Blog

  • ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ขออภัย
    ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.set.or.th/th/market/news-and-alert/newsdetails%3Fid%3D98678401%26symbol%3DKGEN&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xlP3NAyV_KiMiJGbNbWfz

  • L

    L

    เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 วิทยาลัยโลจิสติกส์และซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้จัดกิจกรรมปฐมนิเทศนักศึกษารายวิชา LSM499 สหกิจศึกษา รุ่นที่ 46 เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักศึกษาก้าวสู่การทำงานจริงในสถานประกอบการ โดยมุ่งเน้นการชี้แจงแนวทางการปฏิบัติงาน หน้าที่ความรับผิดชอบ หลักเกณฑ์การจัดทำรายงานสหกิจศึกษา และระบบการประเมินผล พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ซักถามข้อสงสัยกับคณาจารย์อย่างใกล้ชิด

    กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงพันธกิจของ SPU ในการสนับสนุน SDG4 การศึกษาที่มีคุณภาพ ผ่านการเรียนรู้เชิงปฏิบัติและการพัฒนาทักษะตลอดชีวิต (4.3.3, 4.3.4) อีกทั้งยังตอบโจทย์ SDG8 งานที่มีคุณค่าและการเติบโตทางเศรษฐกิจ ด้วยการส่งนักศึกษาออกไปฝึกงานในสถานประกอบการจริง (8.4.1) และเชื่อมโยงสู่ SDG9 อุตสาหกรรม นวัตกรรม และโครงสร้างพื้นฐาน ผ่านการประยุกต์องค์ความรู้เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรม (9.4.1) นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับ SDG10 ลดความไม่เสมอภาค ด้วยการเปิดโอกาสให้นักศึกษาทุกคนเข้าถึงประสบการณ์สหกิจศึกษา (10.6.1) และผลักดัน SDG17 หุ้นส่วนความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ด้วยการทำงานร่วมกันระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจ (17.2.1)

    SPU มุ่งมั่นพัฒนานักศึกษาให้พร้อมสู่โลกการทำงานอย่างมั่นใจ เสริมสร้างกำลังคนคุณภาพให้แก่อุตสาหกรรมโลจิสติกส์และซัพพลายเชนของประเทศ ตอกย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยในการสร้างสรรค์สังคมและการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับประเทศและนานาชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/logistics/2025/08/26/logistics-spu-cwie46/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1X7raErd9DHV-MmIo5SCgn

  • ธนาคารกรุงเทพ เข้มงวดบัญชีนักท่องเที่ยว หลังคดีฉ้อโกงจีน 2,200 ล้าน

    ธนาคารกรุงเทพ เข้มงวดบัญชีนักท่องเที่ยว หลังคดีฉ้อโกงจีน 2,200 ล้าน

    การเปลี่ยนแปลงนโยบายของธนาคารกรุงเทพ ในการจำกัดบัญชีสำหรับผู้ถือวีซ่าท่องเที่ยวต่างชาติ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการป้องกันอาชญากรรมทางการเงินของประเทศไทย หลังจากคดีฉ้อโกงครั้งใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์จีนใช้บัญชีม้าก่อความเสียหาย 2,200 ล้านบาท ทำให้ธนาคารต้องปรับมาตรการเข้มงวดอย่างฉับพลัน

    นโยบายใหม่ส่งผลกระทบวงกว้าง

    เมื่อเดือนมกราคม 2025 ธนาคารกรุงเทพ เริ่มหยุดเปิดบัญชีใหม่สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ก่อนจะบังคับใช้มาตรการเข้มงวดกับบัญชีเดิมในเดือนพฤษภาคม การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวหลายชาติ โดยเฉพาะชาวรัสเซียที่มีบัญชีจำนวนมากถูกระงับทำธุรกรรม

    การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากคดีฉ้อโกงครั้งใหญ่ในพัทยา เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2025 ตำรวจจับกุมบุคคลทั้งหมด 11 คน รวมถึงพนักงานธนาคารกรุงเทพ สาขาพัทยา 4 คน ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับแก๊งอาชญากรจีนในการเปิดบัญชีเพื่อใช้ในกิจกรรมฉ้อโกง

    คดีพัทยา เปิดโปงเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

    เหตุการณ์ในพัทยากลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อคนจีน 15 คนเดินทางเข้าไทยด้วยวีซ่าท่องเที่ยวในเดือนมีนาคม 2025 และเปิดบัญชีที่สาขาพัทยาเมื่อวันที่ 9 มีนาคม ก่อนจะออกจากประเทศในวันที่ 15 มีนาคม ในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ บัญชีดังกล่าวถูกใช้ทำธุรกรรมเงินกว่า 118 ล้านบาท และถอนเงินออกไป 91 ล้านบาท

    การสืบสวนเผยให้เห็นว่าพนักงานธนาคารได้รับเงินตอบแทนในการเปิดบัญชีแต่ละบัญชี สร้างแรงจูงใจให้พวกเขาข้ามขั้นตอนการตรวจสอบปกติ การกระทำนี้เป็นการประสานกันอย่างเป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับการปลอมแปลงเอกสารและเร่งกระบวนการเปิดบัญชี

    ผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวรัสเซียและชาติอื่น

    ชาวรัสเซียได้รับผลกระทบมากที่สุดจากนโยบายใหม่ มีบัญชีหลายพันบัญชีถูกระงับ สถานทูตรัสเซียในไทยรับทราบปัญหานี้ โดยระบุว่ามีชาวรัสเซีย 40,000-50,000 คนที่พำนักอยู่ในไทยอย่างถาวรหรือระยะยาว หลายคนใช้ธนาคารกรุงเทพเป็นสถาบันการเงินหลัก

    นอกจากชาวรัสเซียแล้ว นักท่องเที่ยวชาวยุโรป รวมทั้งเยอรมัน อิตาลี และสวิตเซอร์แลนด์ ก็ประสบปัญหาการระงับบัญชีเช่นกัน การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนี้ทำให้นักท่องเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมายไม่สามารถเข้าถึงเงินของตัวเองได้

    เกณฑ์วีซ่าใหม่และข้อกำหนดเอกสาร

    ภายใต้นโยบายใหม่ วีซ่าท่องเที่ยวทุกประเภท รวมถึง Destination Thailand Visa (DTV) ที่อนุญาตให้พำนักได้ถึง 180 วัน ไม่สามารถเปิดหรือรักษาบัญชีธนาคาร เกณฑ์การมีสิทธิ์จำกัดให้เฉพาะผู้ถือวีซ่าประเภทนอน-อิมมิแกรนต์ วีซ่าเกษียณ หรือการแต่งงานกับคนไทย

    ผู้ถือบัญชีเดิมจะต้องแสดงเอกสารวีซ่าที่ปัจจุบัน หลักฐานสถานะทางกฎหมายในไทย และเอกสารตรวจสอบตัวตนเพิ่มเติม การไม่สามารถแสดงเอกสารสถานะวีซ่าในปัจจุบันจะส่งผลให้บัญชีถูกระงับจนกว่าจะสามารถจัดหาเอกสารที่เหมาะสมได้

    มาตรการป้องกันอาชญากรรมทางการเงิน

    การดำเนินการของธนาคารกรุงเทพสะท้อนถึงความพยายามของไทยในการปรับปรุงมาตรฐานการป้องกันการฟอกเงินให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล คดีอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์จีนแสดงให้เห็นถึงช่องโหว่ในระบบการเงินที่อาชญากรข้ามชาติใช้ประโยชน์

    แก๊งอาชญากรใช้ความง่ายในการขอวีซ่าท่องเที่ยว และการเปิดบัญชีธนาคารเป็นจุดแข็งในการดำเนินงาน พวกเขาสามารถสร้างบัญชีหลายบัญชีอย่างรวดเร็ว ทำธุรกรรมการเงินที่ได้จากการฉ้อโกง ถอนเงิน และออกจากประเทศก่อนที่เจ้าหน้าที่จะตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ในยุคที่ความปลอดภัยทางการเงินกลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ความสมดุลระหว่างการป้องกันอาชญากรรมกับการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่ถูกต้องจะอยู่ที่จุดใด และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวระดับโลกอย่างไรในระยะยาว?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/bangkok-bank-restricts-tourist-accounts-fraud-prevention&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IudnPPXodg9t5tnLntPIl

  • ครม.รับทราบโยกงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.6 หมื่นล้าน เสริมงบกลางกรณีฉุกเฉิน

    ครม.รับทราบโยกงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.6 หมื่นล้าน เสริมงบกลางกรณีฉุกเฉิน

    นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติรับทราบรายงานความคืบหน้าการขอรับและผลการอนุมัติจัดสรรข้อเสนอโครงการ/รายการกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 รวมถึงรายงานผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการกำกับและติดตามผลการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และความคืบหน้าการใช้วงเงินงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจในส่วนที่เหลือ โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

    1. รายงานความคืบหน้าการขอรับจัดสรรและผลการอนุมัติจัดสรรงบประมาณโครงการ/รายการกระตุ้นเศรษฐกิจตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2568 
       

    ข้อมูล ณ วันที่ 19 สิงหาคม 2568 สำนักงบประมาณได้พิจารณาอนุมัติงบประมาณให้หน่วยรับงบประมาณแล้วทั้งสิ้นจำนวน 49 หน่วยรับงบประมาณ 8,431 รายการ วงเงินรวม 109,800.1741 ล้านบาท โดยพิจารณาตามหลักฐานและข้อเท็จจริงที่หน่วยรับงบประมาณจัดส่งให้ รวมทั้งหลักเกณฑ์ อัตราค่าใช้จ่าย ระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 

    2. รายงานผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการกำกับและติดตามผลการดำเนินงานตามแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ คณะอนุกรรมการฯ เห็นชอบให้ใช้ระบบ DASHBOARD “แผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท” เป็นเครื่องมือหลักในการกำกับและติดตามความก้าวหน้าของแผนฯ พร้อมทั้งกำหนดให้หน่วยรับงบประมาณใช้ DASHBOARD ดังกล่าวในการติดตาม เร่งรัด และควบคุมการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ

    3. การใช้วงเงินงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ส่วนที่เหลือ

    3.1 พระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กำหนดวงเงินงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ จำนวน 187,700.0000 ล้านบาท โดยมีโครงการที่ใช้จ่ายจากงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ได้แก่

    •  โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านผู้สูงอายุ วงเงิน 40,000 ล้านบาท ซึ่งเบิกจ่ายงบประมาณ จำนวน 30,434 ล้านบาท และนำเงินจัดสรรส่งคืนเงินแล้ว จำนวน 531 ล้านบาท
    • ข้อเสนอโครงการ/รายการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ รวม 8,939 รายการ วงเงิน 115,375.2715 ล้านบาท
    • ข้อเสนอโครงการ/รายการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ระยะที่ 2 วงเงินไม่เกิน 18,488.3679 ล้านบาท 

    ดังนั้น เมื่อพิจารณางบประมาณคงเหลือจากการดำเนินการและอนุมัติเงินจัดสรรข้างต้น คาดว่างบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ จะคงเหลือประมาณ 26,000 ล้านบาท

    3.2 เนื่องจากยังไม่มีข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับจัดสรรงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ประกอบกับเมื่อพิจารณาจากระยะเวลาที่เหลืออยู่ซึ่งเป็นช่วงใกล้สิ้นปีงบประมาณการจัดทำโครงการโดยใช้จ่ายจากงบกลาง รายการดังกล่าว มีขั้นตอนการพิจารณาหลายขั้นตอน รวมไปถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการก่อหนี้ผูกพันที่อาจจะไม่สามารถดำเนินการได้ทันภายในวันที่ 30 กันยายน 2568 ซึ่งจะส่งผลให้งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ที่เหลืออยู่พับไปโดยผลของกฎหมาย 

    3.3 ดังนั้น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการดังกล่าวที่เหลืออยู่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์ ผู้อำนวยการงบประมาณสามารถโอนงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ไปเพิ่มในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น 

    ” การโอนงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ จำนวน 26,000 ล้านบาท ไปสมทบงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น จะทำให้งบดังกล่าวเพิ่มจาก 96,556.7103 ล้านบาท คิดเป็น 2.57% ของงบประมาณรายจ่ายปี 2568 เป็น 122,556.7103 ล้านบาท คิดเป็น 3.27% ของงบประมาณรายจ่ายปี 2568 เพื่อให้สามารถใช้จ่ายได้อย่างรวดเร็ว คล่องตัว และมีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/729371&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sIjCYWJ-T1zTX3wFVI8YB

  • พอช. อัดฉีด 29.6 ล้าน ‘กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก’ สร้างอาชีพควบคู่การสร้างชุมชนเข้มแข็ง

    พอช. อัดฉีด 29.6 ล้าน ‘กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก’ สร้างอาชีพควบคู่การสร้างชุมชนเข้มแข็ง

    โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานราก

    พอช. เดินหน้าพลิกโฉมการพัฒนาชุมชนด้วยโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานราก อัดฉีดงบประมาณ 29.6 ล้านบาท สนับสนุน 270 องค์กรทั่วประเทศ หวังเสริมความเข้มแข็งให้ชาวบ้าน ชี้การพัฒนาชุมชนเพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องเติมพลังเศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว

    นายกฤษดา สมประสงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. เปิดเผยถึงการขับเคลื่อน “โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ” ที่มีเป้าหมายหลักในการเสริมสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนควบคู่ไปกับการพัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง โดยจัดสรรงบประมาณรวมทั้งสิ้น 29.6 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนองค์กรชุมชน 270 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งจะครอบคลุมประชาชนกว่า 13,500 คน

    นายกฤษดาเน้นย้ำถึงเป้าหมายและวัตถุประสงค์สำคัญของโครงการนี้คือ 1.ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้มีรายได้น้อยทั้งในเมืองและชนบท ให้มีรายได้มั่นคงควบคู่ไปกับการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง  2.สร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ เพิ่มรายได้ ลดรายจ่ายในครัวเรือนและชุมชน ผ่านกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชุมชนกำหนดเอง

    กลุ่มเป้าหมายคือองค์กรชุมชนที่ขึ้นทะเบียนกับ พอช. เช่น สภาองค์กรชุมชน กองทุนสวัสดิการ หรือเครือข่ายพัฒนาที่อยู่อาศัย โดยจะคัดเลือกพื้นที่ที่มีการพัฒนาที่อยู่อาศัยแล้ว และพร้อมต่อยอดสู่การทำกิจกรรมด้านเศรษฐกิจ

    กลไกการสนับสนุน: อัดฉีดงบประมาณ 27 ล้านสู่ชุมชนโดยตรง

    นายกฤษดากล่าวต่อไปอีกว่างบประมาณรวม 29.6 ล้านบาท จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่:

    • งบสนับสนุนตรงแก่ชุมชน: 27 ล้านบาท จะถูกจัดสรรให้แก่องค์กรชุมชน 270 แห่ง โดยพิจารณาตามจำนวนสมาชิก (เฉลี่ย 50,000-80,000 บาทต่อองค์กร) เพื่อให้เงินทุนเข้าถึงผู้เดือดร้อนอย่างรวดเร็ว
    • งบขับเคลื่อนโครงการ: 2.1 ล้านบาท สำหรับสนับสนุนการบริหารจัดการและการประสานงานในระดับพื้นที่และส่วนกลาง
    • งบติดตามประเมินผล: 500,000 บาท เพื่อใช้ในการติดตามและประเมินผลลัพธ์ของโครงการอย่างเป็นระบบ

    พอช. ตั้งเป้าหมายว่าสมาชิกองค์กรชุมชนกว่าร้อยละ 80 จะมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2,000 บาทต่อคนต่อเดือน และครัวเรือนสามารถลดรายจ่ายได้จากกิจกรรมที่ส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง

    เงื่อนไขและขั้นตอน: ‘ชุมชนเป็นเจ้าของการพัฒนา’

    ในการเข้าร่วมโครงการ องค์กรชุมชนจะต้องจัดทำแผนพัฒนาอาชีพหรือเศรษฐกิจเพื่อเสนอขอรับการสนับสนุน จากนั้นกลไกของขบวนองค์กรชุมชนระดับจังหวัดจะทำหน้าที่กลั่นกรองก่อนส่งให้ พอช. พิจารณาอนุมัติ

    นายกฤษดาทิ้งท้ายว่า “ประชาชนต้องเป็นเจ้าของการพัฒนาเอง” โดย พอช. จะทำหน้าที่เป็นเพียงหน่วยงานสนับสนุนและประสานงาน แต่ความยั่งยืนที่แท้จริงจะเกิดขึ้นจากพลังและความร่วมมือของคนในชุมชนเอง

    โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้จึงเป็นเครื่องสะท้อนถึงแนวคิดการพัฒนาของ พอช. ที่มองว่าการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างต้องเริ่มต้นจากฐานราก ทั้งการมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง และการมีแหล่งรายได้ที่ยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/850388/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VK-dG956ft7DPwjYNz-mZ

  • ครม.รับทราบ คืบหน้าตามแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้าน

    ครม.รับทราบ คืบหน้าตามแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้าน

    ครม.รับทราบคืบหน้าตามแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท และการใช้วงเงินงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจส่วนที่เหลือ

    นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี รับทราบความคืบหน้าการดำเนินการตามแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท และการใช้วงเงินงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจส่วนที่เหลือ โดยมติการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งที่ 5/2568 เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ซึ่งมีความคืบหน้าดังนี้

    รายงานความคืบหน้าการขอรับจัดสรรและผลการอนุมัติจัดสรรโครงการ/ รายงานกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 157,000 ล้านบาท ตามที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการพิจารณาอนุมัติงบประมาณให้หน่วยงานได้รับงบประมาณแล้วทั้งสิ้น 49 หน่วยรับงบประมาณ รวม 8,431 รายการ วงเงินรวม 109,800.17 ล้านบาท โดยพิจารณาตามหลักฐาน และข้อเท็จจริงที่หน่วยงานรับงบประมาณจัดส่งให้ ตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง

    รายงานผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการกำกับและติดตาม ผลการดำเนินงานตามแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติในการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 งบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเข้มแข็งของระบบเศษฐกิจ พร้อมทั้งเห็นชอบให้ใช้ระบบ DASHBOARD แผนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้กรอบวงเงิน 1.57 แสนล้านบาท

    การใช้วงเงินงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ส่วนที่เหลือ ประมาณ 26,000 ล้านบาท แต่เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับการจัดสรรงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเป็นช่วงใกล้สิ้นปีงบประมาณ ทั้งนี้เพื่อการใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสอดคล้องกับสถานการณ์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ สามารถโอนงบกลางรายการดังกล่าว ไปเพิ่มในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยเสนอขออนุมัตินายกรัฐมนตรีตามมาตรา 36 พระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561

    การจัดสรรงบดังกล่าวจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนรายได้น้อย และยกระดับคุณภาพชีวิตผู้พิการที่อยู่ในโครงการให้ได้รับการช่วยเหลือต่อเนื่องตลอดปีงบประมาณ 2568

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_924523/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mdUa3-yg_PZKvkUz6uFGg

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 26 ส.ค.68

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 26 ส.ค.68

    26 สิงหาคม 2568 17:09 น. สยามรัฐออนไลน์ เศรษฐกิจ

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน 26 ส.ค.68

    -นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เผยถึงข้อกังวลถึงนโยบายการนำเข้าแรงงานศรีลังกา ทดแทนแรงงานกัมพูชา โดยจะมีการนำเข้าแรงงานชาติอื่นๆ เพิ่มเติม  เป็นการกระจายความเสี่ยง และเป็นการแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาวะเร่งด่วน และตอบสนองความต้องการของภาคธุรกิจได้อย่างทันเวลา

    -นางสาวมนพร เจริญศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เผยถึงความคืบหน้าโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายล่าสุด อยู่ที่รัฐบาลเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติการขนส่งทางราง ,ร่างพระราชบัญญัติการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และร่างพระราชบัญญัติตั๋วร่วม ว่า สำหรับกฎหมายทั้งสามฉบับไม่ได้กังวล เพราอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของสมาชิกวุฒิสภา

    -นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เผยว่า ในช่วง 7 เดือนแรกปี 2568 (ม.ค.-ก.ค.) ไทยส่งออกข้าว ได้ในปริมาณ 4.30 ล้านตัน ลดลง 25.09% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีปริมาณส่งออกอยู่ที่ 5.74 ล้านตัน และมีมูลค่า 86,412 ล้านบาท (ประมาณ 2,592 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) ลดลง 35.35% จากปีก่อนที่มีมูลค่า 133,663 ล้านบาท (ประมาณ 3,739 ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/646850&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kWPOynC9B4M9NUKuRkFnB

  • เศรษฐกิจเช็กฟื้นตัว: โอกาสของผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดยุโรป

    เศรษฐกิจเช็กฟื้นตัว: โอกาสของผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดยุโรป

    กระทรวงการคลังเช็กได้ปรับเพิ่มประมาณการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจเช็กในปี 2025 โดยคาดการณ์ว่าในปีนี้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสาธารณรัฐเช็กจะเติบโตขึ้นร้อยละ 2.1 ซึ่งปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากการคาดการณ์ในเดือนเมษายน 2025 ที่คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 2 สำหรับปี 2026 เศรษฐกิจเช็กคาดว่าจะเติบโตที่ร้อยละ 2 ทั้งนี้ การคาดการณ์ทางเศรษฐกิจฉบับใหม่นี้ นำเสนอโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง Mr. Zbynek Stanjura เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2025 ที่ได้พิจารณาถึงภาษีนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่ของสหภาพยุโรปที่สหรัฐฯ กำหนด โดยอุปสรรคทางการค้าเหล่านี้จะทำให้การเติบโตของสาธารณรัฐเช็กชะลอตัวลงร้อยละ 0.3 ในปีนี้ และร้อยละ 0.4 ในปีหน้า อย่างไรก็ตาม ในปี 2026 เศรษฐกิจสาธารณรัฐเช็กอาจได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลเยอรมนี ซึ่งอาจช่วยเร่งการเติบโตได้ร้อยละ 0.2-0.3 เนื่องจากการเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ สำหรับปัจจัยขับเคลื่อนหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งในปีนี้และปีหน้าคาดว่าจะมาจากการบริโภคของภาคครัวเรือนและการใช้จ่ายภาครัฐ คาดการณ์ว่าการบริโภคภาคครัวเรือนจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 3 ในปีนี้ และร้อยละ 2.9 ในปีหน้า ขณะที่รายจ่ายภาครัฐจะเติบโตร้อยละ 1.9 ในปีนี้ และร้อยละ 1.4 ในปีหน้า ในปี 2026 คาดว่าการลงทุนจะกลับมาฟื้นตัวและส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยการลงทุนจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.9 หลังจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาในปีนี้ ในส่วนของค่าจ้าง คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อยที่ร้อยละ 6.6 ในปีนี้ และจะชะลอตัวลงเหลือร้อยละ 5.4 ในปีหน้า โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะทรงตัวที่ค่าเฉลี่ยร้อยละ 2.4 ในปีนี้ และร้อยละ 2.3 ในปีหน้า ซึ่งจะส่งผลให้ค่าจ้างที่แท้จริงเติบโตขึ้น“ตัวเลขปัจจุบันยืนยันแนวโน้มว่าเศรษฐกิจเช็กกำลังค่อยๆ กลับสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นรากฐานที่ดีที่สุดสำหรับการพัฒนาต่อไป” รัฐมนตรีกระทรวงการคลังเช็กกล่าว “เป็นผลมาจากทั้งอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำและมีเสถียรภาพ ซึ่งน่าจะลดลงอีกในปีหน้า และค่าจ้างที่แท้จริงที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนจากการบริโภคภาคครัวเรือนที่สูงขึ้น”การคาดการณ์ของกระทรวงการคลังสอดคล้องกับการคาดการณ์ที่เผยแพร่โดยสมาคมธนาคารเช็ก (Czech Banking Association: ČBA) ที่ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็น ร้อยละ 2.1 เช่นกัน จากที่เคยคาดไว้เพียงร้อยละ 1.7 ในเดือนพฤษภาคม 2025 โดยการปรับเพิ่มคาดการณ์นี้เป็นผลมาจากการส่งออกที่แข็งแกร่งขึ้น และผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่มีต่อสหภาพยุโรปที่ลดลงน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก แม้ว่ามาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะยังคงส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเช็กทั้งในปีนี้และปีหน้า แต่ผลกระทบกลับไม่รุนแรงเท่ากับที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ผลกระทบที่ลดลงนี้ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการที่สหรัฐฯ จัดเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ในอัตราที่ต่ำกว่าที่ประกาศไว้ นอกจากนี้ ธนาคารแห่งชาติสาธารณรัฐเช็ก มีมุมมองเชิงบวกมากกว่า โดยคาดการณ์ว่า GDP จะเติบโตร้อยละ 2.6 ในปีนี้ และอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยจะสูงขึ้นที่ร้อยละ 2.6 ได้รับแรงหนุนจากราคาอาหารและบริการที่สูงขึ้น รวมถึงต้นทุนอสังหาริมทรัพย์ที่สูงขึ้น คาดว่าค่าจ้างที่แท้จริงจะเติบโตที่ร้อยละ 3.6 แม้ว่าค่าจ้างรวมเฉลี่ยเมื่อปรับตามอัตราเงินเฟ้อแล้วจะไม่ถึงระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 โดยคาดว่าอัตราค่าจ้างรวมเฉลี่ยจะกลับไปสู่ระดับสูงสุดในปี 2027 และคาดว่าอัตราการว่างงานจะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 4.4 ในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 3.8 ในปีที่แล้ว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเลิกจ้างพนักงานในภาคอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม แนวโน้มขาขึ้นนี้คาดว่าจะทรงตัวในปีหน้า อัตราดอกเบี้ยพื้นฐานของธนาคารแห่งชาติสาธารณรัฐเช็กน่าจะยังคงอยู่ที่ร้อยละ 3.5 ในช่วงที่เหลือของปี และอาจลดลงเหลือร้อยละ 3.25 ในไตรมาสแรกของปีหน้า

    ข้อคิดเห็น/เสนอแนะของ สคต.   

    จากข้อมูลการคาดการณ์ทางเศรษฐกิจล่าสุดของสาธารณรัฐเช็กที่ทั้งกระทรวงการคลังและสมาคมธนาคารเช็ก ต่างปรับเพิ่มตัวเลข สะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญของเศรษฐกิจสาธารณรัฐเช็ก โดยเฉพาะจากอุปสงค์ในประเทศที่แข็งแกร่ง เนื่องจากค่าจ้างเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภคเช็ก รวมถึงการส่งออกของเช็กที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้น นอกจากนี้ เช็กเป็นประเทศที่มีที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ใจกลางทวีปยุโรป และเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (EU) การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง รวมถึงความมั่นคงทางนโยบาย แสดงให้เห็นว่าเช็กเป็นตัวเลือกที่น่าพิจารณาสำหรับผู้ประกอบการไทยที่ต้องการขยายการส่งออกมายังทวีปยุโรปเพิ่มเติม โดยสินค้าที่มีศักยภาพ ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารแปรรูป และสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ จากการที่กำลังซื้อของผู้บริโภคเช็กสูงขึ้นจากค่าจ้างที่เพิ่มขึ้น ทำให้พวกเขามองหาสินค้าที่มีคุณภาพและนวัตกรรมมากขึ้น ผู้ประกอบการไทยจึงควรเน้นการพัฒนาสินค้าที่มีจุดเด่น เช่น สินค้าอาหารแปรรูปที่ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพ สินค้าไลฟ์สไตล์ หรือสินค้าตกแต่งบ้านที่สะท้อนงานฝีมือไทย โดยการส่งออกสินค้าไปสาธารณรัฐเช็กหมายถึงการเข้าถึงตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ของสหภาพยุโรป (EU) ที่มีประชากรกว่า 450 ล้านคน ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรศึกษาข้อตกลงการค้า กฎระเบียบ และมาตรฐานของ EU อย่างละเอียด เพื่อให้สินค้าสามารถส่งออกได้อย่างราบรื่นและลดอุปสรรคทางการค้า นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยควรติดตามสถานการณ์การค้าโลกอย่างใกล้ชิด เช่น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และมาตรการภาษีนำเข้าจากประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ซึ่งยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและยุโรปได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/lkz4y8co8ataeg1pvogr8od5&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GPbyAOMPFxRxdrDhc1SCj

  • ครม.คุมเข้มรถใช้แล้ว เปิดทางเฉพาะ ‘รถโบราณ’

    ครม.คุมเข้มรถใช้แล้ว เปิดทางเฉพาะ ‘รถโบราณ’

    ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผย ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในหลักการร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ กำหนดให้ ‘รถยนต์ใช้แล้ว’ เป็นสินค้าที่ต้องห้ามหรือต้องขออนุญาตนำเข้าในประเทศไทย โดยร่างฉบับใหม่นี้เป็นการปรับปรุงจากกฎปี 2562

    จุดสำคัญคือ เปิดทางให้นำเข้ารถยนต์โบราณ (Classic Cars)อายุเกิน 100 ปี และรถแข่ง ภายใต้เงื่อนไขที่กรมสรรพสามิตกำหนด เพื่อสอดคล้องกับมติ ครม. เดิม ที่ต้องการส่งเสริมศิลปะและการอนุรักษ์ยานยนต์โบราณ

    ก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นผ่านระบบออนไลน์ พบว่ามีประชาชนแสดงความคิดเห็น 433 ราย โดยกว่า 87% เห็นด้วย

    ผลทางเศรษฐกิจ – การอนุญาตให้นำเข้ารถโบราณจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม ผ่านการจัดกิจกรรม Classic Car กระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ รวมถึงหนุนธุรกิจรีสโตร์และอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีที่เกี่ยวข้อง

    ผลทางสังคม – ถือเป็นการปลูกฝังค่านิยมการอนุรักษ์ มองรถโบราณเป็นทุนทางวัฒนธรรม ที่สามารถต่อยอดเป็นซอฟต์พาวเวอร์ และดึงดูดให้ไทยเป็นศูนย์กลาง Classic Car ของภูมิภาค

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังย้ำ ร่างประกาศฉบับนี้จะถูกส่งต่อให้คณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายพิจารณาเป็นเรื่องด่วน ก่อนประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/cabinet-classic-cars-tourism-restore-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gRISZagCfX3Wx4cbJ3038

  • บิ๊กท่องเที่ยวชี้ปมคลิปเสียงแพทองธาร นายกฯจะอยู่หรือไปไม่แตกต่าง ธุรกิจยังต้องเดินต่อ

    บิ๊กท่องเที่ยวชี้ปมคลิปเสียงแพทองธาร นายกฯจะอยู่หรือไปไม่แตกต่าง ธุรกิจยังต้องเดินต่อ

    บิ๊กท่องเที่ยวชี้ปมคลิปเสียงแพทองธาร นายกฯจะอยู่หรือไปไม่แตกต่าง ธุรกิจยังต้องเดินต่อ

    นายยุทธชัย จรณะจิตต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท อิตัลไทย และผู้ก่อตั้ง ออนิกซ์ ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป (ONYX Hospitality Group) เปิดเผยว่า ปมคลิปเสียงแพทองธาร ชินวัตร’ นายกรัฐมนตรี เบื้องต้นไม่ว่านายกจะอยู่หรือไม่ ก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ธุรกิจยังต้องอยู่และเดินหน้าต่อเหมือนเดิม ส่วนผลกระทบในด้านความเชื่อมั่นหรือภาพลักษณ์คงเป็นระยะสั้นเท่านั้น เพราะประเทศไทยมีการเปลี่ยนตัวนายกบ่อยอยู่แล้ว ขอเพียงอย่าให้มีความรุนแรงมาก มีการชุมนุมประท้วงหนักเกินไป

    “สิ่งที่รัฐบาลต้องทำตอนนี้คือ เลิกทะเลาะกัน มองประเทศชาติมากขึ้น ว่าต้องการอะไร ทั้งความสมานฉันท์ การเดินไปข้างหน้า และปากท้องของประชาชน เพราะคนทำงานเหนื่อยมาก รวมถึงผู้ประกอบการด้วย เพราะหากคนทำงานเหนื่อยแล้ว เจ้าของกิจการก็เหนื่อยไม่แพ้กัน เนื่องจากกำลังซื้อลดลง” นายยุทธชัย กล่าว

    ส่วนภาพรวมการท่องเที่ยวในปี 2568 นี้ มองว่ายังไปถึงเป้าหมายที่จำนวน 35 ล้านคนไม่ได้ ส่วนปี 2569 หวังว่าจะดีกว่านี้ แต่ก็ยังมองว่าคงทรงตัว จำนวนคงไม่ได้พุ่งเหมือนช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา คงอยู่ประมาณนี้ต่อไป นักท่องเที่ยวก็จะมาจากตลาดเดิมๆ ธุรกิจทั่วโลกไม่ได้ดีมากนัก กำลังซื้อของคนส่วนใหญ่ลดลง รวมถึงคนไทยที่ตอนนี้เหนื่อยกันหมด ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้า แม่ค้าหรือธุรกิจส่วนใหญ่

    ยุทธชัย จรณะจิตต์

    เพราะปัญหาหลักคือ การหารายได้ ทำให้ไตรมาส 3/2568 เริ่มมีหลายบริษัทในหลายเซกเตอร์ที่เริ่มลดคนทำงานแล้ว รวมถึงการตั้งงบประมาณในปี 2569 ก็มีการลดในเรื่องพนักงานด้วย ภาวะปัจจุบันจึงเป็นการรัดเข็มขัด และบริหารจัดการต้นทุนคงที่ของธุรกิจให้ดี เพราะรายได้ข้างหน้ายังมองไม่ชัดเจน ทำให้ธุรกิจยังอยู่ในจุดที่ต้องระมัดระวัง

    ในธุรกิจโรงแรมคงยังไม่เห็นการเลิกจ้างพนักงาน เพราะส่วนใหญ่ยังต้องการแรงงานภาคบริการที่มีทักษะในการให้บริการนักท่องเที่ยวอยู่ แต่จากการที่รัฐบาลประกาศขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ ธุรกิจต้องปรับตัวในส่วนของการจ้างแรงงานใหม่ หันมาในพนักงานที่มีอยู่แบบทำงานหลายหน้าที่มากกว่าเดิม เป็นการบริหารจัดงานให้ดีมากขึ้น

    ส่วนกรณีแรงงานกัมพูชาที่เดินทางกลับประเทศต้นทาง เพราะข้อพิพาทกับไทย ยังไม่ได้มีผลกระทบต่อแรงงานในภาพรวม เพราะแรงงานส่วนใหญ่อยู่ในธุรกิจก่อสร้าง  ภาคบริการใช้แรงงานจากเมียนมาที่มีจำนวนมากกว่าและอยู่มานานแล้วเป็นหลัก

    ด้านการแข่งขันในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ประเทศไทยยังต้องมีการพัฒนาอีกหลายส่วนมาก โดยเฉพาะสิ่งท่องเที่ยวสร้างเอง (แมนเมด) เนื่องจากหากเทียบกับประเทศที่มาแรงอย่างเวียดนาม จะเห็นว่าช่วงหลังๆ พัฒนาได้เร็วมาก มีการลงทุนแมนเมดเพิ่มขึ้นหลายแห่ง รวมถึงอาจลงทุนด้านเอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ด้วย ประเมินว่าประเทศไทยคงไม่สามารถดำเนินการอย่างรวดเร็วได้เท่าเวียดนาม

    เพราะรูปแบบการบริหารแตกต่างกัน หลายโครงการที่จะเกิดขึ้น อาทิ เอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ของไทยก็ยังอยู่ในอากาศ อย่างไรก็ตาม มองว่าท่องเที่ยวเวียดนามยังสู้ประเทศไทยไม่ได้ โดยเฉพาะภาคบริการ ธรรมชาติที่สวยงาม และคุณภาพที่มีมากกว่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/637065&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32elzReb-WM31EfWVQVK4P