเจ้าท่า พร้อมกำชับให้คณะผู้บริหาร และบุคลากรทุกระดับปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น โปร่งใส และยึดประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมาย และทำให้ระบบคมนาคมทางน้ำของไทยมีความปลอดภัย ทันสมัย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378976895&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Bi5G7wu-RRaLxIU23H6fW

  • ดาวโจนส์ 02/05/69 จับตาแนวโน้มก่อนเปิดตลาด 4 พ.ค. 69

    ดาวโจนส์ 02/05/69 จับตาแนวโน้มก่อนเปิดตลาด 4 พ.ค. 69

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/news/145170&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02E40NL_-sUySN3f_yqFz0

  • สว.ธีระศักดิ์ ลงพื้นที่ยะลา เยี่ยมเทศบาลนครยะลา หารือเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว สถานการณ์ชายแดนใต้ | TOPNEWS

    สว.ธีระศักดิ์ ลงพื้นที่ยะลา เยี่ยมเทศบาลนครยะลา หารือเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว สถานการณ์ชายแดนใต้ | TOPNEWS

    สว.ธีระศักดิ์ ลงพื้นที่ยะลา เยี่ยมเทศบาลนครยะลา หารือเศรษฐกิจ ท่องเที่ยว สถานการณ์ชายแดนใต้

    • เผยแพร่ : 02/05/2026 18:28

    ปก web เชิดชูคนเบื้องหลัง

    ปก web ปั้นเด็กนอกระบบสู่สากล

    เชียงใหม่-สยามทีวีทุ่มแคมเปญ “ลดประชดร้อน” ลดสูงสุด 70% ผนึก 4 มหกรรมสินค้า ปลุกกำลังซื้อหน้าร้อนภาคเหนือ

    สุโขทัยคึกคัก! รมช.เกษตรฯ ตรวจประตูน้ำหาดสะพานจันทร์ หนุนกล้วยตาก-เกษตรอัจฉริยะ

    ระทึกลำพูน! ไฟไหม้โรงคัดแยกของเก่า ควันดำคลุ้งทั่วฟ้า ระดมรถน้ำสกัดวุ่น

    กอ.รมน.กำแพงเพชร เปิดตัวแอปฯ “พร้อมช่วย” ดูแลทหารใหม่ ผลัด 1/69

    ศุลกากรแม่สะเรียงสกัดจับ! ยึดเบนซิน 1,800 ลิตร จ่อลักลอบส่งออกสาละวิน

    สายบุญเนืองแน่น! “หลวงตาม้า” นำศิษย์สวดคาถามหาจักรพรรดิ รับวันแรงงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1564007&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jtsVuiav2TabOS5edILbi

  • ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจพุ่งแตะ 110 ดอลลาร์/บาร์เรล หากวิกฤตฮอร์มุซยืดเยื้อ : อินโฟเควสท์

    ราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจพุ่งแตะ 110 ดอลลาร์/บาร์เรล หากวิกฤตฮอร์มุซยืดเยื้อ : อินโฟเควสท์

    บาร์เคลย์ส (Barclays) ปรับเพิ่มคาดการณ์ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในปี 2569 ขึ้นสู่ระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิม 85 ดอลลาร์สหรัฐ โดยระบุว่าเป็นผลจากภาวะชะงักงันในช่องแคบฮอร์มุซ

    ธนาคารยังระบุด้วยว่า ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ล่วงหน้าสำหรับปี 2569 อยู่ที่ราว 94 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งต่ำกว่ากรณีที่สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซกลับสู่ภาวะปกติภายในสิ้นเดือนเม.ย. พร้อมเตือนว่า หากความตึงเครียดยังคงยืดเยื้อจนถึงสิ้นเดือนพ.ค. ราคาอาจขยับขึ้นไปใกล้ระดับ 110 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

    บาร์เคลย์สระบุว่า แม้การหยุดยิงยังคงอยู่ แต่สถานการณ์ยังเปราะบาง โดยถ้อยแถลงของแต่ละฝ่ายยังคงรุนแรง ขณะที่การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซอยู่ในระดับต่ำมาก

    ขณะเดียวกัน ข้อเสนอของอิหร่านในการเจรจากับสหรัฐฯ ได้กดดันราคาน้ำมันในระยะสั้นในวันศุกร์ (1 พ.ค.) อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นในรอบสัปดาห์ เนื่องจากอิหร่านยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซ และกองทัพเรือสหรัฐฯ ยังคงขัดขวางการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่าน

    ธนาคารประเมินว่า การลดลงของสต๊อกน้ำมันโลกที่เร่งตัวขึ้นได้ชดเชยการเพิ่มขึ้นของสต๊อกในสหรัฐฯ เมื่อปีก่อนไปเกือบทั้งหมดแล้ว และปัจจุบันตลาดน้ำมันอยู่ในภาวะขาดดุลราว 6.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมีแนวโน้มจะขาดดุลมากขึ้น หากภาวะช็อกด้านอุปทานยังคงยืดเยื้อ

    บาร์เคลย์สเตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาน้ำมันจะมีความผันผวนและแรงกดดันมากขึ้น พร้อมย้ำว่าระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ไม่ควรถูกมองว่าเป็นระดับสมดุลใหม่ของอุปสงค์และอุปทาน

    นอกจากนี้ ธนาคารระบุว่า การที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) มีแผนถอนตัวจากกลุ่มโอเปก (OPEC) อาจช่วยลดความไม่สมดุลระหว่างการเพิ่มขึ้นของอุปทานนอกกลุ่มโอเปกกับความต้องการน้ำมันในระยะกลางได้บางส่วน แต่ยังไม่เพียงพอ และจะส่งผลให้กำลังการผลิตสำรองลดลง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (02 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/589637&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cATUS1uMLYV7qNssliIGZ

  • เร่งมอเตอร์เวย์ M6 – M82 หนุนตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน 

    เร่งมอเตอร์เวย์ M6 – M82 หนุนตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน 


    ‘พิพัฒน์’  มอบ 4 นโยบายกรมทางหลวง ชูวิสัยทัศน์ “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” จี้โครงการมอเตอร์เวย์ให้เร็วขึ้น พร้อมยกระดับความปลอดภัยขั้นสูงสุด

     นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคมเปิดเผยหลังเดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่กรมทางหลวง (ทล.)ว่า กรมทางหลวงเป็นหน่วยงานหลักสำคัญในการวางรากฐานสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในสภาวะที่ต้องเผชิญกับความผันผวนทางเศรษฐกิจ ภารกิจของกรมทางหลวงจึงไม่เพียงการสร้างถนน แต่คือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อสร้างความสะดวก และลดภาระต้นทุนให้แก่ประชาชนและภาคธุรกิจ จึงได้มอบนโยบายสำคัญ 4 ประเด็น เพื่อเร่งรัดการดำเนินงาน ดังนี้

    1.เร่งรัดการพัฒนาทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (Motorway) โดยให้เร่งรัดโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างงานโยธา ทั้งมอเตอร์เวย์ M6 (บางปะอิน-นครราชสีมา) และ M82 (สายทางยกระดับบางขุนเทียน – บ้านแพ้ว) เพื่อเปิดทดลองให้ประชาชนได้ใช้งานโดยเร็ว พร้อมเร่งรัดการประมูลคัดเลือกเอกชน (PPP) ที่ได้รับอนุมัติแล้ว เช่น งานระบบมอเตอร์เวย์ M82, โครงการ M5 (ส่วนต่อขยายรังสิต-บางปะอิน), M9 (วงแหวนรอบนอกด้านตะวันตก) และโครงการที่พักริมทาง ของมอเตอร์เวย์ M6 และ M81 นอกจากนี้ ให้เร่งเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติมอเตอร์เวย์สายใต้เส้นแรก M8 (ช่วงนครปฐม–ปากท่อ) และให้เพิ่มทางเลือกของแหล่งเงินทุนผ่านการระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 

    2. ยกระดับโครงข่ายทางหลวงให้ปลอดภัยและสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง พร้อมให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เช่น โครงข่ายถนนวงแหวนรอบเมืองหาดใหญ่ แก้ปัญหาการจราจร, การศึกษาพัฒนา ทล.4 และ ทล.41 ให้เป็นมอเตอร์เวย์ และทางแนวใหม่เชื่อม สตูล-สงขลา-ปัตตานี รวมถึงเร่งรัดโครงข่าย MR-MAP (MR1 ช่วงนครปฐม-นครสวรรค์) โดยบูรณาการร่วมกับการพัฒนาระบบรางและคลองระบายน้ำฝั่งตะวันตก เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมพื้นที่เจ้าพระยาตอนล่าง 

    3. มาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุดระหว่างก่อสร้างโดยต้องจัดระเบียบพื้นที่ก่อสร้างอย่างเคร่งครัด ไฟส่องสว่าง ป้ายเตือนต้องชัดเจน การเร่งรัดงานก่อสร้างต้องดำเนินการคู่ขนานไปพร้อมกับความปลอดภัยในทุกมิติ โดยเฉพาะโครงการที่มีความซับซ้อน ที่สำคัญต้องวางแผนจัดการจราจรในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเป็นระบบ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการส่วนต่อขยายทางยกระดับบรมราชชนนี (ทล.338) ที่มีแผนจะเริ่มก่อสร้างในปี 2569 นี้  พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีอัจฉริยะ มาใช้ในการแก้ไขปัญหาการจราจร เช่น ใช้ระบบอัตโนมัติในการตรวจจับอุบัติเหตุ , การเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง (m-flow) , ควบคุมไฟจราจร , ทางข้ามถนน และตรวจจับความเร็วบนทางหลวงเป็นต้น

     4. นโยบายประหยัดพลังงาน โดยระยะเร่งด่วนให้บริหารจัดการไฟฟ้าแสงสว่างบนทางหลวงสายรอง นอกพื้นที่ชุมชน ในช่วงเวลาที่มีรถสัญจรน้อย (22.00 น. – 06.00 น. ) โดยยึดมาตรฐานความปลอดภัยเป็นหลัก และในระยะยาวให้ทำ Roadmap เปลี่ยนโคมไฟถนนเป็นระบบ LED อย่างเป็นระบบเพื่อความยั่งยืน 

    ทั้งนี้ ภายหลังจากมอบนโยบายให้แก่กรมทางหลวงแล้วนั้น ตนได้ลงตรวจเยี่ยมศูนย์ราชการสะดวก Government Easy Contact Center (GECC) ของกรมทางหลวง ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่ออํานวยความสะดวกแก่ประชาชนผู้มาติดต่อราชการ ให้สามารถเข้าถึงบริการของกรมทางหลวงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดขั้นตอนและระยะเวลาในการรับบริการ รวมทั้งยกระดับการให้บริการประชาชนของกรมทางหลวงอย่างเป็นรูปธรรม

    ด้านนายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวว่า กรมทางหลวงพร้อมขับเคลื่อนภารกิจอย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันกำลังเร่งผลักดันแผนแม่บท MR-MAP, การพัฒนาทางแนวใหม่เชื่อมโยงสตูล-สงขลา, โครงการสะพานคู่ขนานข้ามแม่น้ำโก-ลก ตลอดจนการแก้ปัญหาจราจรในเมืองท่องเที่ยวสำคัญ 

    ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการพื้นที่ก่อสร้าง กรมทางหลวงได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับความปลอดภัยในเขตก่อสร้าง โดยเน้นการจัดการจราจร การติดตั้งไฟส่องสว่างที่เพียงพอ และความพร้อมของเครื่องจักรและอุปกรณ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้แก่ประชาชนผู้ใช้ทาง

    นอกจากนี้ กรมทางหลวงยังขับเคลื่อนมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวคิด Green Highway อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการใช้โคมไฟถนนระบบ LED ให้ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ภายในปี พ.ศ. 2583 พร้อมทั้งได้ประกาศเจตนารมณ์ผ่าน “ปฏิญญากรมทางหลวง” มุ่งสู่การเป็นทางหลวงคาร์บอนต่ำและการพัฒนาที่ยั่งยืนภายในปี ค.ศ. 2040 เพื่อขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยสู่ความยั่งยืน และยกระดับประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนอย่างสูงสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42418&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zf4ecOxOnpvhL_0563Dx4

  • ‘พิพัฒน์’ สั่งทล. เปิดมอเตอร์เวย์โคราช วิ่งฟรี ผุดโมเดลสร้างถนน MR1 แก้น้ำท่วม

    ‘พิพัฒน์’ สั่งทล. เปิดมอเตอร์เวย์โคราช วิ่งฟรี ผุดโมเดลสร้างถนน MR1 แก้น้ำท่วม

    'พิพัฒน์' สั่งทล. เปิดมอเตอร์เวย์โคราช วิ่งฟรี ผุดโมเดลสร้างถนน MR1 แก้น้ำท่วม

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ภายหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายให้กรมทางหลวง (ทล.) กระทรวงคมนาคมได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานสำคัญ 4 ด้าน เพื่อเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมทางถนนให้มีประสิทธิภาพ รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน

    ทั้งนี้ได้เร่งรัดการก่อสร้างโครงการมอเตอร์เวย์สาย โดยเฉพาะโครงการสำคัญที่ใกล้เปิดใช้งาน ได้แก่ มอเตอร์เวย์สาย M6 ช่วงบางปะอิน–นครราชสีมา ซึ่งตั้งเป้าเปิดให้บริการเต็มรูปแบบทั้งไปและกลับในช่วงปีใหม่ 2570 เพื่อเป็นของขวัญให้ประชาชน จากเดิมที่เปิดให้ทดลองใช้เพียงบางช่วงและบางทิศทาง

    ขณะที่ความคืบหน้าการก่อสร้างโครงการมอเตอร์เวย์ M82 ช่วงบางขุนเทียน–บ้านแพ้ว บนถนนพระราม 2 ได้เร่งรัดงานก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง คาดว่าโครงสร้างหลักจะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม 2569 และจะใช้เวลาอีกประมาณ 2 เดือน โดยจะเปิดใช้เส้นทางหลักได้ภายในเดือนสิงหาคม 2569 ส่วนจุดขึ้น-ลงบางแห่งจะทยอยเปิดตามความพร้อม และคาดว่าจะเปิดใช้งานครบถ้วนภายในปลายปีเดียวกัน

    อย่างไรก็ดีในช่วงแรกจะเปิดให้ประชาชนใช้บริการฟรีประมาณ 2 ปี ก่อนเริ่มจัดเก็บค่าผ่านทางในปี 2573 ภายหลังการติดตั้งระบบจัดเก็บค่าผ่านทางและระบบจราจรตามรูปแบบการร่วมลงทุนกับเอกชน (PPP) ซึ่งคาดว่าจะลงนามสัญญาได้ในช่วงปลายปี 2569

    นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ยังมีแผนเร่งรัดโครงการในรูปแบบ PPP อื่น ๆ ได้แก่ ระบบของ M82, มอเตอร์เวย์ M5 ส่วนต่อขยายรังสิต–บางปะอิน, มอเตอร์เวย์วงแหวนตะวันตก (M9) รวมถึงโครงการจุดพักรถ (Rest Area) บนเส้นทาง M6 และ M81 ตลอดจนเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติโครงการมอเตอร์เวย์สายใต้สายแรก M8 ช่วงนครปฐม–ปากท่อ

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

    ขณะเดียวกันกระทรวงฯคมนาคม ได้หารือกับกระทรวงการคลังถึงแนวทางการระดมทุนผ่านกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน หรือการนำโครงการเข้าระดมทุนในตลาดทุน เพื่อเพิ่มศักยภาพการลงทุนของหน่วยงาน เช่น กรมทางหลวงและการทางพิเศษแห่งประเทศไทย โดยย้ำว่าการระดมทุนจำเป็นต้องมีแผนล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 1 ปี และโครงการต้องสามารถสร้างรายได้ เช่น การจัดเก็บค่าผ่านทาง เพื่อดึงดูดนักลงทุน

    นายพิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ได้มอบนโยบายยกระดับโครงข่ายถนนควบคู่กับการบูรณาการรับมือปัญหาน้ำท่วม โดยกำชับให้ทุกโครงการคำนึงถึงปัจจัยด้านภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะอุทกภัยและการเปลี่ยนทิศทางของทางน้ำ นอกจากนี้ได้สั่งการเตรียมพัฒนาเส้นทางหลวงหมายเลข 4 และ 41 ซึ่งเป็นโครงข่ายหลักเชื่อมภาคใต้ ตั้งแต่กรุงเทพฯ ผ่านนครปฐม เพชรบุรี ชุมพร ระนอง พังงา กระบี่ ตรัง และพัทลุง รวมถึงเส้นทางเชื่อมต่อไปยังสุราษฎร์ธานีและนครศรีธรรมราช เพื่อยกระดับศักยภาพการคมนาคมในภูมิภาคที่ยังพัฒนาล่าช้ากว่าพื้นที่อื่น

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมลงพื้นที่มอบนโยบายกรมทางหลวง

    ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างการศึกษาพัฒนาโครงการ MR1 ซึ่งเป็นแนวคิดโครงสร้างพื้นฐานแบบผสมผสาน ทั้งระบบถนน ระบบราง และระบบทางน้ำ โดยมีแนวเส้นทางเชื่อมจากพื้นที่ภาคเหนือผ่านนครปฐมไปออกอ่าวไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในฤดูน้ำหลาก

    ทั้งนี้เพื่อรองรับการขนส่งสินค้า เช่น ข้าว มันสำปะหลัง หิน และทราย ผ่านระบบขนส่งทางน้ำควบคู่กับระบบรางและถนน ขณะเดียวกันได้การยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน โดยนำเทคโนโลยีอัจฉริยะและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้บริหารจัดการ เช่น ระบบควบคุมไฟสัญญาณ ป้ายเตือนภัย ระบบแสงสว่าง และแนวคิด Smart City Highway เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจราจรและลดอุบัติเหตุ

    อย่างไรก็ดีนโยบายที่มอบให้กรมทางหลวง ถือเป็นกรอบการทำงานสำคัญเพื่อเร่งผลักดันโครงการต่าง ๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยหลังจากนี้หากมีรายละเอียดเชิงลึกในแต่ละโครงการ จะมอบหมายให้ผู้บริหารกรมทางหลวงเป็นผู้ชี้แจงเพิ่มเติมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/658084&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d9FlYZnDWR9ihkQMg51_i

  • หอการค้าฉะเชิงเทราจัดใหญ่! “หอการค้าแรลลี่ ขยี้คลื่น” ครั้งที่ 3 ปลุกท่องเที่ยวตะวันออก รถร่วมกิจกรรมกว่า 80 คัน | TOPNEWS

    หอการค้าฉะเชิงเทราจัดใหญ่! “หอการค้าแรลลี่ ขยี้คลื่น” ครั้งที่ 3 ปลุกท่องเที่ยวตะวันออก รถร่วมกิจกรรมกว่า 80 คัน | TOPNEWS

    วันที่ 2 พฤษภาคม 2569 ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมแรลลี่เพื่อการท่องเที่ยว ครั้งที่ 3 “หอการค้าแรลลี่ ขยี้คลื่น” ซึ่งจัดโดยหอการค้าจังหวัดฉะเชิงเทรา ณ บริเวณสนามด้านหน้าร้านอาหารจิระภา ตำบลคลองนา อำเภอเมืองฉะเชิงเทรา

    ภายในงานมี นายยุทธนา มาตเจือ ประธานหอการค้าจังหวัดฉะเชิงเทรา นายวสันต์ ศิรินภารัตน์ ประธานจัดกิจกรรม พร้อมด้วย นายไมตรี ไตรติลานันท์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ดร.จิตรกร เผด็จศึก ประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 กรรมการหอการค้าไทย คณะกรรมการหอการค้า สมาชิก และผู้เข้าร่วมกิจกรรมเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

    กิจกรรมครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและกระตุ้นการท่องเที่ยวในจังหวัดฉะเชิงเทรา พร้อมเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวสู่จังหวัดใกล้เคียงในภาคตะวันออก ผ่านรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงกิจกรรม (Rally Tourism) ที่ผสมผสานความสนุก ความท้าทาย และการเรียนรู้แหล่งท่องเที่ยวสำคัญในพื้นที่ สร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าร่วม และเปิดโอกาสให้ครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกันอย่างมีคุณค่าในช่วงวันหยุดยาว

    ทั้งนี้ หอการค้าจังหวัดฉะเชิงเทรา ร่วมกับกลุ่มผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (YEC) จัดการแข่งขันแรลลี่ท่องเที่ยวเพื่อการกุศล ครั้งที่ 3 “หอการค้าแรลลี่ ขยี้คลื่น” ระหว่างวันที่ 2–3 พฤษภาคม 2569 โดยเริ่มต้นเส้นทางจากจังหวัดฉะเชิงเทรา (ร้านอาหารจิระภา อิ่มอร่อย) และสิ้นสุด ณ เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี (โรงแรมการ์เด้น ซีวิว รีสอร์ท)

    การจัดกิจกรรมมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความสามัคคีและเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก ภายใต้แนวคิด “ไทยเที่ยวไทย” อีกทั้งเพื่อนำรายได้สนับสนุนภารกิจของหอการค้าจังหวัดฉะเชิงเทรา ในการส่งเสริมการค้า พัฒนาเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน

    รูปแบบกิจกรรมเป็นแรลลี่ทางเรียบ เน้นความสนุกควบคู่ความปลอดภัย มีการเล่นเกมตามฐาน การแข่งขันเก็บคะแนน (RC) การตอบคำถาม และภารกิจสร้างสรรค์ต่าง ๆ ภายใต้กติกาจราจรอย่างเคร่งครัด โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 80 คัน สร้างสีสันและบรรยากาศคึกคักตลอดเส้นทาง

    ภาพ/ข่าว อาษา / ปรีญาภรณ์ ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ฉะเชิงเทรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1564062&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19JJBtt5tFLrV-d9stXxE-

  • โลกเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต”  พาณิชย์ หนุนความมั่นคงอาหาร สร้างโอกาสจากสังคมสูงวัย

    โลกเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” พาณิชย์ หนุนความมั่นคงอาหาร สร้างโอกาสจากสังคมสูงวัย

    วันนี้ (2 พ.ค.2569) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า สถานการณ์โลกปัจจุบันกำลังเผชิญกับ วิกฤตซ้อนวิกฤต ทั้งด้านเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ ที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่สร้างความผันผวน ทำให้โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค New Normal ที่ซับซ้อน การจะรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องเน้นการเดินออกจากกรอบความคิดเดิม เพราะหากแก้ปัญหาด้วยวิธีการเดิม ๆ ย่อมจะได้ผลลัพธ์แบบเดิม ที่ไม่สามารถตอบโจทย์สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปได้ ผู้นำยุคใหม่จึงต้องกล้าก้าวข้ามการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) และบูรณาการความร่วมมือ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์

    นางศุภจี กล่าวต่อว่า ท่ามกลางความผันผวน ไทยสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสได้ โดยเฉพาะประเด็นด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเร่งยกระดับภาคการเกษตร ต้องช่วยเรื่องการปรับตัวของผู้ประกอบการ SME เพื่อนำไปสู่การกระจายรายได้ ที่เป็นธรรมมากขึ้นในระบบเศรษฐกิจ และโครงสร้างสังคมสูงวัย ยังเป็นอีกหนึ่งโอกาสที่ไทยสามารถใช้จุดแข็งด้านการแพทย์และการบริการ พัฒนาไปสู่ระบบเศรษฐกิจดูแลผู้สูงวัย (Care Economy) เพื่อรองรับความต้องการทั้งในและต่างประเทศได้อีกด้วย

    โลกเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต”  พาณิชย์ หนุนความมั่นคงอาหาร สร้างโอกาสจากสังคมสูงวัย

    โลกเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” พาณิชย์ หนุนความมั่นคงอาหาร สร้างโอกาสจากสังคมสูงวัย

    โลกเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต”  พาณิชย์ หนุนความมั่นคงอาหาร สร้างโอกาสจากสังคมสูงวัย

    โลกเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” พาณิชย์ หนุนความมั่นคงอาหาร สร้างโอกาสจากสังคมสูงวัย

    สำหรับการจะขับเคลื่อนองค์กรและประเทศให้ก้าวข้าม Comfort Zone ได้สำเร็จ ผู้นำควรยึดหลักการทำงานแบบ TAM Model ที่ไม่ว่าจะเป็น การคิดเชิงระบบมองภาพใหญ่บนฐานข้อมูลที่ชัดเจน (Think Big) การเริ่มต้นลงมือทำจากจุดเล็ก ๆ เพื่อสร้างโครงการนำร่อง (Act Small) และการปรับตัวให้รวดเร็ว ถูกจังหวะสถานการณ์ (Move Fast/Right) การก้าวข้ามกรอบเดิมจึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ประเทศสามารถอยู่รอด และเติบโตได้ในโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

    อ่านข่าว:

    ปิดฉาก 8 ปี “พาวเวลล์” คุมเฟดย้ำ “ความซื่อสัตย์” ประเมินค่ามิได้

    “ศุภจี” เตรียมบินสหรัฐฯ 3-6 พ.ค.นี้ หารือ USTR ถกไต่สวน มาตรา 301

    IMFปรับเศรษฐกิจโลกโต3.1% หวังสงครามอิหร่านรุนแรงจำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505412&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GpXcEqXzbjuAsAxDlPJnT