Blog

  • เกาหลีใต้เริ่มฟรีวีซ่าดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยว หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-สานสัมพันธ์เพื่อนบ้าน

    เกาหลีใต้เริ่มฟรีวีซ่าดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยว หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-สานสัมพันธ์เพื่อนบ้าน

    เกาหลีใต้เริ่มฟรีวีซ่าดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยว หวังกระตุ้นเศรษฐกิจ-สานสัมพันธ์เพื่อนบ้าน

    วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.44 น.

    29 กันยายน 2568 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า  เกาหลีใต้ได้เริ่มเสนอมาตรการยกเว้นวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวชาวจีนแบบกลุ่มแล้วตั้งแต่วันนี้ (29 ก.ย.) ซึ่งเป็นมาตรการที่คาดหวังว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและส่งเสริมความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านในเอเชีย

    มาตรการนำร่องนี้จะดำเนินไปจนถึงเดือนมิถุนายนปีหน้า โดยกลุ่มนักท่องเที่ยวตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปจากจีนแผ่นดินใหญ่ จะสามารถเข้ามาพักในเกาหลีใต้ได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าเป็นเวลา 15 วัน การดำเนินการนี้เกิดขึ้นก่อนช่วงวันหยุดยาวเนื่องใน วันชาติของจีน (National Day holidays) ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1-8 ตุลาคม รวมถึงช่วงวันหยุดเทศกาลของเกาหลีใต้ที่ใกล้เคียงกัน

    บริษัทเกาหลีใต้ต่างพยายามหาประโยชน์จากนักท่องเที่ยวจากจีนที่เพิ่มขึ้นโดย ‘ชิลลา ดิวตี้ ฟรี’ (Shilla Duty Free) ที่บริการขายสินค้าปลอดภาษี ได้จัดการทัวร์ล่องเรือสำหรับชาวจีน และแอปพลิเคชันส่งอาหาร ‘แพดัล มินจก’ (Baedal Minjok) กำลังจะเปิดตัวตัวเลือกการชำระเงินด้วย ‘อาลีเปย์’ (Alipay) และ ‘วีแชตเปย์’ (WeChat Pay)

    โครงการนี้ ซึ่งประกาศเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีขึ้นหลังจากที่จีนได้ตัดสินใจยกเว้นวีซ่าให้พลเมืองเกาหลีใต้สามารถพำนักในจีนได้นานถึง 30 วัน เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ครั้งล่าสุดที่เกาหลีใต้เสนอการยกเว้นวีซ่าที่คล้ายกันให้กับชาวจีนแผ่นดินใหญ่ คือระหว่างเดือนธันวาคม 2017 ถึงเดือนมีนาคม 2018 ซึ่งเป็นช่วงที่เวลาเดียวกับการจัดการแข่งขันโอลิมปิกฤดูหนาวพย็องชาง

    รัฐบาลชุดใหม่ของ ประธานาธิบดีอี แจ มย็อง ของเกาหลีใต้ หวังที่จะปรับปรุงความสัมพันธ์กับจีนให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ในช่วงที่คาดว่า ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะเดินทางมาเยือนเกาหลีใต้เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก หรือ เอเปก ในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/917628&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0hwFxGNQ2gsc9q_-5YBADT

  • อบต.มะเกลือเก่า คว้ารางวัลศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงดีเด่น ผนึกพลังทุกภาคส่วนสานต่อศาสตร์พระราชา | TOPNEWS

    อบต.มะเกลือเก่า คว้ารางวัลศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงดีเด่น ผนึกพลังทุกภาคส่วนสานต่อศาสตร์พระราชา | TOPNEWS

    อบต.มะเกลือเก่า คว้ารางวัลศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงดีเด่น ผนึกพลังทุกภาคส่วนสานต่อศาสตร์พระราชา

    • เผยแพร่ : 29/09/2025 16:27

    อบต.มะเกลือเก่า คว้ารางวัลศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงดีเด่น ผนึกพลังทุกภาคส่วนสานต่อศาสตร์พระราชา

    วันที่ 29 ก.ย. 2568 นายเอกชัย พรหมพันธ์ใจ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลมะเกลือเก่า เปิดเผยว่า องค์การบริหารส่วนตำบลมะเกลือเก่า ได้รับรางวัล ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงดีเด่น จากการประกวดและคัดเลือกโดยจังหวัดนครราชสีมา นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของคนในพื้นที่

    ศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงของ อบต.มะเกลือเก่า มีจุดเด่นด้าน ความหลากหลายทางชีวภาพ และยังจัดทำ “ห้องเรียนธรรมชาติศาสตร์พระราชา” ที่นำแนวพระราชดำริมาเป็นหลักการสอนและการปฏิบัติจริง ไม่ว่าจะเป็นการชะลอน้ำ การอนุรักษ์ดิน การปลูกป่า และแปลงสาธิตหลากหลายรูปแบบ ทำให้ทั้งเยาวชน นักเรียน และประชาชนทั่วไปสามารถเข้ามาเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวาง

    นอกจากเป็นแหล่งเรียนรู้แล้ว ศูนย์ฯ ยังเปิดพื้นที่รองรับกิจกรรมจากหน่วยงานราชการ ภาคเอกชน โรงเรียน รวมถึงนักศึกษาวิชาทหารที่เข้าค่ายฝึก และได้รับการยกระดับเป็นส่วนหนึ่งของ โคราชจีโอพาร์ค ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างเตรียมนำเข้าประกวด เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวิทยาศาสตร์และภูมิศาสตร์ในอนาคต

    นายเอกชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นสถานศึกษาในเครือข่ายโรงเรียนมะเกลือกว่า 10 แห่ง โรงเรียนวารินวิทยาคม กลุ่มสตรี กลุ่มผู้สูงอายุ อสม. ตลอดจนฝ่ายปกครองท้องที่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกอบต. และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ที่มีส่วนร่วมผลักดันจนศูนย์แห่งนี้กลายเป็น แหล่งถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจพอเพียงตามศาสตร์พระราชาอย่างแท้จริง

    ภาพ/ข่าว กัญศลักษณ์ รุ่งสุขประเสริฐ ผู้สื่อข่าว topnews ทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    SOCAIL 16-9_2ok-Recovered

    ปก web เทศกาลหนัง 3 วัย

    ฉะเชิงเทรา เปิดการแข่งขันกีฬาเชื่อมความสัมพันธ์ภายในสถานีตำรวจภูธรเมืองฉะเชิงเทราประจำปี 68

    ฝนถล่มเมืองลำพูน น้ำท่วมขังหลายจุดย่านศรีบุญยืน – ชาวบ้านโอดท่อเล็ก ระบายช้า

    คนเขาใหญ่รวมพลังบริจาคโลหิต ครั้งที่ 4 เติมคลังเลือด สร้างความมั่นใจนักท่องเที่ยว

    เทศบาลนครนครสวรรค์​ เร่งบล็อกท่อระบายน้ำ-พร้อมสูบน้ำออก​ ป้องกันท่วมในพื้นที่เมือง

    “อ.ปรเมศวร์” ยกข้อกม. ชี้ “ทักษิณ” ยื่นขออภัยโทษรอบ 2 ห่างไม่ถึง 2 ปี ไม่ได้ รมว.ยุติธรรม เสี่ยงผิดม. 157

    สุรินทร์เปิดสัมมนาเพื่อแก้ไขปัญหา และปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ในพื้นที่ ชาวบ้านร่วมรับฟังกว่า400 คน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1335558&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mYVj2tOvia6j9lkILPUd4

  • ส่งออก-ท่องเที่ยว หนุน เศรษฐกิจเดือนสิงหาคม ขยายตัว

    ส่งออก-ท่องเที่ยว หนุน เศรษฐกิจเดือนสิงหาคม ขยายตัว

    วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.56 น.

    สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนสิงหาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ยังขยายตัว ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ส่งสัญญาณชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ ทิศทางค่าเงินบาท นโยบายของรัฐบาล และความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป

    นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำ เดือนสิงหาคม 2568 ว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนสิงหาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ยังขยายตัว ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ส่งสัญญาณชะลอตัว ทั้งนี้ ยังจำเป็นต้องติดตามผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ ทิศทางค่าเงินบาท นโยบายของรัฐบาล และความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป โดยมีรายละเอียดสรุปได้ดังนี้

    เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะการบริโภค

    ในหมวดสินค้าคงทน: โดยปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่และปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ในเดือนสิงหาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -1.8%  และ -0.3% ตามลำดับ และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ -3%  และ -4.8% ตามลำดับ ขณะที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริง ในเดือนสิงหาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ – 10.8% และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.1% จากระดับ 51.7%  ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง รวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

    อย่างไรก็ดี เครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการลงทุนภาคเอกชนในหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สะท้อนจากปริมาณการนำเข้าสินค้าทุน (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนสิงหาคม 2568 เพิ่มขึ้นจาก ช่วงเดียวกันปีก่อนที่  23.6%  และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่  0.1%  

    ขณะที่ปริมาณรถยนต์ เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ ในเดือนสิงหาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ –10.5%  และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่  -8.5% สำหรับการลงทุนภาคเอกชนในหมวดการก่อสร้าง สะท้อนจากปริมาณจำหน่ายปูนซีเมนต์ภายในประเทศ (ตัวเลขเบื้องต้น) ในเดือนสิงหาคม 2568 ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -8%  และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ –1%

    มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน: โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ 27,743.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ที่ร้อยละ 5.8 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง ทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ร้อยละ 5.4 การส่งออกขยายตัวในอัตราชะลอลง หลังจากมีการบังคับใช้อัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ

    อย่างไรก็ดี ยังเห็นการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ  โดยขยายตัว 44.1%  37%  และ 10.2% ตามลำดับ

    นอกจากนี้ การส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ กุ้งสด แช่เย็น  แช่แข็ง และไก่สด แช่เย็น แช่แข็ง ขยายตัว  26.1%  7%  และ 1.3% ตามลำดับ ในขณะที่การส่งออกข้าว ยางพารา และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ปรับตัวลดลง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดอินเดีย สหรัฐฯ และจีน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 14.3%  12.8%  และ 5.9 %

    อย่างไรก็ดี ตลาดตะวันออกกลาง และญี่ปุ่น ลดลง  -11.6%  และ -5.3%  เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน: โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนสิงหาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.58 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -12.8 และลดลง เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่  -1%  ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย

    ในเดือนสิงหาคม 2568 จำนวน 22.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 6.4 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 2.4 ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนสิงหาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 0.6 แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่  -5.7% ตามการเพิ่มขึ้น

    ในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด เป็นต้น อย่างไรก็ดี ผลผลิตมันสำปะหลัง และหมวดไม้ผล ลดลงจากเดือนก่อน สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 86.4 จากระดับ 86.6 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน ปัญหาอุทกภัย และ

    ความไม่ชัดเจนของอัตราภาษีสหรัฐฯ ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 52.7 จากระดับ 51.9 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากคำสั่งซื้อสินค้าที่เพิ่มขึ้น

    เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี  สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่  -0.79%  ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่  0.81%  ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่  64.5%  ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 267.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    สถานการณ์เศรษฐกิจการเงินโลกปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนจาก ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลก (Global Composite PMI) ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 52.9 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 52.5 จุด และดัชนี

    อยู่สูงกว่าระดับ 50.0 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกมีทิศทางขยายตัวเร่งขึ้น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคการผลิต (Global Manufacturing PMI) ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50.9 จุด จากระดับ 49.7 จุด ในเดือนก่อนหน้า โดยดัชนีกลับมาขยายตัวอีกครั้งหลังจากหดตัวในเดือนก่อนหน้า จากปริมาณการผลิต ปริมาณคำสั่งซื้อใหม่กละการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ  ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคบริการ (Global Service PMI) ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 53.4 จุด ปรับลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 53.5 จุด

    ด้านสถานการณ์การท่องเที่ยวทั่วโลกยังคงขยายตัวดีในหลายประเทศ ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่าง ๆ มีทิศทางปรับลดลงตามอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ  สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ความตึงตัวในตลาดการเงินทั่วโลกเริ่มมีทิศทางที่ผ่อนคลายลง ในส่วนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง ภายใต้สถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยล่าสุด เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวบางส่วน โดยเฉพาะในตลาดทุน โดยได้รับ แรงสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศ โดยในเดือนกันยายน (ข้อมูลสะสมถึงวันที่ 23 กันยายน 2568) นักลงทุนกลุ่มนี้ซื้อสุทธิรวม 9,678.50 ล้านบาท จากในเดือนสิงหาคมซื้อสุทธิสูงถึง 18,370.97 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี  อยู่ในระดับสูงที่ 116,613.37 ล้านบาท

    ทั้งนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อยต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ขณะที่กลุ่มสถาบันในประเทศ กลับมาซื้อสุทธิในเดือนกันยายน 5,144.26 ล้านบาท ต่อเนื่องจากเดือนสิงหาคมที่ซื้อสุทธิ 3,851.32 ล้านบาท ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ยังคงมียอดขายสุทธิในเดือนกันยายน –5,739.65 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดขายสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ –19,873.55 ล้านบาท ด้านนักลงทุนต่างชาติ แม้ยังคงขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย –9,083.11 ล้านบาท ในเดือนกันยายน แต่แรงขายเริ่มลดลง

    เมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมที่สูงถึง –21,736.88 ล้านบาท อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณายอดสะสมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติยังเป็นผู้ขายสุทธิในระดับสูงที่ –93,370.44 ล้านบาท สำหรับตลาดตราสารหนี้ พบว่านักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 8,212.25 ล้านบาท ในเดือนกันยายน หลังจากที่เดือนสิงหาคมขายสุทธิ –6,445.73 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ในระดับสูงที่ 28,977.56 ล้านบาท ซึ่งบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพด้านการคลังและพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนและแนวนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่ยังคงอยู่ในระดับตึงตัว

    – 030 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/917480&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RbYsUa7d5Wm3tS-hHTEBD

  • คณะการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คว้า 2 รางวัล

    คณะการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คว้า 2 รางวัล

    การตลาด

    คณะการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คว้า 2 รางวัล

    วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.03 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    คณะการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คว้า 2 รางวัล

    อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย Thailand Tourism Awards ครั้งที่ 15 ประจำปี 2568

    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ยงยุทธ  แก้วอุดม  คณบดีคณะการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมบริการ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  (กลาง)  เข้ารับมอบ 2 รางวัล  อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย Thailand Tourism Awards ครั้งที่ 15 ประจำปี 2568  โดยทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีและพระราชทานรางวัล ประเภทองค์กรสนับสนุนและส่งเสริมการท่องเที่ยวยั่งยืน “รางวัลดีเด่น และรางวัลแห่งความยั่งยืน” จัดโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย ดร.รุจิภาส  บุญสำเร็จ รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา (ขวา)  และ ดร.มนรัตน์  ใจเอื้อ  รองคณบดีฝ่ายวิชาการ (ซ้าย) ร่วมแสดงความยินดี          เมื่อเร็ว ๆ นี้  ณ โรงแรม แกรนด์ไฮแอท เอราวัณ กรุงเทพฯ

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/directsale/448401&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YO9rDr4ErMOiLkTosvKz9

  • ประธาน กมธ. การท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา ร่วมงาน “เกาะช้างเทรล 2025” | เดลินิวส์

    ประธาน กมธ. การท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา ร่วมงาน “เกาะช้างเทรล 2025” | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5156391/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lttuxozCVu53l8bYuRTby

  • คลัง เตือน สัญญาณบริโภคเอกชน-ท่องเที่ยวเริ่มแผ่ว จับตาภาษีทรัมป์ซ้ำเติมศก.

    คลัง เตือน สัญญาณบริโภคเอกชน-ท่องเที่ยวเริ่มแผ่ว จับตาภาษีทรัมป์ซ้ำเติมศก.

    คลัง เตือน สัญญาณบริโภคเอกชน-ท่องเที่ยวเริ่มแผ่ว จับตาภาษีทรัมป์ซ้ำเติมศก.

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือนสิงหาคม 2568 พบสัญญาณชะลอตัวในภาคการบริโภคของภาคเอกชน และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ แม้การส่งออกและการท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ โดยยังมีปัจจัยเสี่ยงภายนอกและภายในประเทศที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

    นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ระบุว่า เครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนเริ่มอ่อนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าคงทน เช่น รถจักรยานยนต์และรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ในเดือนสิงหาคมลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 1.8% และ 0.3% ตามลำดับ อีกทั้งยังลดลงจากเดือนก่อนหลังขจัดปัจจัยฤดูกาลที่ 3.0% และ 4.8%
     

    “รายได้เกษตรกรที่แท้จริงลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 10.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนสิงหาคมปรับลดลงมาอยู่ที่ 50.1 จากระดับ 51.7 ในเดือนก่อนหน้า สะท้อนความไม่มั่นใจของประชาชนที่ยังวิตกต่อภาวะเศรษฐกิจ ภาระค่าครองชีพ และความตึงเครียดในต่างประเทศ” นายพรชัยกล่าว

    ภาคการลงทุนภาคเอกชนยังคงทรงตัว โดยปริมาณนำเข้าสินค้าทุนเพิ่มขึ้น 23.6% จากปีก่อน และขยับขึ้น 0.1% จากเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ดี ตัวชี้วัดอื่นสะท้อนภาพตรงกันข้าม เช่น ปริมาณรถยนต์เชิงพาณิชย์จดทะเบียนใหม่ลดลง 10.5% จากปีก่อน และ 8.5% จากเดือนก่อน ขณะที่ปริมาณการจำหน่ายปูนซีเมนต์ภายในประเทศหดตัว 8.0% จากปีก่อน และ 1.0% จากเดือนก่อน

    ในส่วนของการส่งออก สศค. รายงานว่า ยังคงเติบโตติดต่อกันเป็นเดือนที่ 14 โดยมีมูลค่า 27,743.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.8% จากปีก่อน ขณะที่สินค้าสำคัญยังเติบโตดี ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่มขึ้น 44.1%  แผงวงจรไฟฟ้า เพิ่มขึ้น 37.0% และเครื่องจักรกล เพิ่มขึ้น 10.2% นอกจากนี้ ยังพบการเติบโตในหมวดอาหาร เช่น ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป เพิ่มขึ้น 26.1% กุ้งสดและแช่แข็ง เพิ่มขึ้น 7.0% และไก่สดแช่เย็น/แช่แข็ง เพิ่มขึ้น 1.3%
     

    “การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ และการเฝ้าระวังปัจจัยเสี่ยงภายนอกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่อาจเริ่มส่งผลกระทบกับสินค้าบางหมวด ทำให้การเติบโตของการส่งออกเริ่มชะลอลง รวมถึงทิศทางค่าเงินบาท และสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนที่อาจกระทบเศรษฐกิจในระยะต่อไป” นายพรชัย กล่าว 

    ในด้านอุปสงค์จากต่างชาติ นักท่องเที่ยวต่างประเทศเดือนสิงหาคมมีจำนวน 2.58 ล้านคน ลดลง 12.8% จากปีก่อน และ 1.0% จากเดือนก่อน (หลังปรับฤดูกาล) สะท้อนการชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยวระหว่างประเทศอย่างชัดเจน ตรงข้ามกับการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ยังเติบโตดี โดยมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 22.4 ล้านคน เพิ่มขึ้น 6.4% จากปีก่อน และ 2.4% จากเดือนก่อนหน้า

    ในภาคการผลิต ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.6% จากปีก่อน แต่ลดลง 5.7% จากเดือนก่อน ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมลดลงเล็กน้อยจาก 86.6 ในเดือนกรกฎาคม มาอยู่ที่ 86.4 ในเดือนสิงหาคม โดยมีแรงกดดันจากภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ความไม่สงบในชายแดน และอุทกภัยหลายพื้นที่ ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของไทยปรับตัวดีขึ้นอยู่ที่ระดับ 52.7 เพิ่มขึ้นจาก 51.9 ในเดือนก่อนหน้า

    “ความเชื่อมั่นของภาคอุตสาหกรรมเริ่มได้รับผลกระทบจากปัจจัยความไม่แน่นอนรอบด้าน โดยเฉพาะความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนที่อาจลุกลามและกระทบห่วงโซ่อุปทาน” นายพรชัย กล่าว

    ในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 0.79% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.81% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคมอยู่ที่ 64.5% ต่อ GDP ยังคงอยู่ในกรอบวินัยการคลัง ขณะที่ทุนสำรองระหว่างประเทศยังสูงถึง 267.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ภาวะเศรษฐกิจโลกในเดือนสิงหาคมยังขยายตัว โดยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อรวมของโลก (Global Composite PMI) อยู่ที่ 52.9 จุด เพิ่มขึ้นจาก 52.5 จุดในเดือนก่อน ดัชนีภาคการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 50.9 จุด จาก 49.7 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกกลับมาขยายตัวอีกครั้ง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายในหลายประเทศเริ่มปรับลดลงตามแนวโน้มเงินเฟ้อที่ชะลอ

    สำหรับภาวะตลาดการเงินไทย นายพรชัยเปิดเผยว่า ตลาดทุนไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวจากแรงซื้อของนักลงทุนรายย่อยและสถาบันในประเทศ โดยเฉพาะในเดือนกันยายน นักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิถึง 9,678.50 ล้านบาท และยอดซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปีสูงถึง 116,613.37 ล้านบาท สะท้อนความมั่นใจต่อเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

    ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยในเดือนกันยายน 2568 แสดงสัญญาณฟื้นตัวบางส่วน โดยเฉพาะในตลาดทุนที่ได้รับแรงสนับสนุนจากนักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศซึ่งซื้อสุทธิรวม 9,678.50 ล้านบาท แม้ลดลงจากเดือนสิงหาคมที่ซื้อสุทธิสูงถึง 18,370.97 ล้านบาท แต่ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี (YTD) ยังอยู่ในระดับสูงที่ 116,613.37 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อย 

    ขณะที่กลุ่มสถาบันในประเทศกลับมาซื้อสุทธิ 5,144.26 ล้านบาท ต่อเนื่องจากเดือนก่อน ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ยังคงมียอดขายสุทธิที่ 5,739.65 ล้านบาท ด้านนักลงทุนต่างชาติแม้ยังขายสุทธิในตลาดหุ้น 9,083.11 ล้านบาท แต่แรงขายลดลงเมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมที่สูงถึง 21,736.88 ล้านบาท ในขณะที่ตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 8,212.25 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 28,977.56 ล้านบาท สะท้อนความเชื่อมั่นในเสถียรภาพการคลังและพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่ยังตึงตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/731125&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mQE6XA8UonbNFuy-isG5P

  • ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ส.ค. 68 ยังไหว ส่งออก-ท่องเที่ยวในปท.หนุน จับตาภาษีสหรัฐฯ-นโยบายรบ.

    ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ส.ค. 68 ยังไหว ส่งออก-ท่องเที่ยวในปท.หนุน จับตาภาษีสหรัฐฯ-นโยบายรบ.

    ‘คลัง’ เผยเศรษฐกิจไทยเดือน ส.ค. 68 ยังไหว อานิสงส์ ‘ส่งออก’-‘ท่องเที่ยวในประเทศ’ หนุน ส่วนบริโภคภาคเอกชน-นักท่องเที่ยวต่างชาติสัญญาณแผ่ว พร้อมจับตาใกล้ชิดผลกระทบมาตรการภาษีสหรัฐฯ-ทิศทางค่าเงินบาท-นโยบายรัฐบาล และความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน หวั่นกระทบเศรษฐกิจไทย

    29 ก.ย. 2568 – นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจการคลังประจำเดือน ส.ค. 2568 ว่า เศรษฐกิจไทยยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวภายในประเทศที่ยังขยายตัว โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ อยู่ที่ 27,743.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ที่ 5.8% โดยการส่งออกขยายตัวในอัตราชะลอลง หลังจากมีการบังคับใช้อัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ แต่ยังเห็นการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ โดยตลาดคู่ค้าหลักของไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น อาทิ ตลาดอินเดีย สหรัฐฯ และจีน

    ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทย 22.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 6.4% ส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม 2.58 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -12.8% ส่วนภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 0.6% ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด เป็นต้น สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 86.4 จากระดับ 86.6 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน ปัญหาอุทกภัย และความไม่ชัดเจนของอัตราภาษีสหรัฐฯ

    ทั้งนี้ ในส่วนของการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณชะลอลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยเฉพาะการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน สะท้อนจากปริมาณรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -1.8% และปริมาณรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน -0.3 ขณะที่รายได้เกษตรกรที่แท้จริง ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ -10.8% และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ในเดือน ส.ค. 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 50.1 จากระดับ 51.7 ในเดือนก่อนหน้า เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง รวมถึงความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน

    อย่างไรก็ดี เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ส.ค. 2568 อยู่ที่ -0.79% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.81% ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือน ก.ค. 2568 อยู่ที่ 64.5% ต่อจีดีพี ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือน ส.ค. 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 267.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    “ยังจำเป็นต้องติดตามผลกระทบของมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ ทิศทางค่าเงินบาท นโยบายของรัฐบาล และความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป” นายพรชัย ระบุ

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/870021/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1k78fLgBcjeEfznG6RsJH7

  • ไทยแพ้เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพราะเจอกับ

    ไทยแพ้เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์ เพราะเจอกับ

    ช่วงนี้มีคนพูดถึงบ่อยๆ เรื่องนักท่องเที่ยวจีนและชาติอื่นๆ เลือกที่จะไม่มาเที่ยวไทย แล้วมุ่งไปที่เวียดนามมากกว่า 

    ผมจำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อน คนจีนยังบอกผมว่า “จะไปเที่ยวเวียดทำไม ประเทศนี้เหมือนจีนไปหมด”

    นั่นก็จริง เพราะเวียดนามเหมือนกับ “จีนน้อย” เป็นเงาของจีนแทบทุกอย่าง ไม่มีอะไรตื่นตาเหมือนเมืองไทย ซึ่งราวกับเป็น “แดนพิศวง” ในสายตาคนจีน

    แต่แล้วตอนนี้คนจีนกลับลดการมาไทย แล้วไปเติมจำนวนที่เวียดนามแทน

    ตัวเลขกระทรวงการคลังเวียดนามแสดงให้เห็นว่าในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ เวียดนามต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเกือบ 14 ล้านคน เพิ่มขึ้น 21.7% จากปีก่อนหน้า ในจำนวนนี้ นักท่องเที่ยวจีนมีสัดส่วนมากกว่า 3.5 ล้านคน คิดเป็น 25.4% เพิ่มขึ้น 44.3% จากปีก่อนหน้า 

    เทียบกับ ข้อมูลขอกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของไทยในช่วง 7 เดือนแรก ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-31 ก.ค. 2568 มีนักท่องเที่ยวเข้าไทยจำนวนสะสม 19 ล้านคน ลดลง 6.35% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว นักท่องที่ยวจีนเข้าไทย 2.6 ล้านคน 

    ยังไม่พอ สถิติจากกรมการท่องเที่ยวสิงคโปร์ระบุว่า สิงคโปร์ดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนได้ 2.3 ล้านคนในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้น 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

    ยังมีอีก การท่องเที่ยวมาเลเซียรายงานว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนเพิ่มขึ้นแตะ 2.18 ล้านคนในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ เพิ่มขึ้น 35.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสูงกว่ายอดรวมของทั้งปีในปีที่แล้วแล้ว

    ดังนั้น มีแต่ไทยเท่านั้นที่ถดถอย

    ตัดภาพกลับมาที่เวียดนาม เอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศจีน ฝ่าม แทง  บิญ คาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาเยือนเวียดนามจะเกิน 6 ล้านคนภายในสิ้นปีนี้

    เขามั่นใจกับอนาคตเข้าขนาดนั้น 

    ส่วนเมืองไทย “รัฐบาล” ก็ชั่วคราว ปีหน้าก็ยังจับต้นชนปลายอะไรไม่ได้ เพราะกว่าจะมีรัฐบาลไหมก็คงจะปาเข้าไปกลางปีแล้ว ถึงตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่ากัมพูชาจะก่อกวนด้วยการยิงใส่ไทยไปอีกกี่ครั้ง

    ด้วยสาเหตุเหล่านี้ล่ะมั้ง ที่ทำให้เวียดนามที่แม้จะไม่ได้มีนโยบาย “ฟรีวีซ่า” ให้คนจีนด้วยซ้ำ แต่คนจีนก็ยังแห่กันเข้าไป

    ส่วนไทยประเคนฟรีวีซ่าให้จีนมาเป็นปีแล้ว แต่คนจีนกลับเข้ามาน้อยลง ส่วนสิงคโปร์กับมาเลเซียกับได้อานิสงส์จากเรื่องนี้ มองดูแล้วคิดไม่ออกว่าผลของไทยกับเพื่อนบ้านมันจะสวนทางกันได้ยังไง? 

    เหตุผลที่คนจีนเลือกเวียดนามนั้นก็ว่ากันไปต่างๆ นานา บางคนถึงกับบอกว่า เวลาไปจีนแล้วออกด่านตรวจคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่จะถามคนจีนเซ้าซี้ว่า “ไปเมืองไทยทำไม” ราวกับว่าต้องการถ่วงไม่ให้มาไทย

    เรื่องนี้ผมก็เจอเองกับตัว แต่มันไม่ใช่การขัดขวางคนจีนไม่ให้มาไทย หากแต่เป็นการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐจีนเพื่อตรวจให้ละเอียดว่าคนของตัวเองจะไปเมืองไทยเพื่อหวังจะทำอะไรมิบังควรหรือไม่ เช่น เป็นพวกทุนเทา หรือแอบไปเป็นสแกมเมอร์ 

    เรื่องนี้ดีต่อไทยชัดๆ 

    หลายๆ คนเห็นว่าข้อหลักๆ ที่ทำให้คนจีนไม่อยากจะมาไทยก็คือ หนึ่ง คนจีนกลัวปัญหาสแกมเมอร์ (คือกลัวถูกลักพาตัวไปทำงานทาสตามประเทศเพื่อนบ้านเรา) 

    และ สอง ของกินของใช้บ้านเราแพงจนไม่ใช่ “ประเทศถูกๆ” ในสายตานักท่องเที่ยว บวกกับค่าเงินบาทแข็งเอาๆ 

    ข้อสองนี้ ท่าจะมีน้ำหนักเอาการ กระทั่งมีคำพูดในหมู่คนจีนว่า “เที่ยวไทยแพงกว่าไปญี่ปุ่นเสียอีก” 

    คำกล่าวนี้จะยิ่งมีน้ำหนัก เพราะเกาหลีใต้กำลังจะให้ฟรีวีซ่ากับคนจีน แม้คนเกาหลีจะเหยียดและดูแคลนคนจีนแค่ไหน แต่ตอนนี้เกาหลีต้องการเงินจากทัวร์จีนที่สุด

    คนจีนไปเที่ยวเกาหลีใต้ก็ไม่ใช่น้อย และเกาหลีใต้ก็แพงไม่ใช่น้อย แต่ก็ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อดึงคนจีนเข้าไปเที่ยว 

    คู่แข่งของไทยเพิ่มมาแล้วอีกหนึ่ง

    ส่วนในไทยนั้นไม่ได้มีเงื่อนไขอะไรดีขึ้นเลย เพราะผมได้ยินทั้งคนต่างชาติบ่น และได้ยินคนไทยบ่นเองว่า ของกินของขึ้นแพงขึ้นมาก จนกระทั่งเรียกร้องให้รัฐบาลเอาใจใส่กันบ้าง

    โปรดทราบว่าค่าใช้จ่ายสำหรับเที่ยวในประเทศไทยสูงกว่าเวียดนามประมาณ 30%

    และยุทธศาสตร์ของเวียดนามก็แหลมคมมาก เพราะช่วงไม่กี่ปีมานี้เวียดนามโปรโมทเมืองต่างๆ ของตนว่ามีราคาถูกที่สุดในโลกจากการจัดอันดับโดยสถาบันต่างๆ 

    นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะ “ของแพง” คือสิ่งที่จะเป็นตัวปรับ ‘โครงสร้างการท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ อันมีคนจีนเป็นแรงขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงนี้

    นั่นคือ ไทยจะถดถอย เวียดนามจะรุ่งเรือง มาเลเซียกับสิงคโปร์ก็แซงไทยไปแล้ว

    แม้สิงคโปร์และมาเลเซียจะแพงกว่าไทย แต่เพราะ “ความปลอดภัย” ของทั้งสองประเทศมีน้ำหนักมากกว่าไทย กรณีนี่ถือเป็นข้อยกเว้น

    เรื่องของแพงเราจะพูดกันต่อไป แต่เรามาลองวิเคราะห์เรื่องความปลอดภัยกันดูก่อน ที่ผมบอกว่าเป็นเพราะข้อแรก คือ คนจีนระแวงเรื่องสแกมเมอร์ นั่นใช่หรือไม่?

    อาจเป็นไปได้ สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจอย่างหนึ่งก็คือ คนจีนไม่ชอบ “ความโกลาหล”  หากมีความโกลาหลพวกเขาจะไม่ยอมไปเฉียดกายเข้าไปใกล้ 

    ประเทศไทยนั้นวุ่นวายไปหมด ทั้งการเมืองก็ไม่นิ่ง การสงครามก็ไม่สงบ การฉ้อโกงก็มีอยู่ทุกหนแห่ง โดยที่ไม่มีการ “ปลอบประโลม” ทัวร์จีนให้คลายความกังวลเรื่องพวกนี้เลย

    ตรงกันข้ามกับเวียดนามที่มีการเมืองนิ่ง บ้านเมืองปลอดภัยและสะดวกพอๆ กับไทยแล้ว ที่สำคัญอาหารไม่แพง 

    แต่นั่นเป็นภาพลวงตาเหมือนกัน เพราะเรื่องสแกมเมอร์นั้น ผมจะบอกให้ว่าตอนนี้เวียดนามเป็นแหล่งที่คนจีนถูกลักพาตัวหรือใช้เป็นช่องทางเข้าไปในแดนสแกมเมอร์ในกัมพูชา อาจจะมากกว่าไทยเสียอีก เพราะพรมแดนไทยกับกัมพูชานั้นถูกปิดลงแล้ว

    ข่าวในจีนมีเรื่องนี้หลายๆ กรณีต่อสัปดาห์เพียงแต่ไมได้เอยคำว่า “เวียดนาม” แต่เอ่ยว่าหากไปจากชายแดนจีนในมณฑลใกล้ๆ เวียดนาม แสดงว่าเวียดนาม “เริ่มไม่ปลอดภัย” เพียงแต่เวียดนามยังโชคดีที่สังคมจีนยังไม่สังเกตในเรื่องนี้

    ผมคาดว่าเพราะคนจีนเพ่งเล็งมากที่เมียนมา กัมพูชา และไทยมากกว่าหากจะพูดถึงการ “ลักพาตัวไปเป็นทาสสแกมเมอร์”

    แน่นอน ไทยก็ยังมีกรณีแบบนี้จากการเปิดโปงโดยสำนักข่าว Reuters เพียงแต่เหยื่อไม่ใช่คนจีน แต่เป็นคนนานาชาติ โดยผู้ประสานงานหลอกลวงคือ “เจ้าหน้าที่รัฐ” บางกลุ่ม

    เรื่องนี้ก็อีก หากรัฐบาลปล่อยให้ “ข้าราชการใต้ดิน” หากินแบบนี้ไปเรื่อยๆ ต่อให้มี อนุทิน ชาญวีรกูล พูดจีนได้สิบสำเนียง หรือมี “อนุทินอีกสิบร่าง” ไปต้อนรับทัวร์จีนถึงสนามบินก็ไม่มีทางที่ชาวต่างชาติจะอุ่นใจ

    ต้องล้างบางมันลูกเดียวครับ นั่นคือกำจัดต้นตอของความเสื่อมถอยเสียก่อน (คนกลัวความปลอดภัยและกลัวของแพง) จากนั้นค่อยส่งเสริมความน่าเที่ยวของไทยกันใหม่ เอาให้เพื่อบ้านลอกการบ้านเราไม่ทันไปเลย

    แต่บอกเลยว่าไม่ง่าย

    กลับมาที่เรื่องต้นทุนการเที่ยว มีคนบอกผมว่า เหตุที่คนจีนมาเที่ยวไทยน้อยลง ไม่ใช่เพราะไปเวียดนามมากขึ้น แต่เพราะ “เงินไม่พอเที่ยว” ต่างหาก เนื่องจากเศรษฐกิจไม่ดี

    แม้จะบอกอย่างนี้ก็ยังเกี่ยวกับเรื่องต้นทุนเที่ยวที่ถูกกว่าไทยอยู่ดี

    แน่นอนว่า ผมเชื่อว่าการเลือกเวียดนามเหนือไทย เป็นการเลือกเที่ยวที่ใหม่ๆ มากกว่า กระนั้นก็ตาม คนจีนก็อยากจะมาซ้ำไทยหลายครั้งเหมือนกัน แต่ซ้ำไม่ไหว เนื่องจากงบน้อยลง ในเมื่อเวียดนามมีสภาพที่เอื้อต่อการเที่ยวมากขึ้น และคนจีนมากมายยังไม่เคยไป จึงหันไปเที่ยวเวียดนามกันก่อน ในทำนอง “ลองดู” 

    หากเศรษฐกิจจีนดีขึ้น โอกาสที่คนจีนจะมาเที่ยวซ้ำไทยก็จะมากขึ้น คนจีนงบน้อยที่ไม่เคยมาไทยก็จะสามารถซื้อทัวร์ได้

    แต่เพราะเศรษฐกิจจีนไม่ดีเอาเลย สังเกตได้จากร้านอาหารต่างๆ ปิดกันระนาว โดยเฉพาะเชนร้านอาหารใหญ่ๆ ยังไปไม่รอด นั่นแสดงว่าคนจีนลดการใช้จ่ายลง เพราะการกินข้าวนอกบ้าน ถือเป็นดัชนีชี้วัดอย่างหนึ่ง

    แต่ใจก็อยากเที่ยวนอกอยู่ เพราะแม้จะเงินน้อยลงแต่ก็ยังอยากจะมีไลฟ์สไตล์เดิมๆ ดังนั้นเที่ยวที่ไหนถึงจะคุ้มที่สุดและประหยัดสุด ก็ย่อมเป็นเวียดนาม ณ เวลานี้ 

    เวียดนามเป็นเงาน้อยๆ ของจีน แต่มันก็ยังถือเป็น “ต่างประเทศ” และคุ้มค่าในการไป ส่วนเกาหลีใต้ก็เคยมีฉายาว่า “จีนน้อย” แต่คนจีนก็อยากไป ส่วนหนึ่งเพราะกำแพงด้านวีซ่าถูกทำลายลงแล้ว

    ของใหม่ย่อมดีกว่า “ฟรีวีซ่าไทย” ที่ได้แต่กินบุญเก่า ไม่มีอะไรหวือหวา แถมแพงอีกต่างหาก

    ผมจึงเชื่อว่าหากไม่สามารถแก้ทัศนะที่ว่า “เมืองไทยเที่ยวไม่คุ้มราคา” หรือว่า “ไม่มีเงื่อนไขใหม่ๆ ที่น่าสนใจ” คนจีนก็จะไม่กล้ามาไทยไปเรื่อยๆ แต่เรื่องนี้ไม่อาจแก้ได้ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อ เพราะรากเหง้าคือปัญหาเศรษฐกิจในจีนเอง

    ทั้งหมดนี้คือ ‘การปรับโครงสร้างการท่องเที่ยวครั้งใหญ่ของการท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้’ 

    ประเทศไทยรู้ตัวหรือยัง? 

    บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

    Photo – (ภาพประกอบข่าว) แฟนบอลเวียดนามสวมผ้าคาดศีรษะขณะเดินทางมาถึงสนามราชมังคลากีฬาสถาน ก่อนการแข่งขันฟุตบอลอาเซียน อิเล็กทริก คัพ 2024 รอบชิงชนะเลิศ นัดที่สอง ระหว่างไทยกับเวียดนาม ที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2568 (ภาพโดย Chanakarn LAOSARAKHAM / AFP)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/world/35966&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3bKba1swss4_bVbxbffhZA

  • 10 เทรนด์การท่องเที่ยว ที่ต้องรู้ในปี 2026

    10 เทรนด์การท่องเที่ยว ที่ต้องรู้ในปี 2026

    10 เทรนด์การท่องเที่ยว ที่ต้องรู้ในปี 2026


    29/09/2568 | 92 |

    หมดยุคการจองทัวร์ท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวกำลังออกแบบทริปของพวกเขาเองโดย Ai หมดยุค ‘ทัวร์ชะโงก’ เพราะนักท่องเที่ยวกำลังต้องการใช้เวลามากขึ้นในการท่องเที่ยว และจะเป็นอย่างไรเมื่อ ‘การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ’ ไม่เพียงพออีกต่อไป
    .
    #TATAcademy พาทุกคนจับตา 10 เทรนด์ใหม่ของการท่องเที่ยวโลก เพื่อหาโอกาสในการตอบโจทย์นักท่องเที่ยวให้มากขึ้น และยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยไปอีกขั้น
    .
    1. Coolcation Travel
    เมื่ออากาศร้อนทำให้จุดหมายในการท่องเที่ยวเปลี่ยนไป ในอนาคต ชายหาด ทะเล จะไม่ใช่สิ่งที่นักท่องเที่ยวเลือก แต่จะเป็นการมองหาป่าไม้ ภูเขา ที่รายล้อมด้วยธรรมชาติและอากาศบริสุทธิ์แทนนั่นเอง
    .
    2. Slow Travel
    นักท่องเที่ยวอยากสัมผัสถึงแก่นแท้ของสถานที่ท่องเที่ยว ผ่านการใช้เวลาในสถานที่แห่งนั้น เพื่อซึบซับวัฒนธรรม ความรู้สึก บรรยากาศ พวกเขาจะให้ความสนใจกับการท่องเที่ยวแบบ 1 สัปดาห์เต็มในเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มากกว่าการตะลอนเที่ยวในเมืองใหญ่ 
    .
    3. Solo Travel 
    การท่องเที่ยวแบบคนเดียวเปรียบเสมือนสิ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถแสดงออกความเป็นตัวเองได้อย่างแท้จริงโดยไม่ต้องผูกมัดกับใคร แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็กำลังมองหาจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์ทั้งในเรื่องของความปลอดภัย หรือการต้อนรับที่อบอุ่น
    .
    4. Off-Season Travel
    นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งเริ่มที่จะออกเดินทางในช่วง Off-Season มากขึ้น เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความวุ่นวายและความไม่สะดวกสบายตอนท่องเที่ยว รวมถึงเปิดโอกาสให้ตัวเองได้สัมผัสและเข้าถึงประสบการณ์ได้อย่างเต็มที่ 
    .
    5. Foodie Travel
    นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้จะมุ่งเน้นไปที่อาหารท้องถิ่นที่โดดเด่น และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น รวมไปถึงยังมองหาโอกาสในการสร้างประสบการณ์ด้านการทำอาหารด้วยตนเองที่น่าตื่นเต้นอีกด้วย
    .
    6. Hyper-per son al ised Travel
    นักท่องเที่ยวยุคใหม่จะออกแบบทริปด้วยตนเองผ่าน Social Media และ Ai พวกเขากำลังมองหาทางเลือกที่สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ การเก็บข้อมูลและการสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ จึงกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้อีกแล้ว
    .
    7. Ai Fellow Travel
    ในอนาคต Ai อาจจะช่วยวางแผนการเดินทางที่สะดวกสบายมากขึ้นในทริป ช่วยอัปเดตแบบ Real-time เกี่ยวกับจำนวนนักท่องเที่ยวในจุดต่าง ๆ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการท่องเที่ยวแบบครบวงจรซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี 
    .
    8. Holistic Travel 
    การเดินทางและการท่องเที่ยวจะต้องเป็นสิ่งที่เติมพลังให้ทั้งร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ นักท่องเที่ยวจะมองหาจุดหมายปลายทางที่มีกิจกรรมที่ส่งเสริมด้านสุขภาพของพวกเขาด้วย อาทิ การออกกำลังกายท่ามกลางป่า การมีคอร์สอาหาร Healthy เป็นต้น 
    .
    9. Value Driven Travel 
    สิ่งหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวอยากออกเดินทางตามหาอีกครั้งคือ สิ่งที่มีค่าและหาได้ยาก และไม่ใช่เพียงแค่ผู้ชมแต่อยากเป็นผู้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเหล่านั้นด้วยตัวเอง นอกจากนั้นพวกเขายังมองหาการเดินทางที่สะท้อนถึงคุณค่ากลับมายังตัวเองอีกด้วย
    .
    10. Low-Carbon Luxury Travel
    การผนวกเข้ามาของกลุ่มนักท่องเที่ยวแบบ Luxury จะทำให้เกิดการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น โดยพวกเขาจะมองหา ‘Luxury Packaged’ ที่ตอบโจทย์เรื่องความยั่งยืน อาทิ การมี carbon-tracking ใน package เป็นต้น 
     

    ที่มา : ศูนย์พัฒนาวิชาการด้านตลาดการท่องเที่ยว – TAT Academy


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/427567&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2oJ3nJQl0TbXAQsD9xvdU1

  • ระทึก!! รถนักท่องเที่ยวหลงตกทางเบี่ยง เส้นทางท่องเที่ยว กลอเซโล | TOPNEWS

    ระทึก!! รถนักท่องเที่ยวหลงตกทางเบี่ยง เส้นทางท่องเที่ยว กลอเซโล | TOPNEWS

    นายก อบต.แม่สามแลบ เตือน นักท่องเที่ยวที่ใช้เส้นทางท่องเที่ยวกลอเซโล ให้เพิ่มความระมัดระวัง ระบุ ไม่ชินทางอาจเกิดอุบัติเหตุได้ เนื่องจากทางแคบ ช่วงนี้ฝนตกหนัก ถนนลื่นร่องลึกทางถูกน้ำกัดเซาะเสี่ยงอันตราย

    วันที่ 29 กันยายน 2568 นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาส นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ เปิดเผยว่า มีรถยนต์นักท่องเที่ยวได้เกิดอุบัติเหตุ รถไหลลงข้างทาง เนื่องจากจะเบี่ยงหลบดินสไลด์ไหล่ทาง ช่วงระหว่าง บ้านกลอเซโล – บ้านกอมูเดอ ชาวบ้านไปช่วยกันดึงออกมาได้ด้วยความปลอดภัย โดยช่วงนี้เริ่มมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวช่วงปลายฝนต้นหนาว เพื่อสัมผัสบรรยากาศทะเลหมอกกลอเซโล ซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวทั่วประเทศเป็นอย่างมาก

    แต่ปีนี้เนื่องจากมีพายุฝน เข้ามาต่อเนื่องทำให้ถนนในการสัญจรได้รับผลกระทบ และได้รับความเสียหาย จากพายุฝนดังกล่าว ทำให้ถนนถูกน้ำกัดเซาะ ร่องลึก มีดินสไลด์ไหล่ทางเส้นทางจราจรแคบ บางช่วงร่องลึก และลื่นมาก หากไม่ชินเส้นทางอาจจะเกิดอันตรายได้

    ที่ผ่านมาทาง องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ ได้ร่วมกับชาวบ้านในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อเดินทางเข้า – ออก ได้ชั่วคราว และองค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ ได้ประสานขอความอนุเคราะห์ เครื่องจักรในการปรับเกลี่ย บดอัดลูกรัง จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในการเข้ามาดำเนินการแก้ไข

    ทั้งนี้ องค์การบริหารส่วนตำบลแม่สามแลบ จึงขอความร่วมมือจากนักท่องเที่ยว และประชาชนผู้ใช้เส้นทางเพิ่มความระมัดระวังในการขับขี่ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

    สุวสันต์ บัวงาม ผู้สื่อข่าวTopNewsทั่วไทย จ.แม่ฮ่องสอน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1335467&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Jbj9X5PHxLc358aXS2ocd