Blog

  • Gen Z เรียนวิชาการเงินตอนนี้ เหมือนมีเงินติดตัวแล้ว 3 ล้าน

    Gen Z เรียนวิชาการเงินตอนนี้ เหมือนมีเงินติดตัวแล้ว 3 ล้าน

    มีเพียงวินัยออมเงินอย่างเดียว อาจไม่พอแล้วสำหรับโลกที่ต้องการความมั่นคงและมั่งคั่งทางการเงิน เพราะสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องเรียนรู้คือ ความรู้การเงิน หรือ Financial Literacy ทั้งระบบ เพราะนี่คืออีกหนึ่งทักษะสำคัญของคนในศตวรรษนี้

    ทิม เรนเซตต้า ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Next Gen Personal Finance (NGPF) องค์กรไม่แสวงกำไรที่มุ่งเน้นให้ความรู้ด้านการเงินในสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า การขายหุ้นหนีเมื่อราคาลง แล้วพลาดโอกาสทำกำไรเมื่อราคากลับขึ้น คือหนึ่งในข้อผิดพลาดที่นักลงทุนมือใหม่มักเผชิญ เมื่อตลาดเกิดภาวะความผันผวนรุนแรง

    นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมการมีความเข้าใจพื้นฐานด้านการเงินส่วนบุคคลจึงเป็นบทเรียนสำคัญ

    จากรายงานของบริษัทที่ปรึกษา Tyton Partners และ NGPF ในปี 2567 ให้ข้อมูลว่า การเรียนวิชาการเงินส่วนบุคคลใน 1 ภาคการศึกษา ให้มูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน หรือกว่า 3 ล้านบาท

    และเมื่อมีจำนวนคนรุ่นใหม่เข้าใจเรื่องการเงินการลงทุนมากขึ้นเท่าไหร่ ตัวเลขนี้ก็จะทวีคูณขึ้นไปมากขึ้นเท่านั้น จากการเรียนรู้วิธีป้องกันหนี้บัตรเครดิต หรือการใช้บัตรเครดิตเพื่อสิทธิประโยชน์สูงสุด รวมไปถึงการลงทุนเพื่อการเกษียณ

    การมุ่งเน้นพัฒนาหลักสูตรการเงินส่วนบุคคลในระดับชั้นมัธยมศึกษากำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในสหรัฐอเมริกา

    ในรัฐเคนทักกีถือเป็นรัฐที่ 27 ที่กำหนดให้นักเรียนมัธยมฯ ต้องศึกษาวิชาการเงินส่วนบุคคลก่อนจบการศึกษา นอกจากนี้ ยังมีร่างกฎหมายการศึกษาการเงินส่วนบุคคลอีก 43 ฉบับ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาใน 17 รัฐ

    ซึ่งหากไม่มีมาตรการดังกล่าวเข้ามากำหนด นักเรียนของสหรัฐฯ จะมีโอกาสในการเข้าถึงความรู้ด้านการเงินส่วนบุคคลน้อยมาก เปรียบเทียบได้ว่า ในนักเรียน 10 คน จะมีเพียง 1 คนที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการเงิน

    จากการสำรวจของ Thairath Money ผ่านรายการ Pocket Diaries ในหัวข้อ “วิชาการเงินที่เด็ก Gen Z อยากเรียน” พบว่า จากการสัมภาษณ์กลุ่มคนอายุ 15 – 25 ปี ทั้งหมด 7 คน

    ทุกคนมีความสนใจเรียนรู้เกี่ยวกับการลงทุนมากกว่าการออมเงิน และเมื่อแยกย่อยประเด็นด้านประเภทสินทรัพย์การลงทุนพบว่า มีความสนใจลงทุนในหุ้นเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยสินทรัพย์จริง (Real Asset) เช่น ทอง และอื่น ๆ

    ส่งผลให้ “วิชาการลงทุน” เป็นวิชาที่ผู้ตอบแบบสอบถามอยากให้บรรจุอยู่ในหลักสูตรการศึกษาของไทยมากที่สุด โดยให้เหตุผลว่า การลงทุนมีรายละเอียดที่ซับซ้อน ทั้งเงื่อนไขผลตอบแทน และลักษณะการลงทุน ส่งผลให้การทำความเข้าใจด้วยตนเองเป็นเรื่องยาก การมีสถาบันการศึกษาเข้ามาสอนพื้นฐานจึงเป็นประโยชน์

    นอกจากเรื่องการลงทุน “วิชาภาษี” เป็นหัวข้อรองลงมาที่กลุ่มคนรุ่นใหม่สนใจเรียน โดยต้องการเรียนรู้ครอบคลุมประเด็นเกี่ยวกับระบบการเก็บภาษี และหน้าที่ของผู้เสียภาษี

    ในผลการสำรวจของทั้งไทยและต่างประเทศต่างชี้ให้เห็นถึงหมุดหมายการพัฒนาเรื่อง “การเงินส่วนบุคคลของคนรุ่นใหม่” ที่มีความสนใจเรียนรู้ประเด็นนี้ แต่ในภาพใหญ่ประเด็นเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาหลักสูตรการศึกษา

    เพราะการสอนเรื่องการเงิน คือ นวัตกรรมที่สร้างความมั่งคั่งได้ยืนยาวที่สุด ยาเนลี เอสปิแนล ผู้อำนวยการฝ่ายเผยแพร่การศึกษาของ NGPF กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2879567&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hTKK2cuCaLEpWXv3Say_D

  • ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา นำคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมนักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ.

    ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา นำคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมนักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ.

    ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา นำคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมนักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ.


    30/08/2568 | 61 |

    ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา นำคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมนักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. 

          นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดพะเยา ในฐานะประธานกรรมการคัดเลือก คัดสรร นักเรียน เพื่อรับพระราชทานทุนการศึกษาโครงการทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร ระดับจังหวัด (ม.ท.ศ. ระดับจังหวัด) นำคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมนักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 15 – 17 ประจำปีงบประมาณ 2568 จำนวน 6 ราย ณ พื้นที่อำเภอเชียงม่วน อำเภอปง อำเภอจุน อำเภอดอกคำใต้ อำเภอภูกามยาว และอำเภอเมือง จังหวัดพะเยา เพื่อติดตามผลการเรียน ความเป็นอยู่ ตลอดจนรับฟังปัญหาและอุปสรรคด้านการศึกษา พร้อมทั้งมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ และบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของนักเรียนทุนฯ โดยมีคณะกรรมการคัดเลือก คัดสรร นักเรียน เพื่อรับพระราชทานทุนการศึกษา โครงการทุนการศึกษา ม.ท.ศ. ระดับจังหวัด นายอำเภอ สมาชิกเหล่ากาชาดจังหวัดพะเยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่
         สำหรับนักเรียนทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. ที่ได้รับการตรวจเยี่ยม มีจำนวน 6 คน ประกอบด้วย นางสาวมัลลิญา พนมเขต (รุ่นที่ 17) ระดับชั้น ม.4 โรงเรียนเชียงม่วนวิทยาคม , นางสาววิรัชยา ติ๊บหน่อ (รุ่นที่ 15) ระดับชั้น ม.6 โรงเรียนเชียงคำวิทยาคม , นางสาวสุชานาถ ทะจันทร์ (รุ่นที่ 15) ระดับชั้น ม.6 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 24 จังหวัดพะเยา , นางสาวดารุณี เจนใจ (รุ่นที่ 16) ระดับชั้น ม.5 โรงเรียนงำเมืองวิทยาคม , นางสาวเพชรลดา วาสอนใจ (รุ่นที่ 17) ระดับชั้น ม.4 โรงเรียนงำเมืองวิทยาคม , และนางสาวกมลฉัตร ก๋ามี (รุ่นที่ 16) ระดับชั้น ม.5 โรงเรียนพะเยาพิทยาคม
         ทั้งนี้จากการติดตามผลพบว่า นักเรียนทั้ง 6 คน มีผลการเรียนอยู่ในระดับดีมาก มีความมุ่งมั่นตั้งใจศึกษาเล่าเรียน และเป็นแบบอย่างที่ดีทั้งด้านการเรียนและการดำรงตนในฐานะพลเมืองที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบัน อันสมกับการได้รับพระราชทานทุนการศึกษา

     


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1971/iid/419451&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hLwc1nCZjeg9_hn1GISoV

  • นักศึกษา มรภ.ยะลา กว่า 1 พัน แสดงจุดยืนไม่เอาพืชกระท่อม

    นักศึกษา มรภ.ยะลา กว่า 1 พัน แสดงจุดยืนไม่เอาพืชกระท่อม

    ยะลา, วันที่ 30 สค. – นักศึกษาจากมหามหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาจำนวน 1 พันคน ได้ร่วมโครงการนิทรรศการเรียนรู้ป้องกัน และต้านภัยพืชกระท่อม ซึ่งทางสภานักนักศึกษา มรภ.ยะลา ร่วมกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต) จัดขึ้น เพื่อเฝ้าระวัง ติดตามและรณรงค์การใช้พืชกระท่อมอย่างถูกต้องและปลอดภัย สนองต่อนโยบายของรัฐบาล ภายในงานได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศิริชัย นามบุรี อธิการบดี มรภ.ยะลา เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณาจารย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

    นายชูกีพลี ยีมะลี ประธานสภานักศึกษา ในฐานะผู้จัดงาน กล่าวว่า โครงการนิทรรศการเรียนรู้ป้องกัน และต้านภัยพืชกระท่อม จัดขึ้นเพื่อให้ความรู้ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และตระหนักถึงผลกระทบจากการใช้พืชกระท่อมในทางที่ผิดรวมทั้งส่งเสริมบทบาทของนักศึกษา บุคลากร และชุนชน ในการร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้พืชกระท่อมในทางที่ผิด ผ่านกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์และสันติและเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างนักศึกษาบุคลากร และชุมชน ในการเฝ้าระวัง ติดตามและรณรงค์การใช้พืชกระท่อมอย่างถูกต้องและปลอดภัย

    สำหรับกิจกรรมภายในงานจะประกอบด้วย การบรรยายให้ความรู้ถึงโทษและพิษภัยของพืชกระท่อม กิจกรรมโต้วาที การประกวดซุ้มนิทรรศการและการมอบรางวัลผู้ชนะการประกวดคลิปที่เกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่งได้สร้างความน่าสนใจแก่ผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/238437&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gESKUBRfXqNZ1edwM0B0K

  • สหรัฐฯ ฟันค่าวีซ่าเพิ่ม 8,000 บาท แพงติดอันดับโลก ส่อซ้ำเติมวิกฤตท่องเที่ยว

    สหรัฐฯ ฟันค่าวีซ่าเพิ่ม 8,000 บาท แพงติดอันดับโลก ส่อซ้ำเติมวิกฤตท่องเที่ยว

    สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญแรงกดดันใหม่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว หลังรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจัดเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ “Visa Integrity Fee” มูลค่า 250 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 8,067 บาท มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้ ส่งผลให้ค่าธรรมเนียมการขอวีซ่าสหรัฐฯ พุ่งแตะ 442 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 16,000 บาท กลายเป็นหนึ่งในค่าธรรมเนียมวีซ่าที่แพงที่สุดในโลก และอาจยิ่งซ้ำเติมปัญหานักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าสหรัฐฯ ลดลงต่อเนื่อง

    ข้อมูลจากรัฐบาลสหรัฐฯ ระบุว่า ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีนักเดินทางต่างชาติ 19.2 ล้านคน ลดลง 3.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน และนับเป็นเดือนที่ 5 ของปีนี้ที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวหดตัว แม้ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายคาดว่า ปี 2025 จะเป็นปีที่สหรัฐฯ ฟื้นตัวเต็มที่และกลับมามีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทะลุ 79.4 ล้านคน ซึ่งเป็นระดับก่อนการระบาดโควิด-19 

    มาตรการเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าใหม่จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้เดินทางจากประเทศที่ไม่ได้อยู่ในโครงการยกเว้นวีซ่า เช่น เม็กซิโก อาร์เจนตินา บราซิล อินเดีย และจีน โดยสมาคมการท่องเที่ยวสหรัฐฯ เตือนว่า ค่าธรรมเนียมที่สูงเช่นนี้จะกลายเป็นอุปสรรคใหม่ ทำให้หลายคนต้องชั่งใจมากขึ้นกับการเดินทางมาเยือน

    เกบ ริซซี ประธานบริษัทจัดการท่องเที่ยวระดับโลก Altour ระบุว่า “ทุกแรงเสียดทานที่เพิ่มเข้ามาในการเดินทาง ย่อมทำให้ปริมาณนักท่องเที่ยวลดลงไม่มากก็น้อย” พร้อมเสริมว่า เมื่อฤดูท่องเที่ยวซัมเมอร์สิ้นสุดลง ผลกระทบของค่าธรรมเนียมใหม่นี้จะยิ่งชัดเจนขึ้น และนักเดินทางจำนวนมากอาจต้องปรับงบประมาณการเดินทางใหม่ทั้งหมด

    แนวโน้มดังกล่าวยังสอดคล้องกับรายงานของ World Travel & Tourism Council ที่ประเมินว่า การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติในสหรัฐฯ ปีนี้จะลดลงเหลือต่ำกว่า 169,000 ล้านดอลลาร์ จากระดับ 181,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2024 ขณะที่บริษัทที่ปรึกษา Tourism Economics ก็ชี้ว่าแทนที่ปี 2025 จะเติบโต 10% ตามคาดการณ์เดิม กลับมีแนวโน้มติดลบ 3%

    บรรยากาศในเชิงลบต่อการเดินทางเข้าสหรัฐฯ ยังทวีคูณจากนโยบายอื่น ๆ ของรัฐบาลทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นการเสนอร่างกฎใหม่เพื่อจำกัดระยะเวลาวีซ่าสำหรับนักเรียน ผู้เข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และสื่อมวลชน ตลอดจนโครงการนำร่องที่เริ่มใช้เมื่อ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเปิดทางให้สหรัฐฯ เรียกเก็บ “เงินประกัน” สูงสุดถึง 15,000 ดอลลาร์ สำหรับผู้ขอวีซ่าท่องเที่ยวและวีซ่าธุรกิจบางประเภท เพื่อป้องกันการอยู่เกินกำหนด

    แม้ว่าในภาพรวมตลาดท่องเที่ยวสหรัฐฯ จะซบเซา แต่ภูมิภาคอเมริกากลางและอเมริกาใต้ยังคงเป็นจุดสว่างเล็ก ๆ โดยตั้งแต่ต้นปี 2025 การเดินทางจากเม็กซิโกเพิ่มขึ้นเกือบ 14% ขณะที่อาร์เจนตินาพุ่งสูงถึง 20% และบราซิลเพิ่มขึ้น 4.6% อย่างไรก็ตาม การเดินทางจากยุโรปตะวันตกหดตัวลง 2.3% สะท้อนให้เห็นว่าตลาดสำคัญในซีกโลกเหนือยังคงอ่อนไหวต่อมาตรการเข้มงวดของสหรัฐฯ

    สำหรับจีน การเดินทางเข้าสหรัฐฯ ยังไม่ฟื้นตัว โดยเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาจำนวนนักท่องเที่ยวยังต่ำกว่าระดับปี 2019 ถึง 53% ขณะที่อินเดียก็ได้รับผลกระทบหนัก โดยเฉพาะนักเรียนที่ลดลงเกือบ 18% ส่งผลให้ยอดรวมการเดินทางจากอินเดียติดลบ 2.4% ในปีนี้

    แม้บางส่วนมองว่าค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเป็นเพียงต้นทุนหนึ่งในทริปที่มีค่าใช้จ่ายสูงอยู่แล้ว แต่เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวกลับสะท้อนถึงความกังวลในวงกว้าง ไม่เพียงเฉพาะในแง่ค่าใช้จ่าย แต่รวมไปถึงความเสี่ยงที่ประเทศปลายทางอื่น ๆ อาจออกมาตรการตอบโต้ด้วยการเก็บค่าธรรมเนียมแบบ “reciprocal fees” จากนักท่องเที่ยวอเมริกันในอนาคต

    การเก็บค่าธรรมเนียมวีซ่าใหม่ของสหรัฐฯ จึงถูกมองว่าไม่เพียงสร้างแรงกดดันต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่ยังสะท้อนถึงภาพลักษณ์ที่แข็งกร้าวด้านนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งอาจทำให้เสน่ห์ของสหรัฐฯ ในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวโลกถูกลดทอนลง แม้ข้างหน้าจะมีมหกรรมกีฬาระดับโลกอย่างฟุตบอลโลก 2026 และโอลิมปิก 2028 ก็ตาม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/637534&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3t35rXxi7p7YwFDfySu_ke

  • DPU ปลุกศักยภาพเชฟรุ่นใหม่ ก้าวไกลสู่สิงคโปร์

    DPU ปลุกศักยภาพเชฟรุ่นใหม่ ก้าวไกลสู่สิงคโปร์

    วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.31 น.

    คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) จัดประกวดโครงการอาหารนวัตกรรมสุดล้ำในวิชาอาหารโมเลกูลาร์ ชิงตั๋วเครื่องบินไปศึกษาต่อที่ประเทศสิงคโปร์ โดยผลปรากฏว่า นางสาวกานต์สินี แจ้งกระจ่าง และ นางสาววรรณวิสา สุขสำราญ นักศึกษาปี 4 หลักสูตรศิลปะการประกอบอาหาร คณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม คว้ารางวัลชนะเลิศจากการแข่งขันดังกล่าว ส่งผลให้ทั้งสองได้บินลัดฟ้าไปฝึกอบรมพิเศษด้านการทำขนมอบ ณ Creative Culinaire Academy (CCA) สถาบันสอนทำขนมชื่อดังของสิงคโปร์ ซึ่งได้รับการยอมรับในหมู่นักรักขนมอบ โดดเด่นด้วยแบรนด์คาเฟ่โดนัทยอดนิยม “Caffe Pralet” ที่มีสาขาทั้งในสิงคโปร์และประเทศไทย

    โอกาสเรียนรู้มูลค่าสูง

    การไปเรียนที่สิงคโปร์ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการฝึกฝีมือของเชฟเท่านั้น แต่ยังเป็นการเรียนรู้วัฒนธรรม และ ฝึกภาษาอังกฤษเต็มรูปแบบ นักศึกษาทั้งสองต้องเรียนและสื่อสารกับเชฟต่างชาติเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด นอกจากจะเพิ่มทักษะการทำขนมอบแล้ว ยังช่วยขยายคลังคำศัพท์เฉพาะทางเบเกอรี่ระดับสากล พื้นฐานจากการเรียนในไทยจึงกลายเป็นก้าวกระโดดสู่วิธีการและเทคนิคใหม่ ๆ ในเวทีระดับเอเชีย ประสบการณ์น่าตื่นเต้นและอร่อยล้ำนี้สะท้อนให้เห็นว่า DPU มุ่งมั่นมอบการศึกษามูลค่าสูง (High Value Services) แก่นักศึกษา นำไปสู่การพัฒนาทักษะวิชาชีพด้านการประกอบอาหาร

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภูริ ชุณห์ขจร อาจารย์ผู้สอนวิชาอาหารโมเลกูลาร์ และผู้นำนักศึกษา DPU เปิดเวทีเรียนรู้ระดับเอเชีย กล่าวว่า “การเรียนรู้ด้านอาหารไม่ใช่เพียงการทำให้อร่อย แต่คือการค้นหาศักยภาพของแต่ละคน และปลดปล่อยให้พวกเขาได้เปล่งประกายในเส้นทางสายอาชีพเชฟ” จุดเด่นของการเรียนรู้ครั้งนี้อยู่ที่การใช้ภาษาอังกฤษล้วน นักศึกษาต้องสื่อสารกับเชฟต่างชาติในทุกขั้นตอน “นี่ไม่ใช่เพียงการฝึกทำขนมปังหรือขนมอบ แต่เป็นการฝึก Soft Skills อย่างการสื่อสาร การปรับตัว และการเรียนรู้วัฒนธรรมการทำงานข้ามประเทศ ซึ่งเป็น High Value Services ที่ DPU ภูมิใจมอบให้นักศึกษา”

    ในมุมมองของอาจารย์ผู้สอนเชฟ “เราค้นหาจุดแข็งของนักศึกษา พัฒนาผ่านการเรียนและฝึกฝนจริงในครัว และสุดท้ายคือปลดปล่อยศักยภาพในเวทีการแข่งขันจริง” ความรู้จากตำราเป็นเพียงพื้นฐาน แต่การได้สัมผัสวัฒนธรรมอาหาร ประสบการณ์จริงคือสิ่งที่จะหล่อหลอมความมั่นใจและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เรียนด้านอาหาร “ผมอยากให้นักศึกษารู้ว่า ความสามารถของพวกเขาสามารถพาอนาคตไปได้ไกลกว่าที่คิด”

    ท้ายสุด ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภูริ ชุณห์ขจร ฝากข้อความถึงนักศึกษาและเชฟรุ่นใหม่ทุกคนว่า “ที่ DPU เราไม่เพียงสอนให้คุณเป็นเชฟที่ดี แต่สอนให้คุณเป็นเชฟที่พร้อมทำธุรกิจแห่งอนาคต เราจะผลักดันให้นักศึกษา  ปลุกศักยภาพ เปลี่ยนอนาคต  ตามสโลแกนที่ว่า Our Future is Our Potential”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/910746&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vSsNQmtzj0UBms_sLDIiw

  • อปท. เสาหลักการพัฒนาฐานรากไทย  วิเคราะห์อนาคต ปฏิรูปโครงสร้าง สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

    อปท. เสาหลักการพัฒนาฐานรากไทย  วิเคราะห์อนาคต ปฏิรูปโครงสร้าง สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

    องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) คือกลไกสำคัญของการกระจายอำนาจที่ประเทศไทยพัฒนามานานกว่า 30 ปี เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิและส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาพื้นที่ของตนเอง ไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง อปท. ถูกมองว่าเป็น “รัฐบาลใกล้ตัวประชาชนที่สุด” และทำหน้าที่เชื่อมโยงปัญหา ความต้องการ และศักยภาพในท้องถิ่นเข้าสู่กระบวนการกำหนดนโยบายระดับชาติ

    บทบาทสำคัญของ อปท. อปท. ประกอบด้วย องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.), เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ทำหน้าที่หลัก 4 ด้าน ได้แก่  บริการสาธารณะพื้นฐาน : ถนน ไฟฟ้า ประปา การจัดการขยะ และน้ำเสีย การศึกษา : บริหารโรงเรียนในพื้นที่ ศูนย์เด็กเล็ก และสนับสนุนการเรียนรู้ระดับชุมชน สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม : ป้องกันโรค จัดการมลพิษ ดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เศรษฐกิจชุมชน : สนับสนุนอาชีพ การท่องเที่ยว และโครงการพัฒนาท้องถิ่น

    ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ในทศวรรษที่ผ่านมา บทบาททางเศรษฐกิจของ อปท. ขยายตัวอย่างเด่นชัด : สนับสนุนโครงการสร้างรายได้ เช่น OTOP ตลาดชุมชน และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อดึงดูดการ ลงทุนท้องถิ่น ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน ผ่านงานประเพณีท้องถิ่น ถนนคนเดิน และการอนุรักษ์วัฒนธรรม หากบริหารงบประมาณโปร่งใส อปท. สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจมหภาคที่สำคัญของประเทศ

    อปท. กับคุณภาพชีวิตประชาชน อปท. ดูแลบริการที่เชื่อมโยงโดยตรงกับความเป็นอยู่ของคนในพื้นที่ หน่วยแพทย์เคลื่อนที่และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก และโครงการพัฒนาการศึกษา การจัดการขยะ น้ำเสีย พื้นที่สีเขียว และพลังงานสะอาด การป้องกันภัยพิบัติ ติดตั้งกล้อง CCTV และดูแลความปลอดภัย อปท. จึงเป็น “ด่านหน้า” ในการบริหารวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม ภัยแล้ง หรือโรคระบาด

    สถิติองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ณ วันที่ 26 มิถุนายน 2568 ประเทศไทยมี อปท. จำนวน 7,843 แห่ง แยกเป็น: องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) 76 แห่ง, เทศบาลทั้งหมด 2,474 แห่ง (เทศบาลนคร 35, เทศบาลเมือง 221, เทศบาลตำบล 2,218), อบต. 5,291 แห่ง และองค์กรรูปแบบพิเศษ 2 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา

    งบประมาณประจำปีงบประมาณ 2568 เงินอุดหนุนรวมที่จัดสรรให้ อปท. อยู่ที่ประมาณ 378,545.12 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2567 จำนวน 32,317.36 ล้านบาท กรุงเทพมหานคร ได้รับ 27,810.26 ล้านบาท (7.35%) เมืองพัทยา ได้รับ 2,368.44 ล้านบาท (0.63%) อบจ. 76 แห่ง ได้รับ 30,320.87 ล้านบาท (8.01%) เทศบาลนคร (30 แห่ง) ได้รับ 18,050.49 ล้านบาท (4.77%) เทศบาลเมือง (192 แห่ง) ได้รับ 32,483.12 ล้านบาท (8.58%) เทศบาลตำบล (2,247 แห่ง) ได้รับ 85,026.08 ล้านบาท (22.46%) อบต. (5,303 แห่ง) ได้รับ 173,270.60 ล้านบาท (45.77%) รายละเอียดงบอุดหนุนตามภารกิจต่าง ๆ เช่น งบอุดหนุนทั่วไป 286,938.38 ล้านบาท งบอุดหนุนเฉพาะกิจ 52,212 ล้านบาท (รวมโครงการถ่ายโอน, นมโรงเรียน, อาหารกลางวัน, เบี้ยผู้สูงอายุ ฯลฯ)

    อปท.มีผลงานเด่นในหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา โดยแผนพัฒนาการศึกษาท้องถิ่น (พ.ศ. 2566–2570) ในกรณีศึกษาแผนพัฒนาการศึกษาท้องถิ่นของ อปท. ได้มีการจัดทำยุทธศาสตร์อย่างครบวงจร ครอบคลุม ตั้งแต่ วิสัยทัศน์ พันธกิจ กลยุทธ์ และตัวชี้วัดผล, รวมถึงการวิเคราะห์ SWOT ที่ชัดเจน เพื่อให้การดำเนินงานสอดประสานกับแผนการพัฒนาของ อปท. ในภาพรวม แสดงว่ามีการวางแผนเชิงระบบและคุณภาพในการพัฒนาการศึกษาท้องถิ่น

    งานวิจัยโดย ผศ.ดร.ทรงชัย ทองปาน (ม.ธรรมศาสตร์) เน้นให้อปท. เป็นกลไกสำคัญในการ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในพื้นที่ห่างไกลหรือผู้ด้อยโอกาส ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น กองทุนเด็ก เยาวชน การจัดการศึกษาเด็กพิเศษ การพัฒนาครู และสถานศึกษา ด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคีท้องถิ่นร่วมกับมหาวิทยาลัยและชุมชน บ่งชี้ว่า อปท. ไม่เพียงจัดการศึกษา แต่ยังสร้างโอกาสที่เท่าเทียมในชุมชนโดยเน้น “พื้นที่เป็นศูนย์กลาง”

    งานวิจัยในเทศบาลเมืองแก่งคอย (สระบุรี) และเทศบาลนครนครปฐม พบว่า อปท. มีระบบการบริหารจัดการศึกษาที่ครบครัน ได้แก่ ด้านนโยบายโครงสร้าง กระบวนการ เทคโนโลยี และทรัพยากรบุคคล พร้อมแนวทางพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมและการอบรมบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เป็นตัวอย่างของการจัดทำระบบในท้องถิ่นที่เข้มแข็งและสามารถต่อยอดได้จริง

    ในจังหวัดกาญจนบุรี มีชุดโครงการวิจัยเชิงนวัตกรรมด้านการศึกษา ที่เน้นพัฒนาหลักสูตร กิจกรรม สื่อครู และการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของผู้เรียน ด้วยความร่วมมือระหว่าง อปท. เขตพื้นที่การศึกษา และมหาวิทยาลัยอย่างเป็นระบบ สะท้อนแนวทางพัฒนาการศึกษาท้องถิ่นที่ทันสมัยและเน้นคุณภาพองค์รวมของผู้เรียน

    อปท. ได้สร้างผลงานเด่นด้านการศึกษาในหลายมิติ ทั้งคุณภาพมาตรฐาน แผนงานเชิงยุทธศาสตร์ การลดความเหลื่อมล้ำ การเสริมศักยภาพระบบท้องถิ่น และนวัตกรรมการเรียนการสอน แต่ละตัวอย่างมีคุณค่าในการนำมาพัฒนาเป็นกรณีศึกษาขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาท้องถิ่นในระยะยาว

    แม้จะมีบทบาทสำคัญ แต่อปท. ยังเผชิญข้อจำกัดหลายประการ ได้แก่ การพึ่งพางบประมาณจากส่วนกลาง แม้จะมีกฎหมายกำหนดให้สัดส่วนงบประมาณของ อปท. ควรอยู่ที่ ไม่น้อยกว่า 35% ของงบประมาณแผ่นดิน แต่ในทางปฏิบัติยังต่ำกว่า ทำให้หลายพื้นที่ขาดทรัพยากรในการพัฒนา ความเหลื่อมล้ำระหว่างท้องถิ่น เมืองใหญ่มีรายได้และขีดความสามารถสูง ในขณะที่ท้องถิ่นชนบทขาดบุคลากร งบประมาณ และโครงสร้างพื้นฐาน การเมืองท้องถิ่นและการทุจริต ปัญหาการใช้ตำแหน่งเพื่อประโยชน์ส่วนตนยังพบในบางพื้นที่ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชน ขาดบุคลากรที่มีทักษะ หลาย อปท. โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล ประสบปัญหาขาดผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหาร การวางแผน และเทคโนโลยี

    แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับประสิทธิภาพของ อปท. แต่ การยกเลิกโดยสิ้นเชิงแทบเป็นไปไม่ได้ ด้วยเหตุผลสำคัญ ดังนี้

    1. ข้อจำกัดด้านกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 รับรองสิทธิของประชาชนในการปกครองตนเอง การยกเลิก อปท. จำเป็นต้องแก้ไข รัฐธรรมนูญ และ กฎหมายหลัก หลายฉบับ ซึ่งใช้กระบวนการที่ซับซ้อนและต้องการเสียงสนับสนุนสูง

    2. ผลกระทบต่อการให้บริการสาธารณะ อปท. ดูแลบริการพื้นฐาน เช่น ถนน ไฟฟ้า น้ำประปา การศึกษา ศูนย์เด็กเล็ก และการสาธารณสุขในพื้นที่ หากยกเลิก อปท. หน่วยงานส่วนกลางจะต้องรับภาระทันที ซึ่งอาจก่อให้เกิดความล่าช้าและช่องว่างการบริการประชาชน

    3. ความขัดแย้งและแรงต่อต้านทางการเมือง ปัจจุบันมีผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่นกว่า 250,000 คน การยกเลิก อปท. จะกระทบต่อฐานอำนาจของนักการเมืองท้องถิ่นและประชาชนในพื้นที่ ทำให้เกิดแรงต่อต้านสูง

    4. ผลกระทบทางเศรษฐกิจ อปท. เป็นผู้ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนและการจ้างงาน หากยกเลิกโดยไม่มีแผนรองรับ จะทำให้เศรษฐกิจฐานรากชะงักตัวและอาจกระทบต่อการพัฒนาภูมิภาค

    เนื่องจากการยกเลิก อปท. ทำได้ยาก แนวทางที่เป็นไปได้มากกว่าคือ การปรับโครงสร้าง ดังนี้ :

    1. กรณีศึกษาต่างประเทศ ญี่ปุ่น : ปรับโครงสร้างโดย ควบรวมเทศบาล ลดจำนวนจาก 3,200 แห่ง เหลือ 1,800 แห่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่าย ฝรั่งเศส: ใช้รูปแบบ การบริหารแบบร่วมมือ (inter-municipality cooperation) ระหว่างเทศบาลขนาดเล็ก เพื่อแก้ปัญหาทรัพยากรจำกัด

    2. แนวโน้มในประเทศไทย ควบรวม อปท. ขนาดเล็ก ที่มีประชากรน้อย เพื่อให้มีขนาดและศักยภาพเพียงพอ พัฒนา Smart Local Government นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เช่น ระบบฐานข้อมูลกลาง การบริหารแบบ e-Government ถ่ายโอนภารกิจที่ซ้ำซ้อน บางส่วนกลับส่วนกลาง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดความซ้ำซ้อน

    ข้อเสนอเชิงนโยบาย ไม่ยกเลิก อปท. แต่ปฏิรูปโครงสร้าง ลดจำนวน อปท. ขนาดเล็กเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการ เพิ่มความโปร่งใสและธรรมาภิบาล พัฒนาระบบ e-Government และ Open Data ให้ประชาชนตรวจสอบการใช้งบประมาณได้ง่าย พัฒนาศักยภาพบุคลากรจัดงบประมาณเพื่อฝึกอบรมและเสริมทักษะการบริหาร การวางแผน และเทคโนโลยี สร้างสมดุลระหว่างการกำกับและอิสระ ส่วนกลางควรกำหนดมาตรฐานและตรวจสอบ แต่ไม่แทรกแซงการตัดสินใจในรายละเอียดของท้องถิ่น เพิ่มการมีส่วนร่วมของประชาชนส่งเสริมกระบวนการ Participatory Budgeting หรือการจัดทำงบประมาณแบบมีส่วนร่วม

    การยกเลิก อปท. โดยสิ้นเชิงแทบเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากติดข้อจำกัดด้านรัฐธรรมนูญและผลกระทบต่อบริการสาธารณะ แนวโน้มในอนาคตคือ การปฏิรูปโครงสร้าง เพื่อลดความซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพ และพัฒนาศักยภาพบุคลากร การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ต้องสร้าง สมดุลระหว่างการกระจายอำนาจและการกำกับดูแลจากส่วนกลาง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/647677&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Y1Sf9Kqx7kPGkxLHt0_e9

  • พ่อแม่จีน หันหลังส่งลูกเรียนนอก? มองแพง-เสี่ยง-บรรยากาศไม่เอื้อ

    พ่อแม่จีน หันหลังส่งลูกเรียนนอก? มองแพง-เสี่ยง-บรรยากาศไม่เอื้อ

    ต่างประเทศ

    พ่อแม่จีน หันหลังส่งลูกเรียนนอก? มองแพง-เสี่ยง-บรรยากาศไม่เอื้อ

    ‘ปริญญาต่างประเทศ’ จากเดิมที่เคยถูกมองเป็น ‘ตั๋วทอง’ ทางอาชีพ มาวันนี้ กำลังเสื่อมมนต์ขลังลงหรือไม่ ท่ามกลางค่าเล่าเรียนสูงเสียดฟ้า ความเสี่ยงด้านอาชีพ และตลาดงานที่ไม่เห็นคุณค่าวุฒิต่างชาติเหมือนแต่ก่อน จนเกิดกระแสพ่อแม่จีน หันให้ลูกเรียนในประเทศแทน

    ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ครอบครัวชนชั้นกลางของจีนเคยมองว่า “การส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ” คือ เส้นทางสู่ความสำเร็จในอนาคต แต่ในวันนี้ ภาพนั้น “กำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน” กระแสกลับบ้านเกิด หรือเลือกเรียนในประเทศ กลับเติบโตขึ้นมาแทน ท่ามกลางความขัดแย้งกับสหรัฐ ค่าใช้จ่ายที่พุ่งสูง ความเสี่ยงด้านอาชีพ และบรรยากาศชาตินิยมที่พุ่งขึ้น

    หนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์รายงานว่า หนึ่งในนั้นคือกรณีของ “อีวา เติ้ง” คุณแม่ชาวเซินเจิ้น เธอตัดสินใจ “ย้าย” ลูกชายวัย 12 ปี ออกจากโรงเรียนนานาชาติที่เรียนหลักสูตรอังกฤษมาหลายปี เพื่อหันมาเข้า “โรงเรียนมัธยมในระบบของจีน” เป้าหมายไม่ใช่การเดินทางไปอังกฤษหรือสหรัฐเหมือนแต่ก่อน แต่คือการเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของจีนในสาขา “วิทยาศาสตร์เกิดใหม่” โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI)

    การตัดสินใจนี้ ทำให้ลูกชายของเธอต้องเปลี่ยนเส้นทางจากการเรียนหลักสูตรนานาชาติ มาสู่การเตรียมแข่งขันทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการเขียนโปรแกรม ซึ่งถูกมองว่าเป็นกุญแจสำคัญสู่ประตูมหาวิทยาลัยระดับท็อปของประเทศ

    “ไม่ใช่แค่ลูกชายฉัน หลายครอบครัวก็เริ่มย้ายลูกมาเรียนโรงเรียนรัฐ เพราะรู้สึกว่าอนาคตการเรียนในประเทศ อาจให้โอกาสมากกว่า” เติ้งกล่าว

    สำหรับความคิดเรื่องการเรียนต่อ กำลังเปลี่ยนไปพร้อมกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในจีน เมื่อไม่นานมานี้ จีนเพิ่งจัดการแข่งขันกีฬาหุ่นยนต์มนุษย์ “ครั้งแรกของโลก” ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอล กรีฑา หรือชกมวย

    ขณะเดียวกัน บริษัทผลิตชิปปัญญาประดิษฐ์จีนหลายแห่ง โดยเฉพาะ “Cambricon Technologies” ก็ถูกจับตาในฐานะผู้ท้าชิงที่จะก้าวขึ้นมาเป็น “Nvidia เวอร์ชั่นจีน” ความก้าวหน้าเหล่านี้ไม่เพียงสร้างความมั่นใจแก่ผู้ปกครองและนักเรียน แต่ยังจุดประกายความหวังว่า “การเรียนในประเทศจีน” อาจกลายเป็นเส้นทางที่เปิดโอกาสใหม่ ๆ ไม่น้อยไปกว่าการเดินทางไปต่างแดนเลย

    แพง-เสี่ยง-บรรยากาศไม่เอื้อ พ่อแม่จีนลังเลส่งลูกเรียนนอก

    อีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้หลายครอบครัวกังวล คือ ความเสี่ยงการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการเข้มงวดของรัฐบาลทรัมป์ ไม่ว่าจะเป็นสแกนโซเชียลมีเดีย เพิกถอนวีซ่านักเรียนต่างชาติในกว่า 30 มลรัฐ และการบังคับให้มหาวิทยาลัยชื่อดัง ต้องส่งข้อมูลนักศึกษาให้หน่วยงานความมั่นคง

    ไม่เพียงเท่านั้น ค่าใช้จ่ายเรียนต่อต่างประเทศ ก็สูงลิ่วถึง 600,000–700,000 หยวนต่อปี (ราว 2.7–3.1 ล้านบาท) ซึ่งสำหรับครอบครัวชนชั้นกลางถือว่าหนักหน่วง และเมื่อเรียนจบแล้ว ก็ไม่ได้รับประกันว่าจะได้งาน หรือแม้แต่โอกาสสัมภาษณ์

    “รุ่นพ่อแม่เราเคยเชื่อว่า เมื่อขึ้นมาเป็นชนชั้นกลางได้ ก็ต้องส่งลูกไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่ในวันนี้ เด็กที่จบนอก ก็กลับอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากมากขึ้นเรื่อย ๆ” ฟาง ลี่ คุณแม่จากนครกว่างโจวกล่าว

    ฟางอธิบายว่า ในขณะนี้ ไม่เพียงค่าเรียนเมืองนอกจะแพงขึ้น แต่โอกาสได้งานในต่างประเทศก็ลดลงมาก เพราะปัจจัยตึงเครียดจีน–สหรัฐ มาตรการจำกัดวีซ่า และนโยบายกีดกันแรงงานต่างชาติ อีกทั้งเมื่อเรียนจบแล้วกลับจีน วุฒิจากต่างประเทศอาจไม่ได้มีน้ำหนักมากเหมือนในอดีต 

    ด้านซง ปิงฉี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยการศึกษาแห่งศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นคลังสมองในกรุงปักกิ่ง ระบุว่า วัฒนธรรมการไปเรียนต่อต่างประเทศของจีนในปัจจุบันยังคง “มุ่งเน้นที่ปริญญา” เป็นหลัก ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการ “ด้อยค่าอย่างรวดเร็ว” เมื่อจำนวนผู้ที่ไปเรียนและผู้ที่กลับมาจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

    เขากล่าวเสริมว่า “เมื่อรวมเข้ากับค่าใช้จ่ายจำนวนมหาศาลที่ต้องลงทุนแล้ว คุณค่าของการเรียนต่อต่างประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยแค่ใบปริญญา ก็กำลังถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อย ๆ”

    นอกจากนี้ อีกความกังวลของผู้ปกครองชาวจีนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คือ การเพิ่มขึ้นของ “ความรุนแรงและการเหยียดเชื้อชาติ” ต่อชาวเอเชียในประเทศตะวันตก ซึ่งยิ่งทวีความรุนแรงในช่วงการระบาดของโควิด-19 และยังคงดำเนินต่อเนื่องภายใต้นโยบายต่าง ๆ เช่น วาระต่อต้านการย้ายถิ่นฐานของทรัมป์

    “เราอยากให้ลูกได้เห็นวัฒนธรรมที่หลากหลายและเปิดโลกทัศน์ แต่ปัญหาการเหยียดเชื้อชาติและความขัดแย้งทางวัฒนธรรม ก็ยิ่งยากที่จะรับมือมากขึ้นเรื่อย ๆ” เติ้งกล่าว

    วุฒิต่างชาติ เริ่มเสียมูลค่าในตลาดงาน?

    เมื่อก่อน “วุฒิการศึกษาจากต่างประเทศ” ถูกมองว่ามีคุณค่ามากกว่าวุฒิในประเทศ แต่สถานการณ์กลับเปลี่ยนไป รายงานของ Liepin เอเจนซี่จัดหางานชี้ว่า กว่า 70% ของนายจ้างจีนในปีนี้ ไม่มีความต้องการแรงงานที่จบจากต่างประเทศ

    ยิ่งไปกว่านั้น รัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่ง เช่น ปักกิ่งและกวางตุ้ง ยังประกาศตัดสิทธิผู้ที่จบจากต่างประเทศออกจากโครงการสอบบรรจุรับราชการชั้นสูง ซึ่งเคยเป็นเส้นทางอาชีพที่มั่นคง
    ทัศนคติในสังคมก็เริ่มเปลี่ยนไป ตัวอย่างเช่น ตง หมิงจู ประธานบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้า Gree Electric ถึงกับประกาศว่า บริษัทจะหลีกเลี่ยงการจ้างผู้บริหารที่จบจากต่างประเทศ เพราะอาจเป็น “สายลับ” พร้อมย้ำว่า ต้องการ “คนจีนที่เติบโตในประเทศ” มากกว่า

    เด็กจีนรุ่นใหม่กับเทรนด์ที่เปลี่ยนไป

    เฉิน จื้อเหวิน นักวิจัยด้านการศึกษา และสมาชิกสมาคมยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาของจีน อธิบายว่า เด็กจีนรุ่นหลังปี 2000 เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่มั่งคั่งกว่ารุ่นก่อน มีความภาคภูมิใจในชาติสูงกว่า ซึ่งเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเขา ไม่หมกมุ่นกับการไปเรียนต่างประเทศเหมือนแต่ก่อน

    สถิติก็ยืนยันแนวโน้มนี้ โดยมหาวิทยาลัยปักกิ่งระบุว่า จำนวนนักศึกษาปริญญาตรีที่ “ไปศึกษาต่อในต่างประเทศ” ในปี 2024 ลดลงราว 21% เมื่อเทียบกับปี 2019 ก่อนการระบาดของโควิด-19

    ส่วนมหาวิทยาลัยชิงหวา ก็มีตัวเลขลดลง 28% ในช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่ Beijing Institute of Technology ลดลงมากถึง 50%

    สำหรับมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศจีน และมหาวิทยาลัยฟู่ตั้น ก็รายงานตัวเลขนักศึกษาที่ไปเรียนต่อต่างประเทศลดลงเช่นกัน โดยอยู่ที่ 28.57% และ 17.7% ตามลำดับ

    แต่การเรียนต่อนอก ยังไม่หายไป

    อย่างไรก็ตาม แม้กระแสหลักจะเปลี่ยน แต่ตัวเลขนักเรียนจีนที่ไปต่างประเทศยังคงเพิ่มขึ้นในภาพรวม โดยเฉพาะไปยัง “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” เช่น มาเลเซียและสิงคโปร์ ที่มีคุณภาพการศึกษาและค่าครองชีพต่ำกว่าตะวันตก การกลับมาของบัณฑิตจากสองประเทศนี้ในปี 2024 เพิ่มขึ้นกว่า 70% และ 35% ตามลำดับ ตามข้อมูลจากศูนย์บริการแลกเปลี่ยนนักวิชาการจีน ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการจีน

    “การเพิ่มขึ้นนี้ ได้รับแรงหนุนจากนักศึกษาที่มาจาก ‘ครอบครัวชนชั้นแรงงาน’ และผู้ที่เลือกไปเรียนต่อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” หวัง ต๋าฉวน ผู้อำนวยการศูนย์บริการแลกเปลี่ยนนักวิชาการจีนกล่าวในการประชุมด้านการศึกษาเมื่อปลายเดือนมีนาคม

    นอกจากนี้ สหราชอาณาจักรและกลุ่มประเทศเครือจักรภพ ก็กำลังได้รับความสนใจมากขึ้น ขณะที่สหรัฐกลับมีนักเรียนจีนลดลงอย่างชัดเจน โดยในปีการศึกษา 2022–23 มีจำนวนน้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 2014 ตามรายงาน Open Doors Report on International Educational Exchange 2023 ของสถาบัน Institute of International Education

    เฉิน จื้อเหวิน นักวิจัยด้านการศึกษากล่าวว่า การลดลงอย่างมากในสหรัฐ ซึ่งถือเป็นจุดหมายปลายทางหลักของนักเรียนจีน แสดงให้เห็นว่า ความนิยมของชาวจีนในการไปเรียนต่อที่ตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐ “กำลังลดลง”

    “ท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐและพันธมิตร จีนถูกบังคับให้ต้องย้ายฐานอุตสาหกรรมไปยังประเทศตามโครงการ Belt and Road ซึ่งผมคิดว่า นั่นจะผลักให้นักเรียนจีนจำนวนมากไปศึกษาต่อในประเทศเหล่านั้น เพราะจีนต้องการบุคลากรในกระบวนการย้ายฐานการผลิตครั้งนี้” เฉินกล่าว

    อ้างอิง: scmpbbcaljazeera

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1196461&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2B1m9k27EZe4ppYJ8MBL8_

  • คอลัมน์ผู้หญิง – ชีวิต คือการบริหารความเสี่ยง

    คอลัมน์ผู้หญิง – ชีวิต คือการบริหารความเสี่ยง

    ผมแปลกใจมากที่ในไม่กี่(สิบ)ปีหลัง หลายๆ องค์กรมาเริ่มพูดเรื่องการบริหารความเสี่ยง จากประสบการณ์ของผมที่สอน นสพ. แพทย์ ประชาชน มาตั้งแต่ 2514-2567 ผมมีความเห็นว่าตั้งแต่เราเกิดจนตาย ชีวิตคือการบริหารความเสี่ยง ฉะนั้นเราต้องรู้จักวิธีบริหารความเสี่ยง ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวเองตลอดเวลาในทุกๆ ด้าน เช่น สุขภาพ การงาน การเงิน ครอบครัว ฯลฯ และผมสอนเรื่องความเสี่ยงมานานนมเนแล้ว!?

    ชีวิต คือ การบริหารความเสี่ยงตั้งแต่เกิด เพราะว่า ทางด้านการแพทย์ (อย่างน้อยในอดีตสำหรับประเทศไทย แต่ประเทศอื่นยังมีปัญหานี้อยู่) เด็กที่เกิดมีโอกาสที่จะเสียชีวิตมากที่สุดในวันแรก อาทิตย์แรก เดือนแรก ปีแรก และห้าปีแรก ฉะนั้นช่วงนี้จึงเป็นหน้าที่ของคุณพ่อคุณแม่ คุณหมอที่จะช่วยดูแลเรา

    ต่อไปก็คือ ความเสี่ยงที่จะมีโอกาสเข้าโรงเรียนที่ดี ปัจจุบันนี้แข่งกันแล้วตั้งแต่ระดับอนุบาล ระบบการศึกษาไทยยังไม่ค่อยมีมาตรฐานเท่ากันทั่วประเทศ จึงยังมีความเหลื่อมล้ำทางด้านการเข้าถึงการศึกษา โรงเรียนดีๆ มีการแข่งขันกันมากรวมทั้งมีค่าใช้จ่ายในการเข้า โรงเรียนดีๆ มักอยู่ใน กทม. หรือเมืองใหญ่ๆ ผู้ที่มีความยากจนมีโอกาสที่จะได้เข้า รร.ยากมาก-โดยเฉพาะโรงเรียนที่ดีๆ-ถึงแม้จะเรียนฟรี ทราบว่าในปี พ.ศ.2567 ยังมีเด็กที่ควรจะอยู่ในระบบการศึกษาภาคบังคับ แต่ไม่ได้เข้าเรียนเพราะความยากจน ถึง 8 แสนกว่าคน (ข้อมูลจาก กสศ.)

    เมื่อจบการศึกษาแล้วยังหางานทำไม่ได้ เช่นในปี พ.ศ.2568 มีผู้ที่จบ ป.ตรี 150,000 คน ที่ยังหางานทำไม่ได้ ทั้งนี้เพราะเรียนในสาขาที่ตลาด สังคม ไม่ต้องการ ผมพูดเสมอว่าควรมีคณะกรรมการแห่งชาติด้านกำลังคน ดูแลความต้องการของประเทศในทุกสาขาอาชีพ และวิชาชีพ ตั้งแต่ ปวช. ปวส. ป.ตรี โท เอก อาชีวะ ฯลฯ ด้วย ว่า ประเทศไทยต้องการแต่ละสาขาเท่าไหร่ ในระยะสั้น กลาง ยาว แม้แต่แพทย์ ซึ่งเป็นอาชีพที่ดี มีรายได้ดี ยังขาดแพทย์ทุกสาขา เพียงแต่บางสาขาขาดมาก บางสาขาขาดน้อย ยกตัวอย่างเช่น ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุแล้ว มีผู้สูงอายุ 14 ล้านกว่าคน แต่มีสถาบันการแพทย์ที่มีการฝึกอบรมและสอบทางด้านแพทย์ผู้สูงอายุเพียง 3 สถาบัน ผลิตผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ได้เพียง 10 กว่าคนมั้งในแต่ละปี ผู้บริหารทุกระดับต้องทำหน้าที่และต้องเก่งคิด ถ้ามีแพทย์เรียนสาขาอะไรน้อย และมีความจำเป็นรัฐบาลต้องกระตุ้นและสนับสนุน

    ฉะนั้นต้องมีผู้เชี่ยวชาญแนะว่า เราควรเรียนอะไร จึงจะดีต่อชุมชน สังคม ตลาด จะได้มีงานทำ มีรายได้ที่ดี หลังจากนั้นก็มีความเสี่ยงต่อการทำงานที่ดีหรือไม่ดี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับครูบาอาจารย์ที่สอนมาและตัวเรา คุณครูสอนให้เรารู้จักวิธีแก้ปัญหาเองได้หรือไม่ สอนให้เรารู้จักเรียนรู้ตลอดชีวิตหรือไม่ รู้จักค้นคว้า อยากรู้อยากเห็นอยากทราบคำตอบ เรามีความสามารถหรือไม่ที่จะเข้ากับคนทุกระดับ ทุกเพศ ทุกวัย คนที่มีความคิดแตกต่างกัน ทำงานเป็นทีมหรือไม่ มีวินัย ขยัน อดทน กัดไม่ปล่อยหรือไม่ รู้จักพอ ปล่อยวาง ไม่โลภ โกรธ หลง ฯลฯ

    แล้วเราก็มีความเสี่ยงต่อความเครียดจากสาเหตุต่างๆ จากงาน จากเงิน จากครอบครัว เราต้องพยายามทำให้เต็มที่ รักในสิ่งที่ทำ ไม่ยอมแพ้ (ภาษาผมคือ กัดไม่ปล่อย) คิดตลอดเวลา คิดนอกกรอบ คิดสร้างสรรค์ ทำ ปรับปรุง ทำ ประเมินๆ เสร็จ แล้วต้องปล่อยวาง อย่าไปเซ็งหรือเครียดกับมัน และตั้งแต่เราเกิดจนตาย เรามีความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ อุบัติเหตุ ตลอดเวลา ฉะนั้นต้องมีการวางแผนเรื่องสุขภาพและอุบัติเหตุตลอดชีวิต

    ต่อมามีปัญหาทางด้านการเงิน ถ้าเรียนวิชาที่สังคมต้องการก็อาจโชคดีมีงานที่ดีทำ และมีรายได้ที่ดี ต่อไปก็มีความเสี่ยงต่อการใช้เงินมากเกินไป ต้องรู้จักจัดการรายได้ที่มี มีน้อยต้องใช้น้อยกว่า วิธีการที่ดีที่สุดคือ ทำบัญชีรายรับรายจ่าย พอได้รับเงินเดือนรีบตัดไว้ก่อนเลย 10-15% ของยอดเงินเดือนเก็บไว้สำหรับเป็นเงินทุนสำรองหรือเหตุการณ์ฉุกเฉิน คือ 6-9 เดือนของรายจ่าย หลังจากนั้นจึงค่อยใช้จ่ายอย่างมีเหตุผลแบบเศรษฐกิจพอเพียง อะไรไม่จำเป็นไม่ต้องซื้อ ใช้ เช่น ไม่กินข้าวนอกบ้าน ไม่ซื้อน้ำหวาน ขนม ของหวาน ชา กาแฟนอกบ้าน หลังจากนั้นจึงออมและลงทุน ก่อนอื่นเลยถ้าเราต้องเสียภาษี ต้องคำนวณว่าเราสามารถซื้ออะไรที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ เช่น SSF, RMF, ESGX, ประกัน ฯลฯ ควรซื้อเท่าที่เราสามารถหักภาษีได้เท่านั้น เพราะถ้าซื้อมากกว่านั้นเงินจะไปจมอยู่ตามกฎเกณฑ์ของสิ่งที่ซื้อ เช่น RMF ถอนไม่ได้จนอายุ 55 ปี หรือถ้าซื้อหลัง 55 ปี ต้องฝากไว้ 5 ปี เป็นอย่างน้อย ฯลฯ

    หลังจากนั้นจึงลงทุน ด้วยการซื้อกองทุนรวม หุ้น ทอง ฯลฯ รถถ้าไม่พร้อมและจำเป็น อย่าซื้อ ถึงแม้มีเงิน

    จำไว้เลยว่ามีน้อยต้องใช้น้อยกว่า จึงจะมีเงินเก็บได้ ไม่ซื้อของใช้ กิน ที่ไม่จำเป็น กินที่บ้าน ฯลฯ อดออม ลงทุนวันนี้เพื่อโอกาสที่ดีในวันหน้า จะได้มีอิสรภาพทางการเงินก่อนเกษียณ หรือตอนเกษียณ

    การบริหารความเสี่ยงที่ดีจะช่วยทำให้เราประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างมีความสุข ทั้งนี้เราต้องเรียนเป็น จับประเด็นเป็น สรุปเป็น รู้หัวใจของเรื่องและเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นคนรู้จักวิธีแก้ปัญหา คนเราเกิดมามีปัญหาต่างๆ นานา จนตาย ต้องทำใจและคิด คิด คิด วิธีแก้อย่างบัณฑิต และควรมีคุณสมบัติที่ผมพูดบ่อยๆ คือ เป็นคนดีที่เก่ง (7 อย่าง คิด คน งาน เงิน เวลา ขาย และฟัง) รอบรู้ และมีสุขภาพที่ดี

    จะมีความรอบรู้ได้จะต้องอ่านมากๆ เขียน มีเพื่อนหลายๆ อาชีพ ท่องเที่ยว จดจำไว้ให้มาก

    ส่วนเรื่องสุขภาพผมเขียนบ่อยแล้ว วันนี้จึงไม่ขอพูดถึง

    สวัสดีครับ

    นพ.พินิจ กุลละวณิชย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/columnist/63817&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2gEZK751rJrh5ab3Mt3qVB

  • สภาผู้บริโภค-SPU ชี้ “รถไฟฟ้าสายสีเขียว” 20 บ. ทำได้จริง-คุ้มค่า

    สภาผู้บริโภค-SPU ชี้ “รถไฟฟ้าสายสีเขียว” 20 บ. ทำได้จริง-คุ้มค่า

    ผู้สื่อข่าวรายงาน (30 ส.ค.68) สภาผู้บริโภค ร่วมกับศูนย์กฎหมายศรีปทุม มหาวิทยาลัยศรีปทุม เปิดเผยผลศึกษารูปแบบและเงื่อนไขสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้ากรณี รถไฟฟ้าสายสีเขียว ระบุ รถไฟฟ้าสายสีเขียวถือเป็น “เส้นเลือดใหญ่” ของระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพฯและปริมณฑล ซึ่งสัญญาสัมปทานที่ทำกับ บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BTSC จะสิ้นสุดลงในปี 2572

    คำถามใหญ่ คือ หลังหมดสัญญาแล้ว “โมเดลใหม่” ควรเป็นแบบใดและที่สำคัญค่าโดยสาร 20 บาทตลอดสายที่ถูกพูดถึงกันมาก ทำได้หรือไม่ ซึ่งผลการศึกษาจาก ศูนย์กฎหมายศรีปทุม มหาวิทยาลัยศรีปทุม ระบุว่าให้ผลลัพธ์เชิงเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งกว่าคุ้ม ช่วยประหยัดเวลาเดินทาง 151 บาทต่อชั่วโมงต่อคน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 800 บาทต่อตัน

    อีกทั้ง ได้ศึกษาแนวทางการบริหารจัดการรถไฟฟ้าสายสีเขียวหลังสิ้นสุดสัญญาเบื้องต้น สรุปได้เป็น 4 แนวทาง คือ 1.) ต่อสัญญาให้ผู้บริการรายเดิม 2.) เปิดประมูลหาผู้บริการรายใหม่ 3.) ให้กทม.บริหารเอง 4.) โอนภารกิจการบริหารให้กระทรวงคมนาคม

    ทั้งนี้ได้มีการตั้งสมมติฐานเรื่องรถไฟฟ้า 20 บาท ทำได้หรือไม่ ผลปรากฏว่  ไม่ว่าจะใช้รูปแบบไหนในการบริหารอัตราค่าบริการรถไฟฟ้า 20 บาทก็สามารถทำได้และผู้ประกอบการยังคงมีกำไร ที่สำคัญ มีอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์สูงกว่า 40% ซึ่งคุ้มค่ากว่าต้นทุนทางการเงินหลายเท่า

    โดยความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับ อาทิ ประหยัดเวลาในการเดินทาง คิดเป็นมูลค่า 151 บาทต่อชั่วโมงต่อคน ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คิดเป็น 800 บาทต่อตัน ลดการสูญเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ เมื่อการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะของคนเมืองดีขึ้น ทำให้การจ้างงาน การท่องเที่ยว และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเติบโต ที่สำคัญ การสร้างความเท่าเทียมในสังคม คนรายได้น้อยมีโอกาสใช้รถไฟฟ้า ไม่ถูกกีดกันด้วยราคา

    “เราใช้สมมติฐานหากใช้ราคา 20 บาทตลอดสาย และมีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้น 30% ผู้ประกอบการจะต้องเพิ่มรถไฟฟ้าใหม่ 25 – 46 ขบวน ในช่วงที่มีการต่อสัญญา ปี 2572 – 2585 ต้นทุนการเดินทางต่อหัวยังอยู่แค่ 14 – 17 บาทต่อเที่ยว สะท้อนให้เห็นว่า รถไฟฟ้า 20 บาท สามารถครอบคลุมต้นทุนได้ในระยะยาว ส่วนความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เป็นตัวเลขสูงจนผู้วิจัยยังตกใจ อย่างไรก็ตามจะมีการจัดทำรายงานฉบับเต็ม โดยสัมภาษณ์ผู้ให้บริการเพิ่มเติม เพื่อให้ข้อมูลวิจัยแน่นขึ้น” ทีมผู้วิจัยระบุ

    ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่ากทม. ให้ความเห็นว่า งานวิจัยโครงการรถไฟฟ้า 20 บาท ในกรณีสายสีเขียวให้ผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ถึง 40% ถือว่าสูงผิดปกติ อาจเป็นเพราะประเมินต้นทุนต่ำเกินไป ขณะที่ ผลตอบแทนทางการเงินยังขาดทุน

    ดังนั้น การดำเนินโครงการ 20 บาท แม้จะคุ้มค่าทางสังคม แต่อาจไม่ยั่งยืน หากรัฐต้องชดเชยเพราะสายสีเขียวมีปัญหาหนี้สินที่กทม.จะต้องชำระเป็นเงินกว่า 70,000 ล้านบาท หรือหากรัฐจะเลือกวิธีซื้อคืนมาบริหารเอง ต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่า 200,000 ล้านบาท

    “หนี้สินของกทม. และสัญญาที่ผูกพันถึงปี 2585 เป็นอุปสรรคใหญ่ ที่รัฐต้องตัดสินใจว่าจะเจรจาต่อสัญญา, เปิดประมูลใหม่ หรือโอนให้รฟม. เห็นด้วยหากจะทำให้อัตราค่าโดยสารลดลง แต่ 20 บาทเหมาะสมหรือไม่ และรัฐจะหาเงินที่ไหนมาชดเชย ต้องคิดต่อว่าจะทำให้โครงการนี้ยั่งยืนได้อย่างไร” ดร.สามารถกล่าว

    ส่วน นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวเสริมว่า การศึกษาของกระทรวงคมนาคมก่อนหน้านี้คิดที่อัตรา 25 บาท ซึ่งกทม.สามารถดำเนินการได้ และยังมีรายได้จากการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์อีกกว่า 32,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันทุกพรรคการเมือง ไม่เฉพาะเพื่อไทยที่เสนออัตราค่าโดยสาร 20 บาท พรรคก้าวไกล 15 บาท พรรคประชาธิปัตย์เสนอ 50 บาทตลอดวันเดินทางกี่เที่ยวก็ได้ พรรคภูมิใจไทยเสนอ 40 บาททั้งรถไฟฟ้า เรือ และรถเมล์

    ต่างสะท้อนให้เห็นว่าทุกพรรคการเมืองมองแล้วโครงการนี้เป็นไปได้ หรืออาจจะใช้ภาษีรถยนต์ ซึ่งกทม.เก็บอยู่ปีละ 16,000 ล้านบาทมาใช้ในโครงการนี้ก็ได้เช่นกัน

    “ประเทศเราไม่ได้มีปัญหาเรื่องงบประมาณ ปัญหาคือการบริหารจัดการ และจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณ เช่น ค่าก่อสร้างทางด่วน เราไม่มีทางแก้รถติดได้ ถ้ายิ่งสร้างถนนรถก็ยิ่งติด ทำอย่างไรให้ทุกพรรคการเมืองสนับสนุน ซึ่งไม่ใช่แค่เพื่อไทย ที่ลดราคาลง ให้ทุกคนขึ้นได้ และขยายไปสู่ต่างจังหวัดในอนาคต ซึ่งหลายจังหวัดได้เริ่มทำแล้ว” นางสาวสารี กล่าว

    อย่างไรก็ตามหากถามว่าทำไม 20 บาท” ถึงสำคัญ สถานการณ์ในปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยกำลังมีปัญหาหนักจากภาวะหนี้ครัวเรือนสูง ค่าครองชีพสูง สวนทางกับรายได้ที่ลดลง ค่าโดยสารรถไฟฟ้าถือเป็นภาระหนักของประชาชน ค่าโดยสารเต็มระยะทางอาจเกิน 100 บาทต่อเที่ยว ขณะที่ ธนาคารโลกมีคำแนะนำว่าค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนไม่ควรเกิน 10% ของค่าจ้าง

    โดยปัจจุบันค่าจ้างขั้นต่ำของไทยอยู่ที่ประมาณ 400 บาท ดังนั้นค่าเดินทางไม่ควรเกิน 40 แต่ทุกวันนี้ ค่าเดินทางของคนกรุงเทพเกินไปมาก ไป-กลับอาจเกิน 200 บาทต่อวัน ถือเป็นภาระหนักมากของคนกรุงเทพฯ ที่กำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะสายสีเขียว ซึ่งเป็นเส้นทางหลักและกำลังจะหมดสัญญาสัมปทานในปี 2572 แต่มีการต่อสัญญากับเอกชนไปอีก 13 ปี

    อย่างไรก็ตาม แม้จะยังมีข้อโต้แย้ง แต่ตัวเลขจากงานวิจัยในเบื้องต้น ได้ชี้ชัดว่า 20 บาท ยิ่งกว่าคุ้ม และไม่เพียงแค่ทำให้ประชาชนเข้าถึงการเดินทางที่สะดวกและราคายุติธรรม แต่ยังสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมมหาศาล ไม่ว่ารัฐจะเลือกโมเดลการบริหารแบบใดหลังหมดสัญญา สิ่งสำคัญที่สุด คือ การยึดผลประโยชน์ประชาชนเป็นศูนย์กลาง และใช้ 20 บาทตลอดสาย” เป็นเครื่องมือพลิกโฉมระบบขนส่งไทยให้ตอบโจทย์ทั้งเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/779023&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38V5uBXUMhpdghQxX4ohKU

  • ดีอี เตือนภัย “มิจฉาชีพ” เปิดเพจปลอม อ้าง “กรมขนส่งฯ” รับทำใบขับขี่ ระวังหลอกโอนเงิน – ดึงข้อมูลส่วนบุคคล | TOPNEWS

    ดีอี เตือนภัย “มิจฉาชีพ” เปิดเพจปลอม อ้าง “กรมขนส่งฯ” รับทำใบขับขี่ ระวังหลอกโอนเงิน – ดึงข้อมูลส่วนบุคคล | TOPNEWS

    สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 767 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 11 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 15 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 191 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 74 เรื่อง

    ทั้งนี้ กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย

    กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 119 เรื่อง

    กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 17เรื่อง

    กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 12 เรื่อง

    กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 0 เรื่อง

    กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 43 เรื่อง

    นายเวทางค์ กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ส่วนใหญ่เป็นข่าวเกี่ยวกับการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ความมั่นคงระหว่างประเทศไทย และกัมพูชา นอกจากนี้ยังพบข่าวที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพรวมอยู่ด้วย ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ อาทำให้สูญเสียทรัพย์สิน หรือ ข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลได้ โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่

    อันดับที่ 1 : เรื่อง กรมการขนส่งทางบก รับทำใบขับขี่ทุกชนิดไม่ต้องสอบเอง ผ่านเพจ มาราตรี

    อันดับที่ 2 : เรื่อง เบต้ากลูแคนรักษาอาการบวมน้ำหรือลดสารพิษตกค้างในร่างกาย

    อันดับที่ 3 : เรื่อง ธนาคารกรุงไทย ประกาศยกเลิกหนี้เสียทุกประเภท ติดเครดิตบูโร และแบล็กลิสต์ ลงทะเบียนกู้ใหม่ได้ ผ่านบัญชี Tiktok ktb.bank027

    อันดับที่ 4 : เรื่อง ไทย วางลวดหนามรุกล้ำพื้นที่ ละเมิดข้อตกลงหยุดยิง

    อันดับที่ 5 : เรื่อง เพจเฟซบุ๊ก ปทิตตา เปิดรับทำใบขับขี่ สำหรับบุคคลที่ไม่เคยมีใบขับขี่มาก่อน

    อันดับที่ 6 : เรื่อง เฟซบุ๊ก พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2

    อันดับที่ 7 : เรื่อง ตม. ไทย เปิดด่านให้ชาวกัมพูชาเข้ามาใช้บริการโรงพยาบาลได้ตามปกติแล้ว

    อันดับที่ 8 : เรื่อง กองทัพภาคที่ 2 เปิดเพจเฟซบุ๊กใหม่ชื่อ ข่าวกองทัพภาคที่ 2

    อันดับที่ 9 : เรื่อง ธนาคารกรุงไทย ปล่อยสินเชื่อวงเงิน 2 ล้านบาท ผ่านบัญชี TikTok kbankgdvbvb

    อันดับที่ 10 : เรื่อง แม่ทัพภาค 1 และฝ่ายความมั่นคง เสนอมอบสัญชาติไทยให้ชาวกัมพูชา บ้านหนองจาน

    สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “กรมการขนส่งทางบก รับทำใบขับขี่ทุกชนิดไม่ต้องสอบเอง ผ่านเพจ มาราตรี” กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า กรมการขนส่งฯ ไม่มีบริการรับทำใบขับขี่ผ่านช่องทางออนไลน์หรือสื่อโซเชียลใดๆ ทั้งสิ้น และไม่สามารถฝากให้ผู้อื่นดำเนินการแทนได้ ซึ่งหากประชาชนต้องการทำใบขับขี่หรือต่ออายุใบขับขี่ต้องมาดำเนินการด้วยตนเองที่กรมการขนส่งฯ เท่านั้น โดยประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสผู้กระทำผิดมายังกรมการฯขนส่งได้โดยตรง หรือโทรสายด่วน 1584 ตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นหากเห็นโพสต์รับทำใบขับขี่ในออนไลน์ ให้ตั้งข้อสงสัยว่าเป็นมิจฉาชีพไว้ก่อน

    ด้านข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “เบต้ากลูแคนรักษาอาการบวมน้ำหรือลดสารพิษตกค้างในร่างกาย” กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข พบว่าเป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า เบต้ากลูแคนเป็นสารที่พบได้ทั่วไปในธรรมชาติ เช่น ยีสต์ ธัญพืช (ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์) และเห็ด จากการศึกษาพบว่าเบต้ากลูแคนจากข้าวโอ๊ตและข้าวบาร์เลย์ มีส่วนช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอลได้ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานที่เพียงพอในการระบุถึงประสิทธิภาพของเบต้ากลูแคนในการรักษาอาการบวมน้ำหรือลดสารพิษตกค้างในร่างกาย ทั้งนี้ เบต้ากลูแคนมิใช่ยา จึงไม่มีฤทธิ์ในการบำบัด บรรเทา หรือรักษาโรคใด ๆ

    อย่างไรก็ตาม ดีอี มีความห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทันส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

    หากประชาชน พบข่าวน่าสงสัย ข้อมูลบิดเบือน สามารถแจ้งเบาะแส และตรวจสอบข่าวปลอมได้ที่ โทรสายด่วน 1111 ต่อ 87 (24 ชม.) หรือที่
    | เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com
    | Line ID: @antifakenewscenter
    | Facebook : Anti-Fake News Center Thailand
    | X : @AFNCThailand
    | TikTok : @antifakenewscenter
    | IG : afnc_thailand/

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1293465&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sizEYbk06FcrGStAmqtIw