Blog

  • จัดใหญ่! เปิดบ้านไทยจัดงานนิทรรศการการศึกษาไต้หวันแนะแนวเส้นทางสู่อาชีพ 2568

    จัดใหญ่! เปิดบ้านไทยจัดงานนิทรรศการการศึกษาไต้หวันแนะแนวเส้นทางสู่อาชีพ 2568

    31 สิงหาคม 2568 08:58 น. สยามรัฐออนไลน์ การศึกษา

    เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการศึกษาไต้หวันและไทย ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างภาคการศึกษากับภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนยกระดับการรับรู้เกี่ยวกับการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไต้หวันในประเทศไทย จึงได้จัดงาน “งานนิทรรศการการศึกษาไต้หวันและเส้นทางสู่อาชีพ” ประจำปีนี้ขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ สามย่านมิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 30–31 สิงหาคม 2568 โดยมีมหาวิทยาลัยจากไต้หวันเข้าร่วมทั้งสิ้น 39 แห่ง และมีบริษัทไต้หวัน 12 แห่ง มาตั้งบูธรับสมัครคนไทยเข้าทำงาน

    ในปีนี้ผู้จัดงานได้รวบรวมมหาวิทยาลัยชื่อดังจากไต้หวันจำนวน 39 แห่ง มาให้บริการแนะนำหลักสูตร วิธีการสมัคร ข้อมูลทุนการศึกษา และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการศึกษาต่อยังต่างประเทศ อีกทั้งคณะกรรมการส่งเสริมการสอบวัดทักษะภาษาจีนแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานที่พัฒนาการทดสอบวัดระดับความรู้ทางภาษาจีนก็มาร่วมงานด้วยเช่นกัน เพื่อให้ข้อมูลที่สมบูรณ์แก่ผู้ที่สนใจไปศึกษาต่อในไต้หวัน นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมชมงานยังมีโอกาสเข้าร่วมจับรางวัล โดยรางวัลใหญ่ที่สุดคือหลักสูตรภาษาจีนแบบเข้มข้น เป็นระยะเวลา 3 เดือน ผู้ได้รับรางวัลจะได้เรียนที่ศูนย์ภาษาจีนในสถาบันการศึกษาที่ไต้หวันฟรี! 

    นอกจากนิทรรศการการศึกษาแล้ว ยังมีกิจกรรมการแนะแนวอาชีพ โดยเชิญบริษัทไต้หวัน 12 แห่งมาตั้งบูธให้คำปรึกษาด้านฝึกงานและประกอบอาชีพ ช่วยให้นักศึกษาวางแผนประกอบอาชีพหลังจากสำเร็จการศึกษาอย่างมั่นใจ ดังนั้น จึงขอเชิญชวนครู นักเรียน นักศึกษาและผู้ปกครองชาวไทยมาเข้าชมงานนิทรรศการกันเยอะ ๆ

    นายปีเตอร์ หลัน ผู้แทนรัฐบาลไต้หวัน สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ความร่วมมือทางการศึกษาระหว่างไต้หวันและไทยกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 ทั้งสองฝ่ายได้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือด้านเทคนิคและอาชีวศึกษา เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านอาชีวศึกษา (TVET) และมอบโอกาสการฝึกภาคปฏิบัติให้แก่นักเรียนไทยที่ไปศึกษาในไต้หวัน ซึ่งเป็นการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับความร่วมมือในอนาคตด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี

    ดังนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับแผน “ส่งเสริมให้นักศึกษาต่างชาติเข้ามาเรียนและพำนักในไต้หวัน” ของกระทรวงศึกษาธิการไต้หวัน จึงได้จัดพิธีเปิดศูนย์ความร่วมมือแลกเปลี่ยนบุคลากรนานาชาติไต้หวัน ประจำประเทศไทย (กรุงเทพมหานคร) อย่างเป็นทางการขึ้นเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ณ ศูนย์บริการทางการศึกษาในเมือง: อาคารเคเอกซ์ (Knowledge Exchange – KX) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นบทใหม่ของการแลกเปลี่ยนบุคลากรระหว่างสองประเทศ โดยศูนย์ดังกล่าวจะให้บริการเกี่ยวกับหลักสูตรเตรียมภาษาจีน แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนด้านวิชาการ และทรัพยากรความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อช่วยให้นักศึกษาไทยไปศึกษาและหางานทำในไต้หวัน พร้อมส่งเสริมความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยไทยและไต้หวันในการจัดตั้งหลักสูตรพิเศษเกี่ยวกับการผลิตบุคลากรด้านอุตสาหกรรมในระดับนานาชาติ (INTENSE Program)

    เนื่องจากไต้หวันมีคณาจารย์คุณภาพสูง สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย และสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีความเป็นสากล การศึกษาระดับอุดมศึกษาของไต้หวันจึงได้รับความนิยมจากนักศึกษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาโดยตลอด และกลายเป็นศูนย์กลางสำคัญของการพัฒนาบุคลากรในภูมิภาค ในปีที่ผ่านมามีนักศึกษาต่างชาติจำนวนกว่า 120,000 คน ไปศึกษาต่อที่ไต้หวัน โดยในจำนวนนี้มีนักศึกษาจากไทยเกือบ 5,000 คน ทำให้ประเทศไทยเป็นแหล่งนักศึกษาต่างชาติอันดับที่ 6 ของโลกที่มาเรียนในไต้หวัน ซึ่งแสดงถึงพลวัตด้านวิชาการอันเต็มเปี่ยม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/647901&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S9jfQSi2dfUfzn2sTsjJX

  • “นิด้าโพล” ชี้คนไทยเบื่อนักการเมืองในสภาฯ เลือกตั้งครั้งหน้า เป็นไปได้ขอลงคะแนนให้สส.-พรรคใหม่ ๆ | TOPNEWS

    “นิด้าโพล” ชี้คนไทยเบื่อนักการเมืองในสภาฯ เลือกตั้งครั้งหน้า เป็นไปได้ขอลงคะแนนให้สส.-พรรคใหม่ ๆ | TOPNEWS

    31 สค.2568 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง “สนใจไหม นายกใหม่ พรรคการเมืองใหม่” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 25-26 สิงหาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความต้องการของประชาชนในการได้นายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งครั้งหน้า การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามถึงอาชีพของบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนต้องการ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.44 ระบุว่า นักธุรกิจ เจ้าของกิจการขนาดใหญ่ รองลงมา ร้อยละ 24.05 ระบุว่า ทหาร ร้อยละ 19.54 ระบุว่า นักการเมืองอาชีพระดับชาติ ร้อยละ 16.26 ระบุว่า นักกฎหมาย (เช่น ทนาย อัยการ ผู้พิพากษา เป็นต้น) ร้อยละ 16.11 ระบุว่า ข้าราชการ ร้อยละ 14.89 ระบุว่า ผู้บริหารองค์การภาคธุรกิจ (ที่ไม่ใช่เจ้าของ หรือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ในกิจการ) และนักวิชาการ ในสัดส่วนที่เท่ากัน ร้อยละ 12.75 ระบุว่า นักธุรกิจ เจ้าของกิจการขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง (SME) ร้อยละ 11.83 ระบุว่า นักการเมืองอาชีพระดับท้องถิ่น ร้อยละ 7.18 ระบุว่า ผู้ทำอาชีพอิสระ (เช่น ฟรีแลนซ์ อินฟลูเอนเซอร์ เน็ตไอดอล นักเขียน เป็นต้น) ร้อยละ 6.18 ระบุว่า คนในวงการ NGO อาสาสมัครเพื่อสังคม ร้อยละ 4.81 ระบุว่า ตำรวจ ร้อยละ 3.21 ระบุว่า พ่อค้า แม่ค้าในตลาด ร้อยละ 3.13 ระบุว่า ไม่ตอบ ร้อยละ 3.05 ระบุว่า แพทย์ พยาบาล ร้อยละ 2.82 ระบุว่า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ร้อยละ 1.98 ระบุว่า มนุษย์เงินเดือนในบริษัทเอกชน ร้อยละ 0.84 ระบุว่า คนในวงการบันเทิง ดารา นักร้อง นักแสดง และร้อยละ 0.61 ระบุว่า คนในวงการไฮโซ

    ด้านช่วงอายุ (เจเนอเรชัน) ของบุคคลที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีที่ประชาชนต้องการ ในการเลือกตั้งครั้งหน้า พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 65.57 ระบุว่า Gen X (อายุระหว่าง 45–60 ปี) รองลงมา ร้อยละ 24.96 ระบุว่า Millennials หรือ Gen Y (อายุระหว่าง 29–44 ปี) ร้อยละ 9.24 ระบุว่า Baby Boomers (อายุระหว่าง 61–79 ปี) และร้อยละ 0.23 ระบุว่า Silent Gen (อายุระหว่าง 80–100 ปี)

    สำหรับแนวโน้มในการเลือก สส. ระบบเขตเลือกตั้ง จากพรรคการเมืองใหม่ ที่ไม่มี สส. อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบัน หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.21 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้ม
    ที่จะเลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่ รองลงมา ร้อยละ 31.76 ระบุว่า เลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่แน่นอน ร้อยละ 17.48 ระบุว่า ไม่เลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่แน่นอน ร้อยละ 11.15 ระบุว่า ไม่แน่ใจอะไรเลย และร้อยละ 7.40 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะไม่เลือกผู้สมัคร สส. จากพรรคการเมืองใหม่

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงแนวโน้มในการเลือก สส. ระบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคการเมืองใหม่ ที่ไม่มี สส. อยู่ในสภาผู้แทนราษฎรปัจจุบัน หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 32.75 ระบุว่า เลือกพรรคการเมืองใหม่แน่นอน รองลงมา ร้อยละ 32.06 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะเลือกพรรคการเมืองใหม่ ร้อยละ 18.09 ระบุว่า ไม่เลือกพรรคการเมืองใหม่แน่นอน ร้อยละ 11.15 ระบุว่า ไม่แน่ใจอะไรเลย และร้อยละ 5.95 ระบุว่า ไม่แน่ใจ แต่มีแนวโน้มที่จะไม่เลือกพรรคการเมืองใหม่

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.57 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.21 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 1.22 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 35.57 สถานภาพโสด ร้อยละ 61.53 สมรส และร้อยละ 2.90 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.23 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 15.80 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 31.99 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 11.07 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 35.95 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 4.96 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 10.15 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 18.70 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 22.60 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 10.31 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 13.51 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 18.78 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 5.95 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 18.63 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 2.98 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 13.44 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 31.68 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 12.36 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 6.49 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.75 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.14 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.46 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.22 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.92 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 8.93 ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1294338&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oLkSGouoQx3xcNT2ukyK8

  • ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์หนุนนวัตกรรมวิทยาศาสร์ป้อนตลาดแรงงาน

    ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์หนุนนวัตกรรมวิทยาศาสร์ป้อนตลาดแรงงาน

    ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์หนุนนวัตกรรมวิทยาศาสร์ป้อนตลาดแรงงาน

    รองศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.จตุพร กระจายศรี รักษาการคณบดีคณะวิทยาศาสตร์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับบุคลากรคุณภาพ โดยมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ยุคใหม่ 

    ซึ่งมีการพัฒนาหลักสูตรนวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ สามารถสร้างสรรค์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในเชิงเศรษฐกิจและสังคม 

    อีกทั้งยังมีหลักสูตรใหม่ วิศวกรรมชีวการแพทย์ และเทคโนโลยีอาหารทางการแพทย์และสุขภาพ เพื่อบุคลากรออกสู่ตลาดแรงงานด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ

    อาจารย์ดร.ปิยะวัฒน์  ปิติกุลธรรม รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะวิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ กล่าวว่า หลักสูตรวิทยาศาตรบัณฑิต สาขาวิชานวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีรูปแบบการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีกระบวนการคิดวิเคราะห์และสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงวิชาการหรือต่อยอดในเชิงพาณิชย์อุตสาหกรรมได้ 

    นอกจากนี้นักศึกษายังจะได้มีการฝึกปฏิบัติงานวิจัยทั้งภายในและภายนอกสถาบันเพื่อเสริมสร้างทักษะทางด้านการวิจัย นำไปสู่การสร้างนวัตกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาสามารถทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัย นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือนวัตกรด้านการแพทย์ และสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้ไปศึกษาต่อในหลักสูตรวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องในระดับที่สูงขึ้นได้ 

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พรภพ นัยเนตร หัวหน้าโครงการจัดตั้งคณะวิศวกรรมศาสตร์ กล่าว่า หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ จะมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากร สนับสนุนระบบสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเป็นศาสตร์ที่บูรณาการองค์ความรู้ผสมผสานหลักการของวิศวกรรมเข้ากับชีววิทยาและการแพทย์เข้าด้วยกัน ทำให้สามารถออกแบบพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย รักษา และฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

    โดยครอบคลุมงานทางด้านวิศวกรรมชีวการแพทย์ในทุกมิติ เช่น งานเครื่องมือแพทย์ งานวิศวกรรมโรงพยาบาล งานวิจัย รวมถึงงานด้านระเบียบข้อบังคับมาตรฐานทางด้านเครื่องมือแพทย์ นักศึกษาจะได้ฝึกจากห้องปฏิบัติการเรียนรู้ผ่านการแก้ปัญหาจริงทางการแพทย์ รวมถึงเพิ่มโอกาสสร้างเครือข่ายผ่านการเรียนแบบโมดูล โดยการเปิดโอกาสให้นักศึกษาเรียนร่วมกับบุคลากรภายนอกในสายวิชาชีพวิศวกรชีวการแพทย์ อีกทั้งเพิ่มโอกาสในการทำงาน

    รศ.ดร.วาณี ชนเห็นชอบ หัวหน้าโครงการจัดตั้งคณะอุตสาหกรรมเกษตร แนะนำหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีอาหารทางการแพทย์และสุขภาพ กล่าว่า ปัจจุบันอาหารทางการแพทย์และสุขภาพมีแนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาต่างประเทศในด้านนี้อยู่มาก จึงจำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรและสร้างองค์ความรู้อย่างเร่งด่วน เพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ให้สามารถตอบสนองความต้องการของคนไทยได้อย่างแท้จริง 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/637556&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T_ZtbxrmXm7UMgH5G2dHh

  • กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ได้รับโล่เชิดชูเกียรติ จากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนการเสริมสร้างกำลังคนคุณภาพให้แก่ประเทศ

    กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ได้รับโล่เชิดชูเกียรติ จากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนการเสริมสร้างกำลังคนคุณภาพให้แก่ประเทศ

    การศึกษา

    กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ได้รับโล่เชิดชูเกียรติ จากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนการเสริมสร้างกำลังคนคุณภาพให้แก่ประเทศ

    วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.38 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568  สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ มอบโล่เชิดชูเกียรติและแสดงความขอบคุณแก่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในฐานะหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนงานด้านการอาชีวศึกษา ร่วมกับอีก 28 หน่วยงาน ภายในงานมหกรรมรวมพลังภาคีเครือข่ายความร่วมมือเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา จัดขึ้น ณ ห้องปทุมมาศ วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ในโอกาสนี้ นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ กสศ. เป็นผู้แทนขึ้นรับโล่เชิดชูเกียรติจาก นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

    พิธีมอบโล่เชิดชูเกียรติในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อแสดงความขอบคุณต่อหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรต่าง ๆ ที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนด้านอาชีวศึกษา และการพัฒนากิจกรรมที่มุ่งเสริมสร้างกำลังคนคุณภาพสู่ตลาดแรงงาน โดยสอดคล้องกับเป้าหมายของ สอศ. ในการยกระดับมาตรฐานทักษะ ความรู้ คุณธรรม จริยธรรม และ คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน เพื่อให้สอดรับกับความต้องการของภาคการผลิตและภาคอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ

    กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ให้การสนับสนุนการพัฒนาด้านอาชีวศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้เยาวชนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ พร้อมสนับสนุนการพัฒนาทักษะอาชีพที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน โดยยังคงมุ่งมั่นเหนี่ยวนำร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วนในการเตรียมกำลังคนรุ่นใหม่ ให้พร้อมเผชิญความท้าทายทางเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต ด้วยเป้าหมายสำคัญคือการสร้างระบบการศึกษาเพื่อความเสมอภาค และเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/444520&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kfwQO2y21LVv501gnqRpa

  • กรมท่าอากาศยาน ดึงสายการบินเอเชียกลาง บินตรงสู่กระบี่ หนุนสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวทะเลอันดามัน

    กรมท่าอากาศยาน ดึงสายการบินเอเชียกลาง บินตรงสู่กระบี่ หนุนสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวทะเลอันดามัน

    กรมท่าอากาศยาน ดึงสายการบินเอเชียกลาง บินตรงสู่กระบี่ หนุนสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวทะเลอันดามัน

    วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.14 น.

    นายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน เปิดเผยว่า  เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ได้ให้การต้อนรับผู้แทนจากบริษัท ไทย แอร์ เซอร์วิส จำกัด ซึ่งเป็น Passenger Sales Agent (PSA) และ Cargo Sales Agent (CSA) ให้กับสายการบินอุซเบกิสถาน (Uzbekistan Airways – HY) ในประเทศไทย นำโดย นายอนุวัชร อิทรภูวศักดิ์ กรรมการบริษัท ,นายณัฏฐพงศ์ โภไคยรัตน์ ที่ปรึกษาบริษัท พร้อมผู้แทนบริษัท โดยมี ผู้แทนจากกลุ่มจัดสรรเวลาท่าอากาศยาน ผู้แทนจากกลุ่มเศรษฐกิจท่าอากาศยาน กองส่งเสริมกิจการท่าอากาศยาน ร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมศรีภูมิ กรมท่าอากาศยาน

    อย่างไรก็ตามการเข้าพบในครั้งนี้ เป็นการดำเนินการขับเคลื่อนนโยบาย “คมนาคมเพื่อโอกาสประเทศไทย” ในการส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางการบินของโลก เชื่อมโยงการขนส่งทางอากาศ ต่อยอดโอกาสด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว พร้อมกับการพัฒนาโครงข่ายคมนาคม เพื่อความสะดวกสบายอย่างไร้รอยต่อ กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค

    ทั้งนี้กรมท่าอากาศยานได้นำเสนอนโยบายการบริหารและสถานการณ์ปัจจุบันของท่าอากาศยานในสังกัด เพื่อให้สายการบินใช้ประกอบการวางแผนการให้บริการและความร่วมมือในอนาคต ซึ่งสายการบิน Uzbekistan Airways ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของท่าอากาศยานกระบี่ในการรองรับผู้โดยสารและการขนส่งสินค้าสำหรับสายการบินที่บินตรงจากต่างประเทศ จึงแจ้งแผนการบินมายังท่าอากาศยานกระบี่สำหรับตารางบินฤดูหนาว 2568/2569 (Winter Schedule 2025) ในเส้นทางท่าอากาศยานทาชเคนต์ – ท่าอากาศยานกระบี่ ไป – กลับ จำนวน 1 เที่ยวบิน/สัปดาห์ เริ่มทำการบินวันแรก 1 ธันวาคม 2568 ด้วยอากาศยานแบบ Airbus A320 Neo จำนวน 188 ที่นั่ง

    ขณะเดียวกันการเปิดเส้นทางบินจากอุซเบกิสถานเป็นการเปิดเส้นทางบินตรงครั้งแรกจากประเทศในภูมิภาคเอเชียกลางมายังท่าอากาศยานกระบี่ ซึ่งกระบี่เป็นจุดหมายปลายทางเมืองท่องเที่ยวทางทะเลฝั่งอันดามัน ที่นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียกลางให้ความสนใจอย่างมาก การให้บริการในเส้นทางนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวให้เดินทางตรงมาจังหวัดกระบี่สะดวกมากขึ้น เพิ่มโอกาสให้จังหวัดกระบี่เป็นจุดหมายปลายทางระดับนานาชาติ เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทะเลอันดามันสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียกลาง โดยผ่านท่าอากาศยานทาชเคนต์จุดเชื่อมต่อ (Hub) ของนักท่องเที่ยวจากประเทศอุซเบกิสถาน และประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียกลาง

    โดยตารางบินฤดูหนาว 2568/2569 ของท่าอากาศยานกระบี่จึงมีเส้นทางบินตรงจากต่างประเทศ ที่เปิดเส้นทางบินใหม่ ได้แก่ เส้นทางจากภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยสายการบิน Etihad เส้นทาง อาบูดาบี – กระบี่ และกลับ 14 เที่ยวบิน/สัปดาห์ สายการบิน Air Arabia เส้นทาง ซาร์จาห์  – กระบี่ และกลับ 14 เที่ยวบิน/สัปดาห์ และเส้นทางจากภูมิภาคเอเชียกลาง โดยสารการบิน Uzbekistan Airways เส้นทาง ทาชเคนต์ – กระบี่ และกลับ 1 เที่ยวบิน/สัปดาห์

    นอกจากนี้มีเส้นทางบินตรงจากเมืองต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวม 53 เที่ยวบิน/สัปดาห์ จากภูมิภาคเอเชียใต้รวม 35 เที่ยวบิน/สัปดาห์ จากภูมิภาคตะวันออกกลางรวม 35 เที่ยวบิน/สัปดาห์ จากยุโรปรวม 123 เที่ยวบิน/สัปดาห์ ซึ่งเมื่อเทียบกับตารางบินฤดูหนาว 2567/2568 ของท่าอากาศยานกระบี่ ตารางบินฤดูหนาว 2568/2569 จะมีเที่ยวบินเพิ่มขึ้นประมาณ 27 เที่ยวบิน/สัปดาห์ หรือเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 33%

    กรมท่าอากาศยานยังได้นำเสนอท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยานที่มีศักยภาพรองรับเส้นทางระหว่างประเทศ และเป็นเมืองท่องเที่ยวที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียกลาง อาทิ ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี ท่าอากาศยานตรัง ท่าอากาศยานหัวหิน รวมถึงรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากสายการบิน เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการให้บริการในอนาคตต่อไป

    -033

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/910887&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EcmvCF2kHlTf1t-JLRica

  • กายอานาสร้างทางหลวงมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์เชื่อมบราซิล หวังกระตุ้นเศรษฐกิจจากน้ำมันดิน

    กายอานาสร้างทางหลวงมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์เชื่อมบราซิล หวังกระตุ้นเศรษฐกิจจากน้ำมันดิน

    กายอานาเร่งก่อสร้างทางหลวงสายยุทธศาสตร์มูลค่าเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเชื่อมต่อเมืองหลวงจอร์จทาวน์กับเมืองเลเทม หวังกระตุ้นเศรษฐกิจจากการเป็นเจ้าของปิโตรเลียมสำรองต่อหัวสูงสุดในโลก

    โครงการปรับปรุงเส้นทาง The Trail หรือถนนลินเดน-เลเทม ยาว 500 กิโลเมตร จะแทนที่เส้นทางดินแดงที่คดเคี้ยวผ่านป่าฝน ที่ราบ และเทือกเขา การก่อสร้าง 4 ช่วงพร้อมสะพาน 50 แห่งคาดแล้วเสร็จในปี 2030

    รถคันหนึ่งวิ่งบน “The Trail” ในภูมิภาคเอสเซกีโบของกายอานา ซึ่งอาจได้รับประโยชน์อย่างมากจากการปรับปรุงถนนให้ทันสมัย

    รถคันหนึ่งวิ่งบน “The Trail” ในภูมิภาคเอสเซกีโบของกายอานา ซึ่งอาจได้รับประโยชน์อย่างมากจากการปรับปรุงถนนให้ทันสมัย

    ชายคนหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์บน “The Trail” ใกล้คูรูปูคารี ในภูมิภาคเอสเซกีโบ ประเทศกายอานา

    ชายคนหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์บน “The Trail” ใกล้คูรูปูคารี ในภูมิภาคเอสเซกีโบ ประเทศกายอานา

    ความท้าทายของเส้นทางเดิม

    ปัจจุบันคนขับรถบรรทุกต้องใช้เวลา 15 ชั่วโมงเดินทางข้ามเส้นทางสายนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยอุปสรรค Ramdial Metleash คนขับรถบรรทุกอายุ 27 ปี เล่าว่าในฤดูฝนรถจะติดโคลน ส่วนฤดูแล้งจะมีฝุ่นละอองหนาแน่น เขาทำงานเส้นทางนี้ตั้งแต่อายุ 15 ปี ได้รายได้ 60,000 ดอลลาร์กายอานา (เทียบเท่า 290 ดอลลาร์สหรัฐ) ต่อเที่ยวเพื่อเลี้ยงน้องสาวและหลานชาย

    รามเดียล เมทลีช คนขับรถบรรทุกวัย 27 ปี กล่าวว่า เขาทำงานบน “เดอะเทรล” มาตั้งแต่อายุ 15 ปี

    รามเดียล เมทลีช คนขับรถบรรทุกวัย 27 ปี กล่าวว่า เขาทำงานบน “เดอะเทรล” มาตั้งแต่อายุ 15 ปี

    เปิดตลาดบราซิล 20 ล้านคน

    Juan Edghill รัฐมนตรีกระทรวงโยธาธิการ อธิบายว่าทางหลวงแห่งใหม่จะเป็นตัวเปลี่ยนเกม สำหรับการพัฒนาประเทศ เส้นทางจะเชื่อมต่อกับสะพาน Takutu ซึ่งนำไปสู่ภาคเหนือของบราซิลที่มีประชากร 20 ล้านคน มากกว่าประชากรกายอานาที่พูดภาษาอังกฤษ 800,000 คนถึง 20 เท่า

    เส้นทางใหม่จะเชื่อมโยงกับท่าเรือน้ำลึก Palmyra ที่กำลังก่อสร้าง ซึ่งจะลดเวลาขนส่งสินค้าของบราซิลจาก 21 วันผ่านแม่น้ำอะเมซอนเหลือเพียง 48 ชั่วโมง

    ฮวน เอดจ์ฮิลล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการของกายอานา กล่าวว่า ทางหลวงที่สร้างเสร็จจะเป็น “ตัวเปลี่ยนเกมในแง่ของทิศทางของกายอานาในอนาคต”

    ฮวน เอดจ์ฮิลล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงโยธาธิการของกายอานา กล่าวว่า ทางหลวงที่สร้างเสร็จจะเป็น “ตัวเปลี่ยนเกมในแง่ของทิศทางของกายอานาในอนาคต”

    ส่งผลต่อเขต Essequibo ที่มีข้อพิพาท

    ทางหลวงสายนี้จะเปิดทางเข้าสู่เขต Essequibo ที่อุดมไปด้วยน้ำมันและแร่ธาตุ ซึ่งกายอานาดูแลมาหลายทศวรรษแต่เวเนซุเอลาอ้างสิทธิ์ Edghill ย้ำว่า Essequibo เป็นส่วนหนึ่งของกายอานา เป็นบ้านของพี่น้องชนพื้นเมือง เป็นที่ตั้งของเหมืองขนาดใหญ่และกิจกรรมป่าไม้หลัก

    Michelle Fredericks อายุ 53 ปี เจ้าของร้านขายขนมใกล้ท่าเรือข้ามฟาก Kurupukari รับว่าธุรกิจจะได้รับผลกระทบเมื่อสะพานใหม่สร้างผ่านบริเวณร้านของเธอ แต่เธอมองในแง่บวกว่า ไม่สามารถคิดแค่ธุรกิจนี้เท่านั้น การพัฒนามากมายจะเกิดขึ้น เธอวางแผนปรับเปลี่ยนไปให้บริการนักท่องเที่ยว คาดว่านักท่องเที่ยวสุดสัปดาห์จะเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาเดินทางจากจอร์จทาวน์ลดลงครึ่งหนึ่งเหลือ 4 ชั่วโมง เราไม่สามารถต่อต้านความก้าวหน้าได้ นั่นคือชีวิต

    มิเชล เฟรเดอริกส์ เจ้าของร้านค้า กล่าวว่า การพัฒนา “The Trail” ให้กลายเป็นทางหลวงสายหลักอาจเป็น “สิ่งที่ดี” สำหรับเธอ

    มิเชล เฟรเดอริกส์ เจ้าของร้านค้า กล่าวว่า การพัฒนา “The Trail” ให้กลายเป็นทางหลวงสายหลักอาจเป็น “สิ่งที่ดี” สำหรับเธอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/guyana-billion-dollar-highway-brazil-oil-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0p5PZsEZd6y_WlbFAEs33U

  • “ซูเปอร์โพล” ชี้คนไทยกังวลไม่มีเงินมากกว่าไม่มีนายกฯ

    “ซูเปอร์โพล” ชี้คนไทยกังวลไม่มีเงินมากกว่าไม่มีนายกฯ


    ซูเปอร์โพล เผยผลสำรวจ คนไทยห่วงเสถียรภาพการเมืองไร้ผู้นำ แต่กังวลไม่มีเงินมากกว่าไม่มีนายกฯ

    ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้งสำนักวิจัยซูเปอร์โพล เผยผลสำรวจเรื่อง ความกังวลของคนไทย ช่วงสุญญากาศไร้นายกรัฐมนตรี จากกลุ่มตัวอย่างทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวน 1,136 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 29-30 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ประชาชนส่วนใหญ่มีความกังวลต่อเสถียรภาพทางการเมือง เมื่อไร้นายกรัฐมนตรี โดยกลุ่มที่ระบุว่า “กังวลมากถึงมากที่สุด” มีสัดส่วนสูงถึง 51.7% ขณะที่กลุ่มที่ “กังวลปานกลาง” อยู่ที่ 29.4% และอีก 18.9% ระบุว่ามีความกังวลน้อยถึงไม่กังวลเลย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ากว่า 4 ใน 5 ของกลุ่มตัวอย่างยังคงมีความวิตกกังวลต่อเสถียรภาพของการเมืองในสถานการณ์ที่เกิดภาวะสุญญากาศทางอำนาจ

    อย่างไรก็ตาม ความกังวลของประชาชนต่อปัญหาเศรษฐกิจและค่าใช้จ่าย เมื่อไร้นายกรัฐมนตรี มีสัดส่วนที่สูงเด่นชัด โดยกลุ่มที่ “กังวลมากถึงมากที่สุด” มีมากถึง 81.9% ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความวิตกด้านเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ขณะที่มีเพียง 10.3% ที่กังวลในระดับปานกลาง และอีก 7.8% ระบุว่ากังวลน้อยถึงไม่กังวลเลย ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจและปากท้องเป็นประเด็นหลักที่สร้างความหนักใจแก่สังคมไทยในช่วงขาดผู้นำฝ่ายบริหาร

    เมื่อสอบถามเกี่ยวกับความกังวลต่อสังคมและความมั่นคง พบว่า กลุ่มที่ระบุว่ากังวลมากถึงมากที่สุดมีอยู่ 47.9% และกลุ่มที่กังวลปานกลางมีสัดส่วน 39.2% ส่วนที่เหลือ 12.9% ระบุว่ากังวลน้อยถึงไม่กังวลเลย ผลดังกล่าวชี้ว่าประชาชนเกือบ 9 ใน 10 มีระดับความกังวลต่อสังคมและความมั่นคงในบางระดับ โดยเฉพาะความเสี่ยงจากความขัดแย้งหรือความไม่สงบที่อาจเกิดขึ้นในสภาวะที่บ้านเมืองขาดเสถียรภาพ

    ที่น่าสนใจ คือ การเปรียบเทียบระหว่าง ความกังวลต่อการไม่มีนายกรัฐมนตรี กับ ความกังวลต่อการไม่มีเงินใช้ พบว่า ประชาชน 42.9% มีความกังวลเรื่องไม่มีเงินใช้มากกว่าการไม่มีนายกรัฐมนตรี ขณะที่ 18.3% ระบุว่ากังวลต่อการไม่มีนายกรัฐมนตรีมากกว่าเรื่องไม่มีเงินใช้ และ 25.6% เห็นว่ากังวลทั้งสองเรื่องเท่ากัน ส่วนอีก 13.2% ระบุว่าไม่กังวลเลย ข้อมูลนี้สะท้อนอย่างชัดเจนว่า แม้สถานการณ์การเมืองจะสร้างความไม่มั่นใจ แต่ปัจจัยเรื่องเศรษฐกิจและการดำรงชีวิตประจำวันยังคงเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสำคัญสูงสุด

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา กล่าวว่า ผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า ประชาชนมีความกังวลในหลายมิติเมื่อประเทศเข้าสู่ช่วงสุญญากาศไร้นายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะประเด็นเศรษฐกิจซึ่งสร้างความวิตกมากที่สุด รองลงมาคือเสถียรภาพทางการเมืองและความมั่นคงของสังคม อย่างไรก็ตาม เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ประชาชนย้ำชัดว่าความกังวลเรื่อง “ไม่มีเงินใช้” มีน้ำหนักมากกว่าความกังวลเรื่อง “ไม่มีนายกรัฐมนตรี” สะท้อนว่าประเด็นเศรษฐกิจและปากท้องยังคงเป็นแกนหลักของความมั่นคงในชีวิตประชาชน และเป็นโจทย์สำคัญที่ผู้กำหนดนโยบายจำเป็นต้องเร่งหาคำตอบ

    ผู้ก่อตั้ง ซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า จากผลสำรวจ “ความกังวลของคนไทย ช่วงสุญญากาศไร้นายกรัฐมนตรี” ที่ชี้ให้เห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่ห่วงใยทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงทางสังคม โดยมีความกังวลเรื่องปากท้องและค่าใช้จ่ายสูงที่สุดนั้น สามารถนำไปสู่ข้อเสนอแนะสำคัญเพื่อสร้างความมั่นใจแก่ประชาชน ดังนี้

    ประการแรก รัฐและสถาบันการเมืองควรให้ความสำคัญกับ ความต่อเนื่องของนโยบายสาธารณะด้านเศรษฐกิจและสวัสดิการ โดยเฉพาะมาตรการที่เกี่ยวข้องกับปากท้อง เช่น การดูแลราคาสินค้า การจ้างงาน และสวัสดิการขั้นพื้นฐาน เพราะข้อมูลเชิงประจักษ์ชี้ชัดว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ประชาชนห่วงใยยิ่งกว่าการเมืองเสียอีก การสื่อสารอย่างโปร่งใสและการยืนยันว่าจะไม่มีการสะดุดของนโยบายสำคัญ จะเป็นการสร้างพลังใจและความเชื่อมั่นแก่สังคม

    ประการที่สอง จำเป็นต้องเสริมสร้างความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการเมือง โดยผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายควรทำงานอย่างมีความรับผิดชอบและยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก เพื่อป้องกันการเกิดความขัดแย้งซ้ำซ้อนในสังคม ข้อเท็จจริงที่ว่ามีประชาชนกว่าครึ่งแสดงความกังวลมากต่อเสถียรภาพทางการเมือง สะท้อนว่าความสามัคคีและการทำงานร่วมกันของสถาบันการเมืองมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

    ประการที่สาม สังคมไทยควรใช้ช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนนี้เป็นโอกาสในการสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นการเสริมความเข้มแข็งของชุมชน การสร้างเครือข่ายประชาชนที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และการส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันในทุกภาคส่วน ผลโพลสะท้อนว่า ประชาชนกว่า 8 ใน 10 ยังคงมีความกังวลในบางระดับต่อสังคมและความมั่นคง การสื่อสารเพื่อสร้างความมั่นใจและลดความหวาดวิตกจึงเป็นสิ่งจำเป็น

    ท้ายที่สุด ผลการสำรวจครั้งนี้ควรเป็นสัญญาณเตือนที่สร้างสรรค์ให้แก่ผู้กำหนดนโยบายและสังคมไทยโดยรวมว่า “ความหวังของประชาชนอยู่ที่ความมั่นคงของชีวิตและปากท้อง” หากผู้มีอำนาจและทุกภาคส่วนสามารถยืนเคียงข้างประชาชนในยามวิกฤติ ให้คำมั่นและลงมือทำอย่างจริงจัง ความกังวลที่ปรากฏในวันนี้ จะกลับกลายเป็นพลังศรัทธาและแรงสนับสนุนที่ยั่งยืนในวันข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/34850&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hYzMm2Qyx5JphUkMUMiSK

  • นักธุรกิจเปิดสูตรตั้งรัฐบาลเพื่อชาติ เงื่อนไข-ภารกิจเร่งด่วน

    นักธุรกิจเปิดสูตรตั้งรัฐบาลเพื่อชาติ เงื่อนไข-ภารกิจเร่งด่วน

    นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต เปิดเผยผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว (Isaras Rattanadilok ) โดยระบุเป็นความเห็นของประชาชนคนหนึ่งต่อกรณีที่นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถูกคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้พ้นจากตำแหน่ง ว่า

    จะดีกว่าไหมถ้าวันนี้ “แดง–ส้ม” ก้าวข้ามความขัดแย้ง จับมือกันบนข้อตกลงเพื่อชาติ ไม่ใช่เพื่อเก้าอี้ ไม่ใช่เพื่อแก้แค้น แต่เพื่อสร้างรัฐบาลที่มั่นคง โปร่งใส และมีอนาคต

    เงื่อนไขประนีประนอม (Compromise Conditions)

    • พักประเด็น ม.112 ไว้ ไม่หยิบมาทำลายความร่วมมือในตอนนี้
    • กำหนด กรอบเวลาและ Roadmap ชัดเจน: ใครทำอะไร เมื่อไร และตรวจสอบได้

    ภารกิจเร่งด่วน (Urgent Missions)

    • เสถียรภาพเศรษฐกิจ: แก้ปัญหาการส่งออก ค่าเงิน และการลงทุนชายแดน
    • ปรับโครงสร้างการเมือง: เริ่มแก้รัฐธรรมนูญ เปิดทางให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น

    นักธุรกิจเปิดสูตรตั้งรัฐบาลเพื่อชาติ เงื่อนไข-ภารกิจเร่งด่วน

    • ปราบโกงเชิงระบบ: ตรวจสอบการเลือกตั้ง, การจัดการที่ดินหลวง, และการใช้อำนาจมิชอบ
    • จัดตั้ง ครม.ที่มีคุณภาพ: คนเก่ง–คนดี–คนที่โลกเชื่อถือได้

    กลไกความไว้วางใจ (Trust Mechanism)

    • จัดทำ MOU ใหม่ต่อหน้าประชาชน ให้ทุกฝ่ายลงนามต่อสาธารณะ
    • เปิด Platform ตรวจสอบความคืบหน้าแบบรายไตรมาส ให้สื่อและประชาชนเห็นจริง

    วิสัยทัศน์ระยะยาว (Long-term Vision)

    • ประเทศไทยควรเป็น ศูนย์กลางการลงทุน–การค้าในอาเซียน ด้วยเสถียรภาพทางการเมือง
    • ทิ้งมรดกการเมืองเก่าๆ แล้วเขียน อนาคตใหม่ให้ลูกหลาน ที่ไม่ต้องวนเวียนอยู่กับความขัดแย้ง

    นี่คือเวลาที่ “นักการเมืองธรรมดา” จะกลายเป็น “รัฐบุรุษ”

    ได้โปรดเสียสละเพื่อประเทศชาติสักครั้งเพราะแผ่นดินนี้บอบช้ำมามากเกินพอแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637509&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XggvE165fLWAF9zZO-vLM

  • ‘ภาคเอกชน’ แนะ ‘ส้ม-แดง’ ทิ้งเรื่องการเมือง ก้าวข้ามความขัดแย้ง จับมือเดินหน้าเพื่อประเทศ | เดลินิวส์

    ‘ภาคเอกชน’ แนะ ‘ส้ม-แดง’ ทิ้งเรื่องการเมือง ก้าวข้ามความขัดแย้ง จับมือเดินหน้าเพื่อประเทศ | เดลินิวส์

    ‘ภาคเอกชน’ แนะ ‘ส้ม-แดง’ ทิ้งเรื่องการเมือง ก้าวข้ามความขัดแย้ง จับมือเดินหน้าเพื่อประเทศ

    ความเห็นจากภาคเอกชน อิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) โพสเฟซบุ๊ก แสดงความเห็นส่วนตัว ระบุ “แดง-ส้ม” ควรจับมือกัน ทิ้งเรื่องการเมือง ก้าวข้ามความขัดแย้ง จับมือกันบนข้อตกลงเพื่อชาติ สร้างรัฐบาล มั่นคง โปร่งใส และมีอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5068276/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Epad_2Nq2B6Ok9jD1Sr60

  • ททท. ยกระดับ ‘เขาใหญ่โมเดล’ ปั้นเส้นทางท่องเที่ยวรักษ์โลก หนุนรายได้ชุมชนเติบโตยั่งยืน | TOPNEWS

    ททท. ยกระดับ ‘เขาใหญ่โมเดล’ ปั้นเส้นทางท่องเที่ยวรักษ์โลก หนุนรายได้ชุมชนเติบโตยั่งยืน | TOPNEWS

    ททท. ยกระดับ ‘เขาใหญ่โมเดล’ ปั้นเส้นทางท่องเที่ยวรักษ์โลก หนุนรายได้ชุมชนเติบโตยั่งยืน

    • เผยแพร่ : 31/08/2025 12:07

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำโดย นายอัครวิชย์ เทพาสิต ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยกระดับ ‘เขาใหญ่โมเดล’ ปั้นเส้นทางท่องเที่ยวรักษ์โลก หนุนรายได้ชุมชนเติบโตยั่งยืน

    วันที่ 30 สิงหาคม 2568 เวลา 09.00 น. ที่ท่าน้ำบ้านคลองเพล-บ้านท่ามะปราง ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำโดย นายอัครวิชย์ เทพาสิต ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ร่วมกับ นางสาวอังคฉัฐ ตรีมงคล ผู้อำนวยการกองนวัตกรรมอุตสาหกรรมท่องเที่ยว, ดร.วัชรี ปรัชญานุสรณ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดนครราชสีมา, สมาคมการท่องเที่ยวเขาใหญ่ และชุมชนบ้านท่ามะปราง-คลองเพล จัดกิจกรรม ทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศ “ดีท็อกซ์ปอด X Eco Trail”

    กิจกรรมดังกล่าวถือเป็นโมเดลท่องเที่ยวแนวใหม่ ที่เน้น การเรียนรู้ – สัมผัสธรรมชาติ – สร้างรายได้ให้ชุมชน อย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “TAT ECO PARK” โดยเริ่มจากการ ปั่นจักรยาน Low Carbon เยี่ยมชมวิถีชีวิตชุมชน สักการะหลวงพ่อใหญ่ วัดท่ามะปรางค์ วัดเก่าแก่กว่า 100 ปี ศูนย์รวมจิตใจของคนในพื้นที่

    นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังได้เรียนรู้วิถี เกษตรอินทรีย์ และ Simple Life Khaoyai ชมแปลงผักออร์แกนิก เลี้ยงไก่ออร์แกนิก พร้อมสัมผัสวิถีธรรมชาติที่ศูนย์การเรียนรู้การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ TAT ECO PARK ซึ่ง ททท. ตั้งใจพัฒนาให้เป็นพื้นที่ต้นแบบการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายในกิจกรรมยังมีกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ อาทิForest Bath อาบป่า เติมพลังธรรมชาติ,เก็บเมล็ดพันธุ์ไม้ – ยิงเมล็ดพันธุ์มะค่าโมง ปลูกป่าลอยฟ้า,ค้นหานกหายาก ชมระบบนิเวศเขาใหญ่ ,Workshop โปสการ์ดวัสดุธรรมชาติ ถ่ายทอดความประทับใจ,บุฟเฟ่ต์สไตล์ถาดหลุมแบบวินเทจ เพื่อลด Food Waste

    นายอัครวิชย์ เทพาสิต เปิดเผยว่า ททท. มุ่งยกระดับการท่องเที่ยวไทยสู่แนวคิด “Travel for Better Life” เน้นสร้างประสบการณ์ใหม่ที่นักท่องเที่ยวจะได้ เรียนรู้ธรรมชาติ สัมผัสชุมชน และใช้ชีวิตแบบยั่งยืน ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและสร้างรายได้ให้ชุมชน

    “เราต้องการให้เส้นทาง Eco Trail ที่เขาใหญ่เป็นต้นแบบของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศยุคใหม่ ที่นักท่องเที่ยวไม่เพียงชมวิวสวย แต่ได้ร่วมดูแลสิ่งแวดล้อม และสร้างคุณค่าให้พื้นที่ไปพร้อมกัน” นายอัครวิชย์ เทพาสิต กล่าว

    ททท. คาดว่าโมเดล TAT ECO PARK และเส้นทาง Eco Trail จะกลายเป็นจุดหมายใหม่ของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ พร้อมต่อยอดสู่การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศในจังหวัดอื่น ๆ ต่อไป

    ภาพ/ข่าว นายประสิทธิ์ วนะชกิจ ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดนครราชสีมา

    SOCAIL 16-9_2ok

    TOPNEWS website - update 2025 (8)

    น้ำป่าทะลัก “อ.ภูหลวง” บ้าน-พื้นที่เกษตร เสียหาย

    “เทพไทย” มอง 3 ทางเลือก “ทักษิณ” ดิ้นหนักแสวงอำนาจ ถึงขั้นยอมปชน.เพื่อให้เป็นแกนรัฐบาล

    จุฬาราชมนตรี เปิดป้ายอาคารโรงเรียนอิสลามวิทยาบึงน้ำรักษ์ ต.บึงน้ำรักษ์ อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา

    “ช่อ พรรณิการ์” ได้ทีดักคอเพื่อไทย มั่นใจถือไพ่เหนือกว่า ลั่นหากปชน.จะโหวตให้ ต้องมั่นใจไม่โดนเบี้ยว ไม่ตุกติกลีลา

    ททท. ยกระดับ ‘เขาใหญ่โมเดล’ ปั้นเส้นทางท่องเที่ยวรักษ์โลก หนุนรายได้ชุมชนเติบโตยั่งยืน

    ปทุมธานี-หนุ่มซิ่งจยย.ชนเสาไฟฟ้าข้างทางเสียชีวิต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1294428&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1h4m1ivOIcOinkaPPC6uMd