Blog

  • ทช.ชวนสัมผัสธรรมชาติ ผ่านทางหลวงหมายเลข 4311 พังงา-ทับปุด จ.พังงา

    ทช.ชวนสัมผัสธรรมชาติ ผ่านทางหลวงหมายเลข 4311 พังงา-ทับปุด จ.พังงา

    วันพุธ ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.20 น.

    ทางหลวงหมายเลข 4311 สายพังงา–ทับปุด ระยะทางประมาณ 22 กิโลเมตร ที่ไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางสัญจรเพื่อเชื่อมต่อพื้นที่เท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในเส้นทางสายธรรมชาติที่โดดเด่นของจังหวัดพังงา เต็มไปด้วยความงดงามของทัศนียภาพ วิถีชีวิตชาวบ้าน และแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรมอย่างแท้จริง

    เส้นทางสายนี้เริ่มต้นจากตัวเมืองพังงา มุ่งหน้าสู่อำเภอทับปุด ผ่านภูเขาสลับซับซ้อน ป่าไม้เขียวขจี และหมู่บ้านที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ท้องถิ่นไว้อย่างน่าประทับใจ ตลอดเส้นทางมีจุดแวะท่องเที่ยวมากมายให้  นักเดินทางได้สัมผัสและเพลิดเพลิน อาทิ

    จุดชมวิวท่าไทร วิวสวย ๆ ของริมทะเลที่มีความร่มรื่นของป่าไม้ และร่มเงาที่ให้ความรู้สึกได้พักผ่อน   จากการเดินทางไกลได้เป็นอย่างดี  น้ำตกเต่าทอง น้ำตกขนาดกลางท่ามกลางธรรมชาติร่มรื่น เหมาะแก่การพักผ่อน เล่นน้ำ หรือปิกนิกท่ามกลางเสียงน้ำไหลและเสียงนกในป่า  จุดชมวิวบ่อแสน “ลานจามจุรี บ่อแสน” เป็นอีกหนึ่งสถานที่ไม่ควรพลาด ด้วยเสน่าห์ของต้นจามจุรียักษ์แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาในทุ่งหญ้ากว้างท่ามกลางขุนเขา และยังเป็นจุดพักผ่อนใกล้ตัวเมืองพังงาอีกด้วย จุดชมวิวบางพัฒน์ ชม ชิม ช็อป อาหารและสินค้าพื้นถิ่นที่ตลาดชมเล บ้านบางพัฒน์ ด้วยวิวตลาดติดทะเล ถ้ามีเวลาสามารถนั่งชมวิวพระอาทิตย์ตกยามเย็นที่สะท้อนกับชายหาด พร้อมเรียนรู้วิถีประมงแบบเรียบง่ายได้  จุดชมวิวทิวเขาและทะเลหมอกยามเช้า บริเวณเส้นทางบางช่วงสามารถมองเห็นวิวภูเขาและทะเลหมอกในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว สร้างความประทับใจแก่ผู้พบเห็นอย่างยิ่ง การขับรถหรือเดินทางบนเส้นทางนี้จึงไม่ใช่เพียงการผ่านไป แต่คือการ “ท่องเที่ยวระหว่างทาง” ที่เต็มไปด้วยความสุข ความรู้ และความทรงจำ ทางหลวงหมายเลข 4311 พังงา–ทับปุด จึงเป็นอีกหนึ่งเส้นทางท่องเที่ยวที่ควรค่าแก่การมาเยือน ไม่ว่าจะเดินทางเพื่อพักผ่อน หรือแวะชมระหว่างทาง เส้นทางสายนี้ก็พร้อมจะมอบประสบการณ์          ที่แตกต่างและเติมเต็มความหมายของการเดินทาง

    กรมทางหลวงได้มุ่งมั่นที่จะพัฒนาทางหลวงทุกสายให้มีความสะดวก รวดเร็วและปลอดภัยในทุกเส้นทาง  เพื่อรองรับการคมนาคมที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จัดให้มีจุดพักรถเพื่อรองรับการเดินทางของประชาชนเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ กระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดความมั่นคง เข้มแข็ง อย่างยั่งยืน กรมทางหลวงขอให้ประชาชนเดินทางด้วยความระมัดระวัง และสามารถสอบถามเส้นทางการจราจรหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อได้ที่แขวงทางหลวงพังงา และหมวดทางหลวงในพื้นที่ และสายด่วน กรมทางหลวง 1586 (โทรฟรี 24 ชั่วโมง)

    – 030 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/909966&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3x0iteZKq2rP4nr8szfC-k

  • ททท. และหน่วยงานพันธมิตร ผนึกกำลังสร้างความเชื่อมั่นการเดินทางท่องเที่ยวไทย ยกระดับมาตรฐานเสริมความมั่นใจนักท่องเที่ยว เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม

    ททท. และหน่วยงานพันธมิตร ผนึกกำลังสร้างความเชื่อมั่นการเดินทางท่องเที่ยวไทย ยกระดับมาตรฐานเสริมความมั่นใจนักท่องเที่ยว เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม

    ททท. และหน่วยงานพันธมิตร ผนึกกำลังสร้างความเชื่อมั่นการเดินทางท่องเที่ยวไทย ยกระดับมาตรฐานเสริมความมั่นใจนักท่องเที่ยว เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม

    27 ส.ค. 2568 — นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านมาตรฐานความปลอดภัย เข้าร่วมกิจกรรมฟื้นฟูความเชื่อมั่นในการเดินทางท่องเที่ยว พร้อมเปิดตัวตราสัญลักษณ์ “Trusted Thailand” ชี้ความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญของการเดินทาง

    ในครั้งนี้มีการจัดเวทีเสวนามาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว โดยมี ททท. พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานพันธมิตร อาทิ AOT กรมการปกครอง กรมการท่องเที่ยว กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว กรมการขนส่งทางบก สมาคมโรงแรมไทย Grab สภาหอการค้าไทย ร่วมนำเสนอแนวทางและมาตรการความปลอดภัยรักษาความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว รวมทั้งมีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ด้านความปลอดภัยในการให้บริการรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบขนส่งนักท่องเที่ยว เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการ และส่งมอบประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยที่มั่นใจและน่าประทับใจแก่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    โครงการ Trusted Thailand จะเปิดรับลงทะเบียนผู้ประกอบการวันที่ 27 กันยายน 2568 บนเว็บไซต์ www.tourismthailand.org/trustedthailand โดยตราสัญลักษณ์ “Trusted Thailand” จะมอบให้กับสถานประกอบการที่ผ่านการประเมิน 4 เกณฑ์หลัก ได้แก่ 1) มาตรการรักษาความปลอดภัยทั่วไปสำหรับนักท่องเที่ยว เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิด ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน 2) มาตรการความปลอดภัยในการชำระเงิน การเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มการเงินที่ปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับในตลาดหลัก เช่น Alipay, WeChat Pay 3) การสื่อสารภาษาต่างประเทศ ความพร้อมของผู้ประกอบการต่อการดูแลนักท่องเที่ยวด้วยความเอาใจใส่และเป็นมืออาชีพ และ 4) ความปลอดภัยในการเดินทางเข้าถึง เส้นทางที่ปลอดภัยมีจุดที่ตั้งที่ชัดเจนสำหรับนักท่องเที่ยว การติดตั้งป้ายหรือจุดให้ข้อมูล การเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะอย่างปลอดภัย

    ททท.  มุ่งเน้นสร้างความเชื่อมั่น และความซื่อสัตย์ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางตอบโจทย์นักท่องเที่ยว และนำไปสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    #AmazingThailand
    #TrustedThailand

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/952074&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sawnD6KmTy8Xvyp46VGCl

  • เอกชน ชี้ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ เขย่าท่องเที่ยว แนะเร่งสร้างแรงดึงดูดใหม่

    เอกชน ชี้ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ เขย่าท่องเที่ยว แนะเร่งสร้างแรงดึงดูดใหม่

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ส.ค. 68)

    นายวิลเลียม เอ็ลล์วู๊ด ไฮเน็ค ประธานกรรมการ บมจ. ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล [MINT] กล่าวในงาน Thailand Focus 2025 ในหัวข้อ “Beyond Recovery: Transforming Thailand’s Tourism for a Sustainable and High-Value Future”ว่า ภายใต้สถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ในฐานะผู้ประกอบการโรงแรมชั้นนำของไทยและโลกแสดงความห่วงใยผลกระทบของความขัดแย้งที่ทำให้เกิดการปะทะกันทางทหารตามแนวชายแดนที่ผ่านมา เพราะส่งผลกระทบต่อทั้งการท่องเที่ยว การค้าการลงทุน และด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้อง จึงเห็นควรให้กลับมาสู่สันติภาพโดยเร็ว ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาความไม่มีเสียรภาพการเมืองภายใน

    ขณะเดียวกันก็มีปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ (Geopolitics) ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน อิสราเอล-ฮามาส ความขัดแย้งชายแดนระหว่างอินเดียกับปากีสถานที่ผ่านมา และก็เกิดปัญหาขัดแย้งชายแดนกัมพูชามาซ้ำเติมอีก เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ กระทบภาคท่องเที่ยวของไทยและของโลกนักท่องเที่ยวที่เดินทางออกจากกัมพูชาเพื่อมาต่อเที่ยวบินที่ไทยไปยังประเทศต่าง ๆ ลดลง โดยหันไปเวียดนามแทน

    การลงทุนภาคเอกชนไทยที่มีมูลค่าสูงมากกำลังได้รับผลกระทบจากกระแสการต่อต้านสินค้าไทยอย่างบมจ. ปตท. (PTT )ก็ได้รับผลกระทบ ซึ่งผลกระทบเต็มที่ต่อธุรกิจไทยจะเกิดขึ้นในไตรมาสที่สามปีนี้ หากความขัดแย้งยังไม่คลี่คลาย

    นอกจากนี้ปัญหาหนึ่งของการท่องเที่ยวไทย คือ เที่ยวบินตรงไทย-ยุโรป มีไม่เพียงพอ นักท่องเที่ยวยุโรปต้องบินอ้อมไปต่อเครื่องที่ดูไบทำให้เสียเวลาในการเดินทาง และเมื่อไปถึงดูไบนักท่องเที่ยวก็อาจจะไปใช้เงินมากที่ตะวันออกกลางแทน ภาคธุรกิจโรงแรมจึงเฝ้ารอให้การบินไทยมีเครื่องบินเพิ่ม

    อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมาทางกลุ่มไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้พบกับกระแสใหม่ ๆ ในการท่องเที่ยวของไทย ทั้งในด้าน sustainability และ wellness tourism ทางบริษัทได้เปิดเวลเนส คลินิก เพิ่มขึ้นหลายแห่ง ซึ่งแยกออกมาจากธุรกิจสปา และประสบความสำเร็จอย่างมาก จากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาจากเที่ยวบินระยะยาว รวมทั้งจากนักท่องเที่ยวตะวันออกกลาง และยังได้พบอีกว่านอกจากการมาท่องเที่ยวชมธรรมชาติที่สวยงามแล้ว ปัจจัยด้านวัฒนธรรมก็ยังดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม นายวิลเลียมก็เสนอแนะว่าการอนุรักษ์ธรรมชาติที่สวยงาม ให้มีคุณภาพรองรับการท่องเที่ยวยังคงเป็นแรงดึงดูดใหญ่ให้นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเข้ามาท่องเที่ยว

    *ความท้าทายของ THAI ใน 10 ปีข้างหน้า

    ด้านนายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. การบินไทย [THAI] ระบุว่า ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา การบินไทยได้ทำแผนงานระยะยาวเพื่อลดแบบของเครื่องบินที่บริษัทใช้ โดยก่อนหน้านี้ การบินไทยมีเครื่องบินถึง 8 แบบ แต่ตอนนี้จะลดลงไปเหลือเพียง 4 แบบ เพื่อลดต้นทุนการซ่อมบำรุง นอกจากนี้เรื่องสัดส่วนของการบินแบบ point to point กับการ connect ก็เปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน เพราะในอนาคต การเดินทางในเอเชียแปซิฟิกจะเติบโตสูงที่สุดในโลก ดังนั้นเราก็ออกแบบเที่ยวบินให้เป็นไปตามข้อมูลนี้ โดยเฉพาะในครึ่งแรกของปีนี้ สัดส่วนของ direct flight กับ connect flight มาเป็น 80%:20%จากที่ก่อนหน้านี้ direct flight สูงมากกว่า 90%

    การวิเคราะห์ข้อมูลและนำมาจัดการทางธุรกิจเพื่อให้สามารถและได้รับผลตอบแทนมากขึ้น มีส่วนทำให้เราสามารถทำกำไรได้มากขึ้นด้วย

    นายชาย กล่าวว่าปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศ เช่น การปิดน่านฟ้าของอิหร่านที่ผ่านมา หรือการปิดน่านฟ้ากัมพูชาทำให้ต้องปรับเส้นทางการบิน ต้องบินนานขึ้น ค่าใช้จ่ายน้ำมันมากขึ้น

    ในขณะเดียวกันสงครามการค้าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ขึ้นภาษีศุลกากรสูงทั่วโลก ทำให้คนยุโรปและแคนาดาเดินทางไปสหรัฐน้อยลง แต่เดินทางมาแถบเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น ทำให้ การบินไทยได้ประโยชน์จึงถือเป็นโอกาสในวิกฤต

    สำหรับการดึงนักท่องเที่ยวจีนกลับมา รัฐบาลไทยจะต้องเร่งสร้างความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัย เพราะคนจีนยังออกท่องเที่ยวต่างประเทศมากแต่เดินทางไปประเทศอื่น มาไทยน้อยลง

    สำหรับความท้าทายของการบินไทยในระยะยาว 10 ปีข้างหน้า คือผลกระทบจากห่วงโซ่การผลิตชะงักงันที่ผ่านมา และเครื่องบินที่มีชิ้นส่วนประกอบนับแสนชิ้น ที่ต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน โรคระบาดโควิดที่ผ่านมา ทำให้ผู้ผลิตลดการผลิต ปลดคนงานออก เมื่อโลกฟื้นจากโควิด ต้องมีการจ้างงานใหม่ แต่คนงานที่ออกไปไม่ยอมกลับมาทำงานเดิม ต้องใช้เวลาในการเทรนคนใหม่ ทำให้บริษัทการบินต่าง ๆ รวมทั้งการบินไทยยังประสบปัญหาจากการขาดแคลนพนักงงาน ปัจจุบันการบินไทยต้องหันมาให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนฝึกนักบินเพื่อที่จะได้คนมาให้ทำงานให้การบินไทยในอนาคต ท่ามกลางการแย่งชิงตัวพนักงานระหว่างสายการบินต่าง ๆ

    *Agoda ยก”กรุงเทพ”เมืองที่เที่ยวซ้ำมากที่สุด

    Mr. Damien Pfirsch, Chief Commercial Officer จาก Agoda Company ระบุว่าประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในที่สองของประเทศที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำของโลก ตามข้อมูลของ Agoda ซึ่งมีอัตราการเติบโต 17% ต่อปี และส่วนใหญ่นักท่องเที่ยวนั้นมาจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และที่อื่น ๆ ในเอเชีย

    นอกจากนี้คนที่เดินทางมาประเทศไทยมียอดค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ และเมื่อพูดถึงกรุงเทพฯ นั้น ในข้อมูลของ Agoda เป็นเมืองที่มีผู้มาเที่ยวซ้ำมากที่สุด มาถึง 7 ปี ติดต่อกัน อย่างไรก็ตาม ก็มีด้านที่ลดลงของการท่องเที่ยวด้วย โดยเฉพาะจากตลาดจีน ที่เราต้องช่วยกันโปรโมทตลาดจีนให้มากยิ่งขึ้น

    โดย เสาวลักษณ์ อวยพร/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR7Q0IQCCOPUH8MNL45FU8CNDZHL304P&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3UKFCiOX2j0Pd43uKa0lFL

  • M

    M

    MU New Dawn เกม MMORPG ระดับตำนาน เปิดให้เหล่านักรบหวนคืนสู่สมรภูมิรบช่วง CBT แล้ววันนี้ – 29 สิงหาคม 2568 ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุกชิงรางวัลทั้งไอเทมในเกม และรางวัลใหญ่ อย่าง iPhone, iPad, Apple Watch และเกมมิ่งเกียร์สุดเอ็กซ์คลูซีฟ รวมมูลค่ามากกว่า 95,000 บาท!! ใครสนใจมาดูรายละเอียดกันเลย…

    MU New Dawn เปิดลงทะเบียนล่วงหน้าลุ้นรับรางวัลใหญ่สุดพรีเมี่ยม!!

    ดาวน์โหลดเกม MU New Dawn เพื่อร่วมทดสอบ CBT ได้ที่ https://munewdawn.onelink.me/Hcmi/PR

    ผู้ใช้ระบบ Android ดาวน์โหลดเกมผ่าน Google Play

    ผู้ใช้ระบบ iOS ดาวน์โหลดเกมผ่านแอป TestFlight

    กิจกรรมลงทะเบียนล่วงหน้า (Pre-Register)

    ระยะเวลากิจกรรม: 27 สิงหาคม 2568 เวลา 11.00 น. – 22 กันยายน 2568 เวลา 22.00 น.

    ประกาศผล (รางวัลใหญ่): ภายในเดือนกันยายน 2568

    ลิงค์กิจกรรม: https://mu-newdawn.playpark.com/th-th/pre-registration-th/

    ไฮไลท์รางวัล

    • Milestone Rewards – รวมพลังพิชิตเกียรติยศ

    เพียงรวมพลังกันลงทะเบียน ยิ่งมีจำนวนมากเท่าไหร่ รางวัลก็ยิ่งว๊าวมากขึ้นเท่านั้น!

    • Premium Prize Pool – ลุ้นรับรางวัลใหญ่

    ทุกคนที่ร่วมลงทะเบียนมีสิทธิ์ลุ้นรับของรางวัลสุดพรีเมียม มูลค่ารวมกว่า 95,000 บาท!!

    เงื่อนไขการรับรางวัล

    ผูที่ลงทะเบียนล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์และ Google Play, AppStore จะได้รับสิทธิ์ร่วมชิงรางวัล โดยจะประกาศรายชื่อผู้โชคดีภายในเดือนกันยายน 2568 และทีมงานจะติดต่อผู้ชนะผ่านข้อมูลที่ลงทะเบียนไว้เท่านั้น กรุณาตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลการติดต่อถูกต้อง และปฏิบัติตามกติกาอย่างครบถ้วน

    ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีอีก 2 กิจกรรมให้ร่วมสนุกเพิ่มเติมอีก 2 กิจกรรมด้วยกัน

    • กิจกรรม Friend Gets Friends27 สิงหาคม 2568 เวลา 11.00 น. – 22 กันยายน 2568 เวลา 22.00 น.

    ยิ่งชวนเพื่อนมาร่วมลงทะเบียนมากเท่าไร ยิ่งได้รางวัลเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น!! เพียงลงทะเบียนและส่งต่อลิงค์เพื่อชวนเพื่อนของคุณร่วมกิจกรรม เมื่อชวนเพื่อนครบตามกำหนดรับไอเทมโค้ดได้ในช่วง OBT

    • กิจกรรมศึกกิลด์ (Guild Event)27 สิงหาคม 2568 เวลา 11.00 น. – 22 กันยายน 2568 เวลา 22.00 น.

    ชวนเพื่อนของคุณมาร่วมประกาศศักดาในเกม MU New Dawn เพียงแค่คุณหรือเพื่อนลงทะเบียนสร้างกิลด์ผ่านหน้าเว็บไซต์ จากนั้นเชิญชวนเหล่านักรบมาร่วมเข้ากิลด์เพื่อชิงอันดับความเป็นหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้!!*หมายเหตุ: กิจกรรมนี้จัดขึ้นเฉพาะบนเว็บไซต์เท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างกิลด์ภายในเกม

    รุ่งอรุณแห่งยุคใหม่เริ่มต้นขึ้นแล้วที่ MU New Dawn คุณพร้อมที่จะเข้าสู่สมรภูมิรบแล้วหรือยัง?

    หวนคืนสู่ปฐมบทแห่งความมันส์สุดคลาสสิกในช่วง CBT ได้แล้ววันนี้ – 29 สิงหาคม 2568 ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนเกม MU ตัวยงหรือเป็นนักรบหน้าใหม่ MU New Dawn จะมอบประสบการณ์การเล่นและการต่อสู้ PvP สุดเร้าใจ, สงครามกิลด์, VIP Access เพียงพิชิตภารกิจรายวันก็สามารถเพิ่มระดับ VIP ได้ฟรี!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/iex6l9kv9ing5e0cjnlmbsk3geva7nj0&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zUzAE9u0t9E6oN85234mI

  • เศรษฐกิจโลก 2 ขั้วมหาอำนาจโลก ‘ศุภวุฒิ’ หนุนไทยร่วม CPTPP เปิดตลาดใหม่

    เศรษฐกิจโลก 2 ขั้วมหาอำนาจโลก ‘ศุภวุฒิ’ หนุนไทยร่วม CPTPP เปิดตลาดใหม่

    เศรษฐกิจ

    27 ส.ค. 2025 เวลา 16:27 น.

    “ศุภวุฒิ”ชี้ เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนจาก 2 มหาอำนาจโลก เกิดระบบการค้าแบบ”กั๊ก” แนะไทยเข้าร่วม CPTPP เปิดเสรีการนำเข้าสินค้าเกษตร พัฒนาระบบโลจิสติกส์ เดินหน้า Wellness Economy พาประเทศไทยอยู่รอด

    สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) จัดงาน “ITD Research Forum 2025” เผยแพร่ผลงานวิจัยแห่งปี ภายใต้แนวคิด Trade Transforming, Connecting Future เพื่อเป็เสนอผลงานวิจัย กำหนดนโยบายต่อโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในอนาคต เกี่ยวกับการปรับตัวของเศรษฐกิจไทยและภูมิภาคอาเซียน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก เพื่อต่อยอดองค์ความรู้สู่การพัฒนาของประเทศ

    ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวในปาฐกถาพิเศษเรื่อง “พลวัตเศรษฐกิจโลกกับโจทย์ใหญ่ของประเทศกำลังพัฒนา” ว่า โจทย์ใหญ่ของไทย คือ การที่ประเทศมหาอำนาจ 2 ประเทศ คือ สหรัฐและจีนไม่ลงรอยกัน และนโยบายบริหารประเทศก็ต่างกัน 

    ทั้งนี้ จีนมีนโยบาย “Made in China 2025” อุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี 10 ประเภท ถูกเลือกให้เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่จีนควรจะเข้าไปเป็นผู้นำให้ได้ภายในปี 2025 เช่น ปัญญาประดิษฐ์ , รถยนต์ไฟฟ้า, พลังงานหมุนเวียน เป็นต้น ซึ่งประสบความสำเร็จมาก

    ขณะที่สหรัฐ นำโดยนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ใช้นโยบายการค้าด้วยเก็บภาษีตอบโต้คู่ค้า และเมินการใช้การค้าแบบพหุภาคีขององค์การการค้าโลก (WTO) โดยแปรเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและคู่ค้าเป็นแบบทรัมป์สั่ง 

    รวมทั้งถอนตัวจากการเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกที่ครอบคลุมและก้าวหน้า (CPTPP) และ WTO รวมถึงปิดองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (United States Agency for International Development หรือ US AID) 

    “สหรัฐนำโลกการค้าสู่โลกใหม่ที่ใช้ภาษีเป็นเครื่องมือ โดยภาษีศุลการที่มีการปรับขึ้นจะทำให้โลกมีแต่ภาษีที่เพิ่มขึ้นเรื่อย แม้นายทรัมป์จะพ้นตำแหน่งการเก็บภาษีก็ยังอยู่ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการรักษาฐานเสียงของรีพับริกัน”

    เศรษฐกิจโลก 2 ขั้วมหาอำนาจโลก 'ศุภวุฒิ' หนุนไทยร่วม CPTPP เปิดตลาดใหม่

    นายศุภวุฒิ กล่าวว่า ปัญหาของ 2 ประเทศ ทำให้เกิดการแยกห่วงโซ่อุปทาน (decoupling) ระหว่างจีน-สหรัฐ โดยสหรัฐบีบคู่ค้า และไทยก็เช่นกันถูกให้เลือกข้าง ซึ่งไทยรู้ถึงความกดดันแต่ไทยต้องต้านทานไว้เพื่อไม่ต้องเลือกข้าง เพราะไทยจะค้าขายทั้ง 2 ประเทศ 

    สำหรับสถานการณ์แบบนี้เป็นการ Export control ด้วยระบบภาษี ทำให้การค้าโลกกลายเป็นการค้าแบบ “กั๊กกัน” ดังนั้นไทยต้องปรับตัวและรับสภาพ

    นอกจากนี้ ปัจจุบันสหรัฐและจีนมีสัดส่วน GDP รวมกัน 40% ของโลก ดังนั้นจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าเศรษฐกิจกับประเทศอื่นกลุ่มต่างๆ ที่เป็นไปได้คือ CPTPP ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ทันสมัย ประเทศไทยควรตัดสินใจเข้าร่วมได้ เพราะสหภาพยุโรป (EU) ก็หันมามองกลุ่ม CPTPP แล้ว ดังนั้นไทยไม่ควรตกขบวน

    สำหรับเศรษฐกิจไทยอ่อนแรงลงช่วง 25 ปีที่ผ่านมา โดย GDP เคยโตถึง 8% ปัจจุบันลดลงเหลือ 0.5-1.0% การขยายตัวของ GDP บวกเงินเฟ้อลดลงเรื่อยๆ การตั้งงบประมาณตั้งงบประมาณแบบขาดดุลมาตลอด การไหลของเงินก็ลดลงเช่นกัน 

    ขณะที่ดอกเบี้ยเงินกู้สูง ซึ่ง สศช.ออกโรงเตือนรัฐบาลแบกดอกเบี้ยสูงเสี่ยงถูกละระดับลงทุน ส่วนเงินบาทก็แข็งค่าเกินไป แต่ทุนสำรองต่างประเทศมีมากถึง 9.28 ล้านล้านบาท คิดเป็น 50.4% ของ GDP ซึ่งเห็นว่าควรตั้งกองทุนสำรองต่างประเทศเพื่อจะได้มีเงินไปลงทุน

    “ท่ามกลางความท้าทายที่กล่าวมาประเทศไทยต้องเร่งทำ คือ ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐและเข้าร่วม CPTPP การเปิดเสรีการนำเข้าสินค้าเกษตรเพื่อขยายกำลังการผลิตแปรรูปอาหาร ปรับปรุงการเกษตรให้ทันสมัย พัฒนาระบบโลจิสติกส์ทางรถไฟ ท่าเรือให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งเพื่อสร้างความมั่นทางด้านอาหารในภูมิภาค” 

    รวมทั้งการเปลี่ยนการเติบโตจากการส่งออกและภาคอุตสาหกรรมไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อน Wellness Economy ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทยที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยขณะนี้ไทยอยู่ระหว่างการพัฒนาจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 อยู่ โดยทั้งหมดนี้ก็อยู่ในแผน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1196128&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1brwW4kgpXz2HFImN9IGgO

  • ธปท.คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 โตต่ำกว่าศักยภาพ จาก 4 สาเหตุหลัก พร้อมมองครึ่งหลังปีนี้ชะลอตัว

    ธปท.คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 โตต่ำกว่าศักยภาพ จาก 4 สาเหตุหลัก พร้อมมองครึ่งหลังปีนี้ชะลอตัว

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คาดเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพ เนื่องจากการส่งออกที่ชะลอตัว การผลิตถูกกระทบโดยสินค้านำเข้าทะลัก การท่องเที่ยวเติบโตชะลอตัว รวมทั้งการบริโภคและการลงทุนเอกชนโตชะลอตัว

    จากรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ฉบับย่อ ครั้งที่ 4/2568 วันที่ 8 สิงหาคม และ 13 สิงหาคม 2568 ที่เผยแพร่ล่าสุด (27 สิงหาคม) ระบุว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอลงในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 และขยายตัวต่ำกว่าระดับศักยภาพในปี 2569 

    รายงานให้เหตุผลว่าเป็นผลจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ (1) ภาคการส่งออกมีแนวโน้มชะลอลงจากผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมของมาตรการภาษีสหรัฐฯ รวมทั้งผลจากการเร่งส่งออกในช่วงครึ่งปีแรก แม้ว่าอัตราภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ที่ไทยได้รับไม่แตกต่างจากประเทศคู่แข่งมากนัก แต่อัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากจะส่งผลต่อความต้องการสินค้าและการค้าโลก นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงจากการเก็บภาษีสินค้าที่สวมสิทธิ์ส่งออก (transshipment) ซึ่งยังไม่ชัดเจน 

    (2) ภาคการผลิตถูกกระทบจากการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นทั้งจากการทะลักของสินค้านำเข้า (import flooding) จากประเทศอื่นๆ ที่แสวงหาตลาดใหม่ และการเปิดตลาดในประเทศให้กับสินค้าจากสหรัฐฯ อาจสร้างแรงกดดันเพิ่มขึ้นต่อบางภาคส่วน เช่น ภาคเกษตรและเกษตรแปรรูป ซึ่งครอบคลุมผู้ประกอบการและแรงงานจำนวนมาก 

    (3) ภาคท่องเที่ยวมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง ตามจำนวนนักท่องเที่ยวระยะใกล้ (short-haul) ที่ลดลงจากการแข่งขันในภูมิภาคที่รุนแรงขึ้น แม้รายรับภาคท่องเที่ยวโดยรวมยังขยายตัวได้จากนักท่องเที่ยวระยะไกล (long-haul) แต่ผลดีกระจุกตัวอยู่ในผู้ประกอบการรายใหญ่ อาทิ โรงแรมระดับบน 

    และ (4) การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวชะลอลงจากแนวโน้มรายได้แรงงาน ตามแนวโน้มการส่งออก การผลิต และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระซึ่งมีสัดส่วนสูงในภาคบริการ

    นอกจากนี้ ข้อมูลจากผู้ประกอบการพบว่า SMEs ส่วนใหญ่ปรับตัวในเชิงประคับประคองกิจการ เช่น การลดต้นทุน หรือลดขนาดกิจการ ขณะที่การปรับตัวเชิงรุก เช่น การเปลี่ยนโมเดลธุรกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพยังมีข้อจำกัด คณะกรรมการฯ เห็นว่า SMEs เปราะบางมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังการจ้างงานและรายได้ครัวเรือน รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้

    สินเชื่อโดยรวมหดตัวต่อเนื่องจากความต้องการสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ที่ปรับลดลงตามความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและความเสี่ยงด้านเครดิตของลูกหนี้ที่สูงขึ้น โดยคุณภาพสินเชื่อ SMEs และสินเชื่อที่อยู่อาศัยยังปรับด้อยลง 

    ทั้งนี้ SMEs ยังมีความเปราะบางจากสภาพคล่องที่ลดลงและภาระหนี้สูง อีกทั้งยังเผชิญต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ โดยข้อมูลจากสถาบันการเงินสะท้อนว่าอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อปล่อยใหม่ของลูกหนี้ SMEs อยู่ในระดับสูงและปรับลดลงน้อยกว่ากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ส่วนหนึ่งจากความเสี่ยงด้านเครดิตที่สูงกว่าโดยเปรียบเทียบ

    ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ประเมินว่าสินเชื่อจะยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำจากกระบวนการปรับลดภาระหนี้ (debt deleveraging) ของภาคธุรกิจและครัวเรือน ความต้องการสินเชื่อที่ลดลงตามความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ และความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินต่อลูกหนี้กลุ่มที่มีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง

    ภาพ: kiszon pascal / Getty Images

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-economy-2026-growth-forecast/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2FA_cZgLAWNnHX7IlJAkFc

  • เศรษฐกิจไทยยังไม่เห็นสัญญาณว่างงาน …ส่งออก 7 เดือนแรกขยายตัวทุบสถิติ

    เศรษฐกิจไทยยังไม่เห็นสัญญาณว่างงาน …ส่งออก 7 เดือนแรกขยายตัวทุบสถิติ

    สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มีความกังวลเศรษฐกิจไทยมีความไม่แน่นอนสูงอาจมีผลกระทบต่อการจ้างงานและการเลิกจ้างรวมถึงการเปลี่ยนการจ้างงานแบบไม่เต็มเวลาในรูปของสัญญาจ้างชั่วคราว เช่น งานพาร์ทไทม์และ/หรือซับคอนแทรคประเภทรับช่วงการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยปัจจัยหลักคือการพึ่งพาการส่งออกซึ่งมีสัดส่วนใน GDPร้อยละ 56.7 ในช่วง 7 เดือนแรก (ม.ค. – ก.ค.) ไทยส่งออกมูลค่า 195,432.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 14.42 ทำลายสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยส่งออกภาคอุตสาหกรรมขยายตัวร้อยละ 18.5 แต่หากเปรียบเทียบเป็นเงินสกุลบาทช่วงปี 2567/68 อ่อนค่าประมาณ 1.81 บาท/USD หรือคิดเป็นร้อยละ 5.15 ทำให้การส่งออกขยายตัวร้อยละ 6.29 ต่ำสุดในรอบ 3 ปี

    ประเด็นที่ต้องวิเคราะห์คือการส่งออกไปสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นลูกค้าลำดับ 1 สัดส่วนร้อยละ 22.03 ก่อนหน้านี้อัตราภาษีของปธน.ทรัมป์หรือ “Reciprocal Tariff” ทำให้มีการเร่งตัวส่งออกให้ทันตามเดดไลน์ปรับภาษี โดยเดือนพฤษภาคมเมื่อเทียบกับเดือนเมษายนซึ่งเป็นช่วงก่อนประกาศภาษีอัตราใหม่ การส่งออกขยายตัวร้อยละ 35.08 (M/M) เดือนมิถุนายนส่งออกยังขยายตัวได้เล็กน้อยร้อยละ 1.02 (M/M) และเดือนกรกฎาคมเริ่มมีการหดตัวร้อยละ -0.28 (M/M) สำหรับเดือนสิงหาคมอาจหดตัวต่อเนื่องเพราะมีออเดอร์ค้างส่งและผู้นำเข้าหาแหล่งซื้อแทนไทยไม่ได้เนื่องจากทุกประเทศล้วนเจอภาษีทรัมป์ ภาพรวมแนวโน้มอุปสงค์ความต้องการสินค้าในสหรัฐอเมริกาลดลง สะท้อนจากอัตราค่าระวางเรือเดือนกันยายน (Freight Charge) ไปท่าเรือสำคัญ ปรับลดลงร้อยละ 11 – 13 เป็นการปรับลดลงต่อเนื่องติดต่อกัน 3 เดือน

    ปัจจัยจากภาคส่งออกยังขยายตัวได้ดีทำให้สามารถรักษาการจ้างงานทั้งในภาคอุตสาหกรรม เกษตรแปรรูปตลอดจนภาคบริการที่อยู่ในโซ่อุปทานจึงไม่มีผลกระทบต่อการจ้างงานอีกทั้งบริบทไทยเป็นประเทศขาดแคลนแรงงานทำให้แรงงานรุ่นใหม่เลือกงานและหาคนยากทั้งในสำนักงาน-ภาคบริการ-การผลิต ค้าส่ง-ค้าปลีก ส่วนที่กล่าวว่านายจ้างเลือกที่จะจ้างงานประเภทพาร์ทไทม์หรือฟรีแลนซ์ ข้อเท็จจริงจ้างแรงงานเต็มเวลาแทบหาคนมาทำไม่ได้

    สำหรับคนทำงานฟรีแลนซ์เป็นอุปสงค์ความต้องการของแรงงานวัยตอนต้นที่ชอบงานอิสระซึ่งผู้จบการศึกษาใหม่ซึ่งเกือบครึ่งหนึ่งช่วง 2 ปีแรกไม่เข้าสู่ตลาดแรงงานเพราะชอบงานอิสระไม่มีนายจ้าง การขาดแคลนแรงงานเห็นได้จากข้อมูลของสนง.สถิติแห่งชาติ (ก.ค.68) ระบุว่าอัตราการว่างงานต่ำสุดในรอบปีอยู่ที่ร้อยละ 0.7 จำนวนผู้ว่างงาน 2.75 แสนคน ลดจากเดือนก่อนซึ่งมีผู้ว่างงาน 3.3 แสนคน ขณะที่ผู้ว่างงานแฝงทำงานต่ำกว่าระดับเวลาทำงานมีจำนวนประมาณ 1.0 แสนคนคิดเป็นร้อยละ 0.3 ด้านการจ้างงานพาร์ทไทม์ยังไม่เห็นสัญญาณการเพิ่มขึ้นอย่างเป็นนัยขณะที่แรงงานซับคอนแทรคจากการสอบถามองค์กรที่เกี่ยวข้องทราบว่าการจ้างงานคงตัวแต่แนวโน้มลดลงซึ่งก่อนหน้านี้มีการปรับใช้เทคโนโลยีบางส่วนถึงแม้แรงงานกัมพูชาหายไป 2.5 – 3 หมื่นคนไม่มีผลกระทบอย่างชัดเจน แต่ในข้างหน้าทิศทางตลาดแรงงานอาจมีความผันผวนจากการเร่งตัวการใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพแรงงานจะทำให้การจ้างงานอาจหดตัว

    กลับมาที่ประเด็น “Cambodia Effect” การค้าระหว่างประเทศไทย-กัมพูชามีมูลค่า 3.673 แสนล้านบาท จากผลกระทบความขัดแย้งปิดพรมแดนทางบก (Cross border Logistics) ซึ่งมีสัดส่วนการขนส่งประมาณร้อยละ 40.6 ความขัดแย้งทางพรมแดนกระทบมูลค่าส่งออก การหดตัวส่งออกเชิงเงินบาทไปกัมพูชาเห็นชัดเจนตั้งแต่เดือนมิถุนายนซึ่งหดตัวร้อยละ 31.11 (M/M) เดือนกรกฎาคมมูลค่าเหลือเพียง 17,128.7 ล้านบาท หดตัวร้อยละ 33.08 (M/M) แต่หากเปรียบเทียบจากเดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นช่วงก่อนมีปัญหาขัดแย้งมูลค่าส่งออก 37,155.8 ล้านบาท ทำให้มูลค่าส่งออกเดือนกรกฎาคมลดลง 20,027.1 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 53.9 ช่วงตั้งแต่เดือนมิถุนายนซึ่งปิดพรมแดนอย่างจริงจังการขนส่ง-นำเข้าส่วนใหญ่ใช้การขนส่งทางเรือจากท่าเรือแหลมฉบังไปท่าเรือสีหนุวิลล์ อัตราค่าระวางเรือ (Freight Charge) ตู้ขนาด 20 ฟิต 550 USD/TEU ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 วัน

    หากความขัดแย้งยังคงอยู่การส่งออกไปกัมพูชามูลค่าโดยใช้ฐานปี 2567 จะหายไปประมาณปีละไม่น้อยกว่า 1.2 แสนล้านบาท สินค้าที่หดตัวเช่น น้ำตาลทราย เครื่องจักร สินค้าอุปโภค-บริโภค ผ้าผืนหดตัวร้อยละ 28.76 เป็นสินค้ากึ่งสำเร็จรูปใช้ในการผลิตเสื้อผ้าซึ่งนักลงทุนไทยไปลงทุนในกัมพูชา ข้อสังเกตการส่งออกเดือนที่ผ่านมามีการส่งออกอัญมณีเกี่ยวข้องกับทองคำแท่งสูงขึ้นถึง 8.31 เท่า คงต้องไปดูว่ามีการเททองคำที่มีการเก็บในไทยกลับประเทศหรือไม่ การนำเข้าสินค้าจากกัมพูชาเดือนมิถุนายนหดตัวร้อยละ 17.9 (M/M) เดือนกรกฎาคมมูลค่า 1,590.5 ล้านบาทเทียบกับเดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นเดือนก่อนมีปัญหาขัดแย้งพรมแดนหดตัวถึงร้อยละ 58.24 สินค้านำเข้าที่หดตัว เช่น สินแร่ เศษโลหะ ผัก ผลไม้ ผลิตภัณฑ์สิ่งทออื่นๆ

    ภายใต้บริทความไม่แน่นอนนอกจากเศรษฐกิจโลก-ปัญหาภาษีทรัมป์และความขัดแย้งกัมพูชา อาจจะเห็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจและภาคแรงงานชัดเจนในช่วงต้นไตรมาสสุดท้ายปี 2568 ปัจจัยภายในเกี่ยวข้องกับความเชื่อมั่นและเสถียรภาพทางการเมืองคงต้องวิสัยทัศน์ข้ามช็อตการดำรงอยู่ของนายกรัฐมนตรีไม่ว่าจะ “ออกหัวหรือออกก้อย” ที่สุดภายในปีนี้คงได้เห็นการเลือกตั้ง แต่ความคาดหวังเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในทางบวกต่อเศรษฐกิจคงเป็นเรื่องยาก เพราะไพ่สำรับเดิม-คนเล่นหน้าเดิมคงไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง ประชาชนตลอดจนผู้ประกอบการโดยเฉพาะรายย่อยและ SMEs คงต้องดูแลตัวเองให้รอดก็แล้วกัน

    บทความพิเศษ: โดย ดร.ธนิต  โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/export-usa-trump-thai&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EnFnwBjC-zXAzkUi4To_j

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 27 สิงหาคม 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 27 สิงหาคม 2568 – InterGold

    วันที่ 27 สิงหาคม 2568 เวลา 10.51 น.

    กลยุทธ์  : เสี่ยงการเมือง ดันทองขึ้น
    แนวรับ  :  $3,355  หรือ  51,600 บาท
    แนวต้าน  :  $3,400  หรือ  52,200 บาท

    ข่าว :  

    .

    ราคาทองคำปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง หลังตลาดเกิดความกังวลต่อการแทรกแซงการทำงานของคณะกรรมการเฟดโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ล่าสุด ทรัมป์ได้เพิ่มแรงกดดันทั้งต่อประธานเฟด เจอโรม พาวเวล และกรรมการเฟด ลิซ่า คุก โดยกล่าวหาว่ามีการกระทำผิดกฎหมายด้านการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย และประกาศผ่านโซเชียลว่าได้ปลดเธอออกจากตำแหน่งแล้ว แม้ในทางกฎหมายประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่มีอำนาจปลดกรรมการเฟดโดยตรง และกรณีนี้ต้องผ่านการพิจารณาของศาลสูงสุด แต่ประเด็นดังกล่าวก็สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดการเงิน

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :   

    .

    หากลิซ่า คุกถูกปลดจริง คณะกรรมการเฟดจะเหลือเพียง 5 คน โดยมีอย่างน้อย 2 เสียงที่มาจากการแต่งตั้งโดยทรัมป์และพรรครีพับลิกัน หากได้โอกาสแต่งตั้งเพิ่มอีก จะทำให้ฝั่งรีพับลิกันครองเสียงข้างมากในเฟดทันที ซึ่งหมายถึงการควบคุมนโยบายการเงินโดยตรง และนี่คือสิ่งที่ตลาดกังวลว่าจะนำไปสู่การอัดฉีดสภาพคล่องจนเงินเฟ้อกลับมาพุ่ง สะท้อนบทเรียนในอดีตสมัยนิกสันที่กดดันเฟดจนเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะ HyperInflation และตามมาด้วย Stagflation ยาวนาน ซึ่งทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯเข้าสู่ภาวะล้มเหลว ทองคำจึงเป็นสินทรัพย์ที่รับประกันความเสี่ยงดังกล่าว

    กลยุทธ์ :

    .

    แรงกดดันนี้ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงเล็กน้อย และทองคำได้แรงหนุนปรับขึ้น โดยในเชิงเทคนิค ราคามีโอกาสทดสอบแนวต้านสำคัญบริเวณ $3,400–3,415 หากยังไม่สามารถผ่านได้ ยังไม่ถือว่าเป็นขาขึ้นเต็มตัว แต่ถ้าสามารถยืนเหนือได้อย่างมั่นคง จะเป็นสัญญาณโมเมนตัมเชิงบวกต่อในเดือนถัดไ

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-27-aug-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0h_ZOAUx6PRJ1UJ1DQA6eW

  • SCB EIC แม้การเจรจาภาษีลดลงเหลือ 19% แต่ผลจากสงครามการค้าท่ามกลางความเปราะบางในประเทศ ยังกดดันเศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำต่อเนื่องนาน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SCB EIC แม้การเจรจาภาษีลดลงเหลือ 19% แต่ผลจากสงครามการค้าท่ามกลางความเปราะบางในประเทศ ยังกดดันเศรษฐกิจไทยเสี่ยงโตต่ำต่อเนื่องนาน – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    Key highlights

    • SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังอาจขยายตัวเฉลี่ยไม่ถึง 1% ยังมีความเสี่ยงเข้าสู่ Technical recession ในครึ่งหลังของปี และจะยังคงชะลอตัวลงต่อเนื่องในปีหน้า
    • SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยขยายตัว 1.8% ในปีนี้ และ 1.5% ในปี 2569 ปรับดีขึ้นบ้างจากผลการเร่ง Front-loading สินค้าส่งออกในช่วงก่อนสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีนำเข้าสูง แต่แรงส่งหลักของเศรษฐกิจจะทยอยแผ่วลงในช่วงครึ่งหลังของปี การส่งออกหดตัวหลังสหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีตอบโต้ การท่องเที่ยวชะลอ และการลงทุนภาครัฐเบิกจ่ายช้ากว่าคาด
    • สหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าสินค้าไทยเหลือ 19% ช่วยบรรเทาความเสี่ยงในการสูญเสียส่วนแบ่งตลาดลงได้บ้าง แต่ยังต้องจับตาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทย ที่อาจต้องเจอแรงกดดันจากคู่แข่งที่เผชิญภาษีนำเข้าในอัตราที่แตกต่างกันไป ตลอดจนค่าเงินบาทที่แข็งค่าเร็วเทียบกับหลายประเทศคู่แข่งสำคัญในตลาดสหรัฐฯ
    • ในระยะต่อไปต้องติดตามความเสี่ยงจากสงครามการค้า ทั้งประเด็นภาษีสวมสิทธิที่มีอัตราภาษีที่ 40%
      การแข่งขันด้านราคาในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งจะกระทบต่ออัตรากำไร (Margin), สินค้าจีนทะลัก และมาตรการกีดกันการค้าทั่วโลก
    • แนวโน้มภาคธุรกิจไทยยังเสี่ยงสูง ต้องจับตาความสามารถในการแข่งขันของภาคส่งออกไทยกับคู่แข่ง
      ในตลาดสหรัฐฯ และรายละเอียดเพิ่มเติมของข้อตกลงการค้าไทยกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะการลดภาษีนำเข้าของโลก
    • เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวมากในปี 2568-2569 เทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต แม้จะปรับดีขึ้นบ้างหลังภาษีสหรัฐฯ ต่ำกว่าที่มองไว้
    • โลกจะยังเผชิญความไม่แน่นอนจากสงครามการค้า เพราะหลายประเทศยังเจรจากับสหรัฐฯ ไม่จบ
      และสหรัฐฯ จะทยอยเก็บภาษีรายสินค้าเพิ่มอีก ผลกระทบที่ไม่ชัดเจนนี้จะสร้างความไม่แน่นอนต่อนโยบายการเงินโลก
    • SCB EIC ประเมินอัตราดอกเบี้ยนโยบายไทยจะลดลงอีก 1 ครั้งในปีนี้ และอีก 1 ครั้งในปีหน้า ช่วยลดความตึงตัวของภาวะการเงินและพยุงเศรษฐกิจไทยที่ยังมีแนวโน้มชะลอตัวลง

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/08/27/572887/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qWzYWBzzkvBN5ATwM2-fS

  • หุ้นไทยปิดลบ 3.23 จุดแกว่งไซด์เวย์ขาดปัจจัยใหม่รอลุ้นคดีคลิปเสียงนายกฯ-ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ : อินโฟเควสท์

    หุ้นไทยปิดลบ 3.23 จุดแกว่งไซด์เวย์ขาดปัจจัยใหม่รอลุ้นคดีคลิปเสียงนายกฯ-ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ : อินโฟเควสท์

    • SET ปิดวันนี้ที่ 1,248.03 จุด ลดลง 3.23 จุด (-0.90%) มูลค่าซื้อขาย 46,883.54 ล้านบาท
    • การซื้อขายหุ้นวันนี้ ดัชนีแกว่งไซด์เวย์โดยทำจุดสูงสุดที่ 1,260.75 จุด และทำจุดต่ำสุด 1,246.86 จุด
    • ส่วนหลักทรัพย์เปลี่ยนแปลงวันนี้เพิ่มขึ้น 145 หลักทรัพย์ ลดลง 334 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 176 หลักทรัพย์

    นายกรภัทร วรเชษฐ์ หัวหน้าสายงานวิจัย บล.กรุงศรี กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งไซด์เวย์กรอบแคบรอปัจจัยใหม่ขับเคลื่อน โดยเฉพาะการเมืองในประเทศ เนื่องจากวันศุกร์นี้ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยคดีคลิปเสียง ของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี อาจทำให้การใช้จ่ายงบประมาณปี 69 มีความเสี่ยง ซึ่งจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีหน้า

    โดยวันนี้กลุ่มพลังงานพักฐานกดดันดัชนีลงมาแกว่งไซด์เวย์ดาวน์

    แนวโน้มวันพรุ่งนี้คาดตลาดแกว่งในกรอบรอความชัดเจนคดีการเมือง ขณะที่ต่างประเทศติดตามการเปิดเผยตัวเลข PCE สหรัฐในวันที่ 29 ส.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์สหรัฐในวันที่ 28 ส.ค.

    โดยให้กรอบแนวรับ 1,240 จุด และแนวต้าน 1,270 จุด

    ส่วนหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์

    • DELTA มูลค่าการซื้อขาย 3,269.66 ล้านบาท ปิดที่ 154.00 บาท เพิ่มขึ้น 4.00 บาท
    • KBANK มูลค่าการซื้อขาย 2,492.00 ล้านบาท ปิดที่ 163.50 บาท ลดลง 0.50 บาท
    • KTB มูลค่าการซื้อขาย 1,777.25 ล้านบาท ปิดที่ 24.40 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท
    • BBL มูลค่าการซื้อขาย 1,096.68 ล้านบาท ปิดที่ 153.50 บาท ลดลง 0.50 บาท
    • ADVANC มูลค่าการซื้อขาย 1,078.68 ล้านบาท ปิดที่ 299.00 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/524801&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0x5NHiZM4stb7duPpxaCDn