Blog

  • “สมาคมธนาคารไทย” ชงรัฐบาล เร่งแก้เศรษฐกิจนอกระบบ-หนี้ครัวเรือน

    “สมาคมธนาคารไทย” ชงรัฐบาล เร่งแก้เศรษฐกิจนอกระบบ-หนี้ครัวเรือน

    ผู้สื่อข่าวรายงาน วันนี้ (23 ก.ย.68) นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ผ่าน Facebook ระบุ สมาคมธนาคารไทย ได้ต้อนรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) เศรษฐกิจ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 58 ปี ที่มีนายกรัฐมนตรีมาเยือนสมาคมธนาคารไทย ส่วนใหญ่เป็นการมารับฟังข้อมูลปัญหาและคำแนะนำต่างๆ จากสมาคมธนาคารไทย ซึ่งถือว่าเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจอีกแห่งหนึ่ง ที่สามารถสะท้อนสภาพความเป็นจริงของเศรษฐกิจไทย เพราะธนาคารไทยสัมผัสกับลูกค้าแทบจะทุกกลุ่มได้เป็นอย่างดี

    นายวรภัค กล่าวเสริมว่า ท่านนายกฯและท่านรองนายกฯ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รู้จัก CEO ของธนาคารไทยแทบจะทุกท่าน บรรยากาศการพูดคุยเลยค่อนข้างผ่อนคลายเป็นกันเองและเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างมีอรรถรส โดยมีสาระสำคัญจากสมาคมธนาคารไทยพอสังเขป ได้แก่

    Perfect Storm ภาพเศรษฐกิจ ที่สมาคมธนาคารฉายในสายตาของสมาคมฯ ไทยกำลังเจอปัญหาหลายด้านพุ่งชนกันพอดี

    1.โครงสร้างเดิมที่เปราะบาง เศรษฐกิจนอกระบบยังใหญ่โตถึง 48% ของ GDP เกินกว่าหลายประเทศในเอเชีย ทำให้การจัดเก็บภาษีไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย ความเหลื่อมล้ำสูง และค่าเงินบาทถูกโยกด้วยธุรกรรมทอง–คริปโต หนี้ครัวเรือนก็สูงลิ่วกว่า 100% ต่อ GDP รวมทั้งในและนอกระบบ

    2.ความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ไทยเสมือน “เครื่องยนต์ติดขัด” คาด GDP โตเฉลี่ยแค่ 2.1% ใน 5 ปีข้างหน้า ต่ำสุดในอาเซียน ขณะที่ FDI ไหลเข้าน้อย เงินทุนไทยกลับไหลออกไปลงทุนต่างประเทศแทน

    3.ภาครัฐที่ท้าทายไม่แพ้กัน กฎหมายและกฎระเบียบมากกว่า แสนฉบับ กำลังกลายเป็นภาระ ธุรกิจต้องแบกต้นทุนแฝงสูง ข้อมูลหน่วยงานรัฐไม่เชื่อมกันจนถึงขั้น “หาสาเหตุค่าเงินบาทแข็งค่าไม่ได้” ขณะที่หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นต่อเนื่อง

    ขณะที่ Reinvent Thailand ข้อเสนอใหญ่จากสมาคมธนาคาร นั้น สมาคมไม่ได้มาเพียงบ่น แต่ชูแพลตฟอร์ม Reinvent Thailand” เป็นเวทีร่วมมือระหว่างรัฐ-เอกชน-การเงิน แนวคิดคือ “ไม่ใช่คุยแล้วจบ” แต่ต้องมี ข้อมูลนำทาง (Data-driven), เจ้าภาพชัดเจน, KPI วัดผล, และแรงจูงใจที่ถูกต้อง

    โดย 3 แนวทางหลักที่สมาคมธนาคารไทยแนะนำ คือ

    ภาคประชาชน

    จัดตั้ง JV-AMC ระหว่างธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจ เพื่อซื้อหนี้เสียรายย่อยมาบริหารใหม่ พร้อมกำหนดให้ผู้ให้กู้ทุกรายต้องรายงานข้อมูลเครดิตเข้า NCB แล้วสร้าง National Credit Score เพื่อให้ทุกคนถูกประเมินความเสี่ยงด้วยมาตรฐานเดียว

    ภาคธุรกิจ ผลักดันโครงการ Greenly Made by Thais” (GMBT) เพื่อให้สินค้าส่งออกไทยมีแต้มต่อด้าน ESG และการใช้วัตถุดิบในประเทศมาตรการ “พี่ช่วยน้อง” ให้บริษัทใหญ่ช่วย SMEs ในห่วงโซ่อุปทาน และใช้เครื่องมือใหม่ เช่น Digital Lending Platform และ PromptBiz เพื่อลดต้นทุนธุรกิจ

    ภาครัฐ ใช้งบจัดซื้อจัดจ้างปีละ 1.7 ล้านล้านบาท เป็นคันโยกหนุน SMEs และสินค้ากลุ่ม GMBT รวมถึงปรับโครงสร้างกฎระเบียบ ลดขั้นตอนและความซ้ำซ้อน

    ด้านนโยบายเร่งด่วน 4+4 ซึ่งสมาคมฯ สรุปเป็น 4 ประเด็นหลัก + 4 มาตรการเสริม

    1.ดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ

    2.แก้หนี้ครัวเรือนด้วย AMC และ National Credit Score

    3.เพิ่มรายได้ครัวเรือน ผ่านการอัพสกิลและค่าตอบแทน

    4.กระตุ้นการลงทุนในประเทศ ดึง FDI และหนุน local content

    ส่วน +4 เสริม : ใช้ PromptBiz, ปรับ บสย., เครื่องมือช่วย SMEs

    ข้อเสนอของสมาคมธนาคารไทยครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงรายงานเชิงเทคนิค แต่คือ สัญญาณเตือนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังถูกล้อมด้วยความเสี่ยงรอบด้าน หากรัฐบาลกล้าลงมือจริงตามแนวทางเหล่านี้ ประเทศไทยยังมีโอกาสสร้างรอบใหม่ของการเติบโตและก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางได้

    ซึ่งข้อแนะนำบางอย่างท่านนายกฯ ก็มีแนวทางสั่งการให้ท่านรองนายกฯเศรษฐกิจได้เตรียมนโยบายไว้อยู่แล้วอาทิเช่นการแก้หนี้ภาคครัวเรือน การเสริมสภาพคล่องธุรกิจเอสเอ็มอี การกระตุ้นเศรษฐกิจแบบทำสั้นแต่ได้ยาว การอำนวยความสะดวกและดึงดูดการลงทุนระยะยาว ในอุตสาหกรรมเป้าหมายจากต่างประเทศเป็นต้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/784307&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1e7Q8gec0vNOyUHVn5D3D3

  • กลุ่มธุรกิจ TCP นำร่อง ‘กระทิงแดง’ ใช้ฟิล์มหดรีไซเคิลแบบพิมพ์สี – ฐานเศรษฐกิจ

    กลุ่มธุรกิจ TCP นำร่อง ‘กระทิงแดง’ ใช้ฟิล์มหดรีไซเคิลแบบพิมพ์สี – ฐานเศรษฐกิจ

    ครั้งแรกในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย! กลุ่มธุรกิจ TCP นำร่อง ‘กระทิงแดง’ ใช้ฟิล์มหดรีไซเคิลแบบพิมพ์สี ต่อยอดบรรจุภัณฑ์ยั่งยืนครบทั้งพอร์ตโฟลิโอ เดินหน้าสู่ Sustainable Growth.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/sustainable/environment/639623&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw21S3oDpRsGQ1CUgy0cuxaj

  • รองประธานเฟดเรียกร้องลดดอกเบี้ยเชิงรุกเพื่อกระตุ้นตลาดแรงงานอเมริกัน

    รองประธานเฟดเรียกร้องลดดอกเบี้ยเชิงรุกเพื่อกระตุ้นตลาดแรงงานอเมริกัน

    รองประธานเฟดเดอรัลรีเสิร์ฟของสหรัฐอเมริกา มิเชล โบว์แมน เรียกร้องให้ธนาคารกลางสหรัฐดำเนินนโยบายการเงินเชิงรุกโดยลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อรับมือกับสภาวะตลาดแรงงานที่กำลังแย่ลง พร้อมเตือนว่านโยบายการเงินอาจตามไม่ทันสถานการณ์

    โบว์แมน กล่าวในการประชุมที่รัฐนอร์ธแคโรไลนาเมื่อวันอังคารว่า คณะกรรมการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของเฟดควรดำเนินการอย่างเด็ดขาด และเชิงรุกเพื่อแก้ไขสภาพตลาดแรงงานที่ลดลงและมีสัญญาณของความเปราะบางทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก กำลังเผชิญกับสภาวะตลาดแรงงานที่เลวร้ายลงมาหลายเดือน

    ความกังวลเรื่องการปรับนโยบายล่าช้า

    รองประธานเฟดแสดงความกังวลว่า หากสภาวะดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป จะต้องปรับนโยบายในอัตราที่เร็วขึ้น และในระดับที่มากขึ้นในอนาคต แม้ว่าโบว์แมนจะสนับสนุนการตัดสินใจของเฟดในการลดดอกเบี้ย 0.25 เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่เธอเป็นหนึ่งในสองของกรรมการเฟดที่ผลักดันให้มีการลดดอกเบี้ยในเดือนกรกฎาคม ขณะที่เจ้าหน้าที่คนอื่นโหวตให้คงดอกเบี้ยไว้ที่เดิม

    เธอยืนยันในวันอังคารว่า เฟดควรเริ่มลดดอกเบี้ยตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พร้อมเพิ่มความมั่นใจว่าภาษีนำเข้าที่สหรัฐกำหนดจะมีผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อในระยะสั้นและมีขนาดเล็ก

    แนวโน้มนโยบายการเงินในอนาคต

    หากสภาพเศรษฐกิจพัฒนาไปตามที่คาดการณ์ไว้ โบว์แมน คาดหวังว่าการลดดอกเบี้ยของเฟดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วจะเป็นการเริ่มต้นของการลดดอกเบี้ยหลายครั้งต่อเนื่อง

    ผู้ว่าการเฟด สตีเฟน มิรัน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งใหม่จากประธานาธิบดีทรัมป์เป็นคนเดียวในคณะกรรมการตลาดเงินแบบเปิดของรัฐบาลกลางที่คัดค้านการลดดอกเบี้ย 0.25 %โดยเขาต้องการการลดมากกว่า 0.5%

    ความระมัดระวังในการลดดอกเบี้ยแบบรุนแรง

    อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่นโยบายยังระมัดระวังต่อการลดดอกเบี้ยแบบรุนแรง ประธานเฟดชิคาโก ออสตัน กูลส์บี กล่าวกับสำนักข่าว CNBC ว่า ในที่สุดแล้วอัตราดอกเบี้ยสามารถลดลงได้มากหากเราสามารถกำจัดเงินเฟ้อออกไปได้ เขาเตือนด้วยว่า อัตราเงินเฟ้อที่เกินเป้าหมายมาสี่ปีครึ่งติดต่อกันและยังคงสูงขึ้น ต้องระมัดระวังไม่ให้มีการปรับลดอย่างฮวบฮาบเกินไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/fed-official-urges-proactive-rate-cuts-boost-us-jobs&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1kUxwEwtxeGRdStD8CQUJu

  • “เงินบาท” เปิดเช้าทรงตัว 31.78 บ. เกาะติดข้อมูลเศรษฐกิจ “สหรัฐ”

    “เงินบาท” เปิดเช้าทรงตัว 31.78 บ. เกาะติดข้อมูลเศรษฐกิจ “สหรัฐ”

    ผู้สื่อข่าวรายงาน ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีเอ็มบีธนชาต (TTB) เปิดเผยว่าค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 31.78 บาท/ดอลลาร์ ใกล้เคียงกับราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 31.80 บาท/ดอลลาร์ ทั้งนี้ ค่าบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยตลาดติดตามความเห็นของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด), ดัชนีราคา PCE เดือนส.ค. และตัวเลข GDP ไตรมาส 2/68 ในช่วงปลายสัปดาห์

    ส่วนปัจจัยในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความเห็นว่ากำลังติดตามค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด และได้เข้าดูแลตลาดเพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งเห็นได้จากการเพิ่มขึ้นของทุนสำรองระหว่างประเทศ  และต้องตามดูประเด็น Net Error and Omission (NEO) หรือ ข้อผิดพลาดและตกหล่นสุทธิว่าจะมีส่วนกดดันต่อค่าเงินบาทหรือไม่

    ด้านราคา ทองคำ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กดดันค่าเงินบาท โดยทองคำทำสถิติสูงสุดใหม่เหนือระดับ 3,710 ดอลลาร์ต่อออนซ์ รับแรงหนุนจากการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเดินหน้าผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม หลังจากสัปดาห์ก่อนมีการปรับลดดอกเบี้ยครั้งแรกของปี และส่งสัญญาณว่าจะดำเนินมาตรการผ่อนคลายต่อเนื่องเพื่อตอบรับตลาดแรงงานที่อ่อนแอ ทั้งนี้ จาก CME FedWatch Tool นักลงทุนให้น้ำหนักสูงถึง 93% ที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยอีก 0.25% ในเดือนตุลาคม และ 81% สำหรับการประชุมเดือนธันวาคม.

    สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท คาดว่าวันนี้จะเคลื่อนไหวในกรอบแคบๆ และผันผวนตามราคาทองคำ โดยมีแนวรับที่ระดับ 31.65 บาท/ดอลลาร์ เมื่อวานนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดพันธบัตร 7,690 ล้านบาท และขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย 1,672 ล้านบาท

    ส่วนกรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ USD/THB 31.65-31.85 แนะนำทยอยซื้อที่ระดับ 31.65, EUR/THB 37.20-37.60 แนะนำทยอยซื้อที่ระดับ 37.20, JPY/THB 0.2140-0.2180 แนะนำทยอยซื้อ  0.2100, GBP/THB 42.80-43.20 และ AUD/THB 20.80-21.20

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/784174&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3OdEiQ9APyG_wfPv5WEa30

  • ‘บัณฑิตล้นตลาด’ แต่ขาด ‘ช่างฝีมือ’ เด็กจีนจบปริญญา หันเรียนอาชีวะต่อ

    ‘บัณฑิตล้นตลาด’ แต่ขาด ‘ช่างฝีมือ’ เด็กจีนจบปริญญา หันเรียนอาชีวะต่อ

    ต่างประเทศ

    ‘บัณฑิตล้นตลาด’ แต่ขาด ‘ช่างฝีมือ’ เด็กจีนจบปริญญา หันเรียนอาชีวะต่อ

    ตลาดแรงงานจีนเจอภาวะ ‘บัณฑิตล้น–ช่างฝีมือขาด’ เรียนจบสูงแต่หางานยาก ต้องผันตัวไปทำงานรับจ้างหรือกลับบ้าน ขณะที่อุตสาหกรรมเกิดใหม่กลับขาดแรงงานฝีมือมหาศาล กระแสใหม่จึงเกิดขึ้น คนจบป.ตรีและโทแห่เรียน ‘อาชีวะ’ เพื่อคว้าโอกาสงานจริงและปรับตัวสู่ตลาดแรงงานที่ต้องการทักษะฝีมือ

    ในทุกปี จีนผลิต “บัณฑิตมหาวิทยาลัย” ออกมามหาศาล แต่กลับหางานยาก หลายคนต้องผันตัวเป็นไรเดอร์ส่งอาหาร ไลฟ์สตรีมเมอร์ หรือแม้แต่กลับไปอยู่บ้านพ่อแม่แทน ในขณะที่ตำแหน่งงานสายเทคนิค เช่น การผลิต ไอที และสาธารณสุข กลับ “ขาดแคลนแรงงาน” นับสิบล้านตำแหน่ง นี่จึงทำให้บัณฑิตจีนไม่น้อย หันไปเรียนต่อ “อาชีวะ” แทน ซึ่งให้โอกาสงานมากกว่า

    “งานผลิตระดับล่างอาจใช้หุ่นยนต์ได้ แต่เรายังขาด ‘แรงงานช่างฝีมือ’ ที่เขียนโค้ดหรือควบคุมเครื่องจักรเหล่านั้น” แดน หวัง ผู้อำนวยการประจำจีนของ Eurasia Group กล่าว

    หนึ่งในนั้น คือ เกา เซิงหาน หลังจบ “ปริญญาตรีสาขาการแสดงดนตรี” เธอผ่านงานหลายอย่างมา 6 ปี ทั้งเป็นครูดนตรี เจ้าของร้านอาหาร และร้านเสื้อผ้า สุดท้ายความหลงใหลในแฟชั่นและต้องการเพิ่มโอกาสแข่งขัน ทำให้เธอเลือกเส้นทาง “กลับมาเรียนสายอาชีพ” เป็นนักศึกษาใหม่ด้านแฟชั่นที่ Guangzhou Baiyun Technician College of Business and Technology 

    ปรากฏการณ์นี้ยังรวมถึงถง เจี๋ยจง ที่แม้จะจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งอย่างชิงหัว แต่ภายหลังเธอถูกเลิกจ้างจากงานวิจัยด้านสภาพภูมิอากาศ จึงหันมาสมัครเรียนสาขาอาชีพ ศิลปะการทำอาหารที่ Shandong Lanxiang Technician College แม้คนในออนไลน์จะประหลาดใจ แต่ถงยืนยันว่าความรักในการทำอาหารคือแรงผลักดันหลักของเธอ

    จากข้อมูลเว็บไซต์บริการหางาน Zhaopin เผยว่า ภายในเดือนเมษายน 2024 มีบัณฑิตปริญญาตรีที่ได้รับข้อเสนองานเพียง 45% ในขณะที่ผู้จบ “วิทยาลัยอาชีวะ” มีอัตราได้งานสูงถึง 57% เพราะสถาบันเหล่านี้มักมีเครือข่ายฝึกงานและบรรจุงานร่วมกับบริษัทเอกชน

    ‘บัณฑิตล้นตลาด’ แต่ขาด ‘ช่างฝีมือ’ เด็กจีนจบปริญญา หันเรียนอาชีวะต่อ

    – งานด้านสายอาชีพ กำลังเป็นที่ต้องการของตลาด (ภาพ: shutterstock) –

    บัณฑิตล้นตลาด แต่ขาดช่างฝีมือ

    ในขณะนี้ บัณฑิตมหาวิทยาลัยมักเผชิญปัญหาใหญ่ คือ “ความรู้เชิงทฤษฎีไม่สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมจริง” ทำให้มีคุณสมบัติสูงเกินไปสำหรับงานเริ่มต้น แต่ทักษะไม่พอสำหรับงานเทคนิค

    เหมา อวี้เฟย รองศาสตราจารย์คณะเศรษฐศาสตร์แรงงานมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และธุรกิจปักกิ่งระบุว่า แนวโน้มนี้สะท้อนความจำเป็นในการปฏิรูปการศึกษา

    “หากนักเรียนเรียนจบการศึกษาระดับสูงแล้ว ยังต้องกลับมาฝึกสายอาชีพ แสดงว่าทรัพยากรการศึกษาเดิมไม่ได้ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นทักษะที่ใช้ได้จริง ส่งผลให้เกิดการซ้ำซ้อนและสิ้นเปลืองทรัพยากรทั้งคน อุปกรณ์การเรียนการสอน และการเงิน” เหมากล่าว

    แนวโน้มนี้สะท้อนความขัดแย้งเชิงโครงสร้างตลาดแรงงานจีน คือมีผู้สมัครงานสายออฟฟิศล้นตลาด ขณะเดียวกันกลับขาดแคลนแรงงานทักษะสูง สำหรับอุตสาหกรรมเกิดใหม่อย่างรุนแรง

    รัฐดันสายอาชีพ สู่โรงงานและเทคโนโลยีอนาคต

    ด้วยการขาดแคลนเช่นนี้ รัฐบาลจีนโดยเฉพาะประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จึงส่งสัญญาณสนับสนุนให้เยาวชนเลือกเรียน “สายอาชีวะ” ซึ่งเป็นหลักสูตร 3 ปี เน้นสร้างทักษะช่างเทคนิค เครื่องจักร วิศวกรหุ่นยนต์ พยาบาล และสายงานเฉพาะอื่นๆ เพื่อป้อนโรงงานและอุตสาหกรรมที่กำลังขาดแคลนคน

    ปัจจุบัน จีนมีนักศึกษามหาวิทยาลัยกว่า 20 ล้านคน เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยของจีนกว่า 1,300 แห่ง และอีก 17 ล้านคน ศึกษาอยู่ในวิทยาลัยอาชีวะกว่า 1,500 แห่ง

    เป้าหมายของรัฐบาลคือ ยกระดับสถาบันอาชีวะให้เป็น “อาชีวะชั้นนำระดับโลก” ภายในปี 2035 โดยค่าเล่าเรียนแทบไม่ต่างกันอยู่ที่ราว 6,000 หยวน (ประมาณ 26,000 บาท) ต่อปีในสถาบันของรัฐ ส่วนโรงเรียนเอกชนมักมีค่าใช้จ่ายอย่างน้อยสองเท่าของอัตรานี้

    ‘บัณฑิตล้นตลาด’ แต่ขาด ‘ช่างฝีมือ’ เด็กจีนจบปริญญา หันเรียนอาชีวะต่อ

    ผู้ปกครองจีนติดค่านิยม สายสามัญดูมีศักดิ์กว่าอาชีวะ

    แม้รัฐบาลประกาศตั้งแต่สามปีก่อนว่า ผู้เรียนสายสามัญและสายอาชีพควรมีโอกาสเท่าเทียมกัน แต่ในความเป็นจริงหลายบริษัทใหญ่ยังต้องการใบปริญญาตรี สำหรับตำแหน่งงานที่มีเกียรติหรือมีชื่อเสียงมากกว่า อีกทั้งบัณฑิตมหาวิทยาลัยยังมีรายได้เฉลี่ยหลังจบ 3 ปีที่ราว 10,168 หยวน หรือราว 45,000 บาทต่อเดือน สูงกว่าผู้จบวิทยาลัยอาชีวะราว 1 ใน 3 ตามข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษาการศึกษา Mycos

    เหตุผลเพราะตลอดหลายพันปีในจีน เป้าหมายของการศึกษาคือ การสอบผ่าน “ระบบจอหงวน” เพื่อรับตำแหน่งข้าราชการ ดังนั้นเด็กที่ตั้งใจเข้ามหาวิทยาลัยในปัจจุบัน จึงใช้เวลาเกือบทั้งหมดในช่วงมัธยมปลายเพื่อเตรียมสอบ “เกาเข่า” ซึ่งเป็นการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ทรหดและกินเวลาหลายวัน

    ผู้ที่ทำคะแนนได้สูงสุดจะได้เข้า “มหาวิทยาลัยชั้นนำ” ส่วนผู้ที่คะแนนต่ำกว่าจะต้องเลือก มหาวิทยาลัยที่ไม่โด่งดังนัก หรือแม้แต่ “วิทยาลัยอาชีวะ”

    ความคิดของผู้ปกครองก็เป็นอุปสรรค ผู้ปกครองส่วนใหญ่เชื่อในการเรียนหนักว่า “โรงเรียนที่ดีคือต้องปลุกเด็ก 6 โมงเช้า และให้เรียนยาวถึง 5 ทุ่ม” หลี่ รู่หยวน ครูใหญ่โรงเรียนอาชีวะในมณฑลเหอเป่ยกล่าว “ถ้าบอกว่าเด็กสามารถเล่นหรือทำกิจกรรมส่วนตัวได้ พ่อแม่จะกังวลทันที”

    ปรับภาพลักษณ์สายอาชีพใหม่ ‘รากฐานของชาติ’

    ที่ผ่านมา ปธน.สี จิ้นผิงซึ่งเคยบริหารวิทยาลัยอาชีวะในทศวรรษ 1990 พยายามยกระดับภาพลักษณ์ของการเรียนสายช่าง โดยเรียกแรงงานฝีมือว่า “รากฐานของชาติ” อย่างไรก็ตาม ความเชื่อเดิมๆ ยังคงฝังลึก

    ปี 2021 การเสนอควบรวมมหาวิทยาลัยเอกชนบางแห่งกับวิทยาลัยอาชีวะเพื่อเพิ่มศักยภาพสายช่างกลับจุดกระแสต่อต้าน เพราะกลัวว่าการควบรวมจะทำให้ปริญญาของตนด้อยค่า โดยมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในนครหนานจิง มีการประท้วงหนักถึงขั้นนักศึกษากักตัวคณบดี ก่อนที่ตำรวจจะเข้าช่วยเหลือ

    อย่างไรก็ตาม สถาบันอาชีวะบางแห่งก็เริ่มสร้างชื่อทัดเทียมมหาวิทยาลัยชั้นนำแล้ว เช่น Shenzhen Polytechnic University ที่ได้รับฉายา “ชิงหัวน้อย” ด้วยความร่วมมือใกล้ชิดกับบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Huawei และสนับสนุนสตาร์ตอัปของนักศึกษา จึงดึงดูดคนเก่งที่สามารถเลือกมหาวิทยาลัยชั้นนำได้

    “ฉันได้รู้ว่า ไม่จำเป็นต้องมีปริญญาโท ก็ใช้ชีวิตในแบบที่ต้องการได้” โจวเฉิน นักศึกษาที่นี่กล่าว

    ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเหล่านี้ ไม่ว่าบัณฑิตที่กลับมาฝึก “สายอาชีพ” กลางคัน หรือเด็กเก่งที่เลือกเส้นทางอาชีวะตั้งแต่แรก เหมา อวี้เฟยจึงแนะนำ “แนวทาง 2 ข้อ” อย่างแรก มหาวิทยาลัยควรปรับหลักสูตรให้เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมจริง เช่น หลักสูตรปริญญาตรีเชิงปฏิบัติ หรือปริญญาโทสายวิชาชีพ และสอง รัฐบาลควรสร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้คนสามารถพัฒนาทักษะต่อเนื่องไปตลอดอาชีพ โดยไม่ควรรอให้เกิดปัญหาในอาชีพ แล้วค่อยมาฝึกเพิ่มในภายหลัง

    อ้างอิง: bloombergnikkeiyicai

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1199886&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jSs_e39UnUWD9147AOTlv

  • แพทย์อเมริกัน อ่อนกว่าอายุจริง 11 ปี แจกสูตรให้ฟรีๆ “กินย้อนวัย” ฟื้นฟูร่างกายได้จริง!

    แพทย์อเมริกัน อ่อนกว่าอายุจริง 11 ปี แจกสูตรให้ฟรีๆ “กินย้อนวัย” ฟื้นฟูร่างกายได้จริง!

    เคล็ดลับ “ย้อนวัย” ร่างกาย ผู้เชี่ยวชาญเผย 4 วิธีง่ายๆ ทำได้จริง

    แม้อายุจริงจะ 52 ปี แต่หมอชาวอเมริกันคนหนึ่งกลับมีอายุชีวภาพเพียง 41 ปีเท่านั้น! เคล็ดลับของเขาไม่ได้ซับซ้อน แต่อยู่ที่การเลือกรับประทานอาหารและดูแลสุขภาพแบบสม่ำเสมอ

    เป็นไปได้ไหมที่จะดูเหมือนอายุ 35 ปี ทั้งๆ ที่อายุ 52 ปี? คำตอบคือ เป็นไปได้ และกุญแจสำคัญอยู่ที่ไลฟ์สไตล์และการเลือกรับประทานอาหารในแต่ละวันของคุณ ดร. เคิร์ต ฮอง (Dr. Kurt Hong) เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโรคอ้วนและกระบวนการชราภาพ (การแก่ตัว) ในสหรัฐอเมริกา คือข้อพิสูจน์ที่มีชีวิต!

    แม้ว่าเขาจะผ่านวัย 50 ไปแล้วก็ตาม แต่เขายังคงรักษา “อายุทางชีววิทยา” ที่อ่อนกว่าวัยถึง 11 ปี เนื่องมาจากการออกกำลังกาย การเสริมวิตามินดี การฝึกสมอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้หลักโภชนาการต่อต้านวัย 4 ประการ

    1. กินผักใบเขียวและผลไม้ให้ได้วันละ 5 ส่วน

    ผักและผลไม้ที่อุดมด้วยไฟเบอร์และสารต้านอนุมูลอิสระช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ มะเร็ง และโรคทางเดินหายใจ

    งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแนะนำให้บริโภค ผัก 3 ส่วน + ผลไม้ 2 ส่วน/วัน เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

    ควรเลือก: บรอกโคลี, ผักโขม, ผักกาดหอม
    ควรหลีกเลี่ยง: น้ำผลไม้หวานจัด, ข้าวโพด, มันฝรั่ง (ถ้าทานในปริมาณมาก)

    2. เลือกปลาแทนเนื้อแดง

    เนื้อแดงแม้จะให้โปรตีนสูง แต่มีไขมันอิ่มตัวที่ส่งผลเสียต่อหัวใจ ขณะที่ปลาให้ไขมันดี เช่น โอเมก้า-3 ซึ่งช่วยลดการอักเสบในร่างกาย

    ปลาที่แนะนำ: ปลาแซลมอน (มีแอสตาแซนธิน), ปลาทู, ปลาซาร์ดีน, หอยนางรม และหมึก

    เคล็ดลับ: ทานปลาอย่างน้อย 2-3 ครั้ง/สัปดาห์ โดยวิธีการปรุงควรเป็น ต้ม, ย่าง, หรือนึ่ง

    3. ควบคุมปริมาณอาหาร  “กินให้พอดี”

    แม้ผลไม้จะดี แต่การทานมากเกินไปก็ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง และสะสมไขมันที่ตับได้

    คำแนะนำ: จำกัดผลไม้วันละ 2 ส่วน โดยแต่ละครั้งไม่เกินขนาด “หนึ่งกำมือ” และควรทานพร้อมอาหารหลัก

    4. หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปขั้นสูง (Ultra-Processed Foods)

    อาหารสำเร็จรูป เช่น มาม่า, ไส้กรอก, ขนมกรุบกรอบ เป็น “ศัตรูเงียบ” ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังถึง 32 ชนิด เช่น มะเร็ง, เบาหวาน, นอนไม่หลับ และโรคหัวใจ

    แนวทางง่ายๆ วางแผนก่อนซื้อของ, หลีกเลี่ยงโซนขนมในซูเปอร์มาร์เก็ต, กำหนดวัน Cheat Day เป็นครั้งคราว

    การกินเพื่อย้อนวัยไม่ใช่เรื่องไกลตัว แค่ใส่ใจเลือกสิ่งที่ร่างกายต้องการ และหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่จำเป็น ก็สามารถช่วยให้สุขภาพดีขึ้นและดูอ่อนวัยกว่าวัยจริงได้อย่างเป็นธรรมชาติ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9847110/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2D3NFHp07QrMi7ORh5VCej

  • กฤษฎีกากับการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์

    กฤษฎีกากับการสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์

    การพัฒนากฎหมายมีความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจดิจิทัลให้เติบโตอย่างยั่งยืนเพื่อประโยชน์และความสุขของประชาชนทุกคน ในปัจจุบัน เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิต การทำงาน และการดำเนินธุรกิจ หรือแม้แต่การปฏิบัติราชการของหน่วยงานของรัฐ ดังนั้น การสนับสนุนให้การพัฒนาเทคโนโลยีเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือแนวคิด technology for public goods จึงสำคัญอย่างยิ่ง เป็นหัวข้อที่ตามมาซึ่งคำถามทั้งทางกฎหมาย ธรรมาภิบาล และจริยธรรมของการพัฒนา ให้บริการ และนำเทคโนโลยีไปใช้

    สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ได้มีบทบาทโดยตรงในการกำหนดนโยบายด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ Artificial Intelligence (AI) แต่ในฐานะที่เป็นหน่วยงานกลางทางกฎหมายที่มีหน้าที่ให้ความเห็นทางกฎหมายแก่คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ ตรวจสอบ แก้ไขและยกร่างกฎหมายของรัฐบาล รวมทั้งมีหน้าที่ในการพัฒนากฎหมายของประเทศเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคม จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สำนักงานฯ ต้องติดตามการเปลี่ยนแปลงของสังคมและเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสามารถเตรียมการรองรับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต และปรับปรุงแก้ไขกฎหมายของประเทศให้รองรับกับความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เหล่านั้น และในขณะเดียวกันก็เพื่อสนับสนุนการดำเนินนโยบายของรัฐบาลให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

    เมื่อกล่าวถึง AI เราได้เห็นแนวทางการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาปรับใช้ในภาคประชาชนและธุรกิจ โดยเฉพาะการสร้าง Chatbot ที่มีความฉลาดสามารถตอบและประมวลผลจากคำถามของผู้ใช้งานได้ใกล้เคียงหรือเสมือนเป็นการพูดคุยสนทนากับมนุษย์ด้วยกัน กล่าวคือ AI มีความสามารถเพิ่มมากขึ้นในการเข้าใจรูปแบบและลักษณะของข้อมูล และนำความเข้าใจในข้อมูลนั้นไปสร้างแนวทางการตอบคำถามหรือการสร้างข้อมูลชุดใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  หากพิจารณาการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในวงการกฎหมาย เราเริ่มเห็นการนำ AI ในรูปแบบใหม่ หรือ Generative AI มาใช้ต่อยอดการบริหารจัดการข้อมูลกฎหมาย เช่น การแก้ไขและชำระข้อมูลที่มีความบกพร่องหรือตกหล่นด้วยการประมวลผลข้อมูลในรูปแบบภาษาธรรมชาติ (natural language processing) หรือการนำ AI มาช่วยการกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มเพื่อลดต้นทุนในการปฏิบัติตามกฎหมายของประชาชนและผู้ประกอบการ เช่น การกรอกใบคำร้องต่ออายุใบอนุญาต หรือ การกรอกเอกสารยื่นภาษีเงินได้ เป็นต้น

    ด้วยศักยภาพและโอกาสในการนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาถึงผลกระทบและปัจจัยต่าง ๆ เกี่ยวกับการนำเทคโนโลยีต่าง ๆ เหล่านี้มาใช้ในสังคมไทย โดยในปัจจุบันอาจแบ่งประเด็นพิจารณาออกได้เป็นทั้งหมดสามเรื่องหลัก ดังนี้

    1. ปัจจัยด้านกฎหมาย (legal implications) เทคโนโลยี AI มีผลเพิ่มความเป็นอิสระในการดำเนินการให้แก่อุปกรณ์หรือระบบต่าง ๆ ซึ่งในกรณีที่มีการดำเนินการที่ก่อให้เกิดอันตรายแก่สวัสดิภาพของบุคคล จำเป็นที่จะต้องมีแนวทางในการกำหนดความผิดและผู้รับผิดชอบในความผิดนั้น (harm and causation of harm) ในเรื่องนี้ หน่วยงานด้านกฎหมายต่างประเทศเริ่มให้ความสนใจเป็นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น คณะกรรมการพัฒนากฎหมายแห่งประเทศสหราชอาณาจักร (UK Law Commission) ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมายเกี่ยวกับ AI (AI and the Law: a discussion paper) เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 โดยมีการตั้งประเด็นไว้ว่าอาจต้องพิจารณาปรับปรุงกฎหมายแพ่งเพื่อรองรับการกำหนดความรับผิดชอบและผู้รับผิดชอบในกรณีที่อุปกรณ์เครื่องใช้หรือซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์สร้างความเสียหายต่อผู้ใช้งาน นอกจากนั้น ยังมีการตั้งประเด็นเพิ่มเติมว่า จำเป็นต้องมีการกำหนดประเภทของบุคคลเพิ่มเติม (จากประเภทบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล) ให้แก่ระบบ AI ที่มีความสามารถในการประมวลผลข้อมูลและดำเนินการเป็นการทั่วไปได้เสมือนมนุษย์หรือไม่
    2. ปัจจัยด้านการกำกับดูแล (regulatory implications) นอกเหนือจากปัจจัยและข้อคำถามด้านกฎหมายแล้ว การพัฒนาสังคมเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี AI อาจมีความจำเป็นต้องพิจารณากฎหมายเชิงกำกับดูแลประกอบควบคู่ไปด้วย การกำกับดูแลการประกอบธุรกิจหรือการดำเนินชีวิตของประชาชนเป็นต้นทุนที่ควรกำหนดเฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาที่หากปล่อยให้เอกชนหาวิธีการแก้ไขอาจไม่ทันการณ์หรืออาจสร้างความเสียหายเพิ่มเติมโดยเฉพาะต่อกลุ่มคนที่ไม่มีอิทธิพลหรือไม่มีอำนาจต่อรอง ปัญหาเหล่านี้อาจเรียกรวมได้ว่าเป็นปัญหาความบิดเบือนของตลาด (market distortion) หรือความล้มเหลวของตลาด (market failure) หากใช้กฎหมายกำกับดูแลแบบพร่ำเพรื่อหรือไม่สอดคล้องกับปัญหาที่ต้องการแก้ไข อาจะส่งผลเป็นการเพิ่มต้นทุนในการดำรงชีวิตของประชาชนโดยไม่จำเป็น ตัวอย่างเช่น ในประเทศสิงคโปร์ รัฐบาลเลือกที่จะไม่ออกกฎหมายเพื่อกำกับดูแลเทคโนโลยี AI เป็นการทั่วไป แต่เลือกที่จะออกกฎหมายกำกับดูแลการนำ AI ไปใช้ในบางกรณี (specific use case) เช่น เรื่องยานยนต์ไร้คนขับ (autonomous vehicle) เป็นต้น
    3. ปัจจัยด้านการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี (innovation promotion) ปัจจัยสุดท้ายที่หน่วยงานด้านกฎหมายอาจเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาสังคมเศรษฐกิจดิจิทัล ได้แก่ การช่วยเหลือสนับสนุนให้เกิดการพัฒนานวัตกรรม การสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี AI เกี่ยวข้องกับหลายเรื่อง เช่น การพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีคลาวด์ (cloud computing) การสร้างส่วนประกอบหรืออุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับคอมพิวเตอร์ รวมถึงการส่งเสริมให้มีการสร้างทุนมนุษย์ที่มีทักษะความสามารถพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงและกลายไปเป็นกำลังสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในอนาคต เป็นต้น เรื่องเหล่านี้บางเรื่องจำเป็นต้องใช้การผลักดันด้านกฎหมายเพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรม

    ทั้งหมดนี้เป็นเพียงหลักการที่มีส่วนในการสนับสนุนการผลักดันสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะเรื่องการสนับสนุนการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนในประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ในฐานะหน่วยงานทางกฎหมายของรัฐบาล เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าวนี้ และจะดำเนินภารกิจด้านการพัฒนากฎหมายโดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/866053/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PLDRN1JbOMX1Q6cBXObvI

  • เที่ยวซัปโปโร 2024 : ปักหมุดแลนด์มาร์กฟรีที่ห้ามพลาด

    เที่ยวซัปโปโร 2024 : ปักหมุดแลนด์มาร์กฟรีที่ห้ามพลาด

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/bN08vPprg3bN&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0C8I3-_USxiazqyzD6wQmz

  • ธรรมนัส ดันนโยบายควิกวิน เร่งสร้างความเปลี่ยนแปลงภายใน 4 เดือน ไม่กังวลฝ่ายค้านตั้งแง่คุณสมบัติ

    ธรรมนัส ดันนโยบายควิกวิน เร่งสร้างความเปลี่ยนแปลงภายใน 4 เดือน ไม่กังวลฝ่ายค้านตั้งแง่คุณสมบัติ

    วันนี้ (23 กันยายน) ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงคำแถลงนโยบายในส่วนกระทรวงต่างๆ ที่พรรคกล้าธรรมรับผิดชอบ โดยระบุว่า ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรฯ, กระทรวงศึกษาธิการ, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ให้ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม เป็นผู้ประสาน เพื่อนำไปรวมกันกับของรัฐบาล  

    สำหรับนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ก่อนหน้านี้ได้ให้นฤมล และ อรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ดูแลมาอย่างต่อเนื่อง นโยบายจะเร่งทำในสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ อันไหนที่ทำแล้วหย่อนยานก็จะกลับมาทำใหม่ แต่ระยะเวลาของรัฐบาลที่เป็นระยะสั้น เราคงต้องทำโครงการ Quick Win ที่เป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์กับพี่น้องเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจ ยางพารา กิโลกรัมละ 100 บาท ก็ต้องกลับมาทำให้ได้ รวมทั้งข้าว มัน และสินค้าทุกประเภท 

    ร.อ. ธรรมนัสเปิดเผยด้วยว่า ในวันศุกร์ที่ 26 กันยายนนี้ จะไปหารือกับทูตจีน ในเรื่องของการประสานภาคการท่องเที่ยว ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะขณะนี้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยน้อยมาก ถือเป็นภาระที่พรรคกล้าธรรม จะต้องทำให้เป็นรูปธรรม

    ส่วนตั้งเป้าหรือไม่ว่าจะทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยมากน้อยเพียงใดในระยะ 4 เดือน ร.อ. ธรรมนัสกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ต้องทำ และถือเป็นหน้าตาของเราคือการจัดซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่จะจัดขึ้นภายในปลายปีนี้ ขณะนี้ยังไม่เป็นรูปธรรม ดังนั้น ต้องเร่งประชุม และวันพรุ่งนี้ (24 กันยายน) จะเรียกประชุมนายกสมาคมกีฬาทุกประเภท เพื่อมอบนโยบายและถามความต้องการ ในการจัดการแข่งขันซีเกมส์ที่เราเป็นเจ้าภาพ 

    ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวหายไป ทั้งประเทศจีน ฝั่งยุโรป และเอเชีย สิ่งสำคัญคือการดึงนักท่องเที่ยวกลับมาให้ได้ นี่คืองานที่ท้าทาย ในกรอบระยะเวลา 4 เดือน จะต้องเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน  

    ส่วนการอภิปรายของพรรคฝ่ายค้านในวันแถลงนโยบายรัฐบาล อาจจะมีการอภิปรายคุณสมบัติรัฐมนตรีด้วยนั้น ร.อ. ธรรมนัสกล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลจะต้องรับทราบและยอมรับให้ได้ คือการเป็นรัฐบาลเป็นเรื่องปกติที่ฝ่ายค้านอยากจะพูดอะไรเขาก็พูด เรามีหน้าที่ชี้แจงให้ครบ อย่าไปแสดงปฏิกิริยาต่อต้าน เขาถามอะไรมาก็ตอบให้ตรงคำถาม

    “ผมอยู่ในการเมืองมาตั้งแต่ปี 2562 ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ 3 ปีซ้อน รวมทั้ง สว. อีก 4 ครั้ง และการตั้งกระทู้ถามในเรื่องสาระสำคัญ เราก็พร้อมตอบในสิ่งที่ตอบให้เกิดความกระจ่าง อย่าไปคิดมาก การเมือง” ร.อ. ธรรมนัสกล่าว

    ร.อ. ธรรมนัสระบุด้วยว่า อย่าไปพูดว่าพรรคไหนเป็นสายล่อฟ้าหรือไม่เป็น เราก็เตรียมของเราให้พร้อมในการตอบคำถามที่เขาอยากจะรู้ อยากจะถาม เราก็พร้อม 

    ส่วนรัฐบาลปัจจุบันจะอยู่เกิน 4 เดือนหรือไม่นั้น ร.อ. ธรรมนัสกล่าวว่า เป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีเซ็น MOA กับพรรคประชาชนไว้ นายกรัฐมนตรีจะต้องแก้ปัญหา ส่วนเราในฐานะที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล พรรคกล้าธรรมจะทำในสิ่งที่ตนเองรับผิดชอบให้ดีที่สุด พร้อมเป็นลมใต้ปีกของนายกรัฐมนตรี ให้ทำหน้าที่สมบูรณ์แบบเพื่อประเทศชาติบ้านเมืองและพี่น้องประชาชนในกรอบเวลาที่จำกัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thammanat-quick-win-policy-4-months/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2hgpTFHlCOehvtrGDCKK30

  • “อนุทิน” หารือ สมาคมธนาคารไทย เร่งแก้หนี้ เพิ่มสภาพคล่อง SMEs ฟื้นการเป็นผู้นำเศรษฐกิจภูมิภาค

    “อนุทิน” หารือ สมาคมธนาคารไทย เร่งแก้หนี้ เพิ่มสภาพคล่อง SMEs ฟื้นการเป็นผู้นำเศรษฐกิจภูมิภาค

    “อนุทิน” หารือ สมาคมธนาคารไทย เร่งแก้หนี้ เพิ่มสภาพคล่อง SMEs ฟื้นการเป็นผู้นำเศรษฐกิจภูมิภาค


    23/09/2568 | 11 |

    “อนุทิน” หารือ สมาคมธนาคารไทย เร่งแก้หนี้ เพิ่มสภาพคล่อง SMEs ฟื้นการเป็นผู้นำเศรษฐกิจภูมิภาค 
    บทสรุป
        เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยทีมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ได้พบหารือกับนายผยง ศรีวานิช ประธานสมาคมธนาคารไทยเพื่อหารือในหัวข้อ “ฝ่าวิกฤต พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตใหม่” โดยได้หารือถึงความร่วมมือในการแก้ปัญหาหนี้สินประชาชน หนี้ SMEs และหนี้ครัวเรือน ซึ่งได้มีการขอความร่วมมือสมาคมธนาคารไทยในการผ่อนปรนหรือเร่งเสริมสภาพคล่องแก่ SMEs ที่ยังมีศักยภาพ ในขณะที่ผู้ประกอบการเองจะต้องพัฒนาศักยภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าต้องดีขึ้น ต้นทุนต้องต่ำลงและรัฐบาลจะช่วยเหลือในการเพิ่มช่องทางการตลาดไม่ยึดติดกับตลาดเดิม ๆ เพื่อให้สามารถแข่งขันกับตลาดโลกที่มีการพัฒนาไปอย่างมากได้ และขณะนี้ยังต้องสู้  และแข่งขันกับภูมิภาคอีกด้วย จึงจะต้องเร่งพัฒนาศักยภาพของประเทศให้สามารถกลับมาเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียนอีกครั้ง และมั่นใจว่าทีมเศรษฐกิจและสมาคมธนาคารไทยจะนำการหารือครั้งนี้ไปสู่การปฏิบัติให้เร็วที่สุด 

    รายละเอียด
    (22 ก.ย. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย
    ทีมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรี
    ว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เดินทางมาที่สมาคมธนาคารไทยเพื่อหารือในหัวข้อ “ฝ่าวิกฤต พลิกอนาคตเศรษฐกิจไทย ด้วยพลวัตใหม่” 
    นายอนุทิน กล่าวว่า การหารือครั้งนี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเป็นการหารือในหลายประเด็นที่รัฐบาล มีความห่วงใยและมาขอรับการสนับสนุนจากสมาคมธนาคารไทย โดยเรื่องหลัก เช่น ปัญหาหนี้สินของประชาชน หนี้สิน SMEs หนี้ครัวเรือน โดยอยากขอความร่วมมือสมาคมธนาคารไทยในการผ่อนปรน หรือเร่งให้มีสภาพคล่องเข้าไปในตลาดสำหรับลูกค้าที่ยังมีศักยภาพที่สามารถผลิตสินค้าให้เข้าไปในตลาดได้ รวมทั้งการรับฟังความเห็นของสมาคมธนาคารไทย ความกังวล ความห่วงใย ขณะนี้ต้องสู้และแข่งขันกับภูมิภาคด้วยจะทำอย่างไรที่จะทำให้ระบบการธนาคารของประเทศไทยที่เคยเป็นผู้นำกลับคืนมาอีกครั้งในภูมิภาคอาเซียน ทำอย่างไรให้เกิดการแข่งขันกับตลาดโลกที่มีพื้นฐานการประกอบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นในทุกวัน  
    ซึ่งในครั้งนี้ได้เข้ามารับฟังแนวทางต่าง ๆ สิ่งใดที่รัฐบาลจะทำให้ได้จะเร่งดำเนินการ ส่วนตัวไม่กังวล เนื่องจากทีมรัฐมนตรีของตนเองอยู่ในแวดวงด้านนี้มาก่อน ขณะนี้รับข้อเสนอไปหมดแล้ว ดังนั้นตนเองมีหน้าที่เห็นชอบ และผลักดันตามที่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ คือนายเอกนิติจะนำเสนอ มั่นใจว่าทีมเศรษฐกิจและสมาคมฯ 
    จะนำการหารือครั้งนี้ไปสู่การปฏิบัติให้เร็วที่สุด และจะเร่งเรื่องศักยภาพของประเทศไทย การเพิ่มมูลค่า
    ด้านการท่องเที่ยวที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยมากที่สุด ภาคบริการ การแพทย์ การแพทย์เพื่อสุขภาพ เกษตรกรรม ทั้งผู้ผลิตและแปรรูป รวมถึงราคาพืชผลด้านการเกษตร และยังมีอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมไฮเทคที่ประเทศไทยมีพื้นที่มากเพียงพอ ที่จะรองรับการขยายตัวอุตสาหกรรมด้านนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพและขยายขนาดทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป
    ทั้งนี้ยังได้หารือในทุกเรื่อง ซึ่งเรื่องการเสริมสภาพคล่องทางธนาคารต้องประเมินศักยภาพของลูกหนี้และลูกค้า โดยได้ขอความร่วมมือจากสมาคมธนาคารไทยว่า พยายามอัดฉีดเม็ดเงินเข้าระบบให้มากขึ้น เพราะเมื่อ
    เงินเก่าติดอยู่ และเงินใหม่ไม่เข้าไป เงินเก่าก็จะหายไปด้วย ซึ่งทางธนาคารต้องไปประเมินความเสี่ยง แต่ลูกหนี้จะต้องมีศักยภาพด้วยว่าจะสามารถสานต่อธุรกิจของตนเองต่อไปได้ ขณะที่ธนาคารต้องการปล่อยสินเชื่อแต่ขึ้น
    อยู่กับประสิทธิภาพของผู้ประกอบการ จึงเป็นสิ่งที่จะอยู่เหมือนเดิมไม่ได้ เพราะต้องแข่งขันตลอดเวลา นี่คือสิ่งที่ผู้ประกอบการไทยหลายคนยังติดอยู่ คือยังอยากยึดติดกับรูปแบบเดิม ๆ แต่ลืมไปว่ารอบบ้านของไทยและคู่แข่ง
    มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นมา ดังนั้นไม่ต้องยึดติดในรูปแบบเดิม จำเป็นต้องพัฒนาเพิ่มมูลค่าเรื่องประสิทธิภาพการผลิตสินค้าต้องดีขึ้น ต้นทุนต้องต่ำลง เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบธุรกิจจะทราบดีว่า จะหลีกเลี่ยงการแข่งขันไปไม่พ้น
    ส่วนกลไกที่ภาครัฐจะต้องช่วยเหลือคือการหาช่องทางในการจำหน่ายสินค้าให้มากที่สุด ซึ่งเรื่องนี้ได้พูดคุยกัน และเคยพูดว่าจะไปยึดติดไม่ได้ ซึ่งประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน จะไปยึดกับประเทศคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุด แล้วอยู่ตรงจุดนั้น ไม่คิดหาภูมิภาคใหม่ ๆ ที่จะสามารถกระจายสินค้าของไทยโดยใช้ศักยภาพทางการผลิตของไทย ไม่ไปหาภูมิภาคอื่น ๆ ไม่ได้ ดังนั้นเมื่อสินค้าเราดี ไปขายที่ไหนในโลกนี้ต้องขายได้ ซึ่งเป็นหลักที่รัฐบาลต้องเร่งในการสนับสนุนผู้ประกอบการ สนับสนุนสินค้าของไทย และสินค้าที่เมื่อตีตราแบรนด์ไทยไปแล้วจะได้รับการยอมรับและเป็นที่น่าเชื่อถือ
    สำหรับเรื่องร่างนโยบายรัฐบาลในการแถลงต่อรัฐสภาในหมวดเศรษฐกิจนั้น ขณะนี้เค้าโครงเนื้อหารายละเอียดต่าง ๆ เสร็จหมดแล้ว แต่เมื่อมาหารือกับสมาคมธนาคารไทย หรือแม้แต่พบกับสภาอุตสาหกรรม
    แห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประชาชนก็นำมาปรับเพียงเล็กน้อย เพื่อให้ตรงกับ
    ความต้องการ ความห่วงใยของทุกภาคส่วนให้มากที่สุด โดยนโยบายด้านเศรษฐกิจถือเป็นนโยบายที่ประกอบด้วยความมั่นคง สังคม เศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของประชาชน แผนการทำงานของรัฐบาล  และยืนยันว่า รัฐบาลนี้
    ให้สัญญาทุกภาคส่วนไว้แล้วว่า 4 เดือนจะยุบสภา ดังนั้นเรื่องการจะไปคิดออกกฎหมายใหม่คงไม่ทัน เพราะสภา
    ชุดนี้จะปิดในสิ้นเดือนตุลาคม จึงจะใช้กฎหมายที่มีอยู่และดำเนินการตามกฎหมายให้มากที่สุด ส่วนไหนที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับอาชญากรรมหรือทำลายเศรษฐกิจ หรือผิดกฎหมายก็ใช้กฎหมายที่มีอยู่ บุคลากร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
    ไปปราบปราม ไม่ว่าจะเป็นในประเทศหรือข้ามชาติ ซึ่งต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัด เมื่อใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดแล้วจะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ได้
    ด้านนายเอกนิติ กล่าวว่า ได้หารือแนวทางการร่วมมือ ซึ่งปัญหาของเศรษฐกิจไทยมีโครงสร้างมากนายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายว่าเราจะฟื้นเศรษฐกิจไทยอย่างไรให้เร็ว และต้องยั่งยืนด้วย คือเราต้องฟื้นในระยะสั้นแต่ให้มีผลในระยะยาวด้วย ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้มีความยั่งยืนเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันที่เราสามารถทำได้ แก้ปัญหาเก่า ๆ ที่เราสามารถที่จะทำได้ เรื่องหนี้ครัวเรือนที่เป็นปัญหาสะสมมานานซึ่งได้รับคำแนะนำที่ดีจากสมาคมธนาคารไทยและเราจะจับมือทำงานร่วมกัน เรื่องสภาพคล่องซึ่งเป็นหัวใจหลักของผู้ประกอบการไทย เราจะพยายามให้สภาพคล่องไปถึงเขาไม่ใช่แค่เรื่องแก้ปัญหาระยะสั้นเราจะเตรียมพร้อมผู้ประกอบการไปสู่โลกยุคใหม่ให้สามารถแข่งขันได้และเก่งขึ้น พัฒนาทักษะ สมาคมธนาคารไทยจะเหมือนน้ำมันหล่อลื่นนำไปหล่อลื่นผู้ประกอบการไทยเพื่อส่งเสริมให้เขาเข้าสู่ธุรกิจใหม่ เวลาสั้น ๆ นายกรัฐมนตรีใช้คำว่า “QUICK BIG WIN” สร้างความยั่งยืนให้เศรษฐกิจไทย และเตรียมความพร้อมให้กับประเทศไทยด้วย และที่สำคัญคือต้องทำด้วยเสถียรภาพให้สามารถสร้างความเชื่อมั่นกับต่างชาติได้ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องไปทำการบ้านต่อ
    ส่วนเรื่องการแข็งค่าของเงินบาท ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเป็นเงินสีเทาไหลเข้ามานั้น ตามนโยบาย
    นายกฯ “สั่งวันนี้ ให้ทำเมื่อวาน” ซึ่งเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2568 ได้ประสานกับทีมที่กระทรวงการคลังให้ Connect the Dots (รวบรวมข้อมูล) ไว้แล้ว และวันนี้ทางสมาคมธนาคารไทยมาฉายภาพให้เห็น และชี้จุดเดียวกันที่เราเจอ คือ เรื่องค่าเงิน ทั้งนี้มีหลายส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กระทรวงการคลัง โดยจะมีทีมทำงานร่วมกัน ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน เพื่อแก้ปัญหาให้ตรงจุด
    ด้านนายผยง ศรีวานิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า สิ่งที่ต้องเร่งทำคือ ต้อง “Connect the Dots” การขับเคลื่อนเงินทุนในรูปแบบต่าง ๆ ที่ผ่านหลายกลไกในระบบตลาด ทั้งตลาดเงิน ตลาดทุน ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน ที่เป็นทั้งระบบธนาคาร และไม่ใช่ระบบธนาคาร ซึ่งการตรวจสอบแหล่งที่มาของเงินนั้น ขณะนี้ ธปท. และ ปปง. กำลังเร่งดำเนินการอยู่ อย่างไรก็ดี การที่รัฐบาลมาหารือในครั้งนี้ ทางสมาคมธนาคารไทย ไม่ได้ขออะไรเพิ่มเติม เพราะนายกรัฐมนตรีเข้าใจดีอยู่แล้ว และทีมงานมีทุก Pillar (เสาหลัก) ทั้งการเงิน การธนาคาร ตลาดทุน พลังงาน การค้าการขาย ครบทั้งหมด ซึ่งวันนี้นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ในรอบ 58 ปี ที่นายกรัฐมนตรีมาเอง และทั้งคณะรัฐมนตรีทางเศรษฐกิจ ทำให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน
    รัฐบาลฝากโจทย์ใหญ่เรื่องหนี้ครัวเรือนที่ทั้งองคาพยพต้องไปด้วยกัน และต้องทำให้เร็วที่สุด ตามความต้องการของรัฐบาลคือ “QUICK BIG WIN” ทางภาคธนาคารได้รับทราบนโยบาย ซึ่งจะมีการปรับรายละเอียดเพื่อให้สามารถร่วมมือกันได้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน สมาคมธนาคารไทยไม่ได้เรียกร้อง
    ให้รัฐบาลทำอะไรเพิ่มเติม เนื่องจากนายกรัฐมนตรีและทีมเศรษฐกิจมีความเข้าใจในเรื่องการเงินการธนาคารครอบคลุมทุกด้านอยู่แล้ว สำหรับมาตรการในการเพิ่มสภาพคล่อง เรื่องข้อมูลเป็นจุดสำคัญที่ระบบไม่มี เนื่องจากเมื่อดูโครงสร้าง SMEs พบว่า มีผู้ประกอบการอยู่นอกระบบมากถึงร้อยละ 48 ส่งผลให้ไม่มีข้อมูล นำไปสู่
    ความสับสน สะท้อนไปถึงคุณภาพของหนี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีความเข้าใจในเรื่องนี้อยู่แล้ว เพราะเป็นนักธุรกิจ เข้าใจทุกข้อต่อของห่วงโซ่อุปทาน และองค์ประกอบที่สำคัญที่ทำให้เกิดระบบเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพสูงสุด 
     


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/425761&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1rV7Dsneo4OewuY-xkllpW