© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5056079/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bS9cc26B6x48nFwUKARo6

© 2025 บริษัท สี่พระยาการพิมพ์ จำกัด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5056079/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bS9cc26B6x48nFwUKARo6

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ.2568 ณ ห้องประชุมเทพรัตนพิทยากร ชั้น 4 อาคาร 605 สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
รองศาสตราจารย์ ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ร่วมต้อนรับนางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และคณะ ในโอกาสเยี่ยมชมการดำเนินงานสถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา รองศาสตราจารย์ ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ อธิการบดี กล่าวถึงพันธกิจด้านการจัดการการศึกษาตามแนวพระราชดำริ “เรียนคู่งาน งานคู่เรียน” เน้นเทคโนโลยี และนวัตกรรม มีศักยภาพผู้ประกอบการ เพื่อสร้างคนดี มีฝีมือ มีวินัยและจรรยาบรรณวิชาชีพ ว่า เรียนคู่งาน หมายถึง การเรียนควบคู่กับการปฏิบัติงานจริง ผู้เรียนจะได้ฝึกงานกับสถานประกอบการในระยะมากพอที่จะเรียนรู้การทำงานในสภาพแวดล้อมจริงนำองค์ความรู้จากที่เรียนไปประยุกต์ใช้ ผลลัพธ์ที่ได้คือผู้เรียนได้พัฒนาทักษะทางวิชาชีพให้มีมาตรฐานตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ งานคู่เรียน หมายถึง ผู้ที่ทำงานอยู่แล้วมา Up-skill Re-skill เพิ่มเติมองค์ความรู้ให้ทันสมัย ตามกระแสการเปลี่ยนแปลงของกระแสเทคโนโลยี เพื่อนำไปต่อยอดการทำงานในองค์กรหรือวิชาชีพของตนเอง นอกจากนี้สถาบันยังได้ดำเนินงานตามพันธกิจอื่น ๆ อย่างครบถ้วนมีกระบวนการประกันคุณภาพ และกลไกขับเคลื่อนที่ชัดเจน
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สันทนีย์ ผาสุข รองอธิการบดี นำเสนอผลกระบวนการทำงานของครู อาจารย์ นักเรียน และนักศึกษา ดังนี้
คณะบริหารธุรกิจ จำนวน 4 ผลงาน ได้แก่
คณะเทคโนโลยีดิจิทัล จำนวน 2 ผลงาน ได้แก่
โรงเรียนจิตรลดาวิชาชีพ จำนวน 2 ผลงาน ได้แก่
สำนักวิชาศึกษาทั่วไป จำนวน 2 ผลงาน ได้แก่
จากนั้นคณะรัฐมนตรีร่วมชมนิทรรศการนำเสนอผลงานการจัดการเรียนการสอน ภายใต้แนวคิด เรียนคู่งาน งานคู่เรียน ดังนี้
คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 3 ผลงาน ได้แก่
สำนักวิชาเกษตรนวัต จำนวน 2 ผลงาน ได้แก่
โครงงานพัฒนานักเรียน นักศึกษาของฝ่ายกิจการนักเรียน นักศึกษา ได้แก่
งานบริหารทั่วไปและสื่อสารองค์กร/ข่าว











———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/114700/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3WJ5ZtGNIUrZR0xN7BLq0C

วอชิงตัน 27 ส.ค.- ผู้นำสหรัฐพร้อมจะใช้มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย หากผู้นำรัสเซียไม่ยอมตกลงหยุดยิงในสงครามยูเครน โดยเตือนว่ารัสเซียจะต้องเผชิญกับความเสียหายอย่างร้ายแรงที่จะตามมา
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์กล่าวต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบขาวว่า เขาพร้อมที่จะใช้มาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจต่อรัสเซีย หากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียไม่ยอมตกลงหยุดยิงในสงครามยูเครน นายทรัมป์กล่าวว่า เขาจริงจังกับเรื่องนี้เพราะต้องการให้สงครามยูเครนจบลง และสาเหตุที่ต้องใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจกับรัสเซียเพราะไม่ต้องการทำสงครามโลก
นายทรัมป์กล่าวว่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นเป็นสงครามเศรษฐกิจอันเลวร้ายและจะส่งผลเสียหายกับรัสเซียอย่างรุนแรง เขาเองไม่ได้ต้องการให้เป็นแบบนั้น แต่หากจำเป็นก็ต้องทำเพื่อสร้างสันติภาพ ขณะเดียวกันผู้นำสหรัฐยังคงเดินหน้าความพยายามในการยุติสงครามยูเครนระหว่างรัสเซียกับยูเครน ด้วยการผลักดันให้มีการเจรจากันโดยตรงระหว่างนายปูตินกับนายโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนให้เร็วที่สุด ซึ่งนายเซเลนสกีตกลงในหลักการแล้ว แต่นายปูตินยังไม่ตกลง ทั้งนี้นายทรัมป์ประกาศตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคมว่า จะทำให้สงครามยูเครนที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2565 ยุติทันที


ด้านนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษตะวันออกกลางและทูตพิเศษภารกิจสันติภาพของสหรัฐให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ว่า จะพบกับคณะผู้แทนยูเครนที่นครนิวยอร์กในสัปดาห์นี้ และได้หารือกับคณะผู้แทนรัสเซียอยู่ทุกวัน เขาเชื่อว่าผู้นำรัสเซียต้องการยุติสงคราม.-816(814).-สำนักข่าวไทย
ดูข่าวเพิ่มเติม
Top Viewed • อ่านมากสุด
26 ส.ค.- ตำรวจสอบสวนกลาง ปิดล้อมตรวจค้น 17 จุด “กรุงเทพฯ-ลพบุรี” บุกรวบ “หลวงพ่ออลงกต” หลังพฤติกรรมชัดทุจริตยักยอกเงินบริจาค ขณะที่ “หมอบี” โดนด้วย หิ้วตัวเค้นสอบ เมื่อเวลา 01.00 น.วันที่ 26 ส.ค. มีรายงานว่าทางตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) นำโดย พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. สั่งการให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รองผบช.ก. พล.ต.ต. วิทยา ศรีประเสิรฐภาพ ผบก.ป.พล.ต.ต.ประสงค์ เฉลิมพันธ์ ผบก.ปปปพ.ต.อ.มนูญ แก้วก่ำ ผกก.1 บก.ป ปิดล้อมตรวจค้น 17 จุด ในพื้นที่กรุงเทพฯ-ลพบุรี เพื่อควบคุม หลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี และนายเสกสันน์ หรือหมอบี และพวก ตามหมายจับ ความผิด ม.147, 157 […]
ศาล รธน. 25 ส.ค.-ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งเอาผิดเผยแพร่คลิป “นั่งลงลูก” ชี้บิดเบือน-ทำเสียหาย ศาลรัฐธรรมนูญได้ออกเอกสารข่าว ระบุว่า ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งพิจารณาคดี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 ไต่สวนพยานบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกมาให้ถ้อยคำ จำนวน 2 ปาก ได้แก่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผู้ถูกร้อง และนายฉัตรชัย บางขวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เรื่อง ประธานวุฒิสภา ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ เมื่อเสร็จสิ้นการไต่สวนแล้ว ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้ผู้เข้าฟังการไต่สวนนำข้อมูลการไต่สวนไปเผยแพร่ และห้ามไม่ให้บิดเบือนข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายในลักษณะที่สร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน อันเป็นคำสั่งศาลตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 […]
กรุงเทพฯ 25 ส.ค.- “แพทองธาร” รีโพสต์สตอรี่ไอจี โต้ดรามาคลิปบิดเบือน ยันศาล รธน. บอก “นั่งลงครับ” นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รีโพสต์สตอรี่ในอินสตราแกรมของสำนักข่าว VOICE TV ยืนยันไม่เป็นความจริง ต่อกระแสดรามาปล่อยคลิปเสียงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พูดว่า “นั่งลงลูก” ภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวคําปฏิญาณ ในระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญไต่สวนพยาน คดีคลิปสนทนากับ ฮุน เซน เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งในคลิปดังกล่าวมีข้อความระบุว่า ฟังชัดๆๆ ศาลบอกว่า “นั่งลงครับ” ไม่ใช่ “นั่งลงลูก” อย่างที่มีคนปั่น!! อย่ามั่ว อย่าบิดเบือนข่าว อย่างไรก็ตาม คาดว่าในช่วงเช้าวันนี้ (25 ส.ค.) นางสาวแพทองธาร จะดำเนินการเรื่องการส่งคำแถลงปิดคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากศาลนัดยื่นคำแถลงปิดคดีภายในวันนี้ ก่อนจะนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 29 สิงหาคม เวลา 15.00 น.-316 -สำนักข่าวไทย
ไอคอนสยาม 25 ส.ค.- ปลัด มท. เผยยังไม่ได้รับรายงานปมสแกนม่านตาแลกเหรียญ สั่งกรมการปกครองสอบด่วน นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่มีรายงานว่า มีกลุ่มบุคคลสแกนม่านตาประชาชนและชักชวนให้เข้าไปใช้แอปพลิเคชันเพื่อแลกกับเงินหรือเหรียญในระบบ ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงาน แต่หากเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง กระทรวงมหาดไทยจะสั่งการให้กรมการปกครองดำเนินการแก้ไขและจัดการอย่างถูกต้องทั่วประเทศอย่างไรก็ตาม หากประชาชนพบเห็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง สามารถแจ้งเรื่องมายังกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ทุกจังหวัดดำเนินการตรวจสอบตามข้อเท็จจริง ส่วนกรณีที่มีรายงานว่ายังมีการดำเนินการในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ปลัดกระทรวงมหาดไทยยืนยันว่าจะเร่งตรวจสอบทั้งที่สุราษฎร์ธานีและทุกจังหวัดที่ได้รับเรื่องร้องเรียน ทั้งนี้ การตรวจสอบจะพิจารณาว่าความผิดปกติเกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลอื่น หากพบว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ กระทรวงมหาดไทยจะดำเนินการตามระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยย้ำให้ประชาชนมั่นใจว่า กระทรวงพร้อมตรวจสอบอย่างโปร่งใส.-319 -สำนักข่าวไทย
ข่าวแนะนำ
สระแก้ว 27 ส.ค. – มวลชนชาวไทยร่วมร้องเพลงชาติ ที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว เมื่อเวลา 18.00 น. จากนั้นทหารขอความร่วมมือให้ออกนอกพื้นที่ ตามประกาศเคอร์ฟิว ก่อนนำลวดหนามและเครื่องกีดขวาง กั้นแนวขอบถนนศรีเพ็ญ ห้ามผู้ใดข้ามไป เพื่อความปลอดภัย. – สำนักข่าวไทย
เชียงใหม่ 27 ส.ค. – ฝนที่ตกหนักจากฤทธิ์ของพายุ “คาจิกิ” ทำให้เกิดดินถล่มในหมู่บ้านปางอุ๋ง ซึ่งอยู่บนดอยสูง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย บาดเจ็บ 15 ราย และยังสูญหายอีก 6 ราย สภาพหมู่บ้านเต็มไปด้วยดินโคลนที่ถล่มลงมาทับบ้านเรือนเสียหายนับร้อยหลัง. – สำนักข่าวไทย
สวิตเซอร์แลนด์ 27 ส.ค.-“มาริษ” เผยคุยรองข้าหลวงใหญ่ UN ปมไทย-กัมพูชา สัญญาณบวก เข้าใจไทยไม่ทำผิดกติการะหว่างประเทศ ไม่เห็นด้วย “ฮุน เซน” อัดเสียงคุยนายกฯ และการใช้สงครามข่าวปลอม นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าพบหารือกับนางนาดา อัล-นาชิฟ (Nada Al-Nashif) รองข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เพื่อแสดงข้อมูลหลักฐานและชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างไทยกับกัมพูชา นายมาริษ เปิดเผยภายหลังการหารือว่า ได้เล่าให้รองข้าหลวงใหญ่ฯ ฟังถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนของกัมพูชาในหลายประเด็น ซึ่งรองข้าหลวงใหญ่ฯมีความเห็นที่สนับสนุนประเทศไทยในหลายเรื่อง และมีท่าทีที่เป็นห่วงประเทศไทยมาก ซึ่งตนได้ชี้แจงข้อเท็จจริง โดยเฉพาะการที่กัมพูชาใช้โซเชียลมีเดียโจมตีไทยมานานแล้ว มีการให้ข้อมูลว่าไทยลอกเลียนแบบวัดและประวัติศาสตร์ของกัมพูชา ซึ่งไทยพยายามแก้ไขปัญหานี้ด้วยความอดทนอดกลั้น และพยายามชี้แจงให้เห็นว่าเป็นประวัติศาสตร์ที่ก่อตั้งกันมาจากรากเหง้าทางวัฒนธรรมเดียวกัน ไทยต้องการแก้ไขปัญหาไม่ต้องการแสดงความร้าวฉานระหว่างชุมชนและ ประชาชนของทั้งสองประเทศ และเมื่อปัญหาคุกรุ่นมากขึ้นไทยก็พยายาม แก้ปัญหาด้วยการให้กัมพูชามาพูดคุยแบบทวิภาคี เป็นการอธิบายให้รองข้าหลวงใหญ่ฯ ได้เข้าใจว่าไทยปฏิบัติตามกติกา ยึดถือกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ และพยายามหาทางให้กัมพูชามาพูดคุยกับไทย ซึ่งไทยกับกัมพูชามีข้อตกลง MOU43 ที่ทั้งสองประเทศจะต้องแก้ปัญหาร่วมกันอย่างสันติวิธี และด้วยความจริงใจ นับเป็นกลไกที่องค์การสหประชาชาติให้ความสำคัญ คือการเจรจาทวิภาคีโดยสันติและจริงใจ โดยไทยยึดมั่นมาโดยตลอด และเป็นเป้าหมายที่สำคัญของไทย นายมาริษ กล่าวว่าตนได้หยิบยกประเด็นที่สมเด็จฮุน เซน อัดเสียงพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีของไทย และนำมาเผยแพร่ในที่สาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง […]
ศาลอาญาฯ 27 ส.ค. – “ทิดอลงกต-หมอบี” นอนคุก ศาลไม่ให้ประกันตัว เหตุคดีมีอัตราโทษสูง และมีทรัพย์สินมูลค่าความเสียหายสูง พนักงานสอบสวน กองกำกับการ 5 กองบังคับการป้องกันปราบปราม ยื่นคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ขอฝากขังครั้งแรก พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือนายอลงกต พูลมุข ผู้ต้องหาที่ 1 และนายเสกสันน์ ทรัพย์สืบสกุล ผู้ต้องหาที่ 2 ความผิดกล่าวหาผู้ต้องหาที่ 1 ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยินยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าโดยทุจริต, ฟอกเงินและสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ความผิดกล่าวหาผู้ต้องหาที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่รักษาทรัพย์ใดฯ, เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ, ฟอกเงินและสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน ซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางอนุญาตให้ฝากขัง 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 27 ส.ค.- 7 ก.ย.นี้ โดยผู้ต้องหาที่ 1 ไม่ยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นนี้ ส่วนผู้ต้องหาที่ 2 […]
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/world-1577253&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CXL9cRZk2MNdRVhAwj2rI

นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรกำหนดนโยบายการจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภาคการเกษตรของไทย โดยการนำทรัพยากรทางการเกษตร วิถีชีวิต และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาผสมผสานกับกิจกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งให้ประโยชน์อย่างมากในหลายด้าน เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและชุมชนเกษตรกรไม่ได้พึ่งพารายได้จากการขายผลผลิตอย่างเดียว แต่สามารถมีรายได้เสริมจากนักท่องเที่ยว เช่น ค่าเข้าชม ค่าอาหาร ที่พัก ของที่ระลึก ฯลฯ สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิต การขายผลผลิตหรือแปรรูปภายในแหล่งท่องเที่ยว สามารถตั้งราคาสูงขึ้นเพราะมีประสบการณ์เชิงเรื่องราว (Storytelling) ร่วมด้วย ส่งเสริมการเรียนรู้และภูมิปัญญาให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ ได้เรียนรู้วิถีเกษตรแบบไทย เช่น ปลูกข้าว ทอผ้า เลี้ยงสัตว์ ทำเกษตรอินทรีย์ ฯลฯ กระจายรายได้สู่ชนบท ลดความเหลื่อมล้ำ เพราะชุมชนชนบทสามารถสร้างเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็งจากการท่องเที่ยว รวมทั้งช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนและอนุรักษ์วิถีชีวิตเกษตรดั้งเดิม วิสาหกิจชุมชนสวนไผ่มีสุข จึงเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ประสบความสำเร็จในการจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรคาร์บอนต่ำ ใช้นวัตกรรมแปรรูปผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้ให้สมาชิกตลอดทั้งปี

นางสโรชา สุติภวัน เป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสวนไผ่มีสุข กล่าวว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนฯ เริ่มต้นจากการรวมตัวกันของเกษตรกรผู้ปลูกไผ่จำนวน 11 ราย และก่อตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนไผ่มีสุข เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2563 ตั้งอยู่ที่ตำบลกระแสบน อำเภอแกลง จังหวัดระยอง เดิมทีเป็นสวนยางพารา แต่ให้ผลผลิตไม่คุ้มค่า อีกทั้งยังประสบปัญหาน้ำท่วมบ่อยครั้ง จึงมองหาพืชทางเลือกที่เหมาะสม จึงได้ศึกษาข้อมูลและเลือกปลูกไผ่แทนยางพารา เพราะไผ่เป็นไม้ที่ปลูกง่ายและโตเร็ว ปลูกได้ในทุกสภาพอากาศและดินทุกชนิด สามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ดี และปล่อยก๊าซออกซิเจนจากกระบวนการสังเคราะห์แสง สร้างอากาศบริสุทธิ์ให้แก่แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้า ทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความรู้สึกสดชื่นเมื่อได้มาเที่ยวสวนไผ่ จึงได้พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแบบ Wellness ที่ผสานระหว่างการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เน้นการฟื้นฟูทั้งกายและใจผ่านกิจกรรมธรรมชาติบำบัด เรียนรู้กิจกรรมเกษตร ชิมอาหารปลอดสารพิษที่ผ่านการรังสรรค์เมนูต่าง ๆ ด้วยนวัตกรรมการแปรรูปอาหารและผลิตภัณฑ์จากทุกส่วนของไผ่ ที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ สร้างมูลค่าเพิ่มได้ทุกส่วน เช่น หน่อไม้สามารถนำมาบริโภคสดและทำเป็นส้มตำหน่อไม้สด หน่อไม้ต้ม หน่อไม้ดอง หน่อไม้อบแห้ง ใบไผ่สามารถนำมาแปรรูปเป็นใบไผ่อบแห้ง น้ำใบไผ่ชงร้อน น้ำใบไผ่เย็น วุ้นไผ่กรอบ ต้นไผ่สามารถแปรรูปเป็นถ่านดูดกลิ่น เครื่องจักรสาน ชิปไผ่ สบู่ถ่านไผ่ ขุยไผ่สามารถนำมาเป็นวัสดุปลูกเห็ดเยื่อไผ่ซึ่งสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เวชสำอาง รากไผ่สามารถแปรรูปเป็นปุ๋ยรากไผ่ ฯลฯ

ทั้งนี้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนไผ่มีสุข ยังคงพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอย่างต่อเนื่อง ได้พัฒนาอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นเอกลักษณ์ ต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มจากน้ำใบไผ่ โดยการนำนวัตกรรมสเฟียริฟิเคชั่น (Spherification) ซึ่งเป็นเทคนิคหนึ่งของการทำอาหารแบบโมเลกุล่าแกสโตรโนมี (Molecular Gastronomy) จนเกิดเป็นใบไผ่คริสตัล ที่ผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิมและนวัตกรรมใหม่ เกิดเป็น “นมนางยักษ์” และ “นมนางเงือก” เป็นเมนูเครื่องดื่มที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสวนไผ่มีสุข อีกทั้งยังมี “สุขสำราญมิกซ์” เครื่องดื่มเมนูใหม่ พัฒนาต่อยอดมาจากการนำน้ำชาใบไผ่มาหมักด้วยจุลินทรีย์และยีสต์ เพื่อให้ได้ชาหมักที่เรียกว่าคอมบูชา (Kombucha) อุดมไปด้วยโปรไบโอติก (Probiotics) ที่ดีต่อสุขภาพ ไว้ให้บริการนักท่องเที่ยว เปิดให้บริการทุกวัน ติดต่อเยี่ยมชมได้ที่ Facebook สวนไผ่มีสุข
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/237872&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1o0AUkC4E4pgZK59uh6GyK

ที่หอประชุมโรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม ตำบลในเมือง อำเภอเมืองจังหวัดกำแพงเพชร นายสุนทร รัตนากร นายกองค์การบริการส่วนจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานเปิดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับเขตพื้นที่การศึกษา ครั้งที่ 73 ปีการศึกษา 2568 เพื่อส่งเสริม สนับสนุนและจัดการประกวดแข่งขัน ให้นักเรียนได้แสดงออกถึงความสามารถที่เป็นเลิศในด้านวิชาการ ศิลปะ และทักษะด้านวิชาชีพในระดับเขตพื้นที่การศึกษา มีนายวันชัย เกิดมีโภชน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่มัธยมศึกษากำแพงเพชน พร้อมผู้บริหารองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ครู นักเรียน เข้าร่วมในพิธี
นายวันชัย กล่าวว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชรในฐานะหน่วยงานหลักในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับเยาวชน ให้มีความรู้ ทักษะและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามหลักสูตรและสอดคล้องตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ และมีภารกิจในการนำพระราชปณิธานของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6 มาสืบสานต่อเนื่องถ่ายทอดสู่อนุชนรุ่นหลังผ่านกิจกรรมวิชาการ ศิลปะ หัตถกรรม อย่างหลากหลาย โดยคาดหวังว่าจะช่วยส่งเสริมการทำงานอย่างเป็นระบบและพัฒนาการเรียนการสอนได้อย่างมีเป้าหมาย ครู นักเรียน บุคลากรทางการศึกษา ได้มีส่วนในการส่งเสริมศักยภาพอย่างรอบด้าน มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ นักเรียนได้แสดงออกถึงความรู้ความสามารถ เต็มตามศักยภาพตนเอง เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ตามนโยบายและจุดเน้นของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในการจัดการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ ส่งเสริมศักยภาพผู้เรียนตามพหุปัญญาทั้ง 8 ด้าน พัฒนาผู้มีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษา ทัศนศิลป์ ดนตรี นาฏศิลป์ และ กีฬา
โดยประสานเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นในการระดมทรัพยากร เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินกิจกรรม คือองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งเป็นหน่วยงาน ที่มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติ ในเรื่องการส่งเสริมการจัดการศึกษา เสริมสร้างศักยภาพคน ด้วยการสนับสนุนการดำเนินโครงการศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับเขตพื้นที่การศึกษา ครั้งที่ 73 ปีการศึกษา 2568 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27-28 สิงหาคม 2568 ภายใต้คำขวัญ “สรรค์สร้างหัตถศิลป์ แดนดินวิชาการ สืบสานภูมิปัญญา ก้าวหน้าสู่สากล”
สำหรับงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน มีโรงเรียนเข้าร่วมการแข่งขัน ประกอบด้วย โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 33โรงเรียน ท้องถิ่น จำนวน 2 โรงเรียน และโรงเรียนเอกชน จำนวน 5 โรงเรียน รวม 40 โรงเรียน โดยมี เครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพการมัธยมศึกษาจังหวัด และศูนย์พัฒนาวิชาการกลุ่มสาระการเรียนรู้ ช่วยดำเนินการในเรื่องให้ความอนุเคราะห์เป็นสถานที่ในการจัดการแข่งขัน
ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อปลูกฝังสร้างจิตสำนึกความเป็นไทยและพัฒนาคุณธรรมให้นักเรียนมีคุณลักษณะและศักยภาพที่จำเป็นต่อความสามารถในการแข่งขัน มีทักษะอาชีพตามความต้องการ ส่งเสริม สนับสนุนและจัดการประกวดแข่งขัน ให้นักเรียนได้แสดงออกถึงความสามารถที่เป็นเลิศในด้านวิชาการ ศิลปะ และทักษะด้านวิชาชีพในระดับเขตพื้นที่การศึกษา การจัดงานครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี โดยได้รับความอนุเคราะห์อย่างดียิ่ง จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร สหกรณ์ออมทรัพย์ครูกำแพงเพชรจำกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากำแพงเพชร และโรงเรียนในสังกัด ให้ความอนุเคราะห์สถานที่จัดกิจกรรมการแข่งขัน ดำเนินการและเป็นกรรมการตัดสินในการจัดกิจกรรมในครั้งนี้
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5056859/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3A7Ioc1QfKWdFs_y4bcieH

ปัจจุบัน “การรถไฟแห่งประเทศไทย” ได้เร่งรัดการพัฒนารถไฟทางคู่อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดเตรียมผลักดันรถไฟทางคู่สายใหม่ ที่ช่วยเลี่ยงการจราจรติดขัดในพื้นที่กรุงเทพ ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการขนสินค้าข้ามภูมิภาค
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท.มีมติอนุมัติสั่งจ้างบริษัทที่ปรึกษา 2 กลุ่ม เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างทางรถไฟสายใหม่ 2 เส้นทาง ประกอบด้วย โครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายสุพรรณบุรี – นครหลวง – ชุมทางบ้านภาชี และโครงการก่อสร้างทางรถไฟ ช่วงทับปุด – กระบี่ วงเงินรวม 33,660 ล้านบาท
อย่างไรก็ดีทั้ง 2 โครงการ คาดว่าจะศึกษารายละเอียดโครงการฯแล้วเสร็จภายในปี 2569 จากนั้นจะเสนอต่อคณะกรรมการ รฟท.,สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) พิจารณา ก่อนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบภายในปี 2570
นายอนันต์ กล่าวต่อว่า จากนั้นทั้ง 2 โครงการจะเปิดประมูลหาผู้รับจ้างก่อสร้างในรูปแบบ E-Bidding เหมือนกับโครงการรถไฟทางคู่ช่วงขอนแก่น-หนองคาย ซึ่งจะลงนามสัญญาได้ภายใน 1 เดือน และดำเนินการก่อสร้างใช้ระยะเวลาประมาณ 3-4 ปี ก่อนเปิดให้บริการต่อไป
“สาเหตุที่รฟท.เร่งรัดโครงการรถไฟทั้ง 2 เส้นทาง เนื่องจากเป็นเส้นทางที่มีความสำคัญในการขนส่งสินค้าและแก้ปัญหาจราจรของรถไฟขนส่งสินค้า ซึ่งจะเชื่อมต่อกับทางรถไฟสายชุมทางหนองปลาดุก-สุพรรณบุรี ที่เปิดให้บริการในขณะนี้ จากปัจจุบันรถไฟจากสายใต้ที่จะไปเส้นทางเหนือ-อีสาน ต้องวิ่งผ่านกรุงเทพฯ เพื่อมาเปลี่ยนถ่ายขบวนที่ย่านสินค้าพหลโยธิน (สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์) หากโครงการแล้วเสร็จ จะเป็นแนวเส้นทางที่เชื่อมต่อกับรถไฟทางคู่สายใต้และรถไฟทางคู่สายอีสาน ทำให้การขนส่งสินค้าไม่ต้องย้อนเส้นทางกลับไปที่กรุงเทพฯอีก” นายอนันต์ กล่าว
สำหรับโครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายสุพรรณบุรี – นครหลวง – ชุมทางบ้านภาชี วงเงินค่าก่อสร้าง 17,000 ล้านบาทเบื้องต้นรฟท.ได้กิจการค้าร่วม (CONSORTIUM) ในนามของกลุ่มบริษัท เอ็ม เอ เอ คอนซัลแตนท์ จำกัด มีผู้เข้าร่วมค้า 4 ราย ประกอบด้วย บริษัท เอ็ม เอ เอ คอนซัลแตนท์ จำกัด (LEAD FIRM) บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เอ็มเอชพีเอ็ม จำกัด
และบริษัท ยูไนเต็ด แอนนาลิสต์ แอนด์ เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์ จำกัด เป็นผู้ให้บริการงานสำรวจ ออกแบบรายละเอียดและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) โครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายสุพรรณบุรี – นครหลวง – ชุมทางบ้านภาชี วงเงิน 54 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการเสร็จภายใน 360 วัน
โครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายสุพรรณบุรี – นครหลวง – ชุมทางบ้านภา ประกอบด้วย การก่อสร้างรถไฟทางคู่ขนาดกว้าง 1 เมตร ระยะทางประมาณ 68 กิโลเมตร ในพื้นทีจังหวัดสุพรรณบุรี และ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
โดยแบ่งเป็นก่อสร้างทางคู่เส้นทางใหม่ 65.5 กิโลเมตร โดยจะเป็นโครงสร้างสะพานและสะพานยกระดับรวมความยาว 54.6 กิโลเมตร (กม.) และใช้เส้นทางรถไฟเดิม (ช่วงต้นและปลายโครงการ) ระยะทาง 8.3 กิโลเมตร (กม.) เพื่อเชื่อมต่อไปยังสถานีชุมทางบ้านภาชี
ทั้งนี้โครงการฯดังกล่าว มีจำนวนสถานีทั้งหมด 5 สถานี ได้แก่ สถานี สะแกย่างหมู สถานีสุพรรณบุรี (ใหม่) สถานีบ้านกุ่ม สถานีบางปะหัน และสถานีพระแก้ว โดยมีแนวเส้นทางบางช่วงจะใช้ร่วมกันกับแนวเส้นทาง ของ MR10 ผลการศึกษาความเหมาะสม ค่า EIRR 18.24% และ FIRR -3.28%
นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการ รฟท.มีมติอนุมัติสั่งจ้างกิจการค้าร่วม (Consortium) ในนามของกลุ่ม บริษัท เอเชี่ยน เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ จำกัด มีผู้เข้าร่วม 4 ราย ประกอบด้วย บริษัท เอเชี่ยนเอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ จำกัด (Lead Firm)
บริษัท เอ็มเอชพีเอ็ม จำกัด บริษัท ยูไนเต็ด แอนนาลิสต์ แอนด์เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแตนท์ จำกัด และบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็นจิเนียริ่ง คอนซัลแต้นส์ จำกัด เป็นผู้ให้บริการงานสำรวจ ออกแบบรายละเอียดและจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) โครงการก่อสร้างทางรถไฟ ช่วงทับปุด – กระบี่ วงเงิน 54 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการ 360 วัน
ด้านโครงการก่อสร้างทางรถไฟ ช่วงทับปุด – กระบี่ วงเงินค่าก่อสร้าง 16,660 ล้านบาท ประกอบด้วย ก่อสร้างรถไฟทางคู่ขนาดกว้าง 1 เมตร ระยะทางประมาณ 67.703 กิโลเมตร เป็นทางรถไฟระดับพื้น 43.851 กิโลเมตร ทางรถไฟยกระดับ 22.185 กิโลเมตร อุโมงค์ 1.667 กิโลเมตร
อย่างไรก็ตามโครงการฯมีสถานี 5 แห่ง ประกอบด้วย สถานีอ่าวลึก สถานีคลองหิน สถานีเขาคราม สถานีกระบี่และสถานีท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ ที่หยุดรถ 3 แห่ง ได้แก่ ที่หยุดรถนาเหนือเขาใหญ่ และบ้านกลาง ผลการศึกษาความเหมาะสมเบื้องต้น ค่า EIRR 12.45% และ FIRR -5.88%
เมกะโปรเจ็กต์ หน้า 8 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,126 วันที่ 28 – 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/637145&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3LmW_p48wZN5i3lZxEYBrk

27 ส.ค. 2568 04:36 น.
-กกก+
LightDark
27 ส.ค. 2568 10:33 น.
27 ส.ค. 2568 09:55 น.
27 ส.ค. 2568 09:11 น.
27 ส.ค. 2568 08:57 น.
28 ส.ค. 2568 02:18 น.
28 ส.ค. 2568 01:35 น.
28 ส.ค. 2568 01:03 น.
28 ส.ค. 2568 00:15 น.
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2878793&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0r5hiE-0CtWdbBAnVkAECo

27 ส.ค. 2025 เวลา 10:24 น.
เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ เปิดตัวผลการศึกษา “Going Beyond” ระบุ58% ของสัตวแพทย์ทำงาน 50 ชั่วโมงหรือมากกว่าในหนึ่งสัปดาห์ และสัตวแพทย์ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมีความเครียดสูงสุด พร้อมชี้แนวทางเสริมสร้างความเข้มแข็งให้วิชาชีพสัตวแพทย์ในไทย
เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ แอนิมอล เฮลท์ (ประเทศไทย) หนึ่งในผู้นำระดับโลกด้านสุขภาพสัตว์ เปิดผลการศึกษาเชิงลึก (Whitepaper) ในหัวข้อ “Going Beyond: สร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับสัตวแพทย์ในประเทศไทย”ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายที่สัตวแพทย์ไทยต้องเผชิญ ทั้งความเครียดจากการทำงานหนัก ชั่วโมงงานที่ยาวนาน และการขาดการยอมรับด้านวิชาชีพสัตวแพทย์
ผลการศึกษาดังกล่าว รวบรวมข้อมูลจาก 6 ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผลการศึกษานำเสนอประเด็นด้านสุขภาพจิตและการยอมรับวิชาชีพสัตวแพทย์ พร้อมข้อเสนอแนะแนวทางเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้วงการสัตวแพทย์ในประเทศไทย พบว่า แม้สัตวแพทย์จะมีบทบาทสำคัญต่อการปกป้องสุขภาพสัตว์และสุขภาพอนามัยของประชาชน แต่สัตวแพทย์ในประเทศไทยต้องเผชิญแรงกดดันที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากการขาดบุคลากรด้านสัตวแพทยศาสตร์ ต้นทุนการดำเนินงานที่สูง ชั่วโมงทำงานยาวนาน ความเข้าใจจากลูกค้าที่จำกัด และการได้รับการยอมรับที่ไม่เพียงพอ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อความเครียดของสัตวแพทย์และกระทบต่อความยั่งยืนของวิชาชีพ
ผลการศึกษาสำคัญในประเทศไทย:
• 42% ของสัตวแพทย์รายงานว่าฐานลูกค้าที่ลดลงเป็นความท้าทายหลัก
• 70% ของสัตวแพทย์และเจ้าหน้าที่คลินิกระบุว่าลูกค้าไม่เข้าใจเรื่องสุขภาพสัตว์
• 74% ของสัตวแพทย์เผชิญปัญหาลูกค้าไม่เข้าใจค่ารักษาสัตว์เลี้ยง
• 58% ของสัตวแพทย์ทำงาน 50 ชั่วโมงหรือมากกว่าในหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งสูงที่สุดในภูมิภาค
• มีเพียง 16% ที่รู้สึกว่าสังคมเข้าใจวิชาชีพของตนอย่างแท้จริง
• 64% เชื่อว่าการที่ลูกค้าเข้าใจงานของพวกเขามากขึ้น จะช่วยลดความเครียดในการทำงาน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ไทยพบเสือโคร่ง ป่วยมะเร็งเต้านม กระจายปอด ช่วยชีวิต ทำเคมีบำบัด
สพ.ญ.ดร.ม.ล.นฤดี เกษมสันต์ อดีตนายกสมาคมสัตวแพทย์ผู้ประกอบการบําบัดโรคสัตว์แห่งประเทศไทย ระบุว่าโรงพยาบาลสัตว์หลายแห่งในประเทศไทยดำเนินงานในระบบสองกะ โดยแบ่งเป็นกะเช้าและกะเย็น กะละ 12 ชั่วโมง ส่งผลให้สัตวแพทย์มีวันทำงานไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมง ซึ่งก่อให้เกิดความตึงเครียดทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะเมื่อทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน
รศ.สพ.ญ.ดร.จารุวรรณ คำพา เลขาธิการสัตวแพทยสภา กล่าวว่าเมื่อมองจากประกาศรับสมัครงานในตลาดแรงงาน พบว่าการระบุชั่วโมงทำงานตั้งแต่เก้าโมงเช้าถึงสามทุ่ม ซึ่งหมายความว่าสัตวแพทย์ไทยต้องทำงานไม่ต่ำกว่า 12 ชั่วโมงต่อวัน สิ่งนี้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานสัตวแพทย์ที่เรื้อรังมานาน ทั้งที่ ตั้งแต่ปี 2565 สัตวแพทยสภาได้ออกเกณฑ์มาตรฐานการทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อเป็นแนวปฏิบัติ ซึ่งต้องยอมรับว่าการนำไปใช้จริงยังไม่ทั่วถึงและต้องอาศัยความร่วมมือของสถานประกอบการ
น.สพ.ชัยยศ ธารรัตนะ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสัตว์กรุงเทพ และคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเสริมว่า ที่โรงพยาบาลสัตว์จุฬาฯ ได้เริ่มนำเกณฑ์ดังกล่าวมาปรับใช้แล้ว โดยเฉพาะกับสัตวแพทย์รุ่นใหม่ แต่ความท้าทายยังอยู่ที่ปริมาณงานและจำนวนบุคลากรที่ไม่สมดุลกับความต้องการ ถึงจะมีมาตรฐาน 40 ชั่วโมง แต่เมื่อเจอเคสฉุกเฉิน หรือความต้องการของเจ้าของสัตว์ที่คาดหวังการรักษาตลอดเวลา ก็ทำให้หมอต้องยืดหยุ่นเกินกรอบอยู่ดี
สพ.ญ.กฤติกา ชัยสุพัฒนากุล ประธานชมรมสถานพยาบาลสัตว์แห่งประเทศไทย เห็นว่า ชั่วโมงทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์เป็นมาตรฐานที่เหมาะสมและควรเดินหน้า แต่สิ่งสำคัญคือการสร้าง “วัฒนธรรมองค์กร” ที่เข้าใจความสมดุลของบุคลากร และนายจ้างต้องตระหนักว่าการทำงานเกินกำลัง ไม่เพียงทำให้สัตวแพทย์เสี่ยงหมดไฟ แต่ยังสะท้อนต่อคุณภาพการดูแลสัตว์ที่อาจลดลงด้วย
ขณะที่ ผศ.น.สพ.รุ่งโรจน์ โอสถานนท์ อดีตประธานคณะผู้บริหารวิทยาลัยวิชาชีพการสัตวแพทย์ชำนาญการแห่งประเทศไทย กล่าวว่าความเครียดของสัตวแพทย์เกิดจาก 3 ปัจจัยหลักคือ
1. สภาพแวดล้อมการทำงานและความสัมพันธ์ในที่ทำงาน หากขาดระบบสนับสนุนหรือต้องทำงานกับทีมที่กดดันย่อมส่งผลต่อสุขภาพจิต
2. ความคาดหวังของเจ้าของสัตว์ที่มักสูงเกินจริง แต่ข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่ายกลับสวนทาง และ
3. แรงกดดันภายในตัวสัตวแพทย์เอง ซึ่งมักตั้งมาตรฐานกับตัวเองสูง เมื่อเกิดความผิดพลาดหรือการสูญเสียสัตว์ จะโทษตัวเองและรู้สึกผิด ซึ่งสะสมจนเป็นความเครียดลึก
อย่างไรก็ตาม ความรู้ไม่ใช่ปัญหาที่กำลังขาด ทุกวันนี้เราสามารถค้นคว้าจากทั้งในออนไลน์และแอปลิเคชันต่าง ๆ ได้ง่าย แต่เรื่องของจิตใจและทักษะด้าน Soft Skill ต่างหากที่สำคัญ เพราะปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถเข้ามาทดแทนได้ ดังนั้น ต้องมีการเติมเต็มทักษะด้านจิตใจและ Soft Skill ให้แก่สัตวแพทย์ยุคใหม่ เพื่อช่วยให้เข้าถึงใจของคนและสัตว์ได้มากขึ้น และนำไปสู่การรักษาที่ตรงจุด
ผศ.น.สพ.ภูดิท มณีสาย นายกสมาคมสัตวแพทยผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์แห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า สัตวแพทย์ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมีความเครียดสูงที่สุด เพราะต้องเจอเคสที่ซับซ้อน ขณะที่สัตวแพทย์ในคลินิกแม้จะเจอแรงกดดันน้อยกว่า แต่ก็มีความกังวลเรื่องทรัพยากรและเครื่องมือที่ไม่เพียงพอ อีกสิ่งที่ต้องไม่มองข้ามคือ มิติทางอารมณ์ สัตว์เลี้ยงทุกวันนี้ถูกมองว่าเป็นสมาชิกครอบครัว นั่นหมายถึงความคาดหวังจากเจ้าของสูงมาก และสัตวแพทย์ต้องรับแรงกดดันทางอารมณ์โดยตรง
“เทรนด์การเลี้ยงสัตว์เปลี่ยนไป สัตว์กลายเป็นสมาชิกในครอบครัว ดังนั้นสัตวแพทย์ต้องปรับการสื่อสารให้คิดว่ากำลังพูดคุยกับผู้ที่พาสมาชิกในครอบครัวมารักษา และต้องมีความเข้าใจในสัตว์และเจ้าของมากขึ้น”
ด้าน สพ.ญ.ดร.เมตตา เมฆานนท์ นายกสมาคมสัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มสุกรไทย กล่าวว่า สัตวแพทย์ด้านปศุสัตว์ต้องเผชิญกับความท้าทายที่หลากหลาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ, ผลทางกฎหมาย เช่น การที่ฟาร์มสุกรขนาดใหญ่ มีสุกรมากกว่า 500 ตัว ต้องมีสัตวแพทย์ประจำ และความรับผิดชอบในการยืนยันสุขภาพสัตว์ก่อนส่งโรงฆ่า ซึ่งอาจมีความเสี่ยงจากการปนเปื้อนโรคระหว่างการขนส่ง หลังจากผ่านการยืนยันจากสัตวแพทย์แล้ว
นอกจากนี้ สัตวแพทย์ปศุสัตว์ยังแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ หมอประจำฟาร์ม ที่ต้องมีการกักตัวก่อนเข้าฟาร์ม และ หมอบริษัท ที่ต้องเดินทางเยี่ยมฟาร์มต่างจังหวัดซึ่งกินเวลาทั้งวัน โดยมีหน้าที่หลากหลายตั้งแต่การตรวจสุขภาพ, ชันสูตรซาก, ไปจนถึงการทำรายงาน ทำให้มีความรับผิดชอบสูงและเสี่ยงต่อการหมดไฟ
“แพทย์สายปศุสัตว์ควรมีทักษะด้านการบริหารธุรกิจ และทักษะด้านภาษาที่หลากหลาย เช่น อังกฤษ, จีน, เวียดนาม และอินโดนีเซีย-มาเลเซีย เพื่อรองรับการเป็นศูนย์กลางปศุสัตว์ของภูมิภาค”
เภสัชกร อภิศักดิ์ คุณเวช Head of Animal Health บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ แอนิมอล เฮลท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าสัตวแพทย์มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจของประเทศไทย แต่กำลังเผชิญความเครียดและการขาดความเข้าใจในวิชาชีพในวงกว้าง เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ แอนิมอล เฮลท์ จึงภูมิใจที่ได้ริเริ่มการจัดทำและเปิดตัวผลการศึกษาเชิงลึกครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อยกย่องความทุ่มเทของสัตวแพทย์ สร้างการรับรู้ต่อความท้าทายด้านต่าง ๆ และส่งเสริมให้สัตวแพทย์ได้รับการสนับสนุนและมีความยั่งยืนทางวิชาชีพยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ ความสำเร็จดังกล่าวจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคประชาชน เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ แอนิมอล เฮลท์ จึงขอเป็นหนึ่งในฟันเฟืองเพื่อสร้างอนาคตที่แข็งแกร่งให้กับวิชาชีพสัตวแพทย์ในประเทศไทย
จากผลการศึกษาเชิงลึกฉบับนี้ ได้สรุปข้อเสนอแนะแนวทางเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตและการยอมรับวิชาชีพสัตวแพทย์ พร้อมสร้างเครือข่ายสนับสนุนที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น ดังนี้
• การศึกษาและสร้างความตระหนักรู้ในสาธารณะ – จัดแคมเปญเฉพาะกลุ่มผ่านสื่อสาธารณะและกิจกรรมของสถาบันการศึกษา เพื่อเพิ่มความเข้าใจของสาธารณชนต่อบทบาทของสัตวแพทย์
• การรักษาและพัฒนาบุคลากรสัตวแพทย์ – สนับสนุนค่าตอบแทน ผลประโยชน์ และเส้นทางการพัฒนาวิชาชีพที่ชัดเจน เพื่อดึงดูดและสร้างแรงบันดาลใจให้บุคลากร
• การสนับสนุนด้านสุขภาวะ – ให้สัตวแพทย์เข้าถึงบริการให้คำปรึกษา กลุ่มสนับสนุนเพื่อนร่วมอาชีพ และการฝึกอบรมสำหรับคลินิกสัตวแพทย์ด้านสุขภาพจิตและการจัดการความเครียด
• ด้านนโยบายและการส่งเสริมกฎหมาย – ร่วมมือกับรัฐบาลและองค์กรสัตวแพทย์เพื่อผลักดันโครงการ เช่น ประกันสัตว์เลี้ยงและการขยายบริการดูแลป้องกัน
• การยกย่องด้านวิชาชีพ – จัดตั้งรางวัลและโครงการยกย่องเพื่อเชิดชูผลงานของสัตวแพทย์ และสร้างการรับรู้ในวงกว้าง
• การเสริมสร้างเครือข่ายวิชาชีพ – ส่งเสริมความร่วมมือใกล้ชิดระหว่างสมาคมสัตวแพทย์ รัฐบาล และบริษัทเอกชน เพื่อเพิ่มเสียงสะท้อนของวิชาชีพให้กว้างไกลยิ่งขึ้น
ในฐานะผู้นำด้านสุขภาพสัตว์ เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ แอนิมอล เฮลท์ ยังคงขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ เพื่อตอบสนองต่อความท้าทายของสัตวแพทย์และยกระดับมาตรฐานวิชาชีพในประเทศไทย ผลการศึกษาเชิงลึก “Going Beyond: สร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับสัตวแพทย์ในประเทศไทย” จึงเป็นอีกหนึ่งในหลายโครงการของบริษัทฯ ที่มุ่งเน้นแนวทางปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้จริง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้สัตวแพทย์ ยกระดับวิชาชีพ และสนับสนุนการพัฒนาวิชาชีพสัตวแพทย์ในประเทศอย่างต่อเนื่อง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/well-being/1195988&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3D6dDpvdbPUo9HQJbxD7Pv

วันนี้ ( 27 ส.ค.2568) นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ในงานสำเภา-นาวาทอง ประจำปี 2568 ว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง การแข่งขันทางการค้า หนี้ครัวเรือนสูง ความเหลื่อมล้ำทางสังคม สังคมสูงวัย ปัญหาคอร์รัปชัน รวมถึงวิกฤตระดับโลกด้านภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐกิจ เช่น การเจรจาภาษีไทย–สหรัฐฯ และ FTA ไทย–สหภาพยุโรป ตลอดจนความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อความเชื่อมั่นและคุณภาพชีวิตของประชาชน

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รมว.พาณิชย์
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รมว.พาณิชย์
ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องปรับปรุงกระบวนการทำงานให้ มีประสิทธิภาพ คล่องตัว และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างแท้จริง โดยต้องอาศัยผู้นำและผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามายกระดับสู่ระบบ e-Government ที่โปร่งใส เชื่อมโยง และให้บริการประชาชนอย่างมีคุณภาพ พร้อมทั้งบูรณาการแนวคิด ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs)
ความสำคัญของระบบราชการคือการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ หากฝ่ายการเมืองไม่สามารถสื่อสารเชื่อมโยงไปยังส่วนราชการได้ ภารกิจของรัฐก็ไม่อาจขับเคลื่อนได้สำเร็จ ทั้งนี้ต้องขอชื่นชมหอการค้าไทยที่จัดรางวัล “สำเภา–นาวาทอง” ซึ่งมีส่วนกระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐเร่งปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งกระทรวงพาณิชย์เองก็ได้มีการปรับตัวโดยยึดสโลแกน พาณิชย์พึ่งได้ แค่ทักก็ถึง แก้ปัญหาทุกเรื่อง ซึ่งสะท้อนถึงการทำงานที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
โดยชี้ว่าเจ้าหน้าที่ภาครัฐทุกระดับจำเป็นต้องมี Mindset ที่ถูกต้อง หาก คนดี ระบบดี จะนำไปสู่การทำงานที่มีคุณภาพ เกิดจากการเรียนรู้ พัฒนา และสร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ความเชื่อมโยงตั้งแต่ ต้นน้ำ–กลางน้ำ–ปลายน้ำ มีความสำคัญอย่างยิ่ง ภาครัฐต้องหาวิธีแก้ไขปัญหาเชิงบูรณาการเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศ เดินหน้าสู่การพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืน

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การสร้าง Ecosystem ที่เอื้อต่อการทำธุรกิจและการลงทุน (Ease of Doing Business และ Ease of Investment) เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในสายตานานาชาติ โดยในปีที่ผ่านมา หอการค้าฯ ได้ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐ 22 แห่ง นำร่องเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อลดขั้นตอน ลดการเรียกเอกสาร และยกเลิกการเซ็นสำเนา ซึ่งสามารถลดกระบวนการได้กว่า 500 รายการ และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 7,000 ล้านบาทต่อปี ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐให้ทันสมัยและตอบโจทย์ผู้ประกอบการ
ทั้งนี้ รางวัล สำเภา–นาวาทองไม่ได้เป็นเพียงแค่การเชิดชูเกียรติ แต่ยังเป็นแรงผลักดันที่กระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐมุ่งมั่นพัฒนากระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินงานของภาครัฐมีความ มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจและประชาชนได้ดียิ่งขึ้น
สำหรับปี 2568 รางวัล สำเภา–นาวาทอง แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ รางวัลระดับกระทรวง, ระดับกรม, ระดับกระบวนงาน และระดับภูมิภาค โดยมีหน่วยงานที่ได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 39 หน่วยงาน นับเป็นหลักฐานชัดเจนถึงความมุ่งมั่นและความสำเร็จของภาครัฐในการยกระดับคุณภาพการให้บริการ เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป
อ่านข่าว:
พณ.รุกตลาดลาตินอเมริกา ถกโตโยต้าอาร์เจนตินา ดันนำเข้าอุปกรณ์ยานยนต์ไทย
สงครามราคาข้าวโลกแข่งดุ ฉุด 7 เดือนไทยส่งออกลดลง 25.09%
ต่างชาติลงทุนไทย 7 เดือน ขนเงินเข้าปท. 1.59แสนล้าน ญี่ปุ่นลงทุนมากสุด
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/355841&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Zli7oH0TUNPOEv5OJqD7S

วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.46 น.
27 สิงหาคม 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ‘นายฮัง ชวน นารอน’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เยาวชน และกีฬา ได้เรียกร้องให้ผู้ใจบุญและพันธมิตรด้านการพัฒนาช่วยเหลือตอบสนองความต้องการของเด็กๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเครียดและสร้างความมั่นใจว่าเด็กๆ จะสามารถเข้าถึงการศึกษาได้
‘นายฮัง ชวน นารอน’ได้กระตุ้นให้พ่อแม่และผู้ปกครองที่เดินทางกลับประเทศส่งบุตรหลานของตนเข้าเรียนในโรงเรียนท้องถิ่น โดยเน้นย้ำว่าเด็กๆ คืออนาคตของประเทศ โดยทั่วไปแล้ว การลงทะเบียนเรียนในโรงเรียนจะต้องใช้สูติบัตร ทะเบียนบ้าน สมุดทะเบียนครอบครัว หรือใบรับรองแพทย์ อย่างไรก็ตาม กระทรวงจะยกเว้นข้อกำหนดเหล่านี้เพื่อลดความยุ่งยากของขั้นตอนการลงทะเบียน แม้จะไม่มีเอกสารเหล่านี้ เด็กๆ ก็ยังสามารถเข้าเรียนได้
‘นายฮัง ชวน นารอน’ ได้กำชับผู้บริหารโรงเรียนให้จัดทำแผนการเรียนรู้และลงทะเบียนเด็กๆ เขายังกำชับให้ศูนย์ฝึกอาชีพให้การสนับสนุนเด็กโตที่ไม่สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างเป็นทางการได้ เพื่อสนับสนุนการกลับคืนสู่สังคมทางวิชาการของเด็กเหล่านี้ ท่านได้แนะนำให้โรงเรียนจัดชั้นเรียนเสริมภาษาเขมรสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษา สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา กระทรวงได้พัฒนาหลักสูตรเร่งรัดที่ครอบคลุมสองชั้นเรียนต่อปี
โดยเขาได้ขอร้องให้ผู้ใจบุญและพันธมิตรด้านการพัฒนาจัดหาอุปกรณ์การเรียนและการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาที่เด็กๆ ต้องการ เพื่อการปรับตัวเข้าสู่ระบบการศึกษาของกัมพูชาอย่างราบรื่น
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ ได้สั่งให้กระทรวงศึกษาธิการ เยาวชน และกีฬาในเมืองหลวงและจังหวัดต่างๆ รวมถึงหน่วยงานท้องถิ่นรวบรวมข้อมูลของเด็กที่เดินทางกลับจากประเทศไทย เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะได้เข้าเรียนในปีการศึกษา 2568-2569
ด้านซูน โสเภีย แรงงานข้ามชาติและมารดาของเพ็ญ เพ็ญนี เด็กหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 กล่าวขอบคุณรัฐบาลที่ผ่อนปรนข้อกำหนดด้านเอกสารและอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงการศึกษาของบุตรสาว
ในการประชุมระหว่างกระทรวงเกี่ยวกับความช่วยเหลือสำหรับพลเมืองที่เดินทางกลับเมื่อเร็วๆ นี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและการฝึกอบรมวิชาชีพ กล่าวว่า วันที่ 13 สิงหาคม มีชาวกัมพูชาเดินทางกลับจากประเทศไทยมากกว่า 920,000 คน ในจำนวนนี้ ประมาณ 250,000 คน มีอายุมากกว่า 45 ปี และตกเป็นเป้าหมายของการจ้างงานในภาคเกษตรกรรมและธุรกิจในท้องถิ่น ประมาณ 50,000 คนเป็นเด็กที่ต้องการเข้าถึงการศึกษา สุขภาพ และโภชนาการ ส่วนที่เหลือเป็นบุคคลวัยทำงานที่กำลังจะเข้าสู่ตลาดแรงงานและโครงการฝึกอบรมวิชาชีพ
ซาร์ โสกา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กรมตรวจคนเข้าเมืองกำลังประสานงานด้านเอกสารและบัตรประจำตัวประชาชนสำหรับผู้ที่เดินทางกลับ เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นไปตามกฎหมายและสามารถเข้าถึงบริการต่างๆ ได้ เพื่ออำนวยความสะดวกในกระบวนการบูรณาการ กระทรวงศึกษาธิการ เยาวชน และกีฬา ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่การศึกษาดำเนินการให้มั่นใจว่าโรงเรียนของรัฐจะรับเด็กที่เดินทางกลับจากประเทศไทยโดยไม่ผ่านขั้นตอนทางราชการ
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/910055&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30GObF9A8huJs62jjnicQI