Blog

  • รบ.ภูมิใจไทยไร้ทีมเศรษฐกิจ เวลาจำกัด ดึงคนนอกแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

    รบ.ภูมิใจไทยไร้ทีมเศรษฐกิจ เวลาจำกัด ดึงคนนอกแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

    ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ให้ความเห็นต่อทิศทางการทำงานด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยว่า ยังไม่มี “ทีมเศรษฐกิจ” เป็นของตัวเองอย่างชัดเจน แตกต่างจากรัฐบาลก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย หรือรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ช่วงแรกมีทีมเศรษฐกิจภายใต้การนำของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดนี้ได้พยายามปิดช่องว่างด้วยการดึงคนนอกที่มีประสบการณ์ทำงานและมีความรู้ความสามารถเข้ามามีบทบาท ซึ่งถือเป็นความพยายามในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

    เอาคนนอกที่มีประสบการณ์ในการทำงาน และมีความรู้ความสามารถเข้ามาจัดการ ถือเป็นความพยายามในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี

    ดร.นณริฏ ระบุว่า ด้วยเวลาที่เหลือเพียงราว 4 เดือน อาจไม่เพียงพอสำหรับการวางแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง แต่สิ่งที่จะเห็นได้คือมาตรการสั้น ๆ เพื่อประคองเศรษฐกิจและสร้างแรงกระตุ้นในระยะสั้น เช่น นโยบาย “คนละครึ่ง” ซึ่งอย่างน้อยก็เป็นการเลือกใช้เครื่องมือที่เคยมีประสิทธิภาพในอดีต มากกว่าการสร้างนโยบายใหม่ขึ้นมาเพื่อเป็นผลงานทางการเมืองของพรรค

    อย่างน้อยรัฐบาลนี้ก็พยายามเลือกเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพที่ดีในอดีตมาปรับใช้ ไม่ได้มาถึงก็สร้างแต่นโยบายใหม่ แพลตฟอร์มใหม่เพื่อให้เป็นชื่อของพรรคตัวเอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638315&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GS-VpIV7tFoKt0WeLvg8t

  • กรมทางหลวงชนบท ส่งเสริมเศรษฐกิจภาคการขนส่งโลจิสติกส์ รองรับปริมาณการจราจรในอนาคต บรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่

    กรมทางหลวงชนบท ส่งเสริมเศรษฐกิจภาคการขนส่งโลจิสติกส์ รองรับปริมาณการจราจรในอนาคต บรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่

    กรมทางหลวงชนบท ส่งเสริมเศรษฐกิจภาคการขนส่งโลจิสติกส์ รองรับปริมาณการจราจรในอนาคต บรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ รุดหน้าสร้างถนนสาย อย.3011จ.พระนครศรีอยุธยา คืบ 36% เร็วกว่าแผน คาดแล้วเสร็จในปี 2570

    นายมนตรี เดชาสกุลสม อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยว่า กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้ดำเนินการอีกหนึ่งโครงการที่สำคัญและมีความจำเป็นในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนทางหลวงชนบทสาย อย.3011 แยก ทล.347 – บ้านโคก อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยปัจจุบันผลงานการก่อสร้างคืบหน้าไปแล้วกว่าร้อยละ 36 เร็วกว่าแผนที่กำหนดไว้ ขณะนี้อยู่ระหว่างงานดินถมคันทาง งานลงทรายถมคันทาง และงานตอกเสาเข็ม คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2570 ต่อไป

    อธิบดีฯ ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ถนนทางหลวงชนบทสาย อย.3011 เป็นเส้นทางเชื่อมโยงโครงข่ายสายทางระหว่าง ทล.347 และ ทล.3263 สามารถใช้เส้นทางเพื่อเป็นทางลัดเชื่อมในจังหวัด ระหว่าง อำเภอบางไทร และอำเภอเสนา ส่งผลให้มีปริมาณรถบรรทุกหนักเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งผู้ประกอบการมักใช้เส้นทางดังกล่าวในการขนส่งวัสดุก่อสร้าง เนื่องจากในสายทางมีท่าทรายและอู่ต่อเรือขนาดใหญ่ตั้งอยู่ จึงเป็นเหตุให้สภาพถนนมีความชำรุดเสียหายถึงชั้นโครงสร้างทาง

    ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรองรับปริมาณจราจรที่จะเกิดขึ้นในอนาคต สนับสนุนภาคการคมนาคมขนส่งโลจิสติกส์ พัฒนาโครงข่ายให้สามารถเดินทางระหว่างอำเภอได้อย่างเต็มศักยภาพ อีกทั้งเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนในพื้นที่ ทช. จึงได้ดำเนินโครงการก่อสร้างถนนสายดังกล่าว รวมระยะทางดำเนินการ 12.170 กิโลเมตร โดยก่อสร้างเป็นผิวจราจรลาดยางแอสฟัลต์ติกคอนกรีต ขนาด 2 ช่องจราจร ไป – กลับ มีผิวจราจรกว้างช่องละ 3.50 เมตร ไหล่ทางกว้างข้างละ 2.50 เมตร มีการติดตั้งไฟฟ้าแสงสว่าง เครื่องหมายจราจร พร้อมสิ่งอำนวยความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้เส้นทางตลอดสายทาง

    นอกจากนี้ ยังมีการก่อสร้างขยายสะพานข้ามคลอง จำนวน 2 แห่ง ประกอบด้วย แห่งที่ 1 ช่วง กม.ที่ 15+882 ก่อสร้างขยายสะพานเดิม ขนาด 2 ช่องจราจร (ขยายสองข้าง) จากผิวจราจร กว้าง 9 เมตร เป็น 15.60 ถึง 22 เมตร และแห่งที่ 2 ช่วง กม.ที่ 16+467 ก่อสร้างขยายสะพานเดิม ขนาด 2 ช่องจราจร จากผิวจราจร กว้าง 9 เมตร เป็น 12 เมตร (ขยายข้างเดียว) โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้างรวม 684.550 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/56930&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2GzsGeW3nUTtbXWrelA4Jj

  • หุ้นไทยแนวโน้มดัชนีเช้าแกว่งไซด์เวย์เชื่อมั่นครม.มีคนนอกร่วมฟื้นเศรษฐกิจ คาดหวังเฟดลดดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    หุ้นไทยแนวโน้มดัชนีเช้าแกว่งไซด์เวย์เชื่อมั่นครม.มีคนนอกร่วมฟื้นเศรษฐกิจ คาดหวังเฟดลดดอกเบี้ย : อินโฟเควสท์

    นักวิเคราะห์ฯ คาดตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งไซด์เวย์หรือไซด์เวย์อัพ จากความมั่นใจในการฟื้นเศรษฐกิจ หลังมีความชัดเจนออกมาเกี่ยวกับรัฐมนตรีจากภายนอก ประกอบกับ Fund flow ไหลเข้า ส่งผลค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง และความคาดหวังเฟดลดดอกเบี้ยหนุน Sentiment พร้อมให้แนวต้าน 1,275 จุด แนวรับ 1,260 จุด

    นายวีรวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน (บลป.) เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้คาดว่าแกว่งตัวไซด์เวย์ หรือไซด์เวย์อัพ โดยที่ยังคงมีแรงหนุนจากปัจจัยในประเทศในการที่เริ่มมีความชัดเจนเกี่ยวกับการตั้งคณะรัฐมนตรีเข้ามาเตรียมเดินหน้าทำงาน โดยเฉพาะรายชื่อรัฐมนตรีที่มาจากคนภายนอก ทำให้ตลาดมีความมั่นใจในการฟื้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น

    ขณะเดียวกันค่าเงินบาทยังแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง จากกระแสเงินทุน (Fund flow) ที่ไหลเข้ามา ยังช่วยหนุนต่อตลาดหุ้นไทยได้ ประกอบกับ Sentiment ของตลาดหุ้นต่างประเทศที่ปรับตัวขึ้น จากความคาดหวังการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทำให้เป็นปัจจัยหนุนตลาดหุ้น ส่วนตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียเช้าวันนี้ปรับตัวส่วนใหญ่ปรับตัวขึ้น

    โดยให้แนวต้าน 1,275 จุด แนวรับ 1,260 จุด

    *ประเด็นพิจารณาการลงทุน

    – ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (8 ก.ย.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 45,514.95 จุด เพิ่มขึ้น 114.09 จุด หรือ +0.25%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,495.15 จุด เพิ่มขึ้น 13.65 จุด หรือ +0.21% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 21,798.70 จุด เพิ่มขึ้น 98.31 จุด หรือ +0.45%

    – ตลาดหุ้นเอเชียภาคเช้าเปิดลบ ดัชนีนิกเกอิเปิดตลาดที่ระดับ 43,907.55 จุด เพิ่มขึ้น 263.74 จุด หรือ +0.60% และหลังจากตลาดเปิดทำการได้ 15 นาที ดัชนีนิกเกอิพุ่งขึ้น 413.77 จุด หรือ +0.95% แตะระดับ 44,057.58 จุด ซึ่งเป็นการพุ่งขึ้นทะลุระดับ 44,000 จุดเป็นครั้งแรก ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 25,711.07 จุด เพิ่มขึ้น 77.16 จุด หรือ +0.30% และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ระดับ 3,811.67 จุด ลดลง 0.84 จุด หรือ -0.02%

    – ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (8 ก.ย.) 1,266.11 จุด เพิ่มขึ้น 1.31 จุด (+0.10%) มูลค่าซื้อขาย 54,546.06 ล้านบาท

    – นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ (8 ก.ย.) 1,414.12 ลบ.

    – ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนต.ค. (8 ก.ย.) เพิ่มขึ้น 39 เซนต์ หรือ 0.63% ปิดที่ 62.26 ดอลลาร์/บาร์เรล

    – ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (8 ก.ย.) อยู่ที่ 4.46 เหรียญ/บาร์เรล

    – เงินบาทเปิด 31.63 แข็งค่าต่อเนื่อง จับตา Flow-ราคาทอง คาดดกรอบวันนี้ 31.60-31.80

    – นักวิเคราะห์ค่าเงินชี้ “เงินบาท แข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี” และยังพบสัญญาณ ยังแข็งค่าต่อเนื่อง หลังค่าเงินบาทหลุด 32 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งแข็งค่าสุดนำภูมิภาค “กรุงไทย” ชี้มีโอกาสแข็งค่าขึ้นไปแตะระดับ 31.50 บาท ต่อดอลลาร์ ธปท.ชี้เงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่า 7% จากต้นปี นำหน้าสกุลเงินภูมิภาค ย้ำจับตาใกล้ชิด เล็งออกมาตรการสกัดบาทแข็งค่าจากผลกระทบราคาทองพุ่ง แนะเอกชนป้องกันความเสี่ยง

    – “ปลัดคลัง” พร้อมเดินหน้า “คนละครึ่ง” เฟสใหม่ผ่าน “เป๋าตัง” ได้ทันที ใช้งบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจปี 69 ที่มี 2.5 หมื่นล้านบาท “นักวิชาการ” ชี้ “คนละครึ่ง” 2.0 ต้องปรับเงื่อนไข แนะโมเดลจีนเพิ่มเกณฑ์ใช้จ่ายเงินขั้นต่ำ เร่งใช้จ่ายหมุนเงินเข้าระบบ “ภาคธุรกิจ” แนะเพิ่มวงเงินใช้จ่ายผ่าน คนละครึ่ง ดำเนินการให้เร็ว ขยายให้ครอบคลุมท่องเที่ยวโรงแรม

    – โผอนุทิน 1 ยังไม่นิ่ง เก้าอี้ “รมว.กลาโหม” ยังไม่ชัดเอาใคร อนุทิน โพสต์ภาพ “บวรศักดิ์” ตอบรับรองนายกฯ แล้ว รัฐบาล 4 เดือนโควตาคนนอกคึกคัก 6 กระทรวง 6 คน “ศุภจี” จากดุสิตธานีมานั่ง รมว.พาณิชย์ “บิ๊กป้อม” ประกาศไม่รับตำแหน่ง พร้อมอยู่เบื้องหลังช่วยเหลือ “กล้าธรรม” ผวาชื่อถูกตีกลับส่ง “อามินทร์-นเรศ” นั่งแทน “เท้ง” ยังกั๊กแนวคิด พท. แถลงนโยบายปุ๊บไม่ไว้วางใจปั๊บ เหน็บต้องการตรวจสอบหรือล้างแค้น “บิ๊กอ้วน” จ่อนั่งหัวโต๊ะประชุม ครม.นัดสุดท้ายอำลาเก้าอี้

    – ผอ.ท่าอากาศยานภูเก็ต มั่นใจไฮซีซันนี้ภูเก็ตคึกคักแน่ สายการบินต่างชาติจองบินเข้าเพียบ รัสเซียบินเข้าเพิ่มเป็นอันดับหนึ่ง “แอร์ฟรานซ์” เตรียมบินเข้ามาครั้งแรก คาดผู้โดยสารทะลุวันละ 70,000 คนเหมือนปี 62 อย่างแน่นอน

    *หุ้นเด่นวันนี้

    – ICHI (ฟินันเซีย ไซรัส) “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 69 ที่ 14 บาท คาดกำไรไตรมาส 3/68 ที่ 360 ลบ. +12% q-q, +1% y-y ได้แรงหนุนมูลค่าตลาดชาเขียวเดือน ก.ค.กลับมา +2.1% y-y เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ไตรมาส แนวโน้มรายได้ ก.ค. ฟื้นตัว q-q และดีต่อใน ส.ค.แม้เป็น Low Season ผู้บริหารมั่นใจว่าแนวโน้ม H2/68 จะดีกว่า H1/68 เราประเมินกำไรปี 68 ที่ 1.3 พันลบ. -3% y-y และกลับมาเติบโต +7% y-y ในปี 69 จุดเด่นคือ Dividend Yield ที่สูงราว 10% ต่อปี รวมถึงเป็นหนึ่งในหุ้นที่คาดว่าจะได้อานิสงส์บวกจากโครงการ “คนละครึ่ง” หากรัฐบาลนำกลับมา

    – TASCO (ดีบีเอสฯ) “ซื้อ” ราคาพื้นฐาน 16.70 บาท คาดจะได้อานิสงส์น้ำท่วมทำให้ต้องซ่อมถนนในหลายพื้นที่ รวมทั้งยังมีเงินงบประมาณปี 68-69 สร้างถนนต่อเนื่อง นอกจากนั้นคาดว่าจะได้ประโยชน์จากการเลือกตั้งทั่วไปด้วย แนวโน้มกำไร H2/68 คาดว่าจะเพิ่ม HoH จากความต้องการซื้อยางมะตอยในประเทศเพิ่มขึ้น ประเมินกำไรสุทธิปี 68-69 ขยายตัว 15% และ 13% หนุนโดยรายได้และมาร์จิ้นที่ดีขึ้น

    – BCPG (ลิเบอเรเตอร์) ราคาเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 10 บาท คาดแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงถัดไป มีทิศทางที่ดีขึ้นมาก จากการทยอยเริ่ม COD โครงการต่างๆ และคาดจะไม่มีการตั้งด้อยค่าในจำนวนมากอย่างช่วงไตรมาสที่ผ่านมา ผสานรายได้จากการขายไฟใน US จะปรับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ไตรมาส 3/68 เป็นต้นไป จากการปรับค่าความพร้อมจ่ายที่เร่งขึ้นแบบก้าวกระโดดตามความต้องการไฟฟ้าที่รองรับ datacenter ที่เพิ่มขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/527918&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10JiMwu1dZIs_hSTXC36bJ

  • บาทแข็งค่าเร็วสวนทางเศรษฐกิจจริงกระทบภาคธุรกิจ

    บาทแข็งค่าเร็วสวนทางเศรษฐกิจจริงกระทบภาคธุรกิจ


    หอการค้าไทยห่วงค่าเงินบาทแตะระดับ 31.70 บาท/ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่ารุนแรงที่สุดในรอบหลายปี กระทบส่งออก ท่องเที่ยว-เกษตรกรรม วอนรัฐบาล-ธปท.เร่งดูแลโดยด่วน

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการ หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การแข็งค่าของเงินบาทส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ภาคการส่งออก การท่องเที่ยว และเกษตรกรรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    ทั้งนี้ภาคการส่งออก ต้องเผชิญการแข่งขันที่ยากลำบาก เนื่องจากราคาสินค้าไทยสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ส่งผลต่อยอดขายและรายได้จากต่างประเทศ  ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ความแข็งค่าของเงินบาททำให้ประเทศไทยมีต้นทุนการท่องเที่ยวสูงขึ้นในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ ลดแรงจูงใจในการเดินทางมาไทย

    นอกจากนี้ภาคเกษตรกรรม เกษตรกรไทยที่พึ่งพาการส่งออกได้รับผลกระทบหนักจากต้นทุนและรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับค่าเงิน โดยเฉพาะข้าวนาปี และพืชไร่ที่กำลังจะออกมา

    สำหรับปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งรุนแรงกว่าประเทศอื่น หอการค้าไทยชี้ว่า การแข็งค่าของเงินบาทครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจาก 1. เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า เนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในระยะต่อไป ทำให้ค่าเงินของหลายประเทศในภูมิภาคแข็งค่าขึ้นโดยอัตโนมัติ

    2.ปัจจัยด้านทองคำ ประเทศไทยมีการถือครองทองคำจำนวนมาก และราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการขายทองคำออกมาเป็นเงินตราต่างประเทศ และแปลงกลับเป็นเงินบาท ส่งผลให้มีความต้องการเงินบาทเพิ่มขึ้น ทำให้เงินบาทแข็งค่ามากกว่าประเทศคู่ค้าอย่างผิดปกติ รวมถึงมี fund flow ที่เข้ามาประเทศด้วย ซึ่งอาจจะมาจากพวก Crypto ด้วย

    ขณะที่ยังมีปัจจัยภายนอกที่ซ้ำเติมความเปราะบาง ได้แกมาตรการภาษีตอบโต้ (tariff) ที่หลายประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะสหรัฐฯ และยุโรป กำลังทบทวนหรือพิจารณาเพิ่มเติม ซึ่งจะกระทบความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยและยิ่งซ้ำเติมผลกระทบจากเงินบาทแข็ง

    รวมถึงข้อจำกัดด้านการแทรกแซงค่าเงิน การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าไปดูแลค่าเงินบาทอย่างเข้มข้นอาจทำให้ไทยถูกเพ่งเล็งว่า “บิดเบือนค่าเงิน” โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งประเด็นดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับ การเจรจาภาษีการค้าและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย–สหรัฐฯ ที่กำลังดำเนินอยู่ จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องวางนโยบายอย่างรอบคอบ

    อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา หอการค้าไทยและคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) เคยเสนอแนวทางว่า ควรแยกดุลทองคำออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถประเมินผลกระทบต่อค่าเงินได้ตรงจุด พร้อมทั้งขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เข้ามาจัดการดูแลในส่วนนี้อย่างเป็นระบบ เพราะหากปล่อยให้กลไกค่าเงินผันผวนโดยไม่สะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย จะทำให้ผู้ประกอบการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่ค้า

    “หากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ แม้ภาครัฐจะใช้เงินทุนสำรองเข้ามาแทรกแซงเพื่อรักษาอัตราแลกเปลี่ยน ก็อาจต้องใช้เงินจำนวนมากและเสี่ยงต่อการสูญเปล่าโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง  เงินบาทที่แข็งค่าเกินไป ไม่ได้สะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย แต่กลับทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เราจึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน”ดร.พจน์ กล่าว

    ดร.พจน์ กล่าววว่า  หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จึงขอเรียกร้องให้ รัฐบาลและธปท. เร่งพิจารณามาตรการที่เหมาะสมอย่างเร่งด่วน เพื่อดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจจริงและไม่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/35198&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0X5mnBN5oY6ZHH20ONs_8N

  • เอกชนกระบี่มั่นใจ ภูมิใจไทย ผลักดันโครงการตอบโจทย์เศรษฐกิจท่องเที่ยว

    เอกชนกระบี่มั่นใจ ภูมิใจไทย ผลักดันโครงการตอบโจทย์เศรษฐกิจท่องเที่ยว

    ภูมิภาค

    เอกชนกระบี่มั่นใจ ภูมิใจไทย ผลักดันโครงการตอบโจทย์เศรษฐกิจท่องเที่ยว

    วันอังคาร ที่ 09 กันยายน พ.ศ. 2568, 08.21 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 8 ก.ย.68 ภาคเอกชนจังหวัดกระบี่แสดงความเชื่อมั่นต่อพรรคภูมิใจไทย หลังเห็นผลงานนโยบายที่จับต้องได้จริง พร้อมหนุนโครงการใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ทั้ง “สะพานเชื่อมเกาะลันตา” “ขยายสนามบินกระบี่” และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อแก้ปัญหาการจราจร

    นายเอกวิทย์ ภิญโญธรรมโนทัย ผู้แทนภาคเอกชนจังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า กระบี่มี ส.ส. พรรคภูมิใจไทยทั้ง 3 เขตเลือกตั้ง และที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นว่านโยบายที่หาเสียงไว้หลายเรื่องเกิดขึ้นจริง สร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนและนักลงทุน

    หนึ่งในโครงการสำคัญ คือ สะพานเชื่อมเกาะลันตา ระหว่าง ต.เกาะกลาง – ต.เกาะลันตาน้อย อ.เกาะลันตา วงเงิน 1,854 ล้านบาท ระยะทาง 1,825 เมตร ขนาด 2 ช่องจราจร ที่จะทำให้การเดินทางไม่ต้องรอแพขนานยนต์อีกต่อไป ใช้เวลาเพียง 10 นาที ตลอด 24 ชั่วโมง คาดว่าจะได้ผู้ชนะการประมูลก่อสร้างภายในเดือนกันยายนนี้ ให้ทันปีงบประมาณ 2568 และจะใช้เวลาก่อสร้าง 1,080 วัน คาดเสร็จปี 2571

    อีกโครงการใหญ่คือ การขยายท่าอากาศยานนานาชาติกระบี่ ที่กรมท่าอากาศยานดำเนินการ เพื่อเพิ่มศักยภาพรองรับผู้โดยสารจาก 4 ล้านคนต่อปี เป็น 8 ล้านคนต่อปี และเพิ่มขีดความสามารถเที่ยวบินจาก 8 เที่ยวต่อชั่วโมง เป็น 24 เที่ยวต่อชั่วโมง

    ขณะเดียวกันยังมี โครงการขยายถนนและสร้างสะพานข้ามแยก บนถนนสายหลัก เพื่อบรรเทาการจราจร ซึ่งเป็นผลจากการผลักดันโดยพรรคภูมิใจไทยขณะร่วมรัฐบาลที่ผ่านมา

    นายเอกวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า นโยบายอื่นๆ เช่น รถไฟความเร็วสูงเชื่อมอันดามัน (กระบี่–พังงา–ภูเก็ต) และ ท่าเทียบเรือเพื่อการโดยสารทางน้ำ หากเกิดขึ้นจริง จะยิ่งยกระดับศักยภาพด้านการท่องเที่ยวและการลงทุนของภาคใต้ พร้อมเชื่อมั่นว่ารัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยบริหารจะตอบสนองความต้องการของประชาชนและเอกชนได้มากขึ้น และหากทำผลงานดี ก็มีโอกาสได้รับการสนับสนุนให้กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/445668&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Mj0R5ILQfI4oExbKkx3qo

  • ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคออสเตรเลียร่วง 3.1% วิตกเศรษฐกิจ-ตลาดแรงงาน

    ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคออสเตรเลียร่วง 3.1% วิตกเศรษฐกิจ-ตลาดแรงงาน

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ก.ย. 68)

    ผลสำรวจซึ่งจัดทำโดยเวสต์แพค แบงกิง คอร์ป (Westpac Banking Corp) ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคออสเตรเลียปรับตัวลง 3.1% มาอยู่ที่ระดับ 95.4 จุดในเดือนก.ย. เนื่องจากภาคครัวเรือนวิตกกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีการปลดพนักงานจำนวนมาก

    ดัชนีที่อยู่ต่ำกว่า 100 บ่งชี้ว่าผู้บริโภคที่มีมุมมองเป็นลบต่อเศรษฐกิจมีจำนวนมากกว่าผู้บริโภคที่มีมุมมองเป็นบวก โดยเดือนก.ย.นับเป็นเดือนที่ 43 ที่ดัชนีความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 100 ซึ่งเป็นสถิติที่ยาวนานที่สุดเป็นอันดับสองนับตั้งแต่มีการสำรวจในปี 2517 รองจากช่วงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยในต้นคริสต์ทศวรรษ 1990

    ผลสำรวจดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่ธนาคารเอเอ็นแซด กรุ๊ป โฮลดิงส์ (ANZ Group Holdings) คาดการณ์ว่าจะมีพนักงาน 3,500 คนต้องออกจากธนาคารฯ ภายในปีหน้า และสถาบันเวสต์แพค–เมลเบิร์น (Westpac–Melbourne Institute) เปิดเผยดัชนีคาดการณ์การว่างงานเพิ่มขึ้น 4.6% ในเดือนก.ย.

    ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวเป็นการตอกย้ำถึงการคาดการณ์ที่ว่าอัตราว่างงานจะปรับตัวสูงขึ้น โดยที่ผ่านมานั้น ภาวะตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งเคยเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจออสเตรเลียในช่วงหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR880IQ9RFNK70IIY9NH47RRVTK6IYDW&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vtpWkrWBxzVko971U3F9C

  • ผอ.สำนักงบฯ ยัน งบกระตุ้นเศรษฐกิจ มีพอสนองนโยบายรัฐบาล อนุทิน ดึงงบปี 68 วงเงิน 2.5 หมื่นล้าน ทำคนละครึ่งได้

    ผอ.สำนักงบฯ ยัน งบกระตุ้นเศรษฐกิจ มีพอสนองนโยบายรัฐบาล อนุทิน ดึงงบปี 68 วงเงิน 2.5 หมื่นล้าน ทำคนละครึ่งได้

    9 ก.ย.2568- ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนันต์ แก้วกำเนิด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ กล่าวถึงความพร้อมการดำเนินนโยบายตามรัฐบาลชุดใหม่ ที่จะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ว่า พร้อม ยืนยันว่างบประมาณมีพอ

    เมื่อถามว่า หากร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 69 ประกาศใช้ จะสามารถดำเนินการได้เลยหรือไม่ นายอนันต์ กล่าวว่า ใช่ รวมถึงงบกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ถามถึงกรณีงบกระตุ้นเศรษฐกิจปี 68 จำนวน 2.5 หมื่นล้านบาท ที่เหลือจาก 1.57 แสนล้านบาท จะสามารถนำมาดำเนินโครงการคนละครึ่งได้หรือไม่ นายอนันต์ กล่าวว่า ต้องดูว่าจะใช้ทันสิ้นปีงบประมาณ 68 หรือไม่ ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.นี้ หากสามารถดำเนินการทัน ก็ต้องทำเลย.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/858473/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw005cqJXP8Di2OVG3VsRxiG

  • คลังพร้อมลุย “คนละครึ่ง” ทันที ใช้งบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.5 หมื่นล้านได้เลย

    คลังพร้อมลุย “คนละครึ่ง” ทันที ใช้งบกลางกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.5 หมื่นล้านได้เลย

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการเดินหน้าโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ ภายใต้รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยว่า หากรัฐบาลใหม่ดำเนินโครงการนี้จริง ภายหลังการแถลงนโยบายแล้ว สามารถดำเนินการได้ทันที เพราะมีระบบรองรับอยู่แล้ว คือ แอปพลิเคชันเป๋าตัง สำหรับงบประมาณที่จะใช้ดำเนินการนั้น หากเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.68 จะใช้งบกลางเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของปี 69 ที่มีวงเงินอยู่ 25,000 ล้านบาท แต่หากต้องใช้งบประมาณมากกว่านั้น สามารถปรับเปลี่ยน โดยโยกงบจากงบประมาณกลางมาใช้ได้

    ทั้งนี้ การเดินหน้าโครงการเฟสใหม่ อาจมีเพียงเปิดลงทะเบียนร้านค้าใหม่ แต่หากร้านค้าใด ที่เคยเข้าร่วมโครงการครั้งก่อนแล้วยังไม่ลบแอปฯถุงเงิน ก็ยังใช้งานต่อได้ เพราะยืนยันตัวตนไว้แล้ว หากนโยบายชัดเจน กระทรวงการคลังก็จะเปิดลงทะเบียนร้านค้าใหม่ อย่างไรก็ตาม ยังปรับรายละเอียดโครงการได้อีก ขึ้นกับนโยบายรัฐบาล เช่น ปรับสัดส่วนใช้เงิน พิจารณาสินค้าที่ร่วมรายการ รัฐบาลต้องการให้ใช้ต่อเดือนเท่าใด เป็นต้น ส่วนจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้เพียงใด ขึ้นอยู่กับขนาดของโครงการว่าใส่เงินลงไปเท่าใด และให้ใช้เท่าไรต่อวัน ขณะนี้ยังเร็วไปที่จะประเมิน

    “ตอนนี้ยังไม่สามารถระบุกลุ่มเป้าหมาย รายละเอียดต่างๆ ได้ ต้องรอนโยบายรัฐบาล แต่ทางเทคนิค ระบบมีความพร้อม มีเงินงบประมาณรองรับ และพร้อมดำเนินการ”

    ส่วนนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) กล่าวว่า สนับสนุนรัฐบาลชุดใหม่นำโครงการ คนละครึ่งกลับมา เพราะจะช่วยกระตุ้นได้ทั้งภาคบริการ อาหาร และการท่องเที่ยว และเสนอให้ สนับสนุนต่อโครงการเที่ยวไทยคนละครึ่ง ซึ่งได้ดำเนินมาตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.68 มีนักท่องเที่ยวลงทะเบียนรับสิทธิ์ 2.14 ล้านคนใช้สิทธิ์สำเร็จ 484,130 สิทธิ์ ยังมีสิทธิ์คงเหลือ 15,874 สิทธิ์ จากทั้งสิ้น 500,000 สิทธิ์ ซึ่งตามกำหนดเดิมจะสิ้นเดือนก.ย.68 เมื่อถึงเวลานั้น จึงจะคำนวณได้ว่า ยังเหลือวงเงินที่จะใช้ได้อีกเท่าใด

    ด้านนายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจบอบช้ำมานาน ทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบหมด โดยเฉพาะเอสเอ็มอี และพ่อค้าแม่ขายที่เป็นรากหญ้า เข้าใจว่า ช่วง 4 เดือนนี้ รัฐบาลใหม่คงแก้ปัญหาไม่ทัน แต่อยากให้เร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจโดยด่วน โดยระยะสั้น เร่งกระตุ้นใช้จ่ายปลายปี และวางแผนการท่องเที่ยวปีหน้าแบบบูรณาการ รวมถึงออกมาตรการพยุงเอสเอ็มอี ที่กำลังอยู่ในสถานการณ์ซอมบี้ เพราะกระแสเงินสดหมดแล้ว และยังแบกดอกเบี้ยเงินกู้ตั้งแต่ช่วงโควิด

    “อยากเห็นเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ด้วยการเพิ่มกำลังซื้อประชาชน พ่อค้าแม่ขายด้วยโครงการคนละครึ่ง พลัส เพราะจะช่วยพยุงเศรษฐกิจรากหญ้าได้ทันที รวมทั้งเร่งช่วยเอสเอ็มอี ร้านค้ารายย่อย ด้วยการใช้มาตรการภาษี โดยให้บุคคลธรรมดาเก็บใบกำกับภาษีจากร้านอาหารไปลดหย่อนภาษีได้ในปี 70 ไม่เกิน 20,000 และนิติบุคคลใช้ใบกำกับภาษีจากการจัดงานเลี้ยง ประชุมสัมมนา เลี้ยงรับรองไปลดหย่อนภาษีนิติบุคคลได้ไม่เกิน 200,000 บาท เร่งออกซอฟต์โลน ช่วยเหลือผู้ประกอบการ ดอกเบี้ยไม่เกิน 2.5% รวมถึงทำแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวปลายปี 68 ทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติ และภายในประเทศแบบเร่งด่วน และแผนระยะยาวของปี 69 เป็นต้น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2881582&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0sJ1e7X2mlae19F5ZAR3HJ

  • เอกชนรับไม่ได้บาทแข็งรุนแรง สวนเศรษฐกิจ จี้รัฐ-แบงก์ชาติดูแลด่วนจี๋ ปล่อยไว้ตายหมู่แน่ | เดลินิวส์

    เอกชนรับไม่ได้บาทแข็งรุนแรง สวนเศรษฐกิจ จี้รัฐ-แบงก์ชาติดูแลด่วนจี๋ ปล่อยไว้ตายหมู่แน่ | เดลินิวส์

    ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ได้กังวลต่อสถานการณ์ค่าเงินบาทที่แข็งค่าต่อเนื่องจนแตะระดับ 31.70 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เป็นการแข็งค่าที่รวดเร็วและรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี และสวนทางกับทิศทางเศรษฐกิจจริงของประเทศ

    ดร.พจน์ เปิดเผยว่า การแข็งค่าของเงินบาทส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคการส่งออก การท่องเที่ยว และเกษตรกรรม ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

     • ภาคการส่งออก ต้องเผชิญการแข่งขันที่ยากลำบาก เนื่องจากราคาสินค้าไทยสูงขึ้นเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ส่งผลต่อยอดขายและรายได้จากต่างประเทศ

     • ภาคการท่องเที่ยว ความแข็งค่าของเงินบาททำให้ประเทศไทยมีต้นทุนการท่องเที่ยวสูงขึ้นในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ ลดแรงจูงใจในการเดินทางมาไทย

     • ภาคเกษตรกรรม เกษตรกรไทยที่พึ่งพาการส่งออกได้รับผลกระทบหนักจากต้นทุนและรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับค่าเงิน โดยเฉพาะข้าวนาปี และพืชไร่ที่กำลังจะออกมา

    ปัจจัยที่ทำให้เงินบาทแข็งรุนแรงกว่าประเทศอื่น หอการค้าไทยชี้ว่า การแข็งค่าของเงินบาทครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัจจัยในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจาก

     1. เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า เนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในระยะต่อไป ทำให้ค่าเงินของหลายประเทศในภูมิภาคแข็งค่าขึ้นโดยอัตโนมัติ

     2. ปัจจัยด้านทองคำ ประเทศไทยมีการถือครองทองคำจำนวนมาก และราคาทองคำในตลาดโลกที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการขายทองคำออกมาเป็นเงินตราต่างประเทศ และแปลงกลับเป็นเงินบาท ส่งผลให้มีความต้องการเงินบาทเพิ่มขึ้น ทำให้เงินบาทแข็งค่ามากกว่าประเทศคู่ค้าอย่างผิดปกติ รวมถึงมี fund flow ที่เข้ามาประเทศด้วย ซึ่งอาจจะมาจากพวก Crypto ด้วย

    นอกจากนี้ยังมี ปัจจัยภายนอกที่ซ้ำเติมความเปราะบาง ได้แก่

     • มาตรการภาษีตอบโต้ (tariff) ที่หลายประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะสหรัฐและยุโรป กำลังทบทวนหรือพิจารณาเพิ่มเติม ซึ่งจะกระทบความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออกไทยและยิ่งซ้ำเติมผลกระทบจากเงินบาทแข็ง

     • ข้อจำกัดด้านการแทรกแซงค่าเงิน การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าไปดูแลค่าเงินบาทอย่างเข้มข้นอาจทำให้ไทยถูกเพ่งเล็งว่า “บิดเบือนค่าเงิน” โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งประเด็นดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับ การเจรจาภาษีการค้าและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย–สหรัฐ ที่กำลังดำเนินอยู่ จึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องวางนโยบายอย่างรอบคอบ

    ข้อเสนอของหอการค้าไทย

    ที่ผ่านมา หอการค้าไทยและคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) เคยเสนอแนวทางว่า ควรแยกดุลทองคำออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน เพื่อให้สามารถประเมินผลกระทบต่อค่าเงินได้ตรงจุด พร้อมทั้งเสนอให้ ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้ามาจัดการดูแลในส่วนนี้อย่างเป็นระบบ เพราะหากปล่อยให้กลไกค่าเงินผันผวนโดยไม่สะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย จะทำให้ผู้ประกอบการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่ค้า

    ดร.พจน์ ย้ำว่า หากปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อ แม้ภาครัฐจะใช้เงินทุนสำรองเข้ามาแทรกแซงเพื่อรักษาอัตราแลกเปลี่ยน ก็อาจต้องใช้เงินจำนวนมากและเสี่ยงต่อการสูญเปล่าโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริง

    หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย จึงขอเรียกร้องให้ รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย เร่งพิจารณามาตรการที่เหมาะสมอย่างเร่งด่วน เพื่อดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่สะท้อนสภาพเศรษฐกิจจริงและไม่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย

    “เงินบาทที่แข็งค่าเกินไป ไม่ได้สะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย แต่กลับทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เราจึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน” ดร.พจน์ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5096471/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mLaKhUMCkSgqVbVzxCXgb

  • SCB EIC ชี้เมื่อดอลลาร์สหรัฐอาจไม่ใช่ศูนย์กลางของระบบการเงินโลกอีกต่อไป – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SCB EIC ชี้เมื่อดอลลาร์สหรัฐอาจไม่ใช่ศูนย์กลางของระบบการเงินโลกอีกต่อไป – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    KEY SUMMARY

    สินทรัพย์สหรัฐฯ เริ่มเผชิญปัญหาความเชื่อมั่น สะท้อนจากตลาดการเงินช่วงที่ผ่านมา

    ปรากฏการณ์ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า พร้อมกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับสูงขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อดอลลาร์สหรัฐ และสินทรัพย์สหรัฐฯ ที่ลดลง ผลจากความไม่แน่นอนและความสุดโต่งของนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะนโยบายการค้า ส่งผลต่อเนื่องทำให้เกิดความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินสหรัฐฯ

    สหรัฐฯ สูญเสียอำนาจทางเศรษฐกิจมาพักใหญ่แล้ว สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจึงลดบทบาทลงไปบ้าง แต่โลกยังคงเชื่อมั่นว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยหลัก

    ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมาสัดส่วนมูลค่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต่อเศรษฐกิจโลกปรับลดลง ขณะที่จีนและประเทศตลาดเกิดใหม่เริ่มมีบทบาทต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น ทำให้ความสำคัญของดอลลาร์สหรัฐปรับลดลงไปบ้าง นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่มีบทบาทมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยสหรัฐฯ กีดกันการเข้าถึงระบบการชำระเงินระหว่างประเทศของประเทศที่ไม่เป็นมิตรกับสหรัฐฯ หลายประเทศจึงต้องกระจายความเสี่ยงออกจากการถือดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศลงบ้าง อย่างไรก็ดี ดอลลาร์สหรัฐยังคงเป็นสกุลเงินหลักที่ใช้เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและใช้ทำธุรกรรมระหว่างประเทศของโลกอยู่

    นโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบันจะยิ่งทำให้ความเชื่อมั่นต่อสินทรัพย์สหรัฐฯ เสื่อมถอยลง และเร่งกระบวนการ Dedollarization

    แม้ในระยะสั้นจะเห็นดอลลาร์สหรัฐผันผวนตามความไม่แน่นอนและความสุดโต่งของนโยบายประธานาธิบดีทรัมป์ แต่ในระยะต่อไป นโยบายเหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือในพื้นฐานของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เอง ทั้งประเด็นความไม่ยั่งยืนของหนี้สาธารณะ ซึ่งจะมีความเสี่ยงมากขึ้นจากแผนการคลังในระยะสั้น-ปานกลางที่จะเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่อย่างต่อเนื่อง และประเด็นคุณภาพสถาบันทางการเมืองและเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เสื่อมถอย โดยเฉพาะความเป็นอิสระของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งเป็นผู้ดูแลเสถียรภาพของดอลลาร์สหรัฐโดยตรง

    ตอนนี้ยังไม่มีสกุลเงินใดสามารถทดแทนบทบาทของดอลลาร์สหรัฐได้ในโลก

    อาจมองได้ว่าดอลลาร์สหรัฐมี 2 ฐานะหลักในระบบการเงินโลก คือ (1) เป็นสื่อกลางชำระเงินของธุรกรรมการค้า
    และการลงทุนระหว่างประเทศ และ (2) เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe asset) ในการรักษามูลค่าทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีสกุลเงินใดสามารถทดแทนดอลลาร์สหรัฐ ได้ทั้ง 2 บทบาทหลักนี้ บางสกุลอาจเหมาะจะใช้ในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ แต่ก็อาจไม่เหมาะที่จะถือไว้เป็นทุนสำรองฯ หรือบางสกุลอาจเหมาะสมที่จะถือเป็นทุนสำรองฯ แต่ก็อาจไม่เหมาะสมที่จะใช้ทำธุรกรรมระหว่างประเทศ

    SCB EIC มองว่า ดอลลาร์สหรัฐจะยังเป็นสกุลเงินหลักในระบบการเงินโลกในระยะข้างหน้า แต่ความสำคัญจะทยอยลดลง

    ประเมินว่าดอลลาร์สหรัฐจะยังเป็นสกุลเงินหลักในระบบการเงินของโลกต่อไป เพราะโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินของสหรัฐฯ นับว่ามีความก้าวหน้าที่สุดในโลก ตลาดการเงินสหรัฐฯ จึงมีขนาดใหญ่และมีความลึก แต่ความสำคัญของดอลลาร์สหรัฐ จะทยอยลดลงจากความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ และความสำคัญของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ทยอยลดลง หลายประเทศอาจมองหาสินทรัพย์ปลอดภัยอื่นเพื่อกระจายความเสี่ยง และอาจใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้าการลงทุนมากขึ้น

    ประเทศไทยสามารถใช้สกุลเงินอื่นในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศมากขึ้นเพื่อลดความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐและถือสินทรัพย์ปลอดภัยหลายสกุลขึ้น

    ความผันผวนของเงินดอลลาร์สหรัฐส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจเปิดอย่างไทยโดยตรง ทั้งด้านอัตราแลกเปลี่ยน
    และมูลค่าสินทรัพย์ต่างประเทศที่ถือครอง ภาครัฐและภาคเอกชนไทยจึงควรพิจารณากระจายความเสี่ยง ทั้งการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัยจากหลากหลายประเทศมากขึ้น และการใช้สกุลเงินอื่นในการทำธุรกรรมระหว่างประเทศ เพื่อลดความเปราะบางจากการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ และเพิ่มความยืดหยุ่นทางการเงินในสภาพแวดล้อมโลกที่ไม่แน่นอนจากนโยบายของสหรัฐฯ

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/08/576279/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uYRdOuV3hYcNDv6AhtCQK