Blog

  • ประธานาธิบดีในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CCTV:

    ประธานาธิบดีในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CCTV:

    ▫️ ประธานาธิบดีในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CCTV:
    🔸 วันนี้ ประเทศที่เคยไม่ปฏิบัติตามพันธกรณีของตนเอง กลับมารวมตัวกันและกล่าวหาว่าอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง
    🔻 เราไม่มีแผนการใด ๆ ที่จะดำเนินการนอกกรอบของสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)
    🔸 หากประเทศที่สนับสนุนพหุภาคีนิยมไม่สามัคคีกัน ผู้ก่อการฝ่ายเดียวจะเป็นฝ่ายมีชัยเหนือพวกเขา
    🔻 ทุกวันนี้ในโลกมีการเลือกปฏิบัติต่อประเทศต่าง ๆ ตามความชอบส่วนตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดมาตรฐานสองแบบ
    🔸 ระบอบไซออนิสต์ละเมิดกฎหมายทุกฉบับและกระทำการทุกอย่างตามใจ แต่กลับไม่มีใครหยุดยั้งมันได้

  • นักเศรษฐศาสตร์ฝรั่งเศสโต้กลับ เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ หลังถูกเรียกว่า ‘นักวิชาการเทียม’

    นักเศรษฐศาสตร์ฝรั่งเศสโต้กลับ เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ หลังถูกเรียกว่า ‘นักวิชาการเทียม’

    กาเบรียล ซัคแมน นักเศรษฐศาสตร์ฝรั่งเศสผู้เสนอแผนภาษีความมั่งคั่งที่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคฝ่ายซ้าย ออกมาเรียกร้องให้ เบอร์นาร์ด อาร์โนลต์ คนร่ำรวยที่สุดของฝรั่งเศสเคารพความจริง หลังจากเจ้าพ่อแบรนด์หรูกล่าวหาว่าเขาเป็นนักวิชาการเทียม ที่ต้องการ ทำลายเศรษฐกิจฝรั่งเศส

    แผนภาษีความมั่งคั่งที่จุดประเด็นดังก้อง

    ซัคแมน วัย 38 ปี เสนอให้คนระดับมหาเศรษฐีจ่ายภาษีอย่างน้อย 2% จากทรัพย์สินของตน ท่ามกลางสถานการณ์ที่ฝรั่งเศสเผชิญกับปัญหาหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณที่เพิ่มขึ้น แนวคิดนี้ได้รับความสนใจและผลักดันจากฝ่ายซ้าย รวมถึงพรรคโซเชียลิสต์ ซึ่งการสนับสนุนของพวกเขาอาจช่วยให้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เซบาสเตียน เลอคอร์นู อยู่รอดได้

    อย่างไรก็ตาม นโยบายดังกล่าวถูกวิจารณ์อย่างหนักจากฝ่ายขวา ที่เกรงว่าจะทำให้คนรวยหนีออกจากฝรั่งเศส

    อาร์โนลต์ โจมตีแผนภาษีใหม่

    อาร์โนลต์ วัย 76 ปี ซึ่ง Forbes ประเมินทรัพย์สินครอบครัวไว้ที่ 157 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ กล่าวว่า นี่ไม่ใช่การอภิปรายทางเทคนิคหรือเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นความปรารถนาที่ระบุไว้อย่างชัดเจนที่จะทำลายเศรษฐกิจฝรั่งเศส

    เจ้าพ่อกลุ่มแบรนดฺหรู LVMH ที่รวมแบรนด์ดังอย่าง Louis Vuitton, Dior และ Moet Hennessy อธิบายว่า ซัคแมน เป็นนักกิจกรรมฝ่ายซ้ายที่นำความสามารถทางวิชาการเทียมมาใช้รับใช้อุดมการณ์ของตัวเอง

    การตอบโต้ของนักเศรษฐศาสตร์

    ซัคแมน ตอบกลับผ่านแถลงการณ์ว่า เราสามารถมีความแตกต่างทางความคิดเห็นอย่างชัดเจน และ อาร์โนลต์ มีสิทธิในความคิดเห็นเช่นเดียวกับพลเมืองคนอื่นๆ แต่การอภิปรายนี้ต้องเกิดขึ้นด้วยความเคารพต่อความจริงและข้อเท็จจริง

    นักเศรษฐศาสตร์ที่เคยดำรงตำแหน่งทางวิชาการในลอนดอน สหรัฐอเมริกา และปารีส กล่าวว่า อาร์โนลต์ ผิดที่จะมาตั้งคำถามเกี่ยวกับคุณสมบัติทางวิชาชีพของเขา โดยเรียกเขาว่านักวิชาการเทียม

    เขาเปรียบเทียบคำพูดดังกล่าวกับภาษาที่ประธานาธิบดีทรัมป์ และพันธมิตรใช้ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งความกังวลเกี่ยวกับเสรีภาพทางวิชาการกำลังเพิ่มขึ้น

    การสนับสนุนจากฝ่ายซ้าย

    ซัคแมน ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำฝ่ายซ้ายที่แสดงความตกใจต่อคำพูดของอาร์โนลต์ โอลิเวียร์ โฟเร หัวหน้าพรรคโซเชียลิสต์ เขียนใน X ว่า สิ่งที่ทำลายเศรษฐกิจและสังคมของเราคือการไม่มีรูปแบบใดๆ ของความรักชาติจากคนระดับมหาเศรษฐีที่ขอความช่วยเหลือจากรัฐ แต่ปฏิเสธที่จะยอมรับรูปแบบใดๆ ของความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

    มารีน ทันเดลิเยร์หัวหน้าพรรคกรีน กล่าวว่า เราใกล้จะถึงเป้าหมายแล้ว และเขาเริ่มกังวลแล้ว พร้อมเสริมด้วยน้ำเสียงเสียดสีว่าเพื่อความยุติธรรม เขามีความขัดแย้งทางผลประโยชน์อย่างมากเมื่อพูดในเรื่องนี้

    โธมัส พิเก็ตตี้ นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังที่ถือเป็นอาจารย์ของ ซัคแมน ยืนหยัดปกป้องศิษย์เก่า โดยกล่าวหาอาร์โนลต์ ว่าพูดไร้สาระ และปฏิเสธว่าภาษีนี้จะทำให้เศรษฐกิจฝรั่งเศสล่มสลาย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/french-economist-responds-to-arnault-wealth-tax-criticism&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw22beEhrijC0-Iy9izl8WX4

  • แบงก์ชาติจีนคงดอกเบี้ย LPR ประเภท 1 ปีและ 5 ปีตามคาด : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติจีนคงดอกเบี้ย LPR ประเภท 1 ปีและ 5 ปีตามคาด : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางจีน (PBOC) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (LPR) ประเภท 1 ปีเอาไว้ที่ระดับ 3.0% และคงอัตราดอกเบี้ย LPR ประเภท 5 ปีเอาไว้ที่ระดับ 3.5% ในวันนี้ (22 ก.ย.) สวนทางกับธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่เริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงินด้วยการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

    ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ย LPR ประเภท 1 ปีเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้น ส่วนอัตราดอกเบี้ย LPR ประเภท 5 ปีเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยระยะยาว เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง

    การตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ย LPR ในวันนี้ เป็นไปตามที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่าทางการจีนจะชะลอการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ท่ามกลางการพุ่งขึ้นของตลาดหุ้นเมื่อไม่นานมานี้ แม้ว่าจะมีข้อมูลหลายรายการที่แสดงให้เห็นถึงสัญญาณของความอ่อนแอของเศรษฐกิจก็ตาม

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (22 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/531084&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tHY72twOyYuF1FA-F9Fvl

  • ชาวโคราช รอคอยโครงการคนละครึ่ง เชื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาระค่าใช้จ่ายคนรากหญ้า

    ชาวโคราช รอคอยโครงการคนละครึ่ง เชื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ลดภาระค่าใช้จ่ายคนรากหญ้า

    วันที่ 22 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่เขตเทศบาลนครนครราชสีมา เพื่อสอบถามความคิดเห็นกรณีรัฐบาลเตรียมนำโครงการคนละครึ่ง กลับมาภายใน 1 เดือนนี้ ซึ่งจากการสอบถามประชาชนทุกคน ต่างเห็นด้วยกับการที่จะนำโครงการคนละครึ่งกลับมาใช้ เพราะมั่นใจว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ และอยากให้รัฐบาลเพิ่มวงเงินจากวันละ 150 บาท เพิ่มเป็นวันละ 200 บาท

    นางชูจิต พนักงานร้านขนมจีนแม่พลอย เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่งกลับมาอีกครั้ง ตนมองว่าดี โครงการนี้กระจายเงินทั่วถึงประชาชนอย่างแท้จริง โดยเฉพาะคนหาเช้ากินค่ำ อย่างน้อยเงินที่รัฐบาลช่วยจ่ายวันละ 150 บาท คนรากหญ้าสามารถนำไปใช้ซื้อกับข้าวสาร อาหาร หรือสิ่งของในชีวิตประจำวัน ซึ่งตนเชื่อว่าโครงการคนละครึ่ง สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างดี และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน ถึงแม้จะเป็นระยะเวลาสั้นๆ ก็ยังดี ทั้งนี้อยากให้รัฐบาลเพิ่มวงเงินช่วยเหลือจากวันละ 150 บาท เพิ่มเป็นวันละ 200 บาท เพราะสำหรับคนที่ยากจนนั้น สามารถนำเงินดังกล่าวไปซื้อของใช้ในครัวเรือนได้เพิ่มขึ้นอีก และยังเป็นการสนับสนุนร้านโชห่วย ร้านของชำในหมู่บ้านที่เข้าร่วมโครงการได้อีกทางหนึ่ง

    นางสำราญ อายุ 63 ปี ชาวบ้านบ้านคลองตะแบก เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่งที่รัฐบาลใหม่นำกลับมา ตนคิดว่าดี ชาวบ้านสามารถเข้าถึงได้ง่าย ไม่ยุ่งยาก ซึ่งโครงการช่วยเหลือช่วงหลังขั้นตอนยุ่งยาก ต้องสแกนใบหน้า ใส่ข้อมูลเยอะ บางครั้งสแกนใบหน้าไม่ติดก็ใช้เงินไม่ได้ หรือถ้าได้เป็นเงินสดมาใช้ก็จะดีมาก อยากให้โครงการคนละครึ่งกลับมาไวๆ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/social/morning/448164&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0n-JuVXht8Ar_–Tv9k5xI

  • ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.87 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

    ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.87 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง”

    นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 31.87 บาทต่อดอลลาร์
    “อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลง” จากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้า ณ ระดับ 31.84 บาทต่อดอลลาร์

    โดยนับตั้งแต่ช่วงคืนวันศุกร์สัปดาห์ก่อนหน้า เงินบาท (USDTHB) เคลื่อนไหวไร้ทิศทางที่ชัดเจน แถวโซนแนวต้าน 31.85 บาทต่อดอลลาร์ (แกว่งตัวในกรอบ 31.80-31.92 บาทต่อดอลลาร์) แม้เงินบาทจะเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ตามการทยอยแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ทว่า การรีบาวด์ปรับตัวสูงขึ้นของราคาทองคำ (XAUUSD) สู่โซน 3,685 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และการปรับสถานะถือครองของผู้เล่นในตลาด หลังเงินบาทได้อ่อนค่าเข้าใกล้โซนแนวต้าน ก็มีส่วนช่วยลดทอนแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาท ทำให้เงินบาทยังคงไม่สามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องได้อย่างชัดเจน

    สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น หลัง Dot Plot ล่าสุด สะท้อนว่า เฟดอาจเดินหน้าลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่ตลาดคาดหวังไว้

    สำหรับในสัปดาห์นี้ เรามองว่า ควรรอลุ้นรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการของบรรดาประเทศเศรษฐกิจหลัก พร้อมรอติดตาม ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด

    มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
    ▪ ฝั่งสหรัฐฯ – ผู้เล่นในตลาดจะรอจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ อย่าง ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตอุตสาหกรรมและภาคการบริการ โดย S&P Global (Manufacturing & Services PMIs) ในเดือนกันยายน พร้อมรอลุ้น รายงานอัตราเงินเฟ้อ PCE เดือนสิงหาคม และรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน (Jobless Claims) โดยข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว รวมถึง ถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด อาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดได้ ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างคงมองว่า เฟดยังมีโอกาสเดินหน้าลดดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้ง ในปีนี้ และลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง ในปี 2026 จบรอบการลดดอกเบี้ยของเฟด ซึ่งจะต่างจากคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) ล่าสุดของเฟด ที่สะท้อนว่า เฟดอาจลดดอกเบี้ยอีกราว 2 ครั้ง ในปีนี้ และอีก 1 ครั้ง ในปี 2026 และ 2027

    ▪ ฝั่งยุโรป – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น รายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ เดือนกันยายน จากทั้งฝั่งยูโรโซนและอังกฤษ พร้อมทั้งรอติดตาม รายงานอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ที่สำรวจโดยธนาคารกลางยุโรป (ECB) และถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ ECB เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของ ECB ซึ่งล่าสุด ผู้เล่นในตลาดต่างมองว่า ECB อาจจบรอบการลดดอกเบี้ยแล้ว (โอกาสลดดอกเบี้ย 25bps ในปีนี้ อยู่ที่เพียง 15%)

    ▪ ฝั่งเอเชีย – ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจเศรษฐกิจญี่ปุ่น ผ่านรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตและภาคการบริการ เดือนกันยายน และรอติดตามรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนกันยายน ของกรุงโตเกียว ส่วนในฝั่งจีน ผู้เล่นในตลาดจะรอติดตาม การประกาศอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกหนี้ชั้นดี (Loan Prime Rate) ประเภท 1 ปี และ 5 ปี จากทางธนาคารกลางจีน (PBOC) ซึ่งบรรดานักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า LPR 1 ปี และ 5 ปี จะยังคงอยู่ที่ระดับ 3.00% และ 3.50% จนกว่าทาง PBOC จะเดินหน้าใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น ซึ่งอาจต้องเห็นสัญญาณการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจอย่างชัดเจน

    ▪ ฝั่งไทย – ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้นรายงานยอดการส่งออกและนำเข้า (Exports & Imports) ในเดือนสิงหาคม ซึ่งอาจสะท้อนการเติบโตของยอดการส่งออกที่ชะลอลงจากเดือนก่อนๆ โดยบรรดานักวิเคราะห์ต่างมองว่า ยอดการส่งออกเดือนสิงหาคม อาจขยายตัวราว +7%y/y ชะลอลงจากที่โตกว่า +11% ในเดือนก่อน

    สำหรับ แนวโน้มเงินบาท เราประเมินว่า เงินบาทมีโอกาสทยอยอ่อนค่าแบบค่อยเป็นค่อยไป ท่ามกลางแรงกดดันฝั่งอ่อนค่า ในกรณีที่เงินดอลลาร์ทยอยปรับตัวแข็งค่าขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้เล่นในตลาด โดยเฉพาะผู้เล่นต่างชาติ ต่างก็รอทยอยปรับสถานะถือครองและเริ่มมีมุมมองเชิงลบต่อเงินบาทมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากบรรดาบทวิเคราะห์ของนักวิเคราะห์ต่างชาติที่ต่างมองว่า เงินบาทมีความเสี่ยงอ่อนค่าลงและมีความน่าสนใจที่จะเริ่มทยอยเพิ่มสถานะ Short THB (มองเงินบาทอ่อนค่าลง) นอกจากนี้ แรงขายสินทรัพย์ไทย โดยเฉพาะหุ้นไทย จากฝั่งนักลงทุนต่างชาติก็อาจยังคงดำเนินต่อไปได้ เพิ่มแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาท ขณะที่แรงขายบอนด์ไทย จากนักลงทุนต่างชาติ อาจชะลอลงบ้าง ยกเว้นบอนด์ยีลด์ไทยจะปรับตัวลงต่อเนื่องพอสมควร เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติทยอยขายทำกำไรสถานะลงทุนในบอนด์ไทย

    อย่างไรก็ดี เงินบาทอาจยังไม่สามารถอ่อนค่าลงต่อเนื่องไปได้ง่ายนัก เนื่องจากผู้เล่นในตลาด อย่าง ฝั่งผู้ส่งออก ต่างก็รอทยอยขายเงินดอลลาร์ หากเงินบาทสามารถอ่อนค่าทดสอบโซนแนวต้าน ในช่วง 31.85 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 32.00 บาทต่อดอลลาร์ และ 32.30 บาทต่อดอลลาร์) เราจะมั่นใจมากขึ้นว่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าลง หากสามารถอ่อนค่าทะลุโซน 32.00 บาทต่อดอลลาร์ ได้อย่างชัดเจน ตามกลยุทธ์ Trend-Following)

    ในทางกลับกัน หากเงินบาทได้แรงหนุนฝั่งแข็งค่า เราประเมินว่า การแข็งค่าของเงินบาทก็อาจถูกจำกัดแถวโซนแนวรับ 31.50-31.60 บาทต่อดอลลาร์ ได้

    ในส่วนเงินดอลลาร์นั้น เรามองว่า เงินดอลลาร์สามารถแข็งค่าขึ้นต่อได้ หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ทยอยออกมาสดใส ดีกว่าคาดต่อเนื่อง ทำให้ผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของเฟดลง ทว่าการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ก็อาจเป็นไปอย่างจำกัด

    เราคงคำแนะนำว่า ผู้เล่นในตลาดควรเลือกใช้เครื่องมือในการปิดความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่หลากหลายมากขึ้น ท่ามกลางความผันผวนของเงินบาท รวมถึงสกุลเงินอื่นๆ ที่สูงขึ้นกว่าช่วงอดีตที่ผ่านมาพอสมควร โดยผู้เล่นในตลาดอาจเลือกใช้เครื่องมือเพิ่มเติม อาทิ Options หรือ Local Currency ควบคู่ไปกับการปิดความเสี่ยงผ่านการทำสัญญา Forward

    มองกรอบค่าเงินบาทสัปดาห์นี้ ที่ระดับ 31.50-32.10 บาท/ดอลลาร์

    ส่วนกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วงโมงข้างหน้า คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 31.75-31.95 บาท/ดอลลาร์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/958713&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ABsdwFaqruE0MvROUZPI8

  • อำนาจเจริญอ่วม! ‘พื้นที่เศรษฐกิจ-ถนนหลัก’ น้ำท่วมครึ่งเมตร

    อำนาจเจริญอ่วม! ‘พื้นที่เศรษฐกิจ-ถนนหลัก’ น้ำท่วมครึ่งเมตร

    22 ก.ย. 2568 – ผู้สื่อข่าวจังหวัดอำนาจเจริญรายงานว่า เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 21 ก.ย. ที่ผ่านมา ได้เกิดพายุฝนตกอย่างหนัก ในพื้นที่อำเภอเมืองอำนาจเจริญ ส่งผลให้ย่านเศรษฐกิจสำคัญ ถนนสายหลัก 2 สาย รวมถึง ถนนสายรอบเมือง มีน้ำท่วมสูงเฉลี่ย 40 – 50 เซนติเมตร รถเล็กฝ่ากระแสน้ำ ทำให้เครื่องยนต์ดับไปตามๆ กัน และกระแสน้ำคลื่นน้ำจากรถวิ่งผ่าน พัดเข้าหาบ้านเรือนที่อยู่ริมถนน ทำให้น้ำไหลท่วมบ้านเดือดร้อนกันถ้วนหน้า

    สำหรับถนนสายหลักอรุณประเสริฐ ตำบลบุ่ง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ (อำนาจเจริญ – กรุงเทพมหานคร) จมน้ำหลายจุด ได้แก่ หน้าวัดดอนหวาย ชุมชนดอนแดง หน้าพรรคภูมิใจไทย หน้าโรงพยาบาลอำนาจเจริญ โดยเฉพาะถนนหน้าโรงพยาบาลอำนาจเจริญ น้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำทุกปี เนื่องจากคลองระบายน้ำมีขนาดเล็ก ทำให้ระบายน้ำไม่ทัน จึงประสบปัญหาน้ำท่วมทุกฤดูฝน

    ส่วนถนนชยางกูร ตำบลบุ่ง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ ถือว่า เป็นถนนสายเศรษฐกิจ เพราะมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ 3 แห่งตั้งอยู่ รวมถึงเป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ และสถานีขนส่งผู้โดยสารด้วย จากฝนตกหนักหลายชั่วโมง ส่งผลให้น้ำท่วมถนนตลอดแนว เริ่มจากห้างสรรพสินค้าดัง 3 ห้าง ไปจนถึง สถานีขนส่งผู้โดยสารอำนาจเจริญ ระดับน้ำอยู่ที่ 40 – 50 เซนติเมตร รถเล็กสัญจรลำบาก ออกจากห้างดังไม่ได้ ต้องรอร่วม 1 ชั่วโมง จึงคลี่คลายและออกมาได้ บางคันน้ำท่วมเข้าเครื่องยนต์ทำให้รถดับรถเสียกลางถนนหลายคัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องช่วยเหลือเข็ญเข้าที่สูงข้างทางหนีน้ำ เพื่อรอรถยกเข้าอู่ซ่อมต่อไป

    นอกจากนี้ ถนนสายรอบเมืองด้านทิศตะวันออกจรดทิศเหนือและทิศใต้ (อำนาจเจริญ – มุกดาหาร – อุบลราชธานี) ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักติดต่อเป็นเวลาหลายชั่วโมงเช่นกัน และเกิดน้ำท่วมเป็นบางช่วง ระดับน้ำอยู่ที่ 20 – 30 เซนติเมตร ทำให้การขับขี่รถที่สัญจรผ่านจุดน้ำท่วมจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

    อย่างไรก็ตาม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดมกำลังเร่งระบายน้ำด้วยเครื่องสูบน้ำ ในทุกจุดที่ถูกน้ำท่วมแล้ว เพื่อคืนผิวจราจรให้อยู่ในสภาพปกติต่อไป.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/district-news/865771/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TPWxcKSq39QvY-96MSWf7

  • ททท.ตราดร่วมสมาคมเวลเนสจังหวัดตราดประกาศทิศทางส่งเสริมการท่องเที่ยวตราด ปี 2026 | TOPNEWS

    ททท.ตราดร่วมสมาคมเวลเนสจังหวัดตราดประกาศทิศทางส่งเสริมการท่องเที่ยวตราด ปี 2026 | TOPNEWS

    ททท.ตราดร่วมสมาคมเวลเนสจังหวัดตราดประกาศทิศทางส่งเสริมการท่องเที่ยวตราด ปี 2026 เน้นเที่ยวแนวธรรมชาติ อาหารสด-ใหม่ดันท่องเที่ยวโดดเด่นของตราด พร้อมเพิ่มท่องเที่ยววัฒนธรรมชุมชน

    จ.ตราด/ว่าที่ ร.ต.กรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด เปิดเผยว่า ในฤดูการท่องเที่ยวของจังหวัดตราด ในปี 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานตราด ได้หารือกับสมาคมเวลเนสจังหวัดตราด เพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดตราดไปสู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อสร้างมูลค่าทางการท่องเที่ยวแบบหรูหราที่เน้นศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดตราดที่มีโดดเด่นใน 5 ประเด็นหลัก โดยมุ่งเน้นในเรื่องความมีความสวยงามทางธรมชาติของทะเล หมู่เกาะ ที่เป็นแบบหรูหราหรือ LUXURYของธรรมชาติในจังหวัดตราดและหมู่เกาะ ที่ทะเลสวยงาม และสงบ ซึ่งเป็นความโดดเด่นแรกที่ททท.ตราด และสมาคมเวลเนสจังหวัดตราดต้องการชูขึ้นมาขาย

    หรือในความโดดเด่นประการที่ 2 คือ อาหารของจังหวัดตราดที่มีความสดและใหม่พร้อมจับโดยชาวประมงพื้นบ้านที่ไม่มีการใส่สารกันเน่าเสีย ซึ่งกินตามฤดูกาล หรือ “กินตามลม”ซึ่งปลาหลายชนิด คือ ปลาย่ำสวาท ที่จะต้องกินในฤดูของเขา เพราะจะมีรสชาติที่อร่อยมีประโยชน์ต่อสุขภาพและปลาชนิดนี้เป็นปลาที่หายากแบบที่เรียกว่า Wellness Food หรือ LUXURY DISHES

    ข่าวที่น่าสนใจ

    ความโดดเด่นประการที่ 3 คือ กิจกรรม ท่องเที่ยว ที่โดดเด่นเฉพาะตัวที่หากยากในแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ หรือมีเฉพาะที่จังหวัดตราด อย่สงกิจกรรม Marinetime travel การดำน้ำปะการังที่มีความสมบูรณ์ติด 1 ใน 5 ของประเทศ หรือการดำน้ำลึกแบบ diving เรือช้างที่นักดำน้ำทั่วโลกต้อบการมาสัมผัสสักครั้งในชีวิต หรือ ท่องเที่ยวหมู่เกาะทะเลตราดที่มีน้ำทะเลสวยใสดั่งมรกต ชายหาดสะอาด สวยงาม ทรายละเอียด รวมทั้งกิจกรรม wellness :nature therapy เช่น อาบป่า อาบทะเล หรือ Forest bathingที่มีในเกาะช้าง และเกาะกูด ขณะเดียวกันทางททท.สำนัดงานตราด เพิ่มท่องเที่ยวชุมชนบนฝั่งเพื่อสัมผัสกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวตราดทั้งในอดีตและปัจจุบัน รวมทั้งการท่องเที่ยวเชื่อมโยง เพื่อให้ เพิ่มวันเที่ยวในตัวเมืองจังหวัดตราด อาทิ ชุมชนตราด และชุมชนจันทบุรี

    ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานตราด กล่าวว่า มั่นใจว่าทิศทางการท่องเที่ยวของจังหวัดตราดในปี 2569 จะสร้างความประทับใจและสร้างเสริมสุขภาพให้กับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาสัมผัสและเห็นผลต่อสุขภาพ ซึ่งสมาคมเวลเนสจังหวัดตราดได้รับการยอมรับและมี 9 ชุมชนที่ได้รับรางวัลจาก ประจำปีงบประมาณ 2568 ให้เป็นชุมชนเวลเนส ของจังหวัดตราดที่ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกกระทรวงสาธารณสุขกระทรวงสาธารณสุขเมื่อเร็วๆนี้ ซึ่งสิ่งนี้ จะสร้างมูลค่าทางการท่องเที่ยวของจังหวัดตราดมากขึ้น และไม่ใช่เพียงรายได้ที่เกิดขึ้นเท่านั้นแต่ยังจะสร้างเสริมคุณภาพชีวิตให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนในแต่ละชุมชนด้วย

    ขณะนางปาริชาติ ซิมฟ้า ผู้ประกอบการทำทัวร์ท่องเที่ยวของจังหวัดตราด เปิดเผยว่า จังหวัดตราดมีศักยภาพในเรื่องการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพราะมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายทั้งทะเลที่สวยงาม ป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ น้ำตกที่สวยงามกว่า 10 แห่ง อาหารทะเลที่สด และราคาถูก สถานประกอบการระดับ 4 ดาวที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาพักผ่อนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน หรือ กิจกรรมอาบป่า เพื่อใช้ธรรมชาติบำบัด ซึ่งตลาดของนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ต้องการความสงบของแหล่งท่องเที่ยว พร้อมจ่ายเงินเพื่อซื้อความเป็ยธรรมชาติและเงียบสงบในการพักผ่อนร่างกายอย่างแท้จริง ซึ่งวันนี้ จังหวัดตราดมีการก่อตั้งสมาคมเวลเนสจังหวัดตราดขึ้นมาแล้ว และได้ผลักดันให้สถานการประกอบการท่องเที่ยวของจังหวัดตราดผ่านเกณฑ์ในการเป็นสถานประกอบการระดับทีทรองรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแล้ว

    ในปีการท่องเที่ยวของจังหวัดตราด ทีจะเริ่มในเดือนพฤศจิกายน 2568 ทางสมาคมเวลเนสจังหวัดตราดและททท.สำนักงานตราด จะจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในตลาดนี้ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เข้ามาและจัดกิจกรรมให้ ทั้งนี้ที่ผ่านมา ก็มีกลุ่มบริษัทในกรุงเทพนำพนักงานเข้ามาทำกิจกรรมในลักษณะนี้ แล้วระดับหนึ่ง และทำให้จังหวัดตราด โดยเฉพาะเกาะกูด และเกาะช้าง เริ่มมีกลุ่มนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เข้ามาเพิ่มขึ้น

    ภาพ/ข่าว จักรกฤชณ์ แววคล้ายหงษ์  ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ตราด

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1323844&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LaE7qbB51MnQx8b5qryD_

  • พลังมวลชน 200 ชีวิต ให้กำลังใจทหารชายแดนตราด! ลั่น ‘ทวงคืน 17 จุด’ ก่อนเปิดด่าน | TOPNEWS

    พลังมวลชน 200 ชีวิต ให้กำลังใจทหารชายแดนตราด! ลั่น ‘ทวงคืน 17 จุด’ ก่อนเปิดด่าน | TOPNEWS

    ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด/ พลังมวลชนจาก จ.ตราดและจันทบุรี กว่า 200 คน รวมตัวแสดงพลังรักชาติ เดินทางให้กำลังใจทหารพรานนาวิกโยธินถึงฐานบ้านชำราก มอบเสบียง-ยุทธปัจจัยช่วยสร้างบังเกอร์ พร้อมประกาศจุดยืนชัดเจน ‘ทวงคืน 17 จุด’ ที่ถูกรุกล้ำ ย้ำไม่ยอมให้เปิดด่านถาวรหากแผ่นดินไทยยังไม่กลับคืนครบ ด้านภาคธุรกิจท่องเที่ยวร่วมสร้างความเชื่อมั่น ยืนยันจังหวัดตราดยังปลอดภัย

    เวลา 09.30 น. วันที่ 21 กันยายน 2568 กลุ่มรักชาติ จากจังหวัดตราด จันทบุรี ชาวบ้านตำบลชำราก พร้อมด้วยสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวตราด สภาอุตสาหกรรมจังหวัดตราด มูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า สมาคมกู้ภัยสว่างบุญช่วยเหลือจังหวัดตราด รวมกว่า 200 คน เดินทางไปยังกองร้อยทหารพรานนาวิกโยธินที่ 535 บ้านชำราก ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด เพื่อให้กำลังใจทหารพราน มอบสิ่งของ มอบปูน มอบยางรถยนต์ และร่วมทำกระสอบทรายช่วยทำบังเกอร์ให้กับทหารพรานที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่แนวชายแดน

    หลังจากเดินทาง ทั้งหมดได้นำสิ่งของ เครื่องดื่ม อาหารแห้ง มามอบให้กับทหารจำนวนมาก โดยทหารพรานทุกนายแต่งกายอยู่ในความพร้อมรบ ส่วนอาสากู้ภัยฯได้นำยางรถเก่ากว่า 300 เส้น มามอบให้เพิ่มเติมให้กับฐานฯ เพื่อนำเป็นแนวบังเกอร์ ขณะมูลนิธิธรรมนัส พรหมเผ่า โดยนายกิตติธัช ไชยอรรถ ตัวแทนพรรคกล้าธรรม ได้นำปูนจำนวน 40 ลูก มามอบให้ เพื่อก่อสร้างเป็นบังเกอร์

    จากนั้นทั้งหมดได้ร่วมกันทุกคนร่วมตัวกัน ถือธงชาติ ถือป้ายที่มีข้อความว่า “ทวงคืน แผ่นดินไทย 17 จุด” “17 จุด เป็นของไทย ไม่ใช่ของเขมร” พร้อมร้องเพลงชาติไทย เพื่อแสดงสัญลักษณ์รักชาติ รักทหาร เมื่อเสร็จกิจกรรมแล้ว ทหารพรานได้กล่าวขอบคุณประชาชนที่เดินทางมาให้กำลังใจพร้อมประกาศว่า จะรักษาดินแดนไทยไม่ให้เสียแม้แต่ตารางนิ้วเดียว

    นางอิศรา อิงคเพียงกุล แกนนำกลุ่ม การเดินทางมาในครั้งนี้เกิดจากการรวมใจเป็นหนึ่งเดียวของชาวจังหวัดตราดและจังหวัดใกล้เคียง โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเป็นกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง และเพื่อมาสังเกตการณ์สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนให้เห็นด้วยตาตนเอง เพื่อคลายข้อสงสัยและรับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง วันนี้เรามาด้วยกำลังใจที่เต็มร้อย ถึงแม้จะเป็นผู้หญิง เราก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะส่งกำลังใจให้กับพี่น้องทหารของเรา ถ้าเกิดอะไรขึ้นมา พวกเราก็พร้อมที่จะช่วยเหลือและสู้ไปด้วยกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1324017&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ymWiFK8KkVFWeXYduKaa4

  • ส่องทีมเศรษฐกิจ ครม.หนู-1

    ส่องทีมเศรษฐกิจ ครม.หนู-1

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    ส่องทีมเศรษฐกิจ ครม.หนู-1

    22 ก.ย. 2568 04:45 น.

    -ก+

    LightDark

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2884115&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fTDyRTRavmgPb72Rh5dju

  • แนวหน้าวิเคราะห์ : ปัญหาเศรษฐกิจ บทพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล

    แนวหน้าวิเคราะห์ : ปัญหาเศรษฐกิจ บทพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล

    วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568, 07.00 น.

    เริ่มนับถอยหลัง 4 เดือนในการทำงานของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล แล้ว โดยมีสารพันปัญหารอให้แก้ไขอยู่ ทั้งเรื่องเร่งด่วนเฉพาะหน้า หรือเรื่องที่ต้องใช้เวลาแก้ไขในระยะยาว

    แต่ปัญหาหนึ่งที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยจำเป็นจะต้องจัดการให้ได้ก็คือปัญหาความยากจน เรื่องปากท้องของพี่น้องประชาชน ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญในการบริหารประเทศ

    โดยรัฐบาลชุดนี้ก็ได้มีการเปิดเผยนโยบายด้านเศรษฐกิจออกมาบางส่วนแล้ว อาทิ นโยบาย“คนละครึ่ง” ซึ่งมีแนวทางเบื้องต้นว่า ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้รับสิทธิ์ในลักษณะ top up เช่น หากบัตรสวัสดิการให้สิทธิ์ 300 บาท รัฐบาลจะเติมให้อีก 700 บาท รวมเป็น 1,000 บาท พร้อมทั้งจะมีการพิจารณามอบสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมแก่ผู้ที่อยู่ในระบบภาษี เช่น อาจได้รับสิทธิ์ 1,200 บาทต่อคน แทน 1,000 บาท

    นโยบายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่ต้องถูกเลื่อนจัดเก็บเต็มอัตราออกไปเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่เป็นเจ้าของที่ดิน ซึ่งกำลังหาทางออกที่เหมาะสมกับทุกฝ่าย

    นโยบายด้านพลังงาน รัฐบาลเตรียมเดินหน้าโครงการ “โซลาร์ชุมชน” ภายใน 4 เดือน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 โดยตั้งเป้าผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในชุมชนรวมกว่า 1,500 เมกะวัตต์ในระยะเริ่มต้น สำหรับนโยบายเฉพาะหน้า จะมีการตรึงราคาพลังงาน และหากทำสำเร็จเรามองไปถึงการลดราคาพลังงานในปีหน้า

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังมีแนวคิดผลักดันให้แต่ละจังหวัดแต่งตั้ง รองผู้ว่าฯ ด้านเศรษฐกิจ เพื่อดูแลและขับเคลื่อนการพัฒนาเชิงรุกในระดับพื้นที่

    ขณะที่มุมมองของ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยอมรับว่าปัจจุบันเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงเติบโตแผ่ว เหมือนคนไข้เรื้อรัง หรือคนเป็นโรคเบาหวาน สะท้อนจากความสามารถในการแข่งขันที่ชะลอตัวลง ความสามารถในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศที่น้อยกว่าเพื่อนบ้าน การดูแลเรื่องการกระจายรายได้ และปัญหาความเหลื่อมล้ำสูง ที่ต้องเร่งแก้ไข

    โดย ธปท. ประเมินว่าในปี 2568 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 2.3% ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกคาดว่าจะขยายตัวได้ 3% และครึ่งปีหลังน่าจะอยู่ที่ราว 1% สอดคล้องกับสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ขณะที่สำนักเศรษฐกิจอื่น ๆ ที่เริ่มทยอยปรับคาดการณ์ขึ้นมาที่ราว 2% แล้ว แต่ในปี 2569 ยอมรับว่ามีความเสี่ยงขาลงกับเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องงบประมาณที่อาจจะล่าช้า หากรัฐบาล 4 เดือนยุบสภาและต้องมีการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งจะเข้าใกล้ช่วงที่ต้องจัดทำงบประมาณ หากสะดุดก็จะทำให้การจัดทำงบประมาณปี 2570 ล่าช้าออกไป ทำให้มองว่าปี 2569 เศรษฐกิจจะขยายตัวลดลงที่ 1.7%

    ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย บอกด้วยว่า สิ่งที่น่ากังวล คือ ความเสี่ยงด้านการคลัง ซึ่งในปัจจุบันไม่ได้แข็งแรงเหมือนเมื่อก่อน หลังจากช่วงโควิด-19 มีการใช้ทรัพยากรเยอะในการพยุงเศรษฐกิจ หลังจากใช้กระสุนทางการคลังไปเยอะ ก็ควรจะต้องเริ่มรัดเข็มขัดให้ฐานะทางการคลังกลับมาในรูปแบบที่สร้างเสถียรภาพในระยะปานกลางสูงขึ้น เพราะหากไม่มีการปรับในส่วนนี้ก็มีความเสี่ยงที่ไทยจะถูกลดเครดิตได้ รัฐบาลใหม่จะต้องเข้ามาดูแลเรื่องเสถียรภาพทางการคลัง เพราะแรงโน้มถ่วงจะนำไปสู่การใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเรื่องนี้มีความจำเป็น แต่ต้องเป็นการใช้งบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างระมัดระวัง

    นอกจากนี้ ข้อจำกัดทางการคลัง อาจเป็นปัจจัยให้รัฐบาลที่ระบุว่าจะอยู่ 4 เดือนเร่งใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่หนักกว่าเดิม แม้จะเข้าใจว่ายังเป็นเรื่องที่ต้องทำ แต่อยากมองว่าถ้าอยากให้คนเลือกรัฐบาลชุดนี้กลับมาอีก ก็จำเป็นต้องทำมาตรการระยะยาวด้วย ตรงนี้ถือเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็น เพราะมาตรการระยะสั้น เช่น คนละครึ่ง มีความเสี่ยงที่คนจะติด ดังนั้นจึงอยากให้พิจารณามาตรการที่สอดคล้องกับกรอบความยั่งยืนทางการคลังระยะปานกลาง หากทำเยอะก็ต้องมีแผนจะทำให้รายได้ปรับขึ้นมาด้วย เช่น การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่ยอมรับว่าตรงนี้เป็นเรื่องยาก

    เป็นมุมมองและคำแนะนำที่ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยให้ไว้กับรัฐบาลชุดนี้

    สำหรับโฉมหน้าของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจชุดนี้ สะท้อนความพยายามสร้างสมดุลระหว่างการเมือง และมืออาชีพ เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญเศรษฐกิจปากท้อง ซึ่งมีทั้งนักการเมืองสายฐานเสียง ผู้บริหารระดับสูงจากภาคราชการ และเอกชน

    โดยตำแหน่งสำคัญๆ ใน ครม.เศรษฐกิจ ประกอบไปด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อดีตอธิบดีกรมสรรพากร ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายภาษี และการคลัง ถือเป็นเสาหลักด้านการเงินการคลังของรัฐบาล, นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง อดีตผู้ว่าการธนาคารออมสิน และอดีตผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ใหญ่ เชี่ยวชาญด้านการเงินการธนาคาร, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อดีตผู้บริหารไทยคม และกลุ่มโรงแรมดุสิต มีภาพลักษณ์ผู้บริหารหญิงมืออาชีพที่เข้าใจการค้าและกลยุทธ์ธุรกิจระดับนานาชาติ, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน อดีตซีอีโอ ปตท. ที่มีประสบการณ์ด้านพลังงานและโครงการลงทุนขนาดใหญ่

    นอกจากนี้ ยังมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และนางตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมทั้ง น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่ากากระทรวงคมนาคม, นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาผสานพลังช่วยกันทำงาน

    รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้มีจุดแข็งตรงที่มีคนที่เป็นมืออาชีพตัวจริง ที่จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดและนักลงทุน มีนักการเมืองฐานเสียงที่จะช่วยเชื่อมโยงนโยบายเศรษฐกิจกับประชาชนในระดับพื้นที่ ซึ่งจะทำให้การประสานงานระหว่าง เทคนิคกับการเมือง เพื่อให้นโยบายเดินหน้าเป็นรูปธรรมในการบริหารประเทศชาติได้

    อย่างไรก็ตาม สุดท้ายก็อยู่ที่ว่าการลงมือทำงานจริงนั้น ผลจะออกมาเป็นอย่างไร ทั้งนี้ ก็ขอส่งกำลังใจให้อย่างเต็มที่เพราะนี่คืองานเพื่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทยทุกคน

    – ทีมข่าวแนวหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/915783&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kPCWItqfzu4n8gQw2SIWp