Blog

  • เร่งเรียกความเชื่อมั่น

    เร่งเรียกความเชื่อมั่น

    นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ข้อมูลว่า รัฐบาลไทยตระหนักดีว่า “ความปลอดภัย” คือหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน และถือเป็นนโยบายลำดับแรกที่มุ่งมั่นผลักดันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่มีฐานตลาดขนาดใหญ่ เพื่อเสริมความเชื่อมั่น รัฐบาลจึงได้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกระดับมาตรฐานสถานที่ท่องเที่ยว การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคง และการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในทุกมิติ

    ด้าน นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ปัจจุบัน “ความปลอดภัย” ได้กลายเป็นปัจจัยลำดับต้นๆ ที่นักท่องเที่ยวใช้ประกอบการตัดสินใจเดินทาง โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวอิสระ (FIT) กลุ่มผู้หญิง และกลุ่มครอบครัว รวมถึงนักท่องเที่ยวจากตลาดหลักอย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา ซึ่งให้ความสำคัญกับมาตรการด้านความปลอดภัยที่รัดกุม ดังนั้น การยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยของผู้ประกอบการจึงเป็นภารกิจเร่งด่วน เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์และสร้างการยอมรับในระดับนานาชาติ

    ทั้งนี้ได้ใช้ 4 เกณฑ์ประเมินหลักสู่การเป็น Trusted Thailand โครงการ Trusted Thailand จะเริ่มนำร่องในเดือนกันยายน 2568 โดยผู้ประกอบการโรงแรมที่พักสามารถลงทะเบียนเพื่อขอรับตราสัญลักษณ์ได้บนเว็บไซต์ www.tourismthailand.org/trustedthailand โดยจะพิจารณาจาก 4 มิติหลัก ได้แก่ 1.มาตรการรักษาความปลอดภัยทั่วไป เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิด ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน และการจัดการพื้นที่อย่างปลอดภัย 2.ความปลอดภัยในการชำระเงิน การรองรับแพลตฟอร์มการเงินที่ปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับในตลาดหลัก เช่น Alipay และ WeChat Pay 3.การสื่อสารภาษาต่างประเทศ ความพร้อมในการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวด้วยความเอาใจใส่และเป็นมืออาชีพ และ 4.ความปลอดภัยในการเดินทางเข้าถึง การมีเส้นทางที่ปลอดภัย จุดที่ตั้งที่ชัดเจน และการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ

    โดยได้ ระดมพลทุกหน่วยงาน เสริมทัพสร้างความเชื่อมั่น ได้จัดเวทีเสวนาและอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานพันธมิตร เช่น กรมการปกครอง กรมการท่องเที่ยว กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และแกร็บ ประเทศไทย ร่วมนำเสนอแนวทางการดูแลและเสริมสร้างมาตรการความปลอดภัย เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการนักท่องเที่ยวอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การบริหารจัดการไปจนถึงการบริการจริง

    คงต้องบอกว่า ความไม่ปลอดภัยเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย การลงทุนด้านความปลอดภัยและการสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อรักษาและส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้ยั่งยืนต่อไป ดังนั้นโครงการ Trusted Thailand จึงเป็นความพยายามครั้งสำคัญของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาเชิงรุก และเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยยืนยันความเชื่อมั่นของประเทศในฐานะจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและน่าประทับใจสำหรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก.

    กัลยา ยืนยง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/853394/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QBKDmFwrQMT8nCFUXcYcR

  • “นสช.WELLNESS” จัดพิธีมอบรางวัล “องค์กรสุขสภาพเพื่อการสร้างชาติ” ครั้งที่ 6 เดินหน้าหนุน “ประเทศไทยเป็นเมืองหลวง Wellness ของโลก” | TOPNEWS

    “นสช.WELLNESS” จัดพิธีมอบรางวัล “องค์กรสุขสภาพเพื่อการสร้างชาติ” ครั้งที่ 6 เดินหน้าหนุน “ประเทศไทยเป็นเมืองหลวง Wellness ของโลก” | TOPNEWS

    โครงการ Wellness CNB รุ่นที่ 6 มีองค์กรจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสังคม จำนวนมากเข้าร่วมโครงการ อาทิ สำนักรังสีและเครื่องมือแพทย์ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เขื่อนรัชชประภา  โรงแรมเซ็นทารา อ่าวนาง บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา กระบี่ โรงแรมเซ็นทารา อันดาเทวี รีสอร์ท แอนด์ สปา กระบี่  โรงเรียนวังน้อยวิทยาภูมิ   โรงเรียนพระอินทร์ศึกษา (กล่อมสกุลอุทิศ) บริษัท กิจดี ดีไซน์ จำกัด เป็นต้น

    โดยองค์กรที่มีผลงานดีเลิศทุกด้านคว้ารางวัลเกียรติยศ “THAILAND WellnessCorporate Nation-Building Award” 2025 คือ โรงเรียนวังน้อยวิทยาภูมิ จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

    ศ.เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ ประธานในพิธี กล่าวว่า “การสร้างสภาวะของสุขสภาพที่ดีหรือ Wellness ของบุคลากร ในองค์กรต่าง ๆ จะนำไปสู่การสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพทั้งในด้านกาย-ใจ-จิต ซึ่งจะทำให้บุคลากรเหล่านั้นมีขีดความสามารถสูงในการทำงาน ส่งผลให้ทุกองค์กรมีบุคลากรที่มีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพ ร่วมดำเนินกิจการได้อย่างมี Productivity สูง และบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายดังที่ตั้งใจไว้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญยิ่ง ในการขับเคลื่อนประเทศไทยก้าวสู่ประเทศ ที่ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่งคั่ง ยั่งยืน”

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ประธานสถาบันการสร้างชาติ กล่าวว่า ประเทศไทยมี Wellness เป็นจุดแกร่งที่สุดของประเทศ สถาบันการสร้างชาติมีวิสัยทัศน์อยากทำให้ประเทศไทยเป็นเมืองหลวง Wellness ของโลก เป็นต้นแบบที่ดีที่สุดของโลกด้าน Wellness ได้โดยส่งเสริมการจัดระบบการทำงานเพื่อทำให้ทุกสถานที่ทํางานช่วยสร้าง Wellnessให้พนักงานได้ครบถ้วนทุกมิติ ทั้งกาย ใจ จิต เศรษฐกิจ สังคม และการปกครอง เพื่อให้ประเทศไทยที่เรารักเป็นเมืองแห่งความสุข นำสิ่งดีร่วมสร้างชาติให้เจริญรุ่งเรืองและจะเป็นประโยชน์ต่อโลกใบนี้ด้วย จึงได้มีโอกาสนำเสนอต่อรัฐบาลให้มีการบรรจุ Wellness เข้าเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติ ทำให้คนไทยมี Wellness ที่ดี และทำให้ประเทศไทยพ้นความจนประชาชนอยู่ดีกินดีมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะยกระดับเป็นประเทศที่มีรายได้สูงต่อไป

    “ดังนั้น โครงการ Wellness CNB จะช่วยวางรากฐานที่สำคัญสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางบวกต่อคุณภาพชีวิตการทำงานของประชากรไทยด้วย เป็นโครงการที่พนักงานก็ Win องค์กรก็ Win สังคมก็ Win และประเทศชาติก็ Win ด้วย สถาบันการสร้างชาติ จึงเป็นศูนย์รวมคนดี คนเก่ง คนกล้า เป็นสถาบันที่สร้างคน เพื่อคนจะไปสร้างชาติต่อ จึงขอแสดงความยินดีกับทุกองค์กรที่เข้าร่วมโครงการฯ ครั้งที่ 6 นี้ และอยากเชิญชวนหน่วยงานทุกประเภทในประเทศเข้าร่วมทำโครงการนี้ด้วยกัน”ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ระบุ

    ขณะที่ ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ ศุกระฤกษ์ กรรมการแพทยสภา ประธานอำนวยการหลักสูตร นสช.Wellness กล่าวว่า แสดงความยินดีกับ “รางวัลที่ทุกท่านได้รับในวันนี้ มิได้สะท้อนเพียงความสำเร็จขององค์กรของท่านเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานแห่งความตั้งใจ ความพยายามและการทุ่มเทอย่างจริงจังในการพัฒนาบุคลากรและพัฒนาองค์กร เพื่อสร้างสุขสภาพที่ดี ทั้งกาย ใจ จิต เศรษฐกิจ สังคม ทั้งภายในองค์กร และส่งต่อไปยังสังคม ประเทศชาติของเรา ทั้งยังทำให้ประเทศไทยสร้างความประทับใจให้กับทั่วโลก ผมขอชื่นชมทุกท่านที่ได้เข้าร่วมโครงการ Wellness CNB และได้ก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ การที่ทุกท่านได้ร่วมลงมือขับเคลื่อนโครงการฯ นี้ ถือเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของสังคมไทยแล้ว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1294890&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29lcLxXAFN6tYK5w4gClX3

  • กรุงไทย เชื่อมระบบรับสแกนจ่ายจากนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้

    กรุงไทย เชื่อมระบบรับสแกนจ่ายจากนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้

    ธนาคารกรุงไทย เดินหน้าขยายบริการชำระเงินข้ามประเทศ ภายใต้โครงการ “ความร่วมมือการเชื่อมโยงการชำระเงินในภูมิภาค (ASEAN Payment Connectivity Initiative)” ของธนาคารแห่งประเทศไทย ล่าสุด ประสบความสำเร็จในการเชื่อมต่อระบบชำระเงินผ่าน QR Code Cross Border Payment กับประเทศเกาหลีใต้ รองรับนักท่องเที่ยวเกาหลีใต้ ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยจำนวนมาก ติดอันดับ 1 ใน 5 นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยมากที่สุด โดยนักท่องเที่ยวสามารถใช้แอปพลิเคชันธนาคารเกาหลีใต้ สแกนจ่ายกับร้านค้าที่มีสัญลักษณ์ Cross Border QR Payment ได้ทั่วไทย เพิ่มความสะดวก และปลอดภัยในการใช้จ่าย

    ธนาคารกรุงไทยยังเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะร้านค้าและผู้ให้บริการด้านท่องเที่ยวในท้องถิ่น ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ให้สามารถรับชำระเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบไร้เงินสด โดยไม่ต้องลงทุนติดตั้งระบบเพิ่มเติม ช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้กับร้านค้าขนาดเล็ก และผู้ประกอบการท่องเที่ยวในท้องถิ่น พร้อมสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจภาคการท่องเที่ยว และตอบสนองนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย

    ปัจจุบัน ธนาคารให้บริการ QR Code Cross Border Payment เชื่อมโยงกับ 7 ประเทศและ 1 เขตเศรษฐกิจ ได้แก่ สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, เวียดนาม, มาเลเซีย, กัมพูชา, ลาว, ฮ่องกง และเกาหลีใต้ โดยมีเป้าหมายสนับสนุนการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนและเอเชียตะวันออกอย่างเป็นรูปธรรม

    ผู้ที่สนใจสามารถสมัครเป็นร้านค้า “ถุงเงิน” เพื่อรับชำระเงินจากนักท่องเที่ยวผ่านแอปพลิเคชันได้อย่างสะดวก พร้อมฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ เช่น ระบบแจ้งเตือนเงินเข้า สรุปรายรับทั้งรายวันและรายเดือน รับเงินเต็มจำนวน และเงินโอนเข้าบัญชีทันที หรือ ณ สิ้นวัน โดยสมัครได้ที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา สอบถามเพิ่มเติมที่ Krungthai Contact Center โทร. 02-111-1111 และศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://krungthai.com/th/content/personal/tungngern

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/238716&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dMiYnFDWXVGtY6-fntfK5

  • กินอย่างไรให้นอนได้ดี ? อาหารบางชนิดช่วยให้หลับง่าย-หลับสนิท อย่างคาดไม่ถึ – BBC News ไทย

    กินอย่างไรให้นอนได้ดี ? อาหารบางชนิดช่วยให้หลับง่าย-หลับสนิท อย่างคาดไม่ถึ – BBC News ไทย

    กินอย่างไรให้นอนได้ดี ? อาหารบางชนิดช่วยให้หลับง่าย-หลับสนิท อย่างคาดไม่ถึง

    .

    ที่มาของภาพ, Serenity Strull/ BBC

      • Author, เจสสิกา แบรดลีย์
      • Role, บีบีซี ฟิวเจอร์

    ทุกคนน่าจะเคยมีประสบการณ์ที่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า หลังลืมตาตื่นนอนขึ้นมาบนเตียงตอนเช้า เพราะเมื่อคืนสวาปามอาหารค่ำหรืออาหารมื้อดึกจนแน่นท้องก่อนนอน ทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานมากในการย่อยอาหารมื้อใหญ่ไขมันสูง แทนที่จะได้พักผ่อนนอนหลับจริง ๆ ตามที่ต้องการ ทั้งยังพลอยส่งผลรบกวนให้คุณภาพการนอนย่ำแย่ลงไปด้วย

    อย่างไรก็ตาม ปัญหานี้แก้ไขได้ไม่ยาก เพราะมีวิธีปรับปรุงคุณภาพการนอนของคนเรา ด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้เป็นเวลา รวมทั้งหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่กระตุ้นร่างกายให้ตื่นตัวอย่างเช่นกาเฟอีน นอกจากนี้ เรายังสามารถเลือกรับประทานอาหารบางชนิดเพิ่มเติม เพื่อส่งเสริมคุณภาพการนอนให้ดียิ่งขึ้นไปอีกได้ด้วย

    ต้องเลือกกินอาหารบางชนิด หรือปรับเปลี่ยนโภชนาการทั้งหมด ?

    ผลการศึกษาวิจัยหลายชิ้นในอดีต พบว่าการกินอาหารบางชนิดเป็นมื้อเย็นหรือกินก่อนนอน สามารถจะช่วยปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับอย่างได้ผล เช่นการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กครั้งหนึ่งพบว่า น้ำคั้นจากผลเชอร์รีที่มีรสเปรี้ยวอมฝาด จะช่วยให้หลับง่ายและหลับสนิทมากขึ้น

    ส่วนงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งก็พบว่า การรับประทานผลกีวีก่อนนอนก็ช่วยได้เช่นกัน งานวิจัยอีกหลายชิ้นยังชี้ว่า การดื่มนมอุ่นก่อนนอนช่วยให้หลับดี เพราะในนมมีสารทริปโตแฟน (Tryptophan) อยู่สูงมาก ซึ่งจะเป็นสารตั้งต้นให้ร่างกายนำไปสังเคราะห์เมลาโทนิน (melatonin) หรือ “ฮอร์โมนแห่งการนอนหลับ” ที่จะทำให้หลับง่ายนั่นเอง

    เมลาโทนินเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมวงจรการหลับ-ตื่น ของมนุษย์ โดยร่างกายจะผลิตเมลาโทนินมากขึ้นในช่วงตกเย็น เมื่อท้องฟ้าเริ่มมืดลง อย่างไรก็ตาม เราสามารถจะรับเมลาโทนินเข้าสู่ร่างกายโดยตรงได้ ผ่านการกินอาหารชนิดต่าง ๆ เช่นไข่, ปลา, ถั่ว, และเมล็ดพืช

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • ภาพภูมิธรรม (ซ้าย) อนุทิน (ขวา)

    • Sarvesh

    • น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และ สมเด็จฮุน เซน เมื่อครั้งที่ความสัมพันธ์ของทั้งตระกูลชินวัตรกับตระกูลฮุนยังดีอยู่

    • แพทองธาร ไหว้อำลา ครม.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ผลการทดลองหลายครั้งพบว่า น้ำเชอรี่ช่วยให้การนอนหลับดีขึ้นได้

    ดร.มารี-ปิแยร์ ซานตอนจ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์โภชนาการ จากสถาบันโภชนาการมนุษย์ แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบียของสหรัฐฯ บอกว่า “คุณจะมาทึกทักเอาเองไม่ได้ว่า เราสามารถจะกินของไม่ดีตามใจปากได้ตลอดทั้งวัน แล้วค่อยมาดื่มน้ำเชอร์รีตอนก่อนนอนก็พอแล้ว”

    ดร.ซานตอนจ์อธิบายว่า เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะการสกัดสารที่มีคุณค่าจากอาหาร เพื่อให้ร่างกายนำมาผลิตสารสื่อประสาทที่จำเป็นต่อการนอนหลับ เป็นกระบวนการที่ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้ภายใน 2-3 ชั่วโมง แต่อาหารการกินที่เข้าสู่ร่างกายตลอดทั้งวันต่างหาก คือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้นอนหลับได้ดีขึ้นอย่างแท้จริง

    อาหารการกินแบบไหนช่วยให้หลับดี

    ผศ.ดร.เอริกา แจนเซน ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์โภชนาการ จากมหาวิทยาลัยมิชิแกนของสหรัฐฯ บอกว่าผลการศึกษาวิจัยล่าสุดชี้ว่า อาหารที่มีองค์ประกอบส่วนใหญ่เป็นพืช หรือ “แพลนต์-เบส” (plant-based) ดูเหมือนจะเป็นอาหารที่มีประโยชน์ต่อการนอนหลับมากที่สุด ซึ่งอาหารประเภทนี้รวมถึงธัญพืชเต็มเมล็ดที่ไม่ผ่านการขัดสี, ผลิตภัณฑ์จากนม, และโปรตีนที่มีไขมันต่ำอย่างเนื้อปลา

    ผู้เข้าร่วมการทดลองดังกล่าวกว่า 1,000 คน ได้รับมอบหมายจากทีมผู้วิจัย ให้พยายามกินผักผลไม้เพิ่มขึ้นในทุกวัน ก่อนที่ทีมวิจัยจะติดตามความเปลี่ยนแปลงของพวกเขาในเรื่องของการนอน

    ขั้นตอนการวิจัยในลำดับก่อน-หลังเช่นนี้ ถูกกำหนดขึ้นเพื่อควบคุมให้แน่ใจว่า การกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ นำไปสู่การนอนหลับที่มีคุณภาพสูงขึ้นได้จริง โดยทั้งสองสิ่งไม่ได้มีความสัมพันธ์กันด้วยเหตุผลที่กลับตาลปัตร ซึ่งก็คือคนที่นอนหลับได้ดีอยู่แล้ว มีแนวโน้มจะเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากกว่า

    ผศ.ดร.แจนเซนยังพบว่า ผู้หญิงที่กินผักผลไม้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 3 ถ้วยต่อวัน มีแนวโน้มสูงกว่าผู้ชายถึงกว่าสองเท่า ที่อาการนอนไม่หลับจะดีขึ้น

    งานวิจัยที่ทำขึ้นในประเทศสเปน ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2024 ได้สำรวจพฤติกรรมการนอนและอาหารการกินของนักศึกษา 11,000 คน พบว่า 1 ใน 4 ของกลุ่มตัวอย่าง ที่ได้รับทริปโตแฟนจากอาหารน้อยที่สุดในแต่ละวัน มีคุณภาพการนอนต่ำกว่าเพื่อนอย่างเห็นได้ชัด ทีมผู้วิจัยจึงสรุปว่า การได้รับทริปโตแฟนในปริมาณที่ต่ำเกินไปนั้น เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่เพิ่มสูงขึ้น ในเรื่องการนอนได้น้อยชั่วโมงหรือนอนไม่หลับ

    ผศ.ดร.แจนเซน อธิบายว่า ทริปโตแฟนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการนอน เพราะเป็นสารตั้งต้นในการผลิตฮอร์โมนเซโรโทนิน (serotonin) ซึ่งจะถูกแปลงให้กลายเป็นเมลาโทนินในที่สุด “หากร่างกายไม่มีทริปโตแฟน หรือไม่ได้รับเมลาโทนินเพิ่มเติมจากแหล่งอาหารโดยตรง ระดับของเมลาโทนินที่ร่างกายผลิตได้ก็จะลดลงไปด้วย”

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ถั่วเมล็ดแห้งและธัญพืชเต็มเมล็ดที่ไม่ถูกขัดสี มีสารอาหารหลายชนิดที่ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.แจนเซนเตือนว่า การกินอาหารที่มีทริปโตแฟนสูง ไม่ช่วยแก้ปัญหาการนอนหลับได้ทั้งหมด เพราะคนเราจำเป็นจะต้องกินคาร์โบไฮเดรตที่มีกากใยไฟเบอร์สูง เช่นถั่วเมล็ดแห้งหรือธัญพืชเต็มเมล็ดที่ไม่ถูกขัดสี ควบคู่กันไปกับทริปโตแฟนด้วย เพื่อให้สารอาหารที่จำเป็นต่อการนอนหลับ ถูกย่อยและดูดซึมได้ง่ายขึ้น รวมทั้งสามารถซึมผ่านกระแสเลือดเข้าสู่สมอง ซึ่งเป็นอวัยวะที่ควบคุมการนอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    เคยมีการทดลองกับสัตว์ที่พิสูจน์ว่า สารจำพวกโพลีฟีนอล (polyphenols) ในพืช มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับคุณภาพการนอนหลับที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ดร.ซานตอนจ์เห็นว่า การทดลองแบบเดียวกันในมนุษย์ไม่อาจทำได้โดยง่าย เพราะฐานข้อมูลที่แสดงถึงปริมาณโพลีฟีนอลในพืชชนิดต่าง ๆ นั้น อาจไม่ถูกต้องแม่นยำเสมอไป จนทำให้การตรวจวัดปริมาณของสารโพลีฟีนอลที่มนุษย์ได้รับจากอาหาร พลอยผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปด้วย

    สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะปริมาณโพลีฟีนอลในพืชจะผันแปรขึ้นลงตลอดเวลา โดยแตกต่างกันไปในแต่ละงวดการเก็บเกี่ยวในแต่ละปี รวมทั้งยังขึ้นอยู่กับคุณภาพและชนิดของดินที่ใช้ปลูกพืช, สภาพอากาศ, และกระบวนการทางการเกษตร ส่วนเมลาโทนินในพืชก็เช่นเดียวกัน อาจมีการผันแปรขึ้นลงได้ตามสถานที่และวิธีการเพาะปลูกพืช

    แมกนีเซียมช่วยได้แค่ไหน

    แมกนีเซียมเป็นสารอาหารจำพวกแร่ธาตุอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งช่วยให้นอนหลับได้ง่าย และพบได้มากในอาหารที่มีพืชเป็นองค์ประกอบหลัก เนื่องจากแมกนีเซียมช่วยลดระดับคอร์ติซอล (cortisol) หรือ “ฮอร์โมนเครียด” รวมทั้งช่วยให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย

    มีคำแนะนำว่าผู้ใหญ่อายุ 30 ปีขึ้นไป ที่ไม่มีข้อจำกัดทางสุขภาพ ควรได้รับแมกนีเซียมประมาณ 420 มิลลิกรัมต่อวัน จากการกินอาหารหลายชนิด เช่นผักใบเขียวอย่างผักโขม, ถั่วเมล็ดแห้ง, ถั่วเปลือกแข็ง, เมล็ดพืช, และธัญพืชเต็มเมล็ดที่ไม่ผ่านการขัดสี

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, เวลาที่คุณเลือกรับประทานอาหาร สามารถจะมีบทบาทสำคัญต่อคุณภาพการนอนได้

    แต่ถึงกระนั้น หลายคนก็ยังขาดแมกนีเซียม สาเหตุบางส่วนมาจากการกินอาหารแบบตะวันตก ซึ่งมีพืชผักผลไม้น้อย แต่เต็มไปด้วยอาหารที่ผ่านการแปรรูปมาอย่างหนัก (UPF) สาเหตุอีกส่วนหนึ่งมาจากวิธีการเพาะปลูกที่ใช้สารเคมีปริมาณมาก ทำให้ธาตุแมกนีเซียมในดินที่ใช้ปลูกพืชลดลง

    งานวิจัยของดร.ฮีเทอร์ เฮาเซนบลาส ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การออกกำลังกาย จากมหาวิทยาลัยแจ็กสันวิลล์ของสหรัฐฯ ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2024 ระบุว่าได้ให้คนที่นอนไม่หลับหรือมีคุณภาพการนอนย่ำแย่จำนวนหนึ่ง กินแมกนีเซียมเสริมเป็นเวลา 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นได้สลับให้กินยาหลอกต่ออีก 2 สัปดาห์ โดยตลอดระยะเวลาของการทดลองทั้งหมด นักวิจัยได้ให้กลุ่มตัวอย่างสวมอุปกรณ์วัดคุณภาพการนอนติดตัวไว้ ทั้งยังให้รายงานความรู้สึกหลังตื่นนอน ว่าตนเองนอนหลับได้ดีแค่ไหนด้วย

    ดร.เฮาเซนบลาสพบว่า การหลับลึกและการหลับฝันในช่วง REM ของกลุ่มตัวอย่าง มีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้นมากกว่า เมื่อได้กินแมกนีเซียมเสริม ทีมผู้วิจัยยังคาดการณ์ว่า แมกนีเซียมอาจส่งผลดีต่อการนอนนานกว่า 2 สัปดาห์ แต่ยังไม่แน่ใจกับผลการศึกษาในส่วนนี้มากนัก

    แม้ผลการวิจัยของเธอจะพิสูจน์ว่า แมกนีเซียมจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคุณภาพดี สามารถช่วยให้คนส่วนใหญ่นอนหลับได้ดีขึ้น แต่ดร.เฮาเซนบลาสก็กล่าวเตือนไว้เช่นกันว่า แมกนีเซียมเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ยารักษาโรคนอนไม่หลับแบบครอบจักรวาล “แค่กินแมกนีเซียมก่อนนอน ไม่ช่วยแก้ปัญหาการนอนทั้งหมดที่คุณมีอยู่ได้ หากไม่ออกไปโดนแดดกลางแจ้งหรือออกกำลังกายเสียบ้าง และหากคุณยังคงกินแต่อาหารที่ผ่านการแปรรูปมาอย่างหนัก หรือมีวงจรการหลับ-ตื่น ที่ไม่แน่นอน แมกนีเซียมก็ไม่ช่วยอะไร”

    ผลการศึกษาหนึ่งที่ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อปี 2017 พบว่าการกินแมกนีเซียมเสริมทุกวัน ทำให้ภาวะเครียดวิตกกังวลและซึมเศร้าลดลงอย่างมาก โดยความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ขึ้นอยู่กับเพศ, วัย, หรือระดับความรุนแรงของโรคทางใจที่เป็นอยู่ก่อนหน้านั้น ผลวิจัยจำนวนมากยังชี้ว่า อาหารที่มีผักผลไม้อยู่ในปริมาณสูง ทำให้ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคซึมเศร้าดีขึ้น

    เปลี่ยนพฤติกรรมการกินช่วยได้ไหม ?

    แม้การกินมื้อค่ำที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ อาจยังไม่เพียงพอที่จะช่วยปรับปรุงคุณภาพการนอนได้ แต่การปรับเปลี่ยนเรื่องเวลาในการกิน หรือช่วงของมื้ออาหารที่เรากินตลอดทั้งวัน อาจส่งผลเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีได้มากขึ้น “หนึ่งในสิ่งที่สำคัญที่สุดก่อนนอน คือต้องหยุดกินก่อนเข้านอนราว 2-3 ชั่วโมง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต้องไม่กินอาหารมื้อใหญ่ที่มีแคลอรีสูงในตอนนั้นเด็ดขาด” ดร.แจนเซนกล่าว

    ดร.แจนเซนให้คำอธิบายต่อเรื่องนี้ว่า การกินแต่หัววันหรือกินแต่เฉพาะในช่วงที่ฟ้ายังไม่มืด ช่วยให้ร่างกายสามารถแยกแยะได้ดีขึ้นว่า เวลากลางวันมีไว้สำหรับการกิน และกลางคืนมีไว้สำหรับการนอน “เมื่อมีการแบ่งแยกกลางวันกลางคืนอย่างชัดเจนขึ้น สมองจะรับรู้ได้ง่ายว่าถึงเวลานอนแล้ว นอกจากนี้ สมองของคนเราเริ่มต้นใหม่ในทุกเช้า และการรับแสงแดดยามเช้าก็สำคัญ ต่อการปรับตั้งนาฬิกาชีวภาพเสียใหม่”

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, งานวิจัยบางชิ้นพบว่า การกินเมลาโทนินเสริมช่วยปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับได้ แต่เราก็สามารถจะได้รับเมลาโทนินจากอาหารเช่นกัน

    ดร.แจนเซน ยังกล่าวเสริมว่า “จังหวะเวลาในการกิน เป็นการให้สัญญาณเพื่อบอกร่างกายอีกทางหนึ่งว่า ตอนนี้เป็นเวลาไหนแล้ว ร่างกายคนเราจะรับรู้ถึงการทำงานของตนเองได้ดีที่สุด ก็ต่อเมื่อมีการทำสิ่งเดียวกัน ในเวลาเดียวกันทุกวัน”

    งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่า การการกินอาหารเช้าที่มีผลิตภัณฑ์นมเป็นส่วนประกอบหลัก ท่ามกลางแสงแดดยามเช้าที่สว่างเจิดจ้า อาจมีประโยชน์ต่อการนอน มากกว่าการกินอาหารแบบเดียวกันในห้องที่มีแต่แสงไฟสลัว เนื่องจากการกินอาหารเช้ากลางแจ้ง จะช่วยให้ร่างกายผลิตเมลาโทนินออกมามากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ดร.ซานตอนจ์บอกว่า แวดวงวิทยาศาสตร์ยังคงไม่อาจให้คำตอบที่แน่ชัด ในเรื่องที่ว่าการกินเมลาโทนินเสริม ทั้งในรูปแบบของยาหรือที่มาจากอาหารจำพวกพืช มีอิทธิพลต่อการผลิตเมลาโทนินในร่างกายหรือไม่ และส่งผลต่อการนอนหลับอย่างไร “นอกจากนี้ เรายังไม่รู้เลยว่า ระบบเผาผลาญได้รับผลกระทบจากสิ่งที่เรากินเข้าไปหรือไม่ เรื่องนี้อาจสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการนอนอย่างมาก และเราจำเป็นต้องศึกษาแบบเจาะลึก ถึงเรื่องกลไกเหล่านี้ให้มากขึ้น”

    ดร.แจนเซนเห็นพ้องกับดร.ซานตอนจ์ว่า การวิจัยเรื่องอาหารการกินกับการนอนหลับ เป็นหัวข้อที่ยากยิ่งต่อการศึกษา โดยยังมีข้อสงสัยหลายเรื่องที่ยังไม่อาจหาคำตอบได้ เช่นปริมาณของเมลาโทนินในอาหารที่เราควรได้รับ ซึ่งไม่รู้ว่าเท่าใดจึงจะเพียงพอต่อการออกฤทธิ์ให้นอนหลับได้

    “เป็นเรื่องยากที่จะศึกษาว่า ระหว่างแสงกับอาหารนั้น สิ่งใดมีอิทธิพลต่อเมลาโทนินมากกว่ากัน หรือว่าทั้งสองอย่างต่างทำงานร่วมกัน” ดร.แจนเซนกล่าว

    กินอย่างไรดีที่สุดต่อการนอนหลับ

    โดยสรุปแล้วดูเหมือนว่า อาหารแพลนต์เบสที่มีพืชเป็นองค์ประกอบหลัก มีประโยชน์ต่อการนอนหลับมากที่สุด และหากสามารถควบคุมการกิน ให้ตรงเวลาของอาหารมื้ออาหารปกติได้ตลอดวัน ก็จะยิ่งช่วยให้คุณภาพการนอนดีขึ้น

    อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิจัยได้เน้นถึงความสำคัญของปัจจัยอื่น ๆ ที่นอกเหนือไปจากอาหารด้วย เช่นการขยับเคลื่อนไหวร่างกายในช่วงกลางวัน, การสัมผัสกับแสงแดดและความมืดแบบเป็นเวลา, รวมทั้งการรักษาสุขภาพจิต ก็ช่วยให้นอนหลับง่ายและหลับสนิทด้วยเช่นกัน

    ในท้ายที่สุด ดร.ซานตอนจ์ได้กล่าวเตือนว่า เป็นเรื่องสำคัญที่เราควรจะต้องแยกแยะให้ได้ ระหว่างคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดี กับโรคหรือความผิดปกติในการนอน (sleep disorder) อย่างเช่นโรคนอนไม่หลับ (insomnia) หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (sleep apnea)

    “หากคุณมีโรคหรือความผิดปกติในการนอน คุณจะต้องเข้ารับการทดสอบเพื่อตรวจวินิจฉัย และเข้ารับการรักษา” ดร.ซานตอนจ์กล่าว “ส่วนหนึ่งของแผนการรักษา อาจรวมถึงการปรับปรุงอาหารการกินของคนไข้ แต่บางคนต้องใช้วิธีรักษาบางอย่างเพิ่มเติมที่มากไปกว่านั้น”

    คำเตือน: เนื้อหาในบทความนี้เป็นเพียงข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ผู้อ่านไม่ควรนำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติแทนคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพการดูแลสุขภาพ บีบีซีไม่มีส่วนรับผิดชอบใด ๆ ต่อการวินิจฉัยโรคของผู้อ่าน หากใช้เนื้อหาในบทความนี้เป็นหลักในการวินิจฉัยโรคดังกล่าว นอกจากนี้ บีบีซียังไม่มีส่วนรับผิดชอบต่อเนื้อหาจากลิงก์ภายนอก และไม่ได้สนับสนุนผลิตภัณฑ์หรือบริการเชิงพาณิชย์ใด ๆ ที่มีการแนะนำหรือเอ่ยถึงในหน้าเว็บไซต์นี้ กรุณาขอคำปรึกษาจากแพทย์ทั่วไปประจำตัวของคุณทุกครั้งหากมีความกังวลเรื่องสุขภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cx2xwnr3830o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FmrxvA-Yq5jLERXXhAhNi

  • อะไรอยู่เบื้องหลัง “การปล้นหนังสือครั้งใหญ่ที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2”  – BBC News ไทย

    อะไรอยู่เบื้องหลัง “การปล้นหนังสือครั้งใหญ่ที่สุดในยุโรปนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2” – BBC News ไทย

    หนังสือ

      • Author, นีนา นาซาโรวา
      • Role, บีบีซีแผนกภาษารัสเซีย

    ในเดือน เม.ย. 2022 ชายสองคนเข้าไปในห้องสมุดของมหาวิทยาลัยทาร์ตูในประเทศเอสโตเนีย และขออ่านหนังสือ 8 เล่มของศิลปินในศตวรรษที่ 19 สองคน ได้แก่ อเล็กซานเดอร์ พุชกิน กวีและนักเขียนบทละครชาวรัสเซีย และนิโคไล โกกอล นักเขียนชาวรัสเซียเชื้อสายยูเครนผู้มีชื่อเสียง

    ชายทั้งสองพูดภาษารัสเซีย และอธิบายกับเจ้าหน้าที่ห้องสมุดว่าชายที่อายุน้อยกว่ากำลังทำวิจัยเพื่อเตรียมตัวไปศึกษาต่อในสหรัฐอเมริกา

    สามเดือนต่อมา เจ้าหน้าที่สังเกตว่าหนังสือสองเล่มถูกสับเปลี่ยนเป็นของปลอม บันทึกของห้องสมุดแสดงให้เห็นว่าหนังสือทั้งสองเล่มนั้น ถูกยืมครั้งสุดท้ายโดยชายสองคนเดียวกันนี้ในเดือน เม.ย.

    บรรณารักษ์รีบตรวจสอบหนังสือคลาสสิกภาษารัสเซียอีก 6 เล่มที่เหลือ หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียด พบว่าทั้งหมดเป็นของปลอมที่ทำขึ้นอย่างแนบเนียน ซึ่งดูเหมือนของจริงเพราะมีตราประทับของห้องสมุดและหมายเลขหนังสือ

    ห้องสมุดทาร์ตูไม่ใช่เป้าหมายเดียว เพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อมา หนังสือหายากอีก 10 เล่มจากห้องสมุดของมหาวิทยาลัยทาลลินน์ในเมืองหลวงของเอสโตเนียก็หายไปเช่นกัน

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • ภาพภูมิธรรม (ซ้าย) อนุทิน (ขวา)

    • Sarvesh

    • น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และ สมเด็จฮุน เซน เมื่อครั้งที่ความสัมพันธ์ของทั้งตระกูลชินวัตรกับตระกูลฮุนยังดีอยู่

    • แพทองธาร ไหว้อำลา ครม.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ในช่วงเวลากว่า 18 เดือน หนังสือคลาสสิกภาษารัสเซียหลายฉบับ รวมถึงสิ่งพิมพ์โบราณอื่น ๆ ที่เป็นภาษารัสเซีย ถูกขโมยไปจากห้องสมุดในยุโรปกว่าสิบแห่งตั้งแต่ประเทศแถบทะเลบอลติกและฟินแลนด์ ไปจนถึงสวิตเซอร์แลนด์ และฝรั่งเศส

    ในห้องสมุดบางแห่ง หนังสือต้นฉบับถูกแทนที่ด้วยของปลอม ส่วนในที่อื่น ๆ หนังสือถูกนำออกจากห้องสมุดไปและไม่เคยถูกส่งคืนอีกเลย

    ในการติดตามเหตุโจรกรรมครั้งนี้ ทางสำนักงานตำรวจยุโรป (Europol) ซึ่งเป็นหน่วยงานความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายของสหภาพยุโรป จึงเปิดการสอบสวนภายใต้ชื่อปฏิบัติการว่า “โอเปอร์เรชัน พุชกิน (Operation Pushkin)”

    ภายใต้ปฏิบัติการนี้ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจมากกว่า 100 นาย โดยพวกเขาเข้าตรวจค้นทรัพย์สินในหลายแห่งในหลายประเทศ

    จนถึงตอนนี้นี้ มีผู้ต้องสงสัยถูกติดตามและจับกุมแล้วทั้งหมด 9 คน ทั้งหมดเป็นพลเมืองของประเทศจอร์เจีย

    Collage with images of Gogol and the convicted Beka Tsirekidze

    คำบรรยายภาพ, เบกา ซิเรคิดเซ ผู้ต้องโทษคดีขโมยหนังสือ ซึ่งปรากฏอยู่ทางขวามือของภาพร่วมกับภาพของนิโคไล โกกอล บอกกับบีบีซีว่าตนเองรู้สึกเหมือนเป็น “พ่อมด” เมื่ออยู่กับหนังสือ

    “เหมือนพ่อมดที่ใช้หนังสือเป็นเวทมนตร์”

    เบกา ซิเรคิดเซ วัย 48 ปี เป็นคนแรกที่ถูกจับกุม เขาถูกดำเนินคดีและตัดสินว่ามีความผิดใน 3 ข้อหาจากสองประเทศพร้อมกัน ได้แก่ ลัตเวียและเอสโตเนีย ซึ่งรวมถึงคดีขโมยหนังสือจากห้องสมุดในมหาวิทยาลัยทาร์ตู และมหาวิทยาลัยทาลลินน์

    ปัจจุบัน ซิเรคิดเซกำลังรับโทษจำคุกเป็นเวลา 3 ปี 3 เดือนในเอสโตเนีย ซึ่งที่นั่นนักโทษได้รับอนุญาตให้สัมภาษณ์กับนักข่าวได้

    จากในเรือนจำ ซิเรคิดเซให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่าเขาเริ่มเข้าสู่วงการหนังสือเก่าตั้งแต่ปี 2008 ผ่านการซื้อ ซ่อมแซม และขายต่อ เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว และเมื่อถูกถามเกี่ยวกับการศึกษาด้านการบูรณะหนังสือ เขาตอบว่าตนเองเรียนรู้ทุกอย่างจากการลงมือทำจริง

    “ผมเหมือนพ่อมดที่ใช้หนังสือเป็นเวทมนตร์ ผมสามารถถือหนังสือไว้ในมือ แล้วรู้ได้ทันทีว่ามันมีมูลค่าเท่าไร และจะขายได้เท่าไรในการประมูล” เขากล่าว

    การมีปัญหากับกฎหมายครั้งแรกของซิเรคิดเซ เกิดขึ้นในปี 2016 เมื่อเขาถูกตัดสินว่ามีความผิดในประเทศจอร์เจีย จากการขโมยหนังสือโบราณจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทบิลิซี และเขายอมรับผิดในขณะนั้น จนได้รับโทษเป็นการรอลงอาญาในเวลาต่อมา

    A collage depicting a police officer from behind and the National Library of Latvia in the background

    คำบรรยายภาพ, หนังสือเก่าและมีค่ามักจะหายไปจากห้องสมุดมหาวิทยาลัย เพราะหัวขโมยเชื่อว่าจะไม่มีใครสังเกตเห็นว่ามันหายไปเป็นเวลาหลายเดือน

    “การปล้นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2”

    ในเดือน ต.ค. ปี 2023 คู่รักวัยหนุ่มสาวคู่หนึ่งนั่งอยู่ในห้องอ่านหนังสือของห้องสมุดมหาวิทยาลัยวอร์ซอ เป็นชายสวมหมวกแก๊ปสีดำและหญิงสาวผมแดง

    ทั้งสองเปิดดูหนังสือเก่าไปเรื่อย ๆ และในช่วงหนึ่ง ชายหนุ่มก็หันไปจูบแก้มของหญิงสาว

    เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ถูกบันทึกไว้โดยกล้องวงจรปิดของห้องสมุด

    ชายหนุ่มคนนั้นคือ มาเต ซิเรคิดเซ ลูกชายของเบกา และหญิงสาวคือ อานา โกโกลาดเซ ภรรยาของเขา ทั้งคู่ถูกจับกุมในเวลาต่อมา ตามมาด้วยการถูกตัดสินว่ามีความผิดข้อหาขโมยหนังสือมูลค่าเกือบ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3,300,000 ล้านบาท) จากห้องสมุดแห่งนั้น

    มหาวิทยาลัยวอร์ซอมีคอลเลกชันหนังสือที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ทั้งหนังสือก่อนและหลังยุคโซเวียต หนังสือเหล่านี้รอดพ้นจากเหตุการณ์ลุกฮือในกรุงวอร์ซอปี 1944 มาได้อย่างปาฏิหาริย์ แม้ตัวอาคารจะถูกไฟไหม้

    ศาสตราจารย์เฮียโรนิม กราลา จากมหาวิทยาลัยวอร์ซอ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า “พวกเราเป็นคนรุ่นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า มีใครบางคนเคยช่วยรักษาหนังสือเหล่านี้ไว้เพื่อพวกเรา”

    ตลอดระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี หนังสือหายากจำนวน 73 เล่ม มูลค่ารวมเกือบ 600,000 ดอลลาร์ สหรัฐ (ราว 19.8 ล้านบาท) ถูกขโมยไปจากห้องสมุด และบางคนที่เกี่ยวข้องกับคดียังไม่ถูกจับกุมจนถึงตอนนี้

    “นี่คือการปล้นครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2” ศาสตราจารย์กราลาอธิบายความรุนแรงของอาชญากรรมครั้งนี้ และเสริมว่า “มันเหมือนกับการงัดอัญมณีออกจากมงกุฎ”

    A collage featuring a young couple at a table in a library, a police car and University of Warsaw Library buildings in the background

    คำบรรยายภาพ, มาเต ซิเรคิดเซ และ อานา โกโกลาดเซ เล็งเป้าหมายไปที่ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยวอร์ซอ

    เจ้าหน้าที่ห้องสมุดไม่ได้สังเกตเห็นการสับเปลี่ยนหนังสือในทันที

    “มีเลขทะเบียนหนังสืออยู่ หนังสือก็มีขนาดเท่าเดิม และไม่มีช่องว่างบนชั้นหนังสือ” ศาสตราจารย์กราลา กล่าว

    “ไม่มีข้อสงสัยเลยว่า กลุ่มหัวขโมยที่มาถึงตั้งแต่แรกมีเป้าหมายชัดเจนและเตรียมตัวมาอย่างดี พวกเขาน่าจะทำหนังสือปลอมที่มีคุณภาพสูงไว้ล่วงหน้า” ศาสตราจารย์กราลากล่าวกับบีบีซี

    เขากล่าวต่อว่า การปฏิรูประบบห้องสมุดครั้งล่าสุดอาจมีส่วนทำให้การโจรกรรมเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการผ่อนคลายกฎระเบียบ ที่ทำให้สามารถเข้าถึงหนังสือหายากและหนังสือเก่าได้ เนื่องจากมีการควบคุมดูแลน้อยลง

    การเปลี่ยนแปลงนี้ เดิมทีมีจุดประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อ่านเข้าถึงหนังสือได้มากขึ้น

    ตราประทับเล็ก ๆ

    พีออตร์ ดรูชนิน ผู้เชี่ยวชาญด้านหนังสือหายากและนักสะสม กล่าวว่าตามธรรมเนียมแล้ว ห้องสมุดทั่วโลกจะประทับตราไว้บนหนังสือทุกเล่ม โดยขนาดของตราประทับจะแตกต่างกันไปตามประเทศและห้องสมุด ตัวอย่างเช่น ประเทศรัสเซียมักใช้ตราประทับที่ชัดเจนและเด่นชัด

    ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ในทางทฤษฎี เราสามารถใช้ตราประทับเหล่านี้ในการระบุได้ว่าหนังสือเล่มใดอาจถูกขโมยไปจากห้องสมุด

    อย่างไรก็ตาม มันไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป เนื่องจากบางครั้งห้องสมุดก็ขายหนังสือออกไปเพราะเป็นหนังสือที่มีซ้ำหลายเล่มอย่างเช่นในยุคโซเวียต ซึ่งเกิดจากพื้นที่จัดเก็บขาดแคลน

    บางทีห้องสมุดบางแห่งอาจถูกยุบและปิดตัวลง อย่างที่เกิดขึ้นกับห้องสมุดของหน่วยงานต่าง ๆ หลายแห่งในช่วงยุคเปเรสตรอยกา (Perestroika)

    นอกจากนี้ ดรูชนินยังกล่าวด้วยว่า มันยังเป็นเรื่องยากที่จะระบุที่มาของหนังสือที่มีตราประทับตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 หรือก่อนหน้านั้น

    “ถ้าตราประทับมาจากศตวรรษที่ 18 หรือ 19 เราก็ไม่รู้ว่าหนังสือเล่มนั้นผ่านอะไรมาบ้าง ใช่ มันมาจากที่นั่น [ห้องสมุด] จริง แต่ไม่มีใครรู้ว่ามันออกไปจากที่นั่นได้อย่างไร”

    ตราประทับของห้องสมุดยังสามารถถูกลบออกได้ด้วยสารเคมี หรือหน้าหนังสือเก่าในเล่มอาจถูกแทนที่ด้วยหน้าที่พิมพ์ใหม่บนกระดาษแผ่นเก่า ซึ่งร่องรอยของการดัดแปลงเหล่านี้ มักจะถูกสังเกตเห็นโดยนักสะสมหรือผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

    ในบางกรณีหนังสือเก่าในห้องสมุดอาจไม่มีตราประทับเลย เพราะมันถูกนำเข้ามาในคอลเลกชัน ก่อนที่การประทับตราจะกลายเป็นแนวปฏิบัติมาตรฐาน

    A collage depicting a book being hidden in the bosom of a coat, with the MSU library building in the background

    คำบรรยายภาพ, บางครั้งหัวขโมยก็แค่หยิบหนังสือออกจากห้องสมุด แล้วไม่เคยนำกลับมาคืนอีกเลย

    หลายพันล้านดอลลาร์

    “ทองครึ่งกิโลกรัม มูลค่า 60,000 ดอลลาร์ (ราว 2.17 ล้านบาท) มีเจ้าหน้าที่ติดอาวุธ 22 คนคอยเฝ้า ส่วนหนังสือสองเล่มที่มีมูลค่าเท่ากัน กลับวางอยู่ที่ไหนสักแห่งในห้องสมุดแห่งหนึ่งในยุโรป และมีหญิงชราตัวเล็กคนเดียวคอยดูแล ซึ่งบ่อยครั้งก็ไม่มีแม้แต่กล้องวงจรปิด” ซิเรคิดเซ กล่าวกับ บีบีซีจากเรือนจำในเอสโตเนีย

    แล้วอะไรคือปัจจัยที่ผลักดันให้ราคาหนังสือเหล่านี้สูงลิ่ว โดยเฉพาะวรรณกรรมคลาสสิกของรัสเซียในศตวรรษที่ 19 ซึ่งราคามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

    ดรูชนินชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของหนังสือรัสเซียหายากในตลาดระหว่างปี 2022-2024 ซึ่งเป็นช่วงที่คลื่นอาชญากรรมในยุโรปพุ่งสูงสุด

    ผู้เชี่ยวชาญควรจะรู้ว่า “นี่ไม่ใช่การขายจากคอลเลกชันส่วนตัว” เขากล่าว

    เขากล่าวต่อว่า กลุ่มผู้ซื้อหนังสือราคาแพงซึ่งเป็นแวดวงจำกัด อาจมองว่าการซื้อของพวกเขาเป็นการกระทำที่แสดงถึงความรักชาติ

    “นี่คือช่วงเวลาแห่งการนำหนังสือสำคัญกลับคืนสู่มาตุภูมิในเชิงประวัติศาสตร์” เขากล่าว

    มิคาอิล ซัมทารัดเซ พลเมืองชาวจอร์เจีย คืออีกหนึ่งตัวอย่าง เขาถูกตัดสินว่ามีความผิดในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา หลังจากขโมยและขายหนังสือมีค่าจากห้องสมุดมหาวิทยาลัยวิลนีอุสในประเทศลิทัวเนีย

    ซัมทารัดเซลงทะเบียนเข้าใช้ห้องสมุดโดยใช้เอกสารปลอม และสั่งหนังสือหายากจำนวน 17 ฉบับ ซึ่งส่วนใหญ่มีตราประทับ จากนั้นเขาสับเปลี่ยนหนังสือ 12 เล่มด้วยฉบับที่ทำสำเนาขึ้นมา และนำหนังสือหายากอีก 5 เล่มออกจากห้องสมุด โดยไม่ส่งคืน

    มูลค่ารวมของหนังสือที่ถูกขโมยนั้นประเมินไว้ใกล้เคียงกับ 700,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 23.1 ล้านบาท)

    ซัมทารัดเซให้การในศาลว่า เขาขโมยหนังสือเหล่านั้นตามคำสั่งจากกรุงมอสโก จากนั้นเขาแพ็กหนังสือรวมกันแล้วส่งไปยังประเทศเบลารุสด้วยรถโดยสารประจำทาง และได้รับค่าตอบแทนเป็นสกุลเงินคริปโตจำนวน 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 990,000 ล้านบาท)

    เขาอ้างว่าหนังสือที่ถูกทำสำเนาขึ้นมา รวมถึงเอกสารปลอมต่าง ๆ ก็ถูกส่งมาจากรุงมอสโกเช่นกัน

    ซัมทารัดเซกล่าวว่าลูกค้าของเขาเป็นบุคคลระดับสูงในบริษัทจัดการประมูลแห่งหนึ่งในกรุงมอสโก

    A collage depicting a sample stamp from stolen books from a library in Vilnius

    คำบรรยายภาพ, ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าเพียงแค่หนังสือเล่มหนึ่งมีตราประทับเก่า ก็ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นหนังสือที่ถูกขโมยมาจากห้องสมุดเสมอไป

    นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บริษัทจัดการประมูลถูกจับตามอง

    ตามข้อมูลจากศาสตราจารย์กราลา มีหนังสืออย่างน้อย 4 เล่มจากห้องสมุดมหาวิทยาลัยวอร์ซอ ที่ถูกขายผ่านบริษัทจัดการประมูลชื่อว่า ลิทฟันด์ (LitFund) ในกรุงมอสโกช่วงปลายปี 2022 และในปี 2023

    บีบีซีมีภาพหน้าจอจากศาสตราจารย์กราลา ซึ่งแสดงเว็บไซต์ประมูลที่มีหนังสือที่คาดว่าเป็นส่วนหนึ่งของคอลเลกชันจากห้องสมุด

    หนึ่งในหนังสือที่ถูกประมูลคือ The Tales of Ivan Belkin (เรื่องเล่าของอีวาน เบลกิน) ของพุชกิน ซึ่งมีตราประทับจากศตวรรษที่ 19 ปรากฏอย่างชัดเจนในภาพถ่ายของหนังสือฉบับนั้น

    อีกชุดหนึ่งในการประมูลเดียวกัน คือ หนังสือรวมบทกวีของพุชกินจำนวน 4 เล่ม ซึ่งสามารถเห็นตราประทับของมหาวิทยาลัยวอร์ซอ โดยภาพนี้ปรากฏบนหน้าเว็บไซต์ของบริษัทประมูล ซึ่งขณะนี้ถูกลบไปแล้ว

    เซอร์เกย์ เบอร์มิสตรอฟ ผู้อำนวยการของบริษัทลิทฟันด์ กล่าวว่าการดำเนินงานของบริษัทประมูลเป็นไปตามกรอบกฎหมายของสหพันธรัฐรัสเซีย และบริษัทจะไม่รับหนังสือที่มีตราประทับของห้องสมุดของรัฐที่ยังเปิดทำการอยู่มาขาย

    เบอร์มิสตรอฟกล่าวเพิ่มเติมว่า เจ้าของหนังสือจะต้องลงนามในสัญญากับบริษัทประมูล เพื่อยืนยันว่าแหล่งที่มาของหนังสือที่นำมาประมูลนั้นถูกต้องตามกฎหมาย จากนั้นหนังสือแต่ละเล่มจะถูกตรวจสอบอย่างละเอียดโดยผู้เชี่ยวชาญของบริษัท เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีตราประทับหรือเครื่องหมายอื่นใดจากห้องสมุดที่ยังเปิดทำการอยู่

    เขากล่าวกับบีบีซีด้วยว่าตราประทับเก่าไม่ได้ทำให้เกิดข้อสงสัยเสมอไป

    “ในช่วงหลังการปฏิวัติ มีหนังสือจำนวนมหาศาลจากห้องสมุดของจักรวรรดิรัสเซียที่ถูกแจกจ่ายไปทั่วโลก และไปอยู่ในคอลเลกชันของรัฐและเอกชนจำนวนมาก ดังนั้นหนังสือที่ไปอยู่ในคอลเลกชันส่วนตัว จึงสามารถหมุนเวียนในตลาดโลกได้อย่างเสรี”

    ด้านศาสตราจารย์กราลากล่าวกับบีบีซีว่าประเด็นเรื่องตราประทับเก่านั้นมีความซับซ้อน

    “ถ้ามีตราประทับอันเก่าแก่ของห้องสมุดมหาวิทยาลัยวอร์ซอ และยังมีเลขทะเบียนอันเป็นประวัติศาสตร์ให้เห็นอยู่ นั่นถือว่าเป็นสิ่งของทางประวัติศาสตร์ในตัวมันเอง [ไม่มีใคร] จะประทับตราใหม่หรือใส่รหัสใหม่ลงไป พวกมันอยู่กับตราเหล่านี้มา 200 ปี และไม่ได้รับการประทับตราใหม่เพราะเป็นการให้เกียรติ” เขากล่าวกับบีบีซี

    ขณะเดียวกัน ปฏิบัติการพุชกินยังไม่สิ้นสุด อย่างน้อยหนึ่งผู้ต้องสงสัยกำลังรอการพิจารณาคดีในฝรั่งเศส โทษฐานขโมยหนังสือจากห้องสมุดที่นั่น และทางการเชื่อว่ายังมีอาชญากรอีกหลายคนที่ยังลอยนวล เช่นเดียวกับหนังสือทรงคุณค่าหลายเล่มของยุโรปที่ยังคงสูญหาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cp94egy2dg4o&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MrFtCX7NoCEJ5-e3O6PmA

  • วท.ชม.ดำเนินโครงการประชุมชี้แจงการใช้ระบบศูนย์เครือข่ายกำลังคนอาชีวศึกษา (V-COP)

    วท.ชม.ดำเนินโครงการประชุมชี้แจงการใช้ระบบศูนย์เครือข่ายกำลังคนอาชีวศึกษา (V-COP)

    วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2568 ดร.วัชรพงศ์ ฝั้นติ๊บ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ และรักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มอบหมายให้นายชรันต์ยุทธ์ บุญยง รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากร เป็นประธานในพิธีเปิด โครงการประชุมชี้แจงการใช้ระบบศูนย์เครือข่ายกำลังคนอาชีวศึกษา (V-COP) และติดตามภาวะ
    การมีงานทำของนักเรียนนักศึกษา ประจำปีงบประมาณ 2568 พร้อมด้วย นางสาวเขมจิรา บุญสุข หัวหน้างานแนะแนวและจัดหางาน ครูที่ปรึกษานักเรียน นักศึกษา ที่จบการศึกษาประจำปีการศึกษา 2567 และครูแนะแนวประจำแผนกวิชา เข้าร่วมโครงการในครั้งนี้

    โดยการจัดโครงการฯในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างฐานข้อมูลส่วนตัวให้นักเรียน นักศึกษา สถานศึกษา และสถานประกอบการ ของวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่ ให้เป็นฐานข้อมูลสำหรับนักเรียน นักศึกษา เพื่อรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลและประวัติการศึกษา นักเรียนนักศึกษาปัจจุบัน รวมถึง ติดตามภาวะการมีงานทำของนักเรียนนักศึกษาที่จบปีการศึกษา 2567 โดยมีคณะครูที่ปรึกษานักเรียนนักศึกษาที่จบปีการศึกษา 2567 ระดับ ปวช.และปวส. และคณะครูแนะแนวแต่ละแผนกวิชา เข้าร่วมการอบรม ในครั้งนี้ รวมทั้งสิ้น จำนวน 75 คน

    ในการจัดอบรมครั้งนี้ได้รับความอนุเคราะห์วิทยากรผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 2 ท่าน ร่วมบรรยายให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมการประชุม ได้แก่
    1.นายจักรวี สมศักดิ์ตระกูล ตำแหน่งครูชำนาญการ ครูวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่
    2.นายอนุชาติ รังสิยานนท์ ตำแหน่งครูชำนาญการ ครูวิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่
    ซึ่งในการดำเนินการครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อคณะครู เพื่อจะนำเอาความรู้ที่ได้รับนำไปใช้ในการสร้างฐานข้อมูลสำหรับนักเรียน เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างนักเรียน นักศึกษา สถานศึกษา และสถานประกอบการ ต่อไป
    ณ ห้องประชุมสุธาธรรม วิทยาลัยเทคนิคเชียงใหม่

      ร่วมแสดงความคิดเห็น

      ———————————-
      News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3756914/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vMJJYso9d1yo083CPSJSb

    1. Gen Z เรียนวิชาการเงินตอนนี้ เหมือนมีเงินติดตัวแล้ว 3 ล้าน

      Gen Z เรียนวิชาการเงินตอนนี้ เหมือนมีเงินติดตัวแล้ว 3 ล้าน

      มีเพียงวินัยออมเงินอย่างเดียว อาจไม่พอแล้วสำหรับโลกที่ต้องการความมั่นคงและมั่งคั่งทางการเงิน เพราะสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องเรียนรู้คือ ความรู้การเงิน หรือ Financial Literacy ทั้งระบบ เพราะนี่คืออีกหนึ่งทักษะสำคัญของคนในศตวรรษนี้

      ทิม เรนเซตต้า ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Next Gen Personal Finance (NGPF) องค์กรไม่แสวงกำไรที่มุ่งเน้นให้ความรู้ด้านการเงินในสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า การขายหุ้นหนีเมื่อราคาลง แล้วพลาดโอกาสทำกำไรเมื่อราคากลับขึ้น คือหนึ่งในข้อผิดพลาดที่นักลงทุนมือใหม่มักเผชิญ เมื่อตลาดเกิดภาวะความผันผวนรุนแรง

      นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมการมีความเข้าใจพื้นฐานด้านการเงินส่วนบุคคลจึงเป็นบทเรียนสำคัญ

      จากรายงานของบริษัทที่ปรึกษา Tyton Partners และ NGPF ในปี 2567 ให้ข้อมูลว่า การเรียนวิชาการเงินส่วนบุคคลใน 1 ภาคการศึกษา ให้มูลค่าทางเศรษฐกิจถึง 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อคน หรือกว่า 3 ล้านบาท

      และเมื่อมีจำนวนคนรุ่นใหม่เข้าใจเรื่องการเงินการลงทุนมากขึ้นเท่าไหร่ ตัวเลขนี้ก็จะทวีคูณขึ้นไปมากขึ้นเท่านั้น จากการเรียนรู้วิธีป้องกันหนี้บัตรเครดิต หรือการใช้บัตรเครดิตเพื่อสิทธิประโยชน์สูงสุด รวมไปถึงการลงทุนเพื่อการเกษียณ

      การมุ่งเน้นพัฒนาหลักสูตรการเงินส่วนบุคคลในระดับชั้นมัธยมศึกษากำลังเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในสหรัฐอเมริกา

      ในรัฐเคนทักกีถือเป็นรัฐที่ 27 ที่กำหนดให้นักเรียนมัธยมฯ ต้องศึกษาวิชาการเงินส่วนบุคคลก่อนจบการศึกษา นอกจากนี้ ยังมีร่างกฎหมายการศึกษาการเงินส่วนบุคคลอีก 43 ฉบับ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาใน 17 รัฐ

      ซึ่งหากไม่มีมาตรการดังกล่าวเข้ามากำหนด นักเรียนของสหรัฐฯ จะมีโอกาสในการเข้าถึงความรู้ด้านการเงินส่วนบุคคลน้อยมาก เปรียบเทียบได้ว่า ในนักเรียน 10 คน จะมีเพียง 1 คนที่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการเงิน

      จากการสำรวจของ Thairath Money ผ่านรายการ Pocket Diaries ในหัวข้อ “วิชาการเงินที่เด็ก Gen Z อยากเรียน” พบว่า จากการสัมภาษณ์กลุ่มคนอายุ 15 – 25 ปี ทั้งหมด 7 คน

      ทุกคนมีความสนใจเรียนรู้เกี่ยวกับการลงทุนมากกว่าการออมเงิน และเมื่อแยกย่อยประเด็นด้านประเภทสินทรัพย์การลงทุนพบว่า มีความสนใจลงทุนในหุ้นเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยสินทรัพย์จริง (Real Asset) เช่น ทอง และอื่น ๆ

      ส่งผลให้ “วิชาการลงทุน” เป็นวิชาที่ผู้ตอบแบบสอบถามอยากให้บรรจุอยู่ในหลักสูตรการศึกษาของไทยมากที่สุด โดยให้เหตุผลว่า การลงทุนมีรายละเอียดที่ซับซ้อน ทั้งเงื่อนไขผลตอบแทน และลักษณะการลงทุน ส่งผลให้การทำความเข้าใจด้วยตนเองเป็นเรื่องยาก การมีสถาบันการศึกษาเข้ามาสอนพื้นฐานจึงเป็นประโยชน์

      นอกจากเรื่องการลงทุน “วิชาภาษี” เป็นหัวข้อรองลงมาที่กลุ่มคนรุ่นใหม่สนใจเรียน โดยต้องการเรียนรู้ครอบคลุมประเด็นเกี่ยวกับระบบการเก็บภาษี และหน้าที่ของผู้เสียภาษี

      ในผลการสำรวจของทั้งไทยและต่างประเทศต่างชี้ให้เห็นถึงหมุดหมายการพัฒนาเรื่อง “การเงินส่วนบุคคลของคนรุ่นใหม่” ที่มีความสนใจเรียนรู้ประเด็นนี้ แต่ในภาพใหญ่ประเด็นเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาหลักสูตรการศึกษา

      เพราะการสอนเรื่องการเงิน คือ นวัตกรรมที่สร้างความมั่งคั่งได้ยืนยาวที่สุด ยาเนลี เอสปิแนล ผู้อำนวยการฝ่ายเผยแพร่การศึกษาของ NGPF กล่าว

      ———————————-
      News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/personal_finance/financial_planning/2879567&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1hTKK2cuCaLEpWXv3Say_D

    2. รร.แม่กุวิทยาคม ต้นแบบการบริหารสถานศึกษาในสังคมพหุวัฒนธรรมกลุ่มนักเรียนชายขอบ

      รร.แม่กุวิทยาคม ต้นแบบการบริหารสถานศึกษาในสังคมพหุวัฒนธรรมกลุ่มนักเรียนชายขอบ

      การศึกษา

      รร.แม่กุวิทยาคม ต้นแบบการบริหารสถานศึกษาในสังคมพหุวัฒนธรรมกลุ่มนักเรียนชายขอบ

      วันจันทร์ ที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2568, 00.07 น.

      ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

      รร.แม่กุวิทยาคม ต้นแบบการบริหารสถานศึกษาในสังคมพหุวัฒนธรรมกลุ่มนักเรียนชายขอบ

      การบริหารสถานศึกษาในสังคมพหุวัฒนธรรมกลุ่มนักเรียนชายขอบ ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเขตพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนแม่สอด โรงเรียนแม่กุวิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก

       อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เมืองชายแดนไทย–เมียนมาที่ขึ้นชื่อเรื่องความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภาษา และวัฒนธรรม กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วภายใต้บริบท “เขตพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน” ท่ามกลางความท้าทายเช่นนี้ โรงเรียนแม่กุวิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาตาก ได้รับการยอมรับให้เป็น “ต้นแบบการบริหารสถานศึกษาในสังคมพหุวัฒนธรรมกลุ่มนักเรียนชายขอบ” โดยมุ่งสร้าง โอกาส ทางการศึกษา ควบคู่กับการรับมือ ความท้าทาย ของความแตกต่างอย่างสมดุล

      ดร.ลาวัลย์ เกติมา ผู้อำนวยการโรงเรียนแม่กุวิทยาคม เปิดเผยว่า โรงเรียนได้ออกแบบกรอบการบริหารผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1. การบริหารสถานศึกษาชายขอบ (DOKCARES) ครอบคลุม 8 องค์ประกอบ ตั้งแต่การพัฒนา การสร้างโอกาส ความรู้ ความร่วมมือ การปฏิบัติ การติดตามผล การประเมินผล ไปจนถึงความยั่งยืน 2.การเสริมสร้างสังคมพหุวัฒนธรรมกลุ่มนักเรียนชายขอบ บูรณาการวิถีวัฒนธรรมในกิจกรรมการเรียนรู้ เสริมภาวะผู้นำทางวัฒนธรรม และสร้างบรรยากาศการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ  3.การจัดการศึกษาที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเขตพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนแม่สอด มุ่งพัฒนาทักษะนักเรียน 5 ด้าน ทั้งภาษา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อาชีพ สุขภาวะ และสิ่งแวดล้อม

      ผลจากการดำเนินงานทำให้ครูทุกคนพัฒนาผ่านกระบวนการ PLC และใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ได้ครบ 100% ขณะที่นักเรียนก็มีพัฒนาการเด่นชัด ทั้งทักษะภาษาอังกฤษ–เมียนมา โครงงานวิทยาศาสตร์ IS การฝึกอาชีพจริงใน “แคขาวคาเฟ่” การดูแลสุขภาพกายใจ และการรักษ์สิ่งแวดล้อม

      ความสำเร็จนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงคุณภาพของโรงเรียน แต่ยังส่งผลต่อชุมชนรอบข้าง ทั้งการพัฒนาอาชีพ กิจกรรมวัฒนธรรม และบริการวิชาการ จนโรงเรียนแม่กุวิทยาคมได้รับการยอมรับว่าเป็นต้นแบบการบริหารจัดการสถานศึกษาที่มีประสิทธิภาพ

      ทั้งหมดนี้ยืนยันว่า “การบริหารสถานศึกษาในสังคมพหุวัฒนธรรมกลุ่มนักเรียนชายขอบ ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเขตพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนแม่สอด” ไม่ได้เป็นเพียงกลไกการบริหาร แต่คือพลังสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบให้แก่ครู นักเรียน โรงเรียน และชุมชนชายแดน ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

      ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

      ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

      ———————————-
      News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/education/444575&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xc0gHYYGnEKtRDY5LmAd1

    3. โฆษกไทยสร้างไทยย้ำ

      โฆษกไทยสร้างไทยย้ำ

      โฆษกไทยสร้างไทยย้ำ ‘เพื่อไทย’หมดความชอบธรรมจัดตั้งรัฐบาล

      วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 13.08 น.

      โฆษกไทยสร้างไทยย้ำ “เพื่อไทยหมดความชอบธรรมจัดตั้งรัฐบาล” ชี้ประเทศต้องการผู้นำใหม่ แก้ทั้งความมั่นคงและเศรษฐกิจ

      นายปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย แถลงว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้นายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยพ้นจากตำแหน่งเพราะปัญหาด้านความมั่นคง สะท้อนชัดว่า พรรคเพื่อไทยหมดความชอบธรรมที่จะจัดตั้งรัฐบาลต่อไป

      โฆษกพรรคไทยสร้างไทย ระบุว่าปัญหาความมั่นคงคือโจทย์ใหญ่ของประเทศในขณะนี้ และเมื่อผู้นำจากพรรคเพื่อไทยต้องหลุดจากตำแหน่งด้วยเหตุผลนี้ การยื้อเพื่อจัดตั้งรัฐบาลต่อ จึงไม่สามารถนำพาประเทศก้าวข้ามวิกฤติได้

      โฆษกพรรคไทยสร้างไทยเห็นว่า รัฐบาลใหม่ต้องเข้ามาแก้ไขปัญหาความมั่นคงอย่างจริงจัง ควบคู่กับการแก้ปัญหาปากท้องและเศรษฐกิจตามข้อเสนอที่พรรคได้เสนอไว้ จึงจะทำให้ประเทศเดินหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

      นายปริเยศ ยังเตือนนักการเมืองทุกฝ่ายว่า ต้องเห็นแก่ประโยชน์ของชาติบ้านเมือง อย่าเพียงมุ่งหวังตำแหน่งครั้งสุดท้ายก่อนการยุบสภา เพราะหากขาดความสุจริตและไม่ทำเพื่อประชาชน คนไทยจะไม่ให้อภัยนักการเมืองยุคนี้อีกเลย

      .-008

      ข่าวที่เกี่ยวข้อง

      ———————————-
      News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/910877&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw14i3JHQNErYwU9sN12XAHJ

    4. นวัตกรรมพลังงานคลื่นลูกใหญ่ ท่าเรือลอสแองเจลิสเปิดตัวระบบผลิตไฟฟ้าจากทะเล

      นวัตกรรมพลังงานคลื่นลูกใหญ่ ท่าเรือลอสแองเจลิสเปิดตัวระบบผลิตไฟฟ้าจากทะเล

      ท่าเรือลอสแองเจลิสในรัฐแคลิฟอร์เนียเปิดตัวโครงการนวัตกรรมระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานคลื่นทะเล โดยใช้เครื่องลูกลอยสีน้ำเงินที่เคลื่อนไหวไปตามคลื่นลูกใหญ่ เพื่อแปลงพลังงานจากทะเลให้กลายเป็นกระแสไฟฟ้าที่ใช้งานได้จริง

      อินนา บราเวอร์แมน ผู้ร่วมก่อตั้งสตาร์ทอัพอิสราเอล Eco Wave Power หวังที่จะขยายระบบไปยังหลายสิบแห่งเพิ่มเติม

      อินนา บราเวอร์แมน ผู้ร่วมก่อตั้งสตาร์ทอัพอิสราเอล Eco Wave Power หวังที่จะขยายระบบไปยังหลายสิบแห่งเพิ่มเติม

      เทคโนโลยีพลังงานคลื่นลูกใหญ่

      อินนา บราเวอร์แมน ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพ Eco Wave Power จากอิสราเอล อธิบายว่าโครงการนี้มีระบบการทำงานที่เรียบง่าย โดยใช้แผ่นลูกลอยคล้ายคีย์เปียโนที่เคลื่อนไหวขึ้นลงตามคลื่น แผ่นลูกลอยเหล่านี้เชื่อมต่อกับลูกสูบไฮดรอลิกที่ดันของเหลวที่ย่อยสลายได้ผ่านท่อไปยังถังสะสมแรงดันขนาดใหญ่สีแดง

      เมื่อแรงดันถูกปล่อยออก ระบบจะหมุนกังหันเพื่อสร้างกระแสไฟฟ้า หากโครงการนำร่องนี้ได้รับความเชื่อมั่นจากเจ้าหน้าที่รัฐแคลิฟอร์เนีย บราเวอร์แมนหวังว่าจะติดตั้งแผ่นลูกลอยหลายร้อยชิ้นตลอดเขื่อนกันคลื่นยาว 13 กิโลเมตร ซึ่งจะสร้างไฟฟ้าเพียงพอสำหรับบ้าน 60,000 หลังคาเรือนในสหรัฐอเมริกา

      ผู้สนับสนุนเทคโนโลยีกล่าวว่า พลังงานจากคลื่นเป็นแหล่งพลังงานที่หมุนเวียนได้ไม่รู้จบ

      ผู้สนับสนุนเทคโนโลยีกล่าวว่า พลังงานจากคลื่นเป็นแหล่งพลังงานที่หมุนเวียนได้ไม่รู้จบ

      ข้อได้เปรียบเหนือพลังงานทดแทนอื่น

      ผู้สนับสนุนเทคโนโลยีนี้ระบุว่าพลังงานคลื่นเป็นแหล่งพลังงานที่หมุนเวียนไม่รู้จบและเชื่อถือได้เสมอ แตกต่างจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในเวลากลางคืน หรือพลังงานลมที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ทะเลมีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

      ตามข้อมูลจากกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกา คลื่นบริเวณชายฝั่งตะวันตกของอเมริกาสามารถผลิตไฟฟ้าเพียงพอสำหรับบ้าน 130 ล้านหลังคาเรือนในทางทฤษฎี หรือคิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของไฟฟ้าที่สหรัฐอเมริกาใช้ต่อปี

      อุปสรรคและความท้าทาย

      อย่างไรก็ตาม พลังงานคลื่นยังคงเป็นพลังงานทดแทนที่ด้อยกว่าแหล่งพลังงานหมุนเวียนอื่นที่เป็นที่รู้จัก และยังไม่ได้รับการพัฒนาเชิงพาณิชย์ในขนาดใหญ่เพียงพอ ที่ผ่านมาเต็มไปด้วยการล้มเหลวของบริษัทต่าง ๆ และโครงการที่จมลงเนื่องจากความรุนแรงของทะเลลึก

      การพัฒนาอุปกรณ์ที่แข็งแกร่งพอจะทนต่อความแรงของคลื่น พร้อมทั้งส่งกระแสไฟฟ้าผ่านสายเคเบิลใต้น้ำไปยังชายฝั่งเป็นงานที่ยากมาก บราเวอร์แมนกล่าวว่า โครงการของคู่แข่งเกือบ 99 เปอร์เซ็นต์เลือกติดตั้งกลางทะเล ซึ่งมีต้นทุนสูงมากและเสียหายตลอดเวลา จึงทำให้โครงการไม่สามารถดำเนินการได้

      ความหวังและแผนขยายผล

      ด้วยอุปกรณ์ที่ติดตั้งบนท่าเทียบเรือและสามารถยกขึ้นได้ บราเวอร์แมนเชื่อว่าได้พบคำตอบ เมื่อคลื่นสูงเกินกว่าระบบจะรับมือได้ แผ่นลูกลอยจะยกตัวขึ้นสู่ตำแหน่งบนสุดจนกว่าพายุจะผ่านไป จึงไม่เกิดความเสียหาย

      บริษัท Eco Wave Power วางแผนขยายผลไปยังพื้นที่อื่น โดยระบุสถานที่ที่เหมาะสมเพิ่มเติมหลายสิบแห่งในสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันโครงการในอิสราเอลสามารถจ่ายไฟให้กับบ้านได้ถึง 100 หลังคาเรือนในท่าเรือยัฟฟาตั้งแต่เดือนธันวาคม ขณะที่โครงการในปอร์โต ประเทศโปรตุเกส คาดว่าจะจ่ายไฟให้กับบ้าน 1,000 หลังคาเรือนในปี 2026

      ———————————-
      News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/wave-energy-los-angeles-port-renewable-electricity&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09eVKWTlfJPRBCcMFzahSj