Blog

  • อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ชวนสายลุยเที่ยว “น้ำตกแม่กระดังลา” | TOPNEWS

    อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ชวนสายลุยเที่ยว “น้ำตกแม่กระดังลา” | TOPNEWS

    อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ชวนสายลุยเที่ยว “น้ำตกแม่กระดังลา”

    • เผยแพร่ : 07/09/2025 09:09

    การเดินทางมายังน้ำตกแม่กระดังลาถือเป็นความท้าทายที่น่าตื่นเต้น โดยเฉพาะช่วง 2 กิโลเมตรสุดท้ายที่เป็นถนนลูกรัง และมีทางลาดชัน ทำให้ต้องใช้ รถยนต์ 4×4 เท่านั้นจึงจะสามารถเข้าถึงได้ แต่ความลำบากนี้ก็คุ้มค่า เพราะตลอดทางคุณจะได้สัมผัสกับบรรยากาศของป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ และเมื่อมาถึงลานจอดรถ คุณจะพบกับแอ่งน้ำใส ๆ ที่รอให้คุณลงไปสัมผัสความสดชื่นได้ทันที

    น้ำตกแม่กระดังลาสามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วง ฤดูฝน ที่ธรรมชาติจะยิ่งชุ่มฉ่ำและน้ำตกจะมีปริมาณน้ำมากเป็นพิเศษ ทำให้ความสวยงามเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
    ถ้าคุณพร้อมที่จะลุยและเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ กับธรรมชาติที่ไม่ปรุงแต่ง น้ำตกแม่กระดังลาคือจุดหมายปลายทางที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง. นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ 032772312 ศูนย์บริการนักท่องเที่ยว หรือเพจ facebook อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน

    บรรณรต เจริญกิจสัมพันธ์ ผู้สื่อข่าวTOPNEWSทั่วไทย จังหวัดเพชรบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1303591&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QNW7hu96sxkR8gh_pBEnN

  • สว.อีสานใต้ลุยประโคนชัย ฟังปัญหาชาวบ้าน จ่อขึ้นทะเบียนผู้เสพเข้าบำบัด

    สว.อีสานใต้ลุยประโคนชัย ฟังปัญหาชาวบ้าน จ่อขึ้นทะเบียนผู้เสพเข้าบำบัด

    ภูมิภาค

    สว.อีสานใต้ลุยประโคนชัย ฟังปัญหาชาวบ้าน จ่อขึ้นทะเบียนผู้เสพเข้าบำบัด

    วันเสาร์ ที่ 06 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.33 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    อำเภอประโคนชัย / กลุ่ม สว.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตอนล่าง) ลงพื้นที่ อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ เพื่อรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติด ราคาพืชผลการเกษตร การคมนาคม การส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยว ของประชาชนในพื้นที่พร้อมนำแนวทางบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ไปเสนอต่อส่วนที่เกี่ยวข้องตามกลไกวุฒิสภา

    วันที่ 6 ก.ย. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าคณะกรรมการโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ตอนล่าง) สว.อีสานใต้ นำโดยนายพรเพิ่ม ทองศรี สมาชิกวุฒิสภา หัวหน้าคณะเดินทาง ลงพื้นที่โรงเรียนเมืองตลุงพิทยาสรรพ์ อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ โดยมีนายจำเริญ แหวนเพ็ชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายอำเภอประโคนชัย ผู้นำท้องถิ่น ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และประชาชนชาวประโคนชัย ให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูล ต่อ สมาชิกวุฒิสภา 

    สำหรับการลงพื้นที่ของคณะกรรมการโครงการสมาชิกวุฒิสภาพบประชาชนกลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ตอนล่าง) เพื่อรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะของประชาชนในพื้นที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นข้อมูลในการดำเนินการด้านนิติบัญญัติของวุฒิสภา การกลั่นกรองกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว ตลอดจนสะท้อนข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะไปสู่การแก้ไขโดยอาศัยกลไกของวุฒิสภา และเพื่อให้เกิดความร่วมมืออันดีระหว่างประชาชนทุกภาคส่วน

    โดยในวันนี้ ผู้นำท้องถิ่น และชาวอำเภอประโคนชัย ได้นำเสนอปัญหาในพื้นที่ที่ต้องการการสนับสนุนและแก้ไขปัญหา คือ เรื่องของระบบชลประทานที่ยังขาดการบริหารจัดการ ปัญหาขาดแคลนน้ำ เพื่อการอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตร โดย ฤดูแล้ง ก็แล้งจัด ฤดูฝนก็น้ำท่วม ปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของแหล่งท่องเที่ยวบางแห่งที่เสื่อมมโทรมขาดการพัฒนาด้านการจัดการด้านท่องเที่ยว รวมถึงเส้นทางคมนาคามเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยว และถนนบางสายที่ไม่สามารถขยายได้และชำรุดทรุดโทรม และปัญหาที่สำคัญ อีกอย่างที่ต้องการการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน คือปัญหาด้านยาเสพติดในพื้นที่ด้วย

    นายพรเพิ่ม ทองศรี สมาชิกวุฒิสภา หัวหน้าคณะเดินทาง กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ เพื่อมาติดตามการดำเนินงานด้านต่างๆ ของหน่วยงาน และรับฟังข้อคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนโดยตรง โดยหลังจากนี้เราจะนำปัญหาในพื้นที่ของท่านไปดำเนินการแก้ไข เรื่องใดที่สามารถทำได้ทันที จะนำเรื่องไปเสนอคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องทันที และ หากเรื่องใดที่ต้องอาศัยกลไกของสภา ทางสมาชิกวุฒิสภา จะตั้งมติ ตั้งกระทู้ถาม และปรึกษาประธานสภา เพื่อยื่นเรื่องให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่อไป

    พลตำรวจโทบุญจันทร์ นวลสาย สมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่าปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาในทุกจังหวัด โดยเฉพาะเรื่องที่ให้ผู้เสพเป็นผู้ป่วย โดยความเห็นเบื้องต้น คือการขึ้นบัญชีผู้เสพ โดยให้ ปกครอง สาธารณสุข ตรวจสอบบุคคลในพื้นที่ และติดตามบำบัดรักษา หากบำบัดรักษาได้ และเลิกเสพ ก็ดีไป แต่หากบำบัดไม่ได้ และเสพซ้ำหรือ ก่อเหตุจากการเสพยาเสพติด ก็ต้องมีมาตรการในการจัดการเอาผิดต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/445456&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1liFFNO7op2fFJ8geaAldF

  • อัปเดตประวัติ เพลง ชนม์ทิดา อัศวเหม สาวแกร่ง คู่หมั้นลูกชายอนุทิน

    อัปเดตประวัติ เพลง ชนม์ทิดา อัศวเหม สาวแกร่ง คู่หมั้นลูกชายอนุทิน

    เพลง ชนม์ทิดา อัศวเหม อยู่ในความสนใจของสังคมด้วยบทบาทนักการเมืองรุ่นใหม่ ทายาทของตระกูลนักการเมืองบ้านใหญ่ และตลอด 7  ปีที่ผ่านมา เป็นหวานใจ ที่ปลายปีที่ผ่านมาได้หมั้นหมายกับเป๊ก เศรณี ชาญวีรกูล ลูกชายของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของประเทศไทย 

    ประวัติของเพลง ชนม์ทิดา อัศวเหม ทั้งด้านการศึกษา และเส้นทางการทำงานในด้านการเมืองนั้นไม่ธรรมดา 

    เพลง ชนม์ทิดา ลูกพ่อเอ๋ ชนม์สวัสดิ์ และตู่ นันทิดา 

    เพลง-ชนม์ทิดา อัศวเหม
    เพลง-ชนม์ทิดา อัศวเหม

    เพลง ชนม์ทิดา อัศวเหม เป็นลูกสาวคนเดียวของ เอ๋ ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม และ ตู่ นันทิดา แก้วบัวสาย เกิดวันที่ 15 ธันวาคม 2537 อายุ 31  ปี เคยดำรงตำแหน่ง เลขานุการ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) จังหวัดสมุทรปราการ ก่อนจะมาเป็น สส.ปาร์ตี้ลิสต์ในพรรคภูมิใจไทยของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการเลือกตั้ง 2566 ที่ผ่านมา 

    ประวัติการศึกษา เพลง ชนม์ทิดา อัศวเหม

    • จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี
    • จบระดับปริญญาตรีจาก คณะนิเทศศาสตร์ (หลักสูตรนานาชาติ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    • ปริญญาโทสายอสังหาริมทรัพย์ Real Estate Development MSc จาก University of Westminster ประเทศอังกฤษ

    ไลฟ์สไตล์ของ เพลง ชนม์ทิดา

    เพลง ชนม์ทิดา ชื่นชอบการขับเครื่องบิน โดยเธอนั้นได้เคยเข้าร่วมฝึกกับการบินพลเรือน ในหลักสูตรนักบินส่วนบุคคล และจบออกมาเป็นรุ่นที่ 72 (Sunny72)

    ผลงานในวงการบันเทิงของ เพลง ชนม์ทิดา อัศวเหม  

    •  แค่ในใจก็พอ เป็นเพลงประกอบละครแค้นเสน่หา
    • ภาพยนตร์ และละคร เช่น ตุ๊กแกรักแป้งมาก, My Melody 360 องศารัก และ The Collector คนประกอบผี

    เพลง ชนม์ทิดา คู่หมั้น เป๊ก เศรณี ชาญวีรกูล 

    เพลง ชนม์ทิดา และ เป๊ก เศรณี ชาญวีรกูล
    เพลง ชนม์ทิดา และ เป๊ก เศรณี ชาญวีรกูล

    ความรักที่หวานชื่นของเพลง ชนม์ทิดา กับ เป๊ก เศรณี ชาญวีรกูล ลูกชายของ อนุทิน ชาญวีรกูล นั้น พาให้หลายคนเคลิ้มฝัน ด้วยภาพบรรยากาศเป๊กขอแต่งงานและหมั้นหมายกัน เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2567 หลังคบหาดูใจกันมา 6 ปี  เป็นบรรยากาศที่ต่างประเทศแบบเรียบง่าย แต่แสนจะโรแมนติก โดยเพลง ได้โพสต์ภาพในอินสตาแกรม หรือ IG ที่เป๊กมอบช่อดอกไม้ 70 ดอก เนื่องในวาระที่ทั้งคู่รักกันมาแล้ว 7 ปี เมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา 

    ล่าสุดเพลง สานต่อธุรกิจที่ พ่อเอ๋ ชนม์สวัสดิ์เคยสร้างไว้ คือโรงแรมสำหรับดูแลรถหรู ตลอด 24 ชั่วโมง แบบครบวงจร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2881231&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nZT6h0TIm5HCjmyAJJ5fV

  • โพลชี้คนไทยหนุนยุบสภาใน 4 เดือน แต่ต้องการแก้รธน. รายมาตรามากกว่า

    โพลชี้คนไทยหนุนยุบสภาใน 4 เดือน แต่ต้องการแก้รธน. รายมาตรามากกว่า

    7 ก.ย. 2568 – ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “ยุบสภาในสี่เดือนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 4-5 กันยายน 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อข้อเสนอให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรภายในสี่เดือน การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับข้อเสนอให้ยุบสภาผู้แทนราษฎรภายในสี่เดือนพบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 59.24 ระบุว่า ควรยุบสภาฯ โดยเร็วที่สุด ไม่ต้องรอสี่เดือน รองลงมา ร้อยละ 27.17 ระบุว่า เห็นด้วยกับการยุบสภาฯ ภายในสี่เดือน ร้อยละ 9.54 ระบุว่า ไม่ควรยุบสภาฯ แต่ควรรอให้สภาฯ ชุดนี้หมดวาระในปี 2570 ร้อยละ 2.52 ระบุว่า ควรยุบสภาฯ ภายในหกเดือน ร้อยละ 0.92 ระบุว่า ควรยุบสภาฯ ภายในหนึ่งปี และร้อยละ 0.61 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ด้านความต้องการของประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 37.56 ระบุว่า ต้องการมาก รองลงมา ร้อยละ 28.17 ระบุว่า ไม่ต้องการเลย ร้อยละ 21.76 ระบุว่า ค่อนข้างต้องการ ร้อยละ 9.99 ระบุว่า
    ไม่ค่อยต้องการ และร้อยละ 2.52 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อสอบถามความคิดเห็นของผู้ที่ระบุว่าต้องการมากและค่อนข้างต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
    (จำนวน 777 หน่วยตัวอย่าง) เกี่ยวกับรูปแบบการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ประชาชนต้องการ พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 74.39 ระบุว่า ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา รองลงมา ร้อยละ 24.71 ระบุว่า ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ และร้อยละ 0.90 ระบุว่า ไม่ตอบ

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.70
    มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/857445/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WFgqwZKk8uGRT7qqGLoo4

  • ‘คณะสงฆ์-ชาวเชียงใหม่’ ถกทางออก เร่งกู้คืนวิกฤตศรัทธาชาวพุทธ

    ‘คณะสงฆ์-ชาวเชียงใหม่’ ถกทางออก เร่งกู้คืนวิกฤตศรัทธาชาวพุทธ

    กระแสข่าวด้านลบเกี่ยวกับพระสงฆ์ที่ในประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีการพูดถึงกันในสังคมจนเรียกได้ว่าเป็น วิกฤติศรัทธาชาวพุทธ เนื่องจากประชาชนเริ่มมีความกังวลเกี่ยวกับการไหว้พระทำบุญหรือบริจาคเงินให้กับวัด รวมถึงห่วงความพระพุทธศาสนาในประเทศไทยจะย่ำแย่ลงจากพระสงฆ์ที่กระทำผิดทั้งทางโลกและทางธรรม

    สำหรับจังหวัดเชียงใหม่นับว่าเป็นอีกหนึ่งจังหวัดใหญ่ในภาคเหนือที่มีวัดอยู่จำนวนมากทั้งพื้นที่ตัวเมืองและพื้นที่รอบนอก และเป็นอีกหนึ่งจังหวัดที่เป็นพื้นที่ที่จัดกิจกรรมเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาขนาดใหญ่หลายกิจกรรม ซึ่งตอนนี้ทางฝั่งคณะสงฆ์ในจังหวัดเชียงใหม่ก็ได้ทราบถึงประเด็นปัญหาดังกล่าวแล้ว จึงได้มีการประชุมพูดคุยเพื่อที่จะทำให้ข้อสงสัยของสังคมคลี่คลายและทำให้วัดมีความโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

    The-Sangha-and-Chiang Mai-residents-are-urgently-discussing-a-solution-to-restore-SPACEBAR-Photo05.jpg

    หนึ่งในการประชุมที่เกิดขึ้นในห้วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาคือ การประชุมสัญจร ระดับวัด เจ้าอาวาส รองเจ้าอาวาส ผู้ช่วยเจ้าอาวาส มีพระสังฆาธิการ เจ้าคณะตำบลทุกตำบล พระเลขานุการเจ้าคณะ ในเขตปกครองคณะสงฆ์อำเภอเมืองเชียงใหม่ เข้าร่วมประชุมใหญ่ รวมพระสงฆ์จากวัดต่างๆ กว่า 300 แห่ง จำนวนกว่า 300 รูป โดยมีพระเดชพระคุณพระเทพมังคลาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานการประชุม

    หนึ่งในเรื่องสำคัญที่ได้มีการเน้นย้ำเป็นพิเศษคือ เรื่องแนวปฏิบัติการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร การเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารของวัด และแนวทางการจัดทำบัญชีรายรับ บัญชีรายจ่าย รายงานเงินสดคงเหลือของวัด หรือระบบบัญชีมาตราฐานของวัด ซึ่งวัดจะต้องเริ่มต้นทำบัญชีตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    The-Sangha-and-Chiang Mai-residents-are-urgently-discussing-a-solution-to-restore-SPACEBAR-Photo06.jpg

    พระครูปลัดธีร์นวัช ญาณสิทธิวาที เจ้าอาวาสวัดยางกวง กล่าวว่า เวลามีเรื่องราวที่ไม่ดีเกี่ยวกับพระสงฆ์และพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องธรรมดาที่พระหรือเณร รู้สึกตกใจและรู้สึกไม่ดีอยู่บ้าง แต่จากการศึกษาร่ำเรียนธรรมะของพระพุทธองค์มาก็ไม่ได้ทำให้กำลังใจตกต่ำมากมายนัก แต่เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นอาจจะทำให้พระสงฆ์สามเณรหลายรูปที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมาโดยตลอด อาจจะมีกำลังใจที่ลดทอนลงไปเล็กน้อย 

    เวลาที่ชาวพุทธได้ยินข่าวที่ไม่ดีก็ต้องมีการแยกแยะ ทุกสรรพสิ่งย่อมเป็นไปตามกรรมเป็นไปตามการกระทำของบุคคลคนนั้น เพราะฉะนั้นก็แยกแยะตามการกระทำของบุคคลนั้น อะไรที่เป็นอกุศลกรรมของคนอื่นเขาก็เป็นไปตามวิบากกรรมของคนนั้นไป

    The-Sangha-and-Chiang Mai-residents-are-urgently-discussing-a-solution-to-restore-SPACEBAR-Photo01.jpg

    “อย่างไรก็ตามชาวพุทธในประเทศไทยกับวัดก็ตัดกันไม่ขาดวัดแทบจะเป็นรากฐานของทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่เด็กจนโต  วัดมีบทบาทหน้าที่หลายอย่างในสังคมของเรามาก จะว่าวัดไม่เกิดประโยชน์อะไรเลยเป็นไปไม่ได้ วัดหลายแห่งเป็นมากกว่าวัด นอกจากเป็นที่ทำบุญสงบจิตสงบใจแล้วยังเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับเยาวชน หรืออาหารจากการบิณฑบาตก็สามารถหล่อเลี้ยงเด็กหรือบุคคลที่ยากไร้ได้ อยากให้ทุกคนได้มองมุมมองนี้ด้วยอยากจะให้แยกแยะอะไรดีเราช่วยกันส่งเสริมอะไรไม่ดีก็ต้องช่วยกันแก้ไขและพัฒนา” พระครูปลัดธีร์นวัช กล่าว

    ด้าน วัลลภ นามวงศ์พรหม รองประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า เมื่อมีข่าวด้านลบเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาก็จะกระทบจิตใจของชาวพุทธอยู่แล้ว ใครที่ติดตามข่าวสารก็อาจจะมีผลต่อการตัดสินใจทำบุญไหว้พระ ส่วนใครที่ไม่ค่อยได้ติดตามข่าวสารก็ยังคงทำตามปกติแบบที่เคยทำมา

    The-Sangha-and-Chiang Mai-residents-are-urgently-discussing-a-solution-to-restore-SPACEBAR-Photo02.jpg

    “ต้องยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมามีข่าวไม่ดีเยอะมากและเป็นข่าวใหญ่ สิ่งที่ไม่คิดว่าจะเกิดก็มีให้เห็น เช่น วัดดังๆ ที่มีผู้ศรัทธาจำนวนมากก็กลับทำไม่ดี เป็นเหตุให้คนตกใจและผิดหวัง ในตอนนี้เราต้องมามองถึงแนวทางการป้องกันและแก้ไขแล้วเพื่อปกป้องพระพุทธศาสนา หนึ่งในสิ่งที่ตนคิดว่าควรทำคือ พระสงฆ์ควรจะเน้นทางธรรมมากขึ้น ทำหน้าที่ของพระสงฆ์ให้ดี เรื่องเกี่ยวกับเงินควรจะลดลงบ้าง”

    ส่วนที่มีกระแสว่าพระในภาคเหนือมักจะออกสาวนั้น วัลลภ กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าคงไม่ใช่แค่ภาคเหนือน่าจะมีทั่วประเทศ แต่ประเด็นคือการที่ท่านสามารถบวชมาได้แสดงว่ามีการคัดกรองมาแล้วว่าผ่านข้อกำหนดต่างๆ ที่มี ซึ่งหากบวชแล้วอยู่ในแนวทางไม่ได้สร้างเรื่องที่ไม่ดี หรือล่อแหลมก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ทั้งนี้ก็อยู่ที่ว่าคนจะมองอย่างไร แต่หากมาดูในความเป็นจริงวัดไหนที่มีคนบอกว่ามีพระมีท่าทางออกสาวกว่าพระทั่วไปวัดนั้นค่อนข้างจะสะอาด พัฒนาได้ดีเจริญขึ้น แต่อีกมุมหากออกท่าทางไม่เหมาะสมจนเกินไปก็ต้องตักเตือนกันไป

    The-Sangha-and-Chiang Mai-residents-are-urgently-discussing-a-solution-to-restore-SPACEBAR-Photo03.jpg

    ขณะที่ ดร.ชญานิตย์ ยิ้มสวัสดิ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาสังคมศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มองว่า ในมุมมองเชิงสังคมวิทยาของศาสนาสะท้อนให้เห็นว่าศาสนาไม่ได้เป็นเพียงความเชื่อ แต่ยังคงเป็นสถาบันทางสังคมที่มีบทบาททางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม เมื่อสถาบันทางศาสนาเกิดปัญหา ย่อมสั่นคลอนต่อความเชื่อถือของประชาชนทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงความชอบธรรม และนำไปสู่การปฏิวัติเชิงโครงสร้าง เช่น การจัดการทรัพย์สินวัด การกำกับพฤติกรรมสงฆ์ การสร้างพื้นที่ทางศาสนาที่มีความโปรงใส่มากยิ่งขึ้น

    “หากพูดถึงจริยศาสตร์และศีลธรรมสาธารณะ พระสงฆ์ถูกคาดหวังว่าเป็นต้นแบบทางศีลธรรม หากเกิดการทุจริตหรือทำผิดศีลธรรมย่อมก่อให้เกิดการทำลายทุนทางสัญลักษณ์ของพระพุทธศาสนาในสังคมไทย และสิ่งนี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า “เราควรแยกคำสอน ออกจากตัวบุคคลหรือไม่” ความศรัทธาควรถูกผูกไว้กับบุคคล หรือ หลักธรรมทางศาสนา และแน่นอนว่า มุมมองของคนรุ่นใหม่ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแง่ของความผูกพันทางวัฒนธรรมกับศาสนาพุทธมากกว่าการเลือกผูกพันส่วนบุคคล ซึ่งคนรุ่นใหม่จัดอยู่ในกลุ่มคนไม่มีศาสนาเพิ่มมากขึ้น”

    ดร.ชญานิตย์ กล่าวต่อว่าทั้งนี้แนวโน้มในการปฏิรูปศาสนาควรจะต้องปฏิรูป 3 ระดับ ทั้งโครงสร้างสถาบัน ว่าด้วยเรื่องกฎหมายคณะสงฆ์ ด้านพฤติกรรมปัจเจกที่จะต้องยกระดับมาตรฐานพระสงฆ์ในการครองเพศบรรพชิต และการศึกษาวัฒนธรรมที่สร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ว่าศาสนาไม่ใช่เครื่องมือยึดเหนี่ยว แต่ต้องเป็นพื้นที่สร้างสรรค์เชิงคุณค่าร่วมกัน

    ในส่วนของการทำบุญน่าจะไม่หายไปทั้งหมด แต่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทิศทางของการทำบุญ โดยในมุมมองเชิงวิชาการ ศรัทธาในศาสนาพุทธกำลังเคลื่อนจาก การศรัทธาต่อสถาบันไปเป็นศรัทธาเชิงเลือกสรร ที่ประชาชนจะเลือกทำบุญกับวัดหรือพระที่ไว้ใจได้เท่านั้น รวมถึงมีแนวโน้มว่า วัดที่โปร่งใส มีพระสงฆ์ต้นแบบ จะได้รับเงินบริจาคมากขึ้น แต่วัดที่มีภาพลบ จะถูกลดความสำคัญลง และระยะยาวการทำบุญจะเปลี่ยนไปสู่โครงการกุศลที่โปร่งใส และมีผลกระทบทางสังคม เช่น การศึกษา สิ่งแวดล้อม

    หากมามองในระดับพฤติกรรมปัจเจก จะทำให้คนรุ่นใหม่ มีความรู้สึกว่า ไม่อยากสนับสนุนระบบที่ไม่โปร่งใส่ คนทำบุญที่วัดอาจจะลงลงบางส่วน แต่ไม่หายไปทั้งหมด เพราะแรงจูงในของการทำบุญต่างกัน ในระดับของชุมชน และวัฒนธรรม ยังคงกระทบน้อยเพราะว่าในสังคมไทย การทำบุญยังเป็นวัฒนธรรมและประเพณีที่ฝังรากลึก ซึ่งประเพณีเหล่านี้ยังคงอยู่ เพราะเป็นพิธีกรรมร่วมสังคม ส่วนในระดับโครงสร้างสถาบัน ถ้าเกิดกระแสข่าวลบอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีการจัดการหรือแก้ไข อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำบุญ จากทำบุญกับวัด ไปเป็นการทำบุญกับมูลนิธีองค์กรการกุศล และการถวายเงินสด จะกลายไปเป็นการทำบุญกับโครงการที่โปร่งใสตรวจสอบได้แทน

    The-Sangha-and-Chiang Mai-residents-are-urgently-discussing-a-solution-to-restore-SPACEBAR-Photo04.jpg

    ดร.ชญานิตย์ กล่าวอีกว่า สำหรับทางออกระยะสั้น ควรเพิ่มความโปร่งใสในสถาบันสงฆ์ จัดให้มีการตรวจสอบการเงินวัดแบบเปิดเผยมีการใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย หรือมีหน่วยงานอิสระเข้ามาควรคุม หรือบริหารจัดการการเงินของสงฆ์  ในด้านของพระสงฆ์ก็ควรให้มีการส่งเสริมพระสงฆ์ต้นแบบ ที่ทำงานเพื่อสังคม รวมถึงใช้สื่อสมัยใหม่ในการเผยแพร่ส่งเสริมให้มีการแยกศรัทธาในหลักธรรม ออกจากศรัทธาในตัวบุคคลให้มากขึ้น

    ส่วนระยะยาว ควรให้มีการปฏิรูปคณะสงฆ์ แยกบทบาท ฝ่ายศาสนา ออกจาก ฝ่ายบริหารจัดการ เพื่อป้องกันการทุจริต ทบทวน พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ให้สอดคล้องกับสังคมยุคใหม่ให้มากขึ้น  พัฒนาการศึกษาเชิงพุทธในศตวรรษใหม่ให้เกิดขึ้น โดยปรับหลักสูตรในโรงเรียนจากการสอน ศรัทธา มาเป็นการสอนเชิงวิพากษ์ เปิดพื้นที่ให้เยาวชนได้เรียนรู้ศาสนาเชิงเปรียบเทียบ และด้านจิตวิญญาณร่วมสมัย ใช้พุทธศาสนาเป็น รากฐานคุณด่าของสังคมยังยืน เช่น เมตตาธรรมกับสิ่งแวดล้อม ความพอเพียงทางเศรษฐกิจ

    พร้อมๆ กับส่งเสริมบทบาทของศาสนาในฐานะทุนวัฒนธรรม ที่รักษาปรับประเพณีให้เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับสังคมปัจจุบัน ให้ศาสนากลายเป็นเครื่องมือสร้างชุมชนเข้มแข็ง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ รวมถึงการตีความศาสนาในยุคใหม่ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเครื่องมือทางพิธีกรรม แต่ควรเป็นพื้นที่คุณค่าร่วม ที่ตอบโจทย์โลกใหม่ เช่นความยุติธรรมทางสังคม การอยู่ร่วมกันอย่างหลากหลาย การพัฒนาอย่างยั่งยืน ใช้หลักการพุทธปรัชญาเป็นกรอบคิดใหม่ในการแก้ปัญหาโลก เช่น โลกร้อน ความเหลื่อมล้ำ หรือแม้กระทั่ง จริยธรรมด้าน AI ฯลฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/the-sangha-and-chiang-mai-residents-are-urgently-discussing-a-solution-to-restore-the-crisis-of-faith-in-buddhists&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Beb1oCBT4jF–wg_Godbs

  • เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการขับเคลื่อนการบริหารจัดการการศึกษา

    เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการขับเคลื่อนการบริหารจัดการการศึกษา

    ดร.สุทิน แก้วพนา เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการขับเคลื่อนการบริหารจัดการการศึกษาในระดับภาคและกลุ่มจังหวัด

    เมื่อวันเสาร์ที่ 6 กันยายน 2568 เวลา 08.30 น. นายสุทิน แก้วพนา สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดแพร่ กลุ่มการศึกษา เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการขับเคลื่อนการบริหารจัดการการศึกษาในระดับภาคและกลุ่มจังหวัด โดยมี นายสุทิน จันทรวรเชตต์ ศึกษาธิการจังหวัดแพร่ เป็นผู้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดการประชุมฯ พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ (กศจ.แพร่) สมัชชาการศึกษาจังหวัดแพร่ คณะทำงานสมัชชาการศึกษาจังหวัดแพร่ หน่วยงานทางการศึกษาจังหวัดแพร่ และผู้แทนจากสำนักงานศึกษาธิการภาค 16เข้าร่วมประชุมฯ ณ ห้องประชุมนคราพาวิเลียน โรงแรมแพร่นครา ตำบลในเวียง อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่

    ในการนี้ นางอนงค์รักษ์ กันธิยาใจ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดแพร่ มอบหมายให้ นางสาวนราภัทร กอบกำ นักวิชาการศาสนาปฏิบัติการ ร่วมการประชุมดังกล่าวฯ

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/prae/3763086/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wQYhddBPFeiE19yyAwtL8

  • ซินโครตรอน วิเคราะห์แม่น้ำกก จ.เชียงราย ด้วยเทคนิคใหม่ขั้นสูง

    ซินโครตรอน วิเคราะห์แม่น้ำกก จ.เชียงราย ด้วยเทคนิคใหม่ขั้นสูง

    วันอาทิตย์ ที่ 07 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.27 น.

    ซินโครตรอน วิเคราะห์แม่น้ำกก จ.เชียงราย ด้วยเทคนิคใหม่ขั้นสูง

    นักวิทยาศาสตร์สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ใช้เทคนิคการวิเคราะห์ด้วยแสงซินโครตรอน เพื่อวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำกก จ.เชียงราย พบระดับสารหนูชนิดที่ละลายในน้ำไม่เกินเกณฑ์มาตรฐานกรมควบคุมมลพิษ ผลการตรวจวิเคราะห์เผยแนวโน้มว่าสามารถบำบัดการปนเปื้อนของสารหนู และโลหะหนักในแม่น้ำกก ก่อนนำไปใช้เพื่อการอุปโภคและบริโภคได้

    ดร.สุทธิพงษ์ วรรณไพบูลย์ นักวิทยาศาสตร์ระบบลำเลียงแสง 2 และหัวหน้าส่วนศึกษาโครงสร้างผลึก สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กล่าวว่า “สถาบันฯ ได้รับตัวอย่างน้ำที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายเก็บมาจากแม่น้ำกก จ.เชียงราย โดยเก็บตัวอย่างตั้งแต่ช่วงสะพานพญาเม็งรายถึงสะพานข้ามแม่น้ำกก พร้อมด้วยตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำสาขาของแม่น้ำกก 2 สาขา คือ แม่น้ำกรณ์ และแม่น้ำลาว และตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำโขง 2 บริเวณ คือ บริเวณแม่น้ำโขงก่อนแม่น้ำกกไหลมาบรรจบ และบริเวณแม่น้ำโขงหลังแม่น้ำกกไหลมาบรรจบแล้ว”

    “ทั้งนี้มีรายงานการศึกษาว่าตัวอย่างในแม่น้ำกกมีปริมาณสารหนูเกินค่ามาตรฐาน ซึ่งเมื่อทางสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนได้รับโจทย์ในการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำกก จึงวิเคราะห์เพิ่มเติมว่า ปริมาณสารหนูที่เกินมาตรฐานนั้นเป็นสารหนูที่พบในองค์ประกอบใดของน้ำ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการหาแนวทางการบำบัดน้ำต่อไป โดยทีมนักวิทยาศาสตร์ได้แยกองค์ประกอบน้ำออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นน้ำใสซึ่งกรองเอาตะกอนออกแล้ว และส่วนที่เป็นตะกอนแขวนลอยในน้ำแล้วใช้เทคนิคการเรืองรังสีเอกซ์แบบสะท้อนกลับหมด (Total reflection XRF, TXRF) ซึ่งเป็นเทคนิคใหม่ที่ติดตั้ง ณ ระบบลำเลียงแสงที่ 7.2W เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงปริมาณ โดยสามารถวัดตัวอย่างที่ความเข้มข้นต่ำได้ถึงระดับ 1 ppb หรือวัดตัวอย่างได้ละเอียดกว่าเทคนิค XRF โดยทั่วไปถึง 100 เท่า”

    “ผลจากการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำด้วยเทคนิค Synchrotron-based TXRF พบว่า สารละลายน้ำที่ได้จากการแยกตะกอนแขวนลอยออก มีปริมาณการปนเปื้อนของสารหนูน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพน้ำในแหล่งน้ำผิวดินที่กรมควบคุมมลพิษกำหนดไว้ ส่วนตะกอนแขวนลอยมีปริมาณสารหนูสูงกว่าเกณฑ์ แต่เมื่อวิเคราะห์ตะกอนแขวนลอยด้วยเทคนิค XAS พบว่า เป็นสารหนูชนิดอาร์เซเนต As(V) มากกว่า 95% ซึ่งเป็นสารหนูที่มีความเสถียรสูงกว่าและมีความเป็นพิษน้อยกว่าสารหนูชนิดอาร์เซไนต์ As (III) ที่ละลายน้ำได้ดี ซึ่งกระบวนการบำบัดน้ำตามปกติจะสามารถแยกสารหนูชนิดอาร์เซเนตออกจากตะกอนแขวนลอยได้”

     “นอกจากนี้หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคนและทุนด้านพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) ยังให้ทุนสนับสนุนแก่ สถาบันฯ ร่วมกับสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ในการตรวจวิเคราะห์ดินตะกอนแม่น้ำกกพร้อมดินริมฝั่งแม่น้ำกกตลอดสายรวม 40 จุด พบว่ามีปริมาณการปนเปื้อนของสารหนูสูง แต่ส่วนใหญ่พบในรูปอาร์เซเนต (84%) ที่มีความเป็นพิษต่ำกว่า และพบการปนเปื้อนของอาร์เซไนต์ในบางตัวอย่าง คิดเป็นภาพรวมโดยเฉลี่ย 16%”

    “โดยสรุปผลจากการตรวจวิเคราะห์ด้วยเทคนิคแสงซินโครตรอนที่สามารถชี้เฉพาะเจาะจงได้ในครั้งนี้ จะช่วยให้ประชาชนในพื้นที่คลายความกังวลได้บ้าง เนื่องจากสารหนูชนิดที่เป็นพิษสูงที่ละลายน้ำนั้นยังอยู่ในเกณฑ์ที่ควบคุมได้ และสารหนูที่พบในตะกอนดินส่วนใหญ่เป็นชนิดที่มีความเสถียรสูง และสามารถแยกออกจากตะกอนดินได้ ข้อมูลดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการหาแนวทางในการบำบัดการปนเปื้อนของน้ำในแม่น้ำกก ก่อนนำไปใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคได้ต่อไปในอนาคต” ดร.สุทธิพงษ์ วรรณไพบูลย์ กล่าวสรุป  

    ส่งข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/445467&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NI3raxKKSNlbLxoy7jggM

  • เผยที่มา “รสชาติที่บันทึกประวัติศาสตร์” กิมจิ-คิมบับ ก่อนเป็น Soft Power เกาหลี

    เผยที่มา “รสชาติที่บันทึกประวัติศาสตร์” กิมจิ-คิมบับ ก่อนเป็น Soft Power เกาหลี

    K-Food เติบโตคู่กับกระแส K-Pop และ K-Drama เช่น ซีรีส์เกาหลีที่แทรกฉากกินอาหาร เช่น Crash Landing on You ทำให้เมนูอย่าง “ชาบูเกาหลี-ต๊อกบกกี” โด่งดัง ขณะที่ไอดอล K-Pop โปรโมตอาหารผ่านคอนเทนต์ ทำให้แฟนคลับทั่วโลกอยากลิ้มลองและอยากไปเยือนแดนโสมสักครั้งในชีวิต

    อาหารเกาหลีจึงถูก “บรรจุ” อยู่ในแพ็กเกจความบันเทิง ทำให้เป็น Soft Power ที่แพร่หลายโดยไม่รู้ตัว

    บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “เคทีซี” จับมือกับองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KTO) และสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ (ECONMASS) เปิดเวที “K-Taste Press & Plate” ร้อยเรียงเรื่องราวอาหารเกาหลี (K-Food) ให้กลายเป็นพลัง Soft Power ที่ไม่เพียงกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ยังจุดประกายแรงบันดาลใจให้ผู้คนเดินทางอย่างมีความหมายมากกว่าเดิม

    เผยที่มา “รสชาติที่บันทึกประวัติศาสตร์” กิมจิ-คิมบับ ก่อนเป็น Soft Power เกาหลี

    นายคิม จงฮุน รักษาการรองประธานบริหารฝ่ายการท่องเที่ยวระหว่างประเทศ KTO เผยว่า ปี 2567 มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางไปเกาหลีใต้กว่า 323,000 คน สะท้อนถึงพลังของ K-Culture ทั้ง K-Drama และ K-Pop ที่ปลุกกระแสความนิยมในอาหารเกาหลีอย่างต่อเนื่อง

    K-Food จึงไม่ใช่แค่อาหาร หากแต่เป็น “ทูตวัฒนธรรม” ที่พาผู้คนทั่วโลกสัมผัสเอกลักษณ์สี่ฤดูกาล วัตถุดิบที่แตกต่าง และภูมิภาคที่หลากหลาย โดย KTO ได้คัดเลือกเมนูท้องถิ่นกว่า 33 รายการ เพื่อให้การเดินทางไปเกาหลีเต็มไปด้วยรสชาติที่บอกเล่าประสบการณ์เชิงลึก

    รสชาติที่บันทึกประวัติศาสตร์

    คุณากร วาณิชย์วิรุฬห์ นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์โลก อธิบายว่า อาหารเกาหลีคือ “หน้าต่างแห่งกาลเวลา” แต่ละเมนูคือเรื่องเล่าของสังคมและการปรับตัว

    เผยที่มา “รสชาติที่บันทึกประวัติศาสตร์” กิมจิ-คิมบับ ก่อนเป็น Soft Power เกาหลี

    “กิมจิ” สัญลักษณ์แห่งความอดทนและภูมิปัญญา

    กิมจิคืออาหารที่มีอายุยืนยาวนับพันปี นักวิชาการคาดว่ากำเนิดมาตั้งแต่สมัย สามก๊ก (ค.ศ. 37–668) ในช่วงที่ชาวเกาหลีหาวิธีถนอมผักให้อยู่รอดในฤดูหนาวอันโหดร้าย เดิมทีเป็นเพียงผักดองธรรมดา แต่หลังศตวรรษที่ 16 เมื่อ พริกแดงจากโลกใหม่ เดินทางเข้าสู่เกาหลี กิมจิจึงเปลี่ยนโฉมเป็นอาหารรสจัดและกลายเป็นเอกลักษณ์ที่คนทั่วโลกรู้จักในปัจจุบัน

    กิมจิไม่ใช่แค่อาหารประจำโต๊ะ แต่เป็น “DNA วัฒนธรรม” ของเกาหลี เพราะสะท้อนทั้ง ภูมิอากาศ การเกษตร และวิถีชีวิตชุมชน ทุกครอบครัวมีสูตรกิมจิที่ไม่เหมือนกัน และการทำกิมจิยังถูกยกให้เป็น ประเพณีคิมจาง (Kimjang) ที่องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ

    เผยที่มา “รสชาติที่บันทึกประวัติศาสตร์” กิมจิ-คิมบับ ก่อนเป็น Soft Power เกาหลี

    “คิมบับ” เรื่องเล่าแห่งครอบครัวและการเดินทาง

    คิมบับ (Gimbap) ถือกำเนิดในศตวรรษที่ 20 ได้แรงบันดาลใจจากการผสมผสานข้าวเกาหลีดั้งเดิมกับ โนริมากิ (Norimaki) ของญี่ปุ่นในยุคอาณานิคม แต่ชาวเกาหลีได้ปรับรสชาติและส่วนผสมให้สะท้อนวัฒนธรรมของตนเอง

    ข้าวสวยราดน้ำมันงา ห่อด้วยสาหร่าย แล้วใส่ไส้ผัก เนื้อสัตว์ หรือไข่ในแบบที่แต่ละครอบครัวเลือกเอง ทำให้คิมบับกลายเป็นอาหารที่สื่อถึง ความอบอุ่นในครอบครัว การปิกนิก และการเดินทาง

    ปัจจุบันคิมบับถูกยกระดับเป็นหนึ่งในอาหาร Street Food ที่นักท่องเที่ยวต้องลิ้มลองเมื่อไปเยือนเกาหลีใต้

    หรือในอาหารที่พัฒนาขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ล้วนบอกเล่าการปรับตัวของสังคมเกาหลีต่อบริบทโลก การเข้าใจรากเหง้าเหล่านี้ทำให้การชิมอาหารไม่ใช่แค่รสอร่อย แต่เป็นการสัมผัสประวัติศาสตร์ที่จับต้องได้ และยังต่อยอดไปสู่การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ลึกซึ้งและมีความหมายยิ่งขึ้น

    เผยที่มา “รสชาติที่บันทึกประวัติศาสตร์” กิมจิ-คิมบับ ก่อนเป็น Soft Power เกาหลี

    พันธมิตรเพื่อประสบการณ์ที่มีความหมาย

    นางสาวเจนจิต ลัดพลี ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายสื่อสารและประชาสัมพันธ์องค์กร KTC กล่าวว่า การเดินทางยุคใหม่ไม่ใช่เพียงเพื่อพักผ่อน แต่เพื่อ “ประสบการณ์ที่มีความหมาย” (Experience with Purpose) ซึ่งเชื่อมโยงกับแรงบันดาลใจและวัฒนธรรม

    KTC จึงทำหน้าที่เป็น “สะพานพันธมิตร” ที่รวมพลังทุกภาคส่วน ตั้งแต่ภาครัฐ เอกชน ไปจนถึงสมาคมวิชาชีพ เพื่อสร้างสรรค์กิจกรรมที่ทรงอิมแพคต่อสังคม กิจกรรม “K-Taste Press & Plate” ครั้งนี้จึงเป็นมากกว่าการโปรโมต K-Food แต่คือการขับเคลื่อน Soft Power ที่สอดประสานเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการสื่อสารมวลชนอย่างกลมกลืน

    นางสาวดวงพร อุดมทิพย์ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ กล่าวเสริมว่า กิจกรรมครั้งนี้ไม่เพียงแสดงพลังของความร่วมมือ แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้สื่อมวลชนสร้างสรรค์เรื่องราวใหม่ ๆ ที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และโอกาสทางธุรกิจ

    ภายในงาน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับฟังเรื่องเล่าเกร็ดประวัติศาสตร์อาหารเกาหลี พร้อมร่วมเวิร์กช็อปทำ กิมจิสูตรดั้งเดิม และ คิมบับตำรับชาววัง ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี สุขุมวิท กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

    ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือจองผลิตภัณฑ์ได้ที่ KTC WORLD 02 123 5050 หรือติดตามโปรโมชันของเคทีซีได้ที่  https://www.ktc.co.th สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครสมาชิกบัตรเครดิตเคทีซี สามารถคลิกดูรายละเอียดได้ที่ลิงค์  www.ktc.today/apply-card หรือติดต่อศูนย์บริการสมาชิก “เคทีซี ทัช” ทุกสาขาทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/lifestyle/729997&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HrOYeIKTWqvEG1234MDx3

  • สุดารัตน์ ประกาศความพร้อมเลือกตั้ง ลุยร้อยเอ็ด ชูนโยบายเศรษฐกิจ-บำนาญประชาชน

    สุดารัตน์ ประกาศความพร้อมเลือกตั้ง ลุยร้อยเอ็ด ชูนโยบายเศรษฐกิจ-บำนาญประชาชน

    วานนี้ (6 กันยายน) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วย ชัชวาล แพทยาไทย เลขาธิการพรรค และคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่จังหวัดร้อยเอ็ด เปิดเวทีใหญ่พบปะประชาชนในหลายอำเภอ โดยมีประชาชนเข้าร่วมกว่าพันคน เพื่อรับฟังปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจชุมชน และราคาพืชผลทางการเกษตร

    บนเวที คุณหญิงสุดารัตน์ประกาศความพร้อมเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ พร้อมขับเคลื่อนนโยบายหลักเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เช่น กองทุนเครดิตประชาชนเพื่อปลดหนี้นอกระบบและเพิ่มทุนประกอบอาชีพ บำนาญประชาชน 3,000 บาทต่อเดือน การปลดล็อกกฎหมายกว่า 1,400 ฉบับที่เป็นอุปสรรคต่อผู้ค้ารายเล็กและ SMEs รวมถึงการยกระดับราคาพืชผลและปศุสัตว์อย่างยั่งยืน

    พรรคไทยสร้างไทยยังประกาศย้ำจุดยืน “การเมืองสุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้” พร้อมล้างการทุจริตให้สิ้นซาก ควบคู่กับการเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มาจากการเลือกตั้ง 100% แก้ไขตั้งแต่หมวด 3 เป็นต้นไป ไม่แตะหมวด 1 และหมวด 2 พร้อมบัญญัติห้ามนิรโทษกรรมรัฐประหารและตัดวงจรซื้อเสียง-งูเห่า

    คุณหญิงสุดารัตน์ทิ้งท้ายว่า ประชาชนต้องการ “การเมืองที่จริงใจกับประชาชน” และพรรคไทยสร้างไทยพร้อมแล้วที่จะเป็นคำตอบของความหวังครั้งใหม่ในการเลือกตั้ง

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/sudarat-election-roi-et/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0i5reF8dXvDaDzLCiaAPcf

  • เบื้องลึก ‘อนุทิน’ เลือก ‘เอกนิติ’ นั่ง รมว.คลัง ดันนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วน

    เบื้องลึก ‘อนุทิน’ เลือก ‘เอกนิติ’ นั่ง รมว.คลัง ดันนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วน

    เศรษฐกิจ

    เบื้องลึก ‘อนุทิน’ เลือก ‘เอกนิติ’ นั่ง รมว.คลัง ดันนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วน

    07 ก.ย. 2025 เวลา 7:01 น.

    เปิดเบื้องลึก เหตุผล “อนุทิน” ทาบทาม “เอกนิติ” นั่ง รมว.คลัง เหมาะสมเคลื่อนนโยบายการคลังเร่งด่วน เจ้าตัวตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิต มอบหมายงานเริ่มคิดนโยบายกระตุ้นศก.

    ทุกครั้งที่มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หรือการปรับคณะรัฐมนตรีของทุกรัฐบาล ตำแหน่งหนึ่งที่ได้รับการจับตามองเป็นพิเศษก็คือตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง” ที่ถือเป็นตำแหน่งสำคัญของทุกรัฐบาลที่จะมีบทบาทในการขับเคลื่อนนโยบายทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะนโยบายการคลังเพื่อทำให้เป้าหมายในการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัฐบาลประสบผลสำเร็จ

    ในการตั้งรัฐบาลล่าสุดที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย ได้มีการเตรียมความพร้อมในการฟอร์ม “ครม. อนุทิน1” มาล่วงหน้าก่อนที่จะมีวันโหวตนายกรัฐมนตรีในสภา โดยเฉพาะในตำแหน่งในด้านเศรษฐกิจ และต่างประเทศที่นายอนุทินมองว่าต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยมีการกำหนดคุณสมบัติว่าต้องได้คนที่เป็นมืออาชีพ ได้รับความยอมรับสูง และสามารถทำงานได้ทันทีเพื่อให้สอดคล้องกับเงื่อนไขของรัฐบาลที่จะต้องยุบสภาภายใน 4 เดือนหลังจากมีการประกาศนโยบายต่อสภา

    ในส่วนของตำแหน่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทยระบุว่าในเบื้องต้นพรรคได้มีการทาบทามบุคคลที่ได้รับการยอมรับสูงทั้งใน และต่างประเทศในแวดวงเศรษฐศาสตร์ และการเงินโดยได้มีการติดต่อไปยังนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะหมดวาระในวันที่ 30 ก.ย.นี้ โดยติดต่อผ่านบุคคลที่ทำงานร่วมกับนายเศรษฐพุฒิมาก่อน อย่างไรก็ตามนายเศรษฐพุฒิได้ตอบปฏิเสธ

    ขณะที่อีกชื่อหนึ่งที่ได้มีการทาบทามเช่นกันคือนายวิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการ ธปท.อีกคนหนึ่งแต่ก็ได้รับการปฏิเสธเช่นกัน

    ในระหว่างนี้ได้มีการทาบทามไปยังนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงกระทรวงการคลังเคยผ่านงานมาหลายกรม และมีประสบการณ์ในการทำงานร่วมกับภาคเอกชนในหลายองค์กรที่อยู่ในบริษัทจดทะเบียน ประกอบกับหากจะทำนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วน ผ่านนโยบายทางการคลัง นายเอกนิตินั้นมีความเข้าใจในกลไกของเครื่องมือทางการคลังเป็นอย่างดี สามารถประสานงานร่วมกับข้าราชการในกระทรวงการคลังได้ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนงานเศรษฐกิจของรัฐบาลเป็นอย่างมากเนื่องจากระยะเวลาในการทำงานมีไม่มากนัก

    โดยภายหลังจากที่ได้มีการทาบทามแล้วนายเอกนิติได้ขอใช้เวลาในการคิดอยู่ 2-3 วันก่อนที่จะตอบตกลงมารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในที่สุด

    นายอนุทิน กล่าวถึงการทาบทามนายเอกนิติมาร่วม ครม.ในรัฐบาล “อนุทิน1”  ว่า “อธิบดีเอกนิติ” นั้นมีอายุราชการเหลืออีกถึง 6 ปี มีความรู้ความสามารถ มีอนาคตในทางราชการ สามารถก้าวหน้าไปได้มากกว่านี้ แต่ก็เสียสละ ที่จะเข้ามาทำงาน เราเห็นพ้องต้องกันว่าเรื่องประเทศชาติ เรื่องพี่น้องประชาชนมีความสำคัญ โดยคุณสมบัติความรู้ความสามารถขณะนี้ ต่อให้พ้นวาระนี้ไป คงจะมีเส้นทางในอาชีพของท่านได้มากมาย

    “ท่านขอเวลาคิด 2-3 คืน ก็ตัดสินใจมาร่วมทำงาน ต้องถือว่าเป็นสิ่งที่ท่านตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต โดยมุ่งมั่นถึง ประเทศของเรา และพี่น้องประชาชน”

    ในส่วนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นนายอนุทินได้ระบุว่าทั้งในระดับจุลภาคและมหภาคจะต้องมีแน่นอน โดยว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของรัฐบาล อยู่ในกระทรวงการคลังมาโดยตลอด มีประสบการณ์ การทำงาน ทั้งต่างประเทศและในประเทศ เป็นอธิบดีมาหลายกรม เป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ผู้อำนวยการรัฐวิสาหกิจ (สคร.) อธิบดีกรมสรรพากร อธิบดีกรมสรรพสามิต และอธิบดีกรมธนารักษ์ มีความรู้ความสามารถ ที่จะประสานงานกับฝ่ายประจำ ทำงานต่อเนื่องได้อย่างไม่มีปัญหา

    เช่นเดียวกับนโยบายคนละครึ่งโฉมใหม่นายอนุทินก็บอกว่าได้มอบหมายให้ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเร่งพิจารณา เมื่อปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แล้ว ก็จะได้ดำเนินการต่อไปเพราะเวลาเรามีน้อย มีไม่มาก

    ..ต้องจับตาดูว่าภายใต้ความคาดหวังทางเศรษฐกิจที่สังคมมีต่อรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน และนโยบายเศรษฐกิจที่มีนายเอกนิติลูกหม้อกระทรวงการคลังเข้ามาขับเคลื่อน จะแก้ปัญหาระยะสั้น โดนใจประชาชนมากแค่ไหน

    อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเวลาจะเป็นคำตอบว่าในตำแหน่งนี้นายอนุทิน “Put the right man on the right job” หรือไม่?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1197681&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw328yZM2uLtGm3btUH3hpC_