Blog

  • เปิดข้อเสนอแนะนักวิชาการ ‘คนละครึ่ง 2.0’ ทำให้อย่างไรให้เกิดพายุหมุนเศรษฐกิจ

    เปิดข้อเสนอแนะนักวิชาการ ‘คนละครึ่ง 2.0’ ทำให้อย่างไรให้เกิดพายุหมุนเศรษฐกิจ

    ‘ปัญหาเศรษฐกิจ’ ถือเป็น 1 ใน 4 ปัญหาเร่งด่วนที่ ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ นายกรัฐมนตรีประกาศว่า จะเร่งแก้ไข โดยเตรียมปัดฝุ่น นำโครงการ ‘คนละครึ่ง’ กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อหวังช่วยประชาชนลดรายจ่ายและค่าครองชีพ พร้อมกับการกระตุ้นเศรษฐกิจ

    อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า โครงการ ‘คนละครึ่ง 2.0’ นี้อาจมีการปรับปรุงและอัปเกรดในรายละเอียดต่างๆ รวมไปถึงการเพิ่มสูตรการให้เงินอุดหนุนจากภาครัฐ เป็นสูตร 60:40 (โดยรัฐช่วยอุดหนุนในสัดส่วน 60% และประชาชนจ่าย 40%)

    โดยรายละเอียดคาดว่า จะมีความชัดเจนมากขึ้น หลังจาก ‘ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับโปรดเกล้าฯ

    ดังนั้น ระหว่างนี้ THE STANDARD WEALTH จึงได้รวบรวมความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ เพื่อช่วยนำเสนอว่า รัฐบาลควรปรับปรุงโครงการ ‘คนละครึ่ง’ นี้อย่างไร เพื่อให้เกิดประสิทธิผลมากที่สุด ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายรอบด้าน รวมไปถึงฐานะทางการคลังของไทยที่ไม่แข็งแกร่งเช่นเก่า

    จุดแข็งที่ต้องรักษา: คนคุ้นเคย-ช่วยร้านเล็ก

    รศ. ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ถึงกรณีที่รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ มีแนวคิดที่จะนำโครงการ ‘คนละครึ่ง’ กลับมาใช้อีกครั้ง โดยระบุว่า การฟื้นโครงการ ‘คนละครึ่ง’ มีข้อดีคือ ทั้งร้านค้าและประชาชนมีความคุ้นเคยกับโครงการนี้ รวมถึงการมีโครงสร้างพื้นฐาน อย่างแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ ก็จะช่วยทำให้การดำเนินการและการลงทะเบียนร้านค้าใหม่สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว

    นอกจากนี้ งานวิจัยยืนยันชัดเจนว่า โครงการคนละครึ่งที่ผ่านมาประสบความสำเร็จอย่างยิ่งในการช่วยเหลือ ‘ร้านค้าขนาดเล็ก’  ดังนั้น หนึ่งในจุดแข็งของโครงการคือการ ‘ขยายฐานลูกค้า’ ให้กับร้านค้ารายย่อยได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยร้านค้ามีลูกค้าหน้าใหม่เพิ่มขึ้น และที่น่าสนใจคือ แม้โครงการจะสิ้นสุดลง ร้านค้าเหล่านี้จำนวนมากยังคงรักษายอดขายที่ดีไว้ได้ เนื่องจากลูกค้าใหม่ได้กลายมาเป็นลูกค้าประจำ

    ข้อจำกัดที่อาจต้องแก้ไข: กระตุ้นการใช้จ่ายได้ไม่เต็มที่ – Crowding Out Effect

    อย่างไรก็ตาม รศ. ดร.อธิภัทร ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดในโครงการ ‘คนละครึ่ง’ รอบก่อน โดยจากการศึกษาที่ทำร่วมกับ LINE MAN Wongnai พบว่า แม้โครงการจะช่วยเหลือร้านค้าขนาดเล็กได้เป็นอย่างดี แต่กลับมีประสิทธิผลในการกระตุ้นการบริโภคโดยรวมค่อนข้างน้อย จึงเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘Crowding Out Effect’

    “ตามการศึกษาพบว่า โครงการคนละครึ่งครั้งก่อน เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Crowding Out Effect ก็คือ ประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการหันไปใช้เงินกับร้านที่เข้าร่วม แล้วลดการซื้อจากร้านที่ไม่ได้เข้าร่วม อย่างมีนัยสำคัญ พูดง่ายๆ คือ เหมือนการเปลี่ยนที่ซื้อมากกว่าการเพิ่มยอดซื้อ” รศ. ดร.อธิภัทร กล่าว

    นอกจากนี้ รศ. ดร.อธิภัทร เปิดเผยอีกว่า จากงานวิจัยพบว่า ค่าประสิทธิผลในการกระตุ้นการใช้จ่าย (Marginal Propensity to Consume – MPC) จากโครงการคนละครึ่งครั้งก่อน อยู่ที่ 0.4 เท่านั้น ซึ่งหมายความว่า ทุกๆ 1 บาทที่รัฐอุดหนุน ก่อให้เกิดการใช้จ่ายจริงในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นเพียง 40 สตางค์ ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับการแจกเงินสดโดยไม่มีเงื่อนไข

    ถอดบทเรียนจากจีน: ทำอย่างไรให้เงินที่รัฐจ่าย 1 บาท กระตุ้นการใช้จ่ายถึง 3 บาท

    รศ. ดร.อธิภัทร ได้ยกตัวอย่างมาตรการลักษณะเดียวกันในประเทศจีน ซึ่งสามารถสร้างค่า MPC ได้สูงถึง 3.0 หรือรัฐให้เงิน 1 บาท แต่กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายได้ถึง 3 บาท 

    โดยปัจจัยความสำเร็จอยู่ที่การออกแบบเงื่อนไขที่กระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจริง ได้แก่ 

    1. ‘กำหนดเกณฑ์การใช้จ่ายขั้นต่ำ’ กล่าวคือ ผู้ใช้ต้องซื้อสินค้าถึงยอดที่กำหนดก่อนจึงจะได้รับส่วนลด
    2. ‘จำกัดเวลาการใช้งาน’ เนื่องจาก คูปองมีอายุสั้นแบบ ‘วันต่อวัน’ จะช่วยเร่งการตัดสินใจใช้จ่าย

    โดยแนวทางดังกล่าวคล้ายกับโปรโมชันของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่คนไทยคุ้นเคย เช่น “ลด 20% เมื่อซื้อขั้นต่ำ 200 บาท” ซึ่งแตกต่างจากโครงการคนละครึ่งเดิมที่ให้ส่วนลด 50% ตั้งแต่บาทแรกและสามารถทยอยใช้ได้เรื่อยๆ จนกว่าจะหมดเขต

    “สิ่งที่จีนทำแตกต่างจากเราคือ เขากำหนดเกณฑ์การใช้จ่ายขั้นต่ำที่สูงกว่าค่าใช้จ่ายปกติเล็กน้อย และที่สำคัญคือคูปองส่วนลดมีอายุแบบวันต่อวัน ถ้าไม่ใช้ในวันนั้นสิทธิ์ก็จะหายไป สิ่งนี้สร้างแรงจูงใจให้คนเร่งใช้จ่าย ต่างจากของไทยที่ให้ส่วนลด 50% ตั้งแต่บาทแรก และสามารถทยอยใช้สิทธิ์ได้เรื่อยๆ จนกว่าจะหมดเฟส ทำให้ขาดแรงกระตุ้นให้คนใช้จ่ายเพิ่มขึ้นกว่าปกติ” รศ. ดร.อธิภัทร กล่าว

    เปิดข้อเสนอแนะ การทำ ‘คนละครึ่ง’ 2.0

    เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของโครงการภายใต้งบประมาณที่จำกัด รศ. ดร.อธิภัทร ได้เสนอแนวทางการปรับปรุงเงื่อนไขหลายประการ ดังนี้

    1. กำหนดเกณฑ์การใช้จ่ายขั้นต่ำ: อาจมีการกำหนดว่าต้องซื้อสินค้าถึงยอดที่กำหนดจึงจะสามารถใช้สิทธิ์ได้ โดยอ้างอิงจากค่าเฉลี่ยการใช้จ่ายปกติ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจริง

    “สำหรับการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำอาจจะต้องดูว่า แล้วปกติค่าเฉลี่ยการซื้อคนในโครงการเนี่ยจะซื้อกันกี่บาท ถ้ามันกำหนดสูงเกินไปก็อาจจะไม่เวิร์ก แล้วคนก็รู้สึกว่า ถ้ากำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำสูงขนาดนั้น ไม่เอาดีกว่า ก็อาจจะต้องออกแบบให้ยังน่าดึงดูดอยู่”  รศ. ดร.อธิภัทร 

    1. จำกัดสิทธิ์การใช้แบบรายวัน: โดยแบ่งวงเงินรวมออกเป็นยอดใช้จ่ายรายวัน เช่น ให้วันละ 150 บาท หากไม่ใช้ภายในวันนั้น สิทธิ์ของวันนั้นจะถูกตัดไป ซึ่งจะกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายอย่างสม่ำเสมอ


    “สมมติให้วงเงินทั้งหมด 3,000 บาท เราอาจจะกำหนดว่า ประชาชนไม่สามารถทยอยใช้ได้ทั้งหมด แต่มีการกำหนดโควตารายวัน เช่น วันนี้ 150 บาท ถ้าไม่ใช้ สิทธิ์ของวันนี้ก็หมดไป วันถัดมาก็ได้อีก 150 บาท วิธีนี้จะทำให้คนเร่งใช้จ่ายมากขึ้น”

    ใช้งบอย่างฉลาด ในวันที่ ‘กระสุนการคลัง’ มีจำกัด

    รศ. ดร.อธิภัทร เน้นย้ำว่า สถานการณ์ทางการคลังในปัจจุบันแตกต่างจากสมัยรัฐบาลก่อนๆ อย่างสิ้นเชิง ดังนั้น รัฐบาลอาจต้องพิจารณากำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่า ต้องการเพียงแค่ช่วยเหลือร้านค้า หรือต้องการกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย ซึ่งหากเป้าหมายคืออย่างหลัง การปรับปรุงเงื่อนไขตามที่เสนอจะเป็นโจทย์ที่ตอบโจทย์ได้ดีกว่า 

    “ต้องยอมรับว่าตอนนี้กระสุนทางการคลังของเรามีไม่เยอะเหมือนเดิม โดยโครงการคนละครึ่งครั้งก่อน มีการทำหลายเฟส ใช้งบประมาณเป็นหลักแสนล้าน แต่ปัจจุบันงบประมาณเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจอาจเหลือเพียงราว 25,000 ล้านบาท และยังต้องกันส่วนหนึ่งไว้สำหรับมาตรการอื่นๆ อีก ดังนั้นการใช้งบประมาณที่จำกัดจึงต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้มากที่สุด”

    “หลายคนบ่นว่า เศรษฐกิจซบเซา หนี้ครัวเรือนก็เป็นปัญหาใหญ่ การนำเครื่องมือที่คนคุ้นเคยกลับมาใช้และทำให้มันเวิร์คขึ้น โดยทำให้มั่นใจว่าเงินที่ใส่ลงไปมันคุ้มค่า กระตุ้นให้คนใช้จ่ายมากขึ้นจริง ก็เป็นเรื่องที่มีเหตุผล และต้องไม่ลืมว่า โครงการนี้เป็นเพียงมาตรการกระตุ้นระยะสั้น ไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะยาว” รศ. ดร.อธิภัทร กล่าว

    KResearch แนะรัฐพิจารณาลดเงินอุดหนุน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโครงการ พร้อมมุ่งเป้าเฉพาะคนจ่ายภาษี

    บุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) แนะว่า หากรัฐบาลอยากนำ ‘คนละครึ่ง’ กลับมาใช้อีกครั้ง อาจพิจารณาลดเงินอุดหนุนลง จาก 50% เป็น 20% หรือ 30%  เพื่อทำให้เงินหมุนเร็วขึ้น หรือกระตุ้นการบริโภคมากขึ้น

    นอกจากนี้ บุรินทร์ ยังแนะว่า ผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งครั้งนี้ก็ควรจำกัดเกณฑ์เฉพาะผู้ที่จ่ายหรือยื่นภาษีเงินได้เช่น ขณะที่ในฝั่งร้านค้าก็ควรเป็นร้านที่จ่ายภาษี หรือได้ยื่น VAT เนื่องจากมองว่า โครงการนี้เป็นจังหวะดีในการขยายฐานภาษี และเป็นหน้าที่ของประชาชนไทยทุกคน ตามรัฐธรรมนูญที่ต้องยื่นภาษี แต่ยังมีผู้คนอีกมากไม่ค่อยยื่นภาษี

    ทั้งนี้ ตามการเปิดเผยล่าสุดของ ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า ปัจจุบัน มีผู้ยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาราว 11 ล้านคน และมีผู้เสียภาษีเงินได้นี้ราว 4 ล้านคน

    ขณะที่ ตามการคำนวณ ‘ล่าสุด’ ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ระบุว่า ในปี 2564 คาดว่า มีแรงงานที่มีรายได้ถึงเกณฑ์ต้องยื่นแบบจำนวนกว่า 19 ล้านคน จากกำลังแรงงานในระบบทั้งหมดราว 40 ล้านคน

    KResearch มองควรออกแบบใหม่ให้ตรงจุด-สร้างประโยชน์ระยะยาว

    ขณะที่ ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด (KResearch) กล่าวว่า เนื่องจาก มีงบประมาณค่อนข้างจำกัดอยู่ที่ 25,000 ล้านบาทเท่านั้น ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องออกแบบนโยบายให้เกิดประสิทธิภาพมากกว่าในอดีต โดยเสนอให้ต่อยอดจากโครงการเดิม แต่ยกเลิกแนวคิด ‘One Size Fits All’ หรือการอุดหนุนในสัดส่วน 50:50 เท่ากันทุกคน

    พร้อมทั้งแนะว่า รัฐบาลอาจจะออกโครงการเพิ่ม คล้ายการแจกบัตรกำนัล (Voucher)ให้กับคนที่มีรายได้ อย่างที่เคยทำ ช่วงปี 2564 ที่มีเงื่อนไขยิ่งจ่ายยิ่งได้ เพื่อกระตุ้นให้คนที่มีรายได้ไปเพิ่มการใช้จ่าย

    อีกประเด็นสำคัญที่ ณัฐพรเน้นย้ำ คือการสร้างและใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูล (Database) ของผู้เข้าร่วมโครงการ ทั้งประชาชนและร้านค้า เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมการใช้จ่าย และนำไปออกแบบมาตรการให้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพสูงสุดในอนาคต

    “ในระยะข้างหน้า ไทยจะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณจะมีมากขึ้น ดังนั้น จึงต้อง Target แบบยิงนัดเดียวต้องตรงเป้าเลย” ณัฐพร กล่าว

    ขณะที่ เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ได้ให้คำแนะนำเพิ่มเติมในมิติของการกระจายประโยชน์ โดยเสนอว่ารัฐบาลควรมีกลไกสนับสนุนให้โครงการกระจายตัวไปสู่พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น ไม่กระจุกตัวอยู่แค่ในเขตเมืองหรือ Modern Trade เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนไปสู่เศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่ต่างจังหวัดได้อย่างแท้จริง

    ตรวจสอบประสิทธิภาพ-ประสิทธิผลโครงการ ‘คนละครึ่ง 1.0’

    หลังจากเกิดโควิด รัฐบาลนายกรัฐมนตรีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้ออกโครงการ ‘คนละครึ่ง 1.0’ ออกมาทั้งหมด 5 ระยะ ระหว่างปี 2563 – 2565 โดยใช้เม็ดเงินกว่า 2.3 แสนล้าน ดังนี้ 

    เฟส 1: วงเงิน 30,000 ล้านบาท เป้าหมาย 10 ล้านสิทธิ

    เฟส 2: วงเงิน 22,500 ล้านบาท เป้าหมาย 15 ล้านสิทธิ

    เฟส 3: วงเงินรวม 126,000 ล้านบาท เป้าหมาย 28 ล้านสิทธิ

    เฟส 4: วงเงิน 34,800 ล้านบาท เป้าหมาย 29 ล้านสิทธิ

    เฟส 5: วงเงิน 21,200 ล้านบาท เป้าหมาย 26.5 ล้านสิทธิ

    โดยตามข้อมูลจาก บล.ทรีนีตี้ ซึ่งอ้างอิงจากผล การศึกษาของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในอดีต เคยประเมินว่า โครงการคนละครึ่งในระยะที่ 1-3 ซึ่งมีต้นทุนคิดเป็นราว 1.3% ของ GDP สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ GDP ได้ ประมาณ 9 หมื่นล้านบาท หรือราว 0.5% ของ GDP โดยสามารถเพิ่มกำลังซื้อ และช่วยกระจายรายได้สู่ร้านค้าและประชาชนในระดับภูมิภาคได้

    นอกจากนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ยังได้มีการประเมินผลของโครงการคนละครึ่งระยะที่ 1-3 ซึ่งใช้ พ.ร.ก. กู้เงินโควิด-19 และ พ.ร.ก. กู้เงินโควิด-19 เพิ่มเติม

    โดย รายงานการประเมินผลโครงการภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินโควิด-19 และ พ.ร.ก. กู้เงินโควิด-19 เพิ่มเติม   ระบุว่า “ในส่วนของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 1 และ 2 มีการอนุมัติเงินกู้ตาม พ.ร.ก. ตั้งแต่เดือนตุลาคมและธันวาคม 2563 หรือไตรมาสที่ 4 ของปี 2563 ทำให้ช่วงเวลาดังกล่าวเกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ 21,367.19 และ 1,444.50 ล้านบาทตามลำดับ และเริ่มลดลงในปีถัดไป เพราะมีการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก. เกือบทั้งหมดแล้วในช่วงไตรมาสแรกของปี 2564 โดยทั้งระยะที่ 1 มีค่าตัวทวีคูณเท่ากับ 0.8938 และระยะที่ 2 มีค่าตัวทวีคูณเท่ากับ 0.8921” 

    “โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 เพิ่มมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้มากที่สุด เนื่องจาก วงเงินอนุมัติโครงการสูงที่สุดและมีการเบิกจ่ายมากที่สุด อย่างไรก็ตาม โครงการระยะดังกล่าว เริ่มขึ้นในเดือนมิถุนายน 2564 หรือไตรมาสที่ 3 ของปี 2564 ดังนั้น ในระหว่างปี 2563 จึงยังไม่เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากโครงการนี้ โดยมีค่าตัวทวีคูณ คือ 0.8975 เท่า” รายงาน ระบุ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/half-half-project-2-assessment/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YM_WeH8b2hWN9Qf520vOM

  • คลังชง “คนละครึ่ง” ต.ค.นี้ รัฐช่วยจ่ายสูงสุด 60% หวังฟื้นเศรษฐกิจ

    คลังชง “คนละครึ่ง” ต.ค.นี้ รัฐช่วยจ่ายสูงสุด 60% หวังฟื้นเศรษฐกิจ

    กระทรวงการคลังเตรียมเปิดโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ตุลาคมนี้ ปรับเกณฑ์จูงใจผู้เสียภาษี 11 ล้านคน รัฐช่วย 60% ส่วนประชาชนทั่วไปและบัตรสวัสดิการรัฐช่วย 50% คาดกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่บางส่วนห่วงภาระงบประมาณและปัญหาการเข้าร่วมของร้านค้า

    วันนี้ (10 ก.ย.2568) กระทรวงการคลังเผยแผนเปิดตัวโครงการคนละครึ่งเฟสใหม่ในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากหนี้ครัวเรือนสูงและกำลังซื้อลดลง โดยปรับเกณฑ์ใหม่เพื่อจูงใจผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประมาณ 11 ล้านคน ซึ่งรัฐจะอุดหนุนร้อยละ 60 ส่วนประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รัฐจะช่วยจ่ายร้อยละ 50

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า โครงการคนละครึ่งรอบใหม่แบ่งผู้เข้าร่วมเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งจ่ายเองร้อยละ 40 และรัฐสนับสนุนร้อยละ 60

    ส่วนกลุ่มที่ 2 คือประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จ่ายเองร้อยละ 50 และรัฐสนับสนุนร้อยละ 50 ผู้อยู่ในระบบภาษีบางรายเห็นด้วยว่าการสนับสนุนร้อยละ 60 เป็นการคืนกำไรให้ผู้เสียภาษี และอาจจูงใจให้คนเข้าระบบภาษีมากขึ้น โดยเฉพาะในภาวะที่ค่าครองชีพสูงขึ้นทั้งค่าอาหารและการเดินทาง

    นายชนกันต์ เกตุแก้ว ผู้ยื่นแบบแสดงรายการภาษี กล่าวว่า การที่รัฐช่วยร้อยละ 60 นั้นดีกว่าการช่วยร้อยละ 50 ในอดีต และเชื่อว่าโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายได้ อย่างไรก็ตาม วงเงินใช้จ่ายต่อวันอยู่ที่ 150 บาทถือว่าเหมาะสม แต่หากเพิ่มเป็น 200 บาท อาจเพิ่มภาระงบประมาณ ส่วนผู้ไม่อยู่ในระบบภาษีเห็นว่า การช่วยร้อยละ 50 เท่ากับรอบก่อนหน้าเป็นสิ่งที่ยอมรับได้

    ด้านร้านค้าบางแห่ง เช่น น.ส.อัยย์รดา มหารัฐธิตินนท์ ผู้จัดการร้านอาหารในเขตธนบุรี กรุงเทพฯ ระบุว่า เศรษฐกิจชะลอตัวทำให้ลูกค้าลดการใช้จ่าย ร้านจึงปรับราคาให้สมเหตุสมผลเพื่อรักษาฐานลูกค้า และเชื่อว่าโครงการคนละครึ่งจะช่วยทั้งผู้บริโภคและร้านค้า

    อย่างไรก็ตาม น.ส.ผจงรักษ์ นาคทน เจ้าของร้านอาหารในเขตเดียวกัน ระบุว่าไม่เคยเข้าร่วมโครงการ เนื่องจากปัญหาการถูกเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง ระบบที่ไม่เสถียร และการได้รับเงินคืนล่าช้า ทำให้ยังลังเลที่จะเข้าร่วม

    นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายเศรษฐกิจ พรรคพลังประชารัฐ เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ เพราะช่วยขยายฐานภาษี แต่ตั้งข้อสังเกตว่าโครงการคนละครึ่งเป็นเหมือนรัฐสวัสดิการมากกว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และควรจำกัดวงช่วยกลุ่มเปราะบางเท่านั้น เนื่องจากไม่ส่งเสริมการลงทุนและอาจเป็นภาระงบประมาณ

    นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนิตี้ ระบุว่า การปรับเกณฑ์คนละครึ่งไม่ส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ แต่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นจิตวิทยาการใช้จ่าย สะท้อนจากหุ้นกลุ่มค้าปลีกที่ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การยุบสภาตามข้อตกลง MOA ใน 4 เดือนอาจสร้างแรงกดดันทางการเมือง กระทบการลงทุนและการฟื้นความเชื่อมั่นในระยะยาว

    อ่านข่าวอื่น :

    “วิเชียร” ยื่นฉบับ 2 ขอระงับประกาศผลเลือกนายกสภาทนายความ อ้างพบหลักฐานซื้อเสียง-บัตรเขย่ง

    ภูมิใจไทยตั้งทีมศึกษาทำประชามติแก้ รธน. “ไชยชนก” หัวหน้าคณะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356398&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HZAjlntMm34m_fnB3yd0U

  • การเมือง เศรษฐกิจ ฉุดดัชนีความเชื่อมั่นดิ่งสุดในรอบ 32 เดือน

    การเมือง เศรษฐกิจ ฉุดดัชนีความเชื่อมั่นดิ่งสุดในรอบ 32 เดือน

    วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.08 น.

    นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ และธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า จากผลของการสำรวจความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเดือนสิงหาคม 2568 ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวลดลงทุกรายการต่อเนื่อง เป็นเดือนที่ 7 และอยู่ในระดับที่ต่ำสุดในรอบ 32 เดือนนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 เป็นต้นมา

    ทั้งนี้ผู้บริโภคมีความกังวลเกี่ยวกับความไม่แน่นอนทางการเมืองหลังจากศาลรัฐธรรมนูญ ได้วินิจฉัยให้นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผลกระทบจากสงครามการค้าที่สหรัฐฯ ได้ลดอัตราภาษีนำเข้าลงจาก 36% มาเหลือ 19% และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา ส่งผลให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง และฟื้นตัวได้ช้า

    อย่างไรก็ตามดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำโดยรวม และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 44.1 48.3 และ 58 ตามลำดับ ปรับตัวลดลงทุกรายการต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 โดยปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับดัชนีในเดือนกรกฎาคม ที่อยู่ในระดับ 45.6 49.8 และ 59.6 ตามลำดับ

    ขณะเดียวกัน การที่ดัชนียังอยู่ในระดับต่ำกว่าปกติ (ที่ระดับ 100) แสดงว่า ผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจเกี่ยวกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โอกาสในการหางานทำ และรายได้ในอนาคต เพราะมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในประเทศ และค่าครองชีพที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง  รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจโลกที่มีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะชะลอตัวลงจากสงครามการค้าที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยและการจ้างงานมีโอกาสฟื้นตัวได้ช้าในอนาคต ซึ่งจะทำให้รายได้ในอนาคตของผู้บริโภคมีความไม่แน่นอนสูง

    สำหรับ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคของผู้บริโภค ปรับตัวลดลงจากระดับ 51.7 เป็น 50.1 ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 7 และอยู่ในระดับที่ต่ำสุดในรอบ 32 เดือนนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 เป็นต้นมา การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวคงอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาสงครามการค้า ยังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันปรับตัวลดลงจากระดับ 36.7 เป็น 36

    – 030 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/913465&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3i8FYz93r96806A0Lk4Hjm

  • “นาจอมเทียน” เดือดร้อนหนัก “สะถิระ” ขอรัฐเร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก หวั่นกระทบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่

    “นาจอมเทียน” เดือดร้อนหนัก “สะถิระ” ขอรัฐเร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก หวั่นกระทบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่

    ที่รัฐสภา, เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 11 ก.ย. – นายสะถิระ เผือกประพันธุ์ ส.ส.ชลบุรี พรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวหารือในที่ประชุมสภาฯ ว่า ขณะนี้ประชาชนใน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี กำลังเผชิญปัญหาความเดือดร้อนหลายด้าน ซึ่งล้วนกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของพื้นที่ โดยมี 3 ประเด็นสำคัญที่ต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดแก้ไข

    นายสะถิระ กล่าวว่า ปัญหาแรกคือปากคลองชุมชนประมงนาจอมเทียน ที่ถูกตะกอนทรายทับถมจนกีดขวางทางน้ำ ทำให้เรือประมงเข้า–ออกลำบาก รัฐต้องใช้งบประมาณขุดลอกซ้ำซากมาแล้วหลายครั้ง แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน จึงอยากให้มีการจัดทำแผนแก้ปัญหาระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้ชาวประมงในพื้นที่สามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง

    ปัญหาที่สอง คือ น้ำท่วมขังในโครงการการเคหะเอื้ออาทรนาจอมเทียน ที่มีอาคารสูงกว่า 96 ตึก มีผู้อยู่อาศัยกว่า 4,000–5,000 ครัวเรือน แต่ทุกฤดูฝนต้องเผชิญกับน้ำท่วมซ้ำซาก ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของประชาชน “ตรงนี้แม่ค้า พ่อค้า และคนทำงานรายวันได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก จึงขอฝากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดแก้ไขโดยเร็ว”

    สส.ชลบุรี กล่าวว่า สำหรับปัญหาสุดท้าย คือ น้ำท่วมบริเวณปากทางเข้าวัดหนองจับเต่า ต.นาจอมเทียน อันเป็นผลมาจากการก่อสร้างถนนของกรมทางหลวงในช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้พื้นที่ดังกล่าวไม่เคยประสบปัญหาน้ำท่วม แต่หลังสร้างถนนกลับเกิดน้ำท่วมขังทุกครั้งที่ฝนตกหนัก

    “พื้นที่ตำบลนาจอมเทียนถือเป็นเขตอีอีซี ที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ หากยังปล่อยให้มีปัญหาน้ำท่วมและโครงสร้างพื้นฐานไม่สมบูรณ์ จะกระทบต่อการสร้างรายได้ของประชาชนอย่างแน่นอน จึงอยากให้กระทรวงคมนาคม กรมเจ้าท่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง และกรมโยธาธิการฯ ร่วมบูรณาการหาทางออกที่ยั่งยืน” นายสะถิระ กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/240976&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33ebCVUFbvlcrkCXtClk0C

  • TSB รับประกาศนียบัตร “ระดับ 5 ดาวแห่งความยั่งยืน” STGs จาก ททท.

    TSB รับประกาศนียบัตร “ระดับ 5 ดาวแห่งความยั่งยืน” STGs จาก ททท.

    TSB รับประกาศนียบัตรระดับ 5 ดาว จากโครงการ STAR ของ ททท. ตอกย้ำการเป็นธุรกิจขนส่งที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และยึดมั่นในแนวทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    TSB รับประกาศนียบัตร “ระดับ 5 ดาวแห่งความยั่งยืน” STGs จาก ททท.

    บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด หรือ TSB คว้าระดับ 5 ดาว โครงการ Sustainable Tourism Acceleration Rating จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ททท. ย้ำจุดยืดการขับเคลื่อนธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมร่วมยกระดับมาตรฐานด้านการท่องเที่ยว

    สำหรับโครงการในปีนี้ TSB ได้รับการการันตีระดับ 5 ดาว ด้วยการผ่านประเมินตามหลักเกณฑ์เป้าหมาย STG 13, STG 16, STG 17 และเป้าหมายด้านอื่น ๆ รวมทั้งหมด 12 เป้าหมาย ครอบคลุมทั้ง 4 มิติ ในระบบนิเวศด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล ที่สอดคล้องกับเป้าหมายการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน Sustainable Tourism Goals : STGs ของ ททท. และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน SDGs ขององค์การสหประชาชาติ

    การได้รับรางวัลประกาศนียบัตรระดับ 5 ดาวจากโครงการ STAR หรือดาวแห่งความยั่งยืน ถือเป็นการตอกย้ำแนวทาง การดำเนินธุรกิจรถเมล์ไฟฟ้า 100% ที่เป็นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมขนส่งพลังงานสะอาด การท่องเที่ยว ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม ชุมชนและความร่วมมือในการพัฒนา พร้อมเดินหน้าสร้างระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อโลก กับส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/pr-news/730215&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Uc5tFV2hlbwl-G1tWMT1v

  • TSB รับประกาศนียบัตร ‘ระดับ 5 ดาวแห่งความยั่งยืน’ STGs จาก ททท.

    TSB รับประกาศนียบัตร ‘ระดับ 5 ดาวแห่งความยั่งยืน’ STGs จาก ททท.

    ประชาสัมพันธ์

    11 ก.ย. 2025 เวลา 11:15 น.

    TSB คว้าระดับ 5 ดาว โครงการ Sustainable Tourism Acceleration Rating จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ททท. ย้ำจุดยืนการขับเคลื่อนธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมร่วมยกระดับมาตรฐานด้านการท่องเที่ยว

    โครงการในปีนี้ บริษัท ไทย สมายล์ บัส จำกัด หรือ TSB ได้รับการการันตีระดับ 5 ดาว ด้วยการผ่านประเมินตามหลักเกณฑ์เป้าหมาย STG 13, STG 16, STG 17 และเป้าหมายด้านอื่นๆ รวมทั้งหมด 12 เป้าหมาย ครอบคลุมทั้ง 4 มิติ ในระบบนิเวศด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล ที่สอดคล้องกับเป้าหมาย การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน Sustainable Tourism Goals : STGs ของ ททท. และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน SDGs ขององค์การสหประชาชาติ

    การได้รับรางวัลประกาศนียบัตรระดับ 5 ดาว จากโครงการ STAR หรือดาวแห่งความยั่งยืน ถือเป็นการตอกย้ำแนวทางการดำเนินธุรกิจรถเมล์ไฟฟ้า 100% ที่เป็นการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมขนส่งพลังงานสะอาด การท่องเที่ยว ที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม ชุมชนและความร่วมมือในการพัฒนา พร้อมเดินหน้าสร้างระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อโลก กับส่งเสริมภาคการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/pr-news/news/prnews/1198337&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tul7_p9ukCharyqbaQ0lS

  • เปิดโผครม.‘อนุทิน1’ดึงมืออาชีพทีมเศรษฐกิจ ร่วมฟื้นเชื่อมั่น

    เปิดโผครม.‘อนุทิน1’ดึงมืออาชีพทีมเศรษฐกิจ ร่วมฟื้นเชื่อมั่น

    หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ก็เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลทันที ด้วยการทาบทามบุคคลต่างๆที่จะเข้าคณะรัฐมนตรี เพื่อเดินหน้าบริหารประเทศ โดยการจัดสรรโควตาตามจำนวนเสียงจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย รวมทั้งหมด 146 เสียง 

    สำหรับรายชื่อที่ถูกจับตาคือ การทาบทามบุคคลภายนอกเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีแล้วถึง 8 คนคือ

    • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
    • นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีต CEO ปตท.เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
    • นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
    • นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย
    • นายวรภัค ธันยาวงศ์ อดีต CEO ธนาคาร กรุงไทยเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
    • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ CEO ดุสิตธานี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
    • พล.ต.ท.ชาญชัย พงษ์พิชิตกุล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
    • พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

    ส่วนโควตาพรรคการเมืองต่างๆนอกจากพรรคภูมิใจไทย ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแล้ว ยังอยู่ระหว่างการจัดสรรตำแหน่ง ซึ่งยังไม่ลงตัว เพราะมีหลายรายชื่อที่ต้องตรวจสอบคุณสมบัติ 

    การให้โควตาคนนอกจำนวนมากเข้าร่วมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในครั้งนี้ ได้รับการชื่นชมจากนักวิชาการหลายคน ที่สะท้อนถึงความใจกว้างของนายอนุทิน ที่ได้เสียสละโควต้ารัฐมนตรีของพรรคตัวเองมาให้คนนอกหลายตำแหน่ง เป็นการสรรหารัฐมนตรีน้ำดีจากนอกพรรค มาช่วยบริหารประเทศ ซึ่งสำคัญยิ่งในภาวะที่ประเทศกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัว 

    นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทยให้ความเห็นถึงโผคณะรัฐมนตรี(ครม.)ชุดใหม่ โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจว่า  เท่าที่ติดตามรายชื่อในรอบนี้ถือว่าหน้าตาดูดีและใช้ได้ โดยดึงคนนอกเข้ามาร่วมทีม มองเป็นเชิงบวกเพราะไม่เอาการเมืองมานำในการแต่งตั้งมากเกินไปเหมือนในหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และสร้างเชื่อมั่นได้ระดับหนึ่ง 

    นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย  

    สำหรับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ผู้บริหารกลุ่มดุสิตธานีที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ผ่านมาก็ได้มาช่วยดูแลงานของหอการค้าไทยทางด้านการค้ามาโดยตลอด เป็นหนึ่งในบุคคลที่หอการค้าฯให้ความเชื่อถือ  

    ส่วนนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เคยเป็นอธิบดีในหลายกรมของกระทรวงการคลัง ได้เห็นภาพกว้างของเศรษฐกิจไทย และที่สำคัญยังรู้กลไกการขับเคลื่อนในเชิงการเมืองและระบบราชการ คาดหวังจะตัดสินใจในเรื่องการเงิน-การคลัง ของประเทศได้เร็วเพราะรัฐบาลมีอายุการทำงานเพียง 4 เดือนหลังแถลงนโยบาย  

    ขณะที่นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทปตท.จำกัด (มหาชน)ที่จะมาเป็นรัฐมนตรีว่ากระทรวงพลังงาน มาจากสายตรงด้านพลังงานอยู่แล้ว มีความรู้และประสบการณ์ด้านพลังงานเป็นอย่างดี

    ที่สำคัญจะรู้วิธีว่าจะทำอย่างไรให้ต้นทุนด้านพลังงานของไทยลดลง รวมถึงรู้เรื่องของความยั่งยืนของพลังงานไทยในอนาคต ซึ่งต้องรอดูว่า รมว.พลังงานจะมีแผนระยะกลาง และระยะยาวเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของพลังงานไทยอย่างไร 

    ส่วนนายอรรถกร ศิริลัทธยากร จากรัฐมนตรีเกษตรฯในรัฐบาล “แพทองธาร”ที่จะโยกมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถือเป็นคนหนุ่มไฟแรง มีความสดใหม่ น่าจะมีความรู้ความเข้าใจพฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนรุ่นใหม่ และคนรุ่นเก่า ซึ่งต้องให้โอกาสพิสูจน์ตัวเอง 

    นายธนกร วังบุญคงชนะ ที่จะมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มีความคาดหวังที่จะเข้ามาดูแลและปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรม และดูแลเรื่องระบบนิเวศ (ecosystem) ของภาคอุตสาหกรรมให้มีความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้น ในต้นทุนที่ลดลง และเดินหน้าในอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นในการดึงการลงทุนจากต่างประเทศ 

    อย่างไรก็ดีสิ่งที่อยากฝากรัฐบาลชุดใหม่เร่งแก้ไขปัญหาในเวลานี้คือ

    • การเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประชาชน
    • การแก้ไขเงินบาทที่แข็งค่ามากในรอบ 4 ปี ที่ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและภาคการท่องเที่ยวของไทยอย่างมากในเวลานี้
    • การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้สินของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษของสหรัฐ
    • สินค้าต่างประเทศเข้ามาแย่งตลาด
    • รวมถึงขอให้กำกับดูแลในการลดดอกเบี้ยนโยบาย และดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ลงอีก เพื่อให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนทางการเงินที่ถูกลง และมีสภาพคล่องมากขึ้น

    ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมืองระบุว่า การแต่งตั้งบุคคลภายนอกที่มีประสบการณ์เข้ามาบริหารถือเป็นเรื่องที่ใช้ได้ แต่ยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมด เพราะความท้าทายที่แท้จริงคือการบริหารจัดการภายในรัฐบาลผสม ที่แต่ละกระทรวงจะต้องทำงานไปในทิศทางเดียวกันและมีเอกภาพ

    ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง

    โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการคลังที่เผชิญกับข้อจำกัดด้านงบประมาณ และ ต้องทำงานภายใต้วงเงินที่จำกัดเพียง 20,000 ล้านบาท ซึ่งไม่มากพอจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ทันที  

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีเวลาทำงานเพียง 4-5 เดือนก่อนการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สั้นมากสำหรับการทำนโยบายเชิงโครงสร้าง แต่ก็เป็นโอกาสดีที่ทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางการเมือง  

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวว่า โฉมหน้าครม.เป็นความพยายามในการสร้างความสมดุลระหว่างการเมืองและความคาดหวังของประชาชนจากการเชิญคนนอกที่เป็นมืออาชีพในแต่ละด้านมาผสมผสานกับโควต้าตัวแทนพรรคการเมืองถือว่าเป็นภาพลักษณ์ที่สร้างความเชื่อมั่นได้ในระดับหนึ่ง จากการมีโควต้าคนนอกมานั่งบริหารกระทรวงเศรษฐกิจหลักที่มีความพร้อมในการทำงานได้ทันที

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า)

    ซึ่งการเชิญคนนอกมืออาชีพใช้ตรงกับงานก็เสมือนมีวัตถุดิบได้เชพเก่งมาปรุงแต่งย่อมทำให้คนคาดหวังรออาหารจานอร่อยจากเชพมือดีนั่นเอง 

    “การเริ่มต้นของ รัฐบาลอนุทิน ถือว่า ทำได้ดีระดับหนึ่งในการดูแลความคาดหวังของสังคมกับการสร้างความสมดุลในการด้านความคาดหวังทางการเมือง แต่ผลจากทำงานของรัฐบาลจะเป็นตัวชี้วัดที่แท้จริง” 

    นายกิตติ พรศิวะกิจ นายกสมาคมการตลาดท่องเที่ยวไทยกล่าวว่า ครม.ชุดใหม่ ในส่วนของคนนอกถือว่าครบเครื่อง ตอบโจทย์ภาคเอกชน ที่ได้คนเก่ง คนดี มีประสบการณ์ตรงกับกระทรวงที่รับผิดชอบทุกท่าน ทั้งด้านการคลัง การต่างประเทศ เศรษฐกิจ กฏหมาย ความมั่นคง เกรด A ทุกท่าน

    อย่างไรก็ตาม คนท่องเที่ยวฝากขอมาว่าหากกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาได้รัฐมนตรีที่มีประสบการณ์ตรงแบบนีบ้างน่าจะสามารถแก้วิกฤตท่องเที่ยวในช่วงนี้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

    นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรกล่าวกับ“ฐานเศรษฐกิจ”ว่า สนับสนุนอย่างยิ่งที่รัฐบาลนำมืออาชีพคนนอกมาเสริมทีมเศรษฐกิจและการต่างประเทศ ทุกท่านที่คัดมาเป็นไปตามสเปค มีผลงานและประวัติดี ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน

    นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร

    แต่สิ่งที่ควรเพิ่มคือต้องระวังอย่าให้เกิดนโยบายประชานิยม ต้องรักษาวินัยการคลัง ทีมเศรษฐกิจต้องกล้าบอกว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้นายกฯต้องให้อำนาจตัดสินใจจริง ไม่ใช่มาประดับคณะรัฐมนตรี(ครม.)  

    นายวรัทภพ แพทยานันท์ เลขาธิการสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร มองว่า ทีมเศรษฐกิจคนนอกภายใต้รัฐบาลภูมิใจไทย มองว่ามีความรู้ความสามารถที่ดีที่เอกชนยอมรับ โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่สามารถเข้ากับ ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ได้ 

    นายวรัทภพ แพทยานันท์ เลขาธิการสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร

    รวมถึงนายกรัฐมนตรีอย่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล มองว่า เข้าใจภาคเอกชนเนื่องจากทำธุรกิจภาคก่อสร้างเช่นกันซึ่งได้รับผลกระทบไม่ต่างจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ แม้ว่าจะมีระยะเวลาบริหารประเทศเพียง 4 เดือนในทางกลับกัน ประเมินว่าเป็นลักษณะการวางแผนนำไปสู่การเลือกตั้งในครั้งหน้า ที่นักธุรกิจและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประชาชนเชื่อมั่น โดยเฉพาะ นโยบายคนละครึ่ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/politics/638518&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kf51fdPF0KxNBNZfLSEsa

  • ททท. ชู คฑา ชินบัญชร นำเที่ยว ” 50 ชุมชนศาลเจ้าจีน สุขใจเสริมมงคล” สานสัมพันธ์ ไทย-จีน

    ททท. ชู คฑา ชินบัญชร นำเที่ยว ” 50 ชุมชนศาลเจ้าจีน สุขใจเสริมมงคล” สานสัมพันธ์ ไทย-จีน

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ชู คฑา ชินบัญชร นำเที่ยว ” 50 ชุมชนศาลเจ้าจีน สุขใจเสริมมงคล” สานสัมพันธ์ ไทย-จีน

    คฑา ชินบัญชร

    คุณวัจนันท์ ศิลปวรณ์วิวัฒน์ ผู้อำนวยการภูมิภาคใต้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมพันธมิตร PT Max card ,C.P.Land ,Sixt ,X Peng จัดกิจกรรม ส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทย เพื่อเผยแผ่ ประเพณี วัฒนธรรม การดำเนินชีวิต ที่เป็นอัตลักษณ์ของชุมชน และศาลเจ้าจีน ในแต่ละพื้นที่ อีนมีความงดงาม ของสถานที่ วิถีชีวิตที่แตกต่างกันไปในแต่ละชุมชน โดยมี คฑา ชินบัญชร พรีเซ็นเตอร์เที่ยวไทยรับพลังบวก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เป็นผู้นำเสนอเส้นทางสายศรัทธา โดยมี พร้อมศักดิ์ จรัญญากรณ์, เยี่ยม เศรษฐบุตร, ภูมน สมดี,อภิวันท์ สิงห์ทวีศักดิ์, ดร.สุเทพ อารมณ์รักษ์ และคุณศศินันท์ ออลแมนด์ ร่วมงาน

    สัมพันธ์ ไทย-จีน
    ไหว้เจ้า
    มูลนิธิเทียนฟ้า
    ททท.
    พันธมิตร

    สำหรับสิทธิพิเศษจากพันธมิตรร่วมโครงการ

    คุณพร้อมศักดิ์ จรัญญากรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท แมกซ์ โซลูชัน เซอร์วิส จำกัด บริษัทในเครือพีทีจี ร่วมจัดกิจกรรม สมาชิก Max Card แชะ&แชร์ ส่งรูปถ่ายพร้อมบอกเล่าประสบการม์การพ่องเที่ยวศาลเจ้าจีน คอนเทนต์โดนใจกรรมการมากที่สุด สำหรับรางวัลทริปท่องเที่ยวสุด exclusive กับ อ.คฑา ชินบัญชร จำนวน 5 รางวัล (รางวัลละ 2 ที่นั่ง)

    คุณเยี่ยม เศรษฐบุตร ผู้อำนวยการ กลุ่มงานธุรกิจโรงแรม บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการโรงแรมในเครือฟอร์จูน กล่าวว่า “โรงแรมในเครือฟอร์จูนยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวตามโครงการ เที่ยว 50 ชุมชนศาลเจ้าจีน สานสัมพันธ์ 50 ปี ไทย–จีน ด้วยสิทธิพิเศษ สำหรับสมาชิกผู้ถือบัตร MAX CARD เมื่อจองห้องพักทุกประเภทกับโรงแรมในเครือฟอร์จูน กรุ๊ป

    คุณศศินันท์ ออลแมนด์ ผู้อำนวยการบริหาร กลุ่มงานการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า “โครงการนี้ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชนท้องถิ่น พร้อมกันนี้ยังสะท้อนถึงความตั้งใจของ ซี.พี.แลนด์ในการเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างไทยและจีน ตลอดจนการยกระดับประสบการณ์การเดินทางของนักท่องเที่ยว ภายใต้พันธกิจ ‘คุณภาพเพื่อทุกชีวิต’ ภายใต้กลุ่มธุรกิจฟอร์จูนกรุ๊ป เป็นกลุ่มโรงแรมภายใต้การบริหารของ CP LAND (ซี.พี. แลนด์) ที่มุ่งมั่นพัฒนาบริการให้ตอบโจทย์ทั้งความสะดวกสบาย ความคุ้มค่า และความประทับใจในทุกมิติ”

    คุณภูมน สมดี ผู้จัดการทั่วไป ซิกท์ เร้น อะ คาร์ ให้บริการรถเช่าทั้งแบบชื้อเพลิงและรถไฟฟ้าที่มีให้เลือกหลายรุ่น หลายขนาด ทั้งรถ Xpeng G6 / Zeeker X / AION Y /BYD ATTO3 ราคาพิเศษ

    คุณอภิวันท์ สิงห์ทวีศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอ็กซ์เผิง เปิดตัวรถไฟฟ้ายนตกรรมอัจฉริยะ XPeng X9 และ G6 มาจัดแสดงถึงศักยภาพในการขับขี่ เพิ่มความสะดวกในการเดินทางด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยและมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง และจัดทริปเดินทาง สำหรับลูกค้า X Peng

    สัมพันธ์ ไทย-จีน
    คฑา ชินบัญชร
    มูลนิธิเทียนฟ้า
    ไหว้เจ้า
    พันธมิตร
    ททท.
    คฑา ชินบัญชร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mthai.com/news/pr/396739.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2u1d83DAEAqnTB8imBX-75

  • สวธ. จับมือ นิด้า ร่วมผลักดันการศึกษาด้านการท่องเที่ยว ยกระดับ-พัฒนา เชื่อมโยงเครือข่ายวัฒนธรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    สวธ. จับมือ นิด้า ร่วมผลักดันการศึกษาด้านการท่องเที่ยว ยกระดับ-พัฒนา เชื่อมโยงเครือข่ายวัฒนธรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน | TOPNEWS

    สวธ. จับมือ นิด้า ร่วมผลักดันการศึกษาด้านการท่องเที่ยว ยกระดับ-พัฒนา เชื่อมโยงเครือข่ายวัฒนธรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    • เผยแพร่ : 10/09/2025 21:34

    สวธ. จับมือ นิด้า ร่วมผลักดันการศึกษาด้านการท่องเที่ยว ยกระดับ-พัฒนา เชื่อมโยงเครือข่ายวัฒนธรรม ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง การส่งเสริมวัฒนธรรมของประเทศไทย โอกาสนี้ นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ และเป็นประธานในพิธีเปิดงาน โครงการ GSTM NEXT ครั้งที่ 9 ภายใต้หัวข้อ “Smart Tourism and Soft Power Synergies: Advancing Sustainable Development through Cross-Sector Collaboration” โดยมี หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล ประธานคณะอนุกรรมการ การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ สารคดีและแอนิเมชัน ศาสตราจารย์ ดร.ทิพวรรณ หล่อสุวรรณรัตน์ อธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.แสงแข บุญศิริ คณบดีคณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมของประเทศไทย มุ่งเน้นการร่วมมือกันในด้าน การศึกษา วิจัย การพัฒนาบุคลากร การบริการวิชาการแก่สังคมและชุมชน การเชื่อมโยงเครือข่ายด้านวัฒนะรรม ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา รวมทั้งการพัฒนาและส่งเสริมนโยบาย ด้านวัฒนธรรมที่ยั่งยืน

    ปัจจุบันการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องตระหนักและให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ในด้านของเศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ อีกทั้งยังเป็นการผลักดันให้วงการศึกษาเกี่ยวกับด้านการท่องเที่ยวในประเทศไทยให้เกิดความก้าวหน้าทัดเทียมกับต่างประเทศ ดังนั้น การศึกษาหาความรู้จากภายนอกห้องเรียน การเปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษาได้มีเวทีในการแสดงออกถึงศักยภาพของตนเอง เพื่อก้าวทันโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศเรามีบุคลากรที่สามารถตอบสนองความต้องการของภาคอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยได้อย่างยั่งยืน และเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคตต่อไป

    อธิบดี สวธ. กล่าวต่อว่า นอกจากการทำบันทึกข้อตกลง ความร่วมมือกันในวันนี้ ทางคณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ยังจัดโครงการ GSTM NEXT ครั้งที่ 9 และมอบรางวัล “เครือข่ายความร่วมมือเพื่อพัฒนาการท่องเที่ยว” (GSTM-X) (GSTM Award for Collaborative Tourism Development) ให้แก่กรมส่งเสริมวัฒนธรรมและหน่วยงาน องค์กร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายความร่วมเพื่อการท่องเที่ยว

    สำหรับกิจกรรมภายใต้โครงการดังกล่าว ได้แก่ 1) การแข่งขันตอบคำถามระดับชาติภาคบริการ ด้านการท่องเที่ยว การโรงแรม และธุรกิจการบิน ครั้งที่ 9 2) การแข่งขันทักษะมัคคุเทศก์นำเที่ยว ครั้งที่ 3 หัวข้อ “Creative Cultural Tour Guiding” และ 3) การมอบรางวัล GSTM NIDA AWARDS ประจำปี 2568 นอกจากนี้ ยังมีบรรยายพิเศษ หัวข้อ “โอกาสและความท้าทายในการใช้ Soft Power ด้านภาพยนตร์ เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย” โดย หม่อมราชวงศ์เฉลิมชาตรี ยุคล ประธานคณะอนุกรรมการการการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม ด้านภาพยนตร์ ละคร ซีรีส์ สารคดีและแอนิเมชัน และปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “การพลิกโฉมประเทศไทยด้วย Soft Power: เส้นทางสู่ความมั่งคั่งยั่งยืน” (Transforming Thailand through Soft Power: Pathways to Sustainable Prosperity) รวมถึงการเสวนา โดย Influencer/KOL ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบ พระชนมพรรษา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    TOPNEWS website - update 2025 (6)

    SOCAIL 16-9

    ดร.ฉลาด ขามช่วง ติวเข้มคณะทำงานการเมือง เตรียมนำร่องลงพื้นที่ระดับจังหวัด หวังสร้างบทบาทให้กับรัฐสภา

    หนุ่มใหญ่เมาหนัก ปีนรั้วผิดบ้าน ร่างห้อยโตงเตงนานกว่า 2 ชม.

    กระสอบทรายคันกั้นน้ำโผงเผงพังถล่ม น้ำทะลักท่วมบ้าน 8 หลัง สวนกล้วยแสนกว่าบาทเสียหาย

    “บิ๊กเล็ก” แจงข้อตกลง GBC เปิดด่านชายแดนยังไม่ใช่ขณะนี้ ต้องรอความพร้อม รวมสถานการณ์จริงในพื้นที่

    จังหวัดแม่ฮ่องสอน ขอเชิญเที่ยวงานลอยกระทงสวรรค์ นมัสการพระธาตุดอยกองมู ประจำปี 68

    ปะทะเดือด จนท.ปิดล้อม กลุ่มก่อความไม่สงบ ที่บ้านห้วยเต่า อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1309545&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IYpKSlrBfM2OIemBK0Vpc

  • หุ้นยุโรปปิดลบ แรงขายกลุ่ม “เทคโนโลยี-ท่องเที่ยว” ฉุดตลาด

    หุ้นยุโรปปิดลบ แรงขายกลุ่ม “เทคโนโลยี-ท่องเที่ยว” ฉุดตลาด

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันพุธ (10 ก.ย.68) ปิดลบ โดยถูกกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี แม้หุ้น Inditex ผู้ค้าปลีกแฟชั่นรายใหญ่ของสเปน จะพุ่งขึ้นและช่วยหนุนหุ้นกลุ่มค้าปลีกก็ตาม

    ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดตลาดที่ระดับ 552.29 จุด ลดลง 0.10 จุด หรือ -0.02%, ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศส ปิดที่ 7,761.32 จุด เพิ่มขึ้น 11.93 จุด หรือ +0.15%, ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนี ปิดที่ 23,632.95 จุด ลดลง 85.50 จุด หรือ -0.36% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอน ปิดที่ 9,225.39 จุด ลดลง 17.14 จุด หรือ -0.19%

    ด้านหุ้น Inditex พุ่งขึ้น 6.4% หลังบริษัทเปิดเผยว่า ยอดขายปรับตัวดีขึ้นในช่วงวันที่ 1 ส.ค.–8 ก.ย. 2568 หลังเผชิญภาวะอุปสงค์ซบเซาหลายเดือน ช่วยหนุนดัชนี IBEX ของสเปนปิดบวก 1.25% แตะระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ และส่งผลให้ดัชนีหุ้นกลุ่มค้าปลีกยุโรปปรับขึ้น 1.4%

    นอกจากนี้ ดัชนีหุ้นกลุ่มอากาศยานและกลาโหมยุโรป เพิ่มขึ้น 1.44% แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากแรงซื้อเก็งกำไรหลังเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เมื่อโปแลนด์ยิงโดรนที่รุกล้ำน่านฟ้า ระหว่างการโจมตีครั้งใหญ่ของรัสเซียในยูเครนตะวันตก

    อย่างไรก็ดี ตลาดโดยรวมยังถูกกดดันจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ร่วงลง 1.65% หลังจากปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง 5 วัน ยาวนานที่สุดในรอบ 3 เดือน ขณะที่หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและนันทนาการร่วงลง 1.4%

    ขณะเดียวกัน นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันนี้ (11 ก.ย.68) โดยนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดว่า ECB จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ไม่เปลี่ยนแปลง ขณะที่ความสนใจหลักอยู่ที่การเปิดเผยตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ก่อนการประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนสิงหาคม 2568 ในช่วงค่ำตามเวลาไทย

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/inter/781697&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZytBKJQOpn3Bb3j-s7HFH