Blog

  • DSI ร่วมแสดงความยินดีครบรอบ 23 ปี กรมการท่องเที่ยว

    DSI ร่วมแสดงความยินดีครบรอบ 23 ปี กรมการท่องเที่ยว

    เผยแพร่: 28 ส.ค. 2568 10:39 น. ปรับปรุง: 28 ส.ค. 2568 10:39 น. เปิดอ่าน 20 ครั้ง  
    Line Facebook Twitter

    วันที่ 28 สิงหาคม  2568 พันตำรวจตรี ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ มอบหมายให้ นายศักดา พิพัฒน์ธรรมกุล ผู้อำนวยการส่วนคดีทรัพย์สินทางปัญญา 3 เป็นผู้แทนกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมแสดงความยินดี  เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนา ครบรอบ 23 ปี กรมการท่องเที่ยว โดยมี นายจาตุรนต์ ภัคดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เป็นผู้รับมอบ ณ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร บี) ชั้น 2 กรมการท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dsi.go.th/th/Detail/65b3dbd3d5779b8cd989e8ef47993594&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HV5T0UXU4-3dR3_mFB2uD

  • ตำรวจท่องเที่ยว ชูมาตรการความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นในเวทีอาเซียน-จีน

    ตำรวจท่องเที่ยว ชูมาตรการความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นในเวทีอาเซียน-จีน

    วานนี้ (27 สิงหาคม) พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เป็นตัวแทนเข้าร่วมการเสวนา ASEAN-China Tourism Security and Safety Forum ที่เมืองย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ระหว่างวันที่ 24-27 สิงหาคม 2568

    การเสวนาครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียนและจีน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว การอำนวยความสะดวกในการเดินทาง และการประสานงานด้านสถิติการท่องเที่ยว โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว

    ในฐานะตัวแทน พล.ต.ต.พงษ์สยาม ได้นำเสนอมาตรการของตำรวจไทยในการดูแลความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว พร้อมทั้งตอบคำถามและข้อสงสัยจากผู้เข้าร่วม พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์แอปพลิเคชัน Thailand Tourist Police และ Tourist Safety Operation Center (TSOC) ซึ่งเป็นช่องทางให้นักท่องเที่ยวสามารถแจ้งเหตุฉุกเฉินผ่านสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยขณะท่องเที่ยวในประเทศไทย

    การเข้าร่วมเสวนาในครั้งนี้ถือเป็นมิติใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยในภูมิภาคอาเซียนและจีน โดยมีตัวแทนจากหลายประเทศเข้าร่วม เช่น จีน เมียนมา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ลาว เวียดนาม กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และกลุ่มล้านช้าง-แม่โขง

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-tourist-police-safety-asean-china/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zY1GcN2fk67PtF00nxfEF

  • คังวอน แลนด์ เตรียมพลิกโฉม “กาสิโนรีสอร์ท” สู่ “Wellness Hub”

    คังวอน แลนด์ เตรียมพลิกโฉม “กาสิโนรีสอร์ท” สู่ “Wellness Hub”

    คังวอน แลนด์ พลิกเกมสู้ หวังรักษาจุดยืนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเกาหลีใต้! ผุดโปรเจกต์ “K-HIT” ปั้นกาสิโนรีสอร์ท High1 สู่ฮับสุขภาพ-กีฬาระดับโลก

    วงการกาสิโนและการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ หลังญี่ปุ่นเตรียมเปิดตัวอภิมหาโครงการรีสอร์ทครบวงจร (Integrated Resort – IR) “MGM Osaka” ซึ่งมีมูลค่ากว่า 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะกลายเป็นคู่แข่งที่น่าจับตามองในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

    ล่าสุด สมาคมการท่องเที่ยวกาสิโนและสมาคมการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ ได้เดินทางเยือนเมืองโอซาก้าเพื่อจัดเวทีเสวนา ประเมินผลกระทบ และเตรียมกลยุทธ์รับมือเป็นการเร่งด่วน

    โดยสื่อท้องถิ่น The Korea Bizwire รายงานว่า การเสวนาดังกล่าวได้รวบรวมเจ้าหน้าที่รัฐ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญกว่า 50 คน เพื่อร่วมกันวิเคราะห์แผนของญี่ปุ่นและหาแนวทางแก้ไข

    ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการคาดการณ์ว่า MGM Osaka อาจดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ได้ถึง 7.6 ล้านคนต่อปี

    ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อ “คังวอน แลนด์” (Kangwon Land) กาสิโนเพียงแห่งเดียวที่อนุญาตให้คนเกาหลีเข้าใช้บริการ

    และยังกระทบต่อธุรกิจกาสิโนสำหรับชาวต่างชาติอีก 17 แห่ง ที่มีลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงชาวญี่ปุ่น

    อย่างไรก็ตาม คังวอน แลนด์ ได้เตรียมแผนรับมือด้วยการประกาศปรับโฉมรีสอร์ท High1 ครั้งใหญ่ ภายใต้โครงการ “K-HIT” เพื่อยกระดับให้เป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการกีฬาระดับโลก

    นายชเว ชอล-กยู รักษาการซีอีโอของคังวอน แลนด์ กล่าวว่า

    “นี่คือบททดสอบครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมเรา เราจะใช้นวัตกรรมอย่างโครงการ K-HIT เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น และรักษาจุดยืนของเกาหลีในเวทีรีสอร์ทครบวงจรระดับโลก”

    สำหรับโครงการ MGM Osaka มีกำหนดเปิดให้บริการราวปี 2030 โดยชูจุดเด่นการเป็นกาสิโนถูกกฎหมายแห่งแรกของญี่ปุ่น

    พร้อมด้วยโรงแรม 3 แบรนด์ รวมกว่า 2,500 ห้องพัก พื้นที่จัดประชุมและนิทรรศการ (MICE) ขนาดใหญ่ถึง 730,000 ตารางฟุต และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/729480&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AlZwtiLGHHYIcDKHX6T-l

  • เทรนด์เที่ยวเปลี่ยนไป เมื่อความยั่งยืนกลายเป็นภารกิจร่วมของนักเดินทางและชุมชน

    เทรนด์เที่ยวเปลี่ยนไป เมื่อความยั่งยืนกลายเป็นภารกิจร่วมของนักเดินทางและชุมชน

    ในโลกที่การเดินทางเป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้มากขึ้น นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “การเดินทางของฉตัวเองส่งผลกระทบอะไรกับที่ที่ไปบ้าง?” ล่าสุด รายงานการวิจัยปี 2025 จาก Booking.com ฉบับครบรอบ 10 ปี เผยกระแสความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนท้องถิ่นไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ระยะสั้นอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “วิถีใหม่ของการท่องเที่ยว”

    นักท่องเที่ยวมองลึกกว่าแค่ธรรมชาติ

    นับเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ที่นักท่องเที่ยวมากกว่าครึ่ง (53%) จาก 32 ประเทศทั่วโลก ระบุว่าพวกเขาตระหนักถึงผลกระทบของการเดินทางที่มีต่อ “ชุมชนท้องถิ่น” ไม่ใช่แค่เรื่อง “สิ่งแวดล้อม” เท่านั้น ข้อมูลนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีแนวโน้มใส่ใจชุมชนสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก โดย 68% ระบุว่าพวกเขาเห็นความสำคัญของผลกระทบทางสังคมที่อาจเกิดขึ้นจากการท่องเที่ยว

    ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวยุคใหม่ก็กำลังมองหาประสบการณ์แท้จริงที่สะท้อนวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของพื้นที่ เช่นเดียวกับที่พวกเขาต้องการให้ค่าใช้จ่ายของตนหมุนเวียนกลับสู่ชุมชน มากถึง 89% ของนักท่องเที่ยวชาวไทยระบุเช่นนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่ลึกซึ้งและยั่งยืนกว่าเดิม

    สองบทบาทในหนึ่งคน นักท่องเที่ยวก็เป็น “เจ้าบ้าน” เช่นกัน

    รายงานของ Booking.com ได้ตั้งคำถามเชิงลึกที่ไม่เพียงแต่สำรวจความคิดของนักเดินทางในฐานะผู้เยือน แต่ยังชวนให้พวกเขามองตัวเองในฐานะ “เจ้าบ้าน” หรือผู้อยู่อาศัยที่ต้องต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน มากกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม (57%) มองว่าการท่องเที่ยวสร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่ของตน แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ยอมรับว่าการท่องเที่ยวในบางรูปแบบก่อให้เกิดปัญหาหนัก เช่น การจราจรติดขัด (39%) ขยะล้นเมือง (41%) ความแออัด (31%) และค่าครองชีพที่สูงขึ้น (28%)

    แม้จะมีข้อกังวลเหล่านี้ มีเพียง 16% เท่านั้นที่เห็นว่าควรจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว จุดยืนที่น่าสนใจของคนส่วนใหญ่กลับอยู่ที่การเรียกร้องให้มี “การลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน” เช่น ระบบคมนาคม การจัดการขยะ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทั้งนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่อยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล

    sustainability-over-the-past-10-years-how-have-travel-trends-changed-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ความยั่งยืนที่เปลี่ยนจาก “ความตั้งใจ” สู่ “ความปกติ”

    เมื่อมองย้อนกลับไปในปี 2016 มีเพียง 42% ของนักท่องเที่ยวที่ระบุว่าตนเองเดินทางอย่างยั่งยืน แต่ในปี 2025 ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็น 93% ที่ระบุว่าต้องการและพยายามเดินทางอย่างยั่งยืนให้มากที่สุด พฤติกรรมที่เคยเป็นทางเลือก กลายเป็นมาตรฐานใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการปิดเครื่องปรับอากาศเมื่อออกจากที่พัก (พุ่งจาก 43% ในปี 2020 เป็น 67% ในปี 2023) หลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงไฮซีซัน (39%) หรือเลือกเยือนจุดหมายปลายทางทางเลือก (36%) เพื่อลดความแออัด

    ความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นอนาคตของการท่องเที่ยว

    รายงานปี 2025 ของ Booking.com สะท้อนอย่างชัดเจนว่า “ความยั่งยืน” ไม่ใช่เพียงคำที่ถูกพูดถึงเฉพาะในวงการสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่เป็นหัวใจหลักของประสบการณ์การเดินทางของคนรุ่นใหม่ และไม่ว่าจะปีไหนการท่องเที่ยวจะยังคงเป็นแรงผลักดันเศรษฐกิจและเครื่องมือเชื่อมโยงวัฒนธรรมจากทั่วโลก หากแต่จะต้องเป็นการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงชุมชน ผู้คน และสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

    ทั้งหมดนี้ยังสะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดจากนโยบายรัฐหรือโครงการขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่มาจาก “การตัดสินใจเล็กๆ” ของนักเดินทางแต่ละคน เช่น การเลือกเวลาเดินทาง การเคารพวิถีชีวิตท้องถิ่น หรือการสนับสนุนธุรกิจรายย่อย

    หากทุกคนร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว ชาวบ้าน ผู้ประกอบการ หรือแพลตฟอร์มระดับโลก การเดินทางจะไม่ใช่แค่การไป “เยือน” แต่เป็นการ “มีส่วนร่วม” และ “ส่งต่อสิ่งดีๆ” ให้กับโลกใบนี้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/sustainability-over-the-past-10-years-how-have-travel-trends-changed&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vbe0R-OAFuRsYr3uqGDsr

  • “หมอเปรม“ ซัด ก.พ.-อว.ไร้มาตรฐานรับรองวุฒิต่างประเทศ ยื่นกระทู้ถามนายกฯจี้ตอบ 3 ข้อ ปมความไม่ชัดเจน

    “หมอเปรม“ ซัด ก.พ.-อว.ไร้มาตรฐานรับรองวุฒิต่างประเทศ ยื่นกระทู้ถามนายกฯจี้ตอบ 3 ข้อ ปมความไม่ชัดเจน


    “สว.เปรมศักดิ์” ซัด ”กพ.-อว.“ ไร้มาตรฐานรับรองวุฒิการศึกษาต่างประเทศ ยื่นกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีจี้ตอบ 3 ข้อปมความไม่ชัดเจน

    ที่รัฐสภา นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา เผย ได้ยื่นกระทู้ถามต่อประธานวุฒิสภาเพื่อนำส่งถึงนายกรัฐมนตรี เรื่อง “ปัญหาการรับรองคุณวุฒิจากต่างประเทศเพื่อใช้ในการบรรจุและแต่งตั้งบุคลากรเข้ารับราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา” โดยกระทู้นี้ได้ลงเลขรับหนังสือที่ 7146

    นพ.เปรมศักดิ์ ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนในอำนาจหน้าที่ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สป.อว.) ส่งผลให้ผู้สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศจำนวนมากไม่ได้รับสิทธิ์อย่างเป็นธรรม ทั้งที่ควรได้รับการพิจารณาตามมาตรฐานสากล

    นพ.เปรมศักดิ์ยกกรณี นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกจาก Pacific States University สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการรับรองจาก Accrediting Council for Independent Colleges and Schools (ACICS) ว่าเป็นตัวอย่างชัดเจนของความไม่เป็นธรรม แม้เขาจะผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและบรรจุเป็นอาจารย์ตั้งแต่ปี 2554 แต่ภายหลังกลับถูกตรวจสอบซ้ำหลายเรื่อง และถูกถอดถอนตำแหน่งอธิการบดี พร้อมเพิกถอนตำแหน่งทางวิชาการ ทั้งที่กระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่ามหาวิทยาลัยและหลักสูตรที่ศึกษาได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล

    “กรณีนี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อบุคคล แต่ยังสะท้อนว่าระบบการตรวจสอบวุฒิอาจถูกใช้เป็น เวทีเล่นงานคู่แข่งทางการเมือง ซึ่งบั่นทอนความน่าเชื่อถือของระบบราชการและวงการอุดมศึกษาไทย” นพ.เปรมศักดิ์กล่าว

    กระทู้ดังกล่าวตั้งคำถามสำคัญต่อรัฐบาล 3 ประเด็น ได้แก่ 1.การกำหนดอำนาจหน้าที่ระหว่าง ก.พ. และ สป.อว. ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติและการใช้ดุลพินิจทางการเมือง 2.การจัดทำฐานข้อมูลกลางของสถาบันการศึกษาต่างประเทศและองค์กรรับรอง เพื่อให้การตรวจสอบโปร่งใส รวดเร็ว และเป็นมาตรฐานเดียวกัน และ 3.มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมกลไกป้องกันไม่ให้เกิดการกลั่นแกล้งและเลือกปฏิบัติซ้ำ

    นพ.เปรมศักดิ์ย้ำว่า รัฐบาลต้องชี้แจงต่อสาธารณะผ่านราชกิจจานุเบกษา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าระบบการศึกษาไทยจะไม่ตกอยู่ภายใต้ เกมการเมืองหรือแรงต้านจากกลุ่มอำนาจเก่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/34691&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jTR6SFmdO2B6sAHOy3Guh

  • สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ ผนึกกำลังต้านไซเบอร์เกาหลีเหนือ : อินโฟเควสท์

    สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ ผนึกกำลังต้านไซเบอร์เกาหลีเหนือ : อินโฟเควสท์

    สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ประกาศเดินหน้าความร่วมมือเข้มข้นเพื่อหยุดยั้งการที่เกาหลีเหนือใช้แรงงานด้านไอทีในต่างประเทศเพื่อหารายได้สนับสนุนโครงการพัฒนาอาวุธ พร้อมเตือนว่าปฏิบัติการของเกาหลีเหนือมีความซับซ้อนและยากต่อการตรวจจับมากขึ้นเรื่อย ๆ

    กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เผยแพร่แถลงการณ์ร่วมทั้งสามประเทศเมื่อวันพุธ (27 ส.ค.) ว่า โปรแกรมเมอร์ชาวเกาหลีเหนือมักปลอมตัวเป็นฟรีแลนซ์จากประเทศอื่น ใช้ชื่อและที่อยู่ปลอมในการรับงานจากบริษัทและองค์กรในหลายภูมิภาค รวมถึงอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชียตะวันออก

    นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่เผยว่า บางส่วนพึ่งพาเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) และผู้ประสานงานต่างชาติในการปกปิดตัวตน ขณะที่บางรายมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจกรรมไซเบอร์โจมตี โดยเฉพาะในภาคบล็อกเชน

    แถลงการณ์ระบุว่า แรงงานเหล่านี้อาศัยความต้องการบุคลากรด้านไอทีขั้นสูงเพื่อแทรกตัวเข้าไปในตลาดงานฟรีแลนซ์ทั่วโลก แต่การจ้าง สนับสนุน หรือจ้างเหมาแรงงานเหล่านี้อาจสร้างความเสี่ยงร้ายแรง ตั้งแต่การถูกขโมยทรัพย์สินทางปัญญา ข้อมูล และเงินทุน ไปจนถึงความเสียหายด้านชื่อเสียงและผลทางกฎหมาย

    ทั้งนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือถูกกล่าวหาว่าใช้บุคลากรด้านไอทีในต่างแดนเพื่อก่อเหตุโจมตีไซเบอร์ต่อธนาคาร บริษัทเอกชน และหน่วยงานรัฐในเกาหลีใต้และที่อื่น ๆ เพื่อขโมยเงินและข้อมูลลับทางทหารและอุตสาหกรรม ซึ่งทักษะและวิธีการของพวกเขาก็พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการเสริมศักยภาพทางทหารและความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นกับรัสเซีย ซึ่งสร้างความกังวลต่อชาติตะวันตก

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/524935&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oXYfL6XOByO71HPYT20Ul

  • ดร.ศุภวุฒิ ชี้ไทยพึ่งนำเข้าวัตถุดิบสูง ภาระเศรษฐกิจ 1.2 หมื่นล้าน

    ดร.ศุภวุฒิ ชี้ไทยพึ่งนำเข้าวัตถุดิบสูง ภาระเศรษฐกิจ 1.2 หมื่นล้าน

    ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวปาฐกถาเรื่อง พลวัตเศรษฐกิจโลกกับโจทย์ใหญ่ของประเทศกำลังพัฒนา ในงานอนาคตเศรษฐกิจโลก-เศรษฐกิจสีเขียว จัดโดย สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) ถึงประเด็นด้านการเปิดเสรีด้านเกษตรและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ ถือเป็นโจทย์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต โดยมองว่าประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “ประเทศอุตสาหกรรมส่งออก” กว่า 80% มาสู่ “ประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยอาหารและบริการด้านสุขภาพ”

    ดร.ศุภวุฒิ เปรียบเทียบกับประเทศจีนว่า แม้จะลงทุนมหาศาล แต่ยังคงขาดดุลการค้าอาหารต่อเนื่องและมากขึ้นในช่วง 20 ปีผ่านมา สะท้อนถึงความท้าทายด้าน Food Security ขณะที่ Made in China 2025 ไม่ได้บรรจุเรื่องอาหารไว้เป็นยุทธศาสตร์หลัก จะเน้นด้านเทคโนโลยี ซึ่งเปิดโอกาสให้ไทยสามารถยกระดับบทบาทในฐานะผู้จัดหาความมั่นคงทางอาหาร (Food Security Provider) ให้ภูมิภาคและจีนได้

    อุตสาหกรรมแปรรูปอารแข็งแกร่งแต่พึ่งพานำเข้าสูง

    ดร.ศุภวุฒิ ระบุว่า ปัญหาใหญ่ของไทยคือแม้จะมีอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารเข้มแข็ง แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจำนวนมากเพื่อเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ความต้องการใช้ปีละ 8.5–9 ล้านตัน แต่ผลิตได้ไม่ถึง 5 ล้านตัน ทำให้ต้องนำเข้า 4–5 ล้านตัน และต้นทุนการผลิตสูงกว่าประเทศอื่นอย่างสหรัฐฯ มาก ส่งผลให้ราคาอาหารสัตว์แพง และสร้างภาระทางเศรษฐกิจรวมกว่า 12,000 ล้านบาทต่อปีซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงเกินไป 

    การเปิดเสรีนำเข้าที่อเมริกามากดดันต้องพยายามยอมรับสภาพ เปิดไปเลย อย่างกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ ก็เคยสะท้อนว่า หากเปิดเสรีให้นำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้มากขึ้น จะสามารถขยายกำลังการผลิตได้อีก 20–30% ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่การดำเนินการไม่ง่ายเพราะติดผลประโยชน์ทับซ้อนหลายฝ่าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/729484&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DSzExzntGb94k90aUQgpw

  • งานประจำกำลังหายไป? สะท้อนเศรษฐกิจไทยเปราะบาง

    งานประจำกำลังหายไป? สะท้อนเศรษฐกิจไทยเปราะบาง

    เศรษฐกิจ

    งานประจำกำลังหายไป? สะท้อนเศรษฐกิจไทยเปราะบาง

    28 ส.ค. 2025 เวลา 7:00 น.

    ในยุคที่เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความผันผวน ภูมิทัศน์ของตลาดแรงงานไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความยืดหยุ่นแต่แฝงไว้ด้วยความเปราะบาง ข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนถึงการปรับตัวครั้งใหญ่ของภาคธุรกิจ

        โดยจำนวนการจ้างงานแบบไม่มั่นคง เช่น พนักงานสัญญาจ้าง พาร์ตไทม์ และชั่วคราว ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขที่สะท้อนจากสถิตินี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นภาพสะท้อนถึงการปรับตัวของภาคธุรกิจเพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มความคล่องตัวในสภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตช้า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงในชีวิตของแรงงานจำนวนมหาศาล
        การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการจ้างงานนี้มาจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่บีบบังคับให้องค์กรต้องหาทางลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการก้าวเข้ามาของเทคโนโลยีที่พลิกโฉมวิธีการทำงานให้สามารถทำได้จากทุกที่ทุกเวลา นำไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจที่เน้นการจ้างงานอิสระ หรือ Gig Economy รวมทั้งการปรับโครงสร้างองค์กรผ่านโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดสำหรับพนักงานที่อายุ 45 ปีขึ้นไป และรับแรงงานรุ่นใหม่ที่มีค่าจ้างและต้นทุนที่ต่ำกว่า เข้าไปทดแทน ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่ายุคของการทำงานแบบ “ตลอดชีวิต” ในองค์กรเดียวอาจกำลังจะสิ้นสุดลง

        การเปลี่ยนแปลงนี้กระทบความมั่นคงในชีวิตแรงงานไทยขาดความมั่นคงในอาชีพความไม่แน่นอนของรายได้ความไม่ครอบคลุมของสิทธิประโยชน์ทางกฎหมาย และกำลังกลายเป็นความเสี่ยงหลักที่แรงงานต้องเผชิญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มแรงงานวัยกลางคนที่ถูกออกจากระบบก่อนกำหนด พวกเขาต้องเผชิญกับคำถามสำคัญที่ว่าเงินก้อนสุดท้ายที่ได้รับจะเพียงพอต่อการยังชีพไปจนถึงวัย 70-80 ปีได้หรือไม่ การไม่มีหลักประกันที่มั่นคงในระยะยาว ทำให้แรงงานกลุ่มนี้จำเป็นต้องเร่งปรับตัวและมองหาช่องทางใหม่ๆ ในการสร้างรายได้เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต
        เพื่อให้อยู่รอดได้ในสถานการณ์ที่การจ้างงานแบบมั่นคงกำลังจะสิ้นสุดลงแรงงานทุกคนจึงต้องตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มพูนทักษะเดิม (Upskilling) และการเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskilling) โดยเฉพาะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่คือหัวใจสำคัญในการเพิ่มมูลค่าให้กับตนเองและรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดแรงงานการวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบ การสร้างรายได้หลายทาง และการมองหาโอกาสในการเป็นผู้ประกอบการรายย่อย ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการสร้างความมั่นคงและอิสรภาพทางการเงินในยุคที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ

        จริงๆ แล้วการจ้างงานรูปแบบใหม่นี้จึงเป็นกระจกสะท้อนสภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เปราะบางและเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลควรมีนโยบายที่ชัดเจนในการคุ้มครองแรงงานที่อยู่ในรูปแบบการจ้างงานใหม่นี้ และสนับสนุนการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะที่ตอบโจทย์ตลาดภาคธุรกิจควรให้ความสำคัญกับการลงทุนในบุคลากรและสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้ประเทศไทยเปลี่ยนวิกฤตความไม่มั่นคงนี้ให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างอนาคตการทำงานที่แข็งแกร่งและยั่งยืนสำหรับทุกคนได้อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/business/economic/1196134&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qt5BWb335VonMe1UB_QL8

  • แบงก์ชาติเกาหลีใต้เพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้เป็น 0.9% หลังการบริโภคฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติเกาหลีใต้เพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้เป็น 0.9% หลังการบริโภคฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2568 สู่ระดับ 0.9% จากระดับ 0.8% ที่คาดการณ์ไว้ในเดือนพ.ค. หลังมีสัญญาณบ่งชี้ว่าการอุปโภคบริโภคฟื้นตัว โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากงบประมาณเพิ่มเติมของรัฐบาล

    นอกจากนี้ BOK ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจหลังจากรัฐบาลเกาหลีใต้สามารถบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป็นปัจจัยที่ช่วยปกป้องเศรษฐกิจเกาหลีใต้จากการเผชิญวิกฤตการณ์ที่รุนแรงที่สุด

    ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ผู้นำเกาหลีใต้ ได้เข้าพบกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่ทำเนียบขาวเมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้ ซึ่งนำไปสู่การทำข้อตกลงหลายฉบับระหว่างสองประเทศ ซึ่งรวมถึงการที่บริษัทเกาหลีใต้ให้คำมั่นว่าจะลงทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ ตลอดจนการซื้อเครื่องบินมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 5 หมื่นล้านดอลลาร์โดยสายการบินโคเรียนแอร์ (Korean Air) และความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เช่น การต่อเรือและพลังงาน

    ตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจของ BOK อยู่ในระดับสูงกว่าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ((IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเกาหลีใต้จะขยายตัว 0.8% ในปี 2568 แต่ยังต่ำกว่าที่องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 1%

    ขณะเดียวกัน BOK คาดการณ์ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในปี 2568 จะอยู่ที่ระดับ 2% ในปีนี้ และ 1.9% ในปีหน้า

    ส่วนในการประชุมวันนี้ คณะกรรมการ BOK มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.5% ซึ่งเป็นการคงดอกเบี้ยติดต่อกันครั้งที่ 2 เพื่อให้แน่ใจว่าสถานการณ์ด้านการเงินภายในประเทศยังคงมีเสถียรภาพ ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับราคาที่อยู่อาศัยและหนี้ภาคครัวเรือนที่ปรับตัวสูงขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/524913&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lTLDUBBPtzw1FdZmZhMPX

  • ห้างเซ็นทรัลปลุกท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง ดึงต่างชาติช็อปไฮซีซัน

    ห้างเซ็นทรัลปลุกท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง ดึงต่างชาติช็อปไฮซีซัน

    ห้างเซ็นทรัลปลุกท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง ดึงต่างชาติช็อปไฮซีซัน

    Date Time: 28 ส.ค. 2568 06:36 น.

    Summary

    ห้างเซ็นทรัลเดินหน้าหนุนการท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง ซึ่งตรงกับไฮซีซันของไทย โดยเฉพาะตลาดยุโรปและตะวันออกกลางที่มีการจองทริปเพิ่มต่อเนื่อง สอดรับกับการจับจ่ายในห้างที่คึกคัก

    Latest


    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าห้างเซ็นทรัลชิดลมและเซ็นทรัล แอท เซ็นทรัลเวิลด์ จับมือพันธมิตร 72 แบรนด์ เปิดแคมเปญ “Shop & Win” ตั้งแต่วันนี้ถึง 8 ต.ค. มอบสิทธิพิเศษกว่า 30,000 รายการ เพื่อสร้างประสบการณ์ช็อปปิ้งระดับเวิลด์คลาส พร้อมเสริมบทบาทเซ็นทรัลในฐานะแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งตรงกับฤดูร้อนของหลายประเทศทั่วโลกและถือเป็นไฮซีซันของการท่องเที่ยวในไทย โดยรายงานจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  ระบุว่า ตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป แนวโน้มการจองล่วงหน้า (Forward Booking) ขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเดือนก.ค.ถึงก.ย. (Summer Slot) ที่ได้รับความนิยมสูงจากตลาดยุโรปและตะวันออกกลาง สอดคล้องกับการเติบโตของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาจับจ่ายในห้างเซ็นทรัล

        ผู้บริหารเซ็นทรัลระบุว่า การเดินหน้าจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นการสร้างประสบการณ์การช้อปปิงที่เหนือความคาดหมาย และตอกย้ำบทบาทของเซ็นทรัลในฐานะ “แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ของประเทศ ทั้งในด้านการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพและการสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2879147&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ad3hteb7XOGZm–G98JWJ