Blog

  • บางกอกแอร์เวย์ส ปักหมุดสนามบินตราด สู่อนาคตศูนย์กลางการบินภาคตะวันออก เดินหน้ายกระดับศักยภาพ รองรับการเติบโตเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    บางกอกแอร์เวย์ส ปักหมุดสนามบินตราด สู่อนาคตศูนย์กลางการบินภาคตะวันออก เดินหน้ายกระดับศักยภาพ รองรับการเติบโตเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยว – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – BA หรือ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บางกอกแอร์เวย์ส เดินหน้าพัฒนา ศักยภาพสนามบินตราด โดยมุ่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารที่มีแนวโน้มเติบโต หลังการฟื้นตัวของภาค ท่องเที่ยวจากสถานการณ์โควิด-19 โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากยุโรปที่นิยมเดินทางมายังชายฝั่งภาคตะวันออกของประเทศไทย

    โครงการพัฒนาศักยภาพสนามบินตราดระยะแรก มีกำหนดจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 ปี 2569 ประกอบด้วย การขยายรันเวย์ (Runway) จาก 1,800 เมตร เป็น 2,000 เมตร, การสร้างลานจอดอากาศยาน เพื่อรองรับเครื่องบินไอพ่นขนาดเล็ก-กลาง (A320, A319, B737, B717, ERJ145) ได้สูงสุด 3 ลำ หรือรองรับเครื่องบินใบพัด (ATR72, YS-11) 2 ลำ ร่วมกับเครื่องบินไอพ่นขนาดกลาง 2 ลำได้ในเวลาเดียวกัน, การปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร ขยายพื้นที่จาก 2,100 ตร.ม. เป็น 3,400 ตร.ม. เพิ่มขีดความสามารถในการ รองรับผู้โดยสารสูงสุด 250,000 คนต่อปี ซึ่งคาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 400 ล้านบาท

    นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ เปิดเผยว่า สนามบินตราด เป็นหนึ่งในสนามบินของบริษัทฯ ที่มีศักยภาพ เนื่องจากจังหวัดตราดเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของภาคตะวันออก และเป็นที่นิยมของกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวยุโรป ซึ่งเป็นฐานลูกค้าหลักของบางกอกแอร์เวย์ส เราเห็นสัญญาณการฟื้นตัว โดยครึ่งปีแรกที่ผ่านมามี จำนวนผู้โดยสารแล้วกว่า 40,427 คน และคาดว่าฤดูกาลท่องเที่ยวที่จะถึงนี้ จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ตามแนวโน้มการเดินทาง ท่องเที่ยวระหว่างประเทศที่มาจากยุโรปมีการเติบโตเพิ่มขึ้น

    นอกจากนี้ โครงการพัฒนาสนามบินตราด ยังเป็นการเพิ่มศักยภาพด้านการแข่งขัน รองรับการขยายเครือข่ายเส้นทางบินใหม่ ในอนาคต ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ เชื่อมโยงเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมและเมืองเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะในฤดูกาล ท่องเที่ยวที่มีความต้องการในการเดินทางสูง อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว และตอบสนองความต้องการในการเชื่อมต่อ ผู้โดยสารจากสายการบินพันธมิตรได้อย่างไร้รอยต่อ นอกจากนี้ ยังเป็นการปูทางรองรับเที่ยวบินระหว่างประเทศของสายการบินอื่น ในอนาคต ซึ่งจะยกระดับสนามบินตราดสู่การเป็นศูนย์กลางการบินแห่งภูมิภาคตะวันออกในอนาคต นายพุฒิพงศ์ กล่าวสรุป

    สนามบินตราด ตั้งอยู่ที่ตำบลท่าโสม อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด บนพื้นที่กว่า 1,600 ไร่ ห่างจากตัวเมืองตราดประมาณ 35 กิโลเมตร และห่างจากท่าเรือเฟอร์รีเกาะช้างเพียง 17 กิโลเมตร นับเป็นจุดเชื่อมโยงสำคัญของการท่องเที่ยวฝั่งตะวันออก โดยสายการ บินบางกอกแอร์เวย์สให้บริการเที่ยวบินประจำ กรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) – ตราด (ไป-กลับ) วันละ 2 เที่ยวบิน ด้วยเครื่องบิน ATR72- 600 ขนาด 70 ที่นั่ง และจะเพิ่มความถี่เป็นวันละ 3 เที่ยวบินตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เพื่อรองรับการเดินทางช่วงไฮซีซัน

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/01/574138/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kHi7NwtXL3wTF0QNwCbyY

  • (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) โดรนแปรทัพฉลอง 45 ปี ‘เขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น’ | TOPNEWS

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) โดรนแปรทัพฉลอง 45 ปี ‘เขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น’ | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 01/09/2025 23:48

    เซินเจิ้น, 27 ส.ค. (ซินหัว) –ปิดท้ายไปชมการแสดงแสงสีด้วยโดรนกว่าหมื่นลำกลางฟากฟ้ายามค่ำคืน เพื่อเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 45 ปี การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น โดยโดรนแปรขบวนเป็นภาพและตัวหนังสือบอกเล่าเรื่องราวของเซินเจิ้นและเขตเศรษฐกิจพิเศษ ท่ามกลางตึกสูงประดับแสงสีงดงามอยู่เบื้องหลัง

    เครดิต: สำนักข่าวซินหัว

    12

    สะพานเม็กกะโปรเจ็ค

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) สะพานเมกะโปรเจกต์ข้ามแม่น้ำตันเจียง ก่อสร้างเสร็จแล้ว

    กระบะเสียหลักชนรถสองแถว นักเรียนบาดเจ็บ 17 ราย

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) จีนเปิดตัวอาคาร “Ultra Zero-Carbon” แห่งแรกของโลกที่มณฑลซานตง

    เปิด “ศูนย์ทันตกรรมดิจิทัลสงขลานครินทร์ ภูเก็ต”

    ชลบุรี หนุ่มตามราวี บุกพังประตูห้องอดีตแฟนสาวเจอเพื่อนชายอยู่ในห้อง คว้าเหล็กฟาดไม่เลือกถูกคิ้วแตกเจ็บ

    เวทีพัฒนาคุณภาพการศึกษา สู่องค์กรแห่งนวัตกรรม “พลิกโฉม CPN 1”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1296231&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QapCzlltlQJ73qcGyLLTS

  • วว. /สทนช. /MRCS ร่วมสานสัมพันธ์ 75 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทย กับ สปป.ลาว ผ่านผลงานนวัตกรรมสู่ชุมชนลุ่มน้ำโขง ส่งเสริมเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    วว. /สทนช. /MRCS ร่วมสานสัมพันธ์ 75 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทย กับ สปป.ลาว ผ่านผลงานนวัตกรรมสู่ชุมชนลุ่มน้ำโขง ส่งเสริมเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และคณะผู้บริหาร บุคลากร วว. ร่วมให้การต้อนรับ H.E. Assoc. Prof. Dr. Linkham Douangsavanh รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) พร้อมด้วย H.E. Ms. Busadee Santipitaks, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission Secretariat : MRCS) และ ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางประสานงานฝ่ายไทยตามกรอบความร่วมมือคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ในโอกาสเข้าร่วมประชุมหารือความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาทรัพยากรน้ำ โดย วว. และ สทนช. ได้ร่วมนำเสนอผลการดำเนินงานเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตชุมชนลุ่มน้ำโขง และแนวทางบริหารจัดการลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ พร้อมมาตรการรับมือฤดูฝน ภายใต้การสานสัมพันธ์ 75 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทย กับ สปป.ลาว ในวันที่ 1 กันยายน 2568 ณ วว. เทคโนธานี คลองห้า จ.ปทุมธานี

    ภายหลังการประชุม คณะผู้แทนได้เยี่ยมชม ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสาหร่าย (Algal Excellent Center : ALEC) ของ วว. ซึ่งมีภารกิจดำเนินงานด้านสาหร่ายอย่างครบวงจร ได้แก่ วิจัย พัฒนา ถ่ายทอดเทคโนโลยี และบริการด้านสาหร่ายน้ำจืดมากกว่า 30 ปี เริ่มตั้งแต่ ต้นน้ำ คือ จัดการคลังสาหร่าย เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ตามเป้าหมายการใช้ประโยชน์ กลางน้ำ คือ ศึกษาสภาพที่เหมาะสมในการเพาะเลี้ยงทั้งระดับห้องปฏิบัติการ/กลางแจ้ง และปลายน้ำ คือ วิจัย พัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงระดับกลางแจ้งต้นแบบ ตั้งแต่ขนาด 100-40,000 ลิตร โอกาสนี้คณะผู้แทนได้ชื่นชมความก้าวหน้าในการวิจัยและพัฒนาสาหร่ายของ วว. ที่มีการต่อยอดจนเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม ทั้งในระดับชุมชนและเชิงพาณิชย์ รวมถึงการขยายผลสู่การบริการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอื่นๆ ของ วว. อย่างเป็นรูปธรรม

    อนึ่ง วว. มีความร่วมมือกับ สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประชาชนในชุมชนลุ่มน้ำโขงทั้ง 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ผ่านการนำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เข้าไปส่งเสริมและสนับสนุนการแปรรูปผลผลิตเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะพืชและสัตว์น้ำ อัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น สาหร่ายไก ปลา ส้มโอ และหอมขาว เพื่อสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต และส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/953613&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30nwqGiMH_N_MES4fRkq0t

  • เวทีพัฒนาคุณภาพการศึกษา สู่องค์กรแห่งนวัตกรรม “พลิกโฉม CPN 1” | TOPNEWS

    เวทีพัฒนาคุณภาพการศึกษา สู่องค์กรแห่งนวัตกรรม “พลิกโฉม CPN 1” | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 01/09/2025 22:54

    Post Views: 0

    วันที่ 1 ก.ย. 2568  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าฯจ.ชุมพร เป็นประธานเปิดงาน เสวนาวิชาการ “พลิกโฉม CPN 1” ประจำปีการศึกษา 2568 และร่วมกิจกรรม Kick off การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนด้านการอ่าน การเขียน สู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 ขับเคลื่อนนโยบายสู่การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง กระตุ้นและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ครูผู้สอนตลอดจนให้โรงเรียนที่ดำเนินการได้ประสบความสำเร็จ มีเวทีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ณ โรงแรมนานาบุรี อ.เมืองจ.ชุมพร โดยมี ผู้บริหารโรงเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 107 โรงเรียน เข้าร่วมงานนายศักดิ์สิทธิ์ แร่ทอง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 กล่าวว่า การจัดงานเสวนาวิชาการ เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา สู่องค์กรแห่งนวัตกรรม “พลิกโฉม CPN 1” ประจ าปี 2568 ขึ้น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 เห็นความสำคัญของการพัฒนาการเรียนการสอน ให้ส่งผลต่อสมรรถนะของผู้เรียนสู่ศักยภาพเด็กไทยในศตวรรษที่ 21 ได้ประชาสัมพันธ์จัดงานเสวนาวิชาการ “พลิกโฉม CPN 1” ประจ าปีการศึกษา 2568ขับเคลื่อนนโยบายสู่การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง กระตุ้นและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ครูผู้สอน ตลอดจนให้โรงเรียนที่ดำเนินการได้ประสบความสำเร็จ มีเวทีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อส่งเสริมสถานศึกษาด้านศักยภาพในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่ส่งผลต่อการยกระดับทักษะการคิดวิเคราะห์ และสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 2. เพื่อส่งเสริมสถานศึกษาในการจัดการศึกษาในรูปแบบที่หลากหลาย และขยาย ผลแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) ในการจัดการศึกษาให้เป็นพื้นที่นวัตกรรม 3. เพื่อพัฒนาความสามารถของครูในการออกแบบกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ให้กับผู้เรียน 4. เพื่อพัฒนาครูด้านความสามารถใช้นวัตกรรมดิจิทัลในชั้นเรียน และต่อยอดสู่การวิจัยได้ กิจกรรมในวันนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1. กิจกรรมเสวนาวิชาการ เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา สู่องค์กรแห่งนวัตกรรม “พลิกโฉม CPN 1” ประจำปี 2568 2. กิจกรรม Kick off การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนด้านการอ่าน การเขียนสู่การเรียนรู้ ตลอดชีวิต การขับเคลื่อนเชิงสัญลักษณ์ สู่เป้าหมายในการพัฒนาร่วมกัน กลุ่มเป้าหมายผู้เข้าร่วมกิจกรรม ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 107 โรงเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา มีผู้ส่งผลงานเข้าร่วมกิจกรรม จำนวน 668 ผลงาน และนำผลงานมาจัดนิทรรศการฐานการเรียนรู้ จำนวน 22 ฐาน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สู่การนำไปปรับใช้อย่างยั่งยืนต่อไปประกอบกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1 ส่งเสริมการอ่าน เพื่อเป็นวิถีในการค้นหาความรู้ และต่อยอดองค์ความรู้ที่สูงขึ้น พัฒนาความสามารถด้านการอ่านตามแนวทางการประเมิน PISA สนับสนุนการจัดกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพผู้เรียนตามพหุปัญญา จึงจัดทำแนวทางการส่งเสริมแหล่งเรียนรู้และกิจกรรมส่งเสริมการอ่านภายในสถานศึกษา เพื่อพัฒนานำผู้เรียนด้านการอ่าน การเขียน สู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตให้สถานศึกษาในสังกัด ใช้เป็นแนวทางเพื่อนำไปพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ

    เอกชนะ นวนละมัย ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย  จ.ชุมพร

    ข่าวที่น่าสนใจ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวล่าสุด

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) สะพานเมกะโปรเจกต์ข้ามแม่น้ำตันเจียง ก่อสร้างเสร็จแล้ว

    กระบะเสียหลักชนรถสองแถว นักเรียนบาดเจ็บ 17 ราย

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) จีนเปิดตัวอาคาร “Ultra Zero-Carbon” แห่งแรกของโลกที่มณฑลซานตง

    เปิด “ศูนย์ทันตกรรมดิจิทัลสงขลานครินทร์ ภูเก็ต”

    ชลบุรี หนุ่มตามราวี บุกพังประตูห้องอดีตแฟนสาวเจอเพื่อนชายอยู่ในห้อง คว้าเหล็กฟาดไม่เลือกถูกคิ้วแตกเจ็บ

    เวทีพัฒนาคุณภาพการศึกษา สู่องค์กรแห่งนวัตกรรม “พลิกโฉม CPN 1”

    ดู LIVE รายการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1296139&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UrE9XYhfAaza2HnItecB1

  • กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมเปิดหลักสูตรนักปกครองระดับสูง (น.ป.ส.) รุ่น 84

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมเปิดหลักสูตรนักปกครองระดับสูง (น.ป.ส.) รุ่น 84

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมเปิดหลักสูตรนักปกครองระดับสูง (น.ป.ส.) รุ่น 84


    1/09/2568 | 29 | |

    กรมการพัฒนาชุมชน ร่วมเปิดหลักสูตรนักปกครองระดับสูง (น.ป.ส.) รุ่น 84

    วันนี้ (1 ก.ย. 68) ณ ห้องประชุมอัษฎางค์ ชั้น 5 อาคารดำรงราชานุสรณ์ กระทรวงมหาดไทย นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วยนายฉัตรชัย ศรีเตียเพ็ชร ผอ.กองการเจ้าหน้าที่ เข้าร่วมเปิดหลักสูตรนักปกครองระดับสูง (น.ป.ส.) รุ่น 84 โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการอบรมฯ พร้อมนี้ มีนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย คณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อาจารย์ที่ปรึกษาหลักสูตร เข้าร่วมการเปิดอบรมฯ ในครั้งนี้ด้วย

    สำหรับการอบรม นปส. รุ่นที่ 84 จำนวน 100 คน จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 ก.ย. – 14 พ.ย. 2568 รวมระยะเวลา 11 สัปดาห์ มีกิจกรรมหลากหลายทั้งการเรียนรู้วิชาการในห้องเรียน การปฏิบัติจริงในพื้นที่ การศึกษาดูงานองค์กรต่าง ๆ เพื่อนำมาปรับใช้ในการบริหารงาน ตลอดจนการจัดทำรายงานการศึกษาส่วนบุคคลและรายงานกลุ่ม เพื่อยกระดับสมรรถนะการบริหารที่สอดคล้องกับการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงของกระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชนได้มีหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกรมฯทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค จำนวน 6 คน ได้เข้าร่วมในการอบรมครั้งนี้ด้วย

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย

    อ้างอิงวันที่ : 1/09/2568 00:00:00


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/260698&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gD2RA91l1rWjSTGdqqfEk

  • “บิ๊กเต่า” เส้นทางมือปราบทุจริต พลีชีพไม่สนตกขบวนแต่งตั้งตำรวจ

    “บิ๊กเต่า” เส้นทางมือปราบทุจริต พลีชีพไม่สนตกขบวนแต่งตั้งตำรวจ

    “บิ๊กเต่า” เส้นทางมือปราบทุจริต พลีชีพ…ไม่สนตกขบวนแต่งตั้งตำรวจ ขอทำงานหนัก เรียกร้องความเป็นธรรมคนทำงาน

    “ส่วนตัว แม้ไม่ได้รับการแต่งตั้งอีกในปีหน้า จะไม่มีการร้องเรียนใดๆ แต่ยิ่งทำงานหนักเพื่อส่วนรวม ไม่มีเสียขวัญกำลังใจ” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก. ให้สัมภาษณ์หนักแน่นวันนี้ (1 ก.ย. 68) หลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) พิจารณาแต่งตั้งตำรวจ โยกย้ายครั้งนี้ 250 นาย แต่ไม่มีชื่อตนเอง หลังยอมพลีชีพร้องเรียนแต่งตั้งไม่เป็นธรรม

    พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ขึ้นชื่อว่าเป็นมือปราบสายตงฉิน จับคดีดังไม่สนการวิ่งเต้น ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง อดีตรักษาราชการแทนผู้บังคับการกองบังคับการตำรวจทางหลวง อดีตผู้บังคับการกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ พื้นเพลูกหลานคนสุพรรณบุรี จบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 29 (ตท.29) โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 45

    ปูทางรับราชการจากตำรวจตระเวนชายแดน กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 144 จ.เพชรบุรี ต่อมาเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเรื่อย ๆ จนได้ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ รักษาราชการแทนผู้บังคับการกองบังคับการตำรวจทางหลวง และรองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

    ทำคดีเกี่ยวข้องกับส่วยทางหลวง สติ๊กเกอร์รถบรรทุก ซึ่งเกี่ยวโยงกับกำนันนก ผู้กว้างขวางในเมืองนครปฐม แต่คดีนี้ก็เกิดแรงกระแทกในสังคมจับตาการทำงาน พร้อมกับศึกในกรมตำรวจ 

    “มือปราบการทุจริต” พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ได้รับความไว้วางใจให้เข้ามารับตำแหน่งสำคัญใน กองบัญชาการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (บก.ปปป.) ในตำแหน่งรองผู้บัญชาการ ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ผู้บังคับการกองปราบปรามการทุจริตในวงราชการ(ผบก.ปปป.) ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ทำให้เขาได้โชว์ผลงานการปราบปรามทุจริตที่สร้างชื่อเสียงอย่างมาก เช่น คดีอดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช หรือคดีอธิบดีกรมสรรพากร ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง

    ด้วยผลงานที่ประจักษ์ ทำให้เขาได้รับความไว้วางใจให้ขึ้นสู่ตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) ในเวลาต่อมา แม้ผลงานการปราบทุจริตพระ ทั้งกรณีวัดไร่ขิง และหลวงพ่ออลงกต แต่จากการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เมื่อ 31 ส.ค.68 ใช้เวลานานถึง 8 ชั่วโมง ในการจัดทำบัญชีรายชื่อ ซึ่งมีตำรวจที่ได้รับการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ 250 นาย

    แต่ปรากฏว่า พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก. ไม่มีชื่อในการแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่งก่อนหน้านี้เคยออกมาเปิดหน้ายื่นขอความเป็นธรรมกับ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก. ให้สัมภาษณ์กับสื่อ วันนี้ 1 ก.ย.68 ถึงผลการแต่งตั้งดังกล่าว ยืนยันไม่น้อยใจที่ไม่ได้รับการแต่งตั้ง ตามที่เคยให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่าอยากให้คนทำงานได้รับโอกาส เช่น พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รองผบช.น.ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตนยินดีด้วย เพราะพล.ต.ต.นพศิลป์ เป็นคนเก่งและมีความสามารถ ทำงานด้านสืบสวน หรือ พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ รองผบช.ตชด. ที่ได้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน จากผลงานร่วมรบที่แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตนเองดีใจด้วย 

    แต่ก็ยังมีบางรายชื่อ 2-3 นายที่ตนเองยังมองว่าไม่เหมาะสมกับตำแหน่งที่ได้รับเลื่อนยศจากพลตำรวจตรี ขึ้นเป็นพลตำรวจโท ส่วนระดับยศพันตำรวจเอกขึ้นพลตำรวจตรี ตนเองยังไม่เห็นรายชื่อ จึงยังไม่สามารถให้ความเห็นได้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ มองว่า ถ้าเพียงแค่ตนเองกระตุกเตือน ก.ตร. หรือผู้บังคับบัญชาให้แก้ไขเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมได้ ก็เป็นสิ่งที่ดี หลังจากนี้ตนเองจะไปหารือกับกรรมาธิการการตำรวจ

    รวมทั้งคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) เพื่อวางแนวทางโครงการการพิจารณาเรื่องการแต่งตั้งในหมวดความรู้ความสามารถให้มีความชัดเจนต่อไป ว่าควรคำนึงถึงอะไรบ้างในการแต่งตั้ง และช่วยผลักดัน ก.ตร. ชุดนี้ใช้ พ.ร.บ.ตำรวจ พ.ศ.2565 สำหรับการแต่งตั้งในอนาคตให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เป็นธรรมกับทุกคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2880112&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Tjt9xamUiygyrJIiSHbVG

  • วว. /สทนช. /MRCS ร่วมสานสัมพันธ์ 75 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทย กับ สปป.ลาว ผ่านผลงานนวัตกรรมสู่ชุมชนลุ่มน้ำโขง ส่งเสริมเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    วว. /สทนช. /MRCS ร่วมสานสัมพันธ์ 75 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทย กับ สปป.ลาว ผ่านผลงานนวัตกรรมสู่ชุมชนลุ่มน้ำโขง ส่งเสริมเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และคณะผู้บริหาร บุคลากร วว. ร่วมให้การต้อนรับ H.E. Assoc. Prof. Dr. Linkham Douangsavanh รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกสิกรรมและสิ่งแวดล้อม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) พร้อมด้วย H.E. Ms. Busadee Santipitaks, ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission Secretariat : MRCS) และ ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะสำนักเลขาธิการคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางประสานงานฝ่ายไทยตามกรอบความร่วมมือคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ในโอกาสเข้าร่วมประชุมหารือความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาทรัพยากรน้ำ โดย วว. และ สทนช. ได้ร่วมนำเสนอผลการดำเนินงานเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตชุมชนลุ่มน้ำโขง และแนวทางบริหารจัดการลุ่มน้ำเจ้าพระยาใหญ่ พร้อมมาตรการรับมือฤดูฝน ภายใต้การสานสัมพันธ์ 75 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทย กับ สปป.ลาว ในวันที่ 1 กันยายน 2568 ณ วว. เทคโนธานี คลองห้า จ.ปทุมธานี

    ภายหลังการประชุม คณะผู้แทนได้เยี่ยมชม ศูนย์ความเป็นเลิศด้านสาหร่าย (Algal Excellent Center : ALEC) ของ วว. ซึ่งมีภารกิจดำเนินงานด้านสาหร่ายอย่างครบวงจร ได้แก่ วิจัย พัฒนา ถ่ายทอดเทคโนโลยี และบริการด้านสาหร่ายน้ำจืดมากกว่า 30 ปี เริ่มตั้งแต่ ต้นน้ำ คือ จัดการคลังสาหร่าย เพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ตามเป้าหมายการใช้ประโยชน์ กลางน้ำ คือ ศึกษาสภาพที่เหมาะสมในการเพาะเลี้ยงทั้งระดับห้องปฏิบัติการ/กลางแจ้ง และปลายน้ำ คือ วิจัย พัฒนากระบวนการเพาะเลี้ยงระดับกลางแจ้งต้นแบบ ตั้งแต่ขนาด 100-40,000 ลิตร โอกาสนี้คณะผู้แทนได้ชื่นชมความก้าวหน้าในการวิจัยและพัฒนาสาหร่ายของ วว. ที่มีการต่อยอดจนเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม ทั้งในระดับชุมชนและเชิงพาณิชย์ รวมถึงการขยายผลสู่การบริการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอื่นๆ ของ วว. อย่างเป็นรูปธรรม

    อนึ่ง วว. มีความร่วมมือกับ สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง มาอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ประชาชนในชุมชนลุ่มน้ำโขงทั้ง 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ผ่านการนำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เข้าไปส่งเสริมและสนับสนุนการแปรรูปผลผลิตเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่ม โดยเฉพาะพืชและสัตว์น้ำ อัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น สาหร่ายไก ปลา ส้มโอ และหอมขาว เพื่อสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต และส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/953613&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30nwqGiMH_N_MES4fRkq0t

  • จี้รัฐคุม “สายสื่อสารมรณะ” ชี้ทางออกตั้งกรรมการร่วม – ผุดกองทุนเยียวยา – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    จี้รัฐคุม “สายสื่อสารมรณะ” ชี้ทางออกตั้งกรรมการร่วม – ผุดกองทุนเยียวยา – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    สภาผู้บริโภคจัดทำรายงานละเลยการปฏิบัติหน้าที่สายสื่อสารมรณะต่อ กสทช. กฟน. กฟภ. พร้อมยื่นหนังสือต่อ นายกรัฐมนตรี และ ครม. ชูทางแก้ไขจัดตั้งคณะกรรมการจัดการสายสื่อสารระดับจังหวัดที่มีตัวแทนจากทุกภาคส่วน หนุนการจัดตั้งกองทุนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

    วันนี้ (1 กันยายน 2568) สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) เปิดเวทีเสวนา “เปิดรายงาน – เปิดทางออก พลิกวิกฤตสายสื่อสารไม่ปลอดภัย สู่การคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นรูปธรรม” หารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลังสายสื่อสารไม่ได้รับการแก้ไขยาวนาน โดยส่งรายงานการกระทำหรือละเลยการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้บริโภคต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สำนักงาน กสทช.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เพื่อให้เห็นภาพรวมของปัญหาสายสื่อสารที่รกรุงรังและผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้บริโภค เดินหน้ายื่นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีและ ครม. พร้อมชูทางออกจัดตั้งคณะกรรมการจัดการสายสื่อสารระดับจังหวัดที่มีตัวแทน พร้อมจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบ

    ลาภิศ ฤกษ์ดี หัวหน้าหน่วยงานเขตพื้นที่ภาคเหนือ สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า สภาผู้บริโภคภาคเหนือได้ร่วมมือกับองค์กรสมาชิกในพื้นที่ เปิดช่องทางเฝ้าระวังและรับเรื่องร้องเรียนปัญหาสายสื่อสารไม่ปลอดภัยที่พาดระโยงระยางบนเสาไฟในเขตชุมชนทั่วประเทศ โดยช่วงที่ผ่านมามีข้อมูลร้องเรียนสะสมกว่า 1,177 เรื่อง ผ่านการแจ้งพิกัด ถ่ายภาพ ส่งต่อข้อมูลไปยัง @ERCvoice ของการไฟฟ้า ตลอดจนการทำงานร่วมกับหน่วยงานและแพลตฟอร์มที่เกี่ยวข้อง แต่ปัญหายังคงพบเจอซ้ำซากโดยเฉพาะความล่าช้าในการจัดการ บางกรณีใช้เวลาแก้ไขเร็วสุด 29 วัน แต่ช้าที่สุดนานถึง 101 วัน รวมถึงจากการสำรวจผู้บริโภคจำนวน 2,199 คน สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า กว่า 71.7% เคยประสบปัญหาสายสื่อสารรกรุงรัง 91.5% เห็นตรงกันว่าต้องมีการจัดการอย่างจริงจัง และถึง 92.1% เชื่อว่าอุบัติเหตุมีโอกาสเกิดจากสายสื่อสารที่ไม่เป็นระเบียบ ขณะที่ 80% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่า กสทช. ต้องเป็นหน่วยงานหลักในการแก้ไขปัญหานี้

    ทั้งนี้จากสถานการณ์และข้อเสนอแนะที่ถูกรวบรวม สภาผู้บริโภคจึงเสนอแนวทางแก้ปัญหาในเชิงระบบ ทั้งการจัดตั้งคณะกรรมการจัดการสายสื่อสารระดับจังหวัดที่มีตัวแทนจากทุกภาคส่วนรวมถึงผู้บริโภค การจัดสรรงบประมาณเพื่อจัดระเบียบสายอย่างน้อยปีละ 10 กิโลเมตร การปรับปรุงระบบสายสื่อสารให้เหลือเพียงรายเดียว (Single Last Mile) และให้ผู้ประกอบการจัดการสายที่เหลืออยู่หลังลูกค้ายกเลิกการใช้งาน ตลอดจนการตั้งกองทุนเยียวยาผู้เสียหายในกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าอุบัติเหตุเกิดจากสายสื่อสารที่ไม่ปลอดภัย เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรมและเป็นรูปธรรม

    “ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่เป็นภัยเงียบที่อาจพรากชีวิตผู้บริโภคไปทุกเมื่อ โดยพื้นที่ภาคเหนือมีเหตุร้องเรียนจำนวนมากเกี่ยวกับสายสื่อสารที่พาดบนเสาไฟฟ้า สายห้อยต่ำหรือชำรุด จนก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงหลายกรณี เช่น เหตุไฟไหม้จากเสาไฟที่มีสายสื่อสารพัวพันแน่นหนา จนผู้บริโภคเกิดความกังวลว่าจะลุกลามเข้าสู่ตัวบ้าน หรือเหตุการณ์ที่ผู้ขับขี่จักรยานยนต์ถูกสายพาดลำคอจนบาดเจ็บสาหัส ทั้งที่ไม่อาจทราบได้ว่าสายที่ก่อเหตุเป็นของผู้ประกอบการรายใด” ลาภิศ ระบุ

    นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมา ยังเกิดอุบัติเหตุซ้ำซาก เช่น กรณีสายสื่อสารเกี่ยวลำคอผู้ขับขี่ที่พะเยา อุบัติเหตุจักรยานยนต์ล้มที่น่าน เหตุไรเดอร์ส่งอาหารลำปางประสบอุบัติเหตุจนไหปลาร้าและแขนขาหัก สูญเสียรายได้ หรือกรณีล่าสุดที่ประจวบคีรีขันธ์ สายสื่อสารห้อยพาดคอผู้สัญจรจนทำให้ได้รับความเสียหายทางร่างกาย

    ทางด้าน อิฐบูรณ์ อ้นวงษา รองเลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า จากการติดตามของสภาผู้บริโภคในเรื่องสายสื่อสาร ภายหลังที่มีมติ ครม.ออกมาดำเนินการ ยังเกิดกรณีปัญหาทั้งใน กทม. และปริมณฑลหน่วยจังหวัดต่างๆ ทำให้สภาผู้บริโภคจึงทำรายงานละเลยการกระทำเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงในวันที่ 28 สิงหาคม 2568 สภาผู้บริโภคได้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี

    ทั้งนี้คาดหวังว่าภายหลังการส่งหนังสือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะได้รับคำชี้แจงภายใน 60 วัน ส่งผลให้เกิดการแก้ไขปัญหาเป็นรูปธรรม ผลักดันให้แผนทั้งหมดมีการพัฒนาการเป็นลำดับ รวมถึงได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณและมีสภาผู้บริโภคเข้ามาร่วมขับเคลื่อน ตลอดจนผลจากการประชุมในครั้งนี้จะทำให้เกิดการคลี่คลายปัญหาและทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด

    “จากมติของ ครม. เมื่อวันที่ 24 พ.ย. 2564 ได้มอบหมายให้ สำนักงาน กสทช. การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รวมถึง บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด จัดระเบียบสายไฟฟ้าเส้นทางหลักใน กทม. และต่างจังหวัด โดยเหตุปัญหาหลักมาจาก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ได้ร่วมนำเสนอต่อ ครม. ภายหลังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติชื่อดัง เข้ามาเห็นสายขดม้วนของไทย พาดเกี่ยวไม่เหมือนที่อื่น ๆ” อิฐบูรณ์ กล่าว

    สุภิญญา กลางณรงค์ ประธานอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค กล่าวย้ำว่า อยากเสนอแนะต่อ กสทช. ให้ปรับบทบาทจากผู้ประสานงานและทำแผน มาสู่การเป็นผู้นำเนื่องจาก กสทช. เป็นองค์กรอิสระที่มีทรัพยากร มีเงื่อนไข มีใบอนุญาต ดังนั้นหากผู้ประกอบการไม่ดำเนินการตามกฎหมายควรมีบทลงโทษทางปกครองต่อไปเพื่อร่วมจูงใจให้ผู้ประกอบการร่วมรับผิดชอบและทำให้เกิดความเกรงกลัว แต่หากผู้ประกอบการมีความกังวลเรื่องปัญหาโครงสร้างงบประมาณต้องแก้ไขต่อไป 

    นอกจากนี้หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีข้อติดขัดในเรื่องกฎหมายในการดำเนินการ โดยสภาผู้บริโภคพร้อมรวบรวมข้อกฎหมายที่มีปัญหานำมาเสนอต่อรัฐบาลชุดใหม่ในการดำเนินการ เพื่อร่วมผลักดันให้พรรคการเมืองตระหนักและให้ความสำคัญเรื่องนี้ พร้อมร่วมขับเคลื่อนสู่วาระแห่งชาติต่อไป

    “นโยบายเรื่องสายสื่อสารเป็นขาขึ้น ที่ผลักดันมาจากคนในพื้นที่ร้องมา เรื่องนี้ถือเป็นโศกนาฏกรรมของการบริหารทรัพยากรที่ไม่มีประสิทธิภาพ คิดถึงประโยชน์ตัวเอง และไม่แคร์ว่าคนอื่นเสียประโยชน์อย่างไร จึงอยากให้ทุกคนละประโยชน์ส่วนตัว ต้องคิดถึงประโยชน์สาธารณะ มีทางออกแก้ไขปัญหา” สุภิญญา กล่าว

    ขณะที่ ไพศาล ลิ้มสถิตย์ ศูนย์กฎหมายสุขภาพและจริยศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้จัดทำรายงานฯ ระบุว่า ได้จัดทำรายงานการกระทำหรือละเลยการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิของผู้บริโภคต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่อ สำนักงาน กสทช. การ กฟน. และกฟภ. กรณีปัญหาสายสื่อสารไม่ปลอดภัย โดยการมีประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการใช้สิทธิในการปักหรือตั้งเสา หรือเดินสาย วางท่อ หรือติดตั้งอุปกรณ์ประกอบใดในการให้บริการโทรคมนาคม พ.ศ. 2560 ที่ให้มีคณะอนุกรรมการพิจารณาสิทธิแห่งทาง ทำหน้าที่พิจารณาผัง การปักเสา และการเดินสายสื่อสาร รวมทั้งกำหนดหน้าที่ผู้รับใบอนุญาตตามข้อ 16 ต้องตรวจสอบ บำรุงรักษา และป้องกันอันตรายจากโครงข่ายของตนเอง และตามข้อ 16.3 ต้องจัดระเบียบไม่ให้รกรุงรัง ทั้งสายที่ใช้งานและไม่ใช้งาน แต่เมื่อเกิดความเสียหายต่อประชาชน กลไกตามประกาศข้อ 23 กลับผลักภาระให้ผู้เสียหายต้องไปฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากเอกชน ส่วนบทลงโทษเมื่อผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามก็ไม่ชัดเจน และหน่วยงานท้องถิ่นที่เห็นปัญหาหน้างานมีความลังเลเข้าไปจัดระเบียบ เพราะมีข้อห้ามทำลายหรือกระทบทรัพย์สินเอกชน

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคจึงเรียกร้องให้ กสทช. แก้ไขประกาศหลักเกณฑ์ฯ ปี 2560 เปิดอำนาจให้สำนักงาน กสทช. ในพื้นที่สั่งการแก้ไขปัญหาได้ทันทีโดยไม่ต้องรอหน่วยงานกลาง จัดตั้งคณะทำงานจังหวัดที่มีภาคประชาชน และจัดตั้งกองทุนเยียวยาโดยหักค่าพาดสาย 15 – 20% เพื่อนำมาเป็นเงินสำหรับชดเชยผู้เสียหายอย่างเป็นธรรม

    สำหรับ กฟน. ที่มีการกำหนดระเบียบปี 2566 ข้อ 11 กำหนดให้ผู้ขออนุญาตหรือเอกชน ต้องจัดการลดจำนวนสายที่ไม่ได้ใช้งาน และในกรณีที่ยานพาหนะเกี่ยวสายจนเกิดความเสียหายให้เอกชนต้องชดใช้ แต่เงื่อนไขค่าชดเชยที่ใช้จริงกลับต่ำมาก เช่น จ่ายเพียงราวสองหมื่นบาท ซึ่งไม่ครอบคลุมความเสียหายทางรายได้หรือการรักษาพยาบาล และยังมีการกำหนดกรอบเวลา/เงื่อนไขที่ในภาคสนามทำไม่ได้จริง ด้านการเปิดให้ผู้อื่นร่วมจัดระเบียบแล้วเรียกค่าใช้จ่ายคืนจากผู้ขออนุญาต แม้มีหลักการ แต่การบังคับใช้ยังไม่คืบ ส่วน กฟภ. ระเบียบปี 2566 ข้อ 13 โอนภาระความรับผิดทั้งหมดไปยังผู้ขออนุญาตในกรณีเกิดอุบัติเหตุหรือความเสียหาย และแม้จะเปิดช่องให้ กฟภ. รื้อถอนสายที่ไม่ได้ใช้งานได้ตามข้อ 13.4 แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ประกอบการจำนวนมากยังไม่ดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด สำหรับ กฟน. และ กฟภ. ควรกำหนดให้ผู้ให้บริการตรวจสอบและรายงานผลการดำเนินการทุกหกเดือน (หรืออาจน้อยกว่า) บังคับทำสัญญาประกันความรับผิดต่อบุคคลที่สาม และเพิ่มระบบประกันความรับผิดชอบที่เฉลี่ยเยียวยาผู้เสียหาย พร้อมกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดการสายสื่อสารที่ไม่ปลอดภัยได้ ในระดับพื้นที่เสนอให้กระทรวงมหาดไทยทำหนังสือเวียนผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ แต่งตั้งคณะทำงานติดตามประเมินผลการพาดสายสื่อสารที่ไม่ปลอดภัยในระดับจังหวัด โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาให้มีการรายงานความคืบหน้าตามกรอบเวลา

    อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้จัดทำขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 สังเคราะห์จากข้อร้องเรียนของผู้บริโภคและข้อเท็จจริงในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ สะท้อนภาพสายสื่อสารรกรุงรัง – อันตราย ที่ยังถูกปล่อยปละละเลยบนเสาไฟฟ้าในเขตชุมชน ทั้งที่มีกรอบกฎหมายและมติคณะรัฐมนตรีรองรับมาหลายปีให้จัดการและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึงข้อกังวลเรื่องการแสวงหาประโยชน์จากการปล่อยให้เอกชนพาดสายโดยไร้มาตรการกำกับ จนนำไปสู่ข้อเสนอของคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งแต่ปี 2563 ที่ชี้ให้เห็นการร้องเรียนจำนวนมากที่เกิดจากความปล่อยปละละเลยของหน่วยงานรัฐ เช่น กสทช. การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่ไม่จัดการสายสื่อสารรกรุงรังบนเสาไฟ จนเป็นเหตุอันตรายต่อผู้บริโภค แม้ต่อมา ครม. จะมีมติให้ กสทช. เป็นหน่วยงานหลักในการจัดระเบียบตั้งแต่ปี 2564 และมีรายงานว่ามีการดำเนินการแก้ไขปัญหาและนำสายลงดินบางส่วนในปี 2566 แต่ปัญหายังคงเกิดซ้ำและยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บต่อเนื่อง

    ด้าน ชุตานันท์ คำแสง ผู้แทนจาก กสทช. กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงาน กสทช. ได้ร่วมบูรณาการการขับเคลื่อนร่วมกับ กฟน. กฟภ. ได้ตามมติของ ครม. ที่ให้ทุกเส้นทางได้รับจัดระเบียบสื่อสารได้รับการสนับสนุนจากทั้ง กฟน. กฟภ. ส่วน กสทช. ได้บรรจุอยู่ในแผนรายปีที่ได้รับประมาณการสนับสนุนจาก กองทุน กทปส. ร่วมสนับสนุนกรอบวงเงิน 200 ล้านบาทและไม่สามารถสนับสนุนทั่วประเทศ โดยดำเนินการในกทม. มุ่งพื้นที่ประชากรหนาแน่น ส่วนพื้นที่ไม่ได้อยู่ในเส้นทางผู้ประกอบการสามารถนำเงินค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนค่าธรรมเนียมในกองทุนกองทุนเพื่อบริการโทรคมนาคมพื้นฐาน (กองทุน USO) และไม่เกิน 15% ที่จัดสรรเข้ากองทุน USO

    สำหรับการปรับปรุงระบบสายสื่อสารให้เหลือเพียงรายเดียว (Single Last Mile) ได้จัดทำทั้งที่พื้นที่พัทยาเหนือ ถนนข้าวสาร และปัจจุบันที่ถนนข้าวสาร โดยมีบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (NT) ดำเนินการให้ไปถึงผู้ใช้ปลายทาง ดังนั้นการดำเนินการที่ให้ผู้ประกอบการหนึ่งรายเข้าในพื้นที่จึงต้องศึกษาว่ามีผลกระทบด้านใด การมีข้อจำกัดในด้านใด โดยสำนักงาน กสทช. ต้องพิจารณาในเรื่องนี้ รวมถึงการออกนโยบายทั่วประเทศได้หรือไม่ หรือ ปรับสู่โครงการนำร่องเท่านั้น

    นอกจากนี้ ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกาศหลักเกณฑ์สิทธิแห่งทาง โดยการดำเนินการ ภายใต้ประกาศโทรคมนาคม มาตรา 39-41 ของพ.ร.บ. กิจการโทรคมนาคม 2544 ที่การดำเนินการติดตั้ง เสา วางสาย หรือเดินท่อ อุปกรณ์โทรคมนาคม หรือการให้บริการกิจการโทรคมนาคม ต้องผ่านคณะกรรมกสทช. จึงได้มีการจัดตั้งคณะอนุกรรมการให้สิทธิแห่งทาง 7 คน ดำเนินการให้สิทธิดำเนินการในเส้นทางโครงสร้างพื้นฐาน เช่น เสา หรือ ท่อ เป็นต้น รวมถึงการประกาศในข้อ 16.3 ในเรื่องการแก้ไขข้อร้องเรียน โดยข้อนี้มีจุดอ่อนยังไม่มีบทลงโทษ ดังนั้นในประกาศข้อนี้อยู่ระหว่างปรับปรุงเรื่องขอใบอนุญาตและการเพิ่มบทลงโทษ ขั้นตอนขออนุญาตและเส้นทางลงท่อร้อยสาย ซึ่งกำลังผ่านเสนอเข้าบอร์ด กสทช. และประกาศลงพระราชกฤษฎีกาต่อไป

    ทางด้านการจัดทำกองทุนเยียวยาในเรื่องการแก้ปัญหาสายสื่อสารให้แก่ภาคประชาชนนั้น โดย กสทช. เห็นด้วยผู้ประกอบการจัดตั้งกองทุนเยียวยาในเรื่องการแก้ไขปัญหาให้แก่ภาคประชาชนที่ได้รับการดูแลและเยียวยาอย่างรวดเร็ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/deadly-cables-compensation/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Pn-LlAEc5fnI6V-3CgoFb

  • อุบัติเหตุถนนพระราม 3! ตำรวจท่องเที่ยวเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทันที

    อุบัติเหตุถนนพระราม 3! ตำรวจท่องเที่ยวเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทันที

    1 กันยายน 2568 17:57 น. สยามรัฐออนไลน์ อาชญากรรม

    วันที่ 1 ก.ย.68 เจ้าหน้าที่สายตรวจสถานีตำรวจท่องเที่ยว 2 กก.1 บก.ทท.1 เดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ร่วมงานวันสถาปนากองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว พบเหตุรถเฉี่ยวชน บริเวณถนนพระราม 3 จุดเกิดเหตุ เชิงทางขึ้นสะพานข้ามแยกนราธิวาสราชนครินทร์มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จึงเข้าให้การช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบอุบัติเหตุรถนั่งส่วนบุคคลเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ โดยได้ประสาน สน.พื้นที่ รับผิดชอบทราบและได้ดำเนินการกันช่องการจราจร อำนวยการจราจรเพื่อป้องกันอุบัติเหตุซ้ำซ้อนแจ้งกู้ภัยนำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาล 

    พ.ต.ท.ขวัญพล เพ็งเดือน สวญ.ส.ทท.2 กล่าวว่าได้กำชับให้ตำรวจในสังกัด ส.ทท.2 ปฏิบัติตามนโยบาย พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท.,และนโยบาย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์  ผบ.ตร. ในการดูแลช่วยเหลือพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวให้ได้รับความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สิน อย่างเต็มกำลังความสามารถ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/648261&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2bDrov-GLdQm5HeA6jmM-s

  • “เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์” ใส่ใจการศึกษา สานต่อโครงการ มอบทุนการศึกษา ปีที่ 4 สร้างสุขสู่ชุมชน

    “เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์” ใส่ใจการศึกษา สานต่อโครงการ มอบทุนการศึกษา ปีที่ 4 สร้างสุขสู่ชุมชน

    1 กันยายน 2568 15:38 น. สยามรัฐออนไลน์ ประชาสัมพันธ์

    เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ใส่ใจการศึกษาเด็กไทย สานต่อกิจกรรม “มอบทุนการศึกษา ปีที่ 4” ภายใต้โครงการ MBK Care สร้างสุขสู่ชุมชน

    ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ใส่ใจและสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กไทย เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีและการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน จัดพิธีมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ในสังกัดสำนักงานเขตปทุมวัน ที่มีความตั้งใจเรียน มีความประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมทั้งสิ้น 41 ทุน ในโครงการ MBK Care สร้างสุขสู่ชุมชน มอบทุนการศึกษา ปีที่ 4 โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวสหัพย์ภัค โชควิจิตรกุล กรรมการผู้จัดการศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ บริษัท เอ็มบีเค เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด เป็นประธานเปิดงานและมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนระดับประถมศึกษา นางสาวศตกมล วรกุล ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท อินเทลลิเจ้นท์ ครีเอทีฟ แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด มอบทุนการศึกษาระดับประถมศึกษา นางสาวชวรมย์ มังคละคีรี รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ มอบทุนการศึกษาระดับมัธยมศึกษา บุตรข้าราชการ บุตรลูกจ้างประจำ และบุตรลูกจ้างชั่วคราว ในสังกัดสำนักงานเขตปทุมวัน โดยได้รับเกียรติจาก นายอิทธิพล อิงประสาร ผู้อำนวยการเขตปทุมวัน ร่วมพิธีเปิดงาน พร้อมด้วย หัวหน้าฝ่ายการศึกษา สำนักงานเขตปทุมวัน และ ผู้อำนวยการสถานศึกษาจากทั้ง 7 โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ในสังกัดสำนักงานเขตปทุมวัน ร่วมงาน ที่ลานกิจกรรมเอ็ม บี เค อเวนิว โซน A เมื่อวันก่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/648195&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WpCe-Xm_RGbtt6TnbJwBe