Blog

  • แสง สี เสียง ตระการตา งานหมอลำเฟสติวัล รวมศิลปิน-คณะหมอลำชื่อดัง สร้างความมันส์ตระการตา

    แสง สี เสียง ตระการตา งานหมอลำเฟสติวัล รวมศิลปิน-คณะหมอลำชื่อดัง สร้างความมันส์ตระการตา

    ภูมิภาค

    แสง สี เสียง ตระการตา งานหมอลำเฟสติวัล รวมศิลปิน-คณะหมอลำชื่อดัง สร้างความมันส์ตระการตา

    วันเสาร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2568, 10.43 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 19 กันยายน 2568 เวลา 18.30 น. ณ ลานหอโหวด อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด นายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานเปิดงาน “หมอลำเฟสติวัล” เพื่ออนุรักษ์และสืบสานหมอลำ ศิลปะพื้นบ้านอีสานที่สะท้อนวิถีชีวิตและเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม โดยมีผู้บริหารจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนร่วมงานอย่างคึกคัก การจัดงานเป็นการต่อยอด หมอลำ สู่ Soft Power ระดับนานาชาติ และผลักดันสู่การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในอนาคต

    งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–21 กันยายน 2568 พบการแสดงจากคณะหมอลำชื่อดัง อาทิ ระเบียบวาทะศิลป์ ประถมบันเทิงศิลป์ และเสียงอีสาน ร่วมด้วยศิลปิน T-POP เช่น Bamm, Instinct, Yes’sir Days, Slapkiss และ Kylinz รวมทั้งโซนสตรีทฟู้ด อาหารฟิวชัน กิจกรรม Workshop และการจับรางวัลของที่ระลึกมูลค่ากว่า 300,000 บาท เข้าชมฟรีตั้งแต่เวลา 17.00 น. ถึงเที่ยงคืน

    ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ดกล่าวว่า งานนี้ไม่เพียงเป็นเวทีแสดงวัฒนธรรมอีสาน แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น เพิ่มรายได้แก่ชุมชน และส่งเสริมการท่องเที่ยวในช่วงนอกฤดูกาล (Green Season) จังหวัดร้อยเอ็ดขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์หมอลำในงาน “หมอลำเฟสติวัล” วันที่ 19–21 กันยายน 2568 ณ ลานหอโหวด จังหวัดร้อยเอ็ด ฟรีตลอดงาน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/447158&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kP5vAV4zb7C4vc2XY1fJE

  • ‘ITD’ หนุน SMEs เพิ่มศักยภาพ-ต่อยอดธุรกิจรับเศรษฐกิจโลกเปลี่ยน

    ‘ITD’ หนุน SMEs เพิ่มศักยภาพ-ต่อยอดธุรกิจรับเศรษฐกิจโลกเปลี่ยน

    นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการยกระดับศักยภาพและต่อยอดธุรกิจให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SMEs) และสตาร์ทอัพ

    ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถแข่งขันกับการเปลี่ยนอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจโลก โดยมุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้และเครื่องมือที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ตั้งแต่การเข้าใจตลาดต่างประเทศ การจัดการห่วงโซ่อุปทาน การสร้างแบรนด์และกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ

    โดยดำเนินการผ่านกิจกรรมเสริมแกร่ง SMEs สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้สมัยใหม่ผ่านแพลตฟอร์ม ITD Expert Anywhere ซึ่งจะเป็นคลินิกเสมือนจริงให้คำปรึกษาผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงที่ปรึกษาและข้อมูลสำคัญได้ทุกที่ทุกเวลา เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบสุขภาพทางธุรกิจ วางแผนกลยุทธ์ และปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์

    “การดำเนินการดังกล่าวมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทยได้เรียนรู้และต่อยอดศักยภาพของตนเอง รวมถึงสร้างเครือข่ายที่ช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs และสตาร์ทอัพสามารถขยายโอกาสและสร้างความแข็งแกร่งในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน“

    นายสุภกิจ กล่าวต่อไปอีกว่า กิจกรรมดังกล่าวยังมีการสร้างองค์ความรู้ เทคนิต และกลยุทธ์ที่ใช้ได้จริง เช่น การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ การสร้างแบรนด์และขยายตลาด 

    รวมถึงการปรับใช้เครื่องมือดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ

    “สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้ประกอบการ SMEs ต้องไม่หยุดเรียนรู้และพร้อมเปิดรับโอกาสใหม่ โลกธุรกิจยุคใหม่ไม่รอใคร แต่หากมีความรู้ มีเครื่องมือ และมีเครือข่ายที่แข็งแรง ผู้ประกอบการ SMEs ไทยจะสามารถสร้างความสำเร็จในเวทีโลกได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/639382&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0uSOLxeFgUVzi3epRiEHgM

  • พลิกโฉมเมืองบั้งไฟ! ดัน 4 ขุมทรัพย์ท้องถิ่น หวังยกระดับเศรษฐกิจชุมชนสู่สากล

    พลิกโฉมเมืองบั้งไฟ! ดัน 4 ขุมทรัพย์ท้องถิ่น หวังยกระดับเศรษฐกิจชุมชนสู่สากล

    วันเสาร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.16 น.

    พลิกโฉมเมืองบั้งไฟ! ดัน 4 ขุมทรัพย์ท้องถิ่น หวังยกระดับเศรษฐกิจชุมชนสู่สากล

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.วิภาดา รัตนโรจนา ประชาสัมพันธ์จังหวัดยโสธร ได้เปิดเผยว่า จังหวัดยโสธรกำลังเดินหน้าครั้งสำคัญเพื่อปลดล็อกศักยภาพ Soft Power ที่ซ่อนอยู่ในวิถีชีวิตและภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมีเป้าหมายเพื่อนำมรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้มานำเสนอในมุมมองที่ทันสมัย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน

    นายชาญชัย ศรศรีวิชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร ได้มอบหมายให้ประชาสัมพันธ์จังหวัดยโสธรจัดโครงการ ‘Social On Tour สัมผัสเสน่ห์เมืองยศ ยลหัตถกรรม เกษตรอินทรีย์วิถียโสธร’ โดยนำทัพสื่อมวลชนลงพื้นที่สำรวจ 4 ขุมทรัพย์ภูมิปัญญาที่น่าสนใจ ได้แก่ 1.หมอนขวานผ้าขิดแม่แย้ม บ้านศรีฐาน อำเภอป่าติ้ว ซึ่งเป็นศิลปหัตถกรรมที่สร้างชื่อเสียงและรายได้ให้ชุมชนกว่า 1,000,000 บาทต่อเดือน โดยมีคำสั่งซื้อจากต่างประเทศอย่างเยอรมนีและฝรั่งเศส

    2.โคขุนหนองแหน อำเภอกุดชุม แหล่งผลิตเนื้อโคขุนคุณภาพพรีเมียม 3 สายพันธุ์ (ชาร์โรเลส์, แองกัส และวากิว) ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้กระบวนการเลี้ยงและแปรรูปเนื้อคุณภาพ

    3.ศูนย์เรียนรู้ด้านการหล่อทองเหลือง ตำบลนาสะไมย์ อำเภอเมืองยโสธร ซึ่งเป็นแหล่งผลิตงานฝีมือจากช่างชั้นครู ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับช่างฝีมือเฉลี่ยวันละ 400 – 1,000 บาท และมีผลิตภัณฑ์จัดส่งจำหน่ายทั่วประเทศ

    4.กลุ่มจักสานกระติบข้าวแม่คำภา บ้านดอนกลอง อำเภอเมืองยโสธร ซึ่งนำไม้ไผ่มาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์จักสานอันประณีต โดยเฉพาะกระติบข้าวที่มีชื่อเสียง สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนเดือนละประมาณ 40,000 บาท และมีช่องทางการจำหน่ายทั้งในหมู่บ้านและออนไลน์

    ประชาสัมพันธ์จังหวัดยโสธร กล่าวทิ้งท้ายว่า การขับเคลื่อนโครงการ Social On Tour ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการนำเสนอเรื่องราวอันทรงคุณค่าของจังหวัดในมุมมองใหม่ แต่ยังเป็นการจุดประกายให้เห็นถึงพลังของ Soft Power ที่สามารถแปลงมรดกทางวัฒนธรรมให้เป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างความภาคภูมิใจให้กับคนในท้องถิ่น และพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวให้มาสัมผัสกับเสน่ห์เมืองยศที่รอให้ทุกคนมาค้นพบ ///-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/915669&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gzGX1M0lDq2QlXw8rCu5l

  • กางกระเป๋ารอ“โครงการคนละครึ่ง”จับจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    กางกระเป๋ารอ“โครงการคนละครึ่ง”จับจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    กางกระเป๋ารอ“โครงการคนละครึ่ง”จับจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    *** คอลัมน์ฐานโซไซตี หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ “ลึก ตรงประเด็น เห็นโอกาส” ฉบับ 4,132 “ว.เชิงดอย” ประจำการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่มีสาระ เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะเช่นเคย  

    *** รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล อยู่ระหว่างรอการเข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ  ก่อนจะไปสู่ขั้นตอนการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และเข้าบริหารประเทศอย่างเป็นทางการ แต่ระหว่างนี้ อนุทิน ก็ได้นำว่าที่คณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เดินหน้าเคลื่อนไหวเชิงรุก เดินสายหารือร่วมกับ เกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และคณะกรรมการ เพื่อรับฟังแนวทางแก้ปัญหาภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะเร่งด่วน

    การหารือครั้งนี้ถือเป็นการทำงานร่วมกับภาคเอกชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทย ที่สถานการณ์ไม่ค่อยดีนัก โดย ส.อ.ท. ได้นำเสนอ 5 เรื่องด่วนที่ต้องเร่งแก้ไข ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจมหภาค และ ปัญหาที่กระทบผู้ประกอบการโดยตรง ได้แก่

    1.มาตรการภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และสงครามการค้า โดย นายนาวา จันทนสุรคน รองประธาน ส.อ.ท. ชี้แจงว่า ภาษีสหรัฐ เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ 7 ส.ค. 2568 แบ่งเป็น ภาษี 19% สำหรับสินค้าทั่วไป (ยกเว้นกลุ่มมาตรา 232 เช่น รถยนต์ เหล็ก อลูมิเนียม) , ภาษี 40% กรณีพบการสวมสิทธิ์หรือ transshipment  ปัญหาที่ตามมา คือ ขาดหลักเกณฑ์ชัดเจนในการคำนวณ Regional Value Content (RVC) ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับตัวอย่างระมัดระวัง ดังนั้น จึงมีข้อเสนอต่อรัฐบาล คือ รัฐบาลควรจัดตั้งหน่วยงานให้คำปรึกษาเรื่อง RVC, ส่งเสริมการปรับซัพพลายเชนไทย และสนับสนุนสินค้า Made in Thailand (MiT) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ

    2.สภาพคล่องและสินเชื่อ SMEs ส.อ.ท. เน้นว่า SMEs ยังมีหนี้เสีย (NPL) สูงถึง 243,026 ล้านบาท จากสินเชื่อรวมกว่า 3 ล้านล้านบาท ข้อเสนอ Fast Track SMEs คือ ค้ำประกันสินเชื่อฉุกเฉิน อนุมัติภายใน 3-7 วัน สูงสุด 100%, สินเชื่อเสริมสภาพคล่อง SME ด่วนพิเศษ 1% ผ่าน กองทุน สสว., ช่องทาง Express Lane สำหรับสินเชื่อ 5-10 ล้านบาท โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน และมาตรการ Hair Cut ปรับโครงสร้าง NPL ลดภาระผู้ประกอบการ

    3.ค่าไฟ-พลังงานทางเลือก นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธาน ส.อ.ท. เสนอให้ปรับโครงสร้างค่าไฟสะท้อนต้นทุนจริง ลดต้นทุนส่วนเกิน และสนับสนุนพลังงานหมุนเวียน ด้วยข้อเสนอ ลดวงเงินประกันการใช้ไฟฟ้าเหลือ 0.5 เท่า สำหรับผู้ชำระตรงเวลา, เร่งจัดทำแผนพัฒนาพลังไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ภายในปี 2568, ส่งเสริมการเปิดเสรีไฟฟ้า และพลังงานทางเลือก

    4.การค้าชายแดนไทย-กัมพูชา นายเวทิต โชควัฒนา รองประธาน ส.อ.ท. ชี้ว่า การค้าชายแดนยังมีปัญหากระทบผู้ประกอบการ จึงเสนอมาตรการแก้ปัญหาดังนี้ ระยะเร่งด่วน : ลดค่าใช้จ่ายโลจิสติกส์ เพิ่มเส้นทางส่งสินค้าใหม่ เช่น จันทบุรี-ตราด, ระยะสั้น : Soft Loan ให้ SMEs รักษาสภาพคล่อง และ ระยะยาว : ใช้มาตรการทวิภาคีและกฎหมายสร้างความชัดเจนในการค้าร่วมกัน

    5.บริหารจัดการเงินบาทแข็ง นายเกรียงไกร ระบุว่า ความแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบเวียดนาม และ อินโดนีเซีย ส่งผลต่อการแข่งขันผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะ SMEs ที่มี NPL สูงและเข้าถึงแหล่งเงินทุนยาก …ทั้งนี้ ส.อ.ท.ยืนยันจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาล เพื่อให้เศรษฐกิจไทย เข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืนในอนาคต

    *** ขณะที่ “นายกฯ อนุทิน” เผยว่า รัฐบาลแม้จะอยู่ระหว่างการจัดตั้ง แต่เวลาทุกนาทีต้องไม่สูญเปล่า รัฐบาลจะร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อแก้ปัญหาที่กระทบประชาชนและผู้ประกอบการโดยตรง “ไทยไม่ควรเป็นเพียงผู้รับจ้างประกอบเท่านั้น ต้องเพิ่มมูลค่าและขยาย GDP จากการผลิตภายในประเทศร่วมกับ BOI และภาคเอกชน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน” พร้อมย้ำถึงการทำงานร่วมกับข้าราชการประจำว่า “คนละพรรค แต่พวกเดียวกัน” เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าอย่างมั่นคง

    *** หันไปดูโครงการ “คนละครึ่ง” รัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ นายอนุทิน เตรียมชูนโยบาย “คนละครึ่ง” เป็นหนึ่งในมาตรการเร่งด่วน เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศในช่วงปลายปี 2568 ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาเพียง 4 เดือนก่อนการยุบสภา เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทยยืนยันกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า นโยบายนี้ถูกบรรจุไว้ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา โดยรัฐบาลตั้งเป้า “อัดเงินเข้าระบบทันที” หลังผ่านการแถลงนโยบาย เพื่อให้ประชาชนมีเงินจับจ่ายใช้สอยได้คล่องตัว คล้ายกับที่เคยประสบความสำเร็จในยุครัฐบาลประยุทธ์

    *** สำหรับโครงสร้างโครงการ “คนละครึ่ง” วงเงินรวม 25,000 ล้านบาท เริ่มดำเนินการในเดือนตุลาคม 2568 สัดส่วนหลักคือ คนละครึ่ง (50:50) รัฐบาลจ่ายครึ่ง ประชาชนจ่ายครึ่ง เพิ่มพิเศษสำหรับผู้เสียภาษีอยู่ในระบบ: 60:40 รัฐบาลช่วย 60% ประชาชนออก 40%

    ส่วนวงเงินรายวัน-วงเงินโครงการ รัฐบาลยังพิจารณารายละเอียดเรื่องเพดานใช้จ่ายจาก 150 บาท/วัน (แนวทางเดิม) อาจขยับเป็น 200 บาท/วัน หากงบประมาณเพียงพอ ด้านแหล่งงบประมาณ เตรียมใช้ทั้ง งบกลางปี 2568 (กันยายน) และ งบกลางปี 2569 มาผสมผสาน เพื่อให้สามารถเดินหน้าโครงการได้ทันที

    *** นายกฯอนุทิน ระบุชัดว่า เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารเต็มตัวจะ “เร่งดำเนินการเรื่องนี้เร็วที่สุด” พร้อมฝากประชาชนว่า “กางกระเป๋ารอได้เลย” โดยจะมอบหมายให้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นผู้ชี้แจงรายละเอียดต่อไป

    *** การปัดฝุ่นโครงการ “คนละครึ่ง” ของ “รัฐบาลอนุทิน” ครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นมาตรการฟื้นกำลังซื้อในระยะสั้น แต่ยังสะท้อนการเดินเกมการเมือง ที่ต้องการสร้างความเชื่อมั่น ความนิยม และ บรรยากาศจับจ่ายก่อนการเลือกตั้งใหม่ ต้นปี 2569 โดยมีทั้งมิติ “เศรษฐกิจ” และ “การเมือง” เคลื่อนพร้อมกันในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ…

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/columnist/than-society/639351&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_RF20P4CtGTZ2SJAMv9PM

  • โรงเรียนอินเตอร์ฯดีมานด์พุ่ง “เวลล์ส” เล็งทุ่มพันล้าน ปักหมุดเมืองใหญ่

    โรงเรียนอินเตอร์ฯดีมานด์พุ่ง “เวลล์ส” เล็งทุ่มพันล้าน ปักหมุดเมืองใหญ่

    โรงเรียนอินเตอร์ฯดีมานด์พุ่ง “เวลล์ส” เล็งทุ่มพันล้าน ปักหมุดเมืองใหญ่

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ในปี 2567 ตลาดโรงเรียนนานาชาติมีมูลค่ารวมกว่า 8 หมื่นล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 13% จากจำนวนนักเรียนและโรงเรียนนานาชาติที่เพิ่มขึ้น รวมถึงค่าเล่าเรียนที่มีการปรับตัวสูงขึ้น และยังมีแนวโน้มที่จะขยายตัวไปสู่พื้นที่ภายนอกกรุงเทพฯ มากขึ้น

    เนื่องจากข้อจำกัดในด้านพื้นที่ของเมืองหลวง และความหนาแน่นของจำนวนโรงเรียนนานาชาติในปัจจุบันส่งผลให้เกิดการแข่งขันที่สูงขึ้น

    สอดรับกับข้อมูลของ ดร.เย่าล่างจาง ประธานกรรมการ โรงเรียนนานาชาติเวลล์ส เปิดเผยว่า ธุรกิจโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยเติบโตต่อเนื่อง โดยได้รับความนิยมจากผู้ปกครองที่มองหาการศึกษาคุณภาพสูงและสามารถแข่งขันในระดับโลกได้ ส่งผลโรงเรียนในประเทศไทยที่นำเสนอหลักสูตรนานาชาติได้รับความสนใจจากครอบครัวที่มีรายได้สูง รวมถึงนักเรียนต่างชาติที่ต้องการการศึกษาภาษาอังกฤษอย่างเต็มที่

    อย่างไรก็ตาม ธุรกิจนี้มีการแข่งขันที่สูงมาก เนื่องจากจำนวนโรงเรียนที่เปิดใหม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทั้งจากหลักสูตรอเมริกัน อังกฤษ และหลักสูตรนานาชาติอื่นๆ ซึ่งทำให้ผู้ปกครองมีทางเลือกมากขึ้น หลายโรงเรียนในปัจจุบันมองหาโอกาสในการขยายสาขาไปยังจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการเติบโตของกลุ่มครอบครัวชั้นกลางที่สนใจศึกษาในรร.นานาชาติ เช่น ชลบุรี ภูเก็ต และเชียงใหม่

    นอกจากนี้การรับรองมาตรฐานจากองค์กรการศึกษานานาชาติและกระทรวงศึกษาธิการยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครองเพื่อให้ทันกับความต้องการของตลาด โรงเรียนต่างๆ จำเป็นต้องปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยีการเรียนการสอนที่ทันสมัยมาใช้ และต้องมีหลักสูตรที่สามารถดึงดูดผู้ปกครองและนักเรียนในยุคดิจิทัล

    ดร.เย่าล่างจาง

    โรงเรียนนานาชาติเวลล์ส จึงมีแผนขยายสาขาเพิ่มอีก 2 แห่ง ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า โดยพิจารณาพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเติบโต เช่น เชียงใหม่และภูเก็ต ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเติบโตของกลุ่มครอบครัวชั้นกลางที่สนใจการศึกษานานาชาติ โดยเบื้องต้นจะใช้งบลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายในการซื้อที่ดินและการก่อสร้างด้วย

    ดร.เย่า ล่างจาง เล่าว่า โรงเรียนนานาชาติเวลล์สก่อตั้งมา 27 ปี ปัจจุบันมี 4 สาขาในประเทศไทย ได้แก่ 1.สาขาทองหล่อ สอนระดับก่อนประถมศึกษา 2.สาขาอ่อนนุช สอนระดับประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย 3.สาขาบางนา สอนระดับก่อนประถมศึกษาถึงประถมศึกษา และ 4. สาขาชลบุรี ซึ่งเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุด สอนระดับก่อนประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย มีนักเรียนเกือบ 2,000 คน

    โรงเรียนอินเตอร์ฯดีมานด์พุ่ง “เวลล์ส” เล็งทุ่มพันล้าน ปักหมุดเมืองใหญ่

    โดยมีนักเรียนไทย 30% และนักเรียนต่างชาติประมาณ 70% ซึ่งรวมมากกว่า 30 สัญชาติ ส่วนบุคลากรของโรงเรียนมีจำนวนราว 300 คน โดยครูส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกัน รวมถึงออสเตรเลียและอังกฤษโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรนานาชาติ

    ทั้งนี้การเรียนการสอนในโรงเรียนนานาชาติเวลส์ เป็นการเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล (Personalized Pathway) โดยใช้หลักสูตรอเมริกันที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลร่วมกับหลักสูตร Advanced Placement Program (AP) และ IB Diploma ให้นักเรียนได้เลือกเรียน

    โรงเรียนอินเตอร์ฯดีมานด์พุ่ง “เวลล์ส” เล็งทุ่มพันล้าน ปักหมุดเมืองใหญ่

    และเตรียมความพร้อมนักเรียนสำหรับการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก อย่าง UC Berkeley, Caltech, Cornell และ King’s College London ฯลฯ เน้นเสริมสร้างการคิดเชิงวิพากษ์ การรับรู้ระดับสากล และทักษะเชิงปฏิบัติ เสริมด้วยการฝึกงาน การบริการชุมชน และโอกาสการศึกษาระหว่างประเทศ

    “โรงเรียนนานาชาติเวลส์ มุ่งเน้นการพัฒนาแบบองค์รวม โดยไม่เพียงแต่ให้ความสำคัญกับวิชาการ แต่ยังเสริมสร้างทักษะชีวิต ความรับผิดชอบ และคุณธรรม ผ่านการใช้หลักสูตรอเมริกันผสานกับวัฒนธรรมไทย เช่น กิจกรรมลอยกระทงและสงกรานต์ เพื่อให้นักเรียนต่างชาติได้เรียนรู้และเคารพวัฒนธรรมไทย พร้อมการเคารพธงชาติไทยในทุกเช้าด้วย” 

    หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,132 วันที่ 18 – 20 กันยายน พ.ศ. 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/639290&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2zDH4-4S1cRpzrqMG8H2Aa

  • ขนมไหว้พระจันทร์ 2568 “คึกคัก” ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ

    ขนมไหว้พระจันทร์ 2568 “คึกคัก” ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    ขนมไหว้พระจันทร์ 2568

    21 ก.ย. 2568 04:02 น.

    -ก+

    LightDark

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/column/category/local/2884007&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30UMJkns7b0z7WRlYedSdb

  • ขนมไหว้พระจันทร์ 2568 “คึกคัก” ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ

    ขนมไหว้พระจันทร์ 2568 “คึกคัก” ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    ขนมไหว้พระจันทร์ 2568

    21 ก.ย. 2568 04:02 น.

    -ก+

    LightDark

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2884007&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yjuhgbkRBWX1w3GOXvoce

  • สลดวันหยุด! ด.ช.วัย 13 จมน้ำตกชื่อดังดับ อาสะใภ้เห็นชูมือนึกว่าเล่นก่อนจมหาย

    สลดวันหยุด! ด.ช.วัย 13 จมน้ำตกชื่อดังดับ อาสะใภ้เห็นชูมือนึกว่าเล่นก่อนจมหาย

    ภูมิภาค

    สลดวันหยุด! ด.ช.วัย 13 จมน้ำตกชื่อดังดับ อาสะใภ้เห็นชูมือนึกว่าเล่นก่อนจมหาย

    วันเสาร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.50 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 20 ก.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ปราจีนบุรี  พ.ต.ท. อาทร จิตรถิ่น สารวัตรเวรฯ(สอบสวน) สภ.ประจันตคาม ได้รับแจ้งจากหน่วยกู้ภัยร่วมกตัญญู จ.ปราจีนบุรี มีเหตุผู้เสียชีวิตจากสาเหตุจมน้ำเป็นเด็กชายจำนวน 1 ราย สถานที่เกิดเหตุบริเวณน้ำตกคลองช้างคลานแหล่งท่องเที่ยวดังอีกแห่งของพื้นที่ อ.ประจันตคาม  ที่ในวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์นักท่องเที่ยวทั่วสารทิศจำนวนมากมักพาลูกหลานเดินทางมาท่องเที่ยวพักผ่อน  โดยตลอดแนวเลียบคลองจะมีกระท่อมที่พักนั่งรับประทานอาหารเครื่องดื่ม  ติดคลองมีเครื่องเล่นสไลเดอร์สำหรับเด็ก ๆ หรือวัยรุ่น  โดยคลองหรือแก่งช้างคลานรับน้ำไหลมาจากอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่มรดกโลกพื้นที่หมู่ 13 ต.โพธิ์งามอ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี  หลังเกิดเหตุหน่วยกู้ภัยฯได้นำส่ง ห้องผู้ป่วยฉุกเฉิน รพ.ประจันตคามแต่เสียชีวิตก่อนหน้าแล้ว จึงรายงานผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นและรีบไปตรวจสอบ 

    พบพ่อของผู้เสียชีวิต ,อา กำลังเศร้าโศรกเสียใจร้องไห้ฟูมฟายโดยเฉพาะอาของผู้เสียชีวิตนอนกลิ้งเกลือกกับพื้นหญ้าหน้า รพ. ที่ไม่สามารถช่วยหลานชายได้ทัน  ในการจากไปกะทันหัน   ทราบชื่อของผู้เสียชีวิตต่อมาคือ ด.ช. ปกรณ์ (ขอสงวนนามสกุล)  อายุ 13 ปี กำลังเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนแห่งหนึ่ง  ต.หนองปรือ อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี

    สอบสวนเบื้องต้นอาสะใภ้ของผู้เสียชีวิตทราบว่า  ก่อนเกิดเหตุเมื่อวานนี้ (19 ก.ย.) คณะของผู้เสียชีวิตรวม 5 คน คือ พ่อ อาของผู้เสียชีวิตรวมจำนวน 5 คน  เดินทางมาจาก อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี นำครอบครัวทั้ง 2 ครอบครัวมาท่องเที่ยวพักผ่อนวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ ที่ อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี พื้นที่มีน้ำตกมากที่สุดในประเทศ  โดยพักค้างคืนที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งใกล้แหล่งท่องเที่ยวช่วงสายได้พากันมาเที่ยวเล่นน้ำตกดังกล่าว

    ก่อนเกิดเหตุพ่อของผู้เสียชีวิตไปเข้าห้องน้ำ ผู้เสียชีวิตเล่นน้ำกับลูกพี่ลูกน้องกันตามลำพังระดับน้ำเพียงเอว (ราว 100 ซม.) โดยไม่ได้สวมใส่ชูชีพป้องกัน และ คนเสียชีวิตว่ายน้ำไม่เป็นช่วงที่มีสไลด์เดอร์  ส่วนอาสะใภ้อยู่บนกระท่อมริมน้ำตกบนฝั่ง เห็นผู้เสียชีวิตชูมือทั้ง 2 ขึ้นตอนแรกคิดว่าทำเล่น แต่ต่อมาแน่นิ่งจมหายลงไปในน้ำจึงเรียกอาลงมาช่วยน้ำขึ้นมาบนกระท่อมริมน้ำตก แต่พบว่าหยุดหายใจแล้ว  ญาติจึงทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นโดยทำการปั๊มหัวใจ  ต่อมาหน่วยกู้ภัยฯและหน่วยกู้ชีพ รพ.ประจันตคามได้มาช่วยเหลือนำส่งห้องผู้ป่วยฉุกเฉินแต่ไม่สามารถช่วยเหลือได้เสียชีวิตดังกล่าว

     ด้าน นายวิสารไกรสิงห์ อาสาสมัครกู้ภัยร่วมกตัญญู จ.ปราจีนบุรีกล่าวว่า   หลังได้รับแจ้งเหตุคนจมน้ำมาถึงพบผู้ประสบเหตุญาติกำลังปั๊มหัวใจอยู่ โดยจุดดังกล่าวหากคนในพื้นที่จะรู้ดีว่าตรงไหนตื้นหรือลึกเล่นน้ำได้  เคยมีคนจมน้ำเสียชีวิตขอให้คนเล่นน้ำระมัดระวังเวลาเล่นน้ำมีอุปกรณ์สวมใส่ชูชีพป้องกันโดยเฉพาะเด็กหรือคนที่ว่ายน้ำไม่เป็น

     หลังแพทย์นิติเวชชันสูตรพลิกศพทางญาติไม่ติดใจสาเหตุของการเสียชีวิต จึงให้หน่วยกู้ภัยฯนำศพส่งกลับบ้านเกิด อ.พนัสนิคม จ.ชลบุรี เพื่อบำเพ็ญกุศลศพตามประเพณีทางศาสนาต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/447212&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw02aNp2CHsvCSioZsqP3GiB

  • ด่วน!คุรุสภาชวนศึกษากฏหมายมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย 2568

    ด่วน!คุรุสภาชวนศึกษากฏหมายมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย 2568

    การศึกษา

    19 ก.ย. 2025 เวลา 11:40 น.

    “อมลวรรณ” เผยข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้แล้ว ชวนสถาบันการศึกษา ครู และผู้เกี่ยวข้องศึกษากฏหมายฉบับนี้อย่างละเอียด เพื่อนำไปปฎิบัติได้ถูกต้อง

    ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ตามที่มีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เรื่องข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย พ.ศ. 2568 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งการจัดทำข้อบังคับคุรุสภาฉบับนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพครูในระดับปฐมวัย มีสมรรถนะทางวิชาชีพที่ทันสมัย สอดคล้องกับบริบทความเปลี่ยนแปลงของการจัดการศึกษาในยุคปัจจุบัน โดยกำหนดให้ครูปฐมวัยต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีทางการศึกษาหรือเทียบเท่า หรือมีคุณวุฒิอื่นที่คุรุสภารับรอง และมีมาตรฐาน 3 ด้าน คือ 1.มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ 2.มาตรฐานการปฏิบัติงาน และ 3.มาตรฐานการปฏิบัติตน  

    ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวอีกว่า ในส่วนแรกด้านมาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ กำหนดให้ครูปฐมวัยต้องมีความรอบรู้และเข้าใจ ธรรมชาติการเรียนรู้ของสมองเด็ก การเจริญเติบโต พัฒนาการด้านตัวตนและแบบองค์รวมตามช่วงวัย มีความรู้ด้านศาสตร์การสอน พัฒนาหลักสูตรสอดคล้องกับบริบทของครอบครัว ชุมชน และสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย มีการประเมินเพื่อวางแผน ส่งเสริม พัฒนาการและการเรียนรู้ มีการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม สร้างความสัมพันธ์ของระบบนิเวศรอบตัวที่เกี่ยวข้อง ทั้งครอบครัว โรงเรียน หน่วยงานสาธารณสุข ชุมชน สื่อ เทคโนโลยี ศิลปวัฒนธรรม และกฎหมาย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

    แกะกล่อง 3 หลักสูตรใหม่ สายวิทยาศาสตร์สุขภาพ ปั้นแพทย์ยุคใหม่

    ‘อมลวรรณ’ กำชับใช้ข้อบังคับคุรุสภาสะสางคดีผู้ประกอบวิชาชีพให้รวดเร็ว

    แนะศึกษากฎหมายมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย

    รวมถึงสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้ปกครองและชุมชนในการพัฒนาเด็กปฐมวัย และจะต้องผ่านการปฏิบัติการสอนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยตามหลักสูตรปริญญาทางการศึกษา เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี และผ่านเกณฑ์การประเมินปฏิบัติการสอนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด ได้แก่ การฝึกประสบการณ์วิชาชีพระหว่างเรียน และการปฏิบัติการสอนในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยที่มีคุณภาพ 

    ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อไปว่า สำหรับมาตรฐานการปฏิบัติงานนั้นกำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพครูปฐมวัยต้องปฏิบัติหน้าที่ครู จัดประสบการณ์การเรียนรู้ และมีความสัมพันธ์กับผู้ปกครองและชุมชน ประกอบด้วย การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องด้านความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย มีจิตวิญญาณและคุณลักษณะที่ดีของความเป็นครูปฐมวัย สร้างสัมพันธภาพที่ดี ปฏิบัติต่อเด็กปฐมวัยอย่างให้เกียรติ ใช้ความรู้ในการวางแผน พัฒนาและประเมินอย่างเหมาะสม

    ออกแบบ วางแผนอย่างสร้างสรรค์ บูรณาการที่สอดคล้องกับพัฒนาการตามวัย จัดสื่อ สภาพแวดล้อมทางกายภาพและทางสังคม ทั้งในและนอกห้องเรียนที่เหมาะสม รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการแก้ปัญหาด้านพัฒนาการโดยใช้วิธีการสื่อสารเชิงบวกอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่ส่วนสุดท้ายคือมาตรฐานการปฏิบัติตนที่ผู้ประกอบวิชาชีพครูปฐมวัยจะต้องมีมาตรฐานการปฏิบัติตนตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ 

    ด่วน!คุรุสภาชวนศึกษากฏหมายมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย 2568

    ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพครูปฐมวัย พ.ศ. 2568 

    เลขาธิการคุรุสภา กล่าวเพิ่มเติมว่า กฎหมายฉบับนี้ได้รับการผลักดันจากคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพให้มีผลใช้บังคับ ซึ่งได้มีการกำหนดบทเฉพาะกาลที่สำคัญ เช่น ข้อบังคับนี้จะไม่กระทบสิทธิและหน้าที่ของผู้ได้รับและผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูที่ใช้มาตรฐานวิชาชีพตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2556 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ส่วนผู้สำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาหรือเทียบเท่าที่คุรุสภารับรองตามมาตรฐานวิชาชีพ ตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพฯ สามารถใช้คุณวุฒิดังกล่าวในการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้ตามที่กำหนดในข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ฯ

    นอกจากนี้ให้สถาบันที่ยังปรับปรุงหลักสูตรไม่แล้วเสร็จตามข้อบังคับนี้ยังคงใช้หลักสูตรตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2556และที่แก้ไขเพิ่มเติม ไปพลางก่อน แต่ต้องไม่เกิน 3 ปี หลังจากวันที่ข้อบังคับนี้ใช้บังคับ(ภายในวันที่ 21 ส.ค. 2571) เป็นต้น สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาจึงขอเชิญชวนสถาบันการศึกษา ครูและผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนมาศึกษารายละเอียดต่าง ๆ ของกฎหมายฉบับนี้ และเพื่อให้สถาบันอุดมศึกษาที่ผลิตครูสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง หากมีข้อสงสัยสามารถขอคำแนะนำได้ที่สำนักมาตรฐานวิชาชีพ กลุ่มมาตรฐานการประกอบวิชาชีพ โทร.0-2280 -0048 เพื่อร่วมกันพัฒนาให้ครูปฐมวัยมีมาตรฐานที่มีคุณภาพและเป็นที่ยอมรับของสังคมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/health/education/1199503&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xDvTPFm6UsOIdIm2KGNFI