Blog

  • ฉะเชิงเทรา เลขาฯ รมต.เปิดบ้านประวัติศาสตร์ชาติไทย | TOPNEWS

    ฉะเชิงเทรา เลขาฯ รมต.เปิดบ้านประวัติศาสตร์ชาติไทย | TOPNEWS

    ฉะเชิงเทรา เลขาฯ รมต.เปิดบ้านประวัติศาสตร์ชาติไทย

    • เผยแพร่ : 05/09/2025 13:49

    สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาฉะเชิงเทรา ร่วมกับ โรงเรียนวัดโสธรวรารามวรวิหาร จัดโครงการ “เปิดบ้านประวัติศาสตร์ชาติไทย” เพื่อส่งเสริมการเรียนการสอนประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ที่มาที่ไปของประวัติสาสตร์ชาติไทย ศีลธรรม และประชาธิปไตย

    SOCAIL 16-9

    SOCAIL 16-9

    “อนุทิน” ยันยึดกม.เต็มที่เหตุ”ทักษิณ” บินดูไบ ลั่นไม่คิดแกล้ง เอาคืนใครแน่นอน

    “อุตุฯ” เตือน 45 จังหวัด ฝนถล่มหนัก ระวังน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก กทม.โดนด้วย

    สภ.เมืองสุรินทร์ ไอเดียเก๋ จัดแต่งชุดเครื่องแบบตำรวจโบราณ ชาวบ้านแห่ขอถ่ายรูป ผู้กำกับฯ เผยเพื่อจะได้ใกล้ชิดประชาชนมากขึ้น

    ชุมพรโชว์ทุเรียนมาตรฐาน ส่งเสริมเกษตรกร

    แม่ทัพภาคที่ 4 ลุยชายแดน ตรวจแผนพิทักษ์ประชาชน–ทรัพยากร

    ที่ปรึกษาพิเศษ ตร. ตรวจเยี่ยม-มอบสิ่งของบำรุงขวัญกองบินตำรวจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1301579&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rytEv4Dtu476xRk4Lwxth

  • ส่องประวัติ ‘อนุทิน’ ว่าที่นายกฯ คนที่ 32 หลังจากได้รับเสียงโหวตท่วมท้น | เดลินิวส์

    ส่องประวัติ ‘อนุทิน’ ว่าที่นายกฯ คนที่ 32 หลังจากได้รับเสียงโหวตท่วมท้น | เดลินิวส์

    ภายหลังจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เห็นชอบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 หลังได้รับคะแนนท่วมท้น 311 เสียง

    สำหรับประวัติและเส้นทางการเมือง

    อนุทิน เกิดเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2509 ที่กรุงเทพมหานคร เป็นบุตรชายคนโตของนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้ก่อตั้งบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) (STECON) เขามีพี่น้อง ได้แก่ นายมาศถวิน ชาญวีรกูล และนางอนิลรัตน์ นิติสาโรจน์

    หลายคนรู้จักในชื่อเล่นว่า “หนู” หรือ “เสี่ยหนู” เป็นนักการเมืองชาวไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เส้นทางการเมืองของเขาเต็มไปด้วยทั้งบทบาทในรัฐบาลหลายยุคสมัย รวมถึงการบริหารงานในตำแหน่งรัฐมนตรีที่สำคัญ จนก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย

    ด้านการศึกษา

    อนุทินจบมัธยมจากโรงเรียนอัสสัมชัญ และสำเร็จการศึกษาปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยฮอฟสตรา (Hofstra University) รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2532 จากนั้นต่อ Mini MBA ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในปี พ.ศ. 2533

    ชีวิตครอบครัว

    อนุทินสมรสครั้งแรกกับสนองนุช วัฒนวรางกูร มีบุตร 2 คน ต่อมาหย่าและสมรสใหม่กับศศิธร จันทรสมบูรณ์ แต่หย่าในปี พ.ศ. 2562 ปัจจุบันใช้ชีวิตคู่กับ จ๋า ธนนนท์ นิรามิษ เขายังมีงานอดิเรกที่หลายคนรู้จัก คือการสะสมพระเครื่อง

    เส้นทางทางการเมือง

    อนุทิน เข้าสู่วงการการเมืองครั้งแรกในปี พ.ศ. 2539 ด้วยตำแหน่งที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และต่อมาได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงพาณิชย์ในสมัยรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร อย่างไรก็ตาม อนุทิน ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี หลังพรรคไทยรักไทยถูกยุบในปี พ.ศ. 2549 หลังพ้นโทษตัดสิทธิทางการเมืองในปี พ.ศ. 2555 อนุทิน เข้าร่วมพรรคภูมิใจไทย และได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคในปีเดียวกัน ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเส้นทางการเมืองของเขา

    บทบาทสำคัญในการเมืองไทย

    การเลือกตั้งปี 2562 พรรคภูมิใจไทยได้เข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อ โดยอนุทินได้รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

    การเลือกตั้งปี 2566 พรรคภูมิใจไทยยังคงมีบทบาทสำคัญ อนุทิน ได้รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัฐบาลเพื่อไทย ซึ่งเป็นการเข้าร่วมรัฐบาลแบบ “แกงส้มผักรวม” ที่สื่อมวลชนขนานนาม

    การขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในปี 2568 อนุทิน ได้รับการสนับสนุนจากรัฐสภาให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย

    เกียรติคุณและตำแหน่งพิเศษ

    ได้รับพระราชทานยศกองอาสารักษาดินแดนเป็นนายกองใหญ่ พ.ศ. 2567
    ได้รับปริญญาสาธารณสุขศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากสถาบันพระบรมราชชนก พ.ศ. 2567

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5086927/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ooZ4EOKcSOUdvFunCvnni

  • การใช้เสียงในฐานะบุคคลสาธารณะเพื่อแก้ปัญหาสังคมของ แอนนา เสืองามเอี่ยม

    การใช้เสียงในฐานะบุคคลสาธารณะเพื่อแก้ปัญหาสังคมของ แอนนา เสืองามเอี่ยม

    The Cloud x สภาพัฒน์

    ในโลกที่ความเหลื่อมล้ำยังปรากฏให้เห็นชัดเจน ความเจริญกระจุกตัวอยู่ในศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ขณะที่ยังมีอีกหลายพื้นที่ขาดสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะสิ่งที่จำเป็นต่อการเติบโตของเด็กคนหนึ่ง ความฝันที่ควรจะโบยบินได้อย่างอิสระจึงจำกัดด้วยเงื่อนไขทางภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจตั้งแต่ที่พวกเขายังไม่ได้เริ่มฝันด้วยซ้ำไป 

    ท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้น มีหลายคนพยายามใช้เสียงของตัวเองเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง หนึ่งในนั้นคือ แอนนา เสืองามเอี่ยม ที่ตั้งใจใช้บทบาทการเป็น Miss Universe Thailand 2022 และ Friend of UNICEF Thailand สร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็ก ๆ ไปจนถึงแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

    สิ่งที่แอนนาทำอาจไม่ใช่การแก้ปัญหาทั้งหมดได้ในทันที แต่อย่างน้อยก็เป็นจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ที่จะชวนให้สังคมหันมาฟังเสียงของคนที่มักถูกมองข้ามว่า การศึกษาและสิ่งแวดล้อมที่ดีเป็นรากฐานสำคัญที่ทุกคนควรได้รับ

    ชีวิตในวัยเด็กส่งผลต่อการเป็น แอนนา เสืองามเอี่ยม ในวันนี้อย่างไร

    พ่อแม่ตัดสินใจแยกทางกันตั้งแต่แอนนายังเด็ก พวกท่านต้องทำงานเลยไม่ค่อยมีเวลาดูแลเรา แอนนาจึงโตมากับคุณทวด ซึ่งท่านบวชเป็นแม่ชีอยู่ที่วัดช่างเหล็ก เราได้อาศัยอยู่วัดตั้งแต่ ม.3 จนเรียนจบมหาวิทยาลัย

    การเติบโตมาในวัดและได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้าทำให้เรามีทัศนคติเชิงบวก ตอนนั้นเรายังเด็ก ไม่ค่อยเข้าใจคำสอนต่าง ๆ เท่าไหร่ แต่พออายุมากขึ้น ผ่านชีวิตมามากขึ้น คำสอนเหล่านั้นก็ช่วยไม่ให้เราออกนอกลู่นอกทาง

    เพราะกลัวบาปไหม

    ใช่ เมื่อก่อนเรากลัวตกนรกมาก ๆ ไม่กล้าทำผิดศีลเลย พอโตมาถึงเข้าใจว่าหลักธรรมคำสอนในพุทธศาสนามีเป้าหมายอยากให้คนประพฤติอยู่ในศีลธรรม การที่เราได้เห็นโลกมากขึ้น ได้เห็นความจริงของชีวิต ทำให้เรารู้ว่าการทำผิดไม่ได้แปลว่าต้องตกนรกเท่านั้น บางทีมันอาจมาในรูปแบบผลจากการกระทำ 

    การเติบโตมากับพ่อแม่ที่ทำงานเป็นพนักงานเก็บกวาดขยะส่งผลต่อการมองโลกของคุณอย่างไร

    เราเติบโตมากับคำว่า ‘ขยะ’ เราช่วยพ่อบีบขวดพลาสติกขายตั้งแต่เด็ก ขึ้นรถไปเก็บขยะด้วยกัน สายตาของคนอื่น ๆ ที่มองมาที่เรา ถ้าเขาไม่เข้าใจก็คงมองว่าเด็กคนนี้น่าสงสารจัง แต่สำหรับเรา การได้ช่วยพ่อแม่เก็บขยะคือความสนุก เรามองว่านั่นเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต

    การขับเคลื่อนประเด็นสังคมผ่านบทบาทนางงาม

    แอนนามองว่านางงามทุกคนไม่ได้มาเพื่อชนะเท่านั้น แต่มาเพื่อที่จะช่วยสังคมด้วย นางงามแต่ละคนจะมีประเด็นที่ตัวเองต้องการผลักดัน อาจเป็นสิ่งที่เขาเคยประสบมาและอยากแก้ไขให้ดีขึ้น อย่าง R’Bonney Gabriel ที่คว้ามงกุฎจากเวที Miss Universe 2022 เขาผลักดันเรื่องสิ่งแวดล้อม จึงพยายามแสดงให้เห็นถึงพลังของการรีไซเคิลว่าทำให้ของชิ้นหนึ่งกลับมามีคุณค่าได้อีกครั้ง 

    อย่างตัวแอนนาเอง ตอนประกวด Miss Universe 2022 แอนนาสวมชุดราตรีที่ทำจากฝากระป๋องอะลูมิเนียม เพราะตั้งใจจะสื่อว่าของทุกชิ้นนำกลับมาเพิ่มมูลค่าได้เสมอ แม้ว่าวันนั้นเราจะไปไม่ถึงจุดที่ฝันไว้ แต่ชุดนั้นก็เป็นที่สนใจของทุกคน 

    คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่า ชีวิตเราเกิดมาครั้งเดียว ต้องไปให้ไกลกว่านี้ ตอนนี้คุณอยู่จุดไหนแล้ว

    การประกวดนางงามทำให้แอนนาได้รับโอกาสหลาย ๆ อย่าง เราเลยอยากทำทุกอย่างให้เต็มที่ พัฒนาตัวเองต่อไปเรื่อย ๆ พยายามใช้สิ่งที่มีนั่นคือการเป็นบุคคลสาธารณะแก้ไขปัญหาสังคม เข้าไปทำงานกับ UNICEF Thailand ในเรื่องการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาสำหรับเด็กในพื้นที่ห่างไกล และทำงานกับกรุงเทพมหานครเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เราอาจเป็นตัวกลางที่สะท้อนให้สังคมเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น และนำเสนอว่าพวกเขาจะเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างไร

    เรื่องที่คุณอยากผลักดันมากที่สุด

    อยากผลักดันเรื่องการศึกษา เพราะแม่แอนนาเป็นคนที่เชื่อในเรื่องการศึกษามาก ๆ (เน้นเสียง) แม่เรียนจบแค่ ป.6 ทั้ง ๆ ที่อยากเรียนต่อมากแต่คุณยายไม่มีเงิน แม่จึงคิดมาตลอดว่าตัวเองจะไปได้ไกลกว่านี้หากได้เรียนต่อ เลยเป็นเหตุผลให้แม่ตัดสินใจย้ายมากรุงเทพฯ ดิ้นรนทำงานในอาชีพที่ไม่ใช่งานในฝันของใครหลายคน แต่มันเป็นก้าวยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนชีวิตเขาได้ แม่สอนแอนนาเสมอว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต้องเรียนให้จบ เพราะแม่อยากให้เรามีอนาคตที่ดีกว่าเขา

    แอนนากับแม่เลยเชื่อเรื่องการศึกษามาตลอด การศึกษาช่วยเปิดโลกของเราให้กว้างขึ้น ตอนเรียน ม.ปลาย เราคิดว่ารู้เยอะแล้ว แต่พอเรียนมหาวิทยาลัย โลกของเรากว้างขึ้นได้อีก กระทั่งเรียนจบมาทำงาน โลกเราก็ยังขยายได้อีก มันขยายไปได้เรื่อย ๆ และมากกว่าความรู้ในห้องเรียน คือคอนเนกชันและประสบการณ์ที่เราหาไม่ได้ด้วยตัวเอง แต่เป็นประสบการณ์จากที่คนอื่น ๆ เล่าให้เราฟัง 

    สุดท้ายก็บอกไม่ได้หรอกว่าถ้าเรียนไม่จบแล้วชีวิตคุณจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่แอนนามองว่า ความรู้หรือการศึกษาเป็นสมบัติที่จะอยู่กับเราไปจนวันตายจริง ๆ

    ถ้าให้มองภาพกว้าง คุณคิดว่าสถานการณ์เด็กกับการศึกษาไทยในวันนี้เป็นอย่างไร

    รวยกระจุก จนกระจาย ในความรู้สึกของแอนนา ความเจริญยังขยายไม่มากพอ ลองขับรถออกไปจากย่านเศรษฐกิจนิดหนึ่งจะรู้เลยว่าเหมือนอยู่กันคนละประเทศ ไม่ใช่แค่การศึกษานะ แค่โครงสร้างพื้นฐานก็ต่างกันแล้ว มันเลยยากที่จะทำให้เด็กหลาย ๆ คนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลมีสิ่งอำนวยความสะดวก จะได้เรียนหนังสือหรือได้รับสวัสดิการเทียบเท่ากับเด็กในเมือง

    เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คุณมาร่วมงานกับ UNICEF ผลักดันเรื่องโอกาสทางการศึกษาสำหรับเด็กที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล

    แอนนาได้ร่วมทำโครงการ ‘ห้องสมุดเคลื่อนที่’ เป็นการฟื้นฟูวิกฤตการศึกษาหลังการระบาดของโควิด-19 เราไปลงพื้นที่ที่โรงเรียนบ้านห้วยเดื่อ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นพื้นที่ที่ยังขาดสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย หนึ่งในนั้นคือหนังสือ เด็ก ๆ มีโอกาสน้อยมากที่จะได้อ่านหนังสือสักเล่ม ส่งผลต่อการรับรู้เรื่องราวของโลกภายนอก เช่น มีเด็กถามเราว่ากรุงเทพฯ เป็นยังไงบ้าง เพราะเขาไม่เคยไป ไม่รู้จัก พอถามถึงความฝัน ความฝันของเด็ก ๆ ที่นี่จะอยู่แค่ในพื้นที่ที่เขาโตมาเท่านั้น ซึ่งไม่ได้แปลว่าความฝันของเขามันเล็กนะ แอนนาเชื่อว่าถ้าเขาได้รู้มากกว่านี้ ความฝันของเขาจะไปได้ไกลอีก 

    ทาง UNICEF จึงจัดโครงการห้องสมุดเคลื่อนที่ เป็นรถคันหนึ่งที่บรรจุหนังสือ สมุด อุปกรณ์การเรียน ไปจนถึงมีคนเล่านิทานอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งก็คือแอนนาเอง รถคันนี้จะช่วยเปิดโลกของเด็ก ๆ ให้กว้างขึ้น จำได้ว่าตอนที่รถห้องสมุดเคลื่อนที่ไปถึงโรงเรียน เด็ก ๆ วิ่งกรูกันเข้ามา พวกเขาตื่นเต้นกันมากเพราะของที่อยู่ในรถเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน แอนนาได้เล่านิทาน และมีบางคนขอยืมนิทานกลับบ้านไปเล่าให้ครอบครัวฟังด้วย 

    ห้องสมุดเคลื่อนที่นี้ทำให้ความฝันของเด็ก ๆ ไปได้ไกลขึ้น เพราะเขาได้เห็นโลกมากขึ้นผ่านการอ่านหนังสือ บางคนถึงขั้นอยากเป็นนางงามเลยนะ แม้ว่าเขาจะไม่รู้หรอกว่านางงามคืออะไร แต่พอได้ฟังที่เราเล่าก็สนใจ

    นอกจากการศึกษา คุณอยากผลักดันเรื่องอะไรอีกบ้าง

    เรื่องสิ่งแวดล้อมค่ะ แอนนามีส่วนร่วมกับโครงการ ‘ไม่เทรวม’ ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งโครงการนี้เปิดตัวหลังแอนนาได้รับตำแหน่ง Miss Universe Thailand 2022 ไม่นาน และพ่อแม่ของแอนนาก็ทำงานเป็นพนักงานเก็บกวาดขยะของกรุงเทพมหานครด้วย เราเลยได้มีส่วนร่วมประชาสัมพันธ์โครงการนี้ในฐานะทูตมือวิเศษ เป็นทูตสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพฯ

     โครงการไม่เทรวมส่งเสริมให้แต่ละบ้านแยกขยะ พร้อมแก้ความเข้าใจผิดที่ว่า คนเก็บขยะของกรุงเทพมหานครจะนำขยะทุกประเภทมาเททิ้งรวมกัน 

    ในปี 2030 แอนนาอยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไร

    อยากให้มีคนที่พร้อมพัฒนาประเทศไปด้วยกัน แอนนาเองก็จะยังมุ่งเน้นทำงานเรื่องการศึกษาต่อไป เพราะอาจมีเด็กที่เชื่อแบบเดียวกับเราว่า เกิดมาครั้งหนึ่งต้องใช้ชีวิตให้ถึงที่สุด ฉะนั้น เราต้องเปิดโลกของพวกเขาให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผ่านการพัฒนาระบบการศึกษา ทำให้เด็กทุกคนเข้าถึงไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ให้ความฝันของเขามีโอกาสเติบโต 

    อะไรคือ ‘คำสำคัญ’ ที่อยากให้เราเก็บไว้ในใจ

    คำว่า Equity เพราะไม่ควรมีเด็กคนไหนถูกละทิ้งไว้ข้างหลัง ทุกอย่างคือความเท่าเทียม ไม่ว่าคุณจะเกิดในตัวเมือง ในชนบท หรือในพื้นที่ไหนก็ตาม คุณต้องเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน เข้าถึงระบบการศึกษาที่ดี เราอยากให้ทุกคนมองภาพกว้าง เปิดใจ และร่วมมือช่วยเหลือกันเท่าที่จะทำได้ ประเทศเราพัฒนาเพื่อทุกคนได้ ไม่ใช่พัฒนาเพื่อคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://readthecloud.co/anna-sueangam-iam/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3EsGsFVIdbz-vMJO_2hs5Y

  • ขอโอกาสทางเศรษฐกิจบ้าง

    ขอโอกาสทางเศรษฐกิจบ้าง

    ภาพที่ 1  ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์

    มฤตยูจร (0) เดินในราศีพฤษภ ระหว่าง 8 กรกฎาคม 2565-18 กรกฎาคม 2572

    พฤหัสบดีจร (5) เดินในราศีเมถุน ระหว่าง 13 พฤษภาคม-2 ตุลาคม 2568

    ภาพที่ 2 คำทำนาย-ปี 2568 เมืองอยู่ในระยะเจ็ดปีของการปฏิวัติเศรษฐกิจ

    ก่อนอื่นขอชี้แจงข่าวลือหนาหูว่าผู้เขียนเอาวิชาอะไรมาทำนายทายทักทั้งดวงชะตาเมืองและคน

    เพราะมีลือแปลกๆ เช่นว่า ได้ดวงกสิณที่ผุดมาเองเพราะดูดวงมามาก ซึ่งไม่ใช่เลย ผู้เขียนไม่ได้มีฤทธิ์เดชอะไรแม้แต่น้อย

    ล่าสุดทำเอาสะดุ้ง เมื่อถูกถามผ่านคนสนิทมาว่าเพราะนั่งเทียนส่องน้ำมนต์แล้วเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้าหรือไม่?

    ที่สะดุ้งเพราะคำว่า นั่งเทียน เป็นภาษาวงการข่าว มีความหมายว่า กุ หรือ เต้า หรือ โมเม ขึ้นมาเองโดยไม่มีมูลความจริง

    ความจริงคือ ทุกคำทำนายทั้งหลายของผู้เขียนล้วนกลั่นหรือตกผลึกมาจากตำรา หรือหลักโหราศาสตร์ไทยที่รวบรวมไว้ในตำราที่เป็นหลักเหมือนขุมทรัพย์ทางโหร ชื่อ โหราศาสตร์ปริทรรศน์  รวบรวมไว้โดย .เทพย์ สาริกบุตร ครูโหรผู้ล่วงลับ   ที่มีทั้งหมด 5 เล่ม เล่ม 1-5

    เป็นวิชาโหรที่ใช้หลักทักษาประกอบดวงชะตา ซึ่งหลักทักษายึดตามตำราลิลิตทักษาพยากรณ์ที่ทรงพระนิพนธ์โดยเจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี แล้วหลวงอรรถวาทีธรรมประวรรต (วิเชียร จันทน์หอม) ตรวจชำระและทำคำอธิบายเพิ่มเติม

    แค่ 5 ถึง 6 เล่มนี้ ขุมทรัพย์ทางโหรก็เต็มไปหมดแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าจะขุดได้ขนาดไหน

    แต่ก็ขอสารภาพตรงๆ ว่า เรียนวิชาโหราศาสตร์ด้วยตัวเองมาเกือบจะ 30 ปีแล้ว ผลคือ ยิ่งเรียนเหมือนยิ่งไม่รู้ เพราะ ล้ำลึกและหลากหลายความหมายมาก

    ผลคือ อาการทำนายช้างออกม้า หรือทำนายม้าออกช้าง จึงเกิดขึ้นบ่อยมาก ที่ถึงแม้จะเป็นสัตว์สี่เท้าด้วยกันคือไม่ผิดแต่พลาดเป้า

    อีกอย่างการทำนายล่วงหน้านานๆ ก็ยังอาภัพอีกเพราะไม่ค่อยมีคนสนใจ เนื่องจากจะเป็นเรื่องไกลตัว

    ตัวอย่างเช่น เรื่องเศรษฐกิจที่ผู้เขียนทำนายไว้ตั้งแต่ปลายปี 2564 แถมย้ำมาทุกปีในการทำนายดวงชะตาเมืองว่า ตั้งแต่กรกฎาคม 2565 เป็นต้นไปยาวนานเจ็ดปี ถึงกรกฎาคม 2572 เมือง ต้องปฏิวัติใหญ่เศรษฐกิจ หรือ การทำมาหาได้ (มฤตยูจร 0 เจ้าของการปฏิวัติเดินในราศีพฤษภ-ภพกฎุมภะ-ดินแดนแห่งเศรษฐกิจของเมือง)

    หากเมืองไม่ปฏิวัติเมืองจะถูกปฏิวัติ เพราะระยะเวลาเจ็ดปีนี้ภัยสงครามเศรษฐกิจโลกจะโดดเด่นมาก เช่นที่เกิดขึ้นแล้วคือ ถูกสหรัฐอเมริกาบีบหน้าเขียวหน้าเหลืองเรื่องภาษี

     หากฝืนได้ก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างเจ็บปวด

    หากทำได้ดีเมืองจะประสบความสำเร็จอย่างล้ำเลิศ มีโอกาสหลุดจากประเทศรายได้ปานกลางไปสูง

    แต่หากทำได้ไม่ดีเมืองจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังทางเศรษฐกิจอย่างเจ็บปวด

    ไม่ว่าจะทำได้ดีหรือร้าย ผลสรุปคือ หากยืนอยู่ข้างกำแพงพระนคร กลางปี 2572 เราจะถามตัวเองว่าเศรษฐกิจ หรือการทำมาหาได้ของเมืองเราไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร

    ที่ผ่านมาผู้เขียนได้เห็นการพยายามปฏิวัติโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หลายด้าน

    แต่มาเสียจังหวะช่วงรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยที่เน้นการแจกเงิน หรือตำน้ำพริกละลายแม่น้ำมากกว่าปฏิวัติหรือเปลี่ยนแปลงใหญ่โครงสร้างทางเศรษฐกิจ

    แต่เอาเป็นว่าที่ผ่านมายกความผิดไปให้ดวงชะตาเมือง ที่พฤหัสบดีจร (5) ทับพระอังคารดวงเมือง (๓) จึงทำให้ใช้เงินไม่เข้าเป้าก็แล้วกัน และมันก็ผ่านไปแล้ว

    ครั้นตั้งแต่ 13 พฤษภาคม 2568 มาแล้วที่บุญเก่าของเมืองมาช่วยหลายด้าน ตามโฉลก…ถึงบุญเพรงคนยำเกรงให้ลาภา…(พฤหัสบดีจร 5 เดินในราศีเมถุน ภพที่สาม สหัชชะ)

    บุญเก่านี้เป็นฐานหลักรองรับเกณฑ์อื่นที่จะเสริม เช่น เกณฑ์…ศัตรูจะอัปรา และวัตถาระส่ำระสาย สินทรัพยะสูญหาย ก็จะคืนจะคงเรือน…(พระเสาร์จร 7 ถึงพฤหัสบดีดวงเดิม ๕) ผลคือ ทหารและประชาชนได้ช่วยต่อสู้เพื่อให้เมืองได้ดินแดนที่เขมรเคยยึดไป 11 จุดกลับมาแล้ว

    จึงในวาระที่เสียจังหวะเรื่องเศรษฐกิจไปตั้งแต่หลังเลือกตั้ง ก็ได้แต่หวังว่านายกรัฐมนตรีและรัฐบาลใหม่จะให้โอกาสทางเศรษฐกิจ ในระดับเปลี่ยนแปลงใหญ่ หรือปฏิวัติโครงสร้าง ไม่ใช่ทำอะไรเหมือนที่ทำมาเช่นการแจกแต่เงิน

    ฉะนั้นรัฐบาลใหม่ควรพิจารณาทีมงานเศรษฐกิจระดับเซียน-บิ๊กเนม

    เพราะเศรษฐกิจเป็นเรื่องอารมณ์และความเชื่อมั่น

    เมื่อความเชื่อมั่นมา ก็จะไปกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้

    อย่าคิดว่ารัฐบาลมีเวลาทำงานเพียงแค่ 4 เดือนจะทำอะไรมากไม่ได้ เพราะในอดีตรัฐบาลชั่วคราวของคุณอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี รอบสองหลังเหตุการณ์พฤษภา 2535 ที่มีภารกิจคือ เข้ามายุบสภานั้น มีเวลาน้อยมาก

    นั่นคือ คุณอานันท์ยุบสภาหลังจากกระบวนการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้วเพียง 20 วัน

    จึงเมื่อรวมระยะเวลาทำงานรวมทั้งช่วงรักษาการณ์รอบนั้นก็ร้อยกว่าวัน

    แต่คณะรัฐมนตรีชุดนั้นที่ล้วนแต่ชั้นเยี่ยมก็เร่งทำงานเต็มที่ ขนาดประชุมคณะรัฐมนตรีนัดสุดท้ายทำกันเลยสองยาม เล่นเอานักข่าวช่างภาพหิวข้าวตามๆ กัน

    ศึกสงครามทหารกับประชาชนก็ช่วยกันไปแล้ว การเมืองก็เล่นกันมากจนชาวบ้านเวียนหัวแล้ว

    ต่อไปนี้ฝ่ายนักการเมืองควรจะเปิดโอกาสให้ทางเศรษฐกิจบ้าง เพราะดาวของการปฏิวัติใหญ่ทางเศรษฐกิจยังเอื้ออยู่.         

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/856830/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tuRwx0A20mcGYqKnJs0dN

  • เศรษฐกิจสั่นคลอน การเมืองไม่เสถียร ผวาไทยถูกหั่นเรตติ้ง ทำต้นทุนกู้เงินพุ่ง

    เศรษฐกิจสั่นคลอน การเมืองไม่เสถียร ผวาไทยถูกหั่นเรตติ้ง ทำต้นทุนกู้เงินพุ่ง

    เศรษฐกิจสั่นคลอน การเมืองไม่เสถียร ผวาไทยถูกหั่นเรตติ้ง ทำต้นทุนกู้เงินพุ่ง

    ท่ามกลางความผันผวนทางการเมืองไทยที่ยังขาดเสถียรภาพ ความเชื่อมั่นทั้งภาคธุรกิจและการลงทุนเริ่มสั่นคลอน แรงกดดันจากวิกฤตศรัทธาและการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ติดขัด กำลังผลักดันประเทศเข้าสู่ทางตันในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เส้นทางจากนี้สุดท้ายแล้วถูกจับตาว่าจะนำไปสู่การยุบสภาและการเลือกตั้งใหม่ในปีหน้า

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากสถานการณ์ความผันผวนทางการเมืองของไทย แม้ไทยจะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้ว แต่สุดท้ายแล้วก็จะนำไปสู่การยุบสภา และจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ ซึ่งการขาดเสถียรภาพทางการเมืองในเวลานี้จะส่งผลกระทบและมีความเสี่ยงใน 2 เรื่อง ได้แก่ 1.ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและนักลงทุนลดลง 2.มีโอกาสที่ประเทศไทยจะถูกลดเครดิตเรตติ้งลง

    ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มูดี้ส์ เรตติ้งส์ ได้ปรับลดความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ที่ระดับ Baa1 แต่ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) ที่ Negative Outlook ซึ่งมีสาเหตุจากปัจจัยความเสี่ยงภายนอก เฉพาะอย่างยิ่งความไม่แน่นอนที่เกิดจากการจัดเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการค้าของไทยในช่วงนับจากนี้

    รองศาสตราจารย์ ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช นักวิชาการอิสระ และผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจระหว่างประเทศและอาเซียน

    ในครั้งนี้ไทยน่าจับตามองว่าอาจจะถูกปรับลดเครดิตลงจากปัจจัยภายในประเทศที่มาจากภาคการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพ ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ผลกระทบที่จะตามมาหากไทยถูกปรับลดเครดิต เช่น ต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลและเอกชนจะสูงขึ้น โดยจะถูกคิดอัตราดอกเบี้ยในอัตราสูงจากความเสี่ยงประเทศสูงขึ้น บริษัทเอกชนที่ออกหุ้นกู้หรือต้องกู้เงินจากต่างประเทศจะต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น ซึ่งจะกระทบต่อการลงทุน เป็นต้น

    ขณะเดียวกัน ณ เวลานี้ ถ้ายังต้องเผชิญพายุเศรษฐกิจถึง 3 ลูก เป็นอย่างน้อย ได้แก่ 1. ภาษีสหรัฐที่เรียกเก็บจากสินค้านำเข้าจากประเทศไทยอีก 19% ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้ว ส่งผลกระทบต่อการส่งออกที่ลดลงหรือชะลอตัวลงในเดือนที่เหลือของปีนี้ 2.ช่วงที่ไทยมีคณะรัฐมนตรีเฉพาะกาล 4 เดือนก่อนยุบสภา คงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ไม่มากนัก เพราะนักการเมืองที่เป็นรัฐบาลจะมุ่งเน้นในการเตรียมตัวเข้าสู่โหมดการเลือกตั้ง และ 3. ข้อพิพาทไทย-กัมพูชาที่ยังยืดเยื้อและยังไม่ทราบจุดจบของปัญหา ซึ่งจะกระทบต่อการค้าชายแดน แรงงาน รวมถึงเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

    เศรษฐกิจสั่นคลอน การเมืองไม่เสถียร ผวาไทยถูกหั่นเรตติ้ง ทำต้นทุนกู้เงินพุ่ง

    “รัฐบาลเฉพาะกาล 4 เดือน ที่นำไปสู่การยุบสภา และการเลือกตั้งครั้งใหม่ จะส่งผลทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้ไม่เต็มที่ โครงการขนาดใหญ่ของประเทศที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มการจ้างงานในเวลานี้ก็ยังไม่มี ดังนั้นจึงคาดว่าจีดีพีหรือเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ประมาณ 1.2-1.8% โดยในไตรมาสที่สี่ น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด”

    สอดคล้องกับที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา ระบุว่า ผลจากการเมืองไทยที่ขาดเสถียรภาพในเวลานี้ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยที่อาจชะลอตัวในเดือนที่เหลือของปีนี้ โดยคาดว่าในครึ่งปีหลังจีดีพีไทยมีแนวโน้มจะขยายตัวได้เพียง 1% และทั้งปีนี้คาดว่าจีดีพีไทยจะขยายตัวได้ 1.8-2.2% จากแรงกดดันและความไม่แน่นอนทางการเมือง ซึ่งอาจกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ การขาดความเชื่อมั่นในการตัดสินใจลงทุนของเอกชน และมีความเสี่ยงที่ประเทศจะถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือสูง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/638109&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cAN_avV4WzzcnQBEu1OrE

  • อ่านเกม ภาษีทรัมป์ หลังอุทธรณ์สหรัฐฯ ชี้ ใช้อำนาจเกินขอบเขต จุดจบคืออะไร

    อ่านเกม ภาษีทรัมป์ หลังอุทธรณ์สหรัฐฯ ชี้ ใช้อำนาจเกินขอบเขต จุดจบคืออะไร

    เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา คำตัดสินของศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ วินิจฉัยว่าการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ในอดีต ใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Power Act (IEPA) ตั้งกำแพงภาษีกับหลายประเทศทั่วโลกนั้นเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต

    ชาตรี โรจนอาภา CFA, FRM หัวหน้าทีมที่ปรึกษาการลงทุน SCB CIO ธนาคารไทยพาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Morning Wealth ระบุว่า เรื่องนี้มีที่มาจากการที่สมาคมผู้ค้ารายย่อยฟ้องร้องรัฐบาล เนื่องจากเห็นว่ากฎหมาย IEPA มีเจตนารมณ์เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ หรือเพื่อการยึดทรัพย์และคว่ำบาตรบางประเทศที่กระทบต่อความมั่นคง ไม่ใช่เพื่อการตั้งภาษีเป็นการทั่วไปซึ่งเป็นอำนาจของรัฐสภาสหรัฐฯ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้

    ศาลอุทธรณ์จึงมีคำวินิจฉัยยืนตามศาลชั้นต้นว่าการตั้งภาษีดังกล่าวไม่ถูกต้องพร้อมทั้งขยายเวลาให้รัฐบาลสหรัฐฯ ไปจนถึงวันที่ 14 ตุลาคม เพื่อยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงสุด หรือศาลฎีกา ซึ่งจะทำหน้าที่พิจารณาชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้าย 3 ฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้น

    เปิด 3 ฉากทัศน์ จุดจบ ‘ภาษีทรัมป์’

    ชาตรี ยังวิเคราะห์ต่อว่า คำตัดสินของศาลสูงสุดมีแนวโน้มที่จะออกมาได้ 3 ฉากทัศน์ ดังนี้

    1. ศาลสูงสุดไม่รับอุทธรณ์ ในกรณีนี้ คำตัดสินของศาลอุทธรณ์จะเป็นที่สิ้นสุด ภาษีที่ตั้งไว้ทั้งหมดถือว่าผิดกฎหมายและต้องถูกยกเลิกไป รวมถึงต้องพิจารณาเรื่องการคืนภาษีที่จัดเก็บไปแล้ว ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างมากต่องบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ และอาจนำไปสู่ปัญหาทางการคลังในอนาคต
    1. ศาลสูงสุดรับอุทธรณ์แต่ตัดสินว่ารัฐบาลผิด ผลลัพธ์จะเหมือนกับกรณีแรก คือการตั้งภาษีดังกล่าวไม่ถูกต้องและต้องถูกยกเลิก ซึ่งอาจต้องใช้เวลาพิจารณานานขึ้น แต่ก็ยังคงเป็นผลดีต่อการค้าโลกโดยรวม และจะช่วยคลายความกังวลของนักลงทุนได้ในระยะยาว
    1. ศาลสูงสุดรับอุทธรณ์และตัดสินว่ารัฐบาลทำถูกต้อง หากศาลสูงสุดวินิจฉัยเช่นนี้ จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้รัฐบาลสหรัฐฯ สามารถใช้กฎหมาย IEPA ในการตั้งกำแพงภาษีได้ในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงของสงครามการค้ารอบที่สองและสามในอนาคต

    ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า ศาลสูงสุดมีผู้พิพากษา 6 ใน 9 คนที่ได้รับการแต่งตั้งในสมัยที่พรรครีพับลิกันเป็นรัฐบาล อาจทำให้ทรัมป์มีโอกาสได้เปรียบกว่า 2 ศาลแรก แต่ชาตรีชี้ให้เห็นว่าการที่ศาลสูงสุดจะกลับคำตัดสินของศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นได้นั้น ต้องมีหลักฐานและเหตุผลที่ชัดเจนอย่างยิ่งยวด และประเด็นนี้จะเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะรัฐบาลสหรัฐฯ เองก็ต้องเตรียมพร้อมรับมือกับผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะออกมาในทิศทางใดก็ตาม

    ประเมินจุดจบถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก

    ไม่ว่าจะออกมาในทิศทางใด ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกก็มีแนวโน้มที่จะเป็นเชิงบวก หรือเป็นกลาง มากกว่าที่จะแย่ลงกว่าที่เป็นอยู่ เพราะในมุมมองของนักลงทุน มีเพียง 2 กรณีเท่านั้นที่จะเกิดขึ้น คือ สถานการณ์ยังคงเป็นเหมือนปัจจุบัน หรือ สถานการณ์จะดีขึ้น

    วิเคราะห์ผลกระทบต่อสินทรัพย์ลงทุนโลก โดนสะเทือนแค่ไหน

    หากศาลสูงสุดตัดสินว่าการตั้งภาษีผิดกฎหมาย จะส่งผลบวกอย่างมากต่อตลาดหุ้นทั่วโลก โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ไปยังสหรัฐฯ อย่างจีน เกาหลีใต้ ไต้หวัน ญี่ปุ่น เวียดนาม รวมถึงประเทศไทย เพราะจะทำให้ความกังวลเรื่องสงครามการค้าลดลง เศรษฐกิจโลกกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง และผลประกอบการของบริษัทต่างๆ ที่เคยได้รับผลกระทบก็จะฟื้นตัว สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ อาจมีบางอุตสาหกรรมที่เคยได้รับการปกป้องจากภาษีอย่างเช่น เหล็กและรถยนต์ได้รับผลกระทบในระยะสั้น แต่ภาพรวมการบริโภคและการลงทุนจะดีขึ้น

    • ตลาดตราสารหนี้ กรณีที่ศาลตัดสินว่าการตั้งภาษีผิดกฎหมาย ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลต้องคืนภาษีที่เก็บไปแล้ว จะทำให้งบประมาณขาดดุลมากขึ้นและต้องออกพันธบัตรเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวสูงขึ้นได้ ในทางกลับกัน พันธบัตรระยะสั้นอาจได้ประโยชน์จากการที่อัตราเงินเฟ้อลดลง ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีโอกาสลดดอกเบี้ยได้
    • ค่าเงิน กรณีที่ศาลตัดสินว่าการตั้งภาษีผิดกฎหมาย ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะอ่อนค่าลง จากการที่รัฐบาลขาดดุลมากขึ้นและ Fed อาจลดดอกเบี้ย อย่างไรก็ตาม หากผลตัดสินออกมาว่ารัฐบาลทำถูกต้อง สถานการณ์ทุกอย่างก็จะคงที่เหมือนในปัจจุบัน

    เปิดกลยุทธ์ลงทุนรับมือความไม่แน่นอนสูง

    ชาตรีให้คำแนะนำนักลงทุนว่า จากความไม่แน่นอนนี้ โอกาสที่ตลาดจะปรับฐานในระยะสั้นถือเป็นจังหวะที่ดีในการเข้าลงทุน โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งมีโอกาสได้รับผลบวกมากกว่าตลาดพัฒนาแล้ว โดยนักลงทุนสามารถพิจารณาเข้าลงทุนในตลาดหุ้นได้ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ หรือ Emerging Market ก็ตาม

    เนื่องจากผลลัพธ์ของคดีนี้มีเพียง 2 อย่าง คือ สถานการณ์จะยังคงเป็นเหมือนปัจจุบัน หรือ สถานการณ์จะดีขึ้น ซึ่งหมายความว่าการลงทุนในตลาดหุ้นยังคงมีความน่าสนใจอยู่มาก

    อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามการตัดสินของศาลสูงสุดอย่างใกล้ชิด เพราะหากผลออกมาในทางตรงกันข้าม การเงินการคลังของสหรัฐฯ อาจเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ และตลาดโลกอาจสั่นสะเทือนอีกครั้งอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง

    ภาพ: IAB Studio/Shutterstock

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/trump-tariff-us-court-ruling/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1iIHUfTtaFcJhJYYV5aXmb

  • ผู้การฯน่านเยี่ยมตร.ท่องเที่ยวหลังน้ำท่วม พร้อมมอบตู้เย็นใหม่ อบอุ่นใจกลางเมือง

    ผู้การฯน่านเยี่ยมตร.ท่องเที่ยวหลังน้ำท่วม พร้อมมอบตู้เย็นใหม่ อบอุ่นใจกลางเมือง

    ผู้การฯน่านเยี่ยมตร.ท่องเที่ยวหลังน้ำท่วม พร้อมมอบตู้เย็นใหม่ อบอุ่นใจกลางเมือง

    วันเสาร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.ดเรศ กัลยา ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว ณ ที่พักสายตรวจตำรวจท่องเที่ยว ตรงข้ามวัดภูมินทร์ อ.เมือง จ.น่าน หลังประสบเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ที่ผ่านมา จากการตรวจสอบ พบว่าวัสดุอุปกรณ์สำนักงานหลายรายการได้รับความเสียหาย ส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ในโอกาสนี้ พล.ต.ต.ดเรศ ได้มอบ ตู้เย็น 1 เครื่อง ให้ตำรวจท่องเที่ยว เพื่อใช้แช่น้ำดื่มบริการนักท่องเที่ยวที่มาเยือนวัดภูมินทร์และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง แม้เผชิญสถานการณ์น้ำท่วมก็ตาม บรรยากาศเป็นไปด้วยความอบอุ่น เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวต่างแสดงความขอบคุณต่อผู้บังคับการ ที่ให้ความใส่ใจและดูแลสวัสดิการในช่วงเวลาที่ยากลำบาก

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/912306&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Hsct9V2KLclCWRVY7fHhs

  • เศรษฐกิจเผชิญแรงกดดัน กรุงศรี คาดครึ่งปีหลังเติบโตแค่ 1.3%

    เศรษฐกิจเผชิญแรงกดดัน กรุงศรี คาดครึ่งปีหลังเติบโตแค่ 1.3%

    วันเสาร์ ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ และผู้บริหารสายงานวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า เศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปี 2568 มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันทั้งปัจจัยภายนอกจากการขึ้นอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ สู่อัตรา 19% ส่งผลให้ภาคการส่งออกสินค้าของไทยที่เคยเป็นแรงส่งหลักมีแนวโน้มหดตัว ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศมีความซับซ้อนและเปราะบางมากขึ้นจากความไม่แน่นอนทางการเมือง วิจัยกรุงศรีจึงประเมินว่าหากการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจยังมีความต่อเนื่องคาดทั้งปี 2568 เศรษฐกิจไทยจะยังเติบโตได้ตามคาดการณ์เดิมที่ 2.1% โดยครึ่งปีหลังจะขยายตัวเพียง 1.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งชะลอลงจาก 3.0% ในช่วงครึ่งแรก โดยมีรายละเอียดของปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีหลัง ดังนี้

    (i) ภาคส่งออกสูญเสียแรงขับเคลื่อนการส่งออกที่เติบโตสูงในช่วงครึ่งแรกของปี (+15.0% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) มาจากการเร่งสะสมสินค้าล่วงหน้าก่อนที่สหรัฐฯจะขึ้นอัตราภาษีนำเข้า นอกจากนี้เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มอ่อนแรงลงจะส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศจึงคาดว่าการส่งออกของไทยทั้งปี 2568 จะขยายตัว 3.5%

    (ii) การลงทุนภาคเอกชนเผชิญความท้าทายที่เพิ่มขึ้นโดยทั้งปีคาดว่าการลงทุนภาคเอกชนจะเติบโตในระดับต่ำที่ 0.9% แม้ยังพอมีปัจจัยบวกจากการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดเล็กของภาครัฐวงเงิน 8.5 หมื่นล้านบาท แต่การลงทุนภาคเอกชนยังเปราะบาง ท่ามกลางปัจจัยลบจากความกังวลเรื่องความไม่แน่นอนทางการเมือง ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ล่าช้าและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

    (iii) ภาคท่องเที่ยวมีแนวโน้มหดตัวสาเหตุหลักมาจากการลดลงอย่างมากของนักท่องเที่ยวจีน เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในภูมิภาค วิจัยกรุงศรีจึงคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2568 จะลดเหลือ 34 ล้านคน จาก 35.5 ล้านคนในปี 2567

    (iv) การบริโภคภาคเอกชนถูกกดดันเนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างและปัจจัยฉุดรั้งต่างๆ ทั้งผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่ซบเซาท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ การบริโภคจึงมีแนวโน้มเติบโตต่ำ

    อัตราดอกเบี้ยนโยบายคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 1-2 ครั้ง ภายในไตรมาสแรกของปี 2569 จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 1.50% ต่อปี เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยปี 2568 มีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.2% ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายที่ 1-3% ช่วยเปิดทางให้กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้

    ดร.พิมพ์นารา กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งหลังปี 2568 มีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงและความผันผวนสูง จากทั้งผลกระทบภาษีสหรัฐและความเสี่ยงจากสถานการณ์การเมืองในกรณีฐานคาดว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจช่วงที่เหลือจะอยู่ในวงจำกัด ส่วนกรณีเลวร้าย หากพัฒนาการทางการเมืองมีผลกระทบต่อความต่อเนื่องและประสิทธิภาพการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ รวมถึงการเจรจาทางการค้ากับประเทศสำคัญ เศรษฐกิจไทยอาจสูญเสียแรงส่งการฟื้นตัวและเผชิญความเสี่ยงที่จะขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ในกรณีฐานได้

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/912300&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Qb0JCf5lpSd4BYZlM9aec

  • ชาวชุมพรฝากความหวังถึงรัฐบาลใหม่ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ชายแดน-ยาเสพติด | เดลินิวส์

    ชาวชุมพรฝากความหวังถึงรัฐบาลใหม่ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ชายแดน-ยาเสพติด | เดลินิวส์

    ชาวชุมพรฝากความหวังถึงรัฐบาลใหม่ แก้ปัญหาเศรษฐกิจ-ชายแดน-ยาเสพติด

    ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สอบถามความคิดเห็นของประชาชนในจังหวัดชุมพร ถึงความคาดหวังต่อรัฐบาลชุดใหม่และนายกรัฐมนตรีที่จะเข้ามาบริหารประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5086347/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2JlYvFqOf-bkd10tmteSUj

  • ธนาคารกรุงเทพ ยืนยันระบบขัดข้องไม่เกี่ยวกับการโจมตีไซเบอร์

    ธนาคารกรุงเทพ ยืนยันระบบขัดข้องไม่เกี่ยวกับการโจมตีไซเบอร์

    ไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ชี้แจงกรณีระบบงานของธนาคารเกิดความขัดข้อง เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 1 กันยายน 2568 ระหว่างเวลา 21.06 – 23.00 น. ส่งผลให้รายการเคลื่อนไหวเงินฝากบางบัญชีไม่ถูกบันทึก และทำให้ยอดเงินแสดงผลไม่ถูกต้อง

    ธนาคารได้ดำเนินการแก้ไขเรียบร้อยแล้วเมื่อเวลา 15.30 น. วันอังคารที่ 2 กันยายน 2568 โดยปรับปรุงรายการภายใต้ชื่อ “รายการปรับปรุง (ADJ: Adjustment Item)” ในบัญชีของลูกค้าที่ได้รับผลกระทบ

    อย่างไรก็ตาม มีลูกค้าบางรายพบว่ายอดเงินคงเหลือติดลบ เนื่องจากมีการทำรายการใช้จ่ายเกินกว่ายอดเงินจริง ระหว่างเวลา 03.00 น. – 15.30 น. ของวันที่ 2 กันยายน ก่อนที่ธนาคารจะปรับปรุงระบบเสร็จสิ้น ซึ่งธนาคารได้แจ้งลูกค้าเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว

    ธนาคารกรุงเทพ ย้ำว่า เหตุขัดข้องครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการโจมตีทางไซเบอร์ และได้ดำเนินการแก้ไขจนระบบกลับสู่ภาวะปกติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-bangkokbank&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19ecrgxKmLxYNM-dh2ZTOy