Blog

  • ททท. ประกาศผลรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 15

    ททท. ประกาศผลรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 15

    ประชาสัมพันธ์

    10 ก.ย. 2025 เวลา 17:56 น.

    ก้าวสู่ 3 ทศวรรษแห่งรางวัล Thailand Tourism Awards การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้ประกาศผลรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 15 ประจำปี 2568 เมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา โดยมีผู้ประกอบการได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 151 รางวัล จาก 750 แห่ง ครอบคลุมทุกมิติของการท่องเที่ยว

    ไฮไลต์สำคัญของการประกาศผลรางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 15 คือการเพิ่มรางวัลใหม่ Thailand Tourism Sustainability Awards เพื่อเชิดชูผู้ประกอบการที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการด้านความยั่งยืน สะท้อนถึงทิศทาง การท่องเที่ยวโลก ที่มุ่งสู่การเติบโตบนพื้นฐานความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า รางวัลครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพสินค้าและบริการทางการท่องเที่ยวของไทยที่ก้าวสู่มาตรฐานระดับสากล อีกทั้งยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวทั่วโลก โดยมีหลักเกณฑ์การพิจารณาที่เข้มข้น ครอบคลุมทั้งคุณภาพบริการ การบริหารจัดการธุรกิจ และการยึดหลักการท่องเที่ยวยั่งยืน

    151 รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ ปีนี้มีการมอบรางวัล 4 ระดับ ได้แก่ รางวัลยอดเยี่ยม (Excellence Awards) 17 รางวัล, รางวัลดีเด่น (Outstanding Awards) 59 รางวัล, รางวัลแห่งความยั่งยืน (Sustainability Awards) 69 รางวัล, รางวัลเกียรติยศ Hall of Fame สำหรับผู้ที่รักษาคุณภาพได้ต่อเนื่อง 3 ครั้ง จำนวน 6 รางวัล ได้แก่ พิพิธภัณฑ์เรือนโบราณล้านนา สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมและล้านนาสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่, วิสาหกิจชุมชนกลุ่มโฮมสเตย์บ้านนาต้นจั่น จ.สุโขทัย, วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวย่านเมืองเก่าภูเก็ต จ.ภูเก็ต, โรงแรม เดอะ ริเวอร์รี บาย กะตะธานี คอลเล็คชั่น จ.เชียงราย, เล็ทส์ รีแล็กซ์ สปา ทองหล่อ กรุงเทพฯ และรายการนำเที่ยวสัมผัสเมืองไทยไร้พรมแดนจากเหนือจรดใต้ สำหรับนักท่องเที่ยวผู้พิการทางการเห็น โดยบริษัท นัตตี้ส์ แอดเวนเจอร์ส จำกัด

    ผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลจะเข้ารับพิธีพระราชทานรางวัลจาก ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ในวันที่ 27 กันยายน 2568 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม Grand Celebration ภายใต้แคมเปญ Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025

    การได้รับ รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย นับเป็น “ตราสัญลักษณ์คุณภาพ” ที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการ และยังเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ การท่องเที่ยวไทย เติบโตบนเส้นทางแห่งความยั่งยืน

    ผู้สนใจสามารถติดตามรายชื่อผู้ประกอบการและแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับรางวัลทั้งหมดได้ที่ เว็บไซต์ หรือ Facebook Page : Thailand Tourism Awards
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/pr-news/news/prnews/1198259&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PQvEio52yRZdlpMTTK7qL

  • ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดลบ 207.85 จุด หุ้นไอทีฉุดตลาด

    ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดลบ 207.85 จุด หุ้นไอทีฉุดตลาด

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 ก.ย. 68)

    ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียเปิดลบในวันนี้ (11 ก.ย.) เนื่องจากแรงเทขายในหุ้นกลุ่มไอทีได้สกัดปัจจัยบวกจากความคาดหวังถึงความคืบหน้าในการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ

    ทั้งนี้ ดัชนี Sensex เปิดตลาดที่ระดับ 81,217.30 จุด ลดลง 207.85 จุด หรือ -0.26%

    หุ้น 13 ใน 16 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักปรับตัวขึ้น ขณะที่ดัชนีหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กเปิดแทบไม่ขยับ

    ดัชนีหุ้นกลุ่มไอทีปรับตัวลง 0.4% นำโดยหุ้น Infosys ที่ร่วงลง 1% ก่อนการประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาแผนการซื้อหุ้นคืน อนึ่ง หุ้น Infosys ดีดตัวขึ้นมาแล้ว 7% ตลอด 2 วันทำการที่ผ่านมา ภายหลังการประกาศข่าวดังกล่าว

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR8A0IQDU0GDFFG4J50647UVX7QSXDYK&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09XS17qwRtqZUsabikZ0RC

  • ต่อยอด “คนละครึ่ง” ฟื้นเศรษฐกิจ

    ต่อยอด “คนละครึ่ง” ฟื้นเศรษฐกิจ

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    ต่อยอด “คนละครึ่ง” ฟื้นเศรษฐกิจ

    11 ก.ย. 2568 04:39 น.

    ต่อยอด “คนละครึ่ง” ฟื้นเศรษฐกิจ

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์เนื้อหาพิเศษเฉพาะสมาชิกหนังสือพิมพ์เท่านั้น

    ข่าวไทยรัฐออนไลน์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2881917&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VND8MEggFp03Je9aZj4Ie

  • คลื่นทุนสหรัฐหนีจีนรอบใหม่ ไทยรับลงทุน ‘ตั้งนิคมฯ ใหม่’ พุ่ง 3 ปี 3.4 หมื่นไร่

    คลื่นทุนสหรัฐหนีจีนรอบใหม่ ไทยรับลงทุน ‘ตั้งนิคมฯ ใหม่’ พุ่ง 3 ปี 3.4 หมื่นไร่

    ความตึงเครียดทางการค้าระหว่าง “สหรัฐและจีน” ทวีความรุนแรงขึ้น และมีการผ่อนปรนภาษีบางรายการชั่วคราวตั้งแต่กลางเดือน พ.ค.2568 โดยเดือนที่แล้วทั้ง 2 ประเทศได้ตกลงกันที่จะขยายเวลาสงบศึกทางการค้าออกไปอีก 90 วัน จนถึงกลางเดือน พ.ย.2568

    ซีเอ็นบีซี เปิดเผยรายงานผลสำรวจความเห็นหอการค้าอเมริกัน (Amcham) ในเซี่ยงไฮ้ เมื่อวันที่ 10 ก.ย.2568 ว่า มีธุรกิจสหรัฐมากถึง 47% หรือ “เกือบครึ่ง” ที่ระบุว่าได้เปลี่ยนแผนการลงทุนจากจีนไปภูมิภาคอื่นแทนช่วงปีที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่เป็นประเทศในอาเซียน

    ตัวเลขผลสำรวจดังกล่าวยังนับว่าเป็นสัดส่วนที่ “สูงที่สุด” นับตั้งแต่ที่หอกาค้าอเมริกันในเซี่ยงไฮ้เคยสำรวจความเห็นมา

    รายงาน AmCham Shanghai’s 2025 China Business Survey ซึ่งสำรวจความเห็นสมาชิกบริษัทอเมริกัน 254 แห่ง ถูกเผยแพร่ออกมาไม่นานหลังความตรึงเครียด 2 ประเทศ สูงขึ้น

    “สำหรับบริษัทแล้ว ระยะเวลา 90 วันนั้นสั้นเกินไป” เอริค เจิ้ง ประธาน AmCham Shanghai กล่าวกับผู้สื่อข่าวพร้อมชี้ให้เห็นว่าการวางแผนห่วงโซ่อุปทานนั้นต้องใช้เวลานานกว่านั้นมาก “อย่างน้อยในตอนนี้เราก็ไม่ต้องเจอภาษีที่สูงขึ้น แต่ปัญหายังไม่ได้หายไปยังคงอยู่”

    ในการสำรวจความเห็นระหว่างวันที่ 19 พ.ค.-20 มิ.ย.2568 มีบริษัทสหรัฐมากถึง 47% ระบุว่า ได้ย้ายการลงทุนที่วางแผนไว้แล้วสำหรับจีนไปเป้าหมายการลงทุนที่อื่นแทน โดยส่วนใหญ่ย้ายไปประเทศในอาเซียน ซึ่งนับเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่สำรวจครั้งแรกที่ถามเกี่ยวกับแผนการย้ายการลงทุนออกจากจีนในปี 2560

    ส่วนเป้าหมายการลงทุนรองลงมา คือประเทศในอนุทวีปอินเดีย ซึ่งรวมถึงบังกลาเทศ ในขณะที่ “สหรัฐและเม็กซิโก” อยู่ในอันดับที่ต่ำกว่านั้นมาก

    ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐพยายามส่งเสริมให้ภาคธุรกิจย้ายการผลิตในต่างประเทศกลับสหรัฐ แต่ยังมีบริษทเพียงส่วนน้อย ส่วนใหญ่จำกัดอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงที่ประกาศจะลงทุนในสหรัฐ ในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์เองได้วิพากษ์วิจารณ์แผนธุรกิจของบริษัท “แอปเปิ้ล อิงค์” ที่จะขยายการผลิตในอินเดีย

    ด้านเว็บไซต์นิกเกอิเอเชียรายงานว่า “เกือบครึ่งหนึ่ง” ของบริษัทสหรัฐต้องการให้ประธานาธิบดีทรัมป์ “ยกเลิกภาษีศุลกากรทั้งหมด” ที่เก็บจากสินค้าจีน โดย 48% ของผู้ตอบแบบสอบถามเรียกร้องให้ยกเลิกทั้งภาษีศุลกากรและมาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษีต่อสินค้าจีน

    แม้สหรัฐกับจีนจะมีการพักรบชั่วคราว แต่ภาษีนำเข้าของสหรัฐต่อสินค้าจีนก็ยังคงสูงกว่าต้นปีถึง 30% ส่งผลให้การค้าระหว่างสองประเทศชะลอตัวลง โดยการส่งออกสินค้าของจีนไปยังสหรัฐในเดือนสิงหาคม ลดลง 33.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่การนำเข้าสินค้าจากสหรัฐไปจีนก็ลดลง 16%

    รายงานของหอการค้าอเมริกันยังระบุว่า “ความผันผวนของความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศ ได้สร้างความไม่แน่นอนอย่างมหาศาลให้กับบริษัทต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจในจีน ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ได้จำกัดเฉพาะบริษัทที่ส่งออกกลับไปยังตลาดสหรัฐเท่านั้น”

    ภาษีทรัมป์กระทบรายได้บริษัทในจีน

    เกือบสองในสามของสมาชิกหอการค้าคาดว่า ความตึงเครียดเรื่องภาษีจะส่งผลกระทบด้านลบต่อรายได้ในจีน โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์ โลจิสติกส์ และการผลิตเชิงอุตสาหกรรม ซึ่งมีสัดส่วนได้รับผลกระทบมากที่สุด

    ขณะเดียวกัน อีริก เจิ้ง ประธานหอการค้าอเมริกันในเซี่ยงไฮ้กล่าวว่า บางบริษัทได้รับผลกระทบ “ทั้งสองทาง” เนื่องจากต้องนำเข้าชิ้นส่วนกึ่งสำเร็จรูปจากสหรัฐเข้ามาในจีน ก่อนจะส่งออกสินค้าแปรรูปขั้นสุดท้ายกลับไปยังอเมริกาอีกครั้ง

    นอกจากนี้ ยังมีบางบริษัทที่ “ตกเป็นเป้าโดยตรง” เช่น จีนได้เปิดการสอบสวนการผูกขาดต่อดูปองท์ บริษัทเคมีภัณฑ์สัญชาติอเมริกัน ไม่นานหลังจากที่ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีตอบโต้ แต่การสอบสวนถูกระงับไปในเดือนกรกฎาคม ก่อนที่ผู้แทนการค้าของทั้งสองฝ่ายจะพบกัน โดยไม่ได้มีการชี้แจงเหตุผลของการระงับ

    ผู้ตอบแบบสอบถามยังเห็นตรงกันว่า “ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์” ยังคงเป็นความท้าทายใหญ่ที่สุดต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน รองลงมาคือปัญหาการลดลงของประชากร และความอ่อนแอในตลาดอสังหาริมทรัพย์

    นอกจากนี้ การแข่งขันที่รุนแรงขึ้นกับบริษัทจีน ก็ได้กลายเป็นอีกหนึ่งความกังวลสำคัญ โดยมีเพียงสองด้านเท่านั้นที่ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมากมองว่า คู่แข่งท้องถิ่นยังตามหลังอยู่ ได้แก่ คุณภาพสินค้า และการพัฒนา

    ขณะที่ในด้านอื่น ๆ อย่างการขายและการตลาด กลยุทธ์ดิจิทัล และความรวดเร็วในการนำสินค้าออกสู่ตลาด ผู้ตอบแบบสอบถามจำนวนมากกลับรู้สึกว่าตนเองเป็นฝ่ายตามหลัง

    เจฟฟรีย์ เลห์แมน ประธานหอการค้าอเมริกันประจำเซี่ยงไฮ้กล่าวว่า “แม้สมาชิกจะสังเกตเห็นความพยายามของรัฐบาลจีนในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบ แต่สิ่งเหล่านี้ยังถูกบดบังด้วยความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน เราขอเรียกร้องให้ทั้งสองรัฐบาลร่วมกันสร้างกรอบที่มั่นคงและโปร่งใส เพื่อเอื้อต่อการค้าและการลงทุนข้ามพรมแดน”

    คลื่นทุนสหรัฐหนีจีนรอบใหม่ ไทยรับลงทุน ‘ตั้งนิคมฯ ใหม่’ พุ่ง 3 ปี 3.4 หมื่นไร่

    3ปีตั้งนิคมฯใหม่ 3.4 หมื่นไร่

    แหล่งข่าวจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ระบุว่า ช่วง 3 ปี ที่ผ่านมามีคลื่นการย้ายฐานการผลิตจากจีนเข้ามาอาเซียนและไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้มีการพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับการลงทุนทั้งนิคมอุตสาหกรรมของ กนอ.และนิคมอุตสาหกรรมร่วมดำเนินการ โดยระหว่างปี 2566-2568 มีการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมใหม่ 18 แห่ง รวมพื้นที่ 34,645 ไร่ อาทิ

    กลุ่ม WHA มีการพัฒนา 2 นิคมอุตสาหกรรม คือ นิคมอุตสาหกรรม WHA ระยอง 36 พื้นที่ 1,281 ไร่ และนิคมอุตสาหกรรม WHA Industrial estate ระยอง พื้นที่ 2,101 ไร่

    ในขณะที่บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) พัฒนานิคมอุตสาหกรรม 3 แห่ง คือ นิคมอุตสาหกรรมโรจนะแหลมฉบัง โรจนะ พื้นที่ 943 ไร่ , นิคมอุตสาหกรรมโรจนะชลบุรี 2 พื้นที่ 902 ไร่ และนิคมอุตสาหกรรมโรจนะชลบุรี 2 (เขาคันทรง) พื้นที่ 1,987 ไร่

    ส่วนบริษัทอมตะคอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) มีการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม 1 แห่ง คือ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี โครงการ 2 พื้นที่ 8,226 ไร่

    นอกจากนี้ เฉพาะในปี 2568 มีการเสนอคณะกรรมการ กนอ.ให้ความเห็นชอบจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมใหม่รวมพื้นที่ 15,000 ไร่ รวมทั้งมีนิคมอุตสาหกรรมใหม่ที่เตรียมเสนอคณะกรรมการ กนอ.อีก 2 แห่ง คือ 

    1.นิคมอุตสาหกรรมเอเพ็กซ์กรีน อินดัสเตรียล เอสเตท (ส่วนขยาย) 459 ไร่ ของบริษัทเอเพ็กซ์ ปาร์ค จำกัด

    2.นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ชระยอง (ส่วนขยาย) พื้นที่ 2,807 ไร่ ของบริษัทอมตะคอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน)

    กนอ.ชี้เทรนด์ลงทุนไทยขยายตัว

    นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ กนอ.กล่าวว่า การลงทุนในไทยยังมีแนโน้มขยายตัว โดยเมื่อดูจากการขอสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ครึ่งแรกปี 2568 กว่า 1 ล้านล้านบาท 

    ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับยอดขาย/เช่าที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมปี 2566 กว่า 6 พันไร่ และปี 2567 กว่า 7 พันไร่ แต่ปีงบประมาณ 2568 (ต.ค.-ก.ย.2568) จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ 1 หมื่นไร่ น่าจะไม่ถึง โดยเดือน ก.ค.อยู่ที่ 5,630 ไร่ คาดว่าปิดปีงบประมาณ 2568 จะมียอดขายรวม 6 พันไร่ จากภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่ถดถอย

    รวมทั้งเชื่อว่าโอกาสการขยายการลงทุนในไทยยังมีอยู่ จากอัตราการเติบโตโดยปริมาณยอดขอกับยอดขายที่ดิน อีกทั้งยังมีที่ดินนอกนิคมฯ ซึ่งอัตราการขอและเปิดนิคมฯ ตัวเลขก็ไปด้วยกัน ส่วนปี 2569 กนอ.มั่นใจว่าจะลงนามเปิดพื้นที่ได้ตามเป้าหมาย 1 หมื่นไร่แน่นอน โดยนักลงทุนเห็นโอกาสจากปัจจัยต้นทุนที่ดี รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม การออกกฎระเบียบที่ชัดเจนและสะดวกกับนักลงทุน

    “หลังเดือน ก.ย.นี้ น่าลุ้นแต่น่าจะไม่เลวร้ายนัก และจะสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยไทยมีโอกาสบางอุตสาหกรรม เมื่อมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นก็ต้องการคน กนอ.จะช่วยออกแบบการลงทุนเพื่อทำให้เป็น ‘อีโคโนมิกโซน’ เคลื่อนที่ได้ โดยมี BOI เข้ามาร่วม และสิ่งสำคัญสุดคือออกแบบคลัสเตอร์ที่จะร่วมกับ ส.อ.ท.” นายสุเมธ กล่าว

    เร่งเตรียมพื้นที่รับการลงทุน

    ขณะนี้มีผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมทั้งในส่วนที่ขอลงทุนพัฒนาพื้นที่ใหม่และส่วนที่ขอขยายพื้นที่จากโครงการเดิมเพื่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่ไม่สามารถลงทุนพัฒนาพื้นที่ได้เพราะติดปัญหาสีผังเมืองจำนวนกว่า 40 โครงการ โดยคิดเป็นพื้นที่แปลงละประมาณ 700-1,000 ไร่ รวมทั้งหมดหลายหมื่นไร่ คิดเป็นมูลค่าลงทุนหลักแสนล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผังเมืองสีเหลือง ยังไม่สามารถปรับเป็นสีม่วงได้

    ดังนั้น ต้องเร่งรัดให้เกิดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้ง่ายขึ้น และทันต่อความต้องการเข้ามาลงทุนในไทยที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องถึง 2-3 แสนไร่ ในอนาคต เพราะการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมต้องใช้เวลาหากล่าช้าจะแข่งขันกับประเทศอื่นไม่ได้ เพื่อไปสู่เป้าหมายการเพิ่มสัดส่วน FDI ให้ได้ 27% จากปัจจุบันอยู่ที่ 24% ของ GDP คิดเป็นมูลค่า 3.5 แสนล้านบาทต่อปี ในระยะข้างหน้า

    สอท.มั่นใจไทยมีเสน่ห์ดึงลงทุน

    นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัจจุบันไทยยังมีเสน่ห์ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะการย้ายฐานการผลิตออกจากจีน ซึ่งสร้างโอกาสให้ไทยในการดึงเม็ดเงินลงทุน 

    อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับกติกาใหม่ของโลก เช่น มาตรการกีดกันทางการค้า และข้อกำหนดเรื่องสัดส่วนวัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content หรือ RVC) ที่เพิ่มขึ้นจาก 40% เป็น 60% ซึ่งทำให้การนับต้นทุนและการผลิตต้องเปลี่ยนแปลงไป

    ทั้งนี้ ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่มีโอกาสสำคัญจากการไหลเข้าของเงินลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรม S-Curve และ New S-Curve

    รวมทั้งการที่นักลงทุนจะตัดสินใจเลือกไทยเป็นฐานการผลิตพิจารณาปัจจัยสำคัญรอบด้านไม่ว่าจะเป็นทำเลยุทธศาสตร์ โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับเทคโนโลยีขั้นสูง พื้นที่ใกล้กับแหล่งวัตถุดิบ ตลาดและท่าเรือเพื่อความพร้อมสำหรับการส่งออก ซึ่งชี้ให้เห็นว่าพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม คือ หัวใจสำคัญในการดึงดูดการลงทุน

    นอกจากนี้ พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมีบทบาทสำคัญในการดึงดูดการลงทุน เนื่องจากมีความพร้อมทั้งด้านทำเล โครงสร้างพื้นฐานและ Ecosystem ที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมสมัยใหม่ อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) แบตเตอรี่ Data Center เกษตรและชีวภาพขั้นสูง รวมถึง Climate Tech 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1198280&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00EFhS_W4JrIJp16fcRG5y

  • ทิศทางเศรษฐกิจไทยกับโอกาสและความท้าทาย

    ทิศทางเศรษฐกิจไทยกับโอกาสและความท้าทาย

    โอกาสจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากมาตรการต่างๆ เช่น การนำโครงการ “คนละครึ่ง” กลับมาใช้, โครงการลงทุนขนาดใหญ่, การลงทุนด้านเทคโนโลยีจากต่างชาติ, แนวโน้มการลดอัตราดอกเบี้ยของ ธปท. และเม็ดเงินที่จะหมุนเวียนในช่วงการเลือกตั้ง

    • ความท้าทาย: เศรษฐกิจครึ่งปีแรกเผชิญการชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยว (โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน) และการบริโภคภาคเอกชน ส่วนครึ่งปีหลังคาดว่า GDP จะชะลอตัวลงตามการส่งออกที่ลดลง และการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวที่เผชิญอุปสรรคใหม่ เช่น เทรนด์ “Coolcation” ของชาวยุโรป
    • ความขัดแย้งของข้อมูลเศรษฐกิจ: ตัวเลข GDP ที่ออกมาดีในช่วงครึ่งปีแรกสวนทางกับความรู้สึกของผู้บริโภคและผู้ประกอบการที่มองว่าเศรษฐกิจแย่ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปีและต้นปีหน้า
    • โอกาสจากความเชื่อมั่น: การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่และทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ชัดเจน ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภค ซึ่งคาดว่าจะกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนในประเทศให้เพิ่มขึ้น
    • โอกาสจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ: เศรษฐกิจมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากมาตรการต่างๆ เช่น การนำโครงการ “คนละครึ่ง” กลับมาใช้, โครงการลงทุนขนาดใหญ่, การลงทุนด้านเทคโนโลยีจากต่างชาติ, แนวโน้มการลดอัตราดอกเบี้ยของ ธปท. และเม็ดเงินที่จะหมุนเวียนในช่วงการเลือกตั้ง
    • โอกาสในตลาดทุน: มุมมองเศรษฐกิจที่ดีขึ้นคาดว่าจะส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นไทยซึ่งยังปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาดอื่น ในขณะที่กองทุนตราสารหนี้ยังคงน่าสนใจจากทิศทางดอกเบี้ยขาลง

    หลังจากที่เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้เติบโตได้ดี จากแรงหนุนของการส่งออกที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ อันเนื่องมาจากการที่ผู้ประกอบการเร่งส่งออกและนำเข้าก่อนที่จะได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในภาพรวมในช่วงครึ่งแรกของปีกลับเป็นไปในทิศทางที่ไม่สดใสนัก เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวชะลอตัวลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่รู้สึกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยจากกรณีแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ และแผ่นดินไหว กอปรกับเศรษฐกิจจีนอ่อนแอและรัฐบาลจีนสนับสนุนการท่องเที่ยวภายในประเทศ นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงความเป็นอยู่ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ และสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ชะลอตัวลงต่อเนื่อง สอดคล้องกับรายได้ของผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำ และผลกระทบจากพายุฝนและน้ำท่วมที่มาเร็วกว่าปกติ

    ทั้งนี้ การที่ตัวเลขจีดีพีอาจไม่สะท้อนภาวะเศรษฐกิจที่แท้จริง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ ดังเช่นที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ที่ตัวเลขจีดีพีออกมาดีกว่าที่คาด แต่ความรู้สึกของผู้บริโภคและผู้ประกอบการกลับรู้สึกว่าเศรษฐกิจแย่มาก รวมถึงตัวเลขเงินเฟ้อที่ออกมาต่ำ แต่ผู้บริโภคกลับรู้สึกว่าของแพงขึ้นมาก

    อย่างไรก็ดี หลังจากที่มีการเปิดโผคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วยรัฐมนตรีคนนอกที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากหลายฝ่าย กอปรกับมีการเผยทิศทางการดำเนินมาตรการทางเศรษฐกิจบางส่วน ซึ่งสะท้อนถึงการไม่ปิดกั้นที่จะนำนโยบายที่ดีในอดีตกลับมาใช้โดยไม่ยึดติดว่าเป็นนโยบายของใคร และจะใช้แพล็ตฟอร์มที่มีอยู่แล้วโดยไม่ต้องสร้างใหม่ ซึ่งจะทำให้การดำเนินนโยบายทำได้อย่างรวดเร็ว ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคเริ่มแสดงความเชื่อมั่นต่อทิศทางเศรษฐกิจมากขึ้น

    สำหรับเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ตัวเลขจีดีพีมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามการชะลอตัวของการส่งออก เนื่องจากมีการเร่งตัวไปแล้วในช่วงครึ่งแรกของปี ส่งผลให้ผู้นำเข้าในต่างประเทศไม่จำเป็นต้องนำเข้าสินค้าในปริมาณมาก กอปรกับมาตรการภาษีของสหรัฐส่งผลให้การค้าในตลาดโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยถึงแม้หากศาลสหรัฐมีคำตัดสินว่ามาตรการภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ชอบด้วยกฏหมาย ประธานาธิบดีทรัมป์ก็ยังคงมีทางเลือกอื่นอีกมากที่จะนำมาใช้ในการขึ้นภาษีประเทศคู่ค้า อย่างไรก็ดี ตัวเลขการส่งออกในไตรมาส 3 อาจหดตัวไม่มาก เนื่องจากยังคงเติบโตได้ดีในช่วงต้นไตรมาส

    ในด้านการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อยในช่วงที่ผ่านมา โดยเป็นผลจากการที่มีบางประเทศอยู่ในช่วงปิดเทอม ในขณะที่การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวอาจเป็นไปอย่างช้าๆและมีอุปสรรคมากขึ้น สังเกตุได้จากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนในครั้งนี้มีความล่าช้าเมื่อเทียบกับการเกิดเหตุการณ์ในอดีตที่ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลง กอปรกับฤดูร้อนในยุโรปและหลายประเทศที่มีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวยุโรปเลือกที่จะเดินทางไปยังประเทศที่มีอากาศเย็นสบายแทนการเดินทางมาไทย ซึ่งกลายเป็นเทรนด์การท่องเที่ยวแบบใหม่ของชาวยุโรปที่เรียกว่า Coolcation

    สำหรับมุมมองในด้านบวก ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการและผู้บริโภคที่มีแนวโน้มดีขึ้น น่าจะช่วยให้เกิดการบริโภคและการลงทุนมากขึ้น โดยความชัดเจนของมาตรการภาษีของสหรัฐส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการลงทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของประเทศ ในขณะที่การนำมาตรการ “คนละครึ่ง” กลับมาใช้ น่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคได้เป็นวงกว้าง รวมถึงคาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆเพิ่มเติม และอาจมีการประกาศโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ในขณะที่ การลงทุนจากต่างประเทศในด้านเทคโนโลยี เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ อาจมีมากขึ้น นอกจากนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงินของ ธปท. มีแนวโน้มที่จะลดดอกเบี้ยต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อีกทั้งการที่มีความชัดเจนว่าจะมีการจัดการเลือกตั้งในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า ส่งผลให้คาดว่าจะมีเงินที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเลือกตั้ง เช่น ค่าทำป้ายหาเสียง ค่าจ้างทีมงานหาเสียง เป็นต้น เข้ามาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากขึ้น

    ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่ตัวเลขจีดีพีของไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะออกมาแย่กว่าในช่วงครึ่งแรกของปี รวมถึงในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีแนวโน้มว่าจีดีพีของไทยจะออกมาเป็นลบ ซึ่งหมายความว่าเศรษฐกิจหดตัว แต่ผู้ประกอบการและผู้บริโภคกลับมีความรู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้น 

    จากมุมมองด้านเศรษฐกิจที่ดีขึ้น น่าจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้นไทย โดยถึงแม้ตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดของปีนี้มามากแล้ว แต่ยังคงมีผลตอบแทนเป็นลบเมื่อเทียบกับช่วงสิ้นปีก่อนหน้า และยังคงปรับตัวขึ้นช้ากว่าตลาดหุ้นส่วนใหญ่ทั่วโลก กอปรกับการเลือกตั้งมักจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้น 

    ในส่วนของตราสารหนี้ ในปีนี้กองทุนตราสารหนี้ระยะกลางและระยะยาวให้ผลตอบแทนที่ดี และยังคงมีแนวโน้มจะสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่องจากทิศทางดอกเบี้ยที่เป็นขาลง

    ทั้งนี้ นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม ประเมินความเสี่ยงการลงทุนและความสามารถในการรับความเสี่ยงของท่านก่อนการตัดสินใจลงทุน และผลตอบแทนการลงทุนในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/finance/investment/1198249&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UcVfU8dGDIZUG5fwKyNM1

  • สวธ. จับมือ นิด้า ร่วมผลักดันการศึกษาด้านการท่องเที่ยว ยกระดับ-พัฒนา เชื่อมโยงเครือข่ายวัฒนธรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    สวธ. จับมือ นิด้า ร่วมผลักดันการศึกษาด้านการท่องเที่ยว ยกระดับ-พัฒนา เชื่อมโยงเครือข่ายวัฒนธรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    สวธ. จับมือ นิด้า ร่วมผลักดันการศึกษาด้านการท่องเที่ยว ยกระดับ-พัฒนา เชื่อมโยงเครือข่ายวัฒนธรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    • เผยแพร่ : 10/09/2025 21:34

    สวธ. จับมือ นิด้า ร่วมผลักดันการศึกษาด้านการท่องเที่ยว ยกระดับ-พัฒนา เชื่อมโยงเครือข่ายวัฒนธรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง การส่งเสริมวัฒนธรรมของประเทศไทย โอกาสนี้ นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ และเป็นประธานในพิธีเปิดงาน โครงการ GSTM NEXT ครั้งที่ 9 ภายใต้หัวข้อ “Smart Tourism and Soft Power Synergies: Advancing Sustainable Development through Cross-Sector Collaboration” โดยมี หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล ประธานคณะอนุกรรมการ การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ สารคดีและแอนิเมชัน ศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์ อธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.แสงแข บุญศิริ คณบดีคณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมของประเทศไทย มุ่งเน้นการร่วมมือกันในด้าน การศึกษา วิจัย การพัฒนาบุคลากร การบริการวิชาการแก่สังคมและชุมชน การเชื่อมโยงเครือข่ายด้านวัฒนะรรม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา รวมทั้งการพัฒนาและส่งเสริมนโยบาย ด้านวัฒนธรรมที่ยั่งยืน

    ปัจจุบันการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักและให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ในด้านของเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ อีกทั้งยังเป็นการผลักดันให้วงการศึกษาเกี่ยวกับด้านการท่องเที่ยวในประเทศไทยให้เกิดความก้าวหน้าทัดเทียมกับต่างประเทศ ดังนั้น การศึกษาหาความรู้จากภายนอกห้องเรียน การเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษาได้มีเวทีในการแสดงออกถึงศักยภาพของตนเอง เพื่อก้าวทันโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศเรามีบุคลากรที่สามารถตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยได้อย่างยั่งยืน และเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคตต่อไป

    อธิบดี สวธ. กล่าวต่อว่า นอกจากการทำบันทึกข้อตกลง ความร่วมมือกันในวันนี้ ทางคณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ยังจัดโครงการ GSTM NEXT ครั้งที่ 9 และมอบรางวัล “เครือข่ายความร่วมมือเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยว” (GSTM-X) (GSTM Award for Collaborative Tourism Development) ให้แก่กรมส่งเสริมวัฒนธรรมและหน่วยงาน องค์กร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายความร่วมเพื่อการท่องเที่ยว

    สำหรับกิจกรรมภายใต้โครงการดังกล่าว ได้แก่ 1) การแข่งขันตอบคำถามระดับชาติภาคบริการ ด้านการท่องเที่ยว การโรงแรม และธุรกิจการบิน ครั้งที่ 9 2) การแข่งขันทักษะมัคคุเทศก์นำเที่ยว ครั้งที่ 3 หัวข้อ “Creative Cultural Tour Guiding” และ 3) การมอบรางวัล GSTM NIDA AWARDS ประจำปี 2568 นอกจากนี้ ยังมีบรรยายพิเศษ หัวข้อ “โอกาสและความท้าทายในการใช้ Soft Power ด้านภาพยนตร์ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย” โดย หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล ประธานคณะอนุกรรมการการการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ด้านภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ สารคดีและแอนิเมชัน และปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “การพลิกโฉมประเทศไทยด้วย Soft Power: เส้นทางสู่ความมั่งคั่งยั่งยืน” (Transforming Thailand through Soft Power: Pathways to Sustainable Prosperity) รวมถึงการเสวนา โดย Influencer/KOL ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    SOCAIL 16-9

    gbfnftn

    สุโขทัย ฝนตกหนักทำให้น้ำจากอ่างเก็บน้ำแม่รำพันและแม่มอกไหลบ่าล้อมวัดพลายชุมพล

    อันธพาล ยกพวกบุกทำร้าย หนุ่มขับโบลท์มีดฟันไม้เบสบอลตี มือถือ รถจยย. เสียหาย

    “ดร.ณัฏฐ์” ชี้ไม่ใช่เรื่องจำเป็น “เร่งรื้อ แก้ รธน.” คำวินิจฉัยศาลดับฝันพรรคประชาชน

    ยิ่งใหญ่ฉลองครบรอบ 39 ปี สโมสรไลออนส์ราชสีมา องค์กรการกุศลมุ่งช่วยเหลือสังคม

    โคราชเตรียมจัดงานทิ้งกระจาดปีที่ 41 มูลนิธิสว่างเมตตาธรรม แจกถุงยังชีพ 10,000 ชุด

    นครสวรรค์ : ชลประทานฯ บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงเรือท้องแบนสำรวจและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1309545&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IYpKSlrBfM2OIemBK0Vpc

  • สกพอ. จัดอบรม “การจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ รุ่นที่ 1” ยกระดับทักษะสร้างนักพัฒนาเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษของไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    สกพอ. จัดอบรม “การจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ รุ่นที่ 1” ยกระดับทักษะสร้างนักพัฒนาเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษของไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) โดยคณะกรรมการสวัสดิการ จัดอบรมหลักสูตร “การจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ รุ่นที่ 1” ระหว่างวันที่ 23, 24, 30 และ 31 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมคิมป์ตัน มาลัย กรุงเทพฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะเชิงลึกให้กับผู้สนใจเข้ามามีบทบาทในฐานะที่ปรึกษาของสำนักงานและนักพัฒนาโครงการเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Promotion Zone, SEPZ)

    การจัดอบรมครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร. จุฬา สุขมานพ เลขาธิการ สกพอ. เป็นประธานในพิธีเปิดและปิดกิจกรรมฯ โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวน 26 คนจากหลายภาคส่วน ทั้งบริษัทที่ปรึกษา หน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา และนักลงทุนทั่วไป สะท้อนถึงความสนใจต่อการพัฒนา SEPZ ในฐานะเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของหลักสูตรดังกล่าวต่อการส่งเสริมการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษและการสร้างเครือข่ายที่ปรึกษามืออาชีพในอนาคต

    ทั้งนี้ ตลอด 4 วันของการอบรม ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ได้รับองค์ความรู้ครบทุกมิติผ่านหัวข้อหลัก ได้แก่ “See the big picture”: ทำความเข้าใจวิสัยทัศน์และบทบาทของ EEC ในการยกระดับประเทศไทย “Land with purpose”: เจาะลึกการจัดวางอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษบนพื้นที่อย่างมีกลยุทธ์ “Value creation with impact awareness”: วิเคราะห์ความคุ้มค่าและผลกระทบของโครงการ พร้อมการมีส่วนร่วมของประชาชน และ “Build to last”: การจัดทำรายงานออกแบบระบบสาธารณูปโภคและการพัฒนาพื้นที่ให้ยั่งยืน

    พร้อมกันนี้ หลักสูตรได้รับการออกแบบให้ผสมผสานทั้งการบรรยายเชิงวิชาการ กิจกรรมเชิงปฏิบัติการ การอภิปรายกลุ่ม และการ Pitching ปิดท้าย เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจและสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างผู้เข้าอบรม ซึ่งผู้ผ่านการอบรมทุกคนจะได้รับ ประกาศนียบัตรรับรองจาก สกพอ. ซึ่งสามารถนำไปใช้ประกอบการขึ้นบัญชีที่ปรึกษาของสำนักงานฯ ตามระเบียบว่าด้วยการขึ้นบัญชีรายชื่อที่ปรึกษาการจัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ พ.ศ. 2568

    สำหรับการจัดหลักสูตรครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างกลไกสนับสนุนและยกระดับคุณภาพการพัฒนาเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน พร้อมสำหรับการรองรับการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศต่อไป

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/11/577181/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hi2AX2n9TTHIBoaA6ZCja

  • แนวโน้ม SET แกว่งไซด์เวย์ คาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    แนวโน้ม SET แกว่งไซด์เวย์ คาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัยสายงานวิจัย บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มหุ้นไทยเช้านี้ คาดยังแกว่งไซด์เวย์ในกรอบ โดยระยะสั้นรอปัจจัยใหม่ขับเคลื่อนดัชนี ทั้งนี้ยังมองตลาดยังยืนได้ จากความคาดหวังการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลังสหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ปรับตัวขึ้น 2.6% ในเดือนส.ค.น้อยกว่าที่ตลาดคาด

    ขณะที่ปัจจัยในประเทศระยะสั้นอยู่ในช่วงติดตามความชัดเจนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัจจัยที่จำกัดดาวน์ไซด์ดัชนี กลยุทธ์การลงทุนวันนี้แนะนำหุ้น Laggard โดยเลือก EGCO เนื่องจากมองว่ากระแสการลดดอกเบี้ยของเฟดทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (บอนด์ยีลด์) สหรัฐมีโอกาสถูกดดัน และค่าเงินบาทที่แข็งค่า ทำให้กลุ่มโรงไฟฟ้ายังได้ประโยชน์ โดยให้กรอบแนวรับ 1,270 จุด และแนวต้าน 1,290 จุด

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/781700&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw28W3Yy5lHWmx0YQpz14MYs

  • เร่งแก้ปัญหาชายแดน  ให้ ปชช. กลับมามีชีวิตปกติสุขเร็วที่สุด – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    เร่งแก้ปัญหาชายแดน ให้ ปชช. กลับมามีชีวิตปกติสุขเร็วที่สุด – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109227&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YxjQpeul8HgA5_-WJwI96

  • สวธ. จับมือ นิด้า ร่วมผลักดันการศึกษาด้านการท่องเที่ยว ยกระดับ-พัฒนา เชื่อมโยงเครือข่ายวัฒนธรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    สวธ. จับมือ นิด้า ร่วมผลักดันการศึกษาด้านการท่องเที่ยว ยกระดับ-พัฒนา เชื่อมโยงเครือข่ายวัฒนธรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    สวธ. จับมือ นิด้า ร่วมผลักดันการศึกษาด้านการท่องเที่ยว ยกระดับ-พัฒนา เชื่อมโยงเครือข่ายวัฒนธรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    • เผยแพร่ : 10/09/2025 21:34

    สวธ. จับมือ นิด้า ร่วมผลักดันการศึกษาด้านการท่องเที่ยว ยกระดับ-พัฒนา เชื่อมโยงเครือข่ายวัฒนธรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง การส่งเสริมวัฒนธรรมของประเทศไทย โอกาสนี้ นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ และเป็นประธานในพิธีเปิดงาน โครงการ GSTM NEXT ครั้งที่ 9 ภายใต้หัวข้อ “Smart Tourism and Soft Power Synergies: Advancing Sustainable Development through Cross-Sector Collaboration” โดยมี หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล ประธานคณะอนุกรรมการ การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ สารคดีและแอนิเมชัน ศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์ อธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.แสงแข บุญศิริ คณบดีคณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมของประเทศไทย มุ่งเน้นการร่วมมือกันในด้าน การศึกษา วิจัย การพัฒนาบุคลากร การบริการวิชาการแก่สังคมและชุมชน การเชื่อมโยงเครือข่ายด้านวัฒนะรรม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา รวมทั้งการพัฒนาและส่งเสริมนโยบาย ด้านวัฒนธรรมที่ยั่งยืน

    ปัจจุบันการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักและให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ในด้านของเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ อีกทั้งยังเป็นการผลักดันให้วงการศึกษาเกี่ยวกับด้านการท่องเที่ยวในประเทศไทยให้เกิดความก้าวหน้าทัดเทียมกับต่างประเทศ ดังนั้น การศึกษาหาความรู้จากภายนอกห้องเรียน การเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษาได้มีเวทีในการแสดงออกถึงศักยภาพของตนเอง เพื่อก้าวทันโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศเรามีบุคลากรที่สามารถตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยได้อย่างยั่งยืน และเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคตต่อไป

    อธิบดี สวธ. กล่าวต่อว่า นอกจากการทำบันทึกข้อตกลง ความร่วมมือกันในวันนี้ ทางคณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ยังจัดโครงการ GSTM NEXT ครั้งที่ 9 และมอบรางวัล “เครือข่ายความร่วมมือเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยว” (GSTM-X) (GSTM Award for Collaborative Tourism Development) ให้แก่กรมส่งเสริมวัฒนธรรมและหน่วยงาน องค์กร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายความร่วมเพื่อการท่องเที่ยว

    สำหรับกิจกรรมภายใต้โครงการดังกล่าว ได้แก่ 1) การแข่งขันตอบคำถามระดับชาติภาคบริการ ด้านการท่องเที่ยว การโรงแรม และธุรกิจการบิน ครั้งที่ 9 2) การแข่งขันทักษะมัคคุเทศก์นำเที่ยว ครั้งที่ 3 หัวข้อ “Creative Cultural Tour Guiding” และ 3) การมอบรางวัล GSTM NIDA AWARDS ประจำปี 2568 นอกจากนี้ ยังมีบรรยายพิเศษ หัวข้อ “โอกาสและความท้าทายในการใช้ Soft Power ด้านภาพยนตร์ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย” โดย หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล ประธานคณะอนุกรรมการการการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ด้านภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ สารคดีและแอนิเมชัน และปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “การพลิกโฉมประเทศไทยด้วย Soft Power: เส้นทางสู่ความมั่งคั่งยั่งยืน” (Transforming Thailand through Soft Power: Pathways to Sustainable Prosperity) รวมถึงการเสวนา โดย Influencer/KOL ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    ปก

    SOCAIL 16-9 copy

    หนุ่ม-สาวเมียนมาขี่ จยย.มาทางตรงชนลุงวิน จยย.ขณะกลับรถตัดหน้า เจ็บ 3

    ฝนตกหนักทั่วไทย 47 จังหวัด กทม.โดนหนัก 70% เตือนปชช.ระวังน้ำท่วม-น้ำป่าไหลหลาก

    มอบตัวแล้ว สามวัยรุ่นที่ก่อเหตุทำร้าย น้องตัง วัย 17 ดับ

    อบจ.ปทุม สุดล้ำไฮเทค ใช้ดาวเทียมวางแผนรับมือน้ำท่วม เตือน15 นี้อันตรายสุด

    นายอำเภอบ้านด่านลานหอยแจ้งเตือนประชาชนเฝ้าระวังน้ำท่วมฉลับพลัน เนื่องจากฝนตกหนัก

    “ช่างเพรียว” ปลุกศิลปะพื้นบ้านให้ร่วมสมัย ด้วยหุ่นเปรตเสียดสีสังคม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1309545&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IYpKSlrBfM2OIemBK0Vpc