Blog

  • Mitsubishi Motors ประเทศไทย มอบชุดเทคโนโลยี PHEV และเครื่องยนต์รุ่นใหม่ สนับสนุนการศึกษาอาชีวะต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 – EVMoD

    Mitsubishi Motors ประเทศไทย มอบชุดเทคโนโลยี PHEV และเครื่องยนต์รุ่นใหม่ สนับสนุนการศึกษาอาชีวะต่อเนื่องเป็นปีที่ 10 – EVMoD

    Mitsubishi Motors (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ บริษัท มิตซูรุ่งเจริญ จำกัด จัดกิจกรรมมอบชุดจำลองเทคโนโลยี PHEV พร้อมชุดเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง ให้แก่ วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานเทคโนโลยี กรุงเทพฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการศึกษาเชิงปฏิบัติ และสร้างโอกาสพัฒนาทักษะให้แก่นักศึกษาในสายงานยานยนต์ไทย

    กรุงเทพฯ – 26 สิงหาคม 2568: บริษัท Mitsubishi Motors (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ บริษัท มิตซูรุ่งเจริญ จำกัด จัดกิจกรรมมอบชุดจำลองเทคโนโลยี PHEV พร้อมชุดเครื่องยนต์และชุดส่งกำลัง ให้แก่ วิทยาลัยเทคโนโลยีฐานเทคโนโลยี กรุงเทพฯ โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการศึกษาเชิงปฏิบัติ และสร้างโอกาสพัฒนาทักษะให้แก่นักศึกษาในสายงานยานยนต์ไทย

    การสนับสนุนด้านการศึกษาและการฝึกอบรม

    ภายในงานมีการมอบ ชุดจำลองเทคโนโลยี PHEV, เครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบ 4N16 รุ่นใหม่ ที่ใช้ใน New Mitsubishi Triton, เครื่องยนต์ 4A91, ชุดเกียร์ธรรมดา R6M5A และเฟืองท้าย เพื่อใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน โดยนักศึกษาได้เรียนรู้ผ่านการฝึกอบรมภาคปฏิบัติจากผู้เชี่ยวชาญของ Mitsubishi Motors ประเทศไทย และทีมช่างเทคนิคจาก มิตซูรุ่งเจริญ

    คำกล่าวจากผู้บริหาร

    • นายสาโรจน์ มะอาจเลิศ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ สายงานขายและบริการหลังการขาย Mitsubishi Motors ประเทศไทย กล่าวว่า
      “Mitsubishi Motors ประเทศไทย มุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคม โดยเฉพาะด้านการศึกษา ครั้งนี้เราได้มอบเครื่องยนต์และชุดส่งกำลังรุ่นใหม่ที่ใช้จริงในรถยนต์จำหน่าย เพื่อให้นักศึกษาได้สัมผัสเทคโนโลยีจริง เพิ่มโอกาสในการต่อยอดความรู้และทักษะสำหรับอาชีพในอนาคต”

    • ดร.มาลี ฐานปัญญา รองประธานกรรมการสถานศึกษา กล่าวว่า
      “การสนับสนุนจาก Mitsubishi Motors ประเทศไทย และมิตซูรุ่งเจริญ ถือเป็นการยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนของวิทยาลัย ช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้เทคโนโลยียานยนต์รุ่นใหม่อย่างใกล้ชิด และสร้างพื้นฐานบุคลากรที่พร้อมพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย”

    • นายจักรพงษ์ ชัยตระกูลทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิตซูรุ่งเจริญ จำกัด กล่าวว่า
      “นอกจากการดำเนินธุรกิจด้านการจำหน่ายและบริการ เรายังให้ความสำคัญกับกิจกรรมเพื่อสังคม โดยเฉพาะการสนับสนุนการศึกษา เพื่อสร้างรากฐานบุคลากรที่มีคุณภาพให้แก่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย”

    ความต่อเนื่องของโครงการ

    โครงการมอบเครื่องยนต์เพื่อการศึกษาเริ่มตั้งแต่ปี 2558 โดย Mitsubishi Motors ประเทศไทย ได้ส่งมอบ เครื่องยนต์ ชุดส่งกำลัง และอุปกรณ์กว่า 260 ชุด ให้แก่สถาบันการศึกษาด้านยานยนต์มากกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้เชิงปฏิบัติของเยาวชน และขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    ข่าวประชาสัมพันธ์จาก Mitsubishi

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ev.iphonemod.net/mitsubishi-new-phev-technology/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3G85e-AROEGJnAfU42TaQd

  • คิกออฟ! 30 บาทรักษาทุกที่ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้มีภาวะพึ่งพิง

    คิกออฟ! 30 บาทรักษาทุกที่ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้มีภาวะพึ่งพิง

    “สมศักดิ์” ประกาศ “คิกออฟ 30 บาทรักษาทุกที่ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้มีภาวะพึ่งพิง” เร่งขับเคลื่อนความร่วมมือ อปท. ทั่วประเทศ เดินหน้าจัดจ้าง “ผู้ช่วยเหลือดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง 18,000 คนทั่วประเทศ

    นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “คิกออฟ 30 บาทรักษาทุกที่ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้มีภาวะพึ่งพิง” โดยมี ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนผู้บริหารจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น (สถ.) กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กรุงเทพมหานคร และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เข้าร่วม

    สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
    คิกออฟ! 30 บาทรักษาทุกที่

    ภายในงานยังมีพิธีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการความร่วมมือพัฒนางานวิชาการการบริหารจัดการบุคลากร เพื่อสนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล” ระหว่าง “กรมส่งเสริมการเรียนรู้” โดย นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และ “สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” โดย นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

    นายสมศักดิ์ กล่าวเปิดงานและปาฐกถาในหัวข้อ “กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากด้วยกลไกท้องถิ่นดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง” ว่า ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ได้ประกาศโครงการ “30 บาทรักษาทุกที่” ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้น ไม่เพียงครอบคลุมทั่วประเทศ แต่ยังมุ่งพัฒนาระบบดูแลสุขภาพผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง ในการเพิ่มคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยผ่านการดูแลโดย “ผู้ช่วยเหลือดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง” (Care Giver) ขณะเดียวกันยังเป็นการสร้างงาน รวมถึงกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้อีกด้วย

     ทั้งนี้ จากคำประกาศฯ ดังกล่าว ณ วันนี้รัฐบาลได้ทำสำเร็จแล้ว และพร้อมประกาศโครงการ “30 บาทรักษาทุกที่ กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มคุณภาพชีวิตผู้มีภาวะพึ่งพิง” โดยอนุมัติงบประมาณ 1,115 ล้านบาท ให้ สปสช. ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น อบต. เทศบาล เมืองพัทยา และกรุงเทพมหานคร ดำเนินการจ้างงานผู้ช่วยเหลือดูแลฯ กว่า 18,000 คน เพื่อดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงกว่า 1 แสนคนทั่วประเทศ ซึ่งนโยบายนี้รัฐบาลให้มีการจ้างผู้ช่วยเหลือดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงอย่างต่อเนื่องต่อไป 

     “ขอเชิญชวนประชาชนที่ผ่านการอบรมเข้าร่วมโครงการนี้ นอกจากจะได้รับค่าจ้างแล้ว ยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง ที่เสริมสร้างระบบสาธารณสุขชุมชนประเทศให้แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพมากขึ้น” รมว.สาธารณสุข กล่าว

    สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
    นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

    ผศ.ดร.ลิณธภรณ์ กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยกรมส่งเสริมการเรียนรู้มีพันธกิจสำคัญในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชนไทย เพื่อให้ทุกคนสามารถพัฒนาทักษะ ความรู้ และศักยภาพที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพในโลกยุคใหม่ กิจกรรมในวันนี้จึงถือเป็นอีกหนึ่งความมุ่งมั่นที่จะเปิดโอกาสทางการศึกษา เสริมสร้างทักษะ และเพิ่มพลังให้สังคมไทย ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

     นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ยังมุ่งมั่นสนับสนุนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะการดำเนินการตามแนวปฏิบัติในการจ่ายค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง เพื่อนำไปเป็นค่าจ้างผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน นอกจากนี้ สกร. ยังได้สนับสนุนให้มีการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาและงานวิชาการ ที่เอื้อต่อการสร้างทักษะของบุคคลในด้านการช่วยเหลือดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง รวมถึงการสนับสนุนการวิจัย การฝึกอบรม การบริการวิชาการ และการประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ชุมชนเกิดความตระหนักและความเข้าใจที่ถูกต้องในประเด็นสังคมสูงวัยและการดูแลผู้สูงอายุ

     “ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากปราศจากความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ที่พร้อมจะผนึกกำลังเดินหน้าร่วมกัน เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่ยั่งยืน อันนำไปสู่ผลลัพธ์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง” รมช.กระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

    สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
    คิกออฟ! 30 บาทรักษาทุกที่

    นพ.จเด็จ กล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายเพื่อจ่ายค่าตอบแทนให้กับผู้ช่วยเหลือดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการสร้างงานในชุมชน แต่ยังเป็นการยกระดับคุณภาพการดูแล โดยผู้ดูแลช่วยเหลือผู้มีภาวะพึ่งพิงฯ ทุกคนจะได้รับการอบรมที่มีคุณภาพและมาตรฐาน เพื่อให้การดูแลเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน ที่พัฒนาหลักสูตรโดยทาง สกร. หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาการเรียนรู้ ซึ่งได้เข้ามาร่วมมือจัดทำหลักสูตรฝึกอบรม และดำเนินงานวิจัยเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงในชุมชน เพื่อให้สนองนโยบายของรัฐบาลในการเสริมสร้างระบบการดูแลผู้สูงวัยของประเทศ อย่างไรก็ดี สปสช. เชื่อมั่นว่าจากความร่วมมืออันดีนี้ จะทำให้ผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงทั่วประเทศได้รับการดูแลที่มีคุณภาพจากผู้ดูแลช่วยเหลือฯ ที่ได้มาตรฐาน เป็นการยกระดับระบบสาธารณสุขไทยให้พร้อมรับมือกับสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์

     “ขณะที่ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้ง อบต. เทศบาล เมืองพัทยา และกรุงเทพมหานคร พร้อมแล้วที่จะเดินหน้าจ้างงานผู้ช่วยเหลือดูแลผู้ที่มีภาวะพึ่งพิง ซึ่งขณะทั่วประเทศได้ผู้ที่สมัครร่วมเป็นผู้ช่วยเหลือดูแลฯ แล้วจำนวนกว่า 6,000 คนกระจายทั่วประเทศ และเชื่อว่านโยบายจากความกันอย่างเข้มแข็งจะบรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้เพื่อประโยชน์ของประชาชน” เลขาธิการ สปสช. กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A1/255628&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36GjjgPQXPA7crlvyr-wUn

  • ครม. ไฟเขียวโยกเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.6 หมื่นลบ. สมทบงบกลางฉุกเฉิน

    ครม. ไฟเขียวโยกเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.6 หมื่นลบ. สมทบงบกลางฉุกเฉิน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (26 ส.ค.68) นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นมาตรการสำคัญของรัฐบาลเพื่อเร่งรัดการฟื้นฟูเศรษฐกิจและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบเศรษฐกิจไทย

    ทั้งนี้ ครม. ได้พิจารณารายงานมติจากการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 โดยที่ผ่านมามีการจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงานต่าง ๆ แล้ว 49 หน่วยงาน ครอบคลุมโครงการรวม 8,431 รายการ วงเงินรวม 109,800.17 ล้านบาท ภายใต้หลักเกณฑ์และระเบียบของสำนักงบประมาณที่กำหนด

    พร้อมกันนี้ ครม. ยังรับทราบรายงานผลการติดตามจากคณะอนุกรรมการกำกับและติดตามผลการดำเนินงานตามแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และเห็นชอบให้ใช้ระบบ Dashboard เพื่อเป็นเครื่องมือกลางในการติดตามความก้าวหน้าของการใช้จ่ายงบประมาณและผลสัมฤทธิ์ของโครงการต่าง ๆ

    สำหรับวงเงินงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังเหลืออยู่ราว 26,000 ล้านบาท เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานเสนอขอโครงการเพิ่มเติม ประกอบกับเป็นช่วงใกล้สิ้นปีงบประมาณ ทั้งนี้เพื่อการใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสอดคล้องกับสถานการณ์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ สามารถโอนงบกลางรายการดังกล่าว ไปเพิ่มในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยเสนอขออนุมัตินายกรัฐมนตรีตามมาตรา 36 พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561

    นางสาวศศิกานต์ กล่าวว่า ปัจจุบันวงเงินงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ในปีงบประมาณ 2568 มีอยู่ 96,556.71 ล้านบาท และเมื่อรวมกับงบที่โยกมาสมทบอีก 26,000 ล้านบาท จะทำให้งบสำรองรวมเพิ่มขึ้นเป็น 122,556.71 ล้านบาท

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :

    บอร์ดกระตุ้นเศรษฐกิจ เคาะโอน 2.6 หมื่นลบ. เข้างบกลางฉุกเฉิน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/777902&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pOqNAaXCf7CTkTkq7NxDz

  • สมศ. ระดมภาคีด้านการศึกษา เปิดเวทีประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยกลไกการประเมิน

    สมศ. ระดมภาคีด้านการศึกษา เปิดเวทีประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยกลไกการประเมิน

    สมศ. ระดมภาคีด้านการศึกษา เปิดเวทีประชุมวิชาการระดับนานาชาติ ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยกลไกการประเมิน

    วันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.24 น.

    สมศ. ระดมภาคีด้านการศึกษา เปิดเวทีประชุมวิชาการระดับนานาชาติ เสริมแกร่งร่วมขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยกลไกการประเมิน

    สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) (สมศ.) ขอเชิญชวนสถานศึกษาและบุคคลทั่วไปร่วมรับชม Live : 2025 ONESQA Forum การประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ประจำปี พ.ศ. 2568 ครั้งที่ 1 ภายใต้หัวข้อ “Beyond Assessment: Driving Educational Change ขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยกลไกการประเมิน” ในวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 09.00 – 16.00 น.

    ผู้เข้าร่วมชมจะได้รับทราบถึงเป้าหมายของ สมศ. ในการเดินหน้าพลิกบทบาทจากการประเมินเพื่อตัดสินคุณภาพ ไปสู่การสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และข้อเสนอเชิงนโยบายที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลผลการประเมินเพื่อขับเคลื่อนมาตรฐานคุณภาพการศึกษาไทย

    พร้อมร่วมรับชมไฮไลท์พิเศษที่น่าสนใจ ได้แก่ ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “บทบาทของการประเมินเพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพการศึกษาไทย” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ , การบรรยายในหัวข้อ “ขับเคลื่อนคุณภาพให้ยั่งยืนด้วยหลักการประเมินการศึกษา 5.0” โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ กรรมการ สมศ. , การนำเสนอ “จากข้อมูลสู่การขับเคลื่อนคุณภาพ: วิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ และเครื่องมือใหม่ของ สมศ.” โดย ศาสตราจารย์ ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. , การนำเสนอ “สารสนเทศจากข้อมูลผลการประเมิน เพื่อขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไทยด้วยข้อเสนอเชิงนโยบาย” โดย ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ กรรมการ สมศ. และ การเสวนา “ทัศนะของผู้บริหารระดับสูงต่อการนำข้อเสนอเชิงนโยบายจาก สมศ. ไปใช้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทย”

    ผู้สนใจ สามารถรับชมพร้อมกันได้ที่ เฟสบุ๊ค เพจ สมศ.(สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ได้ตามวันและเวลาดังกล่าว หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-216-3955

    -(016)

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    สมศ.เน้นย้ำการประเมินคุณภาพภายนอก ปี 67-71 ลดวันประเมิน On site ขยายสู่รูปแบบออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/909712&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LFg9hrjkach-t4WYvqVfK

  • ไฟเขียวโยกงบกระตุ้นศก.2.6หมื่นล. ใส่เงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินจำเป็น

    ไฟเขียวโยกงบกระตุ้นศก.2.6หมื่นล. ใส่เงินสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินจำเป็น

    ‘ครม.’ ไฟเขียวโยกงบกระตุ้นเศรษฐกิจที่เหลืออีก 2.6 หมื่นล้านบาท ไปใส่ไว้ในงบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ดันโตแตะ 1.22 แสนล้านบาท หลังประเมินหน่วยงานผูกพันงบไม่ทัน 30 ก.ย. 68

    26 ส.ค. 2568 – นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2568 รับทราบรายงานความคืบหน้าการขอรับจัดสรรและผลการอนุมัติจัดสรรข้อเสนอโครงการ/รายการกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท ตามที่ ครม. มีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2568 โดยจากข้อมูล ณ วันที่ 19 ส.ค. 2568 สำนักงบประมาณได้พิจารณาอนุมัติงบประมาณให้หน่วยรับงบประมาณแล้วทั้งสิ้น 49 หน่วยรับงบประมาณ 8,431 รายการ วงเงินรวม 109,800.1741 ล้านบาท โดยพิจารณาตามหลักฐานและข้อเท็จจริงที่หน่วยรับงบประมาณจัดส่งให้ รวมทั้งหลักเกณฑ์ อัตราค่าใช้จ่าย ระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

    นอกจากนี้ ยังรับทราบรายงานผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการกำกับและติดตามผลการดำเนินงานตามแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยคณะอนุกรรมการกำกับและติดตามผลการดำเนินงานตามแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ได้เห็นชอบให้ใช้ DASHBOARD “แผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท” เป็นเครื่องมือในการกำกับและติดตามของคณะอนุกรรมการกำกับฯ และให้หน่วยรับงบประมาณใช้ DASHBOARD ดังกล่าว เพื่อใช้ในการกำกับดูแลและเร่งรัดการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนที่กำหนดและเป็นไปตามวัตุประสงค์ของแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฯ ต่อไป

    ขณะเดียวกัน ที่ประชุม ครม. ได้รับทราบการใช้วงเงินงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจส่วนที่เหลือ โดยพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กำหนดวงเงินงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ จำนวน 1.87 แสนล้านบาท โดยมีโครงการที่ใช้จ่ายจากงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ได้แก่ 1. โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุ วงเงิน 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งเบิกจ่ายงบประมาณ จำนวน 3.04 หมื่นล้านบาท และนำเงินจัดสรรส่งคืนเงินแล้ว จำนวน 531 ล้านบาท

    2. ข้อเสนอโครงการ/รายการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ รวม 8,939 รายการ วงเงิน 1.15 แสนล้านบาท และ 3. ข้อเสนอโครงการ/รายการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ระยะที่ 2 วงเงินไม่เกิน 1.84 หมื่นล้านบาท ดังนั้น เมื่อพิจารณางบประมาณคงเหลือจากการดำเนินการและอนุมัติเงินจัดสรรข้างต้น คาดว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ จะคงเหลือประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาท

    ทั้งนี้ เนื่องจากยังไม่มีข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับจัดสรรงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ประกอบกับเมื่อพิจารณาจากระยะเวลาที่เหลืออยู่ซึ่งเป็นช่วงใกล้สิ้นปีงบประมาณการจัดทำโครงการโดยใช้จ่ายจากงบกลาง รายการดังกล่าว มีขั้นตอนการพิจารณาหลายขั้นตอน รวมไปถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการก่อหนี้ผูกพันที่อาจจะไม่สามารถดำเนินการได้ทันภายในวันที่ 30 ก.ย. 2568 ซึ่งจะส่งผลให้งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ที่เหลืออยู่พับไปโดยผลของกฎหมาย ดังนั้น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการดังกล่าวที่เหลืออยู่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์ ผู้อำนวยการงบประมาณสามารถโอนงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ไปเพิ่มในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น

    “การโอนงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ มาสมทบงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นอีกจำนวน 2.6 หมื่นล้านบาท จะทำให้งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพิ่มขึ้นจาก 9.65 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 2.57% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เป็นจำนวน 1.22 แสนล้านบาท คิดเป็น 3.27% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ซึ่งจะทำให้เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ส่วนที่เหลืออยู่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศต่อไป” นายพิชัย กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/850276/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TNpQyeBz9sKHhti-_u_sN

  • ครม. ไฟเขียวโยกงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.6 หมื่นลบ. เข้างบกลางใช้กรณีฉุกเฉิน : อินโฟเควสท์

    ครม. ไฟเขียวโยกงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.6 หมื่นลบ. เข้างบกลางใช้กรณีฉุกเฉิน : อินโฟเควสท์

    น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) รับทราบความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท และการใช้วงเงินงบกลางรายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจส่วนที่เหลือ โดยมติการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 20 ส.ค.68 ซึ่งมีความคืบหน้าดังนี้

    – รายงานความคืบหน้าการขอรับจัดสรรและผลการอนุมัติจัดสรรโครงการ/รายงานกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท ตามที่ ครม.มีมติอนุมัติการพิจารณาอนุมัติงบประมาณให้หน่วยงานได้รับงบประมาณแล้วทั้งสิ้น 49 หน่วยรับงบประมาณรวม 8,431 รายการ วงเงินรวม 109,800.17 ล้านบาท โดยพิจารณาตามหลักฐาน และข้อเท็จจริงที่หน่วยงานรับงบประมาณจัดส่งให้ ตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง

    – รายงานผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการกำกับและติดตาม ผลการดำเนินงานตามแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดย ครม.ได้มีมติในการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศษฐกิจ พร้อมทั้งเห็นชอบให้ใช้ระบบ DASHBOARD แผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท

    – การใช้วงเงินงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ส่วนที่เหลือประมาณ 26,000 ล้านบาท แต่เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับการจัดสรรงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเป็นช่วงใกล้สิ้นปีงบประมาณ ทั้งนี้เพื่อการใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสอดคล้องกับสถานการณ์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณสามารถโอนงบกลางรายการดังกล่าวไปเพิ่มในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยเสนอขออนุมัตินายกรัฐมนตรีตามมาตรา 36 พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561

    ทั้งนี้ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นในปัจจุบันตาม พ.ร.บ.งบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 มีจำนวน 96,556.71 ล้านบาท โดยหากมีการโอนงบดังกล่าวมาสมทบ จะทำให้งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น มีจำนวน 122,556.71 ล้านบาท

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/524333&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0C-ma0um4BlGjB42WR93ev

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 26 สิงหาคม 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 26 สิงหาคม 2568 – InterGold

    วันที่ 26 สิงหาคม 2568 เวลา 10.45 น.

    กลยุทธ์  : Sideway-Up
    แนวรับ  :  $3,350  หรือ  51,500 บาท
    แนวต้าน  :  $3,400  หรือ  51,900 บาท

    ข่าว :  

    .

    ทองพุ่งขึ้นมากว่า 20ดอล มาที่ $3,380 เช้านี้ หลังทรัมป์สั่งปลด Lisa Cook ผู้ว่าการFEDสาขา โดยการปลด Lisa Cook จาก Fed ตลาดมองว่าเป็นการแทรกแซงอิสระของธนาคารกลาง สร้างความกังวลต่อนโยบายการเงินและช่วยหนุนแรงซื้อทองในฐานะทางเลือกปลอดภัย

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :   

    .

    ตลาดมั่นใจว่าเฟดจะลดดอกเบี้ย 0.25% เดือน ก.ย. โดย CME FedWatch ประเมินโอกาส 89–93% หลังพาวเวลล์ชี้ความเสี่ยงแรงงานและเงินเฟ้อยังสูง แต่ทิศทางถัดไปยังไม่ชัดโดยโอกาสลดต่อในเดือน ต.ค. 40–45%, ธ.ค. 70–80% สถาบันใหญ่เช่น Goldman, Morgan Stanley มองว่าการลดอาจจำกัดและขึ้นกับตัวเลขเศรษฐกิจ ขณะที่นักลงทุนบางส่วนยังกังวลแรงกดดันการเมืองและภาษีทรัมป์อาจดันเงินเฟ้อขึ้น

    กลยุทธ์ :

    .

    แนวโน้มเชิงเทคนิค กราฟทองรายชั่วโมงเริ่มทำจุดสูงสุดใหม่และจุดต่ำสุดใหม่ที่ยกสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นสัญญาณฟื้นตัวกลับขึ้นไปที่แนวต้าน $3,400 แนะนำรอจังหวะเข้าซื้อ $3,350 = 51,500 และไปขายทำกำไรที่แนวต้าน $3,400 = 51,900

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-26-aug-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0siw7fCIGK-D-Mi8W3lYQr

  • ครม.โอนงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 26,000 ล้านบาท เข้างบกลาง เติมยอดทะลุ 1.22 แสนล้านบาท | เดลินิวส์

    ครม.โอนงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 26,000 ล้านบาท เข้างบกลาง เติมยอดทะลุ 1.22 แสนล้านบาท | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5053638/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RV2sHle2qpH07B84Zqogo

  • สบช. ขยายโอกาสการศึกษาเยาวชนถิ่นทุรกันดาร

    สบช. ขยายโอกาสการศึกษาเยาวชนถิ่นทุรกันดาร

    สบช. ขยายโอกาสการศึกษาเยาวชนถิ่นทุรกันดาร

    สถาบันพระบรมราชชนก (สบช.) เดินหน้าผลิตบุคลากรด้านการแพทย์ พยาบาล และสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อ

    ล่าสุด เมื่อวันที่ 20 ส.ค. ได้จัดพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง สบช. กับโรงเรียนมัธยมศึกษา ในเขตพื้นที่เขตสุขภาพที่ 11 ประกอบด้วย จังหวัดชุมพร นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี กระบี่ พังงา ภูเก็ต และระนอง จำนวนรวม 196 แห่ง ในงาน สบช.สัญจร ปีการศึกษา 2569 ที่วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี นครศรีธรรมราช

    โดยมี นายชัยชนะ เดชเดโช รมช.สาธารณสุข เป็นประธาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจาก สบช. และพื้นที่เขตสุขภาพที่ 11 ร่วมเยี่ยมชมบูธแนะแนวการศึกษาต่อในหลักสูตรต่างๆ ของ สบช. อีกทั้งได้พบปะพูดคุยกับครูแนะแนวและนักเรียนที่ร่วมกิจกรรม

    จากนั้น วันที่ 21 ส.ค. รศ.ดร.อรัญญา เชาวลิต รองอธิการบดี สบช. เป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง สบช. กับโรงเรียนมัธยมศึกษา ในเขตพื้นที่เขตสุขภาพที่ 12 ประกอบด้วย จังหวัดพัทลุง ตรัง นราธิวาส ปัตตานี ยะลา สงขลา และสตูล จำนวน 160 แห่ง ที่วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ตรัง โดยมีผู้บริหาร ครู อาจารย์ นักเรียน และผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

    ศ.(พิเศษ) ดร.นพ.วิชัย เทียนถาวร อธิการบดี สบช. กล่าวว่า การบันทึกข้อตกลงดังกล่าว เป็นการขยายโอกาสและสร้างความเสมอภาคให้กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาที่อยู่ห่างไกลหรือถิ่นทุรกันดาร ในการเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ทั้งคณะพยาบาลศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ และสหเวชศาสตร์ โดย สบช. ซึ่งมีวิทยาลัยในสังกัดกระจายอยู่ทุกภูมิภาคทั่วประเทศไทย เพื่อผลิตบุคลากรด้านการแพทย์ พยาบาล และสาธารณสุข สร้างความเข้มแข็งและทั่วถึงให้แก่ระบบบริการสุขภาพของประเทศไทย โดยมุ่งเน้น “การผลิตบัณฑิตคืนถิ่นที่มีคุณภาพเพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน ในการก้าวเข้าสู่ World Class University For Primary Care”

    ทั้งนี้ในปีการศึกษา 2569 สบช. ได้เพิ่มแผนการผลิตทั้งในระดับปริญญาตรีและต่ำกว่าปริญญาตรี จำนวน 2 แผนผลิต ประกอบด้วย แผนผลิตปกติ จำนวน 7,520 คน และแผนผลิตโครงการ 9 หมอ จำนวน 3,674 คน รวมทั้งสิ้น 11,194 คน และจะเริ่มเปิดรับสมัครในรอบที่ 1 Portfolio ในวันที่ 27 ต.ค. – 7 พ.ย. นี้ ผู้สนใจที่ต้องการเข้าศึกษาในหลักสูตรต่างๆ ของ สบช. สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://admission.pi.ac.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2878774&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iW0yzZfIYSOZ47wqg39Uh

  • ปิดปรับปรุงเว็บไซต์อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา ถึง 31 ส.ค.

    ปิดปรับปรุงเว็บไซต์อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา ถึง 31 ส.ค.

    เผยแพร่:   ปรับปรุง:

    เพจโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย โพสต์ระบุว่า ปิดปรับปรุงเว็บไซต์อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษา ตั้งแต่บัดนี้ – 31 สิงหาคม 2568

    โดยในช่วงวันดังกล่าวจะไม่สามารถใช้งานเว็บไซต์การอุทิศร่างกายได้ และจะสามารถกลับมาใช้ได้อีกครั้ง ในวันที่ 1 กันยายน 2568

    ขออภัยในความไม่สะดวก
    @ANATOMY MDCU

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/detail/9680000081346&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33-Z-JtpffYvajPPR1-iHJ