(4พ.ค.69) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม สส. และการประชุมคณะรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย โดยระบุว่า การประชุมดังกล่าวเป็นการประชุมตามปกติประจำสัปดาห์ เพื่อให้สมาชิกพรรคได้รับทราบ เข้าใจ และสนับสนุนแนวทางที่พรรคจะนำเสนอในสภาฯ รวมถึงวาระต่าง ๆ ที่อยู่ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยนายอนุทิน กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า ขณะนี้ในคณะรัฐมนตรีมีความเข้าใจตรงกันแล้ว และไม่มีปัญหาในประเด็นดังกล่าว พร้อมเตรียมเสนอให้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ รมว.คลัง ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการ เพื่อเร่งสรุปผลภายใน 90 วัน ให้สอดคล้องกับบริบทของโลกในปัจจุบัน ซึ่งการศึกษาที่เคยดำเนินการมาก่อนหน้านี้อยู่บนสมมติฐานของสถานการณ์โลกในอดีต แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลงไป ทั้งในด้านความมั่นคงทางพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ ดังนั้นประเทศไทยจำเป็นต้องปรับยุทธศาสตร์ เพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น และลดผลกระทบจากความผันผวนของสถานการณ์โลก
“การศึกษาต้องดูทุกมิติ ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ การลงทุน รูปแบบโลจิสติกส์ รวมถึงสิ่งที่จะเชื่อมโยงกับโครงการแลนด์บริดจ์ หากมองเฉพาะการขนส่งสินค้าอย่างเดียวอาจไม่คุ้มทุน แต่จะดูเพียงตัวเลขผลตอบแทนก็ไม่ได้ ต้องดูประโยชน์ในภาพรวมด้วย” นายอนุทิน กล่าว
นายอนุทิน กล่าวอีกว่า การพิจารณาความคุ้มค่าจะต้องครอบคลุมถึงโอกาสในการสร้างประโยชน์เชิงระบบ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน และศักยภาพในการดึงดูดพันธมิตรการลงทุน โดยย้ำว่าข้อสรุปสุดท้ายยังต้องรอผลการศึกษาอย่างรอบด้าน ส่วนจุดแข็งของประเทศไทยแม้จะไม่มีทรัพยากรพลังงานอย่างน้ำมัน แต่ไทยมีศักยภาพด้านอาหาร จึงควรให้ความสำคัญกับ“ความมั่นคงทางอาหาร”และใช้เป็นจุดขายในเวทีโลก โดยโครงการแลนด์บริดจ์จะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับระบบขนส่ง โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอาหารสด ให้สามารถส่งถึงปลายทางได้รวดเร็วขึ้น
นายอนุทิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในอดีตยังไม่ปรากฏประเด็นเรื่องการปิดช่องแคบหรือการเก็บค่าผ่านทางในเส้นทางเดินเรือสำคัญ แต่ปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณความเปลี่ยนแปลง จึงจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีทางเลือกด้านโลจิสติกส์ เพื่อลดการพึ่งพาปัจจัยจากภายนอก ส่วนข้อวิจารณ์เรื่องการเอื้อประโยชน์ไม่เป็นความจริง โดยตลอดระยะเวลา 7 – 8 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยดำเนินนโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มใด พร้อมย้ำว่าโครงการนี้เป็นนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยผลักดันมาตั้งแต่ปี 2562 และมีความต่อเนื่อง
สำหรับผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนในภาคใต้ที่ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับโครงการ แต่ยังมีความกังวลในรายละเอียดนั้น นายอนุทิน ระบุว่า รัฐบาลจำเป็นต้องสื่อสารข้อมูลให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเข้าใจว่าประโยชน์ของโครงการจะเกิดขึ้นกับประเทศในภาพรวมอย่างไร โดยย้ำว่า “นโยบายของรัฐบาลต้องก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมและประเทศชาติเป็นสำคัญ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/politics/NuTOxg1Il&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08MTHjbWmIYxLjg3MXfe5x












จากการลงพื้นที่พบว่า สภาพความเป็นอยู่ของน้องน้ำฝนค่อนข้างลำบาก อาศัยอยู่ในบ้านปูนชั้นเดียวที่ยังไม่ได้ฉาบผิว ไม่มีห้องนอน มีเพียงห้องน้ำ 1 ห้อง โดยพักอาศัยรวมกัน 3 คน ได้แก่ น.ส.มาลี พรหมกุล อายุ 51 ปี ผู้เป็นมารดา น้องน้ำฝน และพี่ชายอีก 1 คน ซึ่งน้องเป็นเด็กกำพร้า บิดาแยกไปมีครอบครัวใหม่ตั้งแต่ยังเด็ก มารดาทำหน้าที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว ประกอบอาชีพกรีดยางพารา มีรายได้เพียงวันละ 100–200 บาท ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายภายในครอบครัว





น้องน้ำฝน เปิดเผยว่า หลังจากทราบข่าวการเปิดรับสมัครทุนจากมูลนิธิยังมีเรา จึงได้เขียนเรื่องราวชีวิตเพื่อขอรับการสนับสนุน และเมื่อทราบว่าได้รับทุน รู้สึกตื้นตันใจและดีใจเป็นอย่างมาก โดยมีความฝันอยากเป็นพยาบาลทหาร เพื่อช่วยเหลือผู้คน พร้อมยืนยันว่าจะตั้งใจเรียนและนำความรู้ไปพัฒนาตนเอง รวมถึงตอบแทนสังคมในอนาคต พร้อมกล่าวขอบคุณแฟนข่าว TOPNEWS และมูลนิธิยังมีเรา ที่มอบโอกาสในครั้งนี้ ด้าน น.ส.เสาวณี ชัยฤกษ์ ครูประจำชั้น กล่าวว่า น้องน้ำฝนเป็นนักเรียนที่มีความประพฤติดี ขยัน ตั้งใจเรียน และมีจิตอาสา ช่วยเหลืองานกิจกรรมของโรงเรียนมาโดยตลอด เมื่อทราบว่าน้องได้รับทุนการศึกษา รู้สึกซาบซึ้งใจและดีใจเป็นอย่างยิ่ง พร้อมฝากขอบคุณผู้สนับสนุนทุกภาคส่วน ทั้งนี้ โครงการ “สานฝันการศึกษา” ถือเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญที่มูลนิธิยังมีเราดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในสังคมไทยอย่างยั่งยืน





กัญญาณัฐ เพ็ญสวัสดิ์ ศูนย์ข่าว TOPNEWS ทั่วไทย ภาคใต้










