Blog

  • “ศิริกัญญา” ชี้นายกฯ รอดหรือร่วง กระทบเศรษฐกิจทั้ง 2 ทาง หากรอดอาจอยู่ไม่ครบเทอม

    “ศิริกัญญา” ชี้นายกฯ รอดหรือร่วง กระทบเศรษฐกิจทั้ง 2 ทาง หากรอดอาจอยู่ไม่ครบเทอม

    “ศิริกัญญา” ชี้นายกฯ รอดหรือร่วง กระทบเศรษฐกิจทั้ง 2 ทาง หากรอดอาจอยู่ไม่ครบเทอม ยุบสภาฯ เลือกนายกฯ ใหม่คือทางออก

    นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้วิเคราะห์ผลกระทบทางเศรษฐกิจ จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัยตัดสินคดีเกี่ยวกับคุณสมบัติการเป็นนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ปมคลิปเสียงสนทนากับ สมเด็จฮุน เซน ว่า ไม่ว่าผลการตัดสินออกมาว่านายกรัฐมนตรีจะพ้นจากตำแหน่ง หรือไม่พ้นจากตำแหน่งนั้น ตนมองว่ามีผลต่อเศรษฐกิจไทยทั้งสองทางแน่นอน

    ผู้สื่อข่าว
    “ศิริกัญญา” ชี้นายกฯ รอดหรือร่วง กระทบเศรษฐกิจทั้ง 2 ทาง หากรอดอาจอยู่ไม่ครบเทอม ยุบสภาฯ เลือกนายกฯ ใหม่คคือทางออก

    แต่ถ้าคำตัดสินของศาลออกมาว่าให้นายกฯ พ้นจากตำแหน่งนั้น จะมีผลทางเศรษฐกิจมากกว่า เนื่องจากไม่ได้ทำร้ายเพียงแค่เสถียรภาพของรัฐบาล แต่สะท้อนถึงหลักนิติธรรมของกฎหมาย ขององค์กรอิสระอย่างศาลรัฐธรรมนูญ ว่าสามารถถอดถอนนายกรัฐมนตรี ในข้อหาจริยธรรมได้ถึง 2 คน ภายในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี

    ส่วนตัวจึงมองว่าเรื่องนี้น่าจะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทยในแง่ของนักลงทุนแน่นอน ว่าประเทศนี้ปกครองด้วยระบอบอะไรกันแน่? ถึงได้มีการแทรกแซงทางการเมืองกันได้อย่างง่ายดาย และอาจจะทำให้ระยะยาวอนาคตประเทศไทย จะไม่ใช่ประเทศที่ทำให้นักลงทุน ตัดสินใจมาลงทุนต่อหรือเพิ่มขึ้นอีก เพราะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนส่งผลกระทบต่อการลงทุน เนื่องจากเสถียรภาพทางการเมืองไทยนั้นคาดเดาได้ยากมาก

    อย่างไรก็ตาม ถ้ามองในมุมความชอบธรรมทางการเมือง นางศิริกัญญา ระบุว่า เข้าใจดีว่านายกรัฐมนตรีก็ มีปัญหาในเรื่องของความชอบธรรมแน่นอน เพียงแต่ว่าไม่อยากให้ใช้กลไกขององค์กรอิสระ หรือว่าศาลรัฐธรรมนูญ ในการจะถอดถอนตัวนายกรัฐมนตรี และมีความคิดว่าสภาฯ หรือว่าสภาไทยยังคงเป็นทางออกให้ได้ เพราะฉะนั้นถึงแม้ว่าจะรอด แต่ก็ยังยืนยันคำเดิมว่าจะดำเนินการในการที่จะยื่นซักฟอกนายกรัฐมนตรีต่อไปเช่นเดียวกัน

    “เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ จะมาได้จากการที่สถานการณ์ต่างๆ มันสามารถที่จะคาดเดาได้ ไม่ใช่ว่าสถานการณ์ราบเรียบแล้วเป็น business as usual ไปวันๆ แต่ว่าถ้าทุกอย่างคาดการณ์ได้ ถ้านายกรัฐมนตรีกระทำความผิดแล้วก็มีกระบวนการเป็นไปตามขั้นตอนเช่น การให้นายกรัฐมนตรีลาออก หรือว่ายุบสภา หรือว่าถูกถอดถอนโดยสภา เป็นเรื่องที่ประเทศอื่นๆ ในสากลเขาสามารถคาดเดากันได้อยู่แล้ว ดังนั้นเสถียรภาพอย่าเข้าใจผิด คิดว่าคือการมีรัฐบาลเดียวตลอดไป แต่คือการที่เราจะต้องสามารถคาดเดาสถานการณ์ข้างหน้าได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นมากกว่า” นางสาวศิริกัญญา กล่าว

    หากว่า นายกรัฐมนตรี รอดพ้นจากคดีนั้น หลายฝ่ายมีการตั้งข้อสังเกต ว่าอายุของรัฐบาลอาจจะสั้น การผลักดันนโยบายเศรษฐกิจรวมถึงนโยบายอื่นๆ อาจจะไม่ต่อเนื่องตามความคาดหวัง?

     นางศิริกัญญา กล่าวว่า เห็นตรงกันว่าในกรณีที่รอดก็ไม่ใช่ว่าจะสามารถที่จะอยู่ในรัฐบาลต่อไปได้จนครบเทอม ด้วยคะแนนเสียงในสภาที่เห็นกันอยู่ว่า อยู่ในระดับที่ ปริ่มน้ำมาโดยตลอด มีโอกาสที่จะนำไปสู่การยุบสภาได้ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน

    เพราะฉะนั้นถ้าจะคาดหวังให้มันเกิดความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบาย คิดว่าคงไม่มีโอกาสแล้ว ดังนั้นทางที่ดีที่สุด คิดว่าถ้านายกฯ รอด การยุบสภาให้เร็วที่สุดก็ยังคงเป็นทางออก เมื่อมีข้อสงสัยให้คืนอำนาจให้กับประชาชนตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง น่าจะเป็นทางออกที่ควรเป็นไปตามสามัญสำนึก และสุดท้ายน่าจะนำความปกติและเสถียรภาพให้กลับคืนมาสู่เศรษฐกิจ และสถานการณ์การเมืองไทยได้อย่างแท้จริง

    ผู้สื่อข่าว
    “ศิริกัญญา” ชี้นายกฯ รอดหรือร่วง กระทบเศรษฐกิจทั้ง 2 ทาง หากรอดอาจอยู่ไม่ครบเทอม ยุบสภาฯ เลือกนายกฯ ใหม่คคือทางออก

    ส่วนถ้านายกพ้นจากตำแหน่งและกลับเข้าสู่สภาใหม่นั้น จะมีโอกาสหรือไม่ที่จะมีการเปลี่ยนขั้วทางการเมืองเกิดขึ้น หรือพรรคร่วมรัฐบาลอาจจะเปลี่ยนไป?

    นางศิริกัญญาตอบว่า ถ้าจะมีการสลับขั้ว ต้องขึ้นอยู่กับ ให้พรรคที่มีแคนดิเดตนายกฯ เป็นผู้ตัดสินใจ ทางพรรคประชาชนเองหลังจากที่ถูกยุบพรรค เราไม่เหลือ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแล้ว เราคงจะไม่ได้ไปเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และยังเห็นเหมือนเดิมว่าตอนนี้ หมดข้อกังวลแล้ว งบผ่านสภาแล้ว สถานการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลายและเข้าสู่กระบวนการของสากลกับทางคณะ UN ต่างๆ แล้ว ก็น่าจะวางใจในการยุบสภาได้ เรายังคิดว่าการยุบสภาให้เร็วที่สุดยังคงเป็นทางออก

    แต่ในท้ายที่สุด เนื่องจากว่าพรรคประชาชนไม่ได้จะมีส่วนร่วมในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ต่อไป แต่ก็ยังยืนยันคำเดิมที่เราเคยได้ประกาศต่อสาธารณะไป ว่าเราจะเป็นคนที่จะสนับสนุนนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่สัญญาว่าจะยุบสภาภายในสิ้นปีนี้ และจัดให้มีการทำประชามติ พร้อมกับการเลือกตั้งใหญ่ภายในปลายปีหน้า ตามเดิมที่เคยประกาศไว้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/255870&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1W3h1WahQNbsHN2IjVkJK1

  • นักวิชาการ ย้ำการเมืองไม่ชัดเจน ฉุดเศรษฐกิจซึมยาวถึงปีหน้า

    นักวิชาการ ย้ำการเมืองไม่ชัดเจน ฉุดเศรษฐกิจซึมยาวถึงปีหน้า

    นักวิชาการ ย้ำการเมืองไม่ชัดเจน ฉุดเศรษฐกิจซึมยาวถึงปีหน้า

    ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล คณบดีคณะวิทยพัฒน์ และผู้อำนวยการศูนย์ธุรกิจครอบครัว มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หากการเมืองชัดเจนขึ้นและแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย จะทำให้บรรยากาศโดยรวมเริ่ม “เข้าที่เข้าทาง” และสร้างความเชื่อมั่นมากขึ้น

    หากมีการเลือกตั้งใหม่และสามารถจัดตั้งรัฐบาลที่สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน พร้อมเดินหน้านโยบายอย่างจริงจังได้ ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของปัจจัยบวกที่อาจทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว ขณะเดียวกัน เขาประเมินว่าเศรษฐกิจไทยอาจอยู่ในภาวะ “ตกท้องช้าง” หรือการทรงตัวในรูปตัวยูต่อไปอีกระยะ ก่อนที่จะเริ่มฟื้นเมื่อทุกฝ่ายสามารถปรับตัวได้

    แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลังว่ายังคงอยู่ในภาวะซบเซาต่อเนื่อง และไม่มีปัจจัยบวกใหม่ที่ชัดเจนเข้ามาหนุนในระยะสั้น พร้อมระบุว่าสถานการณ์อาจยืดเยื้อไปถึงปีหน้า หากความไม่แน่นอนทางการเมืองยังคงอยู่

    “หากมองในช่วงปลายปีนี้ เศรษฐกิจคงยังไม่ดีขึ้นมากนัก ยังคงซึมต่อเนื่องจากความไม่ชัดเจนทั้งการเมืองและความสัมพันธ์กับต่างประเทศ แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายลงกว่าเดิม เพียงแต่ยังไม่มีทิศทางบวกที่เด่นชัด” ดร.เอกชัยกล่าว

    พร้อมให้ความเห็นว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ไทยไม่ได้มีปัญหารุนแรง เพียงแต่ขาดพัฒนาการใหม่ ๆ ที่จะสร้างแรงขับเคลื่อน จึงทำให้เศรษฐกิจยังอยู่ในภาวะ “ทรงตัวแบบซึม” รอจนกว่าจะเกิดปัจจัยบวกใหม่เข้ามา

    ท่องเที่ยวไม่บูมเหมือนอดีต

    ดร.เอกชัยมองว่า แม้การท่องเที่ยวจะเป็นหนึ่งในความหวังของไทย แต่ก็ไม่สามารถกลับมาคึกคักเหมือนในอดีตเมื่อ 2-3 ปีก่อนได้ เนื่องจากพฤติกรรมนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะชาวจีนเปลี่ยนไปและมีการระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ทำให้การพึ่งพารายได้ท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ และไทยยังขาด “ยุทธศาสตร์ใหม่” ที่จะดึงการท่องเที่ยวให้กลับมาบูมเหมือนเดิม

    สำหรับกรณีที่สภาพัฒน์ปรับคาดการณ์จีดีพีปีนี้จาก 1.8% เป็น 2.2% ดร.เอกชัยมองว่าเป็นไปได้ โดยชี้ว่าปัจจัยกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่เคยทำให้บรรยากาศลงทุนชะลอตัว เริ่มคลี่คลายลงและส่งผลกระทบในระดับใกล้เคียงกันกับทุกประเทศ จึงไม่ถือเป็น “เวิร์สเคส” สำหรับไทย และตัวเลขการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ยังพอมีโอกาสแตะระดับ 2% ต้น ๆ

    นิยาม “ปีแห่งการปรับตัว” ของภาคธุรกิจ

    ดร.เอกชัยให้นิยามปี 2568 ว่าเป็น “ปีแห่งการปรับตัว” ของภาคธุรกิจ เนื่องจากต้องเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัยลบต่อเนื่อง ธุรกิจต่าง ๆ จึงอยู่ในกระบวนการปรับโครงสร้าง เช่น ลดค่าใช้จ่าย ลดคน ค้นหาตลาดใหม่ และพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ ซึ่งในระยะสั้น เศรษฐกิจไทยยังคงเป็นช่วงของการปรับตัว แต่ในระยะกลาง

    “ตอนนี้เศรษฐกิจไทยเหมือนอยู่ในภาวะที่ต่ำเกือบสุดแล้ว คงไม่ตกต่ำไปกว่านี้ แต่ก็ยังไม่เห็นสัญญาณฟื้นที่ชัดเจน จนกว่าปัจจัยทางการเมืองและนโยบายจะคลี่คลายและขับเคลื่อนได้เต็มที่” ดร.เอกชัย กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637390&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bP9J2MANGhkD62Tc4eWoi

  • ธปท.เผยเศรษฐกิจไทย ก.ค.ชะลอจากเดือนก่อนตามท่องเที่ยว-ภาคการผลิต แม้ส่งออกขยายตัว : อินโฟเควสท์

    ธปท.เผยเศรษฐกิจไทย ก.ค.ชะลอจากเดือนก่อนตามท่องเที่ยว-ภาคการผลิต แม้ส่งออกขยายตัว : อินโฟเควสท์

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคมชะลอลงจากเดือนก่อน โดยกิจกรรมในภาคบริการลดลงจากภาคการท่องเที่ยวทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ สอดคล้องกับรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ปรับลดลง ขณะที่การผลิตภาคอุตสาหกรรมลดลงจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นและการหยุดผลิตรถยนต์ชั่วคราวเพื่อปรับกระบวนการผลิต แต่หากไม่รวมผลของปัจจัยดังกล่าว การผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับดีขึ้นสอดคล้องกับการส่งออกสินค้าที่เพิ่มขึ้น

    ด้านการลงทุนภาคเอกชนลดลงจากหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนทรงตัว แต่แนวโน้มข้างหน้ายังถูกกดดันจากความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง อย่างไรก็ดี การใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวได้จากรายจ่ายประจำของรัฐบาลกลางและรายจ่ายลงทุนของรัฐวิสาหกิจ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/525416&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2G-tlYIjCfZym1HwwoeSLF

  • เยอรมนีกำลังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้ว

    เยอรมนีกำลังอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้ว

    เมื่อสำนักงานสถิติประจำประเทศเยอรมนี (Statistisches Bundesamt) เผยแพร่ข้อมูลใหม่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในทุก ๆ สามเดือน โดยข้อมูลดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะท้ายที่สุดแล้ว GDP ถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ และการขยายตัวของ GDP ยังสะท้อนถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศอีกด้วย โดยเมื่อไม่กี่วันมานี้ สำนักงานสถิติฯ ได้ออกประกาศว่า GDP ในไตรมาสที่ 2 ลดลง 0.1% แต่ยังมีเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจ แต่กลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร นอกจากนี้ สำนักงานสถิติฯ ได้ปรับปรุงตัวเลข GDP ตั้งแต่ปี 2008 ใหม่อีกครั้ง ทำให้เห็นภาพรวมที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งการแก้ไขตัวเลข GDP รายไตรมาสเป็นเรื่องปกติ โดยบางครั้งอัตราการเติบโตจะถูกปรับขึ้นหรือลด 0.1% และแทบจะไม่ปรับขึ้นหรือลดมากกว่านั้น อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้การปรับตัวของตัวเลขค่อนข้างแตกต่างจากปกติ หลายไตรมาสมีการแก้ไขอย่างจริงจัง โดยปรับขึ้นถึง 0.6% การกระทำดังกล่าว ส่งผลให้มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตัวเลข GDP ตลอดทั้งปี ทำให้ตัวเลขของ GDP เปลี่ยนไป กล่าวคือ

    ในปี 2021 อัตราการเติบโตของ GDP อยู่ที่ 3.9% จากที่คาดว่าจะอยู่ที่ 3.6% ต่อมาในปี 2022 อัตราการเติบโตของ GDP เพิ่มขึ้นเป็น 1.9% จากที่คาดว่าจะอยู่ที่ 1.4% ในปี 2023 เศรษฐกิจเยอรมนีหดตัว 0.7% ไม่ใช่แค่ 0.1% ตามที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ส่วนปี 2024 เศรษฐกิจเยอรมนีหดตัวลง 0.5% เมื่อเทียบกับที่คาดไว้ว่าน่าจะหดตัวเพียง 0.2% เท่านั้น ด้านนาย Oliver Holtemöller รองประธานสถาบัน Leibniz เพื่อการวิจัยทางเศรษฐกิจแห่งเมือง Halle (IWH – Leibniz-Institut für Wirtschaftsforschung Halle) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ประกอบอาชีพเป็นนักวิจัยเศรษฐศาสตร์มานาน ก็ไม่เคยพบเจออะไรแบบนี้มาก่อนผู้ที่รับผิดชอบเองก็ยังยอมรับด้วยว่า การแก้ไขดังกล่าวไม่ใช่เรื่องปกตินาย Michael Kuhn หัวหน้ากลุ่มสำนักงานสถิติฯ และผู้รับผิดชอบด้าน GDP อธิบายผลจากการปรับปรุงในครั้งนี้ว่า ไม่เพียงแต่เป็นข่าวที่น่าจับตามองสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านสถิติเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นว่า นักการเมือง สื่อมวลชน และภาคธุรกิจ ต่างมีภาพรวมของสถานการณ์เศรษฐกิจในเยอรมนีระหว่างปี 2021 – 2024 ที่บิดเบือนไปอย่างสิ้นเชิง โดยนาย Holtemöller กล่าวว่า “การปรับปรุงครั้งนี้ได้เปลี่ยนแปลงภาพรวมของเศรษฐกิจในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา” ซึ่งทำให้ทั้ง 2 ช่วงดูแตกต่างกันอย่างชัดเจน กล่าวคือ (1) การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจภายหลังจากโควิด – 2019 แข็งแกร่งกว่าที่คาดการณ์ไว้อย่างมาก และสิ่งที่ตามมาไม่ใช่ (2) ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ยาวนาน (Permanent Stagnation) แต่เป็นช่วงหนึ่งของภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) โดยคำ ๆ นี้มักถูกใช้อย่างผิด ๆ โดยทั่วไปแล้ว ภาวะเศรษฐกิจถดถอยไม่ได้อธิบายถึงการหดตัวของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว นิยามนี้จะเป็นจริงเมื่อ GDP ลดลง 2 ไตรมาสติดต่อกัน ตามตัวเลขเดิมเยอรมนีไม่ได้ประสบภาวะถดถอยตั้งแต่ปี 2021 แต่ตัวเลขใหม่นี้ดูแตกต่างกันมาก เยอรมนีเกิดภาวะถดถอยระหว่างไตรมาสที่สี่ของปี 2022 และไตรมาสที่สองของปี 2023 จากนั้นก็เกิดภาวะถดถอยยาวถึง 9 เดือนติดต่อกัน ระหว่าง ไตรมาสที่ 4 ของปี 2023 และไตรมาสที่ 2 ของปี 2024 นาง Geraldine Dany-Knedlik หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจของสถาบันเพื่อการวิจัยทางเศรษฐกิจเยอรมนี (DIW – Deutscher Institut für Wirtschaftsforschung) ที่ตั้งในกรุงเบอร์ลิน อธิบายว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ทั้งสองช่วงนี้ถูกขัดจังหวะด้วยการเติบโตที่เป็น 0% ด้วยไตรมาสที่หนึ่ง นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังสอดคล้องกับตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ได้ดีกว่าตัวเลขในอดีตมาก สำนักงานสถิติประจำประเทศเยอรมนี (Statistisches Bundesamt) ตระหนักถึงผลกระทบดังกล่าวเช่นกัน นาย Kuhn กล่าวว่า เห็นได้ชัดว่า นี่ทำให้มุมมองในช่วงเวลานี้แตกต่างออกไปการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด – 2019 สงครามในยูเครน และวิกฤตพลังงาน ทำให้การประเมินตัวเลขของเรามีความท้าทายมากขึ้นอย่างมากอย่างไรก็ตาม นาย Kuhn ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องประเมินพัฒนาการทางเศรษฐกิจใหม่ทั้งหมด การปรับค่าการประเมินครั้งนี้ยังเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงที่ว่า GDP ปัจจุบันแทบไม่เปลี่ยนแปลงจากการปรับปรุงแก้ไขนี้ เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลใหม่กับข้อมูลเดิม GDP ของเยอรมนีลดลงเพียง 0.1% อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปนี้อาจเป็นเรื่องที่ไม่น่ามองข้ามได้ ข้อมูลอย่างเป็นทางการเป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดสำหรับการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจของสถาบันวิจัยต่าง ๆ และของรัฐบาลกลาง นาย Timo Wollmershäuser ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการวิจัยทางเศรษฐกิจของมหาวิทยาลัยมิวนิค (Ifo – Institut für Wirtschaftsforschung an der Universität München) เตือนว่า ยิ่งข้อมูลมีความไม่แน่นอนมากเท่าใด การวินิจฉัย และการคาดการณ์ของเราก็ยิ่งมีความไม่แน่นอนมากขึ้นเท่านั้น

    ในทางกลับกันการคาดการณ์เหล่านี้มีความสำคัญต่อการประมาณการรายได้จากการจัดเก็บภาษี ซึ่งเป็นตัวกำหนดความยืดหยุ่นด้านงบประมาณของรัฐบาล เพราะโดยทั่วไปแล้วรัฐบาลในฐานะผู้กำหนดนโยบาย จะปรับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งการกำหนดนโยบายเหล่านี้จะวัดจาก GDP เป็นหลัก นาย Holtemöller รองประธาน IWH เห็นว่า ไม่ควรที่จะใช้ GDP มาทำหน้าที่เป็นตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจในปัจจุบันอีกต่อไป” ในอนาคตรัฐบาลจะต้องรอการแก้ไข และปรับปรุงตัวเลข GDP อีกทั้งนำตัวเลขเหล่านี้ไปเปรียบเทียบกับตัวชี้วัดอื่น ๆ มากขึ้น โดยสำนักข่าว Handelsblatt ระบุว่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมากระทรวงเศรษฐกิจฯ และกระทรวงการคลัง ได้ติดต่อสำนักงานสถิติฯ เพื่อขอหารือเกี่ยวกับผลกระทบของการแก้ไขตัวเลขดังกล่าว ในการตอบข้อซักถามกระทรวงเศรษฐกิจฯ ระบุว่า GDP ยังคงเป็น “พื้นฐานสำคัญในการประเมินการขยายตัวทางเศรษฐกิจในภาพรวม” โดยจะประเมินว่า การแก้ไขตัวเลข GDP ในครั้งนี้จะเปลี่ยนแปลงการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคตในระดับใด ด้านนาง Dany-Knedlik เชื่อว่า ปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลกลางที่มีต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เช่น กองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่มีมูลค่าสูงถึง 5 แสนล้านยูโร อาจส่งผลดีจนปรากฏความชัดเจนมากขึ้น

    ความสำคัญอยู่ที่คำถามว่า การแก้ไขนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร โดยในช่วงแรก ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา     นักสังเกตการณ์ทางการเมืองบางคนได้กล่าวว่า นักสถิติกำลังโกงและเพิ่มตัวเลขของรัฐบาลชุดก่อนให้สูงเกินจริงไว้ก่อน ซึ่งเรื่องนี้ชวนให้นึกถึงการกระทำของนาย Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เพิ่งไล่หัวหน้าสำนักงานสถิติแรงงานออก เนื่องจากนาย Trump ไม่ชอบรายงานล่าสุดของหน่วยงานนี้ โดยสำนักงานสถิติฯ ที่ตั้งอยู่ในเมือง Wiesbaden  ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่รุนแรงดังกล่าวอย่างจริงจัง นาย Kuhn กล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่ว่าเรามีวาระทางการเมืองนั้นไม่เป็นความจริง เพราะเราต้องปฏิบัติหน้าที่ตามแนวทางของสหภาพยุโรป แม้สำนักงานสถิติฯ จะอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงมหาดไทย แต่สำนักงานก็ดำเนินงานอย่างเป็นอิสระ และเป็นไปตามแนวทางที่โปร่งใส นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากก็ออกปกป้องสำนักงานนี้เช่นกัน โดยนาง Dany-Knedlik กล่าวว่า “การสงสัยในความเป็นอิสระทางการเมืองของสำนักงานฯ ดูเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมนัก” โดยการแก้ไขนั้นเป็นสิ่งที่มีเหตุผลรองรับ ปัจจัยสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงด้านราคาอย่างรุนแรงในทุกภาคส่วนในช่วงวิกฤตการณ์ที่ผ่านมา นาย Kuhn กล่าวว่า “เรื่องนี้ทำให้การคำนวณสถิติยากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” ส่งผลให้มีการแก้ไขที่สำคัญ 2 ประการ ได้แก่ (1) สถิติเชิงโครงสร้างที่เป็นตัวกำหนดข้อมูลโดยละเอียด โดยเฉพาะโครงสร้างต้นทุนของบริษัทมักมีความล่าช้าประมาณ 1.5 ปี สำนักงานสถิติฯ จะสามารถรวบรวมข้อมูลการสำรวจเชิงโครงสร้างล่าสุดได้ นาย Peter Kuntze หัวหน้าฝ่าย GDP ของสำนักงานสถิติฯ กล่าวว่า ผลการสำรวจข้อมูลการสำรวจเชิงโครงสร้างส่งผลกระทบอย่างหนัก และ (2) ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาสำนักงานสถิติฯ ระบุได้แม่นยำยิ่งขึ้นว่า ภาคธุรกิจต่าง ๆ ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงเพียงใดจากการเปลี่ยนแปลงของราคา ที่เปลี่ยนแปลงของราคาบางครั้งมีความรุนแรงมาก นาย Kuntze กล่าวว่า แน่นอนว่าเปลี่ยนแปลงของราคาส่งผลกระทบอย่างมากต่อ GDP และต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริง

    ผลกระทบอีกประการหนึ่ง สำนักงานสถิติฯ ได้รวบรวมข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับกิจกรรมทางธุรกิจของกลุ่มบริษัทข้ามชาติใหม่ ๆ ซึ่งมักเป็นธุรกิจที่มีความท้าทายสำหรับการคำนวณสถิติมาก อาทิ สินค้าถูกขนส่งข้ามพรมแดนภายในกลุ่มบริษัทเพื่อดำเนินการต่อไป มักไม่ชัดเจนว่า การสร้างมูลค่าเกิดขึ้นที่ใด และเกิดขึ้นได้อย่างไร นาย Kuntze กล่าวว่า ผู้เชี่ยวชาญของเราได้ศึกษากรณีเหล่านี้อย่างละเอียด และได้พูดคุยกับบริษัทต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่า สถิติจะออกมาดีที่สุดโดยมีการแก้ไขให้น้อยที่สุด สิ่งสำคัญ คือ ทุกบริษัทต้องรายงานข้อมูลอย่างน่าเชื่อถือ แต่แน่นอนก็ไม่ใช่ว่า สำนักงานสถิติฯ จะพ้นโทษจากความผิดทั้งหมดได้ นาย Wollmershäuser นักเศรษฐศาสตร์จาก Ifo กล่าวว่า ในความเห็นของผม การสื่อสารของสำนักงานสถิติฯ เกี่ยวกับการแก้ไขตัวเลขสถิติออกมาไม่ค่อยดีนัก เพราะสำหรับผมแล้ว การสื่อสารมีความสำคัญมาก อีกทั้งผู้เชี่ยวชาญของสำนักงานสถิติฯ เองก็ไม่พอใจที่พวกเขาต้องแก้ไขตัวเลขของตัวเอง แล้วจริง ๆ พวกเขาน่าจะสามารถเข้าแทรกแซงตั้งแต่เนิ่น ๆ กว่านี้หรือเปล่า นาย Wollmershäuser อธิบายว่า หน่วยงานด้านเศรษฐกิจต่าง ๆ กำลังเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในแง่หนึ่งพวกเขาควรเผยแพร่ข้อมูลโดยเร็วที่สุด เพื่อให้เห็นภาพสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบันในทางกลับกันยิ่งเผยแพร่เร็วเท่าไหร่ข้อมูลที่มีอยู่ก็ยิ่งไม่สมบูรณ์มากขึ้นเท่านั้น โดยข้อมูลที่มากขึ้น และการให้รวดเร็วขึ้นก็หมายถึงภาระที่มากขึ้นสำหรับผู้ให้ข้อมูลนั้นเอง สิ่งนี้เน้นย้ำถึงความตึงเครียดที่นักสถิติต่าง ๆ ต้องเผชิญ หลัก ๆ ก็คือ การต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว ปรับปรุงแก้ไขให้น้อยที่สุด และในขณะเดียวกันพวกเขาก็ต้องดำเนินงานในช่วงเวลาที่บริษัทเยอรมันไม่สามารถแบกรับภาระระบบด้านราชการ (Bureaucracy) เพิ่มเติมได้อีกแล้ว สำหรับตัวเลข GDP แล้วนั้น ประเด็นที่กล่าวนี้ก็สามารถนำมาใช้ได้ โดยความสำคัญของการประมวลผลค่าต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ GDP ไม่ได้หายไป แต่จำเป็นต้องเพิ่มความระมัดระวังในการคำนวณ และนำมาใช้งานมากขึ้นนั้นเอง

    จาก Handelsblatt 29 สิงหาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/aorpcup2ix0nogenavo1ag6g&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0PlTsIuhL9vDhEfMEpOV0q

  • เศรษฐกิจเกาหลีเหนือโตแรงสุดในรอบ 8 ปี อานิสงส์กระชับสัมพันธ์กับจีน-รัสเซีย : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจเกาหลีเหนือโตแรงสุดในรอบ 8 ปี อานิสงส์กระชับสัมพันธ์กับจีน-รัสเซีย : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) เปิดเผยว่า ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจเกาหลีเหนือขยายตัวเร็วที่สุดนับตั้งแต่ปี 2559 โดยได้แรงหนุนจากอุตสาหกรรมหนักและการก่อสร้าง ในขณะที่คิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือ เสริมสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัสเซีย ประกอบกับการค้ากับจีนยังเติบโตต่อเนื่อง

    BOK ระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเกาหลีเหนือปี 2567 ขยายตัว 3.7% จากปีก่อนหน้า คงแนวโน้มฟื้นตัวที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2566 โดยรายงานแบงก์ชาติเกาหลีใต้ประมาณการว่า GDP ที่แท้จริงของเกาหลีเหนือมีมูลค่าเกือบ 37 ล้านล้านวอน (2.67 หมื่นล้านดอลลาร์)

    อุตสาหกรรมหนักและเคมีเติบโตถึง 10.7% แม้ไม่ได้ระบุว่าอุตสาหกรรมเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับการผลิตอาวุธหรือไม่ แต่รายงานได้ตั้งขอสังเกตว่า การผลิตโลหะขั้นต้น เช่น เหล็ก ทองแดง นิกเกิล และอลูมิเนียม เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

    ทั้งนี้ คิม จองอึน มีกำหนดเดินทางเยือนจีนในวันที่ 3 ก.ย. เพื่อเข้าร่วมพิธีรำลึกครบรอบ 80 ปีการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ตามคำเชิญของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ซึ่งถือเป็นการเยือนจีนครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2562 และในโอกาสนี้ ผู้นำเกาหลีเหนือยังจะได้พบปะพร้อมหน้ากับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ซึ่งตอกย้ำความสัมพันธ์ไตรภาคีที่แน่นแฟ้น

    จีนยังคงเป็นเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจเกาหลีเหนือที่เผชิญมาตรการคว่ำบาตร โดยจีนจัดหาวัตถุดิบจำเป็นและเป็นตลาดสำหรับสินค้าเกาหลีเหนือ ขณะที่ข้อมูลศุลกากรจีนเผยให้เห็นว่า ยอดนำเข้าจากเกาหลีเหนือในปี 2567 เติบโตในระดับเลขสองหลักเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/525392&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Yh8rpNn9hfIBKwceqDq4z

  • EEC เร่งเครื่อง! เปิด 5 เขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ ดึงลงทุน 2 แสนล้าน

    EEC เร่งเครื่อง! เปิด 5 เขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ ดึงลงทุน 2 แสนล้าน

    การประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 4/2568 ซึ่งจัดขึ้นวานนี้ (28 สิงหาคม 2568) ที่สำนักงานรัฐมนตรี อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง โดยมี พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน และมี จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เป็นเลขานุการการประชุมฯ มีมติสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ผ่านการประกาศเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม 5 แห่ง มูลค่าลงทุนรวมกว่า 206,000 ล้านบาท

    eec-eastern-economic-corridor-wha-prachinburi-investment-SPACEBAR-Photo01.jpg

    พื้นที่ดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหารและท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในบางปะกง, นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดและหลักชัยเมืองยางที่เน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายสมัยใหม่, ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางที่พัทยา ไปจนถึงสถานีแอลเอ็นจีแห่งใหม่ในระยอง ซึ่งจะช่วยเสริมความมั่นคงพลังงานของประเทศและดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ

    ที่ประชุมยังเห็นชอบการปรับเปลี่ยนพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 2 แห่งในนิคมอุตสาหกรรมของ WHA รวมมูลค่าลงทุนเพิ่มอีกกว่า 72,000 ล้านบาท พร้อมอนุมัติการปรับแนวทางพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 2) เพื่อเปิดทางการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและคลังสำรองน้ำมัน

    นอกจากนี้ กพอ. ยังได้รับทราบความคืบหน้าการศึกษาขยายพื้นที่ EEC ครอบคลุมจังหวัดปราจีนบุรี โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในกันยายนนี้ ก่อนเสนอ ครม. พิจารณาต่อไป

    การประชุมครั้งนี้ตอกย้ำบทบาทของ EEC ในการเป็นศูนย์กลางการลงทุนและอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ พร้อมสร้างงานและยกระดับคุณภาพชีวิตในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    eec-eastern-economic-corridor-wha-prachinburi-investment-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/eec-eastern-economic-corridor-wha-prachinburi-investment&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UfMK0XWU6mUXeSMvNauOU

  • ฆ่าฝังดินกลางหุบเขา เชื่อเป็นศพ “ฟิล์ม หลักช้าง” หลังหายตัวปริศนากว่า 1 เดือน – Workpoint News

    ฆ่าฝังดินกลางหุบเขา เชื่อเป็นศพ “ฟิล์ม หลักช้าง” หลังหายตัวปริศนากว่า 1 เดือน – Workpoint News

    พบศพถูกฆ่าฝังดิน กลางหุบเขาในพื้นที่ อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช ตำรวจเชื่อเป็นศพของ “ฟิล์ม หลักช้าง” สมาชิกขบวนการค้ายาเสพติดที่หายตัวไปนานกว่า 1 เดือน.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/slide/crime/Nw65oErUa&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MrijTV29usy5vhk7aZYTw

  • ‘เนื้อสุรินทร์’ ขึ้น GI พรีเมียมเนื้อไทย รายได้ชุมชนโตแรง

    ‘เนื้อสุรินทร์’ ขึ้น GI พรีเมียมเนื้อไทย รายได้ชุมชนโตแรง

    กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ‘เนื้อสุรินทร์’ สินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่สะท้อนวิถีปศุสัตว์ของชาวอีสาน พร้อมช่วยเพิ่มมูลค่าตลาดกว่า 43 ล้านบาทต่อปี และสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคด้วยมาตรฐานคุณภาพสากล

    ‘เนื้อสุรินทร์’ เนื้อโคขุนลูกผสมวากิวไม่น้อยกว่า 50% เพาะเลี้ยงในสภาพภูมิอากาศเหมาะสมของจังหวัดสุรินทร์ ได้เนื้อสีแดงอมชมพู ไขมันแทรกสวย ระดับคุณภาพตามมาตรฐานญี่ปุ่น รสชาติกลมกล่อม เนื้อนุ่มไม่มีกลิ่นสาบ ผลิตปีละกว่า 144,000 กิโลกรัม สร้างรายได้หมุนเวียนในพื้นที่กว่า 43 ล้านบาท

    นุสรา กาญจนกูล อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา ระบุว่า การขึ้นทะเบียนครั้งนี้ไม่เพียงช่วยยกระดับ ‘เนื้อสุรินทร์’ สู่สินค้าพรีเมียม แต่ยังเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ช่วยให้เกษตรกร-ผู้ประกอบการท้องถิ่นมีรายได้มั่นคง พร้อมเดินหน้าหนุนระบบควบคุมคุณภาพ และขยายช่องทางการตลาด เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจชุมชนสุรินทร์

    ipthailand-surin-beef-gi-premium-income-community-SPACEBAR-Photo01.jpg

    โดย ‘เนื้อสุรินทร์’ ถือเป็นอีกหนึ่งสินค้าเศรษฐกิจที่โดดเด่นของจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งมีรากฐานมาจากวิถีการทำปศุสัตว์ที่ผูกพันกับชาวอีสานมายาวนาน เมื่อผสานเข้ากับระบบการควบคุมคุณภาพ และการส่งเสริมการตลาดอย่างจริงจัง โดยความร่วมมือของผู้ประกอบการและหน่วยงานในพื้นที่ ยิ่งทำให้ ‘เนื้อสุรินทร์’ มีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็นสินค้า GI สำคัญของจังหวัดได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    “หลังจากการขึ้นทะเบียน GI แล้ว กรมทรัพย์สินทางปัญญา ยังคงเดินหน้าส่งเสริมผู้ผลิตและผู้ประกอบการค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสนับสนุนการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้าตามมาตรฐาน GI เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ซึ่งดิฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พี่น้องเกษตรกรผู้ผลิต ‘เนื้อสุรินทร์’ ทุกท่าน จะร่วมกันบูรณาการการทำงานกับภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อควบคุมคุณภาพและรักษามาตรฐานของสินค้า อันจะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อมั่นและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับ ‘เนื้อสุรินทร์’ อย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมต่อไป”

    — นุสรา กล่าว

    ipthailand-surin-beef-gi-premium-income-community-SPACEBAR-Photo02.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/ipthailand-surin-beef-gi-premium-income-community&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0W8lPauM0rzfDahs9xfJSA

  • เศรษฐกิจ ก.ค.68 รับปัจจัยหนุนจากการส่งออก

    เศรษฐกิจ ก.ค.68 รับปัจจัยหนุนจากการส่งออก

    กรุงเทพฯ 28 ส.ค.-คลัง เผยเศรษฐกิจไทยในเดือน ก.ค.68 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 หลังมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ เริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม 2568

    นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนกรกฎาคม 2568 ว่า “สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 สอดคล้องกับการบริโภคในหมวดสินค้าคงทนที่ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ดี การลงทุนภาคเอกชนและการท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งสัญญาณชะลอตัวจากเดือนก่อน ทั้งนี้ จำเป็นต้องติดตามทิศทางการส่งออกสินค้าครึ่งปีหลังและการผลิตอุตสาหกรรม ภายหลังมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ เริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในด้านต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดต่อไป” โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

    เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน: โดยปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่และปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ในเดือนกรกฎาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนร้อยละ 1.7 และ 6.4 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 2.8 และ 8.8 ตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนกรกฎาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -4.3 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนกรกฎาคม 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 51.7 จากระดับ 52.7 ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง รวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณชะลอตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนกรกฎาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 17.7 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 0.8 ขณะที่ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนกรกฎาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ –10.2 แต่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 6.0 สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ภายในประเทศ ในเดือนกรกฎาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -4.2 และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -0.8

    มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน: โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ 28,580.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 ที่ร้อยละ 11.0 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง ทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ร้อยละ 16.6 ตามการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ โดยขยายตัวร้อยละ 61.0 54.9 และ 44.1 ตามลำดับ นอกจากนี้ ผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้ง น้ำตาลทราย และไก่สด แช่เย็น แช่แข็ง และแปรรูป ขยายตัวร้อยละ 107.7 36.2 และ 9.8 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี การส่งออก ยางพารา ข้าว และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ปรับตัวลดลง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดสหรัฐฯ จีน และญี่ปุ่น ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 31.4 23.1 และ 7.1 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ตลาดทวีปออสเตรเลีย ลดลงร้อยละ -11.5

    เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ขณะที่ผลผลิตสินค้าเกษตรยังคงขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน: โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนกรกฏาคม 2568
    มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.61 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -15.9 และลดลง เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -0.6 ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย ในเดือนกรกฏาคม 2568 จำนวน 21.8 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -0.5 และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -1.5 ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนกรกฎาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 7.8 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 2.8 ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา ข้าวโพด และผลผลิตในหมวดไม้ผล เป็นต้น อย่างไรก็ดี ผลผลิตมันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ลดลงจากเดือนก่อน สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนกรกฎาคม 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 86.6 จากระดับ 87.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน ปัญหาอุทกภัยในภาคเหนือ และกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัว ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนกรกฎาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 51.9 จากระดับ 51.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากคำสั่งซื้อสินค้าส่งออกที่เพิ่มขึ้น

    เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี: สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ -0.70 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 0.84 ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2568 อยู่ที่ร้อยละ 64.2
    ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 261.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    สถานการณ์เศรษฐกิจการเงินโลกปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า: สะท้อนจาก ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลก (Global Composite PMI) ในเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 52.4 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 51.7 จุด และดัชนีอยู่สูงกว่าระดับ 50.0 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกมีทิศทางขยายตัวเร่งขึ้น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคการผลิต (Global Manufacturing PMI) ในเดือนกรกฎาคม 2568 ปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ 49.7 จุด จากระดับ 50.4 จุด ในเดือนก่อนหน้า โดยดัชนีกลับมาหดตัวอีกครั้งหลังจากขยายตัวในเดือนก่อนหน้า จากปริมาณการผลิต และปริมาณคำสั่งซื้อใหม่ที่ลดลง ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคบริการ (Global Service PMI) ในเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 53.4 จุด ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 51.8 จุด และยังอยู่สูงกว่าระดับ 50 จุด บ่งชี้ทิศทางการขยายตัวต่อเนื่องของภาคบริการเป็นเดือนที่ 31 ติดต่อกัน

    ด้านสถานการณ์การท่องเที่ยวทั่วโลกยังคงขยายตัวดีในหลายประเทศ ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่าง ๆ มีทิศทางปรับลดลงตามอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ความตึงตัวในตลาดการเงินทั่วโลกเริ่มมีทิศทางที่ผ่อนคลายลง ในส่วนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง ภายใต้สถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยล่าสุดเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวบางส่วน: โดยเฉพาะในตลาดทุน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศ หลังจากที่ในเดือนกรกฎาคมมียอดขายสุทธิ แต่ในเดือนสิงหาคมกลับมาซื้อสุทธิอีกครั้ง โดยในเดือนสิงหาคม (ข้อมูลสะสมถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2568) นักลงทุนกลุ่มนี้ซื้อสุทธิรวม 7,520.61 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี (YTD) อยู่ในระดับสูงที่ 96,084.51 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อยต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย แม้จะมีแรงขายบางช่วงเพื่อทำกำไรระยะสั้น ขณะที่กลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศยังคงมีการซื้อสุทธิรวม 1,504.57 ล้านบาท

    แม้ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีจะยังเป็นการขายสุทธิ -10,860.41 ล้านบาท ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิเล็กน้อย 318.67 ล้านบาท สำหรับกลุ่มนักลงทุนต่างชาติพบว่ามีแรงขายสุทธิกลับเข้ามาอีกครั้ง โดยในเดือนสิงหาคมมียอดขายสุทธิรวม -9,343.84 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดขายสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ -71,894.29 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงแรงกดดันจากความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจโลกและความผันผวนของค่าเงินบาท สำหรับตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ -9,066 ล้านบาทในเดือนสิงหาคม แต่เมื่อพิจารณายอดสะสมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติยังคงถือสถานะซื้อสุทธิรวม 18,132.07 ล้านบาท ซึ่งบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการคลังและพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แม้แรงซื้อจะชะลอตัวลงก็ตาม ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอนและแนวนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่ยังคงอยู่ในระดับตึงตัว.-515.-สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/latest-news-1578061&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RtfjJDRZSPUENqsgNmTpL

  • ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2568

    ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 7/2568 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2568

    ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 7/2568 วันพฤหัสบดีที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568 โดยมี ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม และมี ดร.ธนู ขวัญเดช เลขาธิการ ก.ค.ศ. เป็นเลขานุการการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและมีมติที่สำคัญ ดังนี้

    1. เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอ รองผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด และผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลาจังหวัดนราธิวาส จังหวัดสตูล และจังหวัดสงขลา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน

    โดยเป็นการปรับปรุงหลักเกณฑ์ฯ เพื่อให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานตำแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้กำหนดขึ้นใหม่ (ว 19/2567) และสอดคล้องกับบริบทด้านการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป

    2. เห็นชอบ การกำหนดกรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา

    สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขอปรับปรุงการกำหนดกรอบอัตรากำลังของตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับการแบ่งส่วนราชการภายใน ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ โดยได้จัดทำประชาพิจารณ์ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และได้แจ้งผลให้สำนักงาน ก.ค.ศ. ทราบ ซึ่งสำนักงาน ก.ค.ศ.ได้ดำเนินการพิจารณาและวิเคราะห์ผลการทำประชาพิจารณ์ และมอบให้ สพฐ. จัดทำ (ร่าง) กรอบอัตรากำลังฯ ภายใต้เงื่อนไข จำนวนไม่เกิน 11,417 อัตรา ซึ่งไม่เกินจำนวนกรอบอัตรากำลังที่ ก.ค.ศ. กำหนด (ตาม ว 26/2560 และ ว 24/2565)
    สพฐ. จึงได้ขอกำหนดกรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 245 เขต ตามโครงสร้างการแบ่งส่วนราชการ จำนวน 9 กลุ่ม 1 หน่วย ภายใต้เงื่อนไขงบประมาณด้านบุคคลไม่เพิ่มสูงขึ้น จำนวน 11,039 อัตรา ซึ่ง ก.ค.ศ. พิจารณาแล้วมีมติ ดังนี้

    1) เห็นชอบ (ร่าง) กรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 11,039 อัตรา
    2) เห็นชอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ. กำหนดเลขที่ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค. (2) ใหม่ โดยกำหนดเป็นเลขที่ตำแหน่ง จำนวน 10 หลัก เนื่องจากการกำหนดเลขที่ตำแหน่งเดิมมีความซ้ำซ้อนทำให้เกิดความยุ่งยากในการตรวจสอบและกำกับติดตามการบริหารงานบุคคลของส่วนราชการ
    3) เห็นชอบ แนวทางการบริหารกรอบอัตรากำลังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โดยให้ สพฐ. จัดบุคลากรลงกรอบอัตรากำลังนี้ ภายใน 1 ปีงบประมาณโดยใช้แนวทางการบริหารกรอบอัตรากำลัง ตามที่สำนักงาน ก.ค.ศ. กำหนด

    3. เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา และ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา

    สืบเนื่องจากหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา (ว 8/2563) และหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา (ว 2/2562) ได้ประกาศและบังคับใช้มาเป็นระยะเวลากว่า 5 ปี และ 6 ปี ตามลำดับ ซึ่งขอบข่าย เนื้อหา และรูปแบบของการพัฒนาอาจไม่สอดคล้องกับบริบทของการจัดการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน จำเป็นต้องปรับปรุงรูปแบบ สาระสำคัญ และกระบวนการพัฒนา เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาและตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา

    รวมทั้ง ก.ค.ศ. ได้กำหนดมาตรฐานตำแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ว 19/2567 ซึ่งกำหนดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งให้ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษา ต้องผ่านการพัฒนาก่อนแต่งตั้งตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด ดังนั้น จึงต้องมีการกำหนด หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา และหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา ใหม่ โดยใช้กับทุกส่วนราชการเพื่อให้การพัฒนาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมาตรฐานเดียวกัน

    ทั้งนี้ ให้ยกเลิกหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ว 8/2563 และหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา ว 2/2562 โดยในช่วงระหว่างที่หลักเกณฑ์และวิธีการนี้ประกาศใช้แล้ว แต่ยังไม่มีหลักสูตรการพัฒนาตามหลักเกณฑ์และวิธีการนี้รองรับ ให้นำหลักสูตรการพัฒนาในหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา (ว 8/2563) และหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารการศึกษา (ว 2/2562) มาใช้ไปพลางก่อน จนกว่าการจัดทำหลักสูตร การพัฒนาตามหลักเกณฑ์และวิธีการนี้จะแล้วเสร็จ และในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างที่ ก.ค.ศ. ยังมิได้ดำเนินการเกี่ยวกับการออกใบรับรองการผ่านการพัฒนาสมรรถนะตามมาตรฐานตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษา ให้เพิ่มระยะเวลาในการพัฒนาและการฝึกประสบการณ์จากที่ส่วนราชการกำหนดระยะเวลาในการพัฒนาตามหลักเกณฑ์และวิธีการนี้อีกไม่น้อยกว่า 21 ชั่วโมง

    4. อนุมัติ ย้ายและแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ให้ดำรงตำแหน่งและวิทยฐานะเดิม ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาแห่งใหม่ จำนวน 6 ราย

    5. อนุมัติ บรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ได้รับการคัดเลือก ซึ่งขึ้นบัญชีรอการบรรจุ ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 2 ราย

    ที่มา สำนักงาน ก.ค.ศ. 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/92923&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1X_ARyyKNBEU8wskgD1KCL