Blog

  • SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังขยายตัวเฉลี่ยไม่ถึง 1%

    SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังขยายตัวเฉลี่ยไม่ถึง 1%

    วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.54 น.

    แม้การเจรจาภาษีลดลงเหลือ 19% แต่ผลจากสงครามการค้าท่ามกลางความเปราะบางในประเทศ ยังกดดันเศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำต่อเนื่องนาน

    SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังอาจขยายตัวเฉลี่ยไม่ถึง 1% ยังมีความเสี่ยงเข้าสู่ Technical recession ในครึ่งหลังของปี และจะยังคงชะลอตัวลงต่อเนื่องในปีหน้า

    SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยขยายตัว 1.8% ในปีนี้ และ 1.5% ในปี 2569 ปรับดีขึ้นบ้างจากผลการเร่ง Front-loading สินค้าส่งออกในช่วงก่อนสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสูง แต่แรงส่งหลักของเศรษฐกิจจะทยอยแผ่วลงในช่วงครึ่งหลังของปี การส่งออกหดตัวหลังสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีตอบโต้ การท่องเที่ยวชะลอ และการลงทุนภาครัฐเบิกจ่ายช้ากว่าคาด

    สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทยเหลือ 19% ช่วยบรรเทาความเสี่ยงในการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดลงได้บ้าง แต่ยังต้องจับตาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทย ที่อาจต้องเจอแรงกดดันจากคู่แข่งที่เผชิญภาษีนำเข้าในอัตราที่แตกต่างกันไป ตลอดจนค่าเงินบาทที่แข็งค่าเร็วเทียบกับหลายประเทศคู่แข่งสำคัญในตลาดสหรัฐฯ ในระยะต่อไปต้องติดตามความเสี่ยงจากสงครามการค้า ทั้งประเด็นภาษีสวมสิทธิที่มีอัตราภาษีที่ 40%

    การแข่งขันด้านราคาในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งจะกระทบต่ออัตรากำไร (Margin), สินค้าจีนทะลัก และมาตรการกีดกันการค้าทั่วโลก แนวโน้มภาคธุรกิจไทยยังเสี่ยงสูง ต้องจับตาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทยกับคู่แข่ง ในตลาดสหรัฐฯ และรายละเอียดเพิ่มเติมของข้อตกลงการค้าไทยกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะการลดภาษีนำเข้าของโลก

    เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวมากในปี 2568-2569 เทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต แม้จะปรับดีขึ้นบ้างหลังภาษีสหรัฐฯ ต่ำกว่าที่มองไว้ โลกจะยังเผชิญความไม่แน่นอนจากสงครามการค้า เพราะหลายประเทศยังเจรจากับสหรัฐฯ ไม่จบ และสหรัฐฯ จะทยอยเก็บภาษีรายสินค้าเพิ่มอีก ผลกระทบที่ไม่ชัดเจนนี้จะสร้างความไม่แน่นอนต่อนโยบายการเงินโลก

    SCB EIC ประเมินอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยจะลดลงอีก 1 ครั้งในปีนี้ และอีก 1 ครั้งในปีหน้า ช่วยลดความตึงตัวของภาวะการเงินและพยุงเศรษฐกิจไทยที่ยังมีแนวโน้มชะลอตัวลง

    SCB EIC ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัว 1.8% (เดิม 1.5%) และปี 2569 เป็น 1.5% (เดิม 1.2%) ปัจจัยหลักมาจากการเร่ง Front-loading สินค้าส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปี ก่อนสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสูงขึ้นมาก สอดคล้องกับข้อมูลเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2568 ที่ประกาศออกมา 2.8%YOY สูงกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย จากการเร่งส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนที่กลับมาขยายตัวส่วนหนึ่งจากฐานต่ำ และจากอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ของไทยที่เจรจาได้ต่ำกว่าคาดเหลือ 19% ใกล้เคียงคู่แข่งหลักในตลาดสหรัฐฯ ช่วยให้แนวโน้มส่งออกและลงทุนปรับดีขึ้นบ้าง

    มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวชะลอลงมากในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และต่อเนื่องไปปี 2569 แรงส่งหลักที่จะแผ่วลง คือ (1) การส่งออกจะหดตัวแรง โดยเฉพาะหลังหมดผล Front-loading ในตลาดสหรัฐฯ และความต้องการสินค้าไทยจะลดลงจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว หลังภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ เริ่มเก็บจริง (2) การท่องเที่ยวจะชะลอตัว SCB EIC ปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2568 เหลือ 32.9 ล้านคน และจะทยอยฟื้นตัวในปี 2569 โดยความขัดแย้งบริเวณชายแดนอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวยังมีความท้าทายจาก Tourism war และการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ชะลอลง (3) การลงทุนภาคเอกชน แม้ขยายตัวดีในไตรมาส 2 แต่ส่วนหนึ่งจากปัจจัยฐาน ภาพการลงทุนจะชะลอลงในระยะข้างหน้าจากผลของกำแพงภาษีสหรัฐฯ และความเปราะบางของอุปสงค์ในประเทศ และ (4) แรงส่งภาครัฐแผ่วลง ตามการเบิกจ่ายงบลงทุนที่ช้ากว่าที่ประเมินไว้ และปัจจัยฐานต่ำในปี 2567 เริ่มมีผลช่วยน้อยลง

    ในระยะสั้น แม้อัตราภาษีสหรัฐฯ เหลือ 19% และไทยยื่นข้อเสนอใหม่ที่คำนึงรูปแบบการเปิดตลาดเพิ่มเติมจากข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ โดยเฉพาะภาคเกษตร จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ และบรรเทาความกังวลผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการจากการเปิดตลาดลงได้บ้าง แต่ยังต้องจับตาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทยที่ยังเผชิญกับแรงกดดันจากคู่แข่งที่เผชิญภาษีนำเข้าในอัตราที่แตกต่างกันไป ตลอดจนค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วช่วงที่ผ่านมาหากเปรียบกับหลายประเทศคู่แข่งสำคัญในตลาดสหรัฐ อาจเป็นอีกปัจจัยกดดันความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกไทย

    มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากสงครามการค้าที่ยังต้องติดตาม ได้แก่ (1) สินค้าส่งออกที่มี Import content สูงเสี่ยงจะถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีสวมสิทธิเพิ่ม 40% (2) การแข่งขันด้านราคาในตลาดสหรัฐฯ จะรุนแรงมากขึ้น กระทบ Margin ของผู้ประกอบการ และ (3) การรับมือปัญหา Import flooding และการปกป้องตลาดภายในประเทศทั่วโลกที่จะรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าอดีตมาก ส่วนหนึ่งจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ สูงขึ้นมากจากอดีต ทำให้การพึ่งพา Growth model เดิมของไทยที่เติบโตด้วยการค้าโลกจะเป็นไปได้ยากขึ้น

    นอกจากประเด็นการค้า ยังมีประเด็นความขัดแย้งไทยและกัมพูชาเป็นปัจจัยลบเพิ่มเติมผ่านช่องทางการค้า การลงทุน ท่องเที่ยว และแรงงาน ผลกระทบขึ้นกับความรุนแรงของมาตรการตอบโต้และความยืดเยื้อ ทำให้ภาพรวมแนวโน้มของภาคธุรกิจไทยยังมีความเสี่ยงอยู่มาก โดยยังต้องจับตาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทยกับคู่แข่งที่เผชิญภาษีสหรัฐฯ ในอัตราแตกต่างกัน และรายละเอียดเพิ่มเติมของข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับไทย โดยเฉพาะธุรกิจส่งออกที่เน้นตลาดสหรัฐฯ จะเผชิญการแข่งขันด้านราคารุนแรงขึ้น หรือหากสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ มี Import content สูง อาจเสี่ยงถูกเพ่งเล็งกรณีสวมสิทธิ สำหรับการเปิดตลาดนำเข้าจากสหรัฐฯ ในเบื้องต้นคาดว่า ผลกระทบยังจำกัดในระยะสั้น เนื่องจากภาครัฐอาจออกมาตรการกำหนดโควตากลุ่มสินค้าที่มีความอ่อนไหวมากและปกป้องผู้ผลิตในประเทศ

    สำหรับมุมมองเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มชะลอตัวมากในปี 2568-2569 แม้จะปรับดีขึ้นบ้าง หลังภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ประกาศออกมารุนแรงน้อยกว่าที่ประเมินไว้และเลื่อนวันเริ่มบังคับใช้อีก 1 เดือน รวมถึงประเทศต่าง ๆ มีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัว 2.4% ในปี 2568 และ 2569 ดีกว่าที่เคยมองไว้เล็กน้อย แต่ทิศทางยังชะลอลงจาก 2.8% ในปี 2024 อย่างไรก็ดี ภาษีนำเข้ารายสินค้าที่สหรัฐฯ อาจทยอยประกาศเพิ่มเติม เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ยาและเวชภัณฑ์ ไม้ เครื่องบิน เป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

    นโยบายการเงินโลกยังมีแนวโน้มผ่อนคลายลงอีก แต่ความเสี่ยงจากสงครามการค้าจะมีผลต่อความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสลดดอกเบี้ย 50 bps ในปีนี้ (เดิมมอง 25 bps) หากข้อมูลการจ้างงานเดือน ส.ค. ยังออกมาต่ำ เนื่องจากคณะกรรมการเริ่มให้ความสำคัญกับข้อมูลตลาดแรงงานมากขึ้นหลังตัวเลขปรับย้อนหลังแย่ลงมาก และลดอีก 75 bps ในปีหน้า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังมีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอีก 25 bps เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจที่อยู่ภายใต้แรงกดดันจากสงครามการค้า แต่เลื่อนการลดครั้งสุดท้ายเป็นในไตรมาส 4 ของปีนี้ (เดิมไตรมาส 3) จากกำแพงภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่รุนแรงน้อยลง และรอความชัดเจนภาษีรายสินค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะยาซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจยูโรโซนสูง วัฏจักรการลดดอกเบี้ยรอบนี้ของยูโรโซนจะจบลงภายในสิ้นปีนี้ ธนาคารกลางจีน (PBOC) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในช่วงปลายปี และอาจลดดอกเบี้ยอีกรวม 20 bps ในปี 2569 และเตรียมมาตรการผ่อนคลายนโยบายแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้ จากความไม่แน่นอนที่ยังคงสูง และเงินเฟ้อที่สูงจากปัจจัยชั่วคราว แต่อาจกลับมาปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงต้นปี 2569

    SCB EIC ประเมินอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะปรับลดลงอีก 1 ครั้งในปีนี้ และอีก 1 ครั้งในปี 2569 จาก (1) ภาวะการเงินยังตึงตัวจากการชะลอลงของสินเชื่อและเงินบาทแข็งค่า อาจเป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า (2) อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริง (Real rate) ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ไม่สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่จะขยายตัวต่ำกว่าในอดีตอย่างมีนัย และ (3) อัตราเงินเฟ้อไทยต่ำกว่ากรอบเป้าหมายต่อเนื่องนาน SCB EIC ประเมินอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2568 จะต่ำลงเหลือ 0.2% (เดิมมองไว้ 0.5%) จากราคาพลังงานและอาหารสดที่ลดลงต่อเนื่อง โดยมองว่าอัตราเงินเฟ้อที่ติดลบต่อเนื่องหลายเดือนจะกลับเป็นบวกได้ในไตรมาส 4 แม้ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดยังมีไม่มาก แต่ครัวเรือนไทยอาจกำลังเผชิญ “Debt Deflation” อยู่ ภาระหนี้สูงอาจลดทอนกำลังซื้อของครัวเรือน ส่งผลให้อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอต่อเนื่อง จนทำให้ความเสี่ยงภาวะเงินฝืด (Deflation) สูงขึ้นได้ในที่สุด

    – 030 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/909950&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13OCoMbqt6XCmlCyjI0K8_

  • “ฮุนเซน” แขวะไทย! โพสต์ถาม “ทำไมปัญหาชายแดนกับเพื่อนบ้านไม่เคยจบ?” | เดลินิวส์

    “ฮุนเซน” แขวะไทย! โพสต์ถาม “ทำไมปัญหาชายแดนกับเพื่อนบ้านไม่เคยจบ?” | เดลินิวส์

    “ฮุนเซน” แขวะไทย! โพสต์ถาม “ทำไมปัญหาชายแดนกับเพื่อนบ้านไม่เคยจบ?”

    “ฮุนเซน”แขวะไทยพร้อมตั้งคำถามถึงประเทศไทยว่ามีข้อพิพาทชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านใดบ้าง และเหตุใดปัญหาดังกล่าวจึงไม่เคยยุติลงได้สักที ท่ามกลางประเด็นร้อนระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ยังคงคุกรุ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5055623/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HwvWdtPij0hsk7VF34o-w

  • “นฤมล” สั่งถอดเนื้อหา “อดีตพระอลงกต” ออกจากแบบเรียน ป.5 ชี้ขัดหลักคุณธรรม

    “นฤมล” สั่งถอดเนื้อหา “อดีตพระอลงกต” ออกจากแบบเรียน ป.5 ชี้ขัดหลักคุณธรรม

    “รมว.นฤมล” สั่ง สพฐ. ลบเนื้อหา “อดีตพระอลงกต” ออกจากตำราเรียนชั้น ป.5 ย้ำ แบบเรียนต้องปลูกฝังคุณธรรมที่ถูกต้อง ไม่ให้เยาวชนสับสนกับต้นแบบที่ผิดพลาด พร้อมสั่งดูผลกระทบโรงเรียนนาถะศาสตร์

    วันที่ 27 ส.ค. 2568 เวลา 12.40 น. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดเผยถึงกรณีการตรวจสอบเนื้อหาแบบเรียนเสริมวิชาภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งมีการยกย่องอดีตพระอลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ให้เป็นตัวอย่างบุคคลผู้มีจิตสาธารณะ ว่า ตนได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตรวจสอบและสรุปผลแล้วว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เหมาะสมที่จะปรากฏอยู่ในหนังสือเรียนต่อไป

    นางนฤมล ระบุว่า ในอดีตพระอลงกตเป็นที่รู้จักจากการอุทิศตนดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ HIV และได้รับการยกย่องจากหลายภาคส่วนว่า เป็นผู้มีจิตอาสา แต่เนื่องจากปัจจุบันบุคคลดังกล่าวถูกดำเนินคดีในข้อหาคดีทุจริตยักยอก ฟอกเงิน และถูกสอบสวนถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการปกปิดประวัติส่วนตัวที่แท้จริง ซึ่งถือว่า ขัดกับหลักคุณธรรมและจริยธรรมที่เด็กควรยึดถือเป็นแบบอย่าง

    “เรื่องนี้กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญมาก เพราะแบบเรียนคือ สิ่งที่ปลูกฝังทัศนคติและค่านิยมให้กับเด็ก หากมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม จะสร้างความสับสนในสังคมและทำให้เยาวชนเข้าใจผิดได้ จึงได้มีคำสั่งให้ถอดเนื้อหาเกี่ยวกับอดีตพระอลงกตออกจากตำราเรียนทันที และยืนยันว่า การพิมพ์ตำราสำหรับปีการศึกษาหน้า จะไม่มีการปรากฏเนื้อหาดังกล่าวอีก” นางนฤมล กล่าว

    นางนฤมล ยังกล่าวต่อถึง โรงเรียนนาถะศาสตร์ ที่อยู่ในความอุปถัมภ์ของอดีตพระอลงกต วัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรีว่า ตนได้มอบให้คณะกรรมการการศึกษาเอกชน (กช.) ตรวจสอบแล้วพบว่า โรงเรียนนาถะศาสตร์เป็นโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษา มีมูลนิธิอาทรประชานาถ เป็นผู้รับใบอนุญาต ซึ่งไม่ได้เป็นโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา โดยโรงเรียนแห่งดังกล่าวรับอุดหนุนตามอัตราของโรงเรียนทั่วไป 70% และมูลนิธิช่วยเหลือค่าใช้จ่ายของนักเรียนอีกส่วนหนึ่ง ดังนั้นโรงเรียนแห่งนี้ถือเป็นโรงเรียนกินนอนที่มีนักเรียนอยู่ประมาณ 120 คน และผู้เรียนไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายในการเรียนการสอน

    “ในขณะนี้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ลพบุรีอยู่ระหว่างการเข้าไปตรวจสอบข้อมูลของโรงเรียนว่า จะได้รับผลกระทบอะไรหรือไม่ โดยจะนำข้อมูลมาหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดในวันที่ 3 ก.ย. ซึ่งหากโรงเรียนได้รับผลกระทบด้านค่าใช้จ่าย หรือหากมูลนิธิดังกล่าวถูกระงับการทำธุรกรรม ทางศึกษาธิการ จ.ลพบุรี จะเข้าไปวางแนวทางแก้ไขร่วมกับโรงเรียน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2879074&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KIIY9kr7XdP6pVEl5qL8b

  • ชื่นชมผู้จัดการร้าน นำทีมพนักงาน ช่วยเด็กนักเรียนปวดท้องรุนแรง ถึงมือหมอทันเวลา – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    ชื่นชมผู้จัดการร้าน นำทีมพนักงาน ช่วยเด็กนักเรียนปวดท้องรุนแรง ถึงมือหมอทันเวลา – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    เรื่องราวความดีที่น่าชื่นชมของ คุณจักรกฤษณ์ พลกุล ผู้จัดการร้านเซเว่น อีเลฟเว่น สาขาสามชัย (11657 NEU) จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 เวลาประมาณ 12.40 น.มีลูกค้าเป็นเด็กนักเรียนเดินออกจากร้าน แล้วมีอาการหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม เพราะปวดท้องอย่างรุนแรง คุณจักรกฤษณ์ และน้องๆ พนักงานในร้านเห็นเหตุการณ์ จึงรีบเข้าไปช่วยเหลือ

    พร้อมพานักเรียนเข้ามาภายในร้าน เพื่อช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้น และโทรแจ้งหน่วยกู้ชีพทันที แต่อาการของเด็กนักเรียนก็ทรุดลงอย่างรวดเร็ว ปวดท้องรุนแรงหนักขึ้น และเริ่มมีอาการชัก คุณจักรกฤษณ์ จึงตัดสินใจให้น้องพนักงานที่มีรถยนต์ส่วนตัว พานักเรียนไปส่งที่โรงพยาบาลโดยด่วน พร้อมทั้งประสานคุณครูประจำชั้น และติดต่อผู้ปกครองให้เดินทางตามไปที่โรงพยาบาลในทันที

    คุณจักรกฤษณ์ พลกุล ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “ หากมีลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการภายในร้าน แล้วเกิดอุบัติเหตุ หรือต้องการความช่วยเหลือ เราทุกคนในร้านเซเว่นฯ ต้องรีบเข้าช่วยเหลือทันที เพื่อให้ลูกค้าปลอดภัยที่สุดครับ ”

    นี่คืออีกหนึ่งเรื่องราวแห่งความดี และความภาคภูมิใจ ที่พนักงานเซเว่นฯ ได้ร่วมแรงร่วมใจในการช่วยเหลือเด็กนักเรียนจนปลอดภัย เป็นความดีที่มาจากใจที่พร้อมจะช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน ตลอด 24 ชั่วโมง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cpall.co.th/dna-goodness-24hrs/help-a-student-with-severe-stomach-pain&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23Fqco8QFBfHm8UnLfCKE6

  • ชำแหละผลศึกษาแลนด์บริดจ์ เอกชนชี้สนข.อ้าง เกินจริง

    ชำแหละผลศึกษาแลนด์บริดจ์ เอกชนชี้สนข.อ้าง เกินจริง

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-187&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_b2SEY6tz2VH0WggKGtYh

  • “BNK48 & CGM48” โชว์พลังเจนใหม่ พร้อมอำลา “CGM48” รุ่นที่ 1 น้ำตาท่วมฮอลล์

    “BNK48 & CGM48” โชว์พลังเจนใหม่ พร้อมอำลา “CGM48” รุ่นที่ 1 น้ำตาท่วมฮอลล์

    EntertainmentReport3

    27 สิงหาคม 2568 ( 15:04 )

    มัดรวมพลังเจนใหม่ เสิร์ฟความสนุกกันไปเรียบร้อย สำหรับศิลปินไอดอล “BNK48” และ “CGM48” จากค่าย iAM กับงาน “BNK48 & CGM48 CONCERT CHAPTER: NEXT” ซึ่งเรียกว่าเป็นครั้งแรกของสมาชิก 48th รุ่นใหม่กว่า 49 ชีวิตกับคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบที่มาโชว์พลังและศักยภาพให้เหล่าแฟน ๆ ได้ชมกันอย่างจุก ๆ พร้อมส่งท้ายคอนเสิร์ตจบการศึกษาของสมาชิก “CGM48” รุ่นที่ 1 ทั้งหมด 17 คน ในงาน “CGM48 1st Generation Concert สถานีสุดท้าย… Minato 39” ไปเมื่อวันที่ 23-24 สิงหาคม 2568 ณ MCC HALL เดอะมอลล์บางกะปิ ที่ผ่านมา

    เปิดเวทีปุ๊บ! “BNK48 & CGM48” เจนใหม่ก็ส่งเอเนอจี้ความสดใสเต้นกันฉ่ำ ๆ ไปเลย อาทิ วันใหม่ (เพลงเดบิวต์ของ BNK48 รุ่นที่ 4), จะไม่หนีจากความฝัน (เพลงเดบิวต์ของ CGM48 รุ่นที่ 2), Mirai to wa? (เพลงเดบิวต์ของ BNK48 รุ่นที่ 5), Generation Change (เพลงเดบิวต์ของ CGM48 รุ่นที่ 3) ส่งต่อด้วยโชว์ศักยภาพของสมาชิกใหม่ด้วยเพลง Chiang Mai 106  (โดย CGM48 รุ่นที่ 4) และ Aitakatta (โดย BNK48 รุ่นที่ 6) พร้อมลิสต์เพลงที่แจกความสนุกกันแบบไม่มีพักอีกมากมาย ปิดท้ายชีเสิร์ฟด้วยโชว์เปิดตัวครั้งแรก Oh my pumpkin! เพลงฉลองครบรอบ 20 ปี ของวง AKB48 ประเทศญี่ปุ่น นำมาแสดงทั้งสองเวอร์ชั่นภาษาไทยกลาง-ล้านนา ขนความน่ารักชุดใหญ่ด้วยเมมเบอร์ 24 คน เรียกว่ามัดใจแฟน ๆ อยู่หมัด

    เข้าสู่โหมดซึ้งก็ทำเอาน้ำตาซึมกันสุด ๆ ในงาน “CGM48 1st Generation Concert สถานีสุดท้าย… Minato 39” คอนเสิร์ตจบการศึกษาของสมาชิก “CGM48” รุ่นที่ 1 ทั้งหมด 17 คน “ปิ๊ง พิณพณา แสงบุญ, แองเจิ้ล นภัสนันท์ ธรรมบัวชา, แชมพู กชพร ลีละทีป, ฟ้าใส ภัทรธิดา จงประสานเกียรติ, เจเจ ศุภาพิชญ์ ศรีไพโรจน์, ไข่หวาน มานิตา จันทร์ฉาย, คนิ้ง วิทิตา สระศรีสม, เคียล่า เคียล่า ซื่อหยุน คู, ลาติน พิมพ์นารา ร่ำรวยมั่นคง, มามิ้งค์ มาณิฌา เอี่ยมดิลกวงศ์, มีน พิชญธิดา สนธิศักดิ์วรรณะ, เหมย รพีพรรณ แช่มเจริญ, นีน่า ณัฐริกา บุญตั๋ว, นีนี่ พิชญาภา สุปัญญา, พิม พรวารินทร์ วงศ์ตระกูลกิจ, พั้นซ์ วัชรี ด่านผาสุกกุล, สิตา สิตา ธีรเดชสกุล” โดยเนรมิตฉากบนเวทีเป็นขบวนรถไฟชวนแฟน ๆ ย้อนกลับไปนึกถึงความทรงจำของสถานีต่าง ๆ จนมาถึงขบวนสุดท้ายโบกมือลาไปสู่เส้นทางใหม่ ซึ่งมีทั้งความสุข เสียงหัวเราะ น้ำตาและมิตรภาพ การเติบโตของเหล่าไอดอลตั้งแต่วันออดิชั่นด้วยเพลงที่คิดถึงมาโชว์ในพาร์ทการร้อง เต้น เล่นดนตรี และเซอร์ไพรส์การกลับมาของอดีตชิไฮนินอย่าง อิซึรินะ-รินะ อิซึตะ, อดีตกัปตันวง ออม-ปุณยวีร์ และอดีตกัปตันทีม ฟอร์จูน-ปัณฑิตา รวมถึงเมมเบอร์ที่จบการศึกษาไปแล้วมาร่วมอำลาส่งท้ายกันอย่างอบอุ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://music.trueid.net/th-th/detail/28r3JY0RMdXv&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tnAW9hotStryKq0SfPM55

  • สวีเดน-ไทย ยกระดับเป็น หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เสริมแกร่งกันและกัน

    สวีเดน-ไทย ยกระดับเป็น หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เสริมแกร่งกันและกัน

    นายมาริษ เผยว่า หลายบริษัทมองเห็นศักยภาพของประเทศไทยที่จะเป็นตัวเชื่อมโลก เพราะเราอยู่ตรงกลาง ทำให้เราสามารถแสดงศักยภาพได้เต็มที่ในการเชื่อมโลกตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน ซึ่งตรงตามเป้าหมายของประเทศไทยที่ต้องการเป็นจุดศูนย์กลางในการเชื่อมต่อประเทศกลุ่มกำลังพัฒนา ให้มีบทบาทใหม่ในการกำหนดบริบทใหม่ของโลก ทุกปัจจัยข้างต้นทำให้ประเทศสวีเดนได้เห็นศักยภาพที่เด่นชัดขึ้น เข้าใจนโยบายของพวกเรา

    จากนั้นในช่วงเที่ยง นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ได้เข้าหารือทวิภาคีกับนาง Maria Malmer Stenergard รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวีเดน ได้รับประทานอาหารเที่ยงร่วมกัน (Lunch Working) โดยได้ยืนยันถึงความพร้อมของไทยทั้งด้าสโครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้างการศึกษา ความพร้อมในการเป็นจุดเชื่อมต่อของโลก และความเข้มแข็งของเครือข่ายภาคเอกชนในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่ทำให้ประเทศสวีเดนให้ความสำคัญกับประเทศไทยอย่างมาก

    นอกจากนี้ นายมาริษ ยังใช้โอกาสนี้นำเสนอข้อเท็จจริงเพื่อให้รัฐบาลสวีเดนเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในความตึงเครียดชายแดนไทยกับกัมพูชา พร้อมยืนยันว่าไทยได้ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด ได้หารือกรณีที่กัมพูชาใช้พลเมืองเข้ามาเป็นโล่มนุษย์ กดดันสร้างความขัดแย้งในเขตพรมแดน ขัดต่อข้อตกลงหยุดยิง ละเมิดอนุสัญญาเจนีวา กฎหมายระหว่างประเทศและกฏบัตรของสหประชาชาติ

    สวีเดน-ไทย ยกระดับเป็น หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เสริมแกร่งกันและกัน

    “รัฐบาลสวีเดนได้ชื่นชมประเทศไทย โดยเฉพาะหลังการลงนามซื้อกริฟเพน ทำให้รัฐบาลสวีเดนสนับสนุนเรา เพราะเชื่อว่าการปฏิบัติการทางทหารของเราเป็นไปเพื่อกำจัดการรุกราน ตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด“

    การลงนามในข้อตกลงหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์นี้ตอกย้ำถึงความลึกซึ้งและความแข็งแกร่งของความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างประเทศไทยและสวีเดน ซึ่งได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การลงนามสนธิสัญญามิตรภาพ การพาณิชย์ และการเดินเรือระหว่างกันฉบับแรกเมื่อปี พ.ศ. 2411

    ในปัจจุบัน มีบริษัทสวีเดนกว่า 100 แห่งดำเนินกิจการอยู่ในประเทศไทย มีชาวสวีเดนกว่า 220,000 คนเดินทางมาเยือนประเทศไทยในแต่ละปี และมีชาวไทยราว 70,000 คนพำนักอยู่ในสวีเดน ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนที่ยั่งยืนของทั้งสองประเทศ เป็นก้าวสำคัญและตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของทั้งสองประเทศในการขับเคลื่อนความร่วมมือในทุกภาคส่วนให้ก้าวหน้าต่อไปในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/859494&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oHEqKExFIowVF5Q9vfIqI

  • ‘สส.อรัญ’ จี้รัฐแก้ปัญหา ‘ถนนข้าวสาร’ ไร้การดูแล กระทบผู้ประกอบการ-ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว  | เดลินิวส์

    ‘สส.อรัญ’ จี้รัฐแก้ปัญหา ‘ถนนข้าวสาร’ ไร้การดูแล กระทบผู้ประกอบการ-ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว  | เดลินิวส์

    ‘สส.อรัญ’ จี้รัฐแก้ปัญหา ‘ถนนข้าวสาร’ ไร้การดูแล กระทบผู้ประกอบการ-ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว 

    “สส.อรัญ” พรรคชาติพัฒนา จี้ “รัฐ” แก้ปัญหา “ถนนข้าวสาร” ไร้การดูแล กระทบผู้ประกอบการ-ภาพลักษณ์การท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5058262/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1WIED4wdY65nqM4hOLxuhj

  • บอร์ด สพฉ. ไฟเขียวเก็บค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    บอร์ด สพฉ. ไฟเขียวเก็บค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    “สมศักดิ์” เผย บอร์ด สพฉ. ไฟเขียวเก็บค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินนักท่องเที่ยวต่างชาติ ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยเทียบเท่าสากล กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว หวังดึงงบฯ กลับมาช่วยผู้ป่วยคนไทย ตั้งเป้า 3 ปี เข้าถึงบริการ 70%

    วันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน ครั้งที่ 8/2568 โดยมี นายพิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ นายวันชาติ ศุภจัตุรัส กรรมการผู้แทนแพทยสภา นายบรรเจิด สิงคะเนติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย และคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน เข้าร่วมที่ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข

    นายสมศักดิ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน ได้พิจารณาเรื่องสำคัญ คือ การกำหนดและการเรียกเก็บค่าบริการทางการแพทย์และการดำเนินกิจการของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อยกระดับระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้ครอบคลุม เพิ่มการเข้าถึงบริการ ลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมการท่องเที่ยว การลงทุน และเศรษฐกิจของประเทศ โดยจากข้อมูลพบว่า ในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามายังประเทศไทย รวม 35.54 ล้านคน พบสถิติการเกิดอุบัติเหตุของนักท่องเที่ยว ซึ่งประสบอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ ร้อยละ 80.73 มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิต 616 คน บาดเจ็บ 28,463 คน โดยจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตและเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด คือ จังหวัดภูเก็ต กทม. และเชียงใหม่

    นายสมศักดิ์ เปิดเผยอีกว่า สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือ สพฉ. จึงได้เสนอแนวทางคือ 1.กำหนดอัตราการเรียกเก็บค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินและการดำเนินกิจการของสถาบัน 2.นำงบประมาณที่ได้ไปใช้โครงการลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนในการเข้าถึงระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินที่มีมาตรฐานคุณภาพ อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เพื่อลดการเสียชีวิตและความพิการของผู้ป่วยฉุกเฉินก่อนถึงสถานพยาบาล และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ (EMS for Wealth and Well Being) โดยที่ประชุมมีมติเห็นในชอบหลักการให้กำหนดอัตราและเรียกเก็บค่าบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินและ ค่าดำเนินกิจการของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ และมอบ สพฉ.ไปดำเนินการจัดทำอัตราค่าบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินและค่าดำเนิน กิจการของสถาบัน และแนวทางการเรียกเก็บค่าบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินและค่าดำเนินกิจการของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อเสนอบอร์ดพิจารณาอีกครั้ง รวมถึงได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด เพื่อศึกษารายละเอียดเรื่องนี้ด้วย

    ภายหลังการประชุม นายสมศักดิ์ แถลงว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ สพฉ. ดำเนินการเสนอนโยบายเพื่อขับเคลื่อนระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้มีความยั่งยืน และเทียบเท่ามาตรฐานสากล เป็นการยกระดับการแพทย์ฉุกเฉินให้ครอบคลุม ส่งเสริมการท่องเที่ยวปลอดภัย เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้หัวข้อ “แพทย์ฉุกเฉินเข้มแข็ง นักท่องเที่ยวมั่นใจ คนไทยปลอดภัย ประเทศไทยเติบโต” คือภาพที่เราต้องการเห็นในประเทศไทยวันนี้ รัฐบาลกำหนดให้ปีนี้เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวและกีฬาอย่างยิ่งใหญ่ Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year โดยมุ่งมั่นที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนจากทั่วโลกด้วยความพร้อมในทุกด้าน โดยเฉพาะ “ความปลอดภัย” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเดินทางและการใช้ชีวิต แต่ในความเป็นจริง ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของไทย ยังมีข้อจำกัดที่ต้องเร่งแก้โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ส่งผลให้ประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวห่างไกล ยังเข้าไม่ถึงบริการฉุกเฉินที่ได้มาตรฐาน เราจะไม่พึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว แต่จะจัดสรรรายได้จากแหล่งสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง เช่น ประกันนักท่องเที่ยว ประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ ประกันวินาศภัย รวมถึงกองทุนจากภาครัฐ และค่าดำเนินการในด้านต่าง ๆ ของสถาบันรายได้เหล่านี้ จะถูกนำไปลงทุนใน 4 เรื่องสำคัญ 1.กำหนดอัตราค่าบริการฉุกเฉินทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ 2. ขยายหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินให้ครอบคลุมทุกตำบลทั่วประเทศ 3. พัฒนาระบบให้ทันสมัย เชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ 4. ยกระดับมาตรฐานการฝึกอบรม และสนับสนุนทรัพยากรให้หน่วยปฏิบัติงาน

    “เป้าหมายของเราภายใน 3 ปี คือ ประชาชนและนักท่องเที่ยว ต้องเข้าถึงบริการฉุกเฉินได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 หน่วยบริการต้องเข้าถึงได้ทุกพื้นที่ และประเทศไทยจะต้องมีระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่ปลอดภัย ทันสมัย และเชื่อถือได้ ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อ “รักษาชีวิต”แต่เพื่อสร้าง ความเชื่อมั่น ให้กับทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยเพื่อให้การท่องเที่ยวไทย แข่งขันได้ในเวทีโลกและเพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายสมศักดิ์กล่าว

    ด้านนายพิเชษฐ์ กล่าวว่า หลังจากบอร์ดมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการ สพฉ. จะได้เริ่มกระบวนการศึกษารายละเอียด ออกแบบกำหนดอัตราศึกษาต้นทุนการช่วยเหลือในทุกช่องทาง ทั้งเคสสีเหลือง สีแดง เพื่อนำมากำหนดราคา จะเร่งดำเนินการ ระยะเวลา 5-6 เดือน บริษัทประกันอาจเริ่มได้ ส่วนอื่นอาจจะใช้เวลา เพราะมีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง สำหรับประชาชนที่อยู่ตามสิทธิต่างๆ สพฉ.จะหารือกับกองทุนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการเข้าร่วมแนวทางกับการแพทย์ฉุกเฉิน ส่วนคนที่มีประกันจะมีความมั่นใจมากขึ้นว่าจะได้รับการตอบสนองหากมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น กรณีนักท่องเที่ยวคงจะต้องหารือกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถ้าทำได้ นักท่องเที่ยวจะเกิดความมั่นใจ ทำให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยว

    เมื่อถามถึงการจัดการสถานชีวาภิบาลในวัดพระบาทน้ำพุ หลังพระอลงกต ลาสิกขาแล้ว นายสมศักดิ์ กล่าวว่า อย่าห่วงว่า เจ้าอาวาสไม่อยู่แล้ว จะไม่มีคนดู เพราะวัดมีผู้ช่วย มีคนทำงานจำนวนมาก ดังนั้น ต้องมีคนดูอยู่แล้ว เมื่อถามต่อว่า แสดงว่าสถานชีวาภิบาล ยังเดินได้ต่อ แต่สังคมยังกังวลว่า ผู้ป่วยจะถูกลอยแพ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ก็ต้องมีคนดำเนินการ เพราะมีงบประมาณ มีคนบริจาคจำนวนมาก ถ้าลอยแพก็จะยุ่งไปใหญ่ คดีความจะมากไปอีก ดังนั้น ทำอะไรให้เรียบร้อย ทุกอย่างก็จะจบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/446583&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KQNLKiH-yDabC-HZwnB60

  • สธ. ไฟเขียวเก็บค่าบริการฉุกเฉิน​ นทท.หวังยกระดับมาตรฐาน-กระตุ้นท่องเที่ยว​

    สธ. ไฟเขียวเก็บค่าบริการฉุกเฉิน​ นทท.หวังยกระดับมาตรฐาน-กระตุ้นท่องเที่ยว​

    “สมศักดิ์” เผย บอร์ด สพฉ. ไฟเขียวเก็บค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินนักท่องเที่ยวต่างชาติ ยกระดับมาตรการฐานความปลอดภัยเทียบเท่าสากล กระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว หวังดึงงบฯ กลับมาช่วยผู้ป่วยคนไทย ตั้งเป้า 3 ปี เข้าถึงบริการ 70 เปอร์เซ็นต์ พร้อมยืนยันสถานชีวาภิบาล “วัดพระบาทน้ำพุ” ดูแลผู้ป่วยต่อได้ เตือนลอยแพผู้ป่วยจะยุ่งคดีความมากขึ้น

    วันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน ครั้งที่ 8/2568 โดยมี นายพิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ นายวันชาติ ศุภจัตุรัส กรรมการผู้แทนแพทยสภา นายบรรเจิด สิงคะเนติ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย และคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน เข้าร่วมที่ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข

    โดยนายสมศักดิ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน ได้พิจารณาเรื่องสำคัญ คือ การกำหนดและการเรียกเก็บค่าบริการทางการแพทย์และการดำเนินกิจการของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อยกระดับระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้ครอบคลุม เพิ่มการเข้าถึงบริการ ลดความเหลื่อมล้ำ ส่งเสริมการท่องเที่ยว การลงทุน และเศรษฐกิจของประเทศ โดยจากข้อมูลพบว่า ในปี 2567 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามายังประเทศไทย รวม 35.54 ล้านคน พบสถิติการเกิดอุบัติเหตุของนักท่องเที่ยว ซึ่งประสบอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ ร้อยละ 80.73 มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิต 616 คน บาดเจ็บ 28,463 คน โดยจังหวัดที่มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตและเกิดอุบัติเหตุมากที่สุด คือ จังหวัดภูเก็ต กทม. และเชียงใหม่

    นายสมศักดิ์ เปิดเผยอีกว่า สพฉ.จึงได้เสนอแนวทางคือ 1.กำหนดอัตราการเรียกเก็บค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินและการดำเนินกิจการของสถาบัน 2.นำงบประมาณที่ได้ไปใช้โครงการลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนในการเข้าถึงระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินที่มีมาตรฐานคุณภาพ อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เพื่อลดการเสียชีวิตและความพิการของผู้ป่วยฉุกเฉินก่อนถึงสถานพยาบาล และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ” (EMS for Wealth and Well Being) โดยที่ประชุมมีมติเห็นในชอบหลักการให้กำหนดอัตราและเรียกเก็บค่าบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินและ ค่าดำเนินกิจการของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ และมอบ สพฉ.ไปดำเนินการจัดทำอัตราค่าบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินและค่าดำเนิน กิจการของสถาบัน และแนวทางการเรียกเก็บค่าบริการทางการแพทย์ฉุกเฉินและค่าดำเนินกิจการของสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อเสนอบอร์ดพิจารณาอีกครั้ง รวมถึงได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด เพื่อศึกษารายละเอียดเรื่องนี้ด้วย

    ภายหลังการประชุม นายสมศักดิ์ แถลงว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ สพฉ. ดำเนินการเสนอนโยบายเพื่อขับเคลื่อนระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้มีความยั่งยืน และเทียบเท่ามาตรฐานสากล เป็นการยกระดับการแพทย์ฉุกเฉินให้ครอบคลุม ส่งเสริมการท่องเที่ยวปลอดภัย เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ภายใต้หัวข้อ “แพทย์ฉุกเฉินเข้มแข็ง นักท่องเที่ยวมั่นใจ คนไทยปลอดภัย ประเทศไทยเติบโต” คือภาพที่เราต้องการเห็นในประเทศไทยวันนี้ รัฐบาลกำหนดให้ปีนี้เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวและกีฬาอย่างยิ่งใหญ่ Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year โดยมุ่งมั่นที่จะต้อนรับนักท่องเที่ยวและนักลงทุนจากทั่วโลกด้วยความพร้อมในทุกด้าน โดยเฉพาะ “ความปลอดภัย” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเดินทางและการใช้ชีวิต แต่ในความเป็นจริง ระบบการแพทย์ฉุกเฉินของไทย ยังมีข้อจำกัดที่ต้องเร่งแก้โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณที่ไม่เพียงพอ ส่งผลให้ประชาชนในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่แหล่งท่องเที่ยวห่างไกล ยังเข้าไม่ถึงบริการฉุกเฉินที่ได้มาตรฐาน เราจะไม่พึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว แต่จะจัดสรรรายได้จากแหล่งสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง เช่น ประกันนักท่องเที่ยว ประกันชีวิต ประกันอุบัติเหตุ ประกันวินาศภัย รวมถึงกองทุนจากภาครัฐ และค่าดำเนินการในด้านต่าง ๆ ของสถาบันรายได้เหล่านี้ จะถูกนำไปลงทุนใน 4 เรื่องสำคัญ 1.กำหนดอัตราค่าบริการฉุกเฉินทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ 2. ขยายหน่วยปฏิบัติการฉุกเฉินให้ครอบคลุมทุกตำบลทั่วประเทศ 3. พัฒนาระบบให้ทันสมัย เชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ 4. ยกระดับมาตรฐานการฝึกอบรม และสนับสนุนทรัพยากรให้หน่วยปฏิบัติงาน

    “เป้าหมายของเราภายใน 3 ปี คือ ประชาชนและนักท่องเที่ยว ต้องเข้าถึงบริการฉุกเฉินได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 หน่วยบริการต้องเข้าถึงได้ทุกพื้นที่ และประเทศไทยจะต้องมีระบบการแพทย์ฉุกเฉินที่ปลอดภัย ทันสมัย และเชื่อถือได้ ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อ “รักษาชีวิต”แต่เพื่อสร้าง ความเชื่อมั่น ให้กับทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยเพื่อให้การท่องเที่ยวไทย แข่งขันได้ในเวทีโลกและเพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน” นายสมศักดิ์กล่าว

    ด้านนายพิเชษฐ์ กล่าวว่า หลังจากบอร์ดมีมติเห็นชอบให้ดำเนินการ สพฉ. จะได้เริ่มกระบวนการศึกษารายละเอียด ออกแบบกำหนดอัตราศึกษาต้นทุนการช่วยเหลือในทุกช่องทาง ทั้งเคสสีเหลือง สีแดง เพื่อนำมากำหนดราคา จะเร่งดำเนินการ ระยะเวลา 5-6 เดือน บริษัทประกันอาจเริ่มได้ ส่วนอื่นอาจจะใช้เวลา เพราะมีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง สำหรับประชาชนที่อยู่ตามสิทธิต่างๆ สพฉ.จะหารือกับกองทุนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ในการเข้าร่วมแนวทางกับการแพทย์ฉุกเฉิน ส่วนคนที่มีประกันจะมีความมั่นใจมากขึ้นว่าจะได้รับการตอบสนองหากมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น กรณีนักท่องเที่ยวคงจะต้องหารือกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถ้าทำได้ นักท่องเที่ยวจะเกิดความมั่นใจ ทำให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจการท่องเที่ยว

    เมื่อถามถึงการจัดการสถานชีวาภิบาลในวัดพระบาทน้ำพุ หลังพระอลงกต ลาสิกขาแล้ว นายสมศักดิ์ กล่าวว่า อย่าห่วงว่า เจ้าอาวาสไม่อยู่แล้ว จะไม่มีคนดู เพราะวัดมีผู้ช่วย มีคนทำงานจำนวนมาก ดังนั้น ต้องมีคนดูอยู่แล้ว เมื่อถามต่อว่า แสดงว่าสถานชีวาภิบาล ยังเดินได้ต่อ แต่สังคมยังกังวลว่า ผู้ป่วยจะถูกลอยแพ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ก็ต้องมีคนดำเนินการ เพราะมีงบประมาณ มีคนบริจาคจำนวนมาก ถ้าลอยแพก็จะยุ่งไปใหญ่ คดีความจะมากไปอีก ดังนั้น ทำอะไรให้เรียบร้อย ทุกอย่างก็จะจบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/237808&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EajwTpK1HuiBt94oz5KaH