Blog

  • “อนุทิน” หารือ สมาคมธนาคารไทย เร่งแก้หนี้ เพิ่มสภาพคล่อง SMEs ฟื้นการเป็นผู้นำเศรษฐกิจภูมิภาค

    “อนุทิน” หารือ สมาคมธนาคารไทย เร่งแก้หนี้ เพิ่มสภาพคล่อง SMEs ฟื้นการเป็นผู้นำเศรษฐกิจภูมิภาค

    “อนุทิน” หารือ สมาคมธนาคารไทย เร่งแก้หนี้ เพิ่มสภาพคล่อง SMEs ฟื้นการเป็นผู้นำเศรษฐกิจภูมิภาค


    23/09/2568 | 107 |

    (22 ก.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำทีมคณะรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เข้าพบสมาคมธนาคารไทยเพื่อหารือแนวทางแก้ปัญหาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ภายใต้หัวข้อ “ฝ่าวิกฤต พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตใหม่” โดยมีรัฐมนตรีร่วมคณะ ได้แก่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

    นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาหนี้สิน ทั้งหนี้ครัวเรือน หนี้ SMEs และหนี้ประชาชนทั่วไป พร้อมขอความร่วมมือจากสมาคมธนาคารไทยในการผ่อนปรน เพิ่มสภาพคล่อง และสนับสนุนผู้ประกอบการที่ยังมีศักยภาพให้เดินหน้าต่อได้ โดยย้ำว่าไทยต้องกลับมาเป็นผู้นำในระบบการธนาคารอาเซียน และสามารถแข่งขันในตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    นอกจากนี้ รัฐบาลยังมุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น การท่องเที่ยว การแพทย์และการแพทย์เพื่อสุขภาพ เกษตรกรรมและการแปรรูป ตลอดจนการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์และไฮเทค เพื่อสร้างฐานเศรษฐกิจใหม่ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น พร้อมยืนยันว่าจะเร่งผลักดันข้อเสนอจากการหารือสู่การปฏิบัติทันที

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ย้ำว่าการฟื้นเศรษฐกิจไทยต้องทำอย่างรวดเร็วและยั่งยืนไปพร้อมกัน โดยเน้น 3 เรื่องหลัก ได้แก่ แก้หนี้ครัวเรือนที่สะสมมานาน เพิ่มสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการ และเตรียมความพร้อมเพื่อการแข่งขันในโลกยุคใหม่ พร้อมยกแนวคิด “Quick Big Win” ที่รัฐบาลต้องการผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดในระยะสั้น แต่ต่อยอดไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

    ด้านนายผยง ศรีวานิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ระบุว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจต้อง “Connect the Dots” หรือเชื่อมโยงทุกกลไกทางการเงิน ทั้งระบบธนาคาร ตลาดทุน และตลาดอัตราแลกเปลี่ยน โดยยืนยันพร้อมร่วมมือกับรัฐบาลเต็มที่ เพื่อบรรลุเป้าหมายการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและหนี้ครัวเรือนให้เร็วที่สุด

    ทั้งนี้ รัฐบาลยังเตรียมพิจารณาปรับรายละเอียดนโยบายเศรษฐกิจที่จะนำเสนอต่อรัฐสภา โดยเปิดรับข้อเสนอจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นสมาคมธนาคารไทย สภาอุตสาหกรรม สภาหอการค้า และประชาชน เพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของประเทศอย่างแท้จริง


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/425691&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mPeNnVkCuLZXmqnojl4iU

  • นายกฯ เผย โครงร่างนโยบายรัฐบาลเสร็จแล้ว ครอบคลุมทั้ง “ความมั่นคง – เศรษฐกิจ – สังคม”

    นายกฯ เผย โครงร่างนโยบายรัฐบาลเสร็จแล้ว ครอบคลุมทั้ง “ความมั่นคง – เศรษฐกิจ – สังคม”


    นายกฯ เผย โครงร่างนโยบายรัฐบาลเสร็จแล้ว เหลือแค่ปรับเนื้อหา บอก ครอบคลุมทุกเรื่องทั้ง “ความมั่นคง – เศรษฐกิจ – สังคม”  โยนเป็นความเห็นส่วนตัว หลัง “พลพีร์” ไล่ “วันนอร์” พ้นเก้าอี้ประสภาฯ

    ที่สมาคมธนาคารไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำร่างนโยบายรัฐบาล ที่จะแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภา ว่า ขณะนี้วางเค้าโครง รวมถึงเนื้อหาเสร็จหมดทุกเรื่องแล้ว แต่วันนี้ได้มาพบกับสมาคมธนาคารไทย หรือแม้แต่สัปดาห์ที่แล้วที่ได้พบกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รวมถึงการพบปะประชาชน ทำให้อาจต้องปรับเนื้อหานิดหน่อย เพื่อให้ตรงความต้องการ และความห่วงใยจากทุกภาคส่วนมากที่สุด ส่วนนโยบายเศรษฐกิจจะคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ในร่างนโยบายนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีคำว่ากี่เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นนโยบายที่ประกอบในหลายมิติ ทั้งความมั่นคง สังคม เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของประชาชน และแผนการทำงานของรัฐบาล

    ส่วนกรณีที่ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา พรรคภูมิใจไทย เรียกร้องให้ ประมุขของสภาที่มาจากพรรคประชาชาติ และพรรคเพื่อไทยลาออก หลังจากที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน กรณีดังกล่าวเป็นท่าทีของพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ ว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องเลย ยืนยันว่าไม่ใช่ท่าทีของพรรคภูมิใจไทยอย่างแน่นอน เมื่อถามว่า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ควรจะลาออกจากตำแหน่งเลยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า อีก 4 เดือนก็ยุบสภาแล้ว
       
    เมื่อถามย้ำ ว่าท่าทีของสส.พรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่จุดยืนของพรรคอย่างแน่นอนใช่หรือไม่นายอนุทิน กล่าวว่า “ไม่ใช่ท่าทีของพรรคเป็นความคิดส่วนตัวของ สส.แต่ละท่านที่มีอิสระ ที่สามารถแสดงความคิดเห็น ส่วนขั้นตอนเป็นอย่างไรก็ตามนั้น“ เมื่อถามย้ำว่า ท่าทีของนายกฯมองเรื่องนี้อย่างไร นายอนุทิน กล่าวย้ำว่า 4 เดือนก็ยุบสภาแล้ว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/35679&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2e9P1sVVkysBiHCWZZh4Jf

  • หุ้นไทยเช้านี้เปิดบวก 1.28 จุด รับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    หุ้นไทยเช้านี้เปิดบวก 1.28 จุด รับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    เปิดตลาดหุ้นไทยภาคเช้าของวันที่ 22 ก.ย. 68 ดัชนีเปิดที่ 1,294.00 จุด เพิ่มขึ้น 1.28 จุด มูลค่าซื้อขาย 1,656.85 ล้านบาท โดย บล. อินโนเวสท์ เอกซ์ คาดตลาดแกว่งไซด์เวย์ นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิสูงพร้อมกับค่าเงินบาทที่มีช่วงอ่อนค่า เป็นสัญญาณกดดันจิตวิทยาต่อตลาด อย่างไรก็ตาม ตลาดติดตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่คาดว่าจะทยอยมีรายละเอียดออกมา ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุน โดย ครม. จะเข้าถวายสัตย์วันที่ 24 ก.ย. นี้ และคาดว่าจะมีการแถลงต่อสภา วันถัดไป ทางเทคนิค ยังคงให้ดูที่แนวต้าน 1,300/1,303 จุด ยืนเหนือได้กลับเป็นขึ้น หากยืนไม่ได้คาดยังพักตัวต่อมีแนวรับอยู่ที่ 1,287/1,280 จุด ที่จะทําให้มีช่วงดีดกลับได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5133802/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ctghOJ2BurTG5IFgNQeUd

  • การจัดอันดับความยั่งยืนมหาวิทยาลัยทั่วโลกเมื่อ SDG คือเป้าหมายสำคัญของปฏิรูปการศึกษา | เดลินิวส์

    การจัดอันดับความยั่งยืนมหาวิทยาลัยทั่วโลกเมื่อ SDG คือเป้าหมายสำคัญของปฏิรูปการศึกษา | เดลินิวส์

    ตอนนั้นไม่มีเสียงตอบรับ แต่ปัจจุบันมหาวิทยาลัยไหนไม่ทำ ไม่พูดเรื่องนี้ถือว่าล้าสมัย ตกกระแส

    ท่านอธิการบดี และผู้บริหารมหาวิทยาลัยหลายแห่งบอกผมว่า นวัตกรรมที่สร้างความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้คือ การจัดอันดับ ที่เรียกว่า Ranking มหาวิทยาลัยชอบแข่งขันกัน ชอบเห็นตัวเลขเปรียบเทียบ โดยมีการจัดอันดับที่สำคัญ เช่น

          1.QS World University Ranking จะดูภาพรวมการจัดการความยั่งยืนในมหาวิทยาลัยตามหลัก ESG เน้นหลักสูตร วิชาการ และงานวิจัยที่สำคัญ รวมถึงศิษย์เก่าที่จบไปแล้วสร้างความเปลี่ยนแปลงให้โลกยั่งยืนขึ้น

          2.Time Higher Education Impact Ranking เป็นการจัดอันดับที่กำลังมาแรง โดยมุ่งไปที่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน SDG 17 ข้อ โดยมีตัวชี้วัดต่าง ๆ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของ UN เริ่มจากการวาง Vision Mission และกลยุทธ์ของมหาวิทยาลัย เชื่อมโยงไปถึงภารกิจหลัก การเรียนการสอน การวิจัย และการบริการวิชาการ และยังดูนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่เกิดในมหาวิทยาลัย และชุมชนรอบข้างอีกด้วย

          3.UI Green Matric เน้นหนักในด้านสิ่งแวดล้อม การเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ดูแลพื้นที่สีเขียว การจัดการระบบน้ำ และขยะเหลือทิ้ง รวมถึงการพัฒนาพลังงานทางเลือก พลังงานสะอาด

    มหาวิทยาลัยไทยต่างแข่งขันกัน และแข่งกับเพื่อน ๆ ทั่วโลก เร่งปลูกฝัง DNA ให้นักศึกษา และผู้มีส่วนได้เสียของมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ผู้มีส่วนได้เสียที่สำคัญที่สุดคือคณะอาจารย์ และบุคลากรของมหาวิทยาลัยเอง จึงต้องกระตุ้นให้หน่วยงานต่าง ๆ มาเรียนรู้ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนาโครงการความยั่งยืนแข่งขันกัน

    ที่นิด้า โครงการความยั่งยืนที่หน่วยงานต่าง ๆ มาแข่งขันกันนี้ทำต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 แล้ว ส่งผลให้อันดับ Ranking ดีขึ้นทุกปี เป็นตัวอย่างหนึ่งที่น่าชมเชยของมหาวิทยาลัยไทย และยังมีตัวอย่างดี ๆ ของมหาวิทยาลัยอื่นที่จะมาเล่าให้ฟังต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5134391/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15LwGLw9u2tYvX1VrcJZXr

  • เผยร่างคำแถลงนโยบายรัฐบาล “อนุทิน” ความยาว 8 หน้ากระดาษ เน้นลดค่าครองชีพ

    เผยร่างคำแถลงนโยบายรัฐบาล “อนุทิน” ความยาว 8 หน้ากระดาษ เน้นลดค่าครองชีพ

    “นายกฯ” เผย ร่างนโยบายรัฐบาลเสร็จแล้ว แต่หลังคุยสมาคมธนาคารไทย ขอปรับเนื้อหาอีกนิด เผยร่างคำแถลงนโยบาย มี 8 หน้า เน้นเศรษฐกิจปากท้อง ความมั่นคงชายแดน

    เมื่อเวลา 11.50 น. วันที่ 22 ก.ย. 2568 ที่สมาคมธนาคารไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำร่างนโยบายรัฐบาล ที่จะแถลงต่อที่ประชุมรัฐสภา ว่า ขณะนี้วางเค้าโครง รวมถึงเนื้อหาเสร็จหมดทุกเรื่องแล้ว แต่วันนี้ได้มาพบกับสมาคมธนาคารไทย หรือแม้แต่สัปดาห์ที่แล้วที่ได้พบกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสมาคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รวมถึงการพบปะประชาชน ทำให้อาจต้องปรับเนื้อหานิดหน่อย เพื่อให้ตรงความต้องการ และความห่วงใยจากทุกภาคส่วนมากที่สุด ส่วนนโยบายเศรษฐกิจจะคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ในร่างนโยบายนั้น ไม่มีคำว่ากี่เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นนโยบายที่ประกอบในหลายมิติ ทั้งความมั่นคง สังคม เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของประชาชน และแผนการทำงานของรัฐบาล

    ร่างนโยบายรัฐบาล 8 หน้า

    ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคภูมิใจไทยด้วยว่า ขณะนี้ร่างคำแถลงนโยบายรัฐบาลเตรียมเสร็จเรียบร้อยแล้ว มีจำนวนทั้งหมด 8 หน้า เน้น 4 ด้าน ประกอบด้วย เศรษฐกิจปากท้อง, ความมั่นคงและชายแดน, ปัญหาสังคม, ภัยธรรมชาติและการเยียวยา

    ลดค่าครองชีพให้ประชาชน

    โดยนโยบายด้านเศรษฐกิจ จะเน้นเรื่องการลดค่าครองชีพแก่ประชาชน เช่น นโยบายคนละครึ่ง ซึ่งขณะนี้เรื่องระบบการใช้-วงเงินอยู่ระหว่างการพูดคุย, การลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง เช่น ลดค่าทางด่วน รวมถึงอาจจะมีการปรับนโยบายที่พรรคภูมิใจไทยเคยหาเสียงไว้ เช่น โซลาร์รูฟท็อป เป็นโซลาร์ชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ เพื่อให้เข้ากับการทำงานของอายุรัฐบาล 4 เดือน

    รอหาข้อยุติ รถไฟฟ้า 20 บาท

    นอกจากนี้จะมีการหยิบนโยบายของพรรคเพื่อไทย มา เช่น หวยเกษียณ โดยอาจจะมีการปรับรูปแบบ ส่วนนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย สายสีแดงและม่วง ที่จะสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย.นี้ แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า ประเด็นดังกล่าวต้องรอการพูดคุยอีกครั้งกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนหลังแถลงนโยบาย พร้อมยืนยันไม่มีองครักษ์พิทักษ์นายกฯ เพราะนายกฯ สามารถชี้แจงได้เอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2884334&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13SSOovSRAHWZr-1NGBZpd

  • เงินปริศนาไหลเข้าไทย 3 ข้อสงสัยทำบาทแข็ง ร้ายสุดทุนสีเทา

    เงินปริศนาไหลเข้าไทย 3 ข้อสงสัยทำบาทแข็ง ร้ายสุดทุนสีเทา

    เงินปริศนาไหลเข้าไทย 3 ข้อสงสัยทำบาทแข็ง ร้ายสุดทุนสีเทา เร่งหาต้นตอ ปล่อยไว้กระทบธุรกิจส่งออก การท่องเที่ยวทรุดเงินไม่หมุนไหลเวียนถึงคนหาเช้ากินค่ำ

    เงินปริศนาไหลเข้าไทย กลายเป็นประเด็นถกเถียงในวงกว้าง เมื่อเงินบาทแข็งค่า เพราะมีเงินต่างชาติไม่รู้ที่มาไหลเข้ามาไทย เฉลี่ยไตรมาสละแสนล้านบาท กระทบธุรกิจส่งออก จนอาจมีผลต่อคนหาเช้ากินค่ำ ขณะที่ผู้เกี่ยวข้องขณะนี้ก็ยังทำการเร่งตรวจสอบเพื่ออุดช่องโหว่ที่เกิดขึ้น

    ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส TDRI วิเคราะห์ว่า เงินที่ไหลเข้ามายังเป็นปริศนาที่ผู้เกี่ยวข้องก็ยังหาที่มาไม่ได้ ตอนนี้มีเพียงข้อสันนิษฐานที่มองว่า เงินอาจมาจากแหล่งใหญ่ดังนี้

    1.เศรษฐกิจใต้ดิน เงินสีดำที่มาจากสิ่งที่ไม่ถูกกฎหมาย ที่อาจเกี่ยวโยงกับแก๊งคอลเซนเตอร์ หรือคาสิโน

    2.เงินที่ถูกกฎหมาย แต่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี เช่น กระบวนการในการหลีกเลี่ยงภาษีต่างๆ

    3. เงินที่เป็น tax haven หรือ ต่างชาติมองว่าค่าเงินบาทไทยมีความแข็งแกร่ง เหมือนกับ สวิตเซอร์แลนด์ ที่ค่าเงินในประเทศมีเสถียรภาพ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น เพราะถ้าดูประวัติศาสตร์ 5 -10 ปี ค่าเงินบาทมีความแข็งแกร่ง ดังนั้นนักลงทุนอาจมองว่า การถือเงินบาทจะสามารถรักษามูลค่าได้ ซึ่งการเข้ามาของทุนต่างชาติ บางอย่างแบงก์ชาติก็ไม่สามารถตรวจสอบได้

    การไหลเข้ามาของเงินปริศนา ทำให้ค่าเงินบาทแข็ง จึงเกิดมีความต้องการค่าเงินบาทสำหรับการธุรกรรมเหล่านี้ เนื่องจากตอนนี้กำลังเร่งหาที่มา ทำให้ยังไม่สามารถตอบได้ว่า ข้อสันนิษฐานทั้ง 3 ส่วนไหนจะมีมากกว่ากัน หรืออาจจะผิดทั้งหมดก็ได้ เพราะเงินที่ไหลเข้ามาต้องหาต้นตอให้เจอ ซึ่งไม่แน่ว่าเงินที่ไหลเข้ามาจะเป็นของคนกลุ่มเดียวก็ได้

    เงินบาทแข็ง ทำการแข่งขันในตลาดส่งออกไทยเป็นรอง เช่น สินค้าส่งออกของไทยจะมีราคาแพงขึ้นเมื่อเทียบกับเวียดนามที่มีกำลังการผลิตสูงและราคาถูกกว่า หรือกรณีที่คนจีนหันไปเที่ยวเวียดนามมากกว่าไทย เนื่องจากค่าเดินทางท่องเที่ยวที่ถูกกว่า

    สิ่งที่ต้องแก้ประการแรกในเงินสีดำ ถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ดังนั้นหน่วยงานรัฐไทยต้องเร่งสกัดให้ได้มากที่สุด ซึ่งส่วนตัวเชื่อว่า ถ้ามีการฟอกเงินผ่านคริปโต หรือการซื้อทองในกลุ่มชนชั้นบนของกัมพูชา สิ่งเหล่านี้ต้องเข้มงวด

    ส่วนระบบเงินสีเทา ที่อยู่นอกเหนือกฎหมาย ต้องมีการทำให้กลับมาอยู่ในระบบกฎหมาย โดยบางตัวหนีกฎหมายก็ต้องเก็บภาษี ด้านเงินในระบบที่เป็นสีขาว อย่าง tax haven ค่อนข้างควบคุมยาก เพราะมีทั้งผลดีและเสียต่อนักลงทุน และเป็นกลุ่มเงินที่ต้องไปจัดการให้น้อยที่สุด

    ดังนั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการไหลเข้ามาของเงินปริศนา ที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งขึ้น อาจไม่ส่งผลกระทบอย่างเด่นชัดต่อคนหาเช้ากินค่ำ แต่ถ้าปล่อยไว้ในเวลาที่นาน ก็จะยิ่งทำให้มีผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวมได้ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/theissue/2884432&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JKaTJtlJ0067uCCZ6VGHK

  • นายกฯ มั่นใจทีมเศรษฐกิจผลักดันศักยภาพไทยทุกด้าน

    นายกฯ มั่นใจทีมเศรษฐกิจผลักดันศักยภาพไทยทุกด้าน

    (22ก.ย.68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการหารือกับสมาคมธนาคารไทยว่า วันนี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเป็นการหารือในหลายประเด็น ที่รัฐบาลมีความห่วงใยและมาข้อรับการสนับสนุนจากสมาคมธนาคารไทย โดยเรื่องหลักเป็นเรื่องปัญหาหนี้สินของประชาชน หนี้สินเอสเอ็มอี หนี้ครัวเรือน โดยอยากขอความร่วมมือสมาคมธนาคารไทยในการผ่อนปรน หรือเร่งให้มีสภาพคล่องเข้าไปในตลาดสำหรับลูกค้าที่ยังมีศักยภาพที่สามารถผลิตสินค้าของตนเองให้เข้าไปในตลาดได้ รวมถึงมารับฟังความเห็นของสมาคมธนาคารไทย ว่ามีความกังวลด้านใด ขณะนี้ต้องสู้และแข่งขันกับภูมิภาคด้วยจะทำอย่างไรที่จะทำให้ระบบการธนาคารของประเทศไทยที่เคยเป็นผู้นำกลับคืนมาอีกครั้งในภูมิภาคอาเซียน และจะทำอย่างไรให้เกิดการแข่งขันกับตลาดโลกที่มีพื้นฐานการประกอบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นในทุกวัน 

    นายอนุทิน ย้ำว่าวันนี้ ได้เข้ามารับฟังแนวทางต่าง ๆ สิ่งใดที่รัฐบาลจะทำให้ได้ ก็จะเร่งดำเนินการ ส่วนตัวไม่กังวลตรงนี้ เนื่องจากทีมรัฐมนตรีของตนเองอยู่ในแวดวงด้านนี้มาก่อน ขณะนี้รับข้อเสนอไปหมดแล้ว ดังนั้นตนเองมีหน้าที่เห็นชอบ และนำไปผลักดันตามที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ คือ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะได้นำเสนอเรื่องขึ้นมา ส่วนตัวมั่นใจว่าทีมเศรษฐกิจและสมาคมจะนำการหารือในวันนี้ ไปสู่การปฏิบัติให้เร็วที่สุด และจะเร่งเรื่องศักยภาพของประเทศไทย การเพิ่มมูลค่าในภาคท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมากที่สุด ทั้งภาคบริการ การแพทย์ การแพทย์เพื่อสุขภาพ เกษตรกรรม ทั้งผู้ผลิตและแปรรูป รวมถึงราคาพืชผลด้านการเกษตร และยังมีอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมไฮเทคที่ประเทศไทยมีพื้นที่มากเพียงพอ ที่จะรองรับการขยายตัวอุตสาหกรรมด้านนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพและขยายขนาดทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป

    ข่าวเวิร์คพอยท์23

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://workpointnews.com/news/politics/NGzhH5eOb&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bYFpLBnGPTcEdVErepK08

  • ‘อำนาจเจริญ’อ่วม! ฝนตกหนัก‘น้ำท่วม’ถนนสายเศรษฐกิจสูงกว่าครึ่งเมตร

    ‘อำนาจเจริญ’อ่วม! ฝนตกหนัก‘น้ำท่วม’ถนนสายเศรษฐกิจสูงกว่าครึ่งเมตร

    ‘อำนาจเจริญ’อ่วม! ฝนตกหนัก‘น้ำท่วม’ถนนสายเศรษฐกิจสูงกว่าครึ่งเมตร

    วันจันทร์ ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2568, 08.29 น.

    ‘อำนาจเจริญ’อ่วม! ฝนตกหนัก‘น้ำท่วม’ถนนสายเศรษฐกิจสูงกว่าครึ่งเมตร  

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 19.30 น.วันที่ 21 กันยายน 2568 เกิดพายุฝนตกอย่างหนักในพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ ส่งผลให้ตัวเมืองอำนาจเจริญ ย่านเศรษฐกิจสำคัญ ถนนสายหลัก 2 สาย รวมถึงถนนสายรอบเมือง มีน้ำท่วม สูงเฉลี่ย 40-50 เซนติเมตร (ซม.) รถเล็กฝ่ากระแสน้ำ ทำให้เครื่องยนต์ดับไปตามๆกัน และกระแสน้ำคลื่นน้ำจากรถวิ่งผ่าน พัดเข้าหาบ้านเรือนที่อยู่ริมถนน ทำให้น้ำไหลท่วมบ้าน เดือดร้อนกันถ้วนหน้า

    สำหรับถนนสายหลักอรุณประเสริฐ ตำบลบุ่ง อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ (อำนาจเจริญ – กรุงเทพมหานคร) จมน้ำหลายจุด ได้แก่ หน้าวัดดอนหวาย ชุมชนดอนแดง หน้าพรรคภูมิใจไทย หน้าโรงพยาบาลอำนาจเจริญ โดยเฉพาะถนนหน้าโรงพยาบาลอำนาจเจริญ น้ำท่วมซ้ำซากเป็นประจำทุกปี เนื่องจากคลองระบายน้ำมีขนาดเล็ก ทำให้ระบายน้ำไม่ทัน จึงประสบปัญหาน้ำท่วมทุกฤดูฝน

    ส่วนถนนชยางกูร ตำบลบุ่ง  อำเภอเมืองอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ ถือว่า เป็นถนนสายเศรษฐกิจ เพราะมีห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ 2 แห่งตั้งอยู่ รวมถึง เป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ และ สถานีขนส่งผู้โดยสารด้วย จากฝนตกหนักหลายชั่วโมง ส่งผลให้น้ำท่วมถนนตลอดแนว เริ่มจาก ห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี แม็คโคร โลตัส และ สถานีขนส่งผู้โดยสารอำนาจเจริญ ระดับน้ำอยู่ที่ 40-50 เซนติเมตร รถเล็กสัญจรลำบาก ออกจากห้างดังไม่ได้ ต้องรอร่วม 1 ชั่วโมง จึงคลี่คลาย จึงออกมาได้ บางคันน้ำท่วมเข้าเครื่องยนต์ทำให้รถดับรถเสียกลางถนนหลายคัน เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องช่วยเหลือเข็ญเข้าที่สูงข้างทางหนีน้ำ เพื่อรอรถยก เข้าอู่ซ่อมต่อไป

    นอกจากนี้ ถนนสายรอบเมืองด้านทิศตะวันออกจรดทิศเหนือและทิศใต้(อำนาจเจริญ – มุกดาหาร – อุบลราชธานี) ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักติดต่อเป็นเวลาหลายชั่วโมงเช่นกัน และเกิดน้ำท่วมเป็นบางช่วง ระดับน้ำอยู่ที่ 20 – 30 เซนติเมตร ทำให้การขับขี่รถที่สัญจรผ่านจุดน้ำท่วมจึงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

    ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระดมกำลังเร่งระบายน้ำด้วยเครื่องสูบน้ำ ในทุกจุดที่ถูกน้ำท่วมแล้ว เพื่อคืนผิวจราจรให้อยู่ในสภาพปกติ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/915817&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3VbmyeO8Pj2hvhCeEPGe8r

  • อินเดียเร่งเจรจาสหรัฐฯ ทรัมป์รีดค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B ฉุดหุ้นไอทีดิ่งหมื่นล้าน

    อินเดียเร่งเจรจาสหรัฐฯ ทรัมป์รีดค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B ฉุดหุ้นไอทีดิ่งหมื่นล้าน

    อินเดียและสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าหารือท่ามกลางความตึงเครียด หลังจากที่ทรัมป์ประกาศขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อหุ้นตลาดอินเดีย โดยสูญเสียไปกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงย้ำความสำคัญของการเจรจาต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมความร่วมมือที่สำคัญ

    รัฐมนตรีต่างประเทศอินเดีย สุพรมันยัม ไจชานการ์ ได้เปิดเผยว่า ตนได้มีโอกาสพูดคุยกับมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ขณะเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติในนครนิวยอร์ก โดยทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องว่า ควรมีการเจรจาอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความก้าวหน้าในประเด็นที่สำคัญ แม้จะมีความกดดันจากนโยบายของวอชิงตันที่ส่งผลต่อความสัมพันธ์

    การพบกันนี้เกิดขึ้นไม่กี่วันหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B ใหม่สูงถึง 100,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนักวิเคราะห์เชื่อว่าจะส่งผลกระทบต่อต้นทุนการดำเนินงานของบริษัทไอทีรายใหญ่ในอินเดียทันที เพราะอินเดียเป็นประเทศที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดจากวีซ่าประเภทนี้ โดยปีที่ผ่านมามีผู้ได้รับอนุมัติวีซ่าถึง 71% ขณะที่จีนอยู่ในอันดับสองเพียง 11.7% เท่านั้น

    แรงกดดันนี้ทำให้ตลาดหุ้นอินเดียดิ่งลงอย่างรวดเร็วในวันจันทร์ โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศที่มูลค่าหายไปประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายของสหรัฐฯ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของบริษัทอินเดียในตลาดโลก

    ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ ถูกทดสอบมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่การที่ทรัมป์ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดียเพื่อตอบโต้การซื้อน้ำมันจากรัสเซีย รวมไปถึงมาตรการล่าสุดที่สร้างแรงเสียดทานด้านการค้าและแรงงานที่มีทักษะสูง อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ทั้งสองฝ่ายยังคงพยายามฟื้นฟูบรรยากาศความร่วมมือ โดยเฉพาะผ่านกรอบการหารือ Quad ที่มีญี่ปุ่นและออสเตรเลียเข้าร่วม แต่การประกาศนโยบายใหม่ของทรัมป์กลับทำให้เกิดความไม่แน่นอนในทิศทางความสัมพันธ์

    อย่างไรก็ตาม รูบิโอได้ส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ ยังให้ความสำคัญกับอินเดียในฐานะพันธมิตรหลัก โดยเขาได้ปรากฏตัวอย่างไม่คาดคิดในช่วงการไต่สวนเพื่อแนะนำ เซอร์จิโอ กอร์ ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ คนใหม่ประจำกรุงนิวเดลี และได้ระบุชัดเจนว่า อินเดียคือหนึ่งในความสัมพันธ์ที่สำคัญที่สุดของสหรัฐฯ บนเวทีโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/world/639530&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_E0Zn6cEXsLuurscERVmT

  • 3 สัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่นักลงทุนต้องจับตาสัปดาห์นี้

    3 สัญญาณเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่นักลงทุนต้องจับตาสัปดาห์นี้

    สัปดาห์นี้มี สัญญาณเศรษฐกิจจากสหรัฐฯ ที่นักลงทุนควรจับตาอย่างใกล้ชิดถึง 3 เหตุการณ์สำคัญ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคา Bitcoin และตลาดคริปโตโดยรวมได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดราคาบิทคอยน์ร่วงลงมาแตะระดับ 112,000 ดอลลาร์ และซื้อขายอยู่ที่ราว 112,488 ดอลลาร์ โดยลดลงกว่า 2.84% ภายใน 24 ชั่วโมง

    ความเคลื่อนไหวนี้ตอกย้ำว่านักลงทุนจำเป็นต้องเฝ้าระวังปัจจัยที่จะมากำหนดทิศทางราคาในอนาคตอันใกล้ พร้อมทั้งเตรียมตัวรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ในบทความนี้มาดูกันว่า 3 เหตุการณ์สำคัญ ที่กำลังจะเกิดขึ้นมีอะไรบ้าง

    เหตุการณ์ที่ 1: คำปราศรัย Jerome Powell

    การปราศรัยของ Jerome Powell ประธาน Fed ในวันอังคารนี้ ถือเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดสำหรับนักลงทุน Bitcoin และตลาดคริปโต แม้ว่าจะมีเจ้าหน้าที่ Fed ท่านอื่นออกมาพูดในสัปดาห์นี้ด้วย แต่คำพูดของ Powell ที่มีน้ำหนักจะสามารถส่งผลกระทบต่อตลาดได้มากที่สุด

    การปราศรัยครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงหนึ่งสัปดาห์ หลังจากที่ Fed มีมติลดอัตราดอกเบี้ย 25 จุด ซึ่งเป็นการลดครั้งแรกในรอบ 9 เดือน อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการลดดอกเบี้ย แต่ Jerome Powell ได้ปฏิเสธแนวคิดเรื่อง “วงจรการลดอัตราดอกเบี้ย” ซึ่งสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุนคริปโต

    ในการแถลงข่าวครั้งก่อน ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) อธิบายว่า การลดอัตราดอกเบี้ยเป็นเพียงมาตรการป้องกัน เพื่อตอบสนองต่อข้อมูลการจ้างงานที่ชะลอตัว

    ดังนั้น นักลงทุนคริปโตต้องเตรียมจับตามองคำกล่าวสุนทรพจน์ในวันอังคารนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่า Jerome Powell จะมีท่าทีเข้มงวด หรือผ่อนคลาย

    เหตุการณ์ที่ 2: ตัวเลขการขอรับสวัสดิการว่างงาน 

    อีกหนึ่งสัญญาณเศรษฐกิจสำคัญจากสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้คือ ตัวเลขการขอรับสวัสดิการว่างงานเบื้องต้น (Initial Jobless Claims) ซึ่งจะมีการประกาศในทุกวันพฤหัสบดี ข้อมูลนี้จะสะท้อนจำนวนคนที่ยื่นขอรับสวัสดิการการว่างงานในสัปดาห์ที่ผ่านมา

    ซึ่งในสัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 13 กันยายน มีผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานอยู่ที่ 231,000 ราย ซึ่งต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 235,000 ราย 

    อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ยังคงสังเกตเห็นแนวโน้มการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ซึ่งทำให้ Fed ต้องให้ความสำคัญกับทั้งเรื่องเงินเฟ้อ และสถานการณ์ตลาดแรงงาน

    The last three weeks are a good example of why it’s useful to look at 4-week moving averages when it comes to initial #jobless claims data. This week we had a big drop, but the previous week was a big increase. The trend remains upward though since July. The Fed’s mandate is to… pic.twitter.com/tVBahgrvxO

    — Mark Riepe (@MarkRiepe) September 18, 2025

    ข้อมูลตลาดแรงงานได้กลายเป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจมหภาคที่มีความสำคัญต่อราคา Bitcoin มากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางจำนวนตำแหน่งงานว่างที่ลดลงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น 

    หากตัวเลขการขอรับสวัสดิการว่างงานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ อาจสะท้อนถึงแนวโน้มเศรษฐกิจที่แย่ลง ซึ่งจะเพิ่มโอกาสที่ Fed จะลดอัตราดอกเบี้ย และส่งผลให้ความต้องการใน Bitcoin เพิ่มขึ้นในระยะสั้น

    เหตุการณ์ที่ 3: ดัชนีเงินเฟ้อ PCE 

    อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่นักลงทุน Bitcoin และตลาดคริปโตจับตามองในสัปดาห์นี้คือ ดัชนีค่าใช้จ่ายการบริโภคส่วนบุคคล PCE (Personal Consumption Expenditure)ของเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ให้ความสำคัญมากที่สุด โดยจะมีการประกาศในวันศุกร์นี้

    นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า ตัวเลขเงินเฟ้อ PCE จะสูงขึ้น โดยคาดว่าดัชนี Core PCE (ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน) จะเพิ่มขึ้น 0.3% เมื่อเทียบกับเดือนก่อน และเพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งสูงกว่าตัวเลขในเดือนกรกฎาคมที่ 2.9%

    หากตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ออกมาสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ จะส่งสัญญาณว่า เงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับที่สูง และแก้ไขได้ยาก ซึ่งจะลดโอกาส ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเร็วๆ นี้ สถานการณ์เช่นนี้จะ สร้างแรงกดดันอย่างมาก ให้กับ Bitcoin และสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ เนื่องจากนักลงทุนจะหันไปหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าในตลาดที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าแทน

    ที่มา : beincrypto

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamblockchain.com/2025/09/22/3-us-economic-signals-that-investors-need-to-watch-this-week/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw143CDJ1R26BKUoKfXTp0N-