Blog

  • ‘เผ่าภูมิ’ การันตีรัฐบาลอยู่ครบเทอมแน่!! ฟุ้งจีดีพีปี 68 ทะลุ 2.2% หยอดลดดอกเบี้ยเพิ่มบูมศก.

    ‘เผ่าภูมิ’ การันตีรัฐบาลอยู่ครบเทอมแน่!! ฟุ้งจีดีพีปี 68 ทะลุ 2.2% หยอดลดดอกเบี้ยเพิ่มบูมศก.

    ‘เผ่าภูมิ’ การันตีรัฐบาลอยู่ครบเทอมแน่ พร้อมลุยเข็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ปักธงปี 2568 โตทะลุเป้าหมาย 2.2% อานิสงส์ดีลภาษีนำเข้าสหรัฐฯ 19% หนุนไทยแกร่งกว่าคู่แข่ง ฟุ้งนโยบายการคลังยังไม่น่ากังวล ส่วนนโยบายการเงินยังมีพื้นที่เหลือพอลดดอกเบี้ยเพิ่มกระตุ้นเศรษฐกิจ

    27 ส.ค. 2568 – นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รมช. การคลัง กล่าวว่า มั่นใจว่าตัวเลขเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ในปี 2568 จะขยายตัวได้สูงกว่าคาดการณ์ที่ 2.2% อย่างแน่นอน โดยภาพรวมในช่วงครึ่งปีแรกสามารถขยายตัวได้ 3% ส่วนแนวโน้มในช่วงครึ่งปีหลังอาจจะต้องยอมรับว่าจะขยายตัวได้ชะลอลง จากการส่งออกที่อาจจะแผ่วลงเล็กน้อย โดยจะเติบโตต่ำกว่า 3% แต่ในภาพรวมยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดยหลัก ๆ มาจากตัวเลขเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่คาดว่าจะเติบโตได้ในเกณฑ์ที่ดี รวมถึงปัจจัยเสริมจากเรื่องภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ (Reciprocal Tariff) ซึ่งไทยอยู่ที่อัตรา 19% อยู่ในเกณฑ์ที่ดีเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ทำให้เชื่อมั่นว่าปัจจัยดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนให้มีการปรับเพิ่มคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ที่คาดว่าจะมีการทยอยประกาศออกมาเรื่อย ๆ

    โดยในเรื่อง Reciprocal Tariff ของไทยที่ 19% นั้น สะท้อนว่าไทยกลับมายืนอยู่ในจุดที่ดีกว่าเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอัตราภาษีสำหรับสินค้า Local Content ซึ่งมั่นใจว่าไทยมีสัดส่วนสินค้าที่จะโดนอัตราภาษีดังกล่าวในระดับสูง น้อยกว่าประเทศคู่แข่งอย่างแน่นอน เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่มี Local Content สูงกว่าคู่แข่งมาก ซึ่งทำให้ไทยได้เปรียบจากการเจรจาครั้งนี้ ซึ่งอัตราภาษีนำเข้าดังกล่าวทำให้ไทยมีความพร้อมที่จะเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีศักยภาพ ขณะที่ตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment : FDI) สะท้อนจากตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) นั้น อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยหลังจากนี้รัฐบาลมีหน้าที่สนับสนุนให้การลงทุนง่ายขึ้น ผ่าน ease of doing business เพื่อทำให้เกิดการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนใหม่ ๆ

    ทั้งนี้ ในส่วนของปัจจัยเรื่องเสถียรภาพทางการเมือง จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยคำร้องกรณีคลิปเสียงการสนทนาระหว่างนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กับสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชานั้น รมช.การคลัง ระบุว่า ต้องไม่คาดการณ์ในประเด็นที่เกี่ยวกับทางยุติธรรม แต่รัฐบาลมองในภาพใหญ่และเชื่อมี่นว่ารัฐบาลเพื่อไทยจะอยู่ครบวาระ โดยไม่มีประเด็นอะไรที่กระทบต่อความเชื่อมั่นและเสถียรภาพ

    “รัฐบาลมีความมั่นใจว่าจะอยู่ครบวาระ และทุกอย่างจะเดินหน้าไปสู่ปลายทางของมัน ทุกคน ทุกกระทรวงมีหน้าที่ในการทำงานอย่างต่อเนื่อง กระทรวงการคลังก็มีการผลักดันนโยบายไม่หยุดหย่อน เพราะปลายทางของเราคือรัฐบาลที่อยู่ครบเทอม ดังนั้นเรามีหน้าที่ในการดำเนินนโยบายให้สุดปลายทาง ซึ่งนโยบายต่าง ๆ ตอนนี้ก็เดินหน้าไปตามแผน และเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ในทุก ๆ เรื่อง” นายเผ่าภูมิ กล่าว

    นายเผ่าภูมิ กล่าวอีกว่า ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะเร่งผลักดันมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยจะต้องประเมินสถานการณ์ประกอบด้วย แต่ที่ผ่านมาได้มีการเร่งอัดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจก้อนใหญ่ไปแล้ว วงเงิน 1.57 แสนล้านบาท ซึ่งมีเม็ดเงินที่ถูกใช้ไปแล้วราว 1.3 แสนล้านบาท โดยคาดว่าเม็ดเงินในส่วนนี้จะมีผลต่อเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4/2568 ถึงไตรมาส 1/2569

    สำหรับปัจจัยที่หลายฝ่ายแสดงความกังวลเกี่ยวกับพื้นที่ทางการคลังที่จำกัดลงนั้น ยืนยันว่าหากพิจารณาจากตัวเลขหนี้สาธารณะล่าสุด อยู่ที่ราว 64% กว่า ถือเป็นการปรับลดลงครั้งแรกในรอบ 10 เดือนโดยประมาณ สะท้อนว่าหนี้สาธารณะโตช้ากว่าตัวเลขจีดีพี ถือเป็นแนวโน้มที่ดี ขณะที่พื้นที่ทางการเงินก็ยังมีเหลือเช่นเดียวกันให้ยังสามารถขยับขยายอะไรได้อีกเพิ่มเติม ดังนั้น จึงขอยืนยันว่าประเด็นเรื่องพื้นที่นโยบายทางการเงินและนโยบายทางการคลังยังไม่ได้อยู่ในจุดที่น่ากังวลแต่อย่างใด

    “เรื่องพื้นที่ของนโยบายการเงินนั้น ยังมีเหลือที่จะทำได้จริง ๆ โดยเฉพาะเรื่องอัตราดอกเบี้ย แต่เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ส่วนในภาพรวมเรายังมองเห็นพื้นที่ที่พอจะดำเนินการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงได้ แต่การพิจารณาก็อยู่ที่ความเหมาะสม คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ กนง. จะดีกว่า ตอนนี้อย่าเพิ่งไปกดดันเขา เพราะล่าสุดเขาก็เพิ่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาให้เข้ากับสถานการณ์ ตรงนี้เราเพียงบอกว่าพื้นที่ทางการเงินยังมีพอที่จะปรับได้ แต่จะปรับหรือไม่ก็อยู่ที่ กนง. ส่วนผู้ว่าการ ธปท. คนใหม่ที่เข้าไปก็เป็นบุคคลที่มีศักยภาพสูง เชื่อว่าจะพิจารณาทุกอย่างได้อย่างเหมาะสม” รมช.การคลัง ระบุ

    อย่างไรก็ดี ในส่วนของภาระดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับรายได้นั้น ยืนยันว่าไมมีผลกระทบใด ๆ กับพื้นที่ทางการคลัง โดยปัจจุบันภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลอยู่ที่ 9% ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยและไม่มีประเด็นอะไร แม้ว่าในระยะต่อไปอาจจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่หากภาพรวมเศรษฐกิจมีการขยายตัวได้ดี ตรงนี้ก็จะส่งผลให้รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ภาระดอกเบี้ยต่อรายได้ยังอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างไม่มีปัญหา ขณะเดียวกันที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้มีการหารือกับบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยที่จะใช้พิจารณามีหลายเรื่อง ทั้งความสามารถในการเดินไปข้างหน้าของประเทศ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น นโยบายการคลัง ผลการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ นโยบายหลัก ๆ ของรัฐบาล การกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนเรื่องภาระดอกเบี้ยเทียบกับรายได้นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการประเมินเท่านั้น

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/850961/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2KG5-2iN8iFKZC5ZL22XV8

  • ‘เผ่าภูมิ’ คาดปี 68 เศรษฐกิจไทยโตเกิน 2.2% จี้กนง.ลดดอกเบี้ยอีก

    ‘เผ่าภูมิ’ คาดปี 68 เศรษฐกิจไทยโตเกิน 2.2% จี้กนง.ลดดอกเบี้ยอีก

    นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ประเมินว่าในปี 2568 นี้ เศรษฐกิจจจะขยายตัวสูงกว่าที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) คาดการณ์ไว้ที่ 2.2% เนื่องจากตัวเลขจากนโยบายภาษีสหรัฐ ออกมาที่ 19% ถือว่าเป็นบวกต่อประเทศไทย ทั้งนี้ หากเทียบกับประเทศที่เราแข่งขันด้วย ไทยได้เปรียบกว่า รวมถึงในเรื่อง Regional Value Content หรือ RVC ด้วย ซึ่งไทยเป็นประเทศที่มีการผลิตในประเทศสูง มีโอกาสที่เราจะได้รับอัตราภาษีต่ำกว่าประเทศคู่แข่ง ซึ่งหมายความว่า ผู้ส่งออกไทยจะได้เปรียบทางด้านราคามากกว่า 

    จี้กนง. ลดดอกเบี้ยนโยบายลงอีก

    นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมเข้าไป ขณะเดียวกัน ยังประเมินว่า พื้นที่ทางการเงินยังมีเหลืออยู่ สามารถขยับขยายลงได้อีกเพิ่มเติม 

    ”การลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก ยังมีพื้นที่ให้ทำได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แต่เรามองว่าภาพรวมพืน้ที่ยังเหลืออยู่ แต่สุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของกนง. ว่าจะเหมาะสมหรือไม่“

    ขณะที่การส่งออกขยายตัวได้ดีมาโดยตลอด อย่างไรการตาม ประเมินว่า จะชะลอในช่วงครึ่งหลังของปีนี้เล็กน้อย แต่หากมองในภาพรวม การขยายตัวเศรษฐกิจยังสามารถเติบโตได้มากกว่า 2.2%

    นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

    “ภาพรวมเศรษกิจครึ่งแรก โต 3% แต่ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ คาดว่าจะโตต่ำ 3% แน่นอน แต่หากเฉลี่ยทั้งปีแล้ว ก็ยังมีความเป็นไปได้สูงที่จีดีพีจะโตสูงกว่าคาดการณ์ในปัจจุบัน”

    พื้นที่การคลัง ไม่กระทบเครดิตประเทศ

    ทั้งนี้ ไม่ได้กังวลในเรื่องพื้นที่ทางการคลัง โดยขณะนี้สัดส่วนหนี้สาธารณะ อยู่ที่ 64% ต่อจีดีพี ปรับลดลงมาครั้งแรกในรอบหลายเดือน ซึ่งหมายความว่า หนี้โตช้ากว่าจีดีพี ถือเป็นแนวโน้มที่ดี  

    ด้านภาระดอกเบี้ยต่อสัดส่วนรายได้ของรัฐบาลนั้น ปัจจุบันอยู่ที่ 9% ต่ำกว่ากรอบเพดานที่ 10% ถือว่าอยู่ในระดับที่ปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากขึ้นอยู่กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หากการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็จะสะท้อนมาจากการจัดเก็บภาษี ซึ่งทำให้เกิดรายได้ต่อไป 

    ส่วนจะมีผลต่อเครดิตของประเทศหรือไม่นั้น บริษัทเครดิตไม่ได้ประเมินในมิตินี้เพียงอย่างเดียว ยังดูในหลายมิติ ทั้งความสามารถการชำระหนี้ ความสามารถการเดินไปข้างหน้าของประเทศ โครงการต่างๆ ทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน พิจารณาจากพื้นที่ทางการคลัง และนโยบายหลักของรัฐบาล เป็นต้น 

    เม็ดเงิน 1.3 แสนล้าน ลงเศรษฐกิจไตรมาส 4 

    ขณะที่มาตรการที่รัฐบาลออกมาดูแลเศรษฐกิจนั้น ตอนนี้มีมาตรการทางการคลังขนาดใหญ่ จากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท ซึ่งได้ใช้ไปแล้ว 1.3 แสนล้านบาท โดยจะมีผลต่อเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ ส่วนจะมีมาตรการออกมาเพิ่มเติมหรือไม่นั้น จะต้องรอติดตามสถานการณ์ต่อไป 

    ด้านการลงทุนเข้ามาในประเทศไทยนั้น จากตัวเลขของบีโอไอ ดีที่สุดตั้งแต่เคยมีประวัติศาสตร์ และต่อจากนี้รัฐบาลจะเดินหน้าดึงดูดเม็ดเงินลงทนุใหม่ๆ และการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และไม่ใช่ภาษี เช่น ขณะนี้รัฐบาลเดินหน้าพ.ร.บ.ศูนย์กลางทางการเงิน ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่ดึงดูดเม็กเงินต่างชาติเข้ามาลงทุน คาดภายใน 2 สัปดาห์นี้จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637156&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14eM1QW0oQsmo3tiTCURcX

  • ไต้หวันตั้งอดีตบอร์ด TSMC คุมกระทรวงเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ไต้หวันตั้งอดีตบอร์ด TSMC คุมกระทรวงเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    รัฐบาลไต้หวันประกาศแต่งตั้ง กง หมิงซิน อดีตกรรมการบริหารของบริษัท TSMC ผู้รับจ้างผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดของโลก ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจคนใหม่ แทน กัว จื้อฮุย ที่ลาออกไปด้วยปัญหาสุขภาพ โดยการแต่งตั้งครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับคณะรัฐมนตรี

    แถลงการณ์จากคณะรัฐมนตรีระบุว่า กง หมิงซิน ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะรัฐมนตรี จะเข้ามา “กำหนดยุทธศาสตร์เศรษฐกิจโดยรวมของชาติ เพื่อวางรากฐานการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอุตสาหกรรม การค้า และเศรษฐกิจของไต้หวันในระยะต่อไป”

    สำหรับภารกิจสำคัญของรัฐมนตรีเศรษฐกิจคนใหม่คือ การกำกับดูแลอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งเป็นหัวใจขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไต้หวัน โดยก่อนหน้านี้ กงเคยเป็นตัวแทนจากกองทุนเพื่อการพัฒนาแห่งชาติของรัฐบาลเข้าไปนั่งในบอร์ดบริหารของ TSMC

    นอกจากนี้ ในฐานะรมว.เศรษฐกิจ กงยังมีหน้าที่รับผิดชอบในการควบคุมการส่งออกสินค้าไฮเทคที่มีความอ่อนไหวไม่ให้ตกไปถึงประเทศที่เป็นเป้าหมายการคว่ำบาตรอย่างจีนและรัสเซีย ตลอดจนดูแลนโยบายด้านพลังงานของไต้หวัน

    การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้เกิดขึ้นในขณะที่ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ กำลังเผชิญความท้าทายทางการเมืองอย่างหนัก จากการที่พรรคฝ่ายค้านครองเสียงข้างมากในสภา และมักจะขัดขวางการผ่านกฎหมายของรัฐบาล พร้อมทั้งอนุมัติตัดลดงบประมาณจำนวนมหาศาล นอกจากนี้ ความพยายามของพรรครัฐบาลในการผลักดันให้มีการลงมติถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 31 คนของพรรคก๊กมินตั๋งก็ประสบความล้มเหลว ยิ่งทำให้การบริหารไต้หวันเป็นไปอย่างยากลำบาก

    นอกจากการแต่งตั้งรัฐมนตรีเศรษฐกิจแล้ว ยังมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงกิจการดิจิทัลด้วย ขณะเดียวกัน คณะรัฐมนตรียังได้ประกาศแต่งตั้ง หลี่ หยาง นักแบดมินตันเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการกีฬาคนแรก ซึ่งกระทรวงดังกล่าวจะจัดตั้งอย่างเป็นทางการในเดือนหน้า

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/524761&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1chq6_bN5H_E3PtTh1VF39

  • SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังขยายตัวเฉลี่ยไม่ถึง 1%

    SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังขยายตัวเฉลี่ยไม่ถึง 1%

    วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.54 น.

    แม้การเจรจาภาษีลดลงเหลือ 19% แต่ผลจากสงครามการค้าท่ามกลางความเปราะบางในประเทศ ยังกดดันเศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำต่อเนื่องนาน

    SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังอาจขยายตัวเฉลี่ยไม่ถึง 1% ยังมีความเสี่ยงเข้าสู่ Technical recession ในครึ่งหลังของปี และจะยังคงชะลอตัวลงต่อเนื่องในปีหน้า

    SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยขยายตัว 1.8% ในปีนี้ และ 1.5% ในปี 2569 ปรับดีขึ้นบ้างจากผลการเร่ง Front-loading สินค้าส่งออกในช่วงก่อนสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสูง แต่แรงส่งหลักของเศรษฐกิจจะทยอยแผ่วลงในช่วงครึ่งหลังของปี การส่งออกหดตัวหลังสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีตอบโต้ การท่องเที่ยวชะลอ และการลงทุนภาครัฐเบิกจ่ายช้ากว่าคาด

    สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทยเหลือ 19% ช่วยบรรเทาความเสี่ยงในการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดลงได้บ้าง แต่ยังต้องจับตาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทย ที่อาจต้องเจอแรงกดดันจากคู่แข่งที่เผชิญภาษีนำเข้าในอัตราที่แตกต่างกันไป ตลอดจนค่าเงินบาทที่แข็งค่าเร็วเทียบกับหลายประเทศคู่แข่งสำคัญในตลาดสหรัฐฯ ในระยะต่อไปต้องติดตามความเสี่ยงจากสงครามการค้า ทั้งประเด็นภาษีสวมสิทธิที่มีอัตราภาษีที่ 40%

    การแข่งขันด้านราคาในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งจะกระทบต่ออัตรากำไร (Margin), สินค้าจีนทะลัก และมาตรการกีดกันการค้าทั่วโลก แนวโน้มภาคธุรกิจไทยยังเสี่ยงสูง ต้องจับตาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทยกับคู่แข่ง ในตลาดสหรัฐฯ และรายละเอียดเพิ่มเติมของข้อตกลงการค้าไทยกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะการลดภาษีนำเข้าของโลก

    เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวมากในปี 2568-2569 เทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต แม้จะปรับดีขึ้นบ้างหลังภาษีสหรัฐฯ ต่ำกว่าที่มองไว้ โลกจะยังเผชิญความไม่แน่นอนจากสงครามการค้า เพราะหลายประเทศยังเจรจากับสหรัฐฯ ไม่จบ และสหรัฐฯ จะทยอยเก็บภาษีรายสินค้าเพิ่มอีก ผลกระทบที่ไม่ชัดเจนนี้จะสร้างความไม่แน่นอนต่อนโยบายการเงินโลก

    SCB EIC ประเมินอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยจะลดลงอีก 1 ครั้งในปีนี้ และอีก 1 ครั้งในปีหน้า ช่วยลดความตึงตัวของภาวะการเงินและพยุงเศรษฐกิจไทยที่ยังมีแนวโน้มชะลอตัวลง

    SCB EIC ประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2568 ขยายตัว 1.8% (เดิม 1.5%) และปี 2569 เป็น 1.5% (เดิม 1.2%) ปัจจัยหลักมาจากการเร่ง Front-loading สินค้าส่งออกในช่วงครึ่งแรกของปี ก่อนสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสูงขึ้นมาก สอดคล้องกับข้อมูลเศรษฐกิจไทยไตรมาส 2/2568 ที่ประกาศออกมา 2.8%YOY สูงกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย จากการเร่งส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนที่กลับมาขยายตัวส่วนหนึ่งจากฐานต่ำ และจากอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ของไทยที่เจรจาได้ต่ำกว่าคาดเหลือ 19% ใกล้เคียงคู่แข่งหลักในตลาดสหรัฐฯ ช่วยให้แนวโน้มส่งออกและลงทุนปรับดีขึ้นบ้าง

    มองไปข้างหน้า เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวชะลอลงมากในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และต่อเนื่องไปปี 2569 แรงส่งหลักที่จะแผ่วลง คือ (1) การส่งออกจะหดตัวแรง โดยเฉพาะหลังหมดผล Front-loading ในตลาดสหรัฐฯ และความต้องการสินค้าไทยจะลดลงจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว หลังภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ เริ่มเก็บจริง (2) การท่องเที่ยวจะชะลอตัว SCB EIC ปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2568 เหลือ 32.9 ล้านคน และจะทยอยฟื้นตัวในปี 2569 โดยความขัดแย้งบริเวณชายแดนอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงภาคการท่องเที่ยวยังมีความท้าทายจาก Tourism war และการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่ชะลอลง (3) การลงทุนภาคเอกชน แม้ขยายตัวดีในไตรมาส 2 แต่ส่วนหนึ่งจากปัจจัยฐาน ภาพการลงทุนจะชะลอลงในระยะข้างหน้าจากผลของกำแพงภาษีสหรัฐฯ และความเปราะบางของอุปสงค์ในประเทศ และ (4) แรงส่งภาครัฐแผ่วลง ตามการเบิกจ่ายงบลงทุนที่ช้ากว่าที่ประเมินไว้ และปัจจัยฐานต่ำในปี 2567 เริ่มมีผลช่วยน้อยลง

    ในระยะสั้น แม้อัตราภาษีสหรัฐฯ เหลือ 19% และไทยยื่นข้อเสนอใหม่ที่คำนึงรูปแบบการเปิดตลาดเพิ่มเติมจากข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ โดยเฉพาะภาคเกษตร จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ และบรรเทาความกังวลผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการจากการเปิดตลาดลงได้บ้าง แต่ยังต้องจับตาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทยที่ยังเผชิญกับแรงกดดันจากคู่แข่งที่เผชิญภาษีนำเข้าในอัตราที่แตกต่างกันไป ตลอดจนค่าเงินบาทแข็งค่าเร็วช่วงที่ผ่านมาหากเปรียบกับหลายประเทศคู่แข่งสำคัญในตลาดสหรัฐ อาจเป็นอีกปัจจัยกดดันความสามารถในการแข่งขันของการส่งออกไทย

    มองไปข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังมีความเสี่ยงเพิ่มเติมจากสงครามการค้าที่ยังต้องติดตาม ได้แก่ (1) สินค้าส่งออกที่มี Import content สูงเสี่ยงจะถูกสหรัฐฯ เก็บภาษีสวมสิทธิเพิ่ม 40% (2) การแข่งขันด้านราคาในตลาดสหรัฐฯ จะรุนแรงมากขึ้น กระทบ Margin ของผู้ประกอบการ และ (3) การรับมือปัญหา Import flooding และการปกป้องตลาดภายในประเทศทั่วโลกที่จะรุนแรงขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยจะมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าอดีตมาก ส่วนหนึ่งจากกำแพงภาษีสหรัฐฯ สูงขึ้นมากจากอดีต ทำให้การพึ่งพา Growth model เดิมของไทยที่เติบโตด้วยการค้าโลกจะเป็นไปได้ยากขึ้น

    นอกจากประเด็นการค้า ยังมีประเด็นความขัดแย้งไทยและกัมพูชาเป็นปัจจัยลบเพิ่มเติมผ่านช่องทางการค้า การลงทุน ท่องเที่ยว และแรงงาน ผลกระทบขึ้นกับความรุนแรงของมาตรการตอบโต้และความยืดเยื้อ ทำให้ภาพรวมแนวโน้มของภาคธุรกิจไทยยังมีความเสี่ยงอยู่มาก โดยยังต้องจับตาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทยกับคู่แข่งที่เผชิญภาษีสหรัฐฯ ในอัตราแตกต่างกัน และรายละเอียดเพิ่มเติมของข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับไทย โดยเฉพาะธุรกิจส่งออกที่เน้นตลาดสหรัฐฯ จะเผชิญการแข่งขันด้านราคารุนแรงขึ้น หรือหากสินค้าส่งออกไปสหรัฐฯ มี Import content สูง อาจเสี่ยงถูกเพ่งเล็งกรณีสวมสิทธิ สำหรับการเปิดตลาดนำเข้าจากสหรัฐฯ ในเบื้องต้นคาดว่า ผลกระทบยังจำกัดในระยะสั้น เนื่องจากภาครัฐอาจออกมาตรการกำหนดโควตากลุ่มสินค้าที่มีความอ่อนไหวมากและปกป้องผู้ผลิตในประเทศ

    สำหรับมุมมองเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มชะลอตัวมากในปี 2568-2569 แม้จะปรับดีขึ้นบ้าง หลังภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ประกาศออกมารุนแรงน้อยกว่าที่ประเมินไว้และเลื่อนวันเริ่มบังคับใช้อีก 1 เดือน รวมถึงประเทศต่าง ๆ มีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัว 2.4% ในปี 2568 และ 2569 ดีกว่าที่เคยมองไว้เล็กน้อย แต่ทิศทางยังชะลอลงจาก 2.8% ในปี 2024 อย่างไรก็ดี ภาษีนำเข้ารายสินค้าที่สหรัฐฯ อาจทยอยประกาศเพิ่มเติม เช่น เซมิคอนดักเตอร์ ยาและเวชภัณฑ์ ไม้ เครื่องบิน เป็นความเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป

    นโยบายการเงินโลกยังมีแนวโน้มผ่อนคลายลงอีก แต่ความเสี่ยงจากสงครามการค้าจะมีผลต่อความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินในระยะข้างหน้า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสลดดอกเบี้ย 50 bps ในปีนี้ (เดิมมอง 25 bps) หากข้อมูลการจ้างงานเดือน ส.ค. ยังออกมาต่ำ เนื่องจากคณะกรรมการเริ่มให้ความสำคัญกับข้อมูลตลาดแรงงานมากขึ้นหลังตัวเลขปรับย้อนหลังแย่ลงมาก และลดอีก 75 bps ในปีหน้า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังมีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอีก 25 bps เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจที่อยู่ภายใต้แรงกดดันจากสงครามการค้า แต่เลื่อนการลดครั้งสุดท้ายเป็นในไตรมาส 4 ของปีนี้ (เดิมไตรมาส 3) จากกำแพงภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่รุนแรงน้อยลง และรอความชัดเจนภาษีรายสินค้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะยาซึ่งมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจยูโรโซนสูง วัฏจักรการลดดอกเบี้ยรอบนี้ของยูโรโซนจะจบลงภายในสิ้นปีนี้ ธนาคารกลางจีน (PBOC) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในช่วงปลายปี และอาจลดดอกเบี้ยอีกรวม 20 bps ในปี 2569 และเตรียมมาตรการผ่อนคลายนโยบายแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจ ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้ จากความไม่แน่นอนที่ยังคงสูง และเงินเฟ้อที่สูงจากปัจจัยชั่วคราว แต่อาจกลับมาปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงต้นปี 2569

    SCB EIC ประเมินอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะปรับลดลงอีก 1 ครั้งในปีนี้ และอีก 1 ครั้งในปี 2569 จาก (1) ภาวะการเงินยังตึงตัวจากการชะลอลงของสินเชื่อและเงินบาทแข็งค่า อาจเป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า (2) อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริง (Real rate) ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต ไม่สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่จะขยายตัวต่ำกว่าในอดีตอย่างมีนัย และ (3) อัตราเงินเฟ้อไทยต่ำกว่ากรอบเป้าหมายต่อเนื่องนาน SCB EIC ประเมินอัตราเงินเฟ้อทั่วไปปี 2568 จะต่ำลงเหลือ 0.2% (เดิมมองไว้ 0.5%) จากราคาพลังงานและอาหารสดที่ลดลงต่อเนื่อง โดยมองว่าอัตราเงินเฟ้อที่ติดลบต่อเนื่องหลายเดือนจะกลับเป็นบวกได้ในไตรมาส 4 แม้ความเสี่ยงภาวะเงินฝืดยังมีไม่มาก แต่ครัวเรือนไทยอาจกำลังเผชิญ “Debt Deflation” อยู่ ภาระหนี้สูงอาจลดทอนกำลังซื้อของครัวเรือน ส่งผลให้อุปสงค์ในประเทศอ่อนแอต่อเนื่อง จนทำให้ความเสี่ยงภาวะเงินฝืด (Deflation) สูงขึ้นได้ในที่สุด

    – 030 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/909950&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13OCoMbqt6XCmlCyjI0K8_

  • “ฮุนเซน” แขวะไทย! โพสต์ถาม “ทำไมปัญหาชายแดนกับเพื่อนบ้านไม่เคยจบ?” | เดลินิวส์

    “ฮุนเซน” แขวะไทย! โพสต์ถาม “ทำไมปัญหาชายแดนกับเพื่อนบ้านไม่เคยจบ?” | เดลินิวส์

    “ฮุนเซน” แขวะไทย! โพสต์ถาม “ทำไมปัญหาชายแดนกับเพื่อนบ้านไม่เคยจบ?”

    “ฮุนเซน”แขวะไทยพร้อมตั้งคำถามถึงประเทศไทยว่ามีข้อพิพาทชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านใดบ้าง และเหตุใดปัญหาดังกล่าวจึงไม่เคยยุติลงได้สักที ท่ามกลางประเด็นร้อนระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ยังคงคุกรุ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5055623/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1HwvWdtPij0hsk7VF34o-w

  • “นฤมล” สั่งถอดเนื้อหา “อดีตพระอลงกต” ออกจากแบบเรียน ป.5 ชี้ขัดหลักคุณธรรม

    “นฤมล” สั่งถอดเนื้อหา “อดีตพระอลงกต” ออกจากแบบเรียน ป.5 ชี้ขัดหลักคุณธรรม

    “รมว.นฤมล” สั่ง สพฐ. ลบเนื้อหา “อดีตพระอลงกต” ออกจากตำราเรียนชั้น ป.5 ย้ำ แบบเรียนต้องปลูกฝังคุณธรรมที่ถูกต้อง ไม่ให้เยาวชนสับสนกับต้นแบบที่ผิดพลาด พร้อมสั่งดูผลกระทบโรงเรียนนาถะศาสตร์

    วันที่ 27 ส.ค. 2568 เวลา 12.40 น. นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) เปิดเผยถึงกรณีการตรวจสอบเนื้อหาแบบเรียนเสริมวิชาภาษาไทย ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งมีการยกย่องอดีตพระอลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ให้เป็นตัวอย่างบุคคลผู้มีจิตสาธารณะ ว่า ตนได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ตรวจสอบและสรุปผลแล้วว่า ข้อมูลดังกล่าวไม่เหมาะสมที่จะปรากฏอยู่ในหนังสือเรียนต่อไป

    นางนฤมล ระบุว่า ในอดีตพระอลงกตเป็นที่รู้จักจากการอุทิศตนดูแลผู้ป่วยติดเชื้อ HIV และได้รับการยกย่องจากหลายภาคส่วนว่า เป็นผู้มีจิตอาสา แต่เนื่องจากปัจจุบันบุคคลดังกล่าวถูกดำเนินคดีในข้อหาคดีทุจริตยักยอก ฟอกเงิน และถูกสอบสวนถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการปกปิดประวัติส่วนตัวที่แท้จริง ซึ่งถือว่า ขัดกับหลักคุณธรรมและจริยธรรมที่เด็กควรยึดถือเป็นแบบอย่าง

    “เรื่องนี้กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญมาก เพราะแบบเรียนคือ สิ่งที่ปลูกฝังทัศนคติและค่านิยมให้กับเด็ก หากมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม จะสร้างความสับสนในสังคมและทำให้เยาวชนเข้าใจผิดได้ จึงได้มีคำสั่งให้ถอดเนื้อหาเกี่ยวกับอดีตพระอลงกตออกจากตำราเรียนทันที และยืนยันว่า การพิมพ์ตำราสำหรับปีการศึกษาหน้า จะไม่มีการปรากฏเนื้อหาดังกล่าวอีก” นางนฤมล กล่าว

    นางนฤมล ยังกล่าวต่อถึง โรงเรียนนาถะศาสตร์ ที่อยู่ในความอุปถัมภ์ของอดีตพระอลงกต วัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรีว่า ตนได้มอบให้คณะกรรมการการศึกษาเอกชน (กช.) ตรวจสอบแล้วพบว่า โรงเรียนนาถะศาสตร์เป็นโรงเรียนเอกชน ประเภทสามัญศึกษา มีมูลนิธิอาทรประชานาถ เป็นผู้รับใบอนุญาต ซึ่งไม่ได้เป็นโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา โดยโรงเรียนแห่งดังกล่าวรับอุดหนุนตามอัตราของโรงเรียนทั่วไป 70% และมูลนิธิช่วยเหลือค่าใช้จ่ายของนักเรียนอีกส่วนหนึ่ง ดังนั้นโรงเรียนแห่งนี้ถือเป็นโรงเรียนกินนอนที่มีนักเรียนอยู่ประมาณ 120 คน และผู้เรียนไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายในการเรียนการสอน

    “ในขณะนี้ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ลพบุรีอยู่ระหว่างการเข้าไปตรวจสอบข้อมูลของโรงเรียนว่า จะได้รับผลกระทบอะไรหรือไม่ โดยจะนำข้อมูลมาหารือกับผู้ว่าราชการจังหวัดในวันที่ 3 ก.ย. ซึ่งหากโรงเรียนได้รับผลกระทบด้านค่าใช้จ่าย หรือหากมูลนิธิดังกล่าวถูกระงับการทำธุรกรรม ทางศึกษาธิการ จ.ลพบุรี จะเข้าไปวางแนวทางแก้ไขร่วมกับโรงเรียน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2879074&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KIIY9kr7XdP6pVEl5qL8b

  • ชื่นชมผู้จัดการร้าน นำทีมพนักงาน ช่วยเด็กนักเรียนปวดท้องรุนแรง ถึงมือหมอทันเวลา – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    ชื่นชมผู้จัดการร้าน นำทีมพนักงาน ช่วยเด็กนักเรียนปวดท้องรุนแรง ถึงมือหมอทันเวลา – บริษัท ซีพี ออลล์ จํากัด (มหาชน)

    เรื่องราวความดีที่น่าชื่นชมของ คุณจักรกฤษณ์ พลกุล ผู้จัดการร้านเซเว่น อีเลฟเว่น สาขาสามชัย (11657 NEU) จังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 เวลาประมาณ 12.40 น.มีลูกค้าเป็นเด็กนักเรียนเดินออกจากร้าน แล้วมีอาการหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม เพราะปวดท้องอย่างรุนแรง คุณจักรกฤษณ์ และน้องๆ พนักงานในร้านเห็นเหตุการณ์ จึงรีบเข้าไปช่วยเหลือ

    พร้อมพานักเรียนเข้ามาภายในร้าน เพื่อช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้น และโทรแจ้งหน่วยกู้ชีพทันที แต่อาการของเด็กนักเรียนก็ทรุดลงอย่างรวดเร็ว ปวดท้องรุนแรงหนักขึ้น และเริ่มมีอาการชัก คุณจักรกฤษณ์ จึงตัดสินใจให้น้องพนักงานที่มีรถยนต์ส่วนตัว พานักเรียนไปส่งที่โรงพยาบาลโดยด่วน พร้อมทั้งประสานคุณครูประจำชั้น และติดต่อผู้ปกครองให้เดินทางตามไปที่โรงพยาบาลในทันที

    คุณจักรกฤษณ์ พลกุล ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “ หากมีลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการภายในร้าน แล้วเกิดอุบัติเหตุ หรือต้องการความช่วยเหลือ เราทุกคนในร้านเซเว่นฯ ต้องรีบเข้าช่วยเหลือทันที เพื่อให้ลูกค้าปลอดภัยที่สุดครับ ”

    นี่คืออีกหนึ่งเรื่องราวแห่งความดี และความภาคภูมิใจ ที่พนักงานเซเว่นฯ ได้ร่วมแรงร่วมใจในการช่วยเหลือเด็กนักเรียนจนปลอดภัย เป็นความดีที่มาจากใจที่พร้อมจะช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อน ตลอด 24 ชั่วโมง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cpall.co.th/dna-goodness-24hrs/help-a-student-with-severe-stomach-pain&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23Fqco8QFBfHm8UnLfCKE6

  • ชำแหละผลศึกษาแลนด์บริดจ์ เอกชนชี้สนข.อ้าง เกินจริง

    ชำแหละผลศึกษาแลนด์บริดจ์ เอกชนชี้สนข.อ้าง เกินจริง

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/economy-187&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_b2SEY6tz2VH0WggKGtYh

  • “BNK48 & CGM48” โชว์พลังเจนใหม่ พร้อมอำลา “CGM48” รุ่นที่ 1 น้ำตาท่วมฮอลล์

    “BNK48 & CGM48” โชว์พลังเจนใหม่ พร้อมอำลา “CGM48” รุ่นที่ 1 น้ำตาท่วมฮอลล์

    EntertainmentReport3

    27 สิงหาคม 2568 ( 15:04 )

    มัดรวมพลังเจนใหม่ เสิร์ฟความสนุกกันไปเรียบร้อย สำหรับศิลปินไอดอล “BNK48” และ “CGM48” จากค่าย iAM กับงาน “BNK48 & CGM48 CONCERT CHAPTER: NEXT” ซึ่งเรียกว่าเป็นครั้งแรกของสมาชิก 48th รุ่นใหม่กว่า 49 ชีวิตกับคอนเสิร์ตเต็มรูปแบบที่มาโชว์พลังและศักยภาพให้เหล่าแฟน ๆ ได้ชมกันอย่างจุก ๆ พร้อมส่งท้ายคอนเสิร์ตจบการศึกษาของสมาชิก “CGM48” รุ่นที่ 1 ทั้งหมด 17 คน ในงาน “CGM48 1st Generation Concert สถานีสุดท้าย… Minato 39” ไปเมื่อวันที่ 23-24 สิงหาคม 2568 ณ MCC HALL เดอะมอลล์บางกะปิ ที่ผ่านมา

    เปิดเวทีปุ๊บ! “BNK48 & CGM48” เจนใหม่ก็ส่งเอเนอจี้ความสดใสเต้นกันฉ่ำ ๆ ไปเลย อาทิ วันใหม่ (เพลงเดบิวต์ของ BNK48 รุ่นที่ 4), จะไม่หนีจากความฝัน (เพลงเดบิวต์ของ CGM48 รุ่นที่ 2), Mirai to wa? (เพลงเดบิวต์ของ BNK48 รุ่นที่ 5), Generation Change (เพลงเดบิวต์ของ CGM48 รุ่นที่ 3) ส่งต่อด้วยโชว์ศักยภาพของสมาชิกใหม่ด้วยเพลง Chiang Mai 106  (โดย CGM48 รุ่นที่ 4) และ Aitakatta (โดย BNK48 รุ่นที่ 6) พร้อมลิสต์เพลงที่แจกความสนุกกันแบบไม่มีพักอีกมากมาย ปิดท้ายชีเสิร์ฟด้วยโชว์เปิดตัวครั้งแรก Oh my pumpkin! เพลงฉลองครบรอบ 20 ปี ของวง AKB48 ประเทศญี่ปุ่น นำมาแสดงทั้งสองเวอร์ชั่นภาษาไทยกลาง-ล้านนา ขนความน่ารักชุดใหญ่ด้วยเมมเบอร์ 24 คน เรียกว่ามัดใจแฟน ๆ อยู่หมัด

    เข้าสู่โหมดซึ้งก็ทำเอาน้ำตาซึมกันสุด ๆ ในงาน “CGM48 1st Generation Concert สถานีสุดท้าย… Minato 39” คอนเสิร์ตจบการศึกษาของสมาชิก “CGM48” รุ่นที่ 1 ทั้งหมด 17 คน “ปิ๊ง พิณพณา แสงบุญ, แองเจิ้ล นภัสนันท์ ธรรมบัวชา, แชมพู กชพร ลีละทีป, ฟ้าใส ภัทรธิดา จงประสานเกียรติ, เจเจ ศุภาพิชญ์ ศรีไพโรจน์, ไข่หวาน มานิตา จันทร์ฉาย, คนิ้ง วิทิตา สระศรีสม, เคียล่า เคียล่า ซื่อหยุน คู, ลาติน พิมพ์นารา ร่ำรวยมั่นคง, มามิ้งค์ มาณิฌา เอี่ยมดิลกวงศ์, มีน พิชญธิดา สนธิศักดิ์วรรณะ, เหมย รพีพรรณ แช่มเจริญ, นีน่า ณัฐริกา บุญตั๋ว, นีนี่ พิชญาภา สุปัญญา, พิม พรวารินทร์ วงศ์ตระกูลกิจ, พั้นซ์ วัชรี ด่านผาสุกกุล, สิตา สิตา ธีรเดชสกุล” โดยเนรมิตฉากบนเวทีเป็นขบวนรถไฟชวนแฟน ๆ ย้อนกลับไปนึกถึงความทรงจำของสถานีต่าง ๆ จนมาถึงขบวนสุดท้ายโบกมือลาไปสู่เส้นทางใหม่ ซึ่งมีทั้งความสุข เสียงหัวเราะ น้ำตาและมิตรภาพ การเติบโตของเหล่าไอดอลตั้งแต่วันออดิชั่นด้วยเพลงที่คิดถึงมาโชว์ในพาร์ทการร้อง เต้น เล่นดนตรี และเซอร์ไพรส์การกลับมาของอดีตชิไฮนินอย่าง อิซึรินะ-รินะ อิซึตะ, อดีตกัปตันวง ออม-ปุณยวีร์ และอดีตกัปตันทีม ฟอร์จูน-ปัณฑิตา รวมถึงเมมเบอร์ที่จบการศึกษาไปแล้วมาร่วมอำลาส่งท้ายกันอย่างอบอุ่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://music.trueid.net/th-th/detail/28r3JY0RMdXv&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tnAW9hotStryKq0SfPM55

  • สวีเดน-ไทย ยกระดับเป็น หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เสริมแกร่งกันและกัน

    สวีเดน-ไทย ยกระดับเป็น หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เสริมแกร่งกันและกัน

    นายมาริษ เผยว่า หลายบริษัทมองเห็นศักยภาพของประเทศไทยที่จะเป็นตัวเชื่อมโลก เพราะเราอยู่ตรงกลาง ทำให้เราสามารถแสดงศักยภาพได้เต็มที่ในการเชื่อมโลกตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน ซึ่งตรงตามเป้าหมายของประเทศไทยที่ต้องการเป็นจุดศูนย์กลางในการเชื่อมต่อประเทศกลุ่มกำลังพัฒนา ให้มีบทบาทใหม่ในการกำหนดบริบทใหม่ของโลก ทุกปัจจัยข้างต้นทำให้ประเทศสวีเดนได้เห็นศักยภาพที่เด่นชัดขึ้น เข้าใจนโยบายของพวกเรา

    จากนั้นในช่วงเที่ยง นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ ได้เข้าหารือทวิภาคีกับนาง Maria Malmer Stenergard รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสวีเดน ได้รับประทานอาหารเที่ยงร่วมกัน (Lunch Working) โดยได้ยืนยันถึงความพร้อมของไทยทั้งด้าสโครงสร้างพื้นฐาน โครงสร้างการศึกษา ความพร้อมในการเป็นจุดเชื่อมต่อของโลก และความเข้มแข็งของเครือข่ายภาคเอกชนในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นจุดเด่นที่ทำให้ประเทศสวีเดนให้ความสำคัญกับประเทศไทยอย่างมาก

    นอกจากนี้ นายมาริษ ยังใช้โอกาสนี้นำเสนอข้อเท็จจริงเพื่อให้รัฐบาลสวีเดนเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในความตึงเครียดชายแดนไทยกับกัมพูชา พร้อมยืนยันว่าไทยได้ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติอย่างเคร่งครัด ได้หารือกรณีที่กัมพูชาใช้พลเมืองเข้ามาเป็นโล่มนุษย์ กดดันสร้างความขัดแย้งในเขตพรมแดน ขัดต่อข้อตกลงหยุดยิง ละเมิดอนุสัญญาเจนีวา กฎหมายระหว่างประเทศและกฏบัตรของสหประชาชาติ

    สวีเดน-ไทย ยกระดับเป็น หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เสริมแกร่งกันและกัน

    “รัฐบาลสวีเดนได้ชื่นชมประเทศไทย โดยเฉพาะหลังการลงนามซื้อกริฟเพน ทำให้รัฐบาลสวีเดนสนับสนุนเรา เพราะเชื่อว่าการปฏิบัติการทางทหารของเราเป็นไปเพื่อกำจัดการรุกราน ตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด“

    การลงนามในข้อตกลงหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์นี้ตอกย้ำถึงความลึกซึ้งและความแข็งแกร่งของความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างประเทศไทยและสวีเดน ซึ่งได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การลงนามสนธิสัญญามิตรภาพ การพาณิชย์ และการเดินเรือระหว่างกันฉบับแรกเมื่อปี พ.ศ. 2411

    ในปัจจุบัน มีบริษัทสวีเดนกว่า 100 แห่งดำเนินกิจการอยู่ในประเทศไทย มีชาวสวีเดนกว่า 220,000 คนเดินทางมาเยือนประเทศไทยในแต่ละปี และมีชาวไทยราว 70,000 คนพำนักอยู่ในสวีเดน ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนที่ยั่งยืนของทั้งสองประเทศ เป็นก้าวสำคัญและตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของทั้งสองประเทศในการขับเคลื่อนความร่วมมือในทุกภาคส่วนให้ก้าวหน้าต่อไปในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/859494&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oHEqKExFIowVF5Q9vfIqI