Blog

  • ‘เนปาล’ สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย อย่างไร? แต่..เรายังเกินดุลการค้า

    ‘เนปาล’ สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย อย่างไร? แต่..เรายังเกินดุลการค้า

    ส่วนอื่นๆก็มีทำการเกษตร เช่น ข้าวสาลี ข้าวโพด ซึ่งก็ไม่สามารถทำรายได้ได้มากน้อยให้กับประชาชนในประเทศ จึงทำให้คนเนปาลนิยมออกไปทำงานหาเงินยังต่างประเทศมากขึ้น พามาดูในส่วนของความสำคัญของประเทศเนปาลต่อเศรษฐกิจไทย โดยข้อมูลจาก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า มูลค่าการค้ารวมไทย และเนปาลยังไม่สูงมากเฉลี่ยไม่ถึง 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี แต่ไทยมักเกินดุลการค้าต่อเนปาล ส่วนสินค้าส่งออกหลักจากไทยไปเนปาล คือ ยานยนต์ และชิ้นส่วน เครื่องจักรกล เคมีภัณฑ์ อุปกรณ์ไฟฟ้า และสินค้าอุปโภคบริโภค

    ด้านสินค้านำเข้าที่ไทยนำเข้าจากเนปาลมาก็ คือ  พรม ผ้าทอ หัตถกรรม และผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ โดยเนปาลเป็นตลาดเกิดใหม่ที่ยังมีโอกาสทางธุรกิจ เช่น การก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง พลังงานทดแทน และสินค้าอุปโภคบริโภค ดังนั้นนักลงทุนจากต่างชาติที่สนใจในธุรกิจดังกล่าวก็นับได้ว่าเป็นโอกาสทองในการลงทุน ส่วนด้านการท่องเที่ยว พบว่า นักท่องเที่ยวเนปาลเดินทางมาไทยปีละหลายหมื่นคน โดยเฉพาะเพื่อการท่องเที่ยวเชิงพักผ่อนและการแพทย์ ถือได้ว่าไทยเป็นจุดหมายยอดนิยมของชาวเนปาล ทั้งในด้าน การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) และการศึกษา

    ‘เนปาล’ สำคัญต่อเศรษฐกิจไทย อย่างไร? แต่..เรายังเกินดุลการค้า

    ขณะที่คนไทยเองก็มีคนไทยจำนวนหนึ่งที่เดินทางไปเนปาลเพื่อท่องเที่ยวภูเขาปีนเขาฮิมาลัย และ เอเวอเรสต์ ทำให้เกิดการเชื่อมโยงธุรกิจท่องเที่ยวสองทางระหว่างกันและกัน ส่วนด้านการศึกษา และแรงงานชาวเนปาลนิยมมาเรียนต่อในมหาวิทยาลัยไทย โดยเฉพาะด้านการแพทย์ วิศวกรรม และบริหารธุรกิจ อีกทั้งไทยยังมีแรงงานเชื้อสายเนปาลอยู่ในบางภาคอุตสาหกรรม เช่น งานบริการ การรักษาความปลอดภัย และการท่องเที่ยว ซึ่งช่วยเสริมตลาดแรงงานไทย

    นอกจากนี้จะพามาดูยุทธศาสตร์เชื่อมโยงภูมิภาคเนปาลตั้งอยู่ระหว่างจีนกับอินเดีย ถือเป็น Land-linked Country ที่มีศักยภาพด้านโลจิสติกส์ หากไทยผลักดันยุทธศาสตร์เชื่อมโยงทางเศรษฐกิจในเอเชียใต้ (BIMSTEC, IMT–GT, BCG) จะช่วยขยายการค้าของไทยเข้าสู่เอเชียใต้ได้มากขึ้น โดยไทยกับเนปาลต่างก็มีบทบาทในกรอบความร่วมมือ BIMSTEC ซึ่งช่วยเปิดตลาดใหม่ให้ผู้ประกอบการไทย

    แม้เนปาลจะไม่ใช่คู่ค้าใหญ่ของไทย แต่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจในด้าน การค้า การท่องเที่ยว การศึกษา แรงงาน และการเชื่อมโยงภูมิภาค โดยไทยสามารถใช้เนปาลเป็นประตูสู่อินเดีย และจีนได้ในอนาคต อีกทั้งการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการศึกษายังเป็นจุดแข็งที่ไทยสามารถดึงดูดชาวเนปาลได้ต่อเนื่อง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/859724&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw06R-5XKVbWhREjXLIUtRi4

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์สิงหาคม 2568

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าระหว่างประเทศของสาธารณรัฐฟิลิปปินส์สิงหาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/hkk6o9qxv1u3k9b4w546i2wb&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DmGYw9EN4kn7RAybDt7Kp

  • เศรษฐกิจญี่ปุ่นโต สวนกำแพงภาษีทรัมป์-การเมืองวุ่น|ทันโลก EXPRESS | 12 ก.ย. 68

    เศรษฐกิจญี่ปุ่นโต สวนกำแพงภาษีทรัมป์-การเมืองวุ่น|ทันโลก EXPRESS | 12 ก.ย. 68

    ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ญี่ปุ่นต้องประสบปัญหาทั้งทางด้านเศรษฐกิจ จากการตั้งกำแพงภาษีของทรัมป์ และการเมืองที่วุ่นวาย แต่ล่าสุด คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นออกมาเปิดเผยตัวเลขอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่เติบโตแข็งแกร่งขึ้น สวนกระแสความวุ่นวายเหล่านั้น จากการบริโภคภายในประเทศ

    #ญี่ปุ่น #ภาษีทรัมป์ #การเมือง #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #ทันโลกEXPRESS
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/200704&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vzAj6Et602a1VSc1UDpI6

  • อสังหาฯ ขานรับโฉมหน้ารัฐบาลดึงทีมเศรษฐกิจมืออาชีพกู้เศรษฐกิจ -คนละครึ่งมาถูกทาง

    อสังหาฯ ขานรับโฉมหน้ารัฐบาลดึงทีมเศรษฐกิจมืออาชีพกู้เศรษฐกิจ -คนละครึ่งมาถูกทาง

    อสังหาฯ ขานรับโฉมหน้ารัฐบาลดึงทีมเศรษฐกิจมืออาชีพกู้เศรษฐกิจ -คนละครึ่งมาถูกทาง

    ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับภาวะชะลอตัว ความไม่แน่นอนทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาคเอกชนซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจจึงตั้งความหวังไว้กับบทบาทของรัฐบาลชุดใหม่ที่นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล

    โดยเฉพาะในด้านการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ ฟื้นฟูความเชื่อมั่น และวางรากฐานนโยบายที่ชัดเจน ซึ่งน่าสนใจว่าโฉมหน้าทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ที่ประกอบด้วยคนนอกระบบการเมือง ได้รับการตอบรับเชิงบวกจากหลายภาคส่วน สะท้อนถึงความคาดหวังว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะนำพาประเทศให้เดินหน้าได้อย่างมั่นคงในท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน

    ภาคอสังหาริมทรัพย์ โดย นาย สุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผย  “ฐานเศรษฐกิจ”ว่าสนับสนุนอย่างยิ่งที่รัฐบาลนำมืออาชีพคนนอกมาเสริมทีมเศรษฐกิจและการต่างประเทศ ทุกท่านที่คัดมาเป็นไปตามสเป็ค มีผลงานและประวัติดี ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน แต่สิ่งที่ควรเพิ่มคือต้องระวังอย่าให้เกิดนโยบายประชานิยม ต้องรักษาวินัยการคลัง ทีมเศรษฐกิจต้องกล้าบอกว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้นายกฯต้องให้อำนาจตัดสินใจจริง ไม่ใช่มาประดับคณะรัฐมนตรี(ครม.)

    ขณะมาตรการเร่งด่วนกระตุ้นเศรษฐกิจสำหรับโครงการคนละครึ่ง มาถูกทางและเป็นนโยบายที่เห็นผลเร็วที่สุดนโยบายหนึ่ง เคยพิสูจน์แล้วว่า ช่วยได้จริงในระยะสั้น เงินเข้าถึงประชาชน โดยตรง ทำให้มีเงินใช้จ่ายทันทีเกิดการหมุนเวียนเงิน เมื่อประชาชนใช้เงิน ร้านค้ามีรายได้ ก็จ่ายค่าเช่า ค่าจ้าง พนักงาน มีเงินซื้อของต่อ ช่วยร้านเล็กและชุมชน ร้านค้าเล็กๆ ร้านอาหารในท้องถิ่นมีลูกค้าเพิ่มขึ้น ช่วยให้ธุรกิจเหล่านี้อยู่รอดได้

    วรัทภพ แพทยานันท์ -สุนทร สถาพร

    อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าวเป็นแค่การแก้ปัญหาเบื้องต้น ไม่ได้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจใหญ่ๆ แบบยั่งยืน เช่น ความเหลื่อมล้ำ หรือการแข่งขันของประเทศ จึงควรทำควบคู่กับนโยบายอื่นๆ ที่ส่งเสริมการลงทุนและการพัฒนาทักษะแรงงานในระยะยาว

    “คนละครึ่งจะเปรียบเทียบว่าเป็น ยาแก้ปวดที่ดี แต่ต้องกินยารักษาโรคประจำตัว และออกกำลังกายให้แข็งแรงควบคู่กันไป”

    สอดคล้องกับ นาย วรัทภพ แพทยานันท์ เลขาธิการสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร มองว่า  ทีมเศรษฐกิจคนนอกภายใต้รัฐบาลภูมิใจไทย มองว่ามีความรู้ความสามารถที่ดีที่เอกชนยอมรับ โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่สามารถเข้ากับ ผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยคนใหม่ได้ รวมถึงนายกรัฐมนตรีอย่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล มองว่าเข้าใจภาคเอกชนเนื่องจากทำธุรกิจภาคก่อสร้างเช่นกันซึ่งได้รับผลกระทบไม่ต่างจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  แม้ว่าจะมีระยะเวลาบริหารประเทศเพียง4เดือนในทางกลับกัน ประเมินว่าเป็นลักษณะการวางแผนนำไปสู่การเลือกตั้งในครั้งหน้า ที่นักธุรกิจและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ประชาชนเชื่อมั่น โดยเฉพาะ นโยบายคนละครึ่ง

    แต่ทั้งนี้ สมาคมต้องการให้รัฐบาลใหม่สนับสนุนมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ต่อเนื่อง โดยสานต่อจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในสมัยรัฐบาลแพทองธาร  และหากรัฐบาล อนุทิน เข้าบริหารประเทศแล้ว สมาคมฯเตรียมเข้าพบต่อไปโดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อเสนอให้สนับสนุนมาตรการต่อเนื่องต่อไปเนื่องจากอสังหาริมทรัพย์สร้างห่วงโซ่อุปทานให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้มากถึง6 เท่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/real-estate/638642&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Wfd140zEmZ4AM9XjTHu5o

  • SUN ฝ่ากระแสเศรษฐกิจขาลง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SUN ฝ่ากระแสเศรษฐกิจขาลง – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    1. พัชรนันท์ สิงหรา (พี่เรย์) 064-954-9826

    2. ปวิตรา วงศ์สวาสดิ์ (โอ๊ย) 082-550-0253

    3. มลฤดี สิงหรา (หนูเล็ก) 081-9923266

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/12/577760/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1KtVePU8rEZOGut-YSZmwL

  • สภาพัฒน์ เตือนกับดัก ‘หนี้วนลูป’ เสี่ยงสูง- แก้ยาก – ฉุด GDP ประเทศ

    สภาพัฒน์ เตือนกับดัก ‘หนี้วนลูป’ เสี่ยงสูง- แก้ยาก – ฉุด GDP ประเทศ

    “สภาพัฒน์” ชี้เศรษฐกิจไทยติดวงจรหนี้วนลูป แก้ยาก ฉุดจีดีพีโตต่ำ ภาวะหนี้สูงทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้ธุรกิจ หนี้สาธารณะ ชี้หนี้ธุรกิจช่วง 10 ปี

        สายงานเศรษฐกิจมหภาค สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จัดงานเสวนาประจำปี 2568 ในหัวข้อ “เจาะลึกภาวะหนี้สิน ภาคธุรกิจไทย” เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2568 โดยมีการนำเสนอสถานการณ์หนี้แต่ละกลุ่มของไทยเพื่อหาทางแก้ปัญหา

        นายวิชญายุทธ บุญชิต รองเลขาธิการ สศช.กล่าว่า ปัญหาหนี้ที่อยู่ระดับสูงของไทยเป็นปัญหาสำคัญที่กระทบและเป็นข้อจำกัดต่อการขยายตัวเศรษฐกิจประเทศ ในปัจจุบันภาวะหนี้อยู่ระดับสูงมากเมื่อเทียบกับทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้ภาคธุรกิจและหนี้สาธารณะ

        ทั้งนี้ สิ่งที่น่ากังวล คือ ระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สูงขึ้นตั้งแต่หลังโควิด-19 ทั้งหนี้ครัวเรือนโดยเฉพาะครัวเรือนเปราะบาง รวมถึงหนี้ภาคธุรกิจที่มี NPL และหนี้เฝ้าระวัง (SM) สูงขึ้น เมื่อรวมปัจจัยผลกระทบจากการขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐ และการชะลอตัวเศรษฐกิจที่จะเห็นชัดตั้งแต่ไตรมาส 3 ปีนี้ ทำให้มีความเสี่ยงระดับหนี้สูงขึ้น และความสามารถชำระหนี้ รวมทั้งคุณภาพสินเชื่อจะลดลง

        ขณะที่ระดับหนี้ภาครัฐที่วัดจากระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพี มีสัญญาณเพิ่มขึ้นและมีความท้าทายที่จะรักษาระดับหนี้ไม่ให้เกินเพดาน 70% ซึ่งคำแนะนำขององค์กรการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แนะนำว่าไทยไม่ควรขยายระดับหนี้สาธารณะต่อจีดีพีให้เพิ่มขึ้น แต่ควรเพิ่มศักยภาพการจัดเก็บรายได้ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ

        อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของหนี้สินและ NPL ในไทยกำลังสร้างวงจรที่กระทบเศรษฐกิจไทยหลายมิติ โดยนักวิชาการเรียกปัญหานี้ว่า “Diabolic Loop” ซึ่งเป็นวังวนปัญหาที่เกิดจากระดับหนี้ที่สูง แล้วก่อหนี้เพื่อแก้ปัญหา และระดับหนี้ที่สูงทำให้เศรษฐกิจขยายตัวต่ำ ทำให้ต้องก่อหนี้มากระตุ้นหรือแก้ปัญหาเศรษฐกิจ

        “การแก้ไขปัญหาที่เป็น Diabolic Loop เป็นเรื่องยากและซับซ้อน ต้องใช้เวลาดำเนินการ และเป็นความท้าทายระดับมหภาคที่สำคัญ เพราะเป็นวัฎจักร vicious circle หรือวงจรอุบาทว์ที่วนเวียนกลับไปปัญหาเดิม เมื่อหนี้สูงและจีดีพีไม่เติบโตเศรษฐกิจไม่ดีนำไปสู่ปัญหาใหม่และวนมากระทบจีดีพี”

        ทั้งนี้ การแก้ปัญหาหนี้แบบง่าย เช่น การขยายสินเชื่อหรือการกู้เงิน ทำได้ยากขึ้นเพราะสถาบันการเงินระวังปล่อยสินเชื่อขึ้น ดังนั้นการเพิ่มรายได้ให้ประชาชนจึงเป็นทางออกในการเพิ่มการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ แต่มาตรการเหล่านี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยมาตรการระยะสั้น ซึ่งมาตรการระยะสั้นทำได้เพียงประคองภาวะเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอลงมากกว่าที่เป็นอยู่

        ฝากรัฐบาลใหม่ระมัดระวังก่อหนี้

        สำหรับมาตรการทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลใหม่นั้นควรให้ความสำคัญควรอยู่บนพื้นฐานการไม่สร้างภาระหนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นภาระการคลังระยะยาว เพราะขณะนี้หากจะกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ภาวะหนี้สินยังสูงการกระตุ้นเศรษฐกิจจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร ดังนั้นนอกจากมาตรการระยะสั้นที่จะออกมาควรให้ความสำคัญกับมาตรการที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้จริง ได้แก่

        1.การรณรงค์ใช้สินค้าไทยและเที่ยวในประเทศ เพราะการส่งออกไปตลาดใหญ่อย่างสหรัฐเจอกีดกันการค้าและกระแส “Mercantilism” ส่วนจะหันไปพึ่งตลาดจีนก็ยากเพราะจีนได้เปรียบทุกด้าน ดังนั้นหากรัฐบาลให้ความสำคัญกับมาตราการลดการนำเข้าและเพิ่มการบริโภคในประเทศจะช่วยประคองเศรษฐกิจได้

        “ในอดีตเคยใช้มาตรการ Made in Thailand ประสบความสำเร็จทำให้เกิดการผลิตและบริโภคในประเทศ ช่วยให้เศรษฐกิจมีแรงขับเคลื่อนมากขึ้น”

        2.ด้านการส่งออกต้องหาตลาดใหม่ รวมทั้งส่งเสริมตลาดและสินค้าที่ส่งออกได้เพิ่ม โดยเฉพาะจากมาตรการทางภาษีที่มีผลบังคับใช้ ซึ่งสินค้าหลายชนิดของไทยมีโอกาสส่งออกได้เพิ่ม เพราะบางสินค้าไทยได้รับอัตราภาษีตำกว่าทำให้มีโอกาสส่งออกเพิ่ม

        สำหรับขณะนี้การส่งออกเผชิญมาตรการภาษีและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก โดยผู้ส่งออกอยู่ภาวะยากลำบากจากการถูกสหรัฐเก็บภาษี ซึ่งรัฐบาลควรหาวิธีช่วยลดต้นทุน ลดภาระ และอำนวยความสะดวก และไม่ควรออกมาตรการที่เพิ่มภาระ เช่น มาตรการค่าแรง

        แนะปรับมาตรการแก้หนี้ให้ตรงกลุ่ม

        3.การช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อย (SME) ต้องได้รับการสนับสนุนในด้านต่างๆ แต่ปัญหาอยู่ที่ธนาคารจำกัดกลุ่มการปล่อยกู้ให้เฉพาะรายใหญ่ ซึ่งทำให้ SME รายเล็กยิ่งแย่ลง

        ทั้งนี้ ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา SME ที่เป็น NPL เพิ่มขึ้น โดยมาตรการที่จะช่วยเหลือลูกหนี้ไม่ควรเป็นแบบ “One size fits all” ซึ่งต้องปรับแต่งมาตรการให้เหมาะกับแต่ละกลุ่ม และไม่ใช่มาตรการแบบเดียวจะใช้แก้ปัญหาหนี้ได้ทั้งหมด

        สินเชื่อธุรกิจจำกัดกลุ่มปล่อยรายใหญ่ 90%

        นอกจากนี้ สศช.ได้นำเสนอผลงานทางวิชาการเรื่อง “ภาวะหนี้และคุณภาพสินเชื่อภาคธุรกิจไทย” โดยนางสาวสาลินี บุญตน และนางสาวพรทิพา แซ่เอี๋ยว นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษกองยุทธศาสตร์และการวางแผนเศรษฐกิจมหภาค สศช.

        ทั้งนี้ มีข้อมูลที่น่าสนใจระบุว่าการปล่อยสินเชื่อสำหรับภาคธุรกิจไทยกระจุกตัวมาก โดยธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีวงเงินสินเชื่อตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป ได้รับการปล่อยกู้จากสถาบันการเงินสูงถึง 90% ของสินเชื่อทั้งระบบ ในขณะที่ธุรกิจขนาดเล็กที่เป็นซุปเปอร์ไมโครเอสเอ็มอีจนถึงระดับธุรกิจขนาดกลาง ซึ่งมีวงเงินสินเชื่อต่ำกว่า 500 ล้านบาทลงมา ได้รับสินเชื่อรวมกันไม่ถึง 10% ของวงเงินสินเชื่อทั้งหมด

        สำหรับสถิติดังกล่าวสะท้อนความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการประเมินความเสี่ยงที่สูงขึ้น และข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลเครดิตที่ครบถ้วน

       เอสเอ็มอีรายย่อย NPL สูงขึ้นเรื่อยๆ

        สถานการณ์หนี้ที่ผิดนัดชำระ (NPL) เปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนจากในอดีต โดยหากช่วงปี 2567 หนี้เสียส่วนใหญ่เกิดจากธุรกิจที่มีวงเงินสินเชื่อสูง แต่ปัจจุบันธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางเริ่มผิดชำระหนี้สูงขึ้นต่อเนื่อง โดยสัดส่วน NPL กว่า 60% เกิดขึ้นในธุรกิจขนาดซุปเปอร์ไมโครเอสเอ็มอี

        “การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่รายเล็กกำลังอยู่รอดลำบาก ซึ่งหากไม่ได้รับแก้ไขเร่งด่วน อาจกระทบการจ้างงานและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว”

    ธุรกิจเล็ก NPL พุ่ง“ก่อสร้างไม่ฟื้น”

        ทั้งนี้เมื่อพิจารณาตามสาขาธุรกิจพบว่าในกลุ่ม 5 สาขาหลัก ได้แก่ การผลิต การก่อสร้าง การขนส่งและขายปลีก ที่พักแรมและบริการด้านอาหาร และกิจการอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจก่อสร้างยังมีสถานการณ์น่าเป็นห่วงด้วยยอดผิดนัดชำระหนี้ยังสูงต่อเนื่องหลังโควิด-19

        ในทางตรงข้าม ธุรกิจสาขาอื่นแสดงสัญญาณการฟื้นตัวดีขึ้นหลังโควิด-19 แต่เริ่มมีทิศทางด้อยลงช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยเห็นสัญญาณชัดตั้งแต่ปี 2567 สอดคล้องการชะลอตัวของเศรษฐกิจ

        รวมทั้งสิ่งที่น่าวิตกคือเมื่อจำแนกการวิเคราะห์ตามขนาดวงเงินสินเชื่อ พบว่าบัญชีสินเชื่อที่มีวงเงินสินเชื่อขนาดเล็ก (ต่ำกว่า 20 ล้านบาท) มีสัดส่วนสินเชื่อผิดนัดชำระเพิ่มขึ้นทุกสาขาการผลิตสะท้อนว่าธุรกิจขนาดเล็กมีความเสี่ยงมากในการทำธุรกิจระยะต่อไป

        “ผลการศึกษาทำให้เห็นความเปราะบางของธุรกิจขนาดเล็กที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่หลังโควิด-19 และอาจส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในการฟื้นตัวเศรษฐกิจระยะต่อไปที่เศรษฐกิจชะลอเนื่องจากธุรกิจขนาดเล็กที่สำคัญทั้งมิติเศรษฐกิจและการจ้างงานรวมถึงการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจำเป็นเร่งด่วนต้องใช้ความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ สถาบันการเงินและภาคเอกชน เพื่อสร้างเศรษฐกิจแข็งแกร่งยั่งยืน”

           5 ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

         จากผลการศึกษาเรื่องหนี้ของภาคธุรกิจ สภาพัฒน์ได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหา 5 ข้อ ได้แก่

        1.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางข้อมูลในภาคการเงิน โดยเชื่อมระบบฐานข้อมูล เช่น ข้อมูลการขึ้นทะเบียนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ข้อมูลชำระภาษี รวมถึงการใช้ประโยชน์จากโครงการ Your Data และปรับปรุง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต

        2.ดำเนินมาตรการแก้ปัญหาคุณภาพสินเชื่อแบบเจาะจง โดยพิจารณาให้เหมาะสมกับพฤติกรรมแต่ละขนาดธุรกิจ เพราะมีผลทั้งมิติขนาดธุรกิจและประเภทธุรกิจ

        3.เร่งตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (NaCGA) เพื่อยกระดับกลไกการค้ำประกันสินเชื่อให้มีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนและลดต้นทุนทางการเงินให้ผู้ประกอบการ

        4.ยกระดับและพัฒนาศักยภาพธุรกิจขนาดเล็กผ่านการสนับสนุนทางการเงิน การพัฒนาองค์ความรู้และทักษะการบริหารจัดการ การส่งเสริม e-commerce และการสร้างเครือข่ายธุรกิจกับบริษัทใหญ่

        และ 5.ส่งเสริมบทบาทธุรกิจขนาดใหญ่ ในการช่วยเหลือและพัฒนาธุรกิจขนาดเล็กสาขาเดียวกัน ทั้งสนับสนุนการเงิน องค์ความรู้และเชื่อมซัพพลายเชน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470215&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2z6Gqss9EaLXMqpI9vi9NG

  • ปิดเกมโกง รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที โกงภาษีกว่า 70 ล้านบาท

    ปิดเกมโกง รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที โกงภาษีกว่า 70 ล้านบาท

    ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ปิดเกมโกงภาษี รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที แฉใช้หลักฐานโดยทุจริต โกงภาษีกว่า 70 ล้านบาท บุกจับคาบ้าน

    กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. สั่งการเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที แฉใช้หลักฐานโดยทุจริต โกงภาษีกว่า 70 ล้านบาท

    ปิดเกมโกง รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที โกงภาษีกว่า 70 ล้านบาท

    ปิดเกมโกง รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที โกงภาษีกว่า 70 ล้านบาท

    โดยได้ร่วมกันจับกุม

    1. นายสุวัฒน์ฯ อายุ 60 ปี จับกุมได้ที่บริเวณหน้าพักย่านถนนร่มเกล้า แขวงมีนบุรี เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร
    2. นายสายชลฯ อายุ 53 ปี จับกุมได้ที่หน้าบ้านพัก ในพื้นที่หมู่ 4 ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี

    ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “ร่วมกันโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรือโดยอุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน, หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร หรือขอคืนภาษีอากรตามลักษณะนี้, ร่วมเป็นผู้ประกอบการโดยเจตนา หลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ไม่ออกใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ หรือใบลดหนี้ หรือใบแทนเอกสารดังกล่าว”

    พฤติการณ์ เนื่องด้วยเจ้าพนักงานประเมิน กองตรวจสอบภาษีกลาง ได้ทำการตรวจสอบภาษีอากร รายบริษัท มีดี้ไทย ไอที จำกัด ตรวจพบว่า บริษัทฯ ดังกล่าว ประกอบกิจการขายสินค้าประเภทอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ โดยมีนายสุวัฒน์ฯ และนายสายชลฯ เป็นกรรมการ จากการตรวจสอบพบมีข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงิน ผ่านบัญชีเงินฝากธนาคารของบริษัทเป็นจำนวนมาก โดยในปี 2559 และปี 2560 พบว่า บริษัทมีการแสดงเงินได้พึงประเมินตามแบบ ภ.ง.ด.50 ต่ำกว่าข้อมูลทางการเงินที่ได้รับ พบข้อมูลมีรายได้รอบระยะเวลาบัญชี ตั้งแต่ 1 ส.ค. 2559 – 31 ส.ค. 2559 และรอบ 1 ม.ค. 2560 – 31 ธ.ค. 2560 ไม่สอดคล้องกับรายได้ตามแบบ ภ.ง.ด.50

    ปิดเกมโกง รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที โกงภาษีกว่า 70 ล้านบาท

    นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังพบว่าผู้ต้องหาไม่นำยอดขายจากรายการเงินฝากเข้าบัญชีธนาคารไปลงในรายงานภาษีขาย และไม่มีการออกใบกำกับภาษีขาย ซึ่งเจ้าพนักงานประเมินกองตรวจสอบภาษีกลาง พบว่า บริษัทฯ มีภาษีอากรค้างชำระทั้งสิ้น 79,067,875.84 บาท (รวมเงินเพิ่มตามกฎหมาย คำนวณถึง 30 เม.ย. 2568) บริษัทไม่สามารถนำส่งเอกสารหลักฐานให้ตรวจสอบ และเมื่อเจ้าพนักงานทำหนังสือแจ้งให้กรรมการมาพบก็ไม่เข้ามาพบและไม่แจ้งเหตุขัดข้อง เจ้าพนักงานสรรพากรพิจารณา เห็นว่า บริษัทมีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ตามมาตรา 37(2) แห่งประมวลรัษฎากร และเจตนาหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม จึงได้เข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ เพื่อดำเนินคดีอาญากับบริษัท มีดี้ไทย ไอที จำกัด กับพวก ซึ่งมีนายสุวัฒน์ฯ และนายสายชลฯ เป็นกรรมการลงลายมือชื่อ ต่อมาพนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานยื่นต่อศาลอาญา ขอออกหมายจับผู้ต้องหาผู้เป็นกรรมการในฐานะนิติบุคคล และในฐานะส่วนตัว เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

    ปิดเกมโกง รวบ 2 กรรมการบริษัทไอที โกงภาษีกว่า 70 ล้านบาท

    ต่อมาชุดสืบสวน ชุดปฏิบัติการที่ 3 และชุดปฏิบัติการที่ 2 กก.2 บก.ปอศ. ได้ติดตามและสามารถจับกุมตัวนายสุวัฒน์ฯ และนายสายชลฯ ตามหมายจับดังกล่าวได้ จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 บก.ปอศ. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

    สอบถามคำให้การผู้ต้องหาทั้ง 2 เบื้องต้น ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธ

    กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ได้ดำเนินการตามมาตรการเชิงรุกป้องกันปราบปรามและจับกุมผู้กระทำความผิด จึงขอประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือน บริษัทห้างร้านหรือผู้ประกอบธุรกิจต่างๆ จะต้องไม่ทุจริตหลีกเลี่ยงภาษี ให้ใช้เอกสารที่ถูกต้องครบถ้วนในการยื่นภาษีแบบตรงไปตรงมา จะได้ไม่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tnews.co.th/social/social-news/634839&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hfuzs5I2sbrk0l90HSnfq

  • เอเซอร์ เปิดตัวศูนย์บริการ ‘HSNT พระราม 3’ โฉมใหม่ ยกระดับบริการหลังการขาย

    เอเซอร์ เปิดตัวศูนย์บริการ ‘HSNT พระราม 3’ โฉมใหม่ ยกระดับบริการหลังการขาย

    Acer  เปิดตัวศูนย์บริการ ‘Highpoint Service Network’ (HSNT) พระราม 3 โฉมใหม่ หลังการปรับโฉมครั้งใหญ่เพื่อยกระดับประสบการณ์ด้านบริการหลังการขายให้ครบวงจรยิ่งขึ้น ศูนย์บริการแห่งนี้มาพร้อมดีไซน์พื้นที่ที่กว้างขวาง สิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน และระบบสนับสนุนที่ทันสมัย รองรับลูกค้าได้อย่างสะดวกสบาย พร้อมตั้งเป้าเป็นมาตรฐานใหม่ของการให้บริการด้านไอทีในประเทศไทย

    12 ก.ย. 2568 – นายเจฟ ลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “การรีโนเวทศูนย์บริการ HSNT พระราม 3 ครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการปรับโฉมอาคาร แต่เป็นการลงทุนครั้งสำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของเอเซอร์ ในการยกระดับบริการหลังการขายให้ครบวงจร เรามุ่งมั่นสร้างประสบการณ์ที่เหนือความคาดหมายให้กับลูกค้า เพราะเราเชื่อว่าบริการที่ดีคือหัวใจในการสร้างความไว้วางใจ และเป็นแรงขับเคลื่อนที่ทำให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

    นายสมบัติ ต่อศักดิ์สิริ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไฮพอยท์ เซอร์วิส เน็ตเวิร์ค (ประเทศไทย) จำกัด เสริมว่า “ในการปรับโฉมครั้งนี้ เราตั้งใจออกแบบให้ศูนย์บริการให้มีความทันสมัยและกว้างขวาง พร้อมยกระดับการดูแลด้วยเครื่องมือและอะไหล่ที่ได้มาตรฐานสากล รวมถึงมีทีมวิศวกรที่ผ่านการฝึกอบรมจากแบรนด์ระดับโลกพร้อมให้บริการแบบรวดเร็วและมีคุณภาพ เพื่อช่วยแก้ปัญหาและตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าอย่างคุ้มค่ามากที่สุด”

    HSNT ก่อตั้งขึ้นในปี 2561 ในฐานะสตาร์ทอัพภายใต้ Acer Group โดยเริ่มจากการให้บริการตรวจสอบ ซ่อมแซม และบำรุงรักษาผลิตภัณฑ์ไอทีและเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายประเภท ทั้งคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องพิมพ์ และอุปกรณ์สำนักงาน ภายใต้ปรัชญา “Global Brand, Local Touch” ที่ผสานมาตรฐานชั้นนำระดับโลกเข้ากับการบริการที่เข้าถึงง่ายสำหรับลูกค้าทุกคน

    ศูนย์บริการ HSNT ไม่เพียงรองรับลูกค้าแบบ Walk-in เท่านั้น แต่ยังมีบริการ One Stop Service ครอบคลุมทั้งทีม On-site, ศูนย์บริการข้อมูลลูกค้า, ฝ่ายช่วยเหลือ, ระบบคลังสินค้าและโลHจิสติกส์ รวมถึงการจัดการอะไหล่แท้เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพ โดยมีจุดแข็งที่เน้นจุดติดต่อเพียงจุดเดียว เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและการสื่อสารกับลูกค้าทำได้ง่ายขึ้น และยังช่วยให้มั่นใจว่าทุกเคสจะได้รับการดูแลอย่างครบถ้วนทั่วถึง

    ปัจจุบัน HSNT ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศูนย์บริการอย่างเป็นทางการจากหลากหลายแบรนด์ชั้นนำระดับโลก ตอกย้ำความเชื่อมั่นในมาตรฐานการให้บริการที่เชื่อถือได้ นอกจากนี้ บริษัทยังต่อยอดจากฐานลูกค้า B2B ที่แข็งแกร่ง ขยายสู่ตลาด B2C เพื่อตอบโจทย์และเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงได้มากยิ่งขึ้น

    การรีโนเวทศูนย์บริการ HSNT สาขาพระราม 3 ถือเป็นก้าวสำคัญที่เอเซอร์และ HSNT จะต่อยอดไปยังสาขาอื่นทั่วประเทศ เพื่อสร้างมาตรฐานการบริการที่สม่ำเสมอในทุก Touchpoint พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นในการเติบโตในฐานะ “ผู้ให้บริการไอทีมืออาชีพ” ที่ไม่เพียงแก้ไขปัญหา แต่ยังมอบประสบการณ์การใช้งานเทคโนโลยีที่มีคุณค่าและตอบโจทย์ลูกค้าอย่างแท้จริง ปัจจุบัน HSNT มีศูนย์บริการทั้งหมด 10 สาขา เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจว่าจะได้รับการดูแลที่ใกล้และสะดวกที่สุด

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/860484/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rebXgAnymp1VDYGhOYNNQ

  • แอปฯ เช็คฝุ่น คว้าเลิศรัฐ 68 สาขานวัตกรรมการบริการระดับดี

    แอปฯ เช็คฝุ่น คว้าเลิศรัฐ 68 สาขานวัตกรรมการบริการระดับดี

    ไอที

    แอปฯ เช็คฝุ่น คว้าเลิศรัฐ 68 สาขานวัตกรรมการบริการระดับดี

    วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.25 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    แอปฯ เช็คฝุ่น คว้าเลิศรัฐ 68 สาขานวัตกรรมการบริการระดับดี

    12 กันยายน 2568 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม หรือ อว. โดย สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568 ด้านการบริการภาครัฐระดับดี ประเภทนวัตกรรมการบริการ จากผลงาน “แอปพลิเคชันเช็คฝุ่น” โดย ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ผู้อำนวยการ GISTDA เป็นผู้รับมอบรางวัลจากนายไมตรี อินทุสุต ประธานคณะทำงานเสริมสร้างประสิทธิภาพการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ และ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะทำงานตรวจประเมินรางวัลเลิศรัฐ ในงานเสวนาวิชาการและพิธีมอบรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568 ในหัวข้อ “ภาครัฐอัจฉริยะ ขับเคลื่อนอนาคต” Smart Government & Smart Services : Driving for the Future ณ ห้องจูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพคเมืองทองธานี นนทบุรี 

    ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าวว่า แอปพลิเคชัน “เช็คฝุ่น” ถูกพัฒนาขึ้น โดยผสมผสานเทคโนโลยีการสำรวจจากดาวเทียม ร่วมกับข้อมูลจากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศภาคพื้นดิน แบบจำลองทางภูมิอากาศ และข้อมูลแหล่งกำเนิดฝุ่น เช่น จุดความร้อน มานำเสนอให้อยู่ในรูปแบบของตัวเลข และค่าสีในระดับต่าง ๆ ตามระดับความรุนแรงของเหตุการณ์ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามและตรวจสอบปริมาณฝุ่น PM2.5 ได้แบบเรียลไทม์ชั่วโมงต่อชั่วโมง และคาดการณ์ล่วงหน้าได้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั้งประเทศไทย อีกทั้ง แอปพลิเคชัน เช็คฝุ่น ยังถูกออกแบบมาเพื่อความเท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูลกับกลุ่มคนทุกระดับ โดยเฉพาะผู้พิการทางสายตา ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศได้อย่างสะดวก 

    ภายหลังจากแอปฯ เปิดให้บริการ พบว่า ได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานในวงกว้าง สามารถช่วยส่งเสริมการตัดสินใจเชิงสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรค ระบบทางเดินหายใจ หรือโรคหัวใจ นอกจากนี้ ยังช่วยสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานรัฐในการเฝ้าระวังและบริหารจัดการคุณภาพอากาศในระยะยาว ส่งผลให้แอปพลิเคชัน “เช็คฝุ่น” กลายเป็นเทคโนโลยีดิจิทัลที่สะท้อนให้เห็นถึงการออกแบบที่เป็นมิตรกับคนทุกกลุ่ม รวมถึงสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงข้อมูลด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

    แอปพลิเคชัน “เช็คฝุ่น” เริ่มให้บริการตั้งแต่ปลายปี 2564 ดาวน์โหลดใช้งานได้ทั้งระบบ iOS ผ่าน App Store และระบบ Android ผ่าน Play Store โดยมีฟีเจอร์หลักๆ คือ ดูปริมาณฝุ่น PM2.5 ณ ตำแหน่งปัจจุบันของผู้ใช้งาน ดูข้อมูลฝุ่น PM2.5 ได้แบบชั่วโมงต่อชั่วโมง และแบบเฉลี่ย 24 ชม. ตามมาตรฐานการรายงานคุณภาพอากาศ หรือสามารถดูค่าเฉลี่ยรายชั่วโมงได้ เพื่อวางแผนทำกิจกรรมประจำวัน มีการสรุปเป็นรายอำเภอ รายจังหวัด นอกจากนี้ ยังมีการใช้เทคโนโลยี AI ในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของฝุ่นกับปัจจัยต่าง ๆ เพื่อคาดการณ์อนาคต และสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ประมาณ 3 ชั่วโมง ทั้งนี้ ในช่วงที่ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤติ PM2.5 จำนวนมาก มีผู้เข้าใช้บริการแอปพลิเคชั่นกว่า 2 แสนครั้งต่อวัน และแอปพลิเคชั่นนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับ PM2.5 ของประชาชนไปแล้ว ด้วยการนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็ว ผู้อำนวยการ GISTDA กล่าว

    อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าแอปพลิเคชันดังกล่าวจะไม่สามารถกำจัดปัญหาฝุ่นละอองได้โดยตรง แต่การมีข้อมูลที่โปร่งใสและเข้าถึงได้ง่ายจะช่วยให้สังคมตื่นตัวและตระหนักถึงปัญหามากขึ้น ส่งผลให้เกิดการออกนโยบายควบคุมมลพิษ และกระตุ้นให้ภาคเอกชนและประชาชนมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยมลพิษ เช่น ลดการเผาในที่โล่ง การหันมาใช้พลังงานสะอาด และสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะ 

    แอปพลิเคชัน “เช็คฝุ่น” เป็นอีกหนึ่งผลผลิตภายใต้นโยบาย GI for All ของ GISTDA ในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ เพื่อบรรเทาและแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนในระดับพื้นฐาน ด้วยความสามารถในการให้ข้อมูลที่รวดเร็ว แม่นยำ และเข้าถึงง่าย แอปฯ นี้จึงไม่เพียงเป็นเครื่องมือในการติดตามมลพิษทางอากาศเท่านั้น แต่ยังเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการวางรากฐานเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืนของคนไทยทั้งประเทศ

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/446187&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3NG8EMQkR7A3gtEeiExeaY

  • ผอ.สพม.เชียงใหม่ พร้อมคณะ ลงพื้นที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย

    ผอ.สพม.เชียงใหม่ พร้อมคณะ ลงพื้นที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย

    ผอ.สพม.เชียงใหม่ พร้อมคณะ ลงพื้นที่โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่

    วันที่ 12 กันยายน 2568 นายเทอดเกียรติ ยามโสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ พร้อมด้วย นางนพมาศ ทองวิทยาพร รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ และคณะศึกษานิเทศก์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอน โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในการขับเคลื่อนนโยบายด้านการจัดการศึกษา

    ในการตรวจเยี่ยมครั้งนี้ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ ยังได้พบปะ พูดคุย และให้ข้อคิดกับนักเรียน เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ

    ทั้งนี้ นายธนพล กมลหัตถ์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนและคณะครู ให้การต้อนรับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3767503/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1esuTrByhIpd4qnqn3DHcf