Blog

  • เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    เป็นที่ทราบกันดีว่าการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลกมักมาพร้อมความเสี่ยงด้านการลงทุน เนื่องจากต้นทุนที่สูงลิ่วแต่ผลตอบแทนไม่คุ้มค่า ซึ่งเป็นสาเหตุให้หลายประเทศลังเลที่จะรับเป็นเจ้าภาพ ทว่าประเทศไทยได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการพลิกวิกฤตเป็นโอกาส จากความสำเร็จในการจัดการแข่งขัน วอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์โลก FIVB Women’s World Championship 2025 ซึ่งจัดขึ้นใน 4 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, นครราชสีมา และภูเก็ต
     

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    วอลเลย์บอล: กีฬาที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจมหาศาล

    แม้ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายจะแสดงความกังวลต่อกระแสวอลเลย์บอลหญิงไทยที่อาจซบเซาลงจากผลงานใน Volleyball Nations League (VNL) ที่ไม่เป็นไปตามคาด แต่ความสำเร็จของการเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ได้ลบล้างความกังวลเหล่านั้น เมื่อกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเปิดเผยว่า การแข่งขันนี้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงถึง 8,435 ล้านบาท จากต้นทุนการจัดงานเพียง 1,124 ล้านบาท แม้การแข่งขันจะยังไม่สิ้นสุดลง

    มูลค่าทางเศรษฐกิจดังกล่าวมาจากหลายส่วน ได้แก่

    • ด้านการประชาสัมพันธ์: สร้างมูลค่าสูงถึง 5,596.5 ล้านบาท จากยอดผู้ชมการถ่ายทอดสดและย้อนหลังทั่วโลกกว่า 1,300 ล้านคน
    • ด้านการท่องเที่ยว: สามารถสร้างรายได้จากการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติกว่า 768.3 ล้านบาท
    • ด้านเศรษฐกิจโดยรวม: กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการใช้จ่ายในพื้นที่การจัดงานสร้างรายได้หมุนเวียนกว่า 2,070.9 ล้านบาท

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    นอกจากนี้ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้ร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดทำแคมเปญ “Sport Tourism” โดยมอบสิทธิพิเศษให้แก่ผู้ถือบัตรเข้าชม สามารถใช้เป็นส่วนลดหรือเข้าชมสถานที่ท่องเที่ยวที่เข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    “หัวใจสีเขียว” สู่การจัดงานอย่างยั่งยืน

    นอกเหนือจากผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ยังสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของประเทศไทยในการยกระดับมาตรฐานการจัดงานกีฬาให้เป็นแบบ “Green & Sustainable” หรือ “เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและยั่งยืน” ตามนโยบายของ นายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่มุ่งเน้นแนวคิดนี้ให้เป็นหัวใจหลักของการจัดงาน

    การแข่งขันจึงยึดตามหลักการ Green Heart Event Criteria ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของการจัดงานอย่างยั่งยืน ตั้งแต่การบริหารจัดการขยะ การใช้พลังงานและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้มีส่วนร่วม การนำแนวคิดนี้มาใช้ไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นการส่งเสริมธุรกิจสีเขียวและยกระดับมาตรฐานการจัดงานของไทยให้ทัดเทียมนานาชาติอีกด้วย

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    เสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์: พลังของกองเชียร์ชาวไทย

    สิ่งที่ทำให้การเป็นเจ้าภาพของประเทศไทยแตกต่างและโดดเด่นจากที่อื่น คือพลังของ “กองเชียร์ชาวไทย” ซึ่งมีชื่อเสียงในเรื่องความกระตือรือร้นและพลังบวก นักกีฬาระดับโลกหลายคนต่างกล่าวว่าการแข่งขันในประเทศไทยให้ความรู้สึกเหมือนเป็นซูเปอร์สตาร์ เพราะไม่ว่าจะเป็นทีมใดก็ได้รับเสียงเชียร์อย่างกึกก้อง ยิ่งในแมตช์ที่ทีมไทยลงแข่งขัน บัตรเข้าชมถูกจองเต็มทุกที่นั่ง และแม้ในเกมที่ไม่มีทีมไทย กองเชียร์ก็ยังคงเข้าชมอย่างคับคั่ง แสดงให้เห็นถึงความหลงใหลในกีฬาวอลเลย์บอลอย่างแท้จริง

    เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    พลังของกองเชียร์ไทยไม่เพียงสร้างบรรยากาศที่น่าประทับใจ แต่ยังเป็น “เสน่ห์” ที่ดึงดูดนักกีฬา แฟนคลับจากทั่วโลก และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสหพันธ์วอลเลย์บอลนานาชาติ (FIVB) ให้มอบความไว้วางใจให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพอยู่เสมอ เพราะไม่ว่าทีมใดที่ได้แข่งขันในประเทศไทย ก็จะรู้สึกราวกับได้เล่นอยู่ในบ้านของตนเอง

    ความสำเร็จทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และกีฬา ได้ยืนยันสถานะของประเทศไทยในฐานะ “เมืองหลวงแห่งวอลเลย์บอล” และลูกรัก FIVB (สหพันธ์วอลเลย์บอลนานานชาติ) แห่งศตวรรษนี้อย่างสมศักดิ์ศรี เจ้าภาพวอลเลย์บอลโลก มากกว่ากีฬา ไทยปั้นเศรษฐกิจทะลุ 8.4 พันล้าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/729521&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1g1ewvs2GRHXSyAAScndsf

  • อบจ.เชียงใหม่ ปล่อยหงส์ 10 ตัว สวนเฉลิมพระเกียรติ ดันแลนด์มาร์กท่องเที่ยวใหม่

    อบจ.เชียงใหม่ ปล่อยหงส์ 10 ตัว สวนเฉลิมพระเกียรติ ดันแลนด์มาร์กท่องเที่ยวใหม่

    วันนี้ (28 สิงหาคม) ช่างภาพข่าว THE STANDARD เดินทางไปยังสวนเฉลิมพระเกียรติ 82 พรรษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ (อบจ.) ถนนคลองชลประทาน ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ เพื่อเก็บภาพหงส์จำนวน 10 ตัว เป็นหงส์ขาว 2 ตัว และหงส์ดำอีก 8 ตัว มาปล่อยในวันนี้เป็นวันแรก พบว่าได้รับความสนใจจากประชาชนชาวเชียงใหม่ และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติมาชมความสวยงามและถ่ายภาพอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน

    พิชัย เลิศพงษ์อดิศร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ตนพร้อมกับอีกหลายท่าน ได้รวบรวมเงินเพื่อซื้อหงส์ดำจำนวน 8 ตัว และหงส์ขาวอีก 2 ตัว สายพันธุ์ประเทศเยอรมนี มาจากฟาร์มในจังหวัดเพชรบุรี โดยหงส์ขาวคู่ละ 130,000 บาท ส่วนหงส์ดำตัวละ 30,000 บาท

    ทั้งนี้ วัตถุประสงค์เพื่อให้สัตว์ที่มีความน่ารัก สวยงาม มาช่วยสร้างบรรยากาศภายในบริเวณดังกล่าว อีกทั้งยังสร้างความแปลกใหม่ให้กับพื้นที่ ซึ่งการมีหงส์ นอกจากช่วยเพิ่มความสวยงาม แสดงถึงความตั้งใจในการพัฒนาพื้นที่สาธารณะให้เป็นมุมพักผ่อนเชิงธรรมชาติ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวในตัวเมืองเชียงใหม่อีกแห่งหนึ่ง

    ขณะเดียวกันยังส่งเสริมให้สวนเฉลิมพระเกียรติ 82 พรรษา กลายเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กใหม่สำหรับชาวเชียงใหม่ และนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังจังหวัดเชียงใหม่อีกด้วย

    TAGS:  


    ABOUT THE AUTHOR

    พงศ์มนัส ทาศิริ

    ช่างภาพประจำการเชียงใหม่ สำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/chiangmai-swan-landmark/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw18TC4LReyNW__WNb4-t9e7

  • แจกพิกัด! ถ่ายรูปสวย ทุ่งคอสมอส สวนรถไฟ 2025 สุดปัง !

    แจกพิกัด! ถ่ายรูปสวย ทุ่งคอสมอส สวนรถไฟ 2025 สุดปัง !

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/9D1loOAg60JM&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tOqeo9UDJt4IhK-1P3OG1

  • ดาวโจนส์ฟิวเจอร์บวก ขานรับตัวเลขเศรษฐกิจสดใส

    ดาวโจนส์ฟิวเจอร์บวก ขานรับตัวเลขเศรษฐกิจสดใส

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ส.ค. 68)

    ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ปรับตัวขึ้น ขานรับตัวเลขเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งของสหรัฐ

    ณ เวลา 20.02 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์บวก 61 จุด หรือ 0.13% สู่ระดับ 45,703 จุด

    กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 2/2568 ในวันนี้ โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 3.3% ในไตรมาสดังกล่าว สูงกว่าตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 ที่ระดับ 3.0% และดีกว่ามาก เมื่อเทียบกับการหดตัว 0.5% ในไตรมาส 1/2568 ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 3 ปี

    การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาส 2/2568 ได้รับแรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่แข็งแกร่ง และการปรับตัวดีขึ้นของดุลการค้าสหรัฐ

    ทั้งนี้ การหดตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 1/2568 มีสาเหตุจากการนำเข้าที่พุ่งขึ้น เนื่องจากภาคธุรกิจต่างพากันรีบนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ก่อนที่มาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะมีผลบังคับใช้

    อย่างไรก็ตาม การนำเข้าลดลงถึง 29.8% ในไตรมาส 2/2568 และเป็นปัจจัยหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาสดังกล่าว

    กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 5,000 ราย สู่ระดับ 229,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 231,000 ราย

    ขณะเดียวกัน กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่อง ลดลงสู่ระดับ 1.95 ล้านราย

    นักลงทุนจับตาดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ที่จะมีการเปิดเผยในวันพรุ่งนี้ โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

    นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี PCE ทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.6% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากปรับตัวขึ้น 2.6% เช่นกันในเดือนมิ.ย.

    เมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี PCE ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.2% ในเดือนก.ค. หลังจากปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนมิ.ย.

    ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน คาดว่าปรับตัวขึ้น 2.9% ในเดือนก.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากปรับตัวขึ้น 2.8% ในเดือนมิ.ย.

    เมื่อเทียบรายเดือน คาดว่าดัชนี PCE พื้นฐานปรับตัวขึ้น 0.3% ในเดือนก.ค. หลังจากปรับตัวขึ้น 0.3% เช่นกันในเดือนมิ.ย.

    โดย ก้องเกียรติ กอวีรกิติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR7R0IQCO707CM11SLO21IRGGZVTBYL0&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EfQIx2qH8W3ZJIqwfaxbp

  • กรมชลประทานจัดสื่อมวลชนสัญจรติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก และพื้นที่ EEC หนุนเศรษฐกิจพื้นที่ขยายตัว สร้างความมั่นใจประชาชน +นักลงทุน+ และเกษตรกรมีน้ำใช้เพียงพอ

    กรมชลประทานจัดสื่อมวลชนสัญจรติดตามการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ภาคตะวันออก และพื้นที่ EEC หนุนเศรษฐกิจพื้นที่ขยายตัว สร้างความมั่นใจประชาชน +นักลงทุน+ และเกษตรกรมีน้ำใช้เพียงพอ

    วันที่ 28 สิงหาคม 2568 นายทินกร เหลือล้น ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 และผู้บริหารในพื้นที่นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่เพื่อตรวจติดตามการบริหารจัดการน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล จ.ระยอง และอ่างเก็บน้ำบางพระ จ. ชลบุรี เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำมีประสิทธิภาพเป็นไปตามเป้าหมาย สามารถกระจายน้ำได้ทั่วถึงและเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภค รวมทั้งสามารถรักษาระบบนิเวศ การเกษตร การอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และยังเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือปัญหาภัยแล้งในปี 2569 ที่อาจเกิดขึ้นจากปัญหาสภาพภูมิกาศของโลกที่มีความแปรปรวน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำในพื้นที่อย่างต่อเนื่องและยาวนาน โดยเฉพาะในพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC

    นายทินกร เหลือล้น ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 9 เปิดเผยว่า ปัจจุบัน(28 ส.ค.68) อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้ง 58 แห่ง ในพื้นที่ภาคตะวันออก มีปริมาณน้ำเก็บกักรวมกันทั้งสิ้น 1,344ล้านลบ.ม. หรือคิดเป็นเกือบ 53% ของความจุอ่างฯรวมกันจนถึงขณะนี้มีผลการสูบน้ำโครงข่ายบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออก ดังนี้
    1) การสูบผันน้ำจากคลองพระองค์ฯและคลองชลประทานพานทอง มาเติมน้ำต้นทุนในอ่างฯบางพระ ปริมาณน้ำสะสมรวมประมาณ 35.4 ล้านลบ.ม.
    2) การสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกง มาเติมน้ำต้นทุนให้อ่างฯบางพระ ปริมาณน้ำสะสมรวม 3.1 ล้านลบ.ม.
    3) การสูบผันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ ไปยังอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ปริมาณน้ำสะสมรวม 27.44 ล้านลบ.ม.
    4) การสูบผันน้ำกลับจากคลองสะพานไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ ปริมาณน้ำสะสมรวม 7.8 ล้านลบ.ม.
    5) การสูบผันน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ไปยังอ่างเก็บน้ำคลองใหญ่ เพื่อไปเสริมน้ำต้นทุนให้กับอ่างฯหนองปลาไหล ปริมาณน้ำสะสมรวม 20.17 ล้านลบ.ม.
    6) การสูบผันน้ำกลับจากวัดละหารไร่ไปยังอ่างเก็บน้ำหนองปลาไหล ปริมาณน้ำสะสมรวม 1.58 ล้านลบ.ม.

    ซึ่งถือว่าเป็นไปตามแผนที่วางไว้ สามารถสนับสนุนน้ำเพื่อการผลิตน้ำประปา รักษาระบบนิเวศ การเกษตรและภาคอุตสหกรรม ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC (ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา) ได้อย่างเพียงพอ ตลอดทั้งปี

    ​อย่างไรก็ตาม เพื่อรองรับการขยายตัวของเศรษฐกิจ และอุตสาหกรรมที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับปริมาณความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ที่เพิ่มมากขึ้น กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงได้ดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำ ตั้งแต่ปี 2563-2580 รวมทั้งสิ้น 39 โครงการ ทั้งการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำใหม่ ปรับปรุงเพิ่มความจุอ่างเก็บน้ำเดิม สร้างโครงข่ายน้ำเพิ่มขึ้น จัดทำระบบสูบน้ำกลับ รวมทั้งการขุดลอก และการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ลุ่มต่ำเพิ่มเติม และยังได้มีการนำแนวคิดและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมีโครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จ 17 โครงการ อยู่ระหว่างดำเนินการ 6 โครงการ และเป็นโครงการที่ต้องขับเคลื่อนอีก 16 โครงการ หากดำเนินการโครงการแล้วเสร็จทั้งหมด จะมีโอกาสสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ถึง 909 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงทางด้านน้ำให้แก่ประชาชนและเกษตรกรทั้งในและนอกพื้นที่ EEC ให้มีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตรใช้ได้อย่างเพียงพอและไม่ขาดแคลน

    นายทินกร เหลือล้น กล่าวเพิ่มเติมว่า “กรมชลประทานยังได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ในการแก้ปัญหาภัยแล้งโดยมุ่งเน้นการพัฒนาแหล่งน้ำโดยใช้ศักยภาพของลุ่มน้ำต่าง ๆ ให้เกิดความสมดุลเพียงพอต่อความต้องการ บริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ปรับปรุงการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงความต้องการใช้น้ำในแต่ละพื้นที่ มีแนวทางในการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำเพื่อลดความเสี่ยงจากภัยแล้งและน้ำท่วม รวมทั้งการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในทุกภาคส่วน กำหนดให้มีการบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่พร้อมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน สร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาภัยแล้ง รวมทั้งการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำอย่างยั่งยืน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/952525&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_ZjitXvh1mg8jk79Go-hw

  • TISCO ESU คาดปีนี้เฟดลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.50% | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    TISCO ESU คาดปีนี้เฟดลดดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.50% | ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน)

    ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) คาดการณ์ว่า เฟด จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.50% ภายในปี 2568 เพื่อรับมือตลาดแรงงานที่อ่อนตัวลง โดยคาดว่าจะทยอยลดในเดือนก.. และธ.. และอาจลดเพิ่มเติมอีก 0.25-0.50% ในปีหน้า หากเศรษฐกิจไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย ด้านเงินเฟ้อยังเป็นโจทย์ใหญ่ของสหรัฐฯ

    นายธนภัทร ธนชาต ผู้ช่วยนักวิจัย ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) เปิดเผยว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.50% ภายในปี 2568 เพื่อรองรับกับความเสี่ยงด้านต่ำของตลาดแรงงาน โดยคาดว่าจะทยอยลดในเดือนกันยายนและเดือนธันวาคม และอาจปรับลดลงอีก 0.25-0.50% ในปี 2569 หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย และไม่มีการเลิกจ้างงานอย่างรุนแรง

    “หลังจากที่เฟดคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 4.25–4.50% มาตั้งแต่ต้นปี 2568 เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ แต่สัญญาณจากตลาดแรงงานเริ่มสะท้อนถึงความเปราะบาง โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับท่าทีของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด ในการประชุม Jackson Hole Economic Policy Symposium ล่าสุด ที่เริ่มโน้มเอียงไปทางผ่อนคลาย (Dovish) ส่งผลให้มีความเป็นไปได้ที่เฟดจะเริ่มลดดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 16-17 กันยายน นี้”

    ด้านตลาดการเงินตอบรับด้วยการคาดการณ์ว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยลงสู่ระดับประมาณ 3.0% ภายในไตรมาส 3 ปี 2569 ซึ่งเทียบเท่ากับการลดดอกเบี้ยรวมกว่า 1.25–1.50% จากระดับปัจจุบัน ขณะที่ TISCO ESU มองว่าเฟดอาจลดดอกเบี้ยนโยบายได้น้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เนื่องจาก 1.โครงสร้างตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป 2.เงินเฟ้อที่ยังมีแนวโน้มสูงกว่าระดับเป้าหมาย และ 3.ตลาดตีความท่าทีการสื่อสารของนายพาเวลล์ว่ามีความผ่อนคลายมากเกินไป

    สำหรับการจ้างงานในสหรัฐฯ แม้จะชะลอลง แต่อัตราการว่างงานยังทรงตัวในระดับต่ำ เป็นผลจากอุปทานแรงงานที่ชะลอตัวลงพร้อม ๆ กับอุปสงค์แรงงาน หลังประธานาธิบดีทรัมป์ดำเนินมาตรการกีดกันผู้อพยพอย่างเข้มงวด ทำให้จำนวนการเข้ามาของผู้อพยพแบบผิดกฎหมายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งส่งผลให้ระดับการจ้างงานที่ไม่ทำให้อัตราการว่างงานปรับตัวเพิ่มขึ้น (Breakeven Employment) ลดลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่ตัวชี้วัดตลาดแรงงานอื่น ๆ เช่น อัตราการลาออกแบบสมัครใจ อัตราการเลิกจ้าง สัดส่วนงานว่างเปิดใหม่เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ว่างงาน และค่าจ้างแรงงาน ยังสะท้อนถึงภาวะตลาดแรงงานที่อยู่ในระดับค่อนข้างสมดุล

    ขณะที่ราคาสินค้าบางหมวดเริ่มเผชิญกับผลของการส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการตั้งกำแพงภาษีศุลกากร ทั้งนี้ แม้ในภาพรวมยังไม่น่ากังวลเท่าที่เฟดเคยประเมินไว้ เพราะการส่งผ่านต้นทุนจากผู้ผลผลิตไปสู่ผู้บริโภคยังเกิดขึ้นน้อยและช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า แต่มีแนวโน้มว่าผู้ประกอบการจะยังทยอยส่งผ่านต้นทุนไปยังผู้บริโภคในช่วงที่เหลือของปี หลังต้นทุนการนำเข้าปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังเผชิญกับความเสี่ยงด้านสูงในระยะข้างหน้า

    อย่างไรก็ตาม แม้นายพาวเวลล์จะเริ่มมีท่าทีผ่อนคลายมากขึ้น ในการประชุม Jackson Hole ล่าสุด แต่การสื่อสารยังผสมไปด้วยความระมัดระวัง โดยระบุว่า เงินเฟ้อเผชิญความเสี่ยงด้านสูง ขณะที่ตลาดแรงงานเผชิญความเสี่ยงด้านต่ำ ซึ่งหากเปรียบเทียบกับงานประชุม Jackson Hole ในปี 2567 ที่เฟดเริ่มต้นวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง นายพาวเวลล์กล่าวว่า ความเสี่ยงด้านสูงของเงินเฟ้อมีลดลง และความเสี่ยงด้านต่ำของตลาดแรงงานมีเพิ่มขึ้น ทำให้โดยรวมเป็นการสื่อสารที่ค่อนข้างเป็นกลางกว่าปีก่อน อีกทั้งยังย้ำว่า เครื่องชี้วัดตลาดแรงงานหลายตัวยังทรงตัว หรือชะลอตัวลงเพียงเล็กน้อยเท่านั้นในช่วงที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นการลดดอกเบี้ยแบบต่อเนื่องหรือในอัตราที่มากกว่าปกติยังไม่น่าจะเกิดขึ้น เว้นแต่ตลาดแรงงานจะชะลอตัวลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tisco.co.th/th/news/20250828-tiscoesu-sep25&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S-ySxyTPBosbj_T3gvf1I

  • “เงินบาท” เปิดเช้านี้ 32.38 บ. จับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ – ทรัมป์กดดันเฟดลดดอกเบี้ย

    “เงินบาท” เปิดเช้านี้ 32.38 บ. จับตาตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ – ทรัมป์กดดันเฟดลดดอกเบี้ย

    ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้าวันนี้ (28 ส.ค. 2568) เปิดตลาดที่ระดับ 32.38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นจากราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ 32.48 บาทต่อดอลลาร์

    ค่าเงินดอลลาร์ยังคงแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลหลัก ขณะที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ในเร็ว ๆ นี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้เกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงิน โดยเฉพาะการแถลงของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวานนี้ ซึ่งประกาศอย่างชัดเจนว่าเขาจะมีเสียงข้างมากในคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และจะผลักดันนโยบายการปรับลดอัตราดอกเบี้ยตามที่ต้องการ การแสดงท่าทีดังกล่าวได้สร้างความกังวลต่อความเป็นอิสระของเฟด ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่สร้างความน่าเชื่อถือให้กับนโยบายการเงินของสหรัฐฯ มายาวนาน

    ตลาดเงินยังจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในวันศุกร์นี้ รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2568 ซึ่งจะเป็นตัวชี้ทิศทางต่อการตัดสินใจนโยบายดอกเบี้ยของเฟด

    ด้านการลงทุนต่างชาติ ล่าสุดพบว่ามีการขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 1,871 ล้านบาท ขณะเดียวกันซื้อสุทธิพันธบัตรไทย 958 ล้านบาท สะท้อนการปรับพอร์ตลงทุนตามความเสี่ยง

    สำหรับกรอบการเคลื่อนไหวค่าเงินวันนี้ ฝ่ายวิจัย ttb คาด USD/THB อยู่ที่ 32.30–32.60 บาทต่อดอลลาร์ โดยแนะนำทยอยซื้อเมื่ออ่อนค่าที่ 32.30 บาท และขายทำกำไรที่ 32.60 บาท ขณะที่ค่าเงินหลักอื่น ได้แก่ EUR/THB คาดที่ 37.50–38.00 บาท แนะนำซื้อ 37.50 บาท/ขาย 38.00 บาท, JPY/THB อยู่ที่ 0.2170–0.2230 บาท แนะนำซื้อ 0.2170 บาท/ขาย 0.2230 บาท รวมถึง GBP/THB ที่ 43.50–44.00 บาท และ AUD/THB ที่ 20.80–21.30 บาท

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/778405&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3b7-sCsosBGUclbp635ve5

  • พบศพแล้ว “เอเยนต์ค้ายา” โดนฆ่าฝังดิน หลังครอบครัวเข้าแจ้งความหายตัวปริศนา – ช่อง3

    พบศพแล้ว “เอเยนต์ค้ายา” โดนฆ่าฝังดิน หลังครอบครัวเข้าแจ้งความหายตัวปริศนา – ช่อง3

    จว.นครศรีธรรมราช และตำรวจสืบสวน สภ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช เร่งทำการสืบสวนสอบสวนคลี่คลายคดีการหายตัวปริศนาของนายปฏิพล หรือ “ฟิล์ม หลักช้าง …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/crime/morning/446655&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KvE8S7cxekZOxda2iopz7

  • พบร่าง “ฟิล์ม หลักช้าง” ถูกฝังดินเขาหน้าเหมน พุ่งปมขัดแย้งธุรกิจค้ายาเสพติด – บ้านเมือง

    พบร่าง “ฟิล์ม หลักช้าง” ถูกฝังดินเขาหน้าเหมน พุ่งปมขัดแย้งธุรกิจค้ายาเสพติด – บ้านเมือง

    วันที่ 28 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ช้างกลาง พร้อมด้วยหน่วยพิสูจน์หลักฐาน บก.จ.นครศรีธรรมราช และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้า…
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/crime/444133&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hOqPGYdp2yq3z7q49sdWU

  • หายตัวนานกว่าเดือน พบ “ฟิล์ม หลักช้าง” เป็นศพถูกฆ่าฝังดิน – ไทยรัฐออนไลน์

    หายตัวนานกว่าเดือน พบ “ฟิล์ม หลักช้าง” เป็นศพถูกฆ่าฝังดิน – ไทยรัฐออนไลน์

    กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบ พร้อมขุดจุดต้องสงสัย จนพบร่าง “ฟิล์ม หลักช้าง” เป็นศพถูกฆ่าฝังดิน ที่นครศรีธรรมราช หลังหายตัวนานเดือนครึ่ง คาดหักธุรกิจผิดกฎหมาย.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/crime/2879334&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zQBcpKIHXlZ13AwkWFfL_