Blog

  • ‘อ๊อฟ พงษ์พัฒน์’ ชี้ผู้นำไม่จำเป็นต้องเก่ง ลั่นไม่ขอวิจารณ์ แต่ฝากเรื่องความซื่อสัตย์! | เดลินิวส์

    ‘อ๊อฟ พงษ์พัฒน์’ ชี้ผู้นำไม่จำเป็นต้องเก่ง ลั่นไม่ขอวิจารณ์ แต่ฝากเรื่องความซื่อสัตย์! | เดลินิวส์

    เรียกได้ว่าสถานการณ์การเมืองไทยยังคงเป็นประเด็นที่หลายคนสนใจอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ “อิ๊งค์-แพทองธาร ชินวัตร” พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผลว่ามีพฤติกรรมฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง จนทำให้เก้าอี้ผู้นำประเทศสั่นสะเทือน และการเมืองไทยก้าวเข้าสู่ภาวะไม่แน่นอนอีกครั้ง ตามที่ข่าวได้นำเสนอไปแล้วนั้น

    ล่าสุดในงานพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปี 2567 มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ด้าน “อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง” ผู้กำกับและนักแสดงชื่อดัง ได้เผยทัศนคติเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองและการเปลี่ยนผู้นำประเทศ โดยเปรียบเทียบกับการทำงานในวงการบันเทิงที่ตนเองยึดถือมาโดยตลอด พร้อมทั้งประเด็นเรื่องลิขสิทธิ์ของภาพยนตร์และละครไทยที่กำลังเป็นกระแสปมร้อนในตอนนี้

    โดย อ๊อฟ เผยว่า “สำหรับความเห็นเรื่องลิขสิทธิ์ภาพยนตร์และละคร ในมุมมองของผมในฐานะผู้กำกับและผู้จัดละคร เรื่องลิขสิทธิ์มันเป็นเรื่องตรงไปตรงมาอยู่แล้ว ถ้าคุณละเมิดลิขสิทธิ์ก็ถือว่าผิดทั้งในเชิงจรรยาบรรณและกฎหมาย แต่สุดท้ายแล้วเรื่องผิดถูกก็ต้องไปต่อสู้กันในชั้นศาล เราเองรับรู้เพียงข่าวสารเท่าที่เขาอยากให้รู้ ไม่สามารถตัดสินได้ว่าเป็นเรื่องของใครถูกใครผิด ซึ่งที่ผ่านมาผมยังไม่เคยมีปัญหาเรื่องการไปละเมิดใคร มีแต่เคยถูกละเมิด เพราะสมัยก่อนเราทำละครเรื่องหนึ่ง ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์ของเราที่เราแต่งเอง แต่สุดท้ายจะมารีเมคไม่ได้ ทั้งๆ ที่เป็นของตัวเอง ถามว่าเรื่องนี้แก้ไขยังไง ก็เปลี่ยนเรื่องใหม่ แค่นั้นเอง เรื่องที่แล้วคิดเองได้ ทำไมเรื่องใหม่จะคิดไม่ได้ล่ะ

    ส่วนประเด็นที่ถกเถียงกันในตอนนี้ มีคนเคยมาปรึกษาไหม ผมบอกเลยว่าผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ต้องมาปรึกษาผมหรอกครับ ควรไปปรึกษานักกฎหมายดีกว่า แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการทำให้ถูกต้อง อันไหนที่เราคิดว่าจะไปละเมิดสิทธิก็ควรแจ้งเจ้าของเขา ผมว่ามนุษย์เรามีความเมตตาอยู่ในจิตใจอยู่แล้ว โดยเฉพาะคนไทยด้วยกันเอง คนในวงการด้วยกันเอง หยวนๆ กันได้ ประนีประนอมกันได้ ผมว่าเรื่องลิขสิทธิ์หรืออะไรก็ตาม การพูดคุยกันไว้ก่อนเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ไม่อย่างนั้นจะปวดหัวทีหลัง มีหลายครั้งที่คนทำละคร ซีรีส์ หรือภาพยนตร์ที่มีเจ้าของลิขสิทธิ์อยู่แล้ว แต่ไม่ได้คุยกันให้เรียบร้อย แล้วมาโดนเรียกค่าเสียหายทีหลังก็มีเยอะแยะไปหมด

    ถามว่าเราเคยฟ้องใครไหม ผมฟ้องเมียอย่างเดียว (หัวเราะ) ผมไม่มีอะไรเป็นของตัวเองเท่าไหร่ ทุกวันนี้แม้แต่จะร้องเพลงของตัวเองยังต้องขออนุญาตคนแต่ง ซึ่งเป็นสิทธิที่ถูกต้องของเขา และต้องเสียเงินให้บริษัทต้นสังกัดด้วย เราก็ทำตามกฎของเขา นักร้องทุกคนสัญญาก็เป็นแบบนั้น เราก็ต้องเคารพสัญญาและอยู่กับมันมา 40 ปีแล้ว เรื่องแบบนี้ต้องแก้ด้วยกฎหมาย อย่าแก้ด้วยอารมณ์ เพราะถ้าใช้อารมณ์แล้วมีตั้งแต่ด่ากัน ต่อยกัน ยิงกัน ฆ่ากัน เยอะแยะไปหมด ต้องตั้งสติให้ดี ถ้าแก้ปัญหาด้วยอารมณ์แล้ว ผมว่ามันบันเทิงแน่ๆ”

    ผู้กำกับชื่อดัง ได้เผยต่อว่า “สำหรับเหตุการณ์ตอนนี้ที่บ้านเรากำลังมีการเปลี่ยนแปลงผู้นำประเทศ เฮ้อๆ ชั่วโมงนี้ เวลานี้เฮ้อ มีความหวังไหม ทุกวันนี้ผมไม่อยากพูด เดียวจะโดนสีนั้นสีนี้มาอีก ขออนุญาตไม่วิจารณ์ก็แล้วกัน เราเป็นแค่คนไทยต้องทำตามกฎหมายเรื่องของการเลือกตั้ง แล้วเผอิญคนส่วนมากของประเทศเราเลือกพรรคหนึ่ง แล้วพรรคหนึ่งมาจัดตั้งรัฐบาล เราก็ต้องให้สิทธิเขาจัดตั้ง เขาจะเอาใครมาเป็นนายกฯ เราไม่สามารถกำหนดได้ แต่เราสามารถเฝ้าดูการทำงานของเขาได้ ชอบได้ไม่ชอบได้ วิจารณ์ได้ในขอบเขตเป็นสิทธิของเรา เพราะฉะนั้นใครจะมาเป็นนายกฯ ก็เหมือนกันแหละ ผมเองทำงานระบบการทำงานของผมคือผมไม่ใช่คนเก่ง แต่ผมเลือกคนเก่งมาทำงาน ผมเลือกผู้ช่วยเก่งๆ ผมเลือกนักแสดงดีๆ เอ๋-กษมา หม่ำ จ๊กมก นี่คล่องมาก หรือฝ่ายศิลป์เลือกเก่งๆ มาอุ้มเรา นี่คือการทำงานของผม แล้วถ้ารัฐบาลเอาแบบนี้ไปทำได้นะครับ ท่านไม่ต้องเก่งไม่ต้องรู้ทุกเรื่อง เอาคนเก่งมาแต่ขอให้เก่งจริง แล้วที่สำคัญสุดในเรื่องของประเทศชาติคือความซื่อสัตย์ จริยธรรมต้องมีครับ

    ส่วนสิ่งที่อยากให้แก้มากที่สุด หรือเรื่องเร่งด่วน ก็เยอะนะ ผมว่าที่ไม่เคยได้รับการแก้หรือเหลียวแลเลยคือปัญหาปากท้องของผู้ไม่มีอันจะกิน ผู้มีรายได้น้อย ไม่เคยแก้ปัญหาเลย ที่ทำอยู่นี้ประชานิยมล้วนๆ ไม่ว่าเรื่องแจกเงินแจกอะไรกัน มันเป็นการแก้ที่ปลายเหตุทั้งสิ้น คุณจะให้เขาได้อาหาร แทนที่คุณจะแจกเบ็ดไปแจกปลาเลยเอาไปกินมื้อเดียวก็หมดเลย แต่ถ้าคุณแจกเบ็ดสอนวิธีหาเหยื่อสอนตกเบ็ดมันกินได้ตลอดชีวิตนะ นี่คือฐานของธรรมชาติสุด นี่เหรอจนเหรอเอาเงินไปๆ เงินจากไหนก็งบประมาณ เฮ้อ ผมไม่ใช่รัฐบาลนะ ผมไม่ใช่คนเก่งจะมาเชิญผมไปเป็นรัฐมนตรีนั่นนี่ผมไม่ไปนะ แต่ว่ามันง่ายๆ แค่นี่เองนะ โอ้พูดมากไปแล้ว เดียวเขายึดปริญญาคืน (ยิ้ม)”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5069837/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vshXHrJ6Bg51O2lTUL8EK

  • สวนดุสิตโพล ชี้ดัชนีการเมืองไทยต่ำสุดรอบ 20 เดือน ผลงานฝ่ายค้านนำโด่ง

    สวนดุสิตโพล ชี้ดัชนีการเมืองไทยต่ำสุดรอบ 20 เดือน ผลงานฝ่ายค้านนำโด่ง

    ผลสำรวจสวนดุสิตโพล ส.ค.68 เผยดัชนีการเมืองไทยต่ำสุดในรอบ 20 เดือน ผลงานฝ่ายค้านโดดเด่นกว่ารัฐบาล สะท้อนประชาชน “เครียดการเมือง-เครียดเงินในกระเป๋า” ฉุดความเชื่อมั่นลดลงต่อเนื่อง

    วันที่ 31 สิงหาคม 2568 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ดัชนีการเมืองไทย ประจำเดือนสิงหาคม 2568” กลุ่มตัวอย่าง 2,208 คน ระหว่างวันที่ 25-29 สิงหาคม 2568 โดยมีตัวชี้วัด 25 ประเด็นที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นต่อการเมืองไทยในด้านต่างๆ ซึ่งแต่ละตัวชี้วัดจะมีคะแนนเต็ม 10 คะแนน สรุปผลเรียงลำดับจากค่าคะแนนสูงสุดไปถึงต่ำสุด ได้ดังนี้

    1. “ดัชนีการเมืองไทย” เดือนสิงหาคม 2568 ภาพรวมคะแนนเต็ม 10 ได้ 3.71 คะแนน (เดือนกรกฎาคม 2568 ได้ 3.86 คะแนน)

    2. ประชาชนให้คะแนน 25 ตัวชี้วัด “ดัชนีการเมืองไทย” โดยคะแนนเต็ม 10 เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้

    (1) ผลงานของฝ่ายค้าน ได้ 4.59 เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมา
    (2) การมีส่วนร่วมของประชาชน ได้ 4.26 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (3) การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของภาครัฐ ได้ 4.15 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (4) สิทธิและเสรีภาพของประชาชน ได้ 4.09 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (5) การพัฒนาด้านการศึกษาสำหรับประชาชน ได้ 3.98 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (6) ความมั่นคงของประเทศ ได้ 3.93 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (7) การดำเนินงานของพรรคการเมืองโดยภาพรวม ได้ 3.74 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (8) สภาพสังคมโดยรวม ได้ 3.73 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (9) การแก้ปัญหาต่างๆ ในภาพรวม ได้ 3.71 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (10) การปฏิบัติตนและพฤติกรรมของนักการเมือง ได้ 3.68 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (11) ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ได้ 3.65 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (12) ค่าครองชีพ เงินเดือน ค่าจ้าง สวัสดิการ ได้ 3.65 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (13) กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม ได้ 3.63 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (14) ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ได้ 3.62 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (15) เสถียรภาพทางการเมือง ได้ 3.58 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (17) การบริหารประเทศตามนโยบายที่ประกาศไว้ ได้ 3.56 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (18) การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ความโปร่งใส ได้ 3.54 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (19) การแก้ปัญหายาเสพติดและผู้มีอิทธิพล ได้ 3.53 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (20) สภาพเศรษฐกิจโดยภาพรวม ได้ 3.51 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (21) ราคาสินค้า ได้ 3.49 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (22) การแก้ปัญหาการว่างงาน ได้ 3.44 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (23) การแก้ปัญหาความยากจน ได้ 3.42 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (24) ผลงานของรัฐบาล ได้ 3.41 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา
    (25) ผลงานของนายกรัฐมนตรี ได้ 3.18 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา

    สวนดุสิตโพล ชี้ดัชนีการเมืองไทยต่ำสุดรอบ 20 เดือน ผลงานฝ่ายค้านนำโด่ง

    3. นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ประชาชนคิดว่ามีบทบาทโดดเด่นในเดือนสิงหาคม 2568 

    • นักการเมืองฝ่ายรัฐบาล

    อันดับ 1 ร้อยละ 38.16 ระบุ ภูมิธรรม เวชยชัย
    อันดับ 2 ร้อยละ 35.86 ระบุ มาริษ เสงี่ยมพงษ์
    อันดับ 3 ร้อยละ 25.98 ระบุ แพทองธาร ชินวัตร

    • นักการเมืองฝ่ายค้าน

    อันดับ 1 ร้อยละ 51.15 ระบุ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
    อันดับ 2 ร้อยละ 30.66 ระบุ รักชนก ศรีนอก
    อันดับ 3 ร้อยละ 18.19 ระบุ พริษฐ์ วัชรสินธุ
     
    4. ผลงานของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ประชาชนชื่นชอบในเดือนสิงหาคม 2568

    • ผลงานฝ่ายรัฐบาล

    อันดับ 1 ร้อยละ 40.90 ระบุ โอนเงินช่วยชาวนา
    อันดับ 2 ร้อยละ 31.79 ระบุ นำคณะทูตและสื่อต่างชาติลงพื้นที่ชายแดน
    อันดับ 3 ร้อยละ 27.31 ระบุ ปิดดีลภาษีทรัมป์ 19%

    • ผลงานฝ่ายค้าน

    อันดับ 1 ร้อยละ 50.42 ระบุ ตรวจสอบการดำเนินงานให้โปร่งใส
    อันดับ 2 ร้อยละ 27.73 ระบุ ติดตามการช่วยเหลือเยียวยาชายแดนไทย
    อันดับ 3 ร้อยละ 21.85 ระบุ อภิปรายงบประมาณ 2569

    สรุปผลการสำรวจ “ดัชนีการเมืองไทย เดือนสิงหาคม 2568” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 2,208 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่างให้คะแนนภาพรวมดัชนีการเมืองไทยประจำเดือนสิงหาคม 2568 เฉลี่ย 3.71 คะแนน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ที่ได้ 3.86 คะแนน

    ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนสูงสุด คือ ผลงานของฝ่ายค้าน เฉลี่ย 4.59 คะแนน ตัวชี้วัดที่ได้คะแนนต่ำสุด คือ ผลงานของนายกรัฐมนตรี 3.18 คะแนน นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่มีบทบาทโดดเด่นประจำเดือน คือ ภูมิธรรม เวชยชัย ร้อยละ 38.16 ด้านนักการเมืองฝ่ายค้านที่มีบทบาทโดดเด่นประจำเดือน คือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ร้อยละ 51.15 ผลงานฝ่ายรัฐบาลที่ชื่นชอบประจำเดือน คือ โอนเงินช่วยชาวนา ร้อยละ 40.90 ผลงานฝ่ายค้านที่ชื่นชอบประจำเดือน คือ ตรวจสอบการดำเนินงานให้โปร่งใส ร้อยละ 50.42

    น.ส.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ดัชนีการเมืองไทยเดือนสิงหาคมต่ำสุดในรอบ 20 เดือน สะท้อนว่าประชาชนวันนี้ทั้ง “เครียดการเมือง” และ “เครียดเงินในกระเป๋า” ไปพร้อมกัน ทั้งคดีการเมือง สถานการณ์ไทย-กัมพูชา นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาท และปัญหาค่าครองชีพ ล้วนกระทบต่อความรู้สึกและทำให้ความเชื่อมั่นลดลงต่อเนื่อง จนกว่าจะได้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่เข้ามาและพิสูจน์ว่าจะสามารถแก้ปัญหาประชาชนได้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/domestic/729657&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zDfFUHtrzK2o-zq6yGGZB

  • ‘กนอ.’ศึกษาต้นแบบนวัตกรรม-ความปลอดภัย 3 องค์กรญี่ปุ่น

    ‘กนอ.’ศึกษาต้นแบบนวัตกรรม-ความปลอดภัย 3 องค์กรญี่ปุ่น

    วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.50 น.

    นายอัฏฐพล นิธิสุนทรวิทย์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายงานผู้ว่าการ 1 การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจาก นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ. ในการเป็นหัวหน้าคณะนำคณะเจ้าหน้าที่ กนอ.และสื่อมวลชน เดินทางมาศึกษาดูงาน ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 27– 31 สิงหาคม 2568 เพื่อเรียนรู้และถอดบทเรียนความสำเร็จจาก 3 องค์กรชั้นนำของญี่ปุ่น ด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม การบริหารจัดการเชิงธรณีวิทยา และการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของไทยให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั่วโลก

    โดยครั้งนี้ได้ศึกษาดูงานใน 3 สถานที่สำคัญ ประกอบด้วย 1.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมแห่งชาติ (AIST) ซึ่งเป็นศูนย์นิทรรศการของสถาบัน AIST เพื่อเรียนรู้ความก้าวหน้าด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมขั้นสูงของญี่ปุ่น ซึ่งภารกิจของ AIST สอดคล้องโดยตรงกับพันธกิจของ กนอ. ในการส่งเสริมและสนับสนุนการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ที่ต้องอาศัยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเชิงลึก การดูงานครั้งนี้จะทำให้ กนอ. สามารถนำองค์ความรู้มาต่อยอดในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ (Smart Industrial Estate) และส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาภายในนิคมอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

    2.พิพิธภัณฑ์ธรณีวิทยา (Geological Museum, GSJ, AIST) โดยพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ เป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ด้านธรณีวิทยา ซึ่งสอดคล้องต่อภารกิจของ กนอ.ในด้านการวางผังและพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ซึ่ง กนอ. ให้ความสำคัญกับการเลือกพื้นที่ตั้งที่มีความเหมาะสมและมั่นคงทางธรณีวิทยา เพื่อสร้างความปลอดภัยและลดความเสี่ยงให้กับโรงงานอุตสาหกรรม การศึกษาดูงานในส่วนนี้จะช่วยเสริมสร้างความเข้าใจในการประเมินและบริหารจัดการที่ดินตามหลักธรณีวิทยา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

    3.ศูนย์ป้องกันภัยพิบัติฮอนโจ (Honjo Bosai-kan) เพื่อสัมผัสประสบการณ์จำลองและฝึกฝนการรับมือกับสถานการณ์ภัยพิบัติหลากหลายรูปแบบ เช่น แผ่นดินไหว อุทกภัย และไฟไหม้  ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับภารกิจของ กนอ. ในการสร้างความปลอดภัยและบริหารจัดการความเสี่ยงภายในนิคมอุตสาหกรรม องค์ความรู้ที่ได้จะถูกนำมาพัฒนาระบบเฝ้าระวัง แผนเผชิญเหตุ และส่งเสริมการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) ให้กับผู้ประกอบการ เพื่อสร้างหลักประกันว่าการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมของไทยมีความปลอดภัยและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ฉุกเฉิน

    “การเดินทางมาศึกษาดูงานที่ญี่ปุ่นครั้งนี้ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ กนอ.ที่จะพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเราเชื่อมั่นว่าการถอดบทเรียนจากต้นแบบความสำเร็จระดับโลกของญี่ปุ่น โดยเฉพาะในมิติของนวัตกรรม ความยั่งยืน และความปลอดภัย จะเป็นทั้งกุญแจสำคัญและพิมพ์เขียวแห่งอนาคตในการยกระดับนิคมอุตสาหกรรมไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล ผ่านการสร้างนิคมฯ อัจฉริยะที่แข็งแกร่งด้วยเทคโนโลยี มีเสถียรภาพมั่นคง และมีเกราะป้องกันความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั่วโลกได้อย่างยั่งยืน”นายอัฏฐพล กล่าว

    -033

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/910894&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kwIypA6NJFQr0obox8VKg

  • ทย.ดึงสายการบินเอเชียกลางบินตรงกระบี่ หนุนฮับท่องเที่ยวอันดามัน

    ทย.ดึงสายการบินเอเชียกลางบินตรงกระบี่ หนุนฮับท่องเที่ยวอันดามัน

    ทย.ดึงสายการบินเอเชียกลางบินตรงกระบี่ หนุนฮับท่องเที่ยวอันดามัน

    วันจันทร์ ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.30 น.

    นายดนัย เรืองสอน อธิบดีกรมท่าอากาศยาน (ทย.) กระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา กรมท่าอากาศยานได้ให้การต้อนรับผู้แทนจากบริษัท ไทย แอร์ เซอร์วิส จำกัด ซึ่งเป็น Passenger Sales Agent (PSA) และ Cargo Sales Agent (CSA) ให้กับสายการบินอุซเบกิสถาน (Uzbekistan Airways – HY) ในประเทศไทย นำโดย นายอนุวัชร อิทรภูวศักดิ์ กรรมการ บริษัท ไทย แอร์ เซอร์วิส จำกัด ,นายณัฏฐพงศ์ โภไคยรัตน์ ที่ปรึกษา บริษัท ไทย แอร์ เซอร์วิส จำกัด พร้อมผู้แทนบริษัทไทย แอร์ เซอร์วิส จำกัด โดยมี ผู้แทนจากกลุ่มจัดสรรเวลาท่าอากาศยาน ผู้แทนจากกลุ่มเศรษฐกิจท่าอากาศยาน กองส่งเสริมกิจการท่าอากาศยาน ร่วมให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมศรีภูมิ กรมท่าอากาศยาน

    อย่างไรก็ตามการเข้าพบในครั้งนี้ เป็นการดำเนินการขับเคลื่อนนโยบาย “คมนาคมเพื่อโอกาสประเทศไทย” ในการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการบินของโลก เชื่อมโยงการขนส่งทางอากาศ ต่อยอดโอกาสด้านเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว พร้อมกับการพัฒนาโครงข่ายคมนาคม เพื่อความสะดวกสบายอย่างไร้รอยต่อ กระจายความเจริญสู่ภูมิภาค

    ทั้งนี้กรมท่าอากาศยานได้นำเสนอนโยบายการบริหารและสถานการณ์ปัจจุบันของท่าอากาศยานในสังกัด เพื่อให้สายการบินใช้ประกอบการวางแผนการให้บริการและความร่วมมือในอนาคต ซึ่งสายการบิน Uzbekistan Airways ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของท่าอากาศยานกระบี่ในการรองรับผู้โดยสารและการขนส่งสินค้าสำหรับสายการบินที่บินตรงจากต่างประเทศ จึงแจ้งแผนการบินมายังท่าอากาศยานกระบี่สำหรับตารางบินฤดูหนาว 2568/2569 (Winter Schedule 2025) ในเส้นทางท่าอากาศยานทาชเคนต์-ท่าอากาศยานกระบี่ ไป-กลับ จำนวน 1 เที่ยวบิน/สัปดาห์ เริ่มทำการบินวันแรกในวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ด้วยอากาศยานแบบ Airbus A320 Neo จำนวน 188 ที่นั่ง

    ในขณะเดียวกันการเปิดเส้นทางบินจากประเทศอุซเบกิสถาน เป็นการเปิดเส้นทางบินตรงครั้งแรกจากประเทศในภูมิภาคเอเชียกลางมายังท่าอากาศยานกระบี่ ซึ่งจังหวัดกระบี่เป็นจุดหมายปลายทางเมืองท่องเที่ยวทางทะเลฝั่งอันดามัน ที่นักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียกลางให้ความสนใจอย่างมาก การให้บริการในเส้นทางนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยวให้เดินทางตรงมาจังหวัดกระบี่สะดวกมากขึ้น อีกทั้งเพิ่มโอกาสให้จังหวัดกระบี่เป็นจุดหมายปลายทางระดับนานาชาติ เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวทะเลอันดามันสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียกลาง โดยผ่านท่าอากาศยานทาชเคนต์จุดเชื่อมต่อ (Hub) ของนักท่องเที่ยวจากประเทศอุซเบกิสถาน และประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียกลาง

    สำหรับตารางบินฤดูหนาว 2568/2569 ของท่าอากาศยานกระบี่ จะมีเส้นทางบินตรงจากต่างประเทศที่เปิดเส้นทางบินใหม่ ได้แก่ เส้นทางจากภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยสายการบิน Etihad เส้นทาง อาบูดาบี-กระบี่ และกลับ 14 เที่ยวบิน/สัปดาห์ สายการบิน Air Arabia เส้นทาง ซาร์จาห์-กระบี่ และกลับ 14 เที่ยวบิน/สัปดาห์ และเส้นทางจากภูมิภาคเอเชียกลาง โดยสารการบิน Uzbekistan Airways เส้นทาง ทาชเคนต์-กระบี่ และกลับ 1 เที่ยวบิน/สัปดาห์ และมีเส้นทางบินตรงจากเมืองต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวม 53 เที่ยวบิน/สัปดาห์ จากภูมิภาคเอเชียใต้ รวม 35 เที่ยวบิน/สัปดาห์ จากภูมิภาคตะวันออกกลาง รวม 35 เที่ยวบิน/สัปดาห์ จากยุโรป รวม 123 เที่ยวบิน/สัปดาห์ ซึ่งเมื่อเทียบกับตารางบินฤดูหนาว 2567/2568 ของท่าอากาศยานกระบี่ ตารางบินฤดูหนาว 2568/2569 จะมีเที่ยวบินเพิ่มขึ้นประมาณ 27 เที่ยวบิน/สัปดาห์ หรือเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 33%

    นอกจากนี้กรมท่าอากาศยาน ยังได้นำเสนอท่าอากาศยานในสังกัดกรมท่าอากาศยานที่มีศักยภาพรองรับเส้นทางระหว่างประเทศ และเป็นเมืองท่องเที่ยวที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชียกลาง อาทิ ท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานี ท่าอากาศยานตรัง ท่าอากาศยานหัวหิน รวมถึงรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากสายการบิน เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการให้บริการในอนาคตต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/910938&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zD4zad9mToennrFQ7J9mT

  • –

    ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
    webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
    ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
    กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

    Social Media

    Copyright © 2025 Naewna.com All right reserved  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/910939&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw141BAd3sr9gZepbek7z5nW

  • เร่งเรียกความเชื่อมั่น

    เร่งเรียกความเชื่อมั่น

    นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ข้อมูลว่า รัฐบาลไทยตระหนักดีว่า “ความปลอดภัย” คือหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน และถือเป็นนโยบายลำดับแรกที่มุ่งมั่นผลักดันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักท่องเที่ยวจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่มีฐานตลาดขนาดใหญ่ เพื่อเสริมความเชื่อมั่น รัฐบาลจึงได้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัยควบคู่กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกระดับมาตรฐานสถานที่ท่องเที่ยว การประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านความมั่นคง และการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวในทุกมิติ

    ด้าน นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ปัจจุบัน “ความปลอดภัย” ได้กลายเป็นปัจจัยลำดับต้นๆ ที่นักท่องเที่ยวใช้ประกอบการตัดสินใจเดินทาง โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวอิสระ (FIT) กลุ่มผู้หญิง และกลุ่มครอบครัว รวมถึงนักท่องเที่ยวจากตลาดหลักอย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา ซึ่งให้ความสำคัญกับมาตรการด้านความปลอดภัยที่รัดกุม ดังนั้น การยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัยของผู้ประกอบการจึงเป็นภารกิจเร่งด่วน เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์และสร้างการยอมรับในระดับนานาชาติ

    ทั้งนี้ได้ใช้ 4 เกณฑ์ประเมินหลักสู่การเป็น Trusted Thailand โครงการ Trusted Thailand จะเริ่มนำร่องในเดือนกันยายน 2568 โดยผู้ประกอบการโรงแรมที่พักสามารถลงทะเบียนเพื่อขอรับตราสัญลักษณ์ได้บนเว็บไซต์ www.tourismthailand.org/trustedthailand โดยจะพิจารณาจาก 4 มิติหลัก ได้แก่ 1.มาตรการรักษาความปลอดภัยทั่วไป เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิด ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน และการจัดการพื้นที่อย่างปลอดภัย 2.ความปลอดภัยในการชำระเงิน การรองรับแพลตฟอร์มการเงินที่ปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับในตลาดหลัก เช่น Alipay และ WeChat Pay 3.การสื่อสารภาษาต่างประเทศ ความพร้อมในการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวด้วยความเอาใจใส่และเป็นมืออาชีพ และ 4.ความปลอดภัยในการเดินทางเข้าถึง การมีเส้นทางที่ปลอดภัย จุดที่ตั้งที่ชัดเจน และการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ

    โดยได้ ระดมพลทุกหน่วยงาน เสริมทัพสร้างความเชื่อมั่น ได้จัดเวทีเสวนาและอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานพันธมิตร เช่น กรมการปกครอง กรมการท่องเที่ยว กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และแกร็บ ประเทศไทย ร่วมนำเสนอแนวทางการดูแลและเสริมสร้างมาตรการความปลอดภัย เพื่อยกระดับมาตรฐานการให้บริการนักท่องเที่ยวอย่างครอบคลุม ตั้งแต่การบริหารจัดการไปจนถึงการบริการจริง

    คงต้องบอกว่า ความไม่ปลอดภัยเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย การลงทุนด้านความปลอดภัยและการสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อรักษาและส่งเสริมการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้ยั่งยืนต่อไป ดังนั้นโครงการ Trusted Thailand จึงเป็นความพยายามครั้งสำคัญของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาเชิงรุก และเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยยืนยันความเชื่อมั่นของประเทศในฐานะจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและน่าประทับใจสำหรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก.

    กัลยา ยืนยง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/853394/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QBKDmFwrQMT8nCFUXcYcR

  • ดูดวงรายวันประจำวันจันทร์ ที่ 1 กันยายน 2568 สำหรับท่านที่เกิดวันศุกร์

    ดูดวงรายวันประจำวันจันทร์ ที่ 1 กันยายน 2568 สำหรับท่านที่เกิดวันศุกร์

    ดูดวงรายวันประจำวันจันทร์ ที่ 1 กันยายน 2568 สำหรับท่านที่เกิดวันศุกร์

    • การงาน : ทำธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนน้อยแต่ได้กำไรดี
    • การเงิน : พบรายจ่ายมากเป็นพิเศษ
    • ความรัก : มีโอกาสได้พบคู่บุญ

    เคล็ดลับเสริมดวงประจำวันนี้

    • บริจาคอุปกรณ์การศึกษา
    • อัญมณีมงคล : ไพลิน
    • สีมงคล : สีน้ำเงิน
    • เลขนำโชค : 1, 2, 5, 9

    ฤกษ์ดีประจำสัปดาห์มีผลตั้งแต่วันที่ 1- 7 กันยายน 2568 (ช่วงเวลาที่เหมาะสม) 

    • 05:59 – 12:00 : ฤกษ์ดีในการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ 
    • 08:09 – 14:29 : ฤกษ์ดีในการซื้อรถยนต์คันใหม่ 
    • 08:45 – 12:59 : ฤกษ์ดีในการติดต่อเจรจางานต่าง ๆ           
    • 09:00 – 14:00 : ฤกษ์ดีในการเปิดร้านเริ่มธุรกิจใหม่         
    • 06:00 – 14:00 : ฤกษ์ดีในการเดินทางทำบุญ

    ดูดวงเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/313039/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1aqIxcCmvA6GGxka7K-RVU

  • สจด. ต้อนรับคณะผู้ฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารงานอุดมศึกษาระดับกลาง (สายสนับสนุนวิชาการ) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. ต้อนรับคณะผู้ฝึกอบรมหลักสูตรการบริหารงานอุดมศึกษาระดับกลาง (สายสนับสนุนวิชาการ) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/114756/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KIq_GNmsno_sN6oB6d0kt

  • หินผาสไลด์ ‘ดอยพระบาท’ ลำปาง พบไร้ผลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    หินผาสไลด์ ‘ดอยพระบาท’ ลำปาง พบไร้ผลกระทบต่อแหล่งท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5070562/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3irIQTcQYwiywznlYP2V0D

  • “บ้านลิไข่” เชียงราย แลนด์มาร์คฮีลใจใหม่ ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

    “บ้านลิไข่” เชียงราย แลนด์มาร์คฮีลใจใหม่ ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

    บ้านลิไข่” แลนด์มาร์คลับแห่งใหม่ เชียงราย ขานรับเทรนด์ท่องเที่ยวฮีลใจ พร้อมรองรับนักท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

    เชียงราย, 31 สิงหาคม 2568 – ในยุคที่ผู้คนต้องการหลีกหนีจากความเร่งรีบของชีวิตเมือง “บ้านลิไข่” ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลนางแล อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย กำลังกลายเป็นจุดหมายปลายทางใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวกลุ่มที่แสวงหาการเยียวยาจิตใจผ่านการสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด

    การค้นพบแหล่งท่องเที่ยวแห่งนี้เริ่มต้นจากการที่ชุมชนท้องถิ่นร่วมมือกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงราย เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับความงามที่ซ่อนเร้นของนาขั้นบันไดบริเวณนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติแม่ข้าวต้ม-ห้วยลึก

    จากหมู่บ้านเล็กๆ สู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์

    บ้านลิไข่เดิมเป็นหมู่บ้านย่อยของบ้านนางแลใน หมู่ที่ 7 ที่เป็นที่อยู่อาศัยของชาวเขาเผ่าอาข่าและลาหู่ ชุมชนเล็กๆ แห่งนี้มีวิถีชีวิตที่ผูกพันกับธรรมชาติมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะการทำนาขั้นบันไดที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคน

    การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อชุมชนเริ่มตระหนักถึงศักยภาพทางการท่องเที่ยวของพื้นที่ตนเอง จุดเปลี่ยนที่สำคัญคือการจัดกิจกรรม “LI KHAI Nature Walk” เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2566 ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงการส่งเสริมการท่องเที่ยวธรรมดา แต่เป็นการผสมผสานระหว่างการอนุรักษ์ธรรมชาติเข้ากับการสร้างรายได้ให้ชุมชน

    “การจัดกิจกรรมครั้งนั้นไม่ได้มีเป้าหมายเพียงแค่การดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่เราต้องการระดมทุนเพื่อสร้างห้องน้ำและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการรองรับนักท่องเที่ยว” ข้อมูลจากการดำเนินการของชุมชนระบุ

    ผลลัพธ์จากความมุ่งมั่นนี้ปรากฏชัดเจนในรูปแบบของการพัฒนาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีรายได้จากการท่องเที่ยว ชุมชนได้นำเงินกลับมาลงทุนในการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก ซึ่งส่งผลให้ประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวดียิ่งขึ้น สร้างกระแสบอกต่อที่เป็นบวก และดึงดูดผู้มาเยือนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    ดัชนีความงาม วิเคราะห์สถิติและข้อมูลเชิงลึก

    การวิเคราะห์ข้อมูลการเดินทางแสดงให้เห็นถึงจุดเด่นที่ทำให้บ้านลิไข่แตกต่างจากแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ในจังหวัดเชียงราย โดยหากพิจารณาจากระยะทางจากตัวเมือง บ้านลิไข่อยู่ห่างจากตัวเมืองเพียง 20-26 กิโลเมตร และใช้เวลาเดินทางจากสนามบินแม่ฟ้าหลวงเพียง 25 นาที ทำให้เข้าถึงได้ง่ายกว่าแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ห่างไกลอื่นๆ

    สถิติที่น่าสนใจคือระยะทางการเดินเท้าในเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ซึ่งมีความยาวประมาณ 2-3 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินโดยเฉลี่ย 1-1.5 ชั่วโมง สำหรับการไปเที่ยวเดียว ความยาวเส้นทางนี้ถือเป็นจุดสมดุลที่เหมาะสมระหว่างการท้าทายตัวเองกับความสามารถในการเข้าถึงของนักท่องเที่ยวทั่วไป ไม่ยากเกินไปจนท้อแท้ แต่ก็ไม่ง่ายเกินไปจนขาดความรู้สึกของการผจญภัย

    เมื่อเปรียบเทียบกับแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังอื่นๆ เช่น บ้านป่าบงเปียงในจังหวัดเชียงใหม่ ผู้มาเยือนได้ให้ความเห็นว่าบรรยากาศและทะเลหมอกยามเช้าที่บ้านลิไข่มีความอลังการที่ไม่แพ้กัน แต่ยังคงความเงียบสงบและเป็นธรรมชาติมากกว่า การเปรียบเทียบนี้มีความสำคัญในเชิงกลยุทธ์การตลาด เนื่องจากสื่อสารไปยังกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีประสบการณ์และเข้าใจถึงคุณค่าของสถานที่ที่ยังคงความบริสุทธิ์

    วิถีธรรมชาติบำบัด เส้นทางสู่การฟื้นฟูจิตใจ

    หัวใจสำคัญของประสบการณ์การเยือนบ้านลิไข่อยู่ที่การเดินบนเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ถูกออกแบบมาให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับสภาพแวดล้อมอย่างใกล้ชิด เส้นทางแบ่งออกเป็นจุดหลัก 3 กิโลเมตร ประกอบด้วย กิโลเมตรแรกเป็นจุดยิงก๋งตรงป่าสัก กิโลเมตรที่ 2 เป็นนาขั้นบันไดจุดที่ 1 และกิโลเมตรที่ 3 เป็นจุดชมวิว

    การเดินตลอดเส้นทางนี้ให้ประสบการณ์ที่หลากหลายและครอบคลุมระบบนิเวศที่แตกต่างกัน นักเดินทางจะได้เดินผ่านป่าไผ่ที่ให้ร่มเงาเย็นสบาย ลำธารเล็กๆ ที่ส่งเสียงเซาเซา และไร่ข้าวโพดที่แสดงให้เห็นถึงการทำเกษตรของชาวบ้าน ตลอดการเดินจะได้ยินเสียงนกร้องและเสียงน้ำตกที่ดังแว่วมาเป็นเพลงประกอบธรรมชาติ

    จุดหมายปลายทางหลักคือนาขั้นบันไดที่มีความงดงามเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝน เมื่อนาจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวขจีสดใส เป็นภาพที่สร้างความประทับใจและเป็นจุดถ่ายภาพยอดนิยม สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ ยังมีจุดพิเศษต่างๆ ที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ เช่น สะพานไม้ ชิงช้า ป้ายจุดชมวิว โขดหิน และกระจกที่สะท้อนวิวเส้นทางเดิน

    มิติเศรษฐกิจการท่องเที่ยว ตัวเลขและผลกระทบ

    การพัฒนาการท่องเที่ยวในบ้านลิไข่สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่น่าสนใจ โดยมีตัวเลือกที่พักที่หลากหลายเพื่อรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อและความต้องการที่แตกต่างกัน

    โฮมสเตย์ในหมู่บ้านมีราคาอยู่ที่ประมาณ 700 บาทต่อคน ซึ่งรวมอาหารเย็นและอาหารเช้า นับเป็นราคาที่เข้าถึงได้สำหรับนักท่องเที่ยวทั่วไป ในขณะที่นักเดินทางสายประหยัดสามารถเลือกตั้งแคมป์ได้ด้วยค่าธรรมเนียมเพียง 50 บาทต่อเต็นท์ ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนทางเศรษฐกิจที่มีเป้าหมายให้การท่องเที่ยวเป็นประโยชน์ต่อชุมชนโดยไม่สร้างอุปสรรคทางการเงินที่มากเกินไป

    ความสำเร็จของแบบจำลองนี้สามารถมองเห็นได้จากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการสร้างห้องน้ำสำหรับนักท่องเที่ยว การจัดเตรียมจุดจอดรถ และการพัฒนาจุดถ่ายภาพต่างๆ ที่กลมกลืนกับธรรมชาติ สิ่งเหล่านี้เป็นผลมาจากรายได้ที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวที่ถูกนำกลับมาใช้เพื่อปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก

    นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาธุรกิจเสริมในรูปแบบของร้านอาหารและคาเฟ่ที่ออกแบบให้กลมกลืนกับธรรมชาติ ตัวอย่างเช่น คาเฟ่ที่ตั้งอยู่ริมลำธารจากน้ำตกนางแล ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถนั่งพักผ่อนและแช่เท้าในน้ำได้ รวมถึงคาเฟ่ยอดนิยมอย่าง “คาเฟ่ คาใจ” และ “Foreste’ Camp&Cafe’”

    ผลกระทบเชิงสังคมและวัฒนธรรม

    การท่องเที่ยวที่บ้านลิไข่ไม่ได้เป็นเพียงการมอบประสบการณ์ให้กับนักเดินทางเท่านั้น แต่ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ ที่นักท่องเที่ยวจะมีโอกาสได้เห็นชาวบ้านในชุดประจำเผ่า ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้และซึมซับวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างแท้จริง

    การได้สัมผัสกับวิถีชีวิตของชุมชนชาวเขาที่ยังคงรักษาประเพณีและภูมิปัญญาการทำเกษตรแบบขั้นบันไดไว้ได้ ทำให้การเดินทางมีมิติที่ลึกซึ้งกว่าการท่องเที่ยวธรรมดา นักท่องเที่ยวไม่ได้เป็นเพียงผู้ชม แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนให้วัฒนธรรมและวิถีชีวิตดั้งเดิมสามารถดำรงอยู่ต่อไปได้

    ความท้าทายและโอกาสในอนาคต

    แม้ว่าบ้านลิไข่จะมีศักยภาพทางการท่องเที่ยวสูง แต่ก็ยังมีความท้าทายที่ต้องได้รับการแก้ไข เส้นทางการเดินทางในช่วงสุดท้ายก่อนถึงหมู่บ้านมีลักษณะแคบและมีความลาดชัน ผู้ที่เดินทางด้วยรถยนต์ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่ถนนอาจลื่นมาก นักเดินทางจำนวนไม่น้อยจึงเลือกจอดรถไว้ที่จุดจอดใกล้กับคาเฟ่ แล้วเดินเท้าหรือใช้มอเตอร์ไซค์ต่อไป

    อีกความท้าทายหนึ่งคือการจำกัดของสิ่งอำนวยความสะดวก โฮมสเตย์ส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้เรียบง่าย ไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น และไฟฟ้ามีจำกัดเพียงพอสำหรับแสงสว่าง ไม่เพียงพอสำหรับการชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ นักท่องเที่ยวจึงต้องเตรียมพาวเวอร์แบงค์ไปด้วย บางพื้นที่ยังไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ที่เสถียร ทำให้ต้องพกเงินสดติดตัวไป

    กลยุทธ์การท่องเที่ยวตามฤดูกาล

    การวิเคราะห์รูปแบบการท่องเที่ยวแสดงให้เห็นว่าแต่ละช่วงเวลาจะมอบประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ช่วงฤดูฝนจะให้ประสบการณ์ของธรรมชาติที่เขียวขจีและสดชื่นที่สุด บรรยากาศเย็นสบายทำให้การเดินเท้าไม่ร้อนจนเกินไป ในขณะที่ฤดูหนาวจะมีโอกาสสูงที่จะได้เห็นทะเลหมอกปกคลุมภูเขาในยามเช้า

    นักท่องเที่ยวที่ต้องการประสบการณ์ทางวัฒนธรรมควรพิจารณาการเดินทางในช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์ เนื่องจากจะมีโอกาสได้เห็นชาวบ้านแต่งกายด้วยชุดประจำเผ่า ซึ่งเป็นการเติมเต็มประสบการณ์การเดินทางให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

    เทรนด์การท่องเที่ยวฮีลใจและผลกระทบต่ออุตสาหกรรม

    ปรากฏการณ์ของบ้านลิไข่สะท้อนให้เห็นถึงเทรนด์การท่องเที่ยวในยุคปัจจุบันที่เน้นการ “ฮีลใจ” หรือการฟื้นฟูจิตใจผ่านการสัมผัสธรรมชาติ ซึ่งเป็นผลมาจากความเครียดและความกดดันในสังคมเมือง การที่สถานที่แห่งนี้ถูกบรรยายว่าเป็น “การเยียวยาจิตใจ” และ “การเดินทางที่คุ้มค่ามาก” แสดงให้เห็นว่าคุณค่าของการท่องเที่ยวไม่ได้อยู่ที่ความหรูหราหรือความสะดวกสบายเท่านั้น แต่อยู่ที่ความสามารถในการสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายและสร้างการเชื่อมต่อกับธรรมชาติ

    การเติบโตของบ้านลิไข่ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวยังชี้ให้เห็นถึงศักยภาพของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนในประเทศไทย รูปแบบการพัฒนาที่เริ่มจากภายในชุมชนและขยายตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปนี้ สามารถเป็นต้นแบบสำหรับพื้นที่อื่นๆ ที่มีศักยภาพคล้ายคลึงกัน

    คำแนะนำสำหรับนักเดินทาง

    สำหรับผู้ที่สนใจเดินทางไปยังบ้านลิไข่ ควรเตรียมตัวโดยเลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับการเดินป่าและมีคุณสมบัติกันลื่น โดยเฉพาะในฤดูฝน ควรพกพาวเวอร์แบงค์และเงินสดติดตัวไป เนื่องจากอุปกรณ์อำนวยความสะดวกในพื้นที่ยังมีข้อจำกัด

    ผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือปัญหาสุขภาพ เช่น หอบหืด ควรพิจารณาถึงระยะทางการเดินเท้าที่ค่อนข้างไกลและเตรียมยาประจำตัวให้เพียงพอ แม้ว่าเส้นทางจะไม่ชันมากนักและเหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น แต่การเดินเป็นระยะทางหลายกิโลเมตรยังคงต้องใช้สมรรถภาพทางร่างกายในระดับหนึ่ง

    อนาคตของการท่องเที่ยวยั่งยืน

    บ้านลิไข่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการท่องเที่ยวที่สร้างผลลัพธ์ในหลายมิติ ทั้งการอนุรักษ์ธรรมชาติ การสืบทอดวัฒนธรรม การสร้างรายได้ให้ชุมชน และการมอบประสบการณ์ที่มีคุณภาพให้กับนักท่องเที่ยว ความสำเร็จในการพัฒนาสถานที่แห่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่เป็นผลมาจากการวางแผนอย่างรอบคอบและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน

    สำหรับนักเดินทางที่ต้องการมากกว่าการพักผ่อนธรรมดา แต่ต้องการประสบการณ์การ “ค้นพบ” และการ “เยียวยาจิตใจ” ที่แท้จริง บ้านลิไข่จึงเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบ การเดินทางมายังที่แห่งนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้ได้พบกับความงามของธรรมชาติ แต่ยังเป็นการมีส่วนร่วมในการสนับสนุนการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

    ในขณะที่แหล่งท่องเที่ยวหลายแห่งกำลังเผชิญกับปัญหาการท่องเที่ยวมากเกินพอ (Overtourism) บ้านลิไข่กลับสามารถรักษาสมดุลระหว่างการต้อนรับนักท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้อย่างยอดเยี่ยม

    มุมมองและทิศทางอนาคต

    บ้านลิไข่เป็นตัวอย่างที่ดีของการท่องเที่ยวที่ชุมชนเป็นเจ้าของ (Community-Based Tourism) ที่สามารถสร้างรายได้ในระดับครัวเรือนและส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง การที่ชุมชนสามารถนำรายได้จากการท่องเที่ยวมาพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้วยตนเอง แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของชุมชนและความยั่งยืนของรูปแบบการท่องเที่ยวนี้

    ความสำคัญกับการส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพแต่ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เพื่อกระจายนักท่องเที่ยวออกจากแหล่งท่องเที่ยวหลักและสร้างรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่” ทิศทางนี้สอดคล้องกับนโยบายการท่องเที่ยวยั่งยืนของประเทศไทยที่มุ่งเน้นการกระจายผลประโยชน์จากการท่องเที่ยวสู่ชุมชนท้องถิ่น

    การจัดการผลกระทบสิ่งแวดล้อม

    การพัฒนาการท่องเที่ยวในบ้านลิไข่ได้รับการดำเนินการภายใต้หลักการของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างเคร่งครัด พื้นที่นี้อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่ข้าวต้ม-ห้วยลึก จึงมีข้อจำกัดทางกฎหมายและแนวทางปฏิบัติที่เข้มงวดในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

    การสร้างจุดถ่ายภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ได้รับการออกแบบให้กลมกลืนกับธรรมชาติและไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ วัสดุที่ใช้เป็นไม้และวัสดุธรรมชาติ การจัดวางตำแหน่งต่างๆ คำนึงถึงการไม่รบกวนเส้นทางเดินของสัตว์ป่าและการไหลของน้ำตามธรรมชาติ

    การจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวโดยธรรมชาติผ่านข้อจำกัดของที่พักและการเข้าถึงที่ไม่ง่ายเกินไป ทำให้สามารถควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เกิดปัญหาขยะล้นหรือการทำลายธรรมชาติจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก

    ข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนาต่อไป

    แม้ว่าบ้านลิไข่จะมีพัฒนาการที่น่าชื่นชม แต่ยังมีพื้นที่สำหรับการปรับปรุงและพัฒนาต่อไป การปรับปรุงเส้นทางการเข้าถึงให้ปลอดภัยมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน จะช่วยให้นักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่สามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

    การพัฒนาระบบการสื่อสารและข้อมูลข่าวสารสำหรับนักท่องเที่ยว เช่น การติดตั้งป้ายบอกทางและข้อมูลเกี่ยวกับธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่นตลอดเส้นทาง จะเพิ่มมูลค่าทางการศึกษาและทำให้ประสบการณ์การเดินทางสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

    การสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ในจังหวัดเชียงรายเพื่อสร้างเส้นทางท่องเที่ยวแบบครบวงจร จะช่วยยืดระยะเวลาการพำนักของนักท่องเที่ยวและเพิ่มรายได้ให้กับพื้นที่

    ผลกระทบระดับชาติและภูมิภาค

    ความสำเร็จของบ้านลิไข่มีนัยสำคัญในระดับที่กว้างขึ้น ในฐานะที่เป็นตัวอย่างของการท่องเที่ยวยั่งยืนที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่อื่นๆ ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงที่มีชุมชนชาวเขาและทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์

    การที่นักท่องเที่ยวเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ที่ห่างไกลจากแหล่งท่องเที่ยวแออัด สร้างโอกาสให้กับชุมชนในพื้นที่ห่างไกลสามารถพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นผ่านการท่องเที่ยว โดยไม่ต้องพึ่งพาการลงทุนจากภายนอกที่อาจนำมาซึ่งการสูญเสียการควบคุมในชุมชน

    ความสำเร็จของบ้านลิไข่ยังส่งสัญญาณเชิงบวกต่อนโยบายการส่งเสริมการท่องเที่ยวของประเทศไทยที่เน้นการกระจายการท่องเที่ยวสู่พื้นที่ใหม่และการสร้างคุณค่าจากทรัพยากรท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    การเดินทางไปยังบ้านลิไข่จึงไม่ได้เป็นเพียงการพักผ่อนหย่อนใจ แต่เป็นการมีส่วนร่วมในการสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนอื่นๆ พัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวของตนเองในรูปแบบที่เคารพธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยวยั่งยืนที่แข็งแกร่งในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/ban-li-khai-chiang-rai-eco-healing-tourism/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Y0JQDTr83AGIUtdyeb_fj