Blog

  • ชวนชิมช้อปงานเทศกาลอาหารล้านนาตะวันออก ชมเมนูอาหารของดีจาก 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ณ เซ็นทรัลพระราม 9

    ชวนชิมช้อปงานเทศกาลอาหารล้านนาตะวันออก ชมเมนูอาหารของดีจาก 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ณ เซ็นทรัลพระราม 9

    ประชาสัมพันธ์

    ชวนชิมช้อปงานเทศกาลอาหารล้านนาตะวันออก ชมเมนูอาหารของดีจาก 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ณ เซ็นทรัลพระราม 9

    วันศุกร์ ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.27 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 19 กันยายน 2568  นายนรศักดิ์ สุขสมบูรณ์  รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย  เป็นประธานเปิดกิจกรรม เทศกาลอาหารล้านนาตะวันออก (Eastern Lanna Gastronomy Tourism)ภายใต้โครงการบูรณาการการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัด  ณ ลาน Work & Play ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 9 แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง  กรุงเทพมหานคร  โดยมี นางพรจิตร สุขสมบูรณ์   รองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดเชียงราย นางวิไลวรรณ บุดาสา  รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นายคุณากร คชหิรัญ  รองผู้ว่าราชการจังหวัดแพร่  ส่วนราชการกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (จังหวัดเชียงราย จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ และจังหวัดน่าน)  ร่วมกิจกรรมครั้งนี้ 

    นายเสริฐ ไชยยานันตา  ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย  กล่าวว่า กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 (จังหวัดเชียงราย จังหวัดพะเยา จังหวัดแพร่ และจังหวัดน่าน) โดยสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงราย กำหนดจัดงานเทศกาลอาหารล้านนาตะวันออก (Eastern Lanna Gastronomy Tourism) ในชื่องาน “ตามรอยเส้นทางรสล้านนาตะวันออก”  ซึ่งเป็นกิจกรรมกายใต้โครงการบูรณาการการท่องเที่ยวของกลุ่มจังหวัด กิจกรรมหลักจัดงานโปรโมทการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางการท่องเที่ยวและกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงอาหารและเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมเยือนอีกทั้งเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายรายได้ทางการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 

    สำหรับการจัดงานในวันนี้ เป็นการจัดงานเทศกาลอาหารล้านนาตะวันออกนอกกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 ในชื่องาน “ตามรอยเส้นทางรสล้านนาตะวันออก จัดขึ้นระหว่างวันที่ 19  –  21 กันยายน 2568  ณ ลาน Work & Play ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 9 แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

    ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจหลากหลาย อาทิกิจกรรมส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ของผู้ประกอบการจากกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2 มากกว่า 40  ผลิตภัณฑ์ มีการนำเสนอเมนูอาหารของดีจาก 4 จังหวัด โดยเชพตัวแทนจากลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2  การสาธิตการทำอาหารพื้นถิ่นและเครื่องปรุงล้านนาอีกทั้งมีกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับอาหารล้านนาตะวันออก รวมถึงมีการแสดงวัฒนธรรมล้านนาการแสดงดนตรีจากศิลปินที่มีชื่อเสียงในทุกวันและมีการแจกของรางวัลให้กับผู้มาร่วมกิจกรรมได้ร่วมสนุกและมีส่วนร่วมในกิจกรรมมากมาย

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/relation/447123&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1GBgwrCGQjj-yrd4zw83AR

  • เปิดประวัติ “ก้อย- ศศิธร กิตติธรกุล” รมช.มหาดไทยป้ายแดง

    เปิดประวัติ “ก้อย- ศศิธร กิตติธรกุล” รมช.มหาดไทยป้ายแดง

    เปิดประวัติ “ก้อย- ศศิธร กิตติธรกุล” รมช.มหาดไทยป้ายแดง

    เปิดประวัติ “ก้อย- ศศิธร กิตติธรกุล” รมช.มหาดไทยป้ายแดง

    วันที่ 19 ก.ย. 2568 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ นำโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยแต่งตั้งให้ น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

    เปิดประวัติ “ก้อย- ศศิธร กิตติธรกุล” รมช.มหาดไทยป้ายแดง

    น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล มีชื่อเล่นว่า “ก้อย” เคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ เป็นบุตรสาวของ นายสมศักดิ์ กิตติธรกุล หรือ “โกหงวน” นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่หลายสมัยจนถึงปัจจุบัน

    เปิดประวัติ “ก้อย- ศศิธร กิตติธรกุล” รมช.มหาดไทยป้ายแดง

    การศึกษา:

    ปริญญาตรี Louisiana State University , Louisiana , USA.สาขา B.S. International Trade and Finance

    ปริญญาโท University of LA Verne , California , USA. สาขา MBA. In Supply Chain Management

    ประสบการณ์การทำงาน:

    นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่

    ประธานเขตพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    กรรมการวิทยาเขตผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตกระบี่

    เลขานุการนายกสมาคมแม่บ้านองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่

    กรรมการบริหารงานกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ (ก.บ.จ.) และกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน

    กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการผังเมืองจังหวัดกระบี่

    เปิดประวัติ “ก้อย- ศศิธร กิตติธรกุล” รมช.มหาดไทยป้ายแดง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/politics/607620&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20AAmGPJtOONo3-Soq7PRe

  • โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “ครม. อนุทิน” 36 คน 40 ตำแหน่ง

    โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “ครม. อนุทิน” 36 คน 40 ตำแหน่ง

    โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “ครม.” 36 คน 40 ตำแหน่ง “อนุทิน” นั่งนายกฯ ควบ รมว.มหาดไทย “ธรรมนัส” นั่งรองนายกฯ ควบ รมว.เกษตรฯ จับตา “รุทธพล” คุมยุติธรรม ด้าน “ไชยชนก” รมต.ป้ายแดง คุมดีอี

    วันนี้ (19 ก.ย.2568) เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี โดยมีรายละเอียดความว่า

    พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า ตามที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ตามประกาศลงวันที่ 7 ก.ย.2568 แล้ว นั้น

    บัดนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฐัมนตรี ได้เลือกสรรผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อบริหารราชการแผ่นดินสืบต่อไปแล้ว

    อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 158 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งรัฐมนตรี ดังต่อไปนี้

    • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
    • นายโสภณ ซารัมย์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี
    • นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี
    • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
    • ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
    • นายสุชาติ ชมกลิ่น เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
    • นายภราดร ปริศนานันทกุล เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
    • นางสาวศุภมาส อิศรภักดี เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
    • นายนภินทร ศรีสรรพางค์ เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
    • นายสันติ ปิยะทัต เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
    • พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
    • พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม
    • นายวรภัค ธันยาวงษ์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง
    • นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
    • นายอรรถกร ศิริลัทธยากร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
    • นายอัครา พรหมเผ่า เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
    • นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม
    • นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
    • นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
    • นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
    • นายไชยชนก ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
    • นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
    • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
    • นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอีกตำแหน่งหนึ่ง
    • นายทรงศักดิ์ ทองศรี เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
    • นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
    • นางสาวศศิธร กิตติธรกุล เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
    • พลตำรวจตรี รุทธพล เนาวรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
    • นางสาวตรีนุช เทียนทอง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
    • นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม
    • นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
    • นายองอาจ วงษ์ประยูร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
    • นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
    • นายวรโชติ สุคนธ์ขจร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข
    • นายธนกร วังบุญคงชนะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม
    • จ่าเอก ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

    ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 19 ก.ย.2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน
    ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

    อ่านข่าว : โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 

    โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.งบประมาณ 69 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท มีผล 1 ต.ค. 

    สมดุลย์-วิโรจน์ ร้องกรมการปกครอง สอบ “ส่วยสัญชาติ” ทั่วประเทศ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/356700&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19r0LwxoDrZ7hGc4cPD-sq

  • เอกชนหนุน‘อนุทิน’ลุยโครงการหาเสียง โด๊ปเศรษฐกิจ-ลดค่าครองชีพ

    เอกชนหนุน‘อนุทิน’ลุยโครงการหาเสียง โด๊ปเศรษฐกิจ-ลดค่าครองชีพ

    เอกชนหนุน‘อนุทิน’ลุยโครงการหาเสียง โด๊ปเศรษฐกิจ-ลดค่าครองชีพ

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังผันผวน ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่สูงขึ้น และกำลังซื้อภายในประเทศที่อ่อนแรง รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 เร่งคลอดนโยบายชุดเรือธงกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ลดภาระค่าครองชีพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม แม้จะเป็นช่วงระยะเวลา 4 เดือน แต่หากเกิดขึ้นจริงประเมินว่าจะนำไปสู่การปูทางการจัดตั้งรัฐบาลในสมัยหน้า

    นโยบายที่เด่นชัดโดนใจมหาชน เรียกเสียงฮือฮาไปทั่วทั้งประเทศ คือ“คนละครึ่ง” ประชาชนจ่าย 50% และรัฐสมทบให้ 50% ต่อวัน ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้รับความนิยมตั้งแต่รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประชาชนส่วนใหญ่เรียกร้องให้นำคนละครึ่งกลับมาใช้

    โดยเฟสแรก ใช้งบประมาณปี2568 วงเงิน25,000ล้านบาท ก่อนขยายในเฟสถัดไป ในปีงบประมาณ2569 ที่คาดการณ์ว่าจะใช้ เกณฑ์ 60:40 คือรัฐจ่ายให้60% ต่อวัน อย่างไรก็ตามภาคเอกชน อย่างนายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรมองว่ารัฐรัฐบาลมาถูกทางโดยเห็นด้วยอย่างยิ่งสำหรับมาตรการคนละครึ่งเนื่องจากลงถึงเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างตรงเป้ามากที่สุด

     สอดคล้องในการประชุม หอการค้าไทย วันที่ 18 กันยายน 2568 นายกรัฐมนตรี หารือกับนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย รวมถึงคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้เสนอเพิ่มเติม อาทิโครงการคนละครึ่งเสนอวงเงินค่าใช้จ่าย 1,500 บาท/เดือนระยะเวลาตุลาคม-พฤศจิกายน2568 โครงการ Easy E-Receipt เฟส 2เสนอวงเงิน 100,000 บาท (รวมทุกหมวดสินค้า)ระยะเวลา พฤศจิกายน-ธันวาคม2568

    อนุทิน ชาญวีรกูล

    มาตรการอสังหาริมทรัพย์เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อที่อยู่อาศัย รวมถึงลดหย่อนเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ไม่น้อยกว่า 50% จนกว่าเศรษฐกิจกิจจะฟื้นตัว มาตรการการท่องเที่ยว รวมถึงโครงการเราเที่ยวด้วยกัน รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยนักท่องเที่ยวจีนเชิญผู้นำระดับสูงของจีนเยือนไทยในการนี้ นายอนุทินได้บรรลุข้อตกลงและบรรจุข้อเสนอเอกชนไว้ในวาระการทำงาน4เดือน

    ทั้งนี้ในแง่ของ มาตรการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งรัฐบาลอนุทิน มีนโยบายลงมาว่าจะลดหย่อน 50% ต่อ จากสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ ที่เคยปฏิบัติมา และยอมรับในข้อเสนอของภาคเอกชนและหอการค้า ที่เสนอต่อรัฐบาล จนกว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่งมองว่าเป็นธรรมกับประชาชนที่ถือครองที่ดินมรดก หรือที่ดินที่ภาคเอกชนไม่สามารถพัฒนาได้จากการติดกับดักวิกฤตเศรษฐกิจ รวมถึงที่อยู่อาศัยค้างสต๊อกที่ได้รับผลกระทบอย่างมากสำหรับภาคเอกชนที่ต้องรับภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างปีละจำนวนมากจากการเรียกเก็บอัตราที่ต้องชำระประเภทพาณิชยกรรม ทั้งนี้หากทำได้จะช่วยลดภาระได้อย่างมาก

    นอกจากนี้ ยังมีนโยบาย ที่น่าจับตาอย่างรถไฟฟ้า40บาทนั่งได้ตลอดทั้งวัน ซึ่งได้รับการยืนยันจาก นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยถึงแนวทางมาตรการลดค่าครองชีพให้ประชาชนผ่านโครงการรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดวัน คือ เดินทางน้อยจ่ายค่าบริการน้อย จะมีเพดานที่กำหนดอัตราสูงสุดให้ เสมือนเป็นตั๋วบุฟเฟ่ ไม่ใช่ว่าจ่ายครั้งแรกเต็มขั้น หรือจะกล่าวก็คือจ่ายตามการเดินทาง แต่สูงสุดจะไม่เกินเพดานที่กำหนด

     ขณะที่ตั๋วรถไฟฟ้าน่าจะใช้รูปแบบเดียวกัน เพราะปัจจุบัน พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ตั๋วร่วมอยู่ในขั้นตอนของวุฒิสภาฯ หากตั๋วร่วมกลับมาปรากฏว่าไม่มีการแก้ไขอะไรมาก สภาฯสามารถเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว ตั๋วร่วมก็จะทำให้ค่ารถไฟฟ้าถูกลงอย่างมีนัยสำคัญอย่างไรก็ตามรัฐบาลจะมีแนวทางหารืออีกครั้งว่าราคาและรูปแบบจะดำเนินการอย่างไร

    ในขณะโครงการใหญ่ รถเมล์ อีวี ที่จะเร่งขับเคลื่อนภายใต้พรรคภูมิใจไทย 1.5 พันคัน มูลค่ากว่า1.5หมื่นล้านที่มีเป้าหมายเชื่อมการเดินทางรถไฟฟ้า 40 บาทตลอดสาย ซึ่งราคาค่าโดยสารจะต้องนั่งได้แบบเหมาจ่ายทุกเส้นทางนั่งได้ทั้งวันด้วยเช่นเดียวกัน

     ที่น่าจับตาเรื่องของการลดค่าไฟฟ้าลงอีก4 สตางค์ ประชาชนให้ความสนใจเป็นพิเศษเนื่องจากเป็นเรื่องการลดค่าครองชีพได้โดยตรงสำหรับผู้ใช้ไฟภาคครัวเรือน นายสิริพงศ์ มองว่า แนวโน้มค่าไฟงวดแรกปี 69 (ม.ค.-เม.ย. 69) น่าจะลดลงได้อีกอย่างน้อย 4 สตางค์ต่อหน่วยจากงวดปัจจุบัน ที่ประชาชนต้องจ่ายอยู่ที่ 3.94บาทต่อหน่วย

    ที่นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกำลังพิจารณาแนวทางอยู่ว่าจะสามารถทำอย่างไรได้บ้างแต่ต้องดูว่ามีภาระงบประมาณที่จะต้องเข้าไปอุดหนุนเท่าใด และในรอบต่อไปจะลดได้อีกเท่าใด ดังนั้น ต้องรอตัวเลขจากรอบปัจจุบันก่อน โดยขั้นต่ำ 4 สตางค์ต่อหน่วยน่าจะได้เห็นแน่ ซึ่งเป็นแนวทางที่ว่าที่ รมว. พลังงานให้มา

    มาที่โครงการขนาดใหญ่ แลนด์บริดจ์มูลค่า9.97แสนล้านบาท ที่นายอนุทิน ยื่นยันว่าสานต่อเนื่องจากเป็นโครงการที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศและคนในพื้นที่ได้ รวมถึงเป็นศูนย์กลางการส่งออกสินค้าทางเรือเชื่อมโลก ล่าสุดได้รับการยืนยันจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่ยืนยันว่าจะสานต่อโครงการแลนด์บริดจ์ต่อเนื่อง เนื่องจากมีประโยชน์ในการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ และเป็นหนึ่งในนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยด้วยเช่นกัน

    นายเอกสิทธ์ คุณานันทกุล ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย (ECOT) ให้สัมภาษณ์ถึงมุมมองภาพลักษณ์ของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดใหม่ว่า มีการเชิญคนนอกเข้ามาเสริมโดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ และประสบความสำเร็จในภาคธุรกิจมาหลายท่าน ซึ่งถือว่าหน้าตาภาพลักษณ์ดูดี เชื่อว่าจะเป็นความหวังทำประโยชน์ให้กับประชาชนได้ แต่เนื่องจากรัฐบาลได้ทำสัญญาไว้ว่าจะอยู่ในตำแหน่ง 4 เดือน

    การแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องให้พี่น้องประชาชนก็จะค่อนข้างลำบาก แม้ว่ารัฐมนตรีใน ครม.จะเก่งแค่ไหนแต่ในระยะเวลาแค่ 4 เดือนยังทำอะไรไม่ได้ ซึ่งหลายคนมีความรู้ความสามารถด้านธุรกิจ แต่ไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองและไม่เคยบริหารราชการ ไม่ได้ทำงานกับข้าราชการประจำมาก่อน เพราะการทำงานภาครัฐไม่เหมือนภาคเอกชน ถือเป็นเรื่องท้าทายที่ต้องให้เวลาพิสูจน์

    ทั้งนี้หลายปีที่ผ่านมา พี่น้องประชาชนประสบกับปัญหาเศรษฐกิจมามากแล้ว ฝากถึงรัฐบาลชุดใหม่ให้ช่วยดูแลแก้ปัญหาปากท้องเศรษฐกิจของประเทศเป็นเรื่องเร่งด่วน หากมีเวลา 4 เดือน รัฐบาลทำให้สภาวะเศรษฐกิจดีขึ้นก็ถือว่าดีใจมากแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/megaproject/639233&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IyYJxBjCHbLujaAHDpw0k

  • สมาคมธนาคารไทย ชี้ปัญหาภายในประเทศทำให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าประเทศอื่นในกลุ่มอาเซียน

    สมาคมธนาคารไทย ชี้ปัญหาภายในประเทศทำให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าประเทศอื่นในกลุ่มอาเซียน

    สมาคมธนาคารไทย ชี้ปัญหาภายในประเทศทำให้เศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่าประเทศอื่นในกลุ่มอาเซียน

    นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดมุมมองการพัฒนาเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน “Reinvent Thailand for a Sustainable Future” ภายในงาน “Future Forum 2025 : The Great Transformation” จัดโดย สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA)

    โดยกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าประเทศกลุ่มอาเซียน กลุ่มตะวันออกกลาง จีน และอินเดีย และยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง จากอุปสรรคและความท้าทายใน 3 ด้าน คือ

    1. โครงสร้างเศรษฐกิจเปราะบางและเหลื่อมล้ำสูง คนไทยเพียง 10% ที่มีรายได้สูงสุด ครองสัดส่วนรายได้กว่า 52% ของประเทศ ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่เพียง 1% มีบทบาทต่อ GDP มากถึง 65% ประเทศไทยยังมีเศรษฐกิจนอกระบบสูงเป็นลำดับต้นๆ ในเอเชียที่ราว 48% ของ GDP ทำให้รัฐจัดเก็บภาษีได้จำกัดและส่งเสริมการพัฒนาได้ไม่ทั่วถึง อีกทั้ง หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง เมื่อรวมหนี้นอกระบบ เกิน 100% ของ GDP กระทบการบริโภคและการลงทุนในอนาคต

    2. ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลง การผลิตส่วนใหญ่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มได้น้อย ศักยภาพแรงงานยังไม่สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคดิจิทัล และอาจมีการว่างงานแฝงจำนวนมาก โดยเฉพาะในภาคเกษตร

    3.ความท้าทายของภาครัฐ มีกฎระเบียบจำนวนมากถึงกว่า 100,000 ฉบับ บางส่วนล้าสมัยและซ้ำซ้อน การคลังอยู่ในภาวะตึงตัว ขณะที่รายจ่ายด้านสวัสดิการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดย IMF ชี้ว่าหนี้สาธารณะของไทยค่อนข้างสูงเทียบกับประเทศอื่นที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกัน รวมถึงแนะนำให้ไทยเพิ่มความระมัดระวังในด้านการคลังเพื่อความมั่นคงระยะยาว

    ทั้งนี้ เพื่อให้เศรษฐกิจไทยและทุกภาคส่วนเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ โดยอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้หารือกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.), สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เพื่อหาทางออกของประเทศ จากผลกระทบเชิงโครงสร้างและนโยบายการค้าสหรัฐฯ นำไปสู่การพัฒนาแพลตฟอร์ม “Reinvent Thailand – A Platform for Policy Co-Creation and Execution” ซึ่งเป็นเวทีร่วมสร้างอนาคตประเทศไทยอย่างยั่งยืน เน้นการมีส่วนร่วม ออกแบบและขับเคลื่อนนโยบายที่ปฏิบัติได้จริง ใช้ข้อมูล (Data-Driven) และผลลัพธ์เป็นตัววัด (Result-Oriented) เพื่อพลิกฟื้นศักยภาพการแข่งขันและใช้เป็น “เข็มทิศ” ให้กับทุกรัฐบาล

    โครงการนี้ จะผลักดันนโยบายเร่งด่วน 2 เรื่องสำคัญ คือ การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ผ่านการบูรณาการข้อมูลและขยายการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ เพื่อลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และ การเพิ่มขีดความสามารถของภาคเอกชน ด้วยการลงทุนเทคโนโลยี สร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ยกระดับทักษะแรงงานและการจ้างงานคนไทย สร้างมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่แข่งขันได้ พร้อมมาตรการจูงใจจากรัฐ เช่น สิทธิพิเศษในการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อสร้างตลาดใหม่อย่างยั่งยืน

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2883844&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VVhVdmCV_qSt3_vuSJJn4

  • ‘เอกนิติ’ พร้อมลุยแก้บาทแข็ง ‘หอการค้า’ขอเรตค่าเงิน 34-35บาท

    ‘เอกนิติ’ พร้อมลุยแก้บาทแข็ง ‘หอการค้า’ขอเรตค่าเงิน 34-35บาท

    เศรษฐกิจ

    19 ก.ย. 2025 เวลา 6:00 น.

    ‘เอกนิติ’ พร้อมลุยแก้บาทแข็ง ‘หอการค้า’ขอเรตค่าเงิน 34-35บาท

    “อนุทิน” หารือหอการค้า รับข้อเสนอนโยบายเศรษฐกิจ มั่นใจ 4 เดือนบริหารเศรษฐกิจไม่ถอยหลัง “เอกนิติ” หารือ ธปท.จับตาเงินไหลเข้าผิดปกติป่วนบาทแข็ง หารือว่าที่ผู้ว่าแบงก์ชาติ เตรียมมาตรการรักษาเสถียรภาพเงินบาทแล้ว “ภาคธุรกิจ” ขออัตราแลกเปลี่ยน 34-35 บาท

    • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ว่าที่ รมว.คลัง ได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อเตรียมมาตรการดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท หลังพบเงินทุนไหลเข้าผิดปกติซึ่งเป็นสาเหตุให้เงินบาทแข็งค่า
    • สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้ยื่นข้อเสนอต่อรัฐบาลใหม่ ขอให้ดูแลค่าเงินบาทเชิงรุกให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ที่ประมาณ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนภาคการส่งออก
    • ข้อเสนอดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการระยะเร่งด่วนที่ภาคเอกชนเสนอต่อรัฐบาลในการประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจ เพื่อนำไปประกอบเป็นนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจ

    หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี เดินสายเข้าหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2568 ล่าสุดนายอนุทิน พร้อมว่าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจเข้าหารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 18 ก.ย.2568 พร้อมกับรับข้อเสนอการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    การหารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยครั้งนี้ มีว่าที่รัฐมนตรีเศรษฐกิจเข้าร่วม ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 

    นายอนุทิน กล่าวว่า ได้รับฟังข้อเสนอและความต้องการจากภาคเอกชนที่จะให้รัฐบาลสนับสนุนและช่วยเหลือ เพื่อให้การประกอบธุรกิจคล่องตัว ซึ่งมีทั้งเรื่องของปัญหาเงินทุน หนี้ครัวเรือน  อัตราดอกเบี้ย ค่าพลังงาน แรงงาน โลจิสติกส์ และโอกาสของประเทศไทยในอนาคต ซึ่งได้หารือในรายละเอียดพอสมควร และหลังจากนี้จะมีการหารือในรายละเอียดเป็นเรื่องๆต่อไป 

    “การมาคุยกับภาคเอกชน เพื่อทลายข้อจำกัดที่มีอยู่ เน้นการทำให้ภาคเอกชนทำธุรกิจอย่างคล่องตัว จะเร่งฟื้นฟูภาคเศรษฐกิจให้เข้มแข็งภายในระยะเวลาอันสั้น จะรวบรวมข้อเสนอภาคเอกชนทั้งหมด เข้าไปประกอบเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา ในช่วงระยะเวลา 4 เดือนที่เข้ามาบริหารประเทศ” นายอนุทิน กล่าว

    ทั้งนี้ ยืนยันว่าเศรษฐกิจจะไม่ถอยหลังอย่างแน่นอน จะพยายามเต็มที่ให้ความเป็นอยู่ของภาคประชาชนดีขึ้น โดยยึดหลักใจกว้างไม่คิดว่านโยบายที่ผลักดันเป็นนโยบายของใคร แต่ยืนยันว่าถ้าเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมต่อประเทศจะทำหมดเพราะเวลามีไม่มาก

    “ถ้าจะไปกลัวใครดีเด่นดังหรือได้เครดิตไม่ได้แล้ว ถ้าเกิดผลักดันแล้วสำเร็จ คนที่คิดโครงการนั้นก็ได้เครดิต ตัวผมผู้ผลักดันก็ได้ก็วินวิน ไม่ใช่คนหนึ่งชนะคนหนึ่งแพ้ ถ้าอย่างนั้นก็นำไปสู่ความขัดแย้ง ถ้าวินวินด้วยกัน ผมก็ไม่สนใจ” นายอนุทิน กล่าว

    นายเอกนิติ กล่าวถึงเงินทุนไหลเข้าไทยผิดปกติและเป็นส่วนหนึ่งทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นรวดเร็วว่า ประเด็นนี้ได้หารือกับนายวิทัย รัตนากร ว่าที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อเตรียมมาตรการรองรับ และรักษาเสถียรภาพค่าเงินบาทให้เหมาะสมไว้แล้ว

    ส่วนประเด็นกระแสเงินไหลเข้าผิดปกติในระหว่างนี้ได้หารือ ธปท.พิจารณาเรื่องเงินทุนไหลเข้าผิดปกติหรืออย่างไร ขณะที่การทำงานเต็มรูปแบบจะต้องรอให้แต่งตั้ง ครม.อย่างเป็นทางการก่อน 

    หอการค้าขอค่าเงิน 34-35 บาท

    นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ได้เสนอมาตรการระยะเร่งด่วน 4 เดือน ให้รัฐบาลใหม่เร่งดำเนินการทำทันที เริ่มจากการค้าระหว่างประเทศที่ควรเร่งรัดการเจรจากับภาษีตอบโต้จากสหรัฐ ควบคู่การแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่มิใช่ภาษี และการขยายตลาดใหม่ในภูมิภาคที่มีศักยภาพ เช่น จีน แอฟริกา และตะวันออกกลาง 

    ขณะเดียวกัน ธปท.ควรดูแลค่าเงินบาทเชิงรุกให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้ประมาณ 34-35 บาทต่อดอลลาร์ เพื่อรักษาความได้เปรียบด้านการส่งออก ควรเดินหน้ามาตรการกระตุ้นกำลังซื้อที่ประชาชนคุ้นเคย เช่น คนละครึ่ง และอีซี่ อี – รีซีฟ รวมถึงรณรงค์ใช้ของไทย ฟื้นเอสเอ็มอี

    พร้อมทั้งเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2568 เพื่อช่วยเพิ่มการจ้างงาน ส่วนภาคการท่องเที่ยว รัฐบาลควรตั้งศูนย์บริการนักท่องเที่ยวแบบเบ็ดเสร็จ และยกระดับมาตรการความปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับตลาดนักท่องเที่ยวจีน ควบคู่กับการลดภาษีนำเข้าผลิตภัณฑ์หมวดไลฟ์สไตล์ในจังหวัดท่องเที่ยวหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ พัทยา ภูเก็ต และเชียงใหม่ 

    ด้านมาตรการสำหรับภาคธุรกิจเอสเอ็มอี ขอให้จัดสรรงบประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเสียหายจากหนี้เสีย และเร่งผลักดันโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐโดยใช้เอสเอ็มอีไทย ส่วนด้านแรงงานควรแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน 

    ขณะเดียวกันประชาชนควรได้รับการบรรเทาภาระค่าครองชีพผ่านมาตรการลดดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดี และการปรับลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างลง 50% เป็นเวลา 1 ปี , เดินหน้าปราบคอรัปชั่น ยาเสพติด พนันออนไลน์และการค้ามนุษย์

    ยื่นข้อเสนอมาตรการระยะกลาง

    ส่วนมาตรการระยะกลาง 8 เดือน เสนอให้รัฐบาลเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรขาออกภายใน 7-14 วัน เพื่อช่วยลดต้นทุนและเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ส่งออก 

    รวมทั้งภาครัฐควรร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาจัดตั้งกลไกการพัฒนาทักษะบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาด , ควรเร่งแก้ปัญหาหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ โดยใช้แนวทางปรับโครงสร้างหนี้และขยายวงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำที่ถูกกฎหมาย เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนลดต้นทุนเสริมสภาพคล่อง

    “ข้อเสนอเหล่านี้ไม่ใช่เพียงมาตรการเฉพาะหน้า แต่แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืนที่จะสร้างความหวังและความเชื่อมั่น หากรัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชนร่วมมือกันอย่างมุ่งมั่นและจริงจัง หอการค้าเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาแข็งแรง และพร้อมสร้างโอกาสใหม่ให้กับประเทศและสังคมไทย”

    นอกจากนี้ได้รวบรวมข้อเสนอจากหอการค้าทั่วประเทศในการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมต่อนายกรัฐมนตรี 7 ด้าน ประกอบด้วย 

    1.เสริมสร้างความเชื่อมั่นประเทศ 2.เพิ่มสภาพคล่องและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน 3.ลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนประชาชน 4.ส่งเสริมการค้า การลงทุนและโลจิสติกส์ ค้าขายเป็นธรรม สร้างความสามารถแข่งขันให้เอสเอ็มอี 

    5.รักษาความปลอดภัยและเสถียรภาพทางสังคมโดยเฉพาะชายแดน 6.เตรียมแผนรับมือความเสี่ยงการค้าระหว่างประเทศ  7.กระตุ้นกำลังซื้อและการท่องเที่ยว โดยหวังว่ารัฐบาลรัฐบาลจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน 

    ทั้งนี้ปัจจุบันภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน ราคาสินค้าเกษตรและการส่งออกที่ปรับตัวลดลง ต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพที่สูงขึ้น ตลอดจนความไม่แน่นอนด้านการเมืองระหว่างประเทศ โดยหอการค้าไทยได้ระดมข้อคิดเห็นจากเครือข่ายหอการค้าทั่วประเทศทั้งหอการค้าจังหวัด สมาคมการค้า หอการค้าต่างประเทศและผู้ประกอบการรุ่นใหม่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1199435&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0aHRU0LONr0dkQD_ec0lWH

  • ยูเออีโชว์ความแข็งแกร่งเศรษฐกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ

    ยูเออีโชว์ความแข็งแกร่งเศรษฐกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ

    จากรายงาน Oil Market Report (MOMR) ล่าสุดของ The Organisation of the Petroleum Exporting Countries (OPEC)  สำหรับเดือนกันยายน 2568 เปิดเผยว่า เศรษฐกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (non-oil) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือยูเออียังคงแข็งแกร่งและสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะเผชิญกับความไม่แน่นอน ในภูมิภาคและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นในตลาดโลก ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในโครงสร้างเศรษฐกิจของ ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการค้าและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตและความมั่นคงของยูเออีในระยะยาว

    หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจนอกกลุ่มน้ำมันคือการปรับตัวของดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ(Purchasing Managers’ Index : PMI) ซึ่งในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ฟื้นตัวขึ้นเป็น 53.3 จากเดือนกรกฎาคมที่ลดลงมาเป็น 52.9 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ ปี สะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจในประเทศสามารถปรับตัวและเติบโตได้อย่างมั่นคงซึ่งส่งผลดีต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลก   

    นอกจากนี้ การยืนยันอันดับความน่าเชื่อถือของยูเออีโดยบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลก  Fitch Ratings ที่ให้ระดับ “AA-” พร้อมแนวโน้มเสถียรภาพ ยังเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า ยูเออีมีฐานะทางการเงินและสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสนับสนุนการจัดตั้งความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับนานาชาติ

    ส่วนด้านการค้าระหว่างประเทศของยูเออีในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 นั้น ขยายตัวขึ้นถึง 24% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก เมื่อเทียบกับการเติบโตของการค้าระดับโลกที่อยู่ที่ประมาณ 1.8% เท่านั้น การเติบโตของการค้าส่งออกและนำเข้าสินค้านอกกลุ่มน้ำมันนี้ทำให้ยูเออีสามารถเสริมสร้างบทบาทในฐานะศูนย์กลางการค้าระดับโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าทางเทคโนโลยีและสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจและลดความเสี่ยงด้านพึ่งพาน้ำมัน

    นอกจากการค้าระหว่างประเทศที่เติบโตแล้ว ภาคการท่องเที่ยวก็เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจของยูเออี โดยเฉพาะในดูไบ ซึ่งในช่วงหกเดือนแรกของปี 2568 มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเกือบ 10 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นถึงความนิยมและความน่าดึงดูดของยูเออีในฐานะจุดหมายปลายทางระดับโลก ผลการดำเนินงานนี้สอดคล้องกับแผนเศรษฐกิจ “D33” ของดูไบ ซึ่งมุ่งหวังให้เมืองนี้กลายเป็นศูนย์กลางการลงทุนและการท่องเที่ยวระดับโลกอย่างยั่งยืน

    ในส่วนของตลาดน้ำมันโลกรายงานระบุว่าความต้องการใช้น้ำมันในปี 2568 คงที่อยู่ที่ประมาณ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความสามารถในการใช้น้ำมันไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะมีแนวโน้มในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้พลังงานในอนาคต แต่ในระยะสั้น ภาคขนส่ง เช่น น้ำมันเบนซิน น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน และดีเซล ยังคงเป็นแรงผลักดันหลักของความต้องการน้ำมันในทั้งสองปีต่อเนื่องกัน รวมถึง LPG และนาฟธาที่ใช้ใน ภาคปิโตรเคมี ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยสนับสนุนรายได้จากการส่งออกน้ำมันและสร้างความสมดุลในตลาดพลังงานโลก

    ผลดีต่อเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศของยูเออีในภาพรวม คือ การเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและพันธมิตรทางการค้า ทำให้ประเทศสามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น รวมถึงการสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับนานาชาติ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันให้ยูเออีเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนระดับโลกอย่างยั่งยืนในอนาคต ทั้งนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจนอกกลุ่มน้ำมันและภาคการท่องเที่ยว ยังช่วยสร้างรายได้และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศอีกด้วย

    ความเห็นของ สคต.ดูไบ

    จากบริบทที่เศรษฐกิจนอกจากน้ำมันและการขยายตัวทางการค้าดังกล่าว คาดว่าจะส่งผลดีและผลเสียต่อการนำเข้าจากไทย พอสรุปได้ดังนี้

    ผลดีต่อการนำเข้าจากไทย :

    • ความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารเพิ่มขึ้น:ยูเออีที่มุ่งเน้นพัฒนาภาคการท่องเที่ยวและภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทำให้ความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารนำเข้าจากไทย เช่น ผลไม้ สินค้าอาหารแปรรูป เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความต้องการของนักท่องเที่ยวและประชากรในประเทศ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยในการส่งออกสินค้าไปยังยูเออีมากขึ้น

    • โอกาสทางการค้าและการลงทุน:การเติบโตของยูเออีในฐานะศูนย์กลางการค้าระดับโลก ส่งผลให้การนำเข้าสินค้าจากไทยเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเพิ่มขึ้น เนื่องจากยูเออีเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญในเส้นทางการค้าระหว่างเอเชียและยุโรป ซึ่งเปิดโอกาสให้สินค้าไทยสามารถเข้าสู่ตลาดในภูมิภาคและตลาดโลกได้ง่ายขึ้น

    • ความสัมพันธ์ทางการค้าแนบแน่นมากขึ้น:การเติบโตของเศรษฐกิจยูเออีที่ไม่พึ่งพาน้ำมันอย่างเดียว ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือและการเจรจาทางการค้าระหว่างไทยและยูเออีในหลายด้านมากขึ้น รวมถึงการจับคู่ธุรกิจและการสร้างเครือข่ายการค้า ซึ่งเป็นผลดีต่อการนำเข้าสินค้าจากไทย

    ผลเสียต่อการนำเข้าจากไทย:

    • การแข่งขันจากคู่ค้ารายอื่นที่เพิ่มขึ้น:เนื่องจากยูเออีเป็นศูนย์กลางการค้าระดับโลกและมีการขยายตัวของภาคการผลิตและการนำเข้าสินค้าจากประเทศอื่น เช่น จีน อินเดีย และกลุ่มอาเซียนอื่น ๆ ก็อาจเข้ามาแย่งส่วนแบ่งตลาดในยูเออีมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ตลาดนำเข้าไทยมีความท้าทายในการแข่งขัน

    • ความเปลี่ยนแปลงด้านอุปทานและต้นทุน: การขยายตัวของภาคการผลิตในยูเออีอาจทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์และค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น หากมีการเปลี่ยนแปลงด้านอุปทานและเส้นทางการขนส่ง ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาสินค้านำเข้าจากไทยและความสามารถในการแข่งขันในตลาด

    • แนวโน้มการปรับเปลี่ยนความต้องการของตลาด:หากยูเออีเน้นพัฒนาสินค้าและเทคโนโลยีที่ผลิตในประเทศมากขึ้น หรือมีการสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมในประเทศตนเองอาจทำให้ความต้องการสินค้านำเข้าจากไทยลดลงในบางกลุ่มสินค้า เช่น สินค้าอุตสาหกรรม หรือเทคโนโลยีบางประเภท

      สรุป:

    ภาพรวมแล้วเศรษฐกิจยูเออีที่เติบโตนอกกลุ่มน้ำมันและขยายตัวทางการค้า เป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ส่งออกไทยในการขยายตลาดและเพิ่มการนำเข้า อย่างไรก็ตาม ต้องระวังเรื่องการแข่งขันและการปรับตัวด้านต้นทุนและความต้องการของตลาด ซึ่งทั้งสองฝ่ายจะต้องเตรียมความพร้อมและสร้างความร่วมมือทางการค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว

            ————————————————————————— 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/l2hzy9dofdl1gydq0gt5ucih&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yB-far2mU8Pjrvm-SuKdu

  • สนพ. คาดยอดใช้พลังงานปี 68 หดตัว 1.6%YoY หลัง H1/68 ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    สนพ. คาดยอดใช้พลังงานปี 68 หดตัว 1.6%YoY หลัง H1/68 ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) คาดการณ์ความต้องการใช้พลังงานของประเทศปี 68 โดยคาดว่าจะลดลง 1.6% เมื่อเทียบกับปี 67 สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจภายในประเทศที่ชะลอตัวลง

    – การใช้น้ำมันคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการใช้น้ำมันเกือบทุกประเภท ยกเว้นการใช้น้ำมันดีเซลที่ลดลงจากความต้องการใช้ในภาคขนส่งที่คาดว่าจะลดลง

    – การใช้ก๊าซธรรมชาติ คาดว่าจะลดลงจากทั้งการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า การใช้ในภาคอุตสาหกรรม และการใช้ในรถยนต์ (NGV)

    – การใช้ไฟฟ้าคาดว่าจะลดลง 4.6% จากอุณหภูมิที่ไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับปีก่อน ปริมาณฝนที่มากเนื่องจากปรากฏการณ์ลานีญา ประกอบกับฐานการใช้ไฟฟ้าที่สูงของปีก่อนที่มีสภาพอากาศที่ร้อนจัดในช่วงต้น

    *การใช้พลังงานขั้นต้น 6 เดือนแรกปี 68 ลดลง 2.5%

    ขณะที่สถานการณ์พลังงาน 6 เดือนแรกของปี 68 การใช้พลังงานขั้นต้นลดลง 2.5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเป็นการลดลงของการใช้ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ในขณะที่การใช้น้ำมัน ลิกไนต์ และไฟฟ้าพลังน้ำ/ไฟฟ้านำเข้า มีการใช้เพิ่มขึ้น

    ทั้งนี้ การใช้น้ำมันสำเร็จรูปเพิ่มขึ้น 1.6% จากการใช้น้ำมันเบนซิน แก๊สโซฮอล น้ำมันเตา และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ยกเว้น น้ำมันดีเซล ในขณะที่การใช้น้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้น 10.9% สอดคล้องกับสถิติจำนวนผู้เยี่ยมเยือนที่เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในส่วนของการใช้ไฟฟ้าลดลง 5.5% โดยมาจากการใช้ไฟฟ้าในส่วนอุตสาหกรรม ครัวเรือน ธุรกิจ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/530794&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3o8_fqCNIVzzSArN3yOrmQ

  • เด็กรุ่นใหม่สูบบุหรี่ไฟฟ้าพุ่ง ถึงเวลาต้องมีกฎหมายเฉพาะควบคุม

    เด็กรุ่นใหม่สูบบุหรี่ไฟฟ้าพุ่ง ถึงเวลาต้องมีกฎหมายเฉพาะควบคุม

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/life-186&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0S6uA2VJdXuOcIe25UXylY

  • “คุณหญิงกัลยา” ยื่นลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์แล้ว คาดไปร่วมพรรค “ดร.เอ้”

    “คุณหญิงกัลยา” ยื่นลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์แล้ว คาดไปร่วมพรรค “ดร.เอ้”

    “คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช” โพสต์ขอลาออกจากสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ขอบคุณที่ผ่านมาที่ให้โอกาส คาดเตรียมร่วมจับมือ “ดร.เอ้ สุชัชวีร์” ทำพรรคไทยก้าวใหม่ ชูเรื่องการศึกษาสร้างคนสร้างชาติ

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 19 กันยายน 2568 คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) โพสต์เฟซบุ๊ก ถึง ผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ ขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ข้าพเจ้า คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ขอเรียนแจ้งความประสงค์ในการลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตลอดเวลาที่ผ่านมาในการที่ข้าพเจ้าได้เป็นส่วนหนึ่งของพรรค

    ข้าพเจ้าได้รับเกียรติและประสบการณ์อันทรงคุณค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการที่ข้าพเจ้าได้มีโอกาสร่วมผลักดันนโยบายด้านวิทยาศาสตร์ การศึกษา และการสร้างโอกาสให้เยาวชนประสบความสำเร็จ รวมถึงการขับเคลื่อนโครงการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามแนวพระราชดำริ เพื่อแก้จน แก้หลาก และแก้แล้ง อันช่วยให้พี่น้องเกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งล้วนเป็นประสบการณ์ที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง

    อย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้ายังคงมีความเชื่อมั่นว่า “การศึกษา คือรากฐานสำคัญที่สุดในการพัฒนาคนและชาติ” จึงตั้งใจจะอุทิศเวลาและความรู้ ความสามารถทั้งหมดต่อจากนี้ เพื่อพัฒนาการศึกษาไทย สร้างโอกาสที่เท่าเทียม และขับเคลื่อนการเรียนรู้สู่ความยั่งยืนต่อไป

    ขอขอบพระคุณพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้มอบโอกาสและความไว้วางใจเสมอมา ข้าพเจ้าขอส่งความปรารถนาดีต่อพรรคประชาธิปัตย์ ให้ประสบความสำเร็จในภารกิจเพื่อประชาชนและประเทศชาติสืบไป ขอแสดงความนับถือ” คุณหญิงกัลยา ระบุทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2883760&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19-vNA6BJ0Tez_rSSxDm1G