Blog

  • บริโภคเอกชนหนุนเศรษฐกิจภูมิภาคส.ค. แต่กทม.-ภาคใต้ ท่องเที่ยวไม่สดใส : อินโฟเควสท์

    บริโภคเอกชนหนุนเศรษฐกิจภูมิภาคส.ค. แต่กทม.-ภาคใต้ ท่องเที่ยวไม่สดใส : อินโฟเควสท์

    นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจภูมิภาคประจำเดือนส.ค.68 ว่า เศรษฐกิจภูมิภาคเดือนส.ค.68 มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค โดยเฉพาะภาคกลาง ภาคใต้ และ กทม. และปริมณฑล ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยว ขยายตัวในทุกภูมิภาค ยกเว้นภาคใต้ และ กทม. และปริมณฑล

    – ภาคกลาง

    เศรษฐกิจภาคกลาง มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัวได้ 9.5% ขณะที่จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ขยายตัว 2.1% ขณะที่จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -9.2% และรายได้เกษตรกร หดตัว -16.3% ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 49.3 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -70.8% จำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -40.8% ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ ขยายตัวที่ 81.5% ต่อปี โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตภัณฑ์โลหะสำหรับใช้ในการก่อสร้างในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 92.3 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ส่วนเครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 5.6% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 8.7%

    – ภาคใต้

    เศรษฐกิจภาคใต้ มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัว 4.1% จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ขยายตัว 1.2% ขณะที่ จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -14.1% และรายได้เกษตรกร หดตัว -5.9% ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 49.2 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัวะ -30.3% ต่อปี อย่างไรก็ตาม จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -45.6% เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 78.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ส่วนเครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน หดตัวที่ -3.7% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -13.8%

    – ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

    เศรษฐกิจภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัว 5.4% ส่วนจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ หดตัว -6.0% จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ -15.5% และรายได้เกษตรกร หดตัว -11.4% ต่อปี ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 53.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -49.9% และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -62.2% อย่างไรก็ตาม เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการ ขยายตัว 17.5% โดยเป็นการลงทุนในโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์การขึ้นรูปจากพลาสติก ในจังหวัดสกลนคร เป็นสำคัญ

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 65.9 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 0.7% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 0.6%

    – ภาคเหนือ

    เศรษฐกิจภาคเหนือ มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภค และการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัว 4.7% ส่วนจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ หดตัว -2.0% จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -22.1% และรายได้เกษตรกร หดตัว -26.8% ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 50.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -57.7% และจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 82.7 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 4.1% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 4.0%

    – ภาคตะวันออก

    เศรษฐกิจภาคตะวันออก มีปัจจัยสนับสนุนจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ อีกทั้งดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมปรับตัวดีขึ้น โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ ขยายตัว 3.6% ต่อปี ขณะที่การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หดตัว -1.5% จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -3.1% และรายได้เกษตรกร หดตัว -10.0% ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 52.4 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -31.2% ขณะที่จำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ และเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ที่ระดับ 89.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 1.5% ต่อปี ขณะที่รายได้จากผู้เยี่ยมเยือน หดตัว -9.1%

    – ภาคตะวันตก

    เศรษฐกิจภาคตะวันตก มีปัจจัยสนับสนุนจากการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม หดตัว -2.9% ส่วนจำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ หดตัว -0.6% จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -4.4% และรายได้เกษตรกร หดตัว -9.6% โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 49.3 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -55.4% ส่วนจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -36.4% ต่อปี ทั้งนี้ เงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 92.3 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า เครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 0.4% และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือน ขยายตัว 2.6%

    – กทม. และปริมณฑล

    เศรษฐกิจ กทม. และปริมณฑล มีปัจจัยสนับสนุนจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อการบริโภคที่ขยายตัวได้ โดยเครื่องชี้เศรษฐกิจด้านการบริโภคภาคเอกชน สะท้อนจากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ขยายตัว 11.0% จำนวนรถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ หดตัว -7.7% จำนวนรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ หดตัว -9.7% และรายได้เกษตรกร หดตัว -21.5% ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค อยู่ที่ระดับ 49.0 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า

    เครื่องชี้ด้านการลงทุนภาคเอกชน สะท้อนจากจำนวนรถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลจดทะเบียนใหม่ หดตัว -24.6% และจำนวนรถบรรทุกจดทะเบียนใหม่ หดตัว -50.7% อีกทั้งเงินทุนของโรงงานที่เริ่มประกอบกิจการหดตัว

    ด้านอุปทาน เครื่องชี้ภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม อยู่ที่ระดับ 92.3 ลดลงจากเดือนก่อนหน้า ส่วนเครื่องชี้ภาคการบริการ สะท้อนจากจำนวนผู้เยี่ยมเยือน และรายได้จากผู้เยี่ยมเยือนหดตัว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (29 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/532959&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19Cslrhgq4wSoSj7PhYsuV

  • เศรษฐกิจ ส.ค.68 ต่างชาติเข้าไทยติดลบ 12% จับตาผลกระทบภาษีสหรัฐ

    เศรษฐกิจ ส.ค.68 ต่างชาติเข้าไทยติดลบ 12% จับตาผลกระทบภาษีสหรัฐ

    มูลค่าการส่งออกสินค้าขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน

    โดยมูลค่าการส่งออกสินค้ารวมในรูปเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ 27,743.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 14 ที่ร้อยละ 5.8 และหากพิจารณาเฉพาะมูลค่าการส่งออกสินค้าที่ไม่รวมน้ำมันและสินค้าที่เกี่ยวเนื่อง ทองคำ และยุทธปัจจัย พบว่า ขยายตัวที่ร้อยละ 5.4 การส่งออกขยายตัวในอัตราชะลอลง หลังจากมีการบังคับใช้อัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ของสหรัฐฯ 

    อย่างไรก็ดี ยังเห็นการขยายตัวของสินค้าในหมวดเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ แผงวงจรไฟฟ้า และเครื่องจักรกลและส่วนประกอบ โดยขยายตัวร้อยละ 44.1 37.0 และ 10.2 ตามลำดับ นอกจากนี้ การส่งออกผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูปอื่น ๆ กุ้งสด แช่เย็นแช่แข็ง และไก่สด แช่เย็น แช่แข็ง ขยายตัวร้อยละ 26.1 7.0 และ 1.3 ตามลำดับ 

    ในขณะที่การส่งออกข้าว ยางพารา และสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ปรับตัวลดลง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณามูลค่าการส่งออกสินค้า โดยจำแนกเป็นรายตลาดคู่ค้าหลักของไทย พบว่า ปรับตัวเพิ่มขึ้นในตลาดอินเดีย สหรัฐฯ และจีน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 14.3 12.8 และ 5.9 ตามลำดับ อย่างไรก็ดี ตลาดตะวันออกกลาง และญี่ปุ่น ลดลงร้อยละ -11.6 และ -5.3 

    เครื่องชี้เศรษฐกิจไทยด้านอุปทาน 

    โดยเฉพาะบริการด้านการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศยังคงขยายตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยภาคบริการด้านการท่องเที่ยว ในเดือนสิงหาคม 2568 มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยรวม จำนวน 2.58 ล้านคน ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ -12.8 และลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -1.0 

    ขณะที่การท่องเที่ยวภายในประเทศมีผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยในเดือนสิงหาคม 2568 จำนวน 22.4 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 6.4 และเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ 2.4 ขณะที่ภาคการเกษตร สะท้อนจากดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ในเดือนสิงหาคม 2568 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 0.6 แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าหลังขจัดผลทางฤดูกาลที่ร้อยละ -5.7 ตามการเพิ่มขึ้นในหมวดพืชผลสำคัญ อาทิ ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าวโพด เป็นต้น 

    อย่างไรก็ดี ผลผลิตมันสำปะหลัง และหมวดไม้ผล ลดลงจากเดือนก่อน สำหรับภาคอุตสาหกรรม สะท้อนจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรม ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 86.4 จากระดับ 86.6 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยกดดันจากความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน ปัญหาอุทกภัย และความไม่ชัดเจนของอัตราภาษีสหรัฐฯ ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของไทย ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 52.7 จากระดับ 51.9 ในเดือนก่อนหน้า โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากคำสั่งซื้อสินค้าที่เพิ่มขึ้น 

    เสถียรภาพเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี

    สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ -0.79 ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ร้อยละ 0.81 ส่วนสัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ร้อยละ 64.5 ต่อ GDP ซึ่งยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังที่ตั้งไว้ตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 

    สำหรับเสถียรภาพภายนอกยังอยู่ในระดับที่มั่นคง และสามารถรองรับความเสี่ยงจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกได้ สะท้อนจากทุนสำรองระหว่างประเทศ ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2568 ยังคงทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 267.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

    สถานการณ์เศรษฐกิจการเงินโลกปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า

     สะท้อนจาก ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลก (Global Composite PMI) ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 52.9 จุด เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ 52.5 จุด และดัชนีอยู่สูงกว่าระดับ 50.0 จุด บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกมีทิศทางขยายตัวเร่งขึ้น ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคการผลิต (Global Manufacturing PMI) ในเดือนสิงหาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 50.9 จุด จากระดับ 49.7 จุด ในเดือนก่อนหน้า 

    โดยดัชนีกลับมาขยายตัวอีกครั้งหลังจากหดตัวในเดือนก่อนหน้า จากปริมาณการผลิต ปริมาณคำสั่งซื้อใหม่กละการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ  ขณะที่ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของทั่วโลกภาคบริการ (Global Service PMI) ในเดือนสิงหาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 53.4 จุด ปรับลดลงเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 53.5 จุด 

    ด้านสถานการณ์การท่องเที่ยวทั่วโลกยังคงขยายตัวดีในหลายประเทศ ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศต่าง ๆ มีทิศทางปรับลดลงตามอัตราเงินเฟ้อในหลายประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ รวมทั้งทิศทางการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ  สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ความตึงตัวในตลาดการเงินทั่วโลกเริ่มมีทิศทางที่ผ่อนคลายลง ในส่วนของสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ยังคงต้องติดตามอย่างต่อเนื่อง ภายใต้สถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

    ภาพรวมภาวะตลาดการเงินไทยล่าสุด เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวบางส่วน

    โดยเฉพาะในตลาดทุน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มนักลงทุนบุคคลทั่วไปในประเทศ โดยในเดือนกันยายน (ข้อมูลสะสมถึงวันที่ 23 กันยายน 2568) นักลงทุนกลุ่มนี้ซื้อสุทธิรวม 9,678.50 ล้านบาท จากในเดือนสิงหาคมซื้อสุทธิสูงถึง 18,370.97 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปี (YTD) อยู่ในระดับสูงที่ 116,613.37 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนรายย่อยต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย 

    ขณะที่กลุ่มสถาบันในประเทศ กลับมาซื้อสุทธิในเดือนกันยายน 5,144.26 ล้านบาท ต่อเนื่องจากเดือนสิงหาคมที่ซื้อสุทธิ 3,851.32 ล้านบาท ส่วนบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ ยังคงมียอดขายสุทธิในเดือนกันยายน –5,739.65 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดขายสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ –19,873.55 ล้านบาท ด้านนักลงทุนต่างชาติ แม้ยังคงขายสุทธิในตลาดหุ้นไทย –9,083.11 ล้านบาท ในเดือนกันยายน แต่แรงขายเริ่มลดลงเมื่อเทียบกับเดือนสิงหาคมที่สูงถึง –21,736.88 ล้านบาท 

    อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณายอดสะสมตั้งแต่ต้นปี นักลงทุนต่างชาติยังเป็นผู้ขายสุทธิในระดับสูงที่ –93,370.44 ล้านบาท สำหรับตลาดตราสารหนี้ พบว่านักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อสุทธิ 8,212.25 ล้านบาท ในเดือนกันยายน หลังจากที่เดือนสิงหาคมขายสุทธิ –6,445.73 ล้านบาท ส่งผลให้ยอดซื้อสุทธิสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ในระดับสูงที่ 28,977.56 ล้านบาท 

    “บ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพด้านการคลังและพันธบัตรรัฐบาลไทยในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนและแนวนโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักที่ยังคงอยู่ในระดับตึงตัว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640098&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eOz_8slMEzaYP7ZLqe65M

  • ถ่ายทอดสด “รัฐบาลอนุทิน” แถลงนโยบายต่อรัฐสภา วันแรก 29 ก.ย.

    ถ่ายทอดสด “รัฐบาลอนุทิน” แถลงนโยบายต่อรัฐสภา วันแรก 29 ก.ย.

    นายกฯ อนุทิน แถลงนโยบายรัฐบาล วันแรก เป้าหมาย 4 เดือน 4 ภารกิจหลักด้านเศรษฐกิจในการลดค่าครองชีพลดรายจ่าย โครงการคนละครึ่งพลัส ปราบยาเสพติด สแกมเมอร์

    วันนี้ (29 ก.ย.2568) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย นำคณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา วันแรก เป้าหมาย 4 เดือน 4 ภารกิจหลัก ตั้งแต่นโยบายด้านเศรษฐกิจในการลดค่าครองชีพลดรายจ่าย โครงการคนละครึ่งพลัส ลดค่าใช้จ่ายขนส่งการเดินทาง แก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ

    นโยบายความมั่นคงและการต่างประเทศ ใช้มาตรการทางทหารควบคู่กันทูตรักษาอธิปไตยไทย นโยบายภัยพิบัติช่วยเหลือประชาชน ปรับปรุงระบบเตือนภัย การช่วยเหลือผู้ประสบภัย และนโยบายปัญหาสังคมอาชญากรรม ปราบปรามยาเสพติดการพนันออนไลน์และเครือข่ายสแกมเมอร์

    ส่วนพรรคประชาชน เชิญชวนประชาชนติดตามการอภิปรายนโยบายรัฐบาล หัวข้อ “นับถอยหลังยุบสภา เดินหน้าประชามติรัฐธรรมนูญ” พร้อมระบุว่า แม้จะเป็นการแถลงนโยบายที่มีเนื้อหา 7 หน้ากระดาษ ภายใต้การบริหารประเทศ 4 เดือน แต่พรรคประชาชนในฐานะฝ่ายค้านจะตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้นตรงไปตรงมา ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ ความมั่นคงชายแดน การแทรกแซงคดีสำคัญ และคุณสมบัติของรัฐมนตรีที่ไม่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่ง

    ขณะที่พรรคเพื่อไทย วางยุทธศาสตร์การอภิปรายที่ชื่อว่า “4 เดือนยุบคดี – 4 หายนะ” โดยหยิบยกเหตุการณ์และประเด็นสำคัญที่จะอภิปรายเช่นที่ดินเขากระโดง คดีฮั้ว สว. ซึ่ง นายกรัฐมนตรี และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยถูกกล่าวหา เหตุการณ์ถนนยุบที่ถนนสามเสน และยังชี้ถึงการขาดโอกาส ขาดคนมีฝีมือ ขาดความโปร่งใส ขาดอนาคตประชาธิปไตย ที่จะเน้นย้ำในยุทธศาสตร์การอภิปรายนโยบายของรัฐบาล

    โดยกรอบเวลาการอภิปรายของแต่ละฝ่าย คือ ครม. และ สส.พรรคร่วมรัฐบาลได้เวลา 6 ชั่วโมง , สมาชิกวุฒิสภา ได้เวลา 3 ชั่วโมง ส่วนพรรคการเมืองฝ่ายค้านได้เวลา 15 ชั่วโมง ส่วนสัดส่วนของประธานในที่ประชุม 1 ชั่วโมง ซึ่งเวลาของคณะรัฐมนตรีและพรรคร่วมรัฐบาล จะไม่นับรวมกับเวลาที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบาย

    สำหรับการแถลงนโยบายรัฐบาลมีขึ้น 2 ขึ้น ในวันที่ 20-30 ก.ย. จะเริ่มประชุมในเวลา 09.00 น. ทั้งนี้ในวันที่ 30 ก.ย.  ครม.แจ้งขอให้เลิกประชุมไม่เกินเวลา 18.00 น. เนื่องจากต้องมีการประชุม ครม. นัดพิเศษด้วย 

    อ่านข่าว :

    เปิดคำแถลงนโยบาย “รัฐบาลอนุทิน” ยึดหลักบริหาร 3 ประการ ลุยคนละครึ่ง-ค้านกาสิโน

    “ภูมิใจไทย” ชูแคมเปญ “4 เดือน 4 ภารกิจหลัก” เน้นแก้ “เศรษฐกิจ-ภัยความมั่นคง”

    สวนดุสิตโพล- “อนุทิน” คะแนนนิยมพุ่ง คนชื่นชอบ “คนละครึ่งพลัส”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357018&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ktDiLt3XjpwkXcmCcwbm8

  • ท่าเรือระนองเชื่อม 5 เส้นทางเศรษฐกิจขนส่งทางน้ำระดับภูมิภาค

    ท่าเรือระนองเชื่อม 5 เส้นทางเศรษฐกิจขนส่งทางน้ำระดับภูมิภาค

    การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดพื้นที่ท่าเรือระนอง จัดพิธีเปิดโครงการขนส่งสินค้าต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Multimodal Transport) เส้นทาง สปป.จีน–ลาว–ไทย–เมียนมา–กลุ่ม BIMSTEC พร้อมเปิดการขนส่งเที่ยวปฐมฤกษ์ไปยังท่าเรือย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา นับเป็นอีกก้าวสำคัญของท่าเรือระนองในการยกระดับบทบาทสู่ศูนย์กลางการค้าทางทะเลฝั่งอันดามันของไทยและเชื่อมโยงเครือข่ายเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2568 ณ ท่าเรือระนอง จ.ระนอง 

    พิธีดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์เส้นทางการขนส่งสินค้าใหม่ในรูปแบบ Multimodal Transport ที่เชื่อมโยงการขนส่งหลายรูปแบบทั้งทางรถบรรทุก ทางรถไฟ และทางเรือเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ โดยมีท่าเรือระนองเป็นจุดเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ ที่สามารถขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคอาเซียนและเอเชียใต้ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า ผู้ประกอบการ ผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศและสายการเดินเรือ
     

    ท่าเรือระนองเชื่อม 5 เส้นทางเศรษฐกิจขนส่งทางน้ำระดับภูมิภาค ท่าเรือระนองเชื่อม 5 เส้นทางเศรษฐกิจขนส่งทางน้ำระดับภูมิภาค

    นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการ กทท. กล่าวว่า “ท่าเรือระนองถือเป็นท่าเรือของภาครัฐเพียงแห่งเดียวที่ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลอันดามัน และเป็นเสมือนประตูการค้าของไทยที่เปิดสู่ภูมิภาค BIMSTEC ได้โดยตรงการเปิดเส้นทาง Multimodal Transport ครั้งนี้นอกจากจะช่วยสร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจแล้ว ยังแสดงถึงความมุ่งมั่นของ กทท. ที่จะพัฒนาท่าเรือระนองให้เป็นศูนย์กลางการค้าและการขนส่งที่ทันสมัย โปร่งใส และยั่งยืน พร้อมเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยกับภูมิภาคและโลก”

    ท่าเรือระนองเชื่อม 5 เส้นทางเศรษฐกิจขนส่งทางน้ำระดับภูมิภาค

    สำหรับการขนส่งสินค้าจากท่าเรือระนองไปยังประเทศต่าง ๆ จะใช้เวลาเดินทางเพียง 3 วันถึงท่าเรือย่างกุ้ง เมียนมา, 4 วันถึงท่าเรือจิตตะกอง ประเทศบังคลาเทศ, 6 วันถึงท่าเรือเจนไน ประเทศอินเดีย และท่าเรือโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา จากเดิมที่ต้องใช้เวลาประมาณ 14 – 21 วัน กว่าจะสินค้าส่งถึงท่าเรือเหล่านี้ ทั้งหมดนี้แสดงถึงศักยภาพในการลดระยะเวลาและต้นทุนการขนส่งได้อย่างชัดเจน ซึ่งสามารถสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทยและต่างประเทศ

    ผู้อำนวยการ กทท. กล่าวต่อว่า การดำเนินโครงการนี้ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากบริษัท ไทยทรานสปอร์ต เซ็นเตอร์ จำกัด ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ ได้แก่ บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท Ever Flow River Group Public Co., Ltd. จากเมียนมา บริษัท เอสพีที สมาร์ท ครีเอชั่น จำกัด โดยมีเป้าหมายพัฒนาระบบการขนส่งที่ทันสมัยและเชื่อมต่อได้หลายรูปแบบอย่างไร้รอยต่อ โดยมีท่าเรือระนองเป็นท่าเรือหลักในการกระจายสินค้าไปยังประเทศในภูมิภาค BIMSTEC (บังกลาเทศ ภูฏาน อินเดีย เมียนมา เนปาล ศรีลังกา และไทย) ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงและกำลังซื้อเติบโตอย่างต่อเนื่อง และได้มีการจัดทำปฏิญญาความร่วมมือทางเศรษฐกิจและวิชาการร่วมกันมาแล้ว 

    ท่าเรือระนองเชื่อม 5 เส้นทางเศรษฐกิจขนส่งทางน้ำระดับภูมิภาค

    โครงการ Multimodal Transport เที่ยวปฐมฤกษ์ที่เริ่มต้นจากท่าเรือระนองครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ที่มีส่วนผลักดันให้ประเทศไทยก้าวขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการค้าสำคัญในภูมิภาคอันดามันและ BIMSTEC มุ่งสู่เป้าหมายในการสร้างระบบขนส่งที่รวดเร็ว ทันสมัย และคุ้มค่า ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ขยายโอกาสสู่ตลาดใหม่ ตอบโจทย์การค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงและเสริมศักยภาพให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967426&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nGjnLtx-lV5FFBfkt5Uec

  • ปลัด ศธ. “สุเทพ” มอบรางวัลสื่อสร้างสรรค์ ขับเคลื่อนนวัตกรรมพัฒนาระบบราชการ ด้วยจิต Service Mind – กระทรวงศึกษาธิการ

    ปลัด ศธ. “สุเทพ” มอบรางวัลสื่อสร้างสรรค์ ขับเคลื่อนนวัตกรรมพัฒนาระบบราชการ ด้วยจิต Service Mind – กระทรวงศึกษาธิการ

    ข่าว ศธ. 360 องศา

    29 กันยายน 2568 / ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีมอบรางวัลสื่อสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาระบบราชการของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีนายสมใจ วิเศษทักษิณ นายสุภชัย จันปุ่ม ผู้ตรวจราชการ ศธ. นางสาวปรัชญวรรณ วนานันท์ ที่ปรึกษาด้านระบบบริหารจัดการศึกษา สป. ตลอดจนผู้บริหาร ศธ. ให้การต้อนรับและเข้าร่วม ณ ห้องประชุมบุณยเกตุ หอประชุมคุรุสภา

    ปลัด ศธ. กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล สำหรับประเทศไทยกระทรวงศึกษาธิการเราต้องเป็นผู้นำในการสร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาระบบราชการให้ทันสมัย การประกวดสื่อสร้างสรรค์ครั้งนี้จึงถือเป็นเวทีแห่งการสร้างสรรค์ ที่ให้โอกาสบุคลากรในสังกัดแสดงศักยภาพ

    งานด้านระบบราชการเป็นภารกิจที่ประชาชนให้ความคาดหวัง ขณะที่การบริการของภาครัฐมักถูกมองว่ายุ่งยาก ซับซ้อน และใช้เวลานาน อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการรวมถึงหน่วยงานภาครัฐก็มีความพยายามในการปรับปรุงรูปแบบการทำงานอย่างต่อเนื่อง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนให้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำระบบ One Stop Service ระบบออนไลน์ หรือการลดการใช้กระดาษ

    ด้วยเหตุนี้หน่วยงานภาครัฐจึงต้องเร่งพัฒนาตนเอง โดยนำนวัตกรรมดิจิทัลมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้มากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจและการรับรู้ในบทบาทของระบบราชการสมัยใหม่ โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการซึ่งมีหน่วยงานและภารกิจที่หลากหลาย ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคที่ต้องให้บริการแก่พี่น้องประชาชนอย่างทั่วถึง

    โดยคำนึกถึง Service Mind ซึ่งจะเป็นการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กรไปในตัวเป็นสำคัญ พร้อมด้วยการบูรณาการเชื่อมโยงข้อมูลให้เป็น “ฐานข้อมูลกลาง” เดียวกัน ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้การบริการภาครัฐมีความรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    “ด้วยผลงานนวัตกรรมที่ยอดเยี่ยมนี้จะเป็นพลังขับเคลื่อนให้กระทรวงศึกษาธิการ ก้าวสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ดิจิทัลที่เป็นแบบอย่างให้ส่วนราชการอื่น และหวังว่าผลงานที่ได้รับรางวัลในวันนี้ จะเป็นแรงบันดาลใจ เป็นต้นแบบให้หน่วยงานอื่นนำไปประยุกต์ใช้และพัฒนาต่อยอด เพื่อให้การศึกษาไทยก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน ที่สำคัญขอให้งานในวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติระบบราชการ ด้วยพลังแห่งนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อร่วมกันสร้างระบบราชการที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และเป็นที่พึ่งพาได้ของประชาชน“

    ในการนี้ ปลัด ศธ. ได้ให้เกียรติมอบรางวัลสื่อสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาระบบราชการของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ได้แก่

    รางวัลชนะเลิศ
    อาชีวะสกิลพร้อม E-Portfolio โดย วิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1
    การพัฒนาแบบคู่ขนาน : ยกระดับการปฏิบัติราชการสู่การบริการที่เป็นเลิศ โดย ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอเมืองหนองบัวลำภู จังหวัดหนองบัวลำภู กรมส่งเสริมการเรียนรู้

    รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2
    สพม.เชียงราย One Click Smart future โดย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงราย จังหวัดเชียงราย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    รางวัลชมเชย 2 รางวัล
    1. Vocational 2025 : จากทางเลือกสุดท้าย สู่ตัวเลือกอันดับหนึ่ง โดย วิทยาลัยเทคนิคจันทบุรี สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
    2. OVEC : Credit Bank โดย สำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

    อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
    ธนภัทร จันทร์ห้างหว้า,
    ศุภณัฐ วัฒนมงคลลาภ / ภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/moe-service-mind/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S9FCw9h20gZIQyKxCCt63

  • มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ต่อยอดโอกาส สร้างชีวิต ให้แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ | TOPNEWS

    มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ต่อยอดโอกาส สร้างชีวิต ให้แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ | TOPNEWS

    วันนี้ (วันจันทร์ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ คณะกรรมการมูลนิธิฯ และผู้ช่วยกรรมการมูลนิธิฯ ร่วมในพิธีมอบทุนการศึกษาทุกระดับปีสุดท้าย และทุนการศึกษาต่อเนื่องทุกระดับชั้น ประจำปี 2568 ให้แก่นักเรียน นักศึกษาที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในระดับชั้นมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา รวม 156 สถาบัน จำนวน 910 ทุน รวมเป็นจำนวนเงิน 12,615,000 บาท (สิบสองล้านหกแสนหนึ่งหมื่นห้าพันบาทถ้วน) โดยมี เยาวชน และผู้แทนจากสถาบันการศึกษา เป็นตัวแทนรับมอบ ณ ห้องประชุมชั้น 2 อาคาร 2 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

    นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ เปิดเผยว่า การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักในงานสังคมสงเคราะห์ของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ดำเนินการมาแล้วเป็นเวลากว่า 50 ปี สนับสนุนให้เยาวชนมีโอกาสเท่าเทียมทางการศึกษา สร้างเยาวชนให้เป็นคนดีของสังคม

    โดยเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้ดำเนินการมอบทุนฯ แก่เยาวชนในระดับชั้นประถมศึกษาไปแล้ว 1,500 ทุน และในวันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2568 มูลนิธิฯ กำหนดลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อมอบทุนการศึกษาในส่วนภูมิภาค (ทุนสัญจร) แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาในภาคเหนือ 5 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และ แม่ฮ่องสอน รวม 53 สถาบัน 265 ทุน เป็นลำดับต่อไป

    รวมงบประมาณการมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชน นิสิต นักศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ประจำปี 2568 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 17,880,000 บาท (สิบเจ็ดล้านแปดแสนแปดหมื่นบาทถ้วน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1335924&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3GrayU28YUGxPkfH2m7MxJ

  • กลไกเพิกถอน ยาอันตราย อย.ล่าช้าถึง 3 ปี ผู้บริโภครับเคราะห์ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    กลไกเพิกถอน ยาอันตราย อย.ล่าช้าถึง 3 ปี ผู้บริโภครับเคราะห์ – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    กลไกเพิกถอนยาอันตราย อย.ล่าช้าถึง 3 ปี ผู้บริโภครับเคราะห์

    กรณี “จิ่วเจิ้งปู่เซินเจียวหนัง” ที่มีสารอันตราย แต่ อย. ใช้เวลานาน เกือบ 3 ปี กว่าจะเพิกถอนทะเบียน สะท้อนปัญหา ข้อจำกัดทางกฎหมาย และขั้นตอนที่ล่าช้า ผู้บริโภคจึงรับความเสี่ยงต่อเนื่อง แม้เพิกถอนแล้ว ผลิตภัณฑ์ยังขายบนออนไลน์ เสนอให้เร่งปรับปรุงกลไกและเฝ้าระวังเชิงรุก

    จากกรณีการตรวจพบยาสมุนไพรจีนยี่ห้อดังมีการลักลอบใส่ยาแผนปัจจุบันที่อาจทำให้ผู้บริโภคเสี่ยงอันตราย จนนำมาสู่การเพิกถอนทะเบียนโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้จุดประกายคำถามสำคัญถึงประสิทธิภาพและความรวดเร็วของกลไกการคุ้มครองผู้บริโภคในปัจจุบันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อาทิ ทำไมผลิตภัณฑ์ที่อาจเป็นอันตรายจึงยังคงวางจำหน่ายได้เป็นเวลานาน บ้างกินเวลายาวนานข้ามปี กว่าจะมีการประกาศเตือนหรือเรียกเก็บ? และที่สำคัญคือ ผู้บริโภคจะป้องกันตนเองจากภัยเงียบเหล่านี้ได้อย่างไร?

    เมื่อ “พิธีรีตองทางกฎหมาย” มาก่อน “สุขภาพประชาชน”

    ความเห็นจาก ภก.ภาณุโชติ ทองยัง ประธานอนุกรรมการ ด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สภาผู้บริโภค วิเคราะห์ถึงปัญหาสำคัญที่ทำให้กระบวนการของ อย. ล่าช้า โดยชี้ว่าข้อจำกัดไม่ได้เป็นความตั้งใจ ของ อย. แต่เกิดจาก ข้อจำกัดทางกฎหมายและระเบียบปฏิบัติที่ซับซ้อน โดยเฉพาะในขั้นตอนการเพิกถอนทะเบียนที่ล่าช้า จากข้อจำกัดด้านอำนาจ เนื่องจากการเพิกถอนทะเบียนไม่ใช่เป็นอำนาจของเลขาธิการ อย. ที่จะสั่งการได้ทันที แต่ต้องผ่านการพิจารณาของ คณะกรรมการเฉพาะกิจ ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วมีการประชุมเพียงเดือนละครั้ง นี่จึงเป็นเหตุผลว่า “เจอวันนี้ จึงไม่ได้สามารถถอนทะเบียนได้ทันทีในวันนี้” ทำให้กระบวนการยืดเยื้อออกไปหลายเดือน หรืออาจนานเป็นปี”

    อย่างไรก็ดี ภก.ภาณุโชติย้ำว่า ในความเป็นจริงเมื่อผลการตรวจสอบออกมาแล้วว่าผลิตภัณฑ์มีปัญหา จำเป็นต้องดำเนินการอย่างรวดเร็วที่สุด โดยเฉพาะการเรียกเก็บผลิตภัณฑ์ออกจากตลาด เพราะการล่าช้าแม้เพียงหนึ่งหรือสองวัน อาจส่งผลให้มีผู้บริโภคจำนวนมากทั่วประเทศยังคงนำสารพิษเข้าร่างกายโดยไม่รู้ตัว ซึ่งไม่เพียงกระทบต่อสุขภาพประชาชน แต่ยังสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อระบบยาไทย

    “ยิ่งถ้าเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร ความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์สมุนไพรดี ๆ มันหายไป มันก็ทำลายระบบสมุนไพรของยาไทยของเราโดยทางอ้อมด้วยซ้ำ” ภก.ภาณุโชติกล่าว

    ล่าช้า 3 ปี ไร้คำตอบด้านการเยียวยา

    ด้าน มลฤดี โพธิ์อินทร์ หัวหน้าฝ่ายนโยบายและนวัตกรรม สภาผู้บริโภค ตั้งคำถามอย่างหนักถึงกรอบเวลาในการดำเนินการของ อย. โดยยกกรณีของ ผลิตภัณฑ์สมุนไพรจิ่วเจิ้งปู่เซินเจียวหนัง ซึ่งมีการสั่งเรียกเก็บคืนผลิตภัณฑ์ตั้งแต่ 21 ตุลาคม 2565 แต่เพิ่งมีคำสั่งเพิกถอนทะเบียนอย่างเป็นทางการในปี 2568 ความล่าช้าเกือบ 3 ปีในการเพิกถอนทะเบียนผลิตภัณฑ์ถือเป็นปัญหาร้ายแรง เพราะเป็นการปล่อยให้ผู้บริโภคต้องเผชิญความเสี่ยงต่อสุขภาพเป็นเวลานานโดยไม่รู้ตัว

    เธอระบุว่า “มีการเก็บตัวอย่างมานานมากแล้ว เพิ่งจะมาเพิกถอนทะเบียนในปี 68 แล้วก่อนหน้านั้นล่ะจะทำให้ผู้บริโภคที่รับประทานยาตัวนี้มีผลเสียผลกระทบต่อร่างกายอย่างไรบ้าง”

    มลฤดีให้มุมมองว่า ความล่าช้าดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อสุขภาพของผู้ที่บริโภคไปแล้ว ขณะเดียวกันอีกจุดอ่อนในด้านการเยียวยาผู้เสียหาย ของ อย. มักทำได้เพียงประกาศเตือนให้ผู้บริโภคระวังและหยุดใช้ โดยยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบไปแล้วอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านสุขภาพและค่าใช้จ่ายที่เสียไป นอกจากนี้ ยังมีการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการดำเนินการลงโทษบริษัทผู้ผลิตและผู้ประกอบการอีกด้วย

    “เราเคยรณรงค์มาตลอดว่า ผู้บริโภคเมื่อเจอผลิตภัณฑ์ที่ไม่ปลอดภัยขอให้ร้องเรียน แต่ร้องเรียนไปแล้ว เมื่อผู้บริโภคซื้อไปแล้ว แต่การร้องเรียนผู้บริโภคจะได้อะไรกลับบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเยียวยาเรื่องทางด้านสุขภาพ หรือทางด้านเงินที่เสียไป  อันนี้ก็อยากจะให้ อย. ทบทวนเกี่ยวกับเรื่องการเยียวยาให้กับผู้บริโภค”

    ย้อนไทม์ไลน์ ก่อน “ระงับ” จิ่วเจิ้งปู่เซินเจียวหนัง

    ย้อนไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2565 มีการแจ้งเตือนให้เรียกคืนผลิตภัณฑ์สมุนไพร จิ่วเจิ้งปู่เซินเจียวหนัง เนื่องจากการตรวจพบการปลอมปน สารทาดาลาฟิล ซึ่งเป็นยาแผนปัจจุบันอันตราย ต่อมาวันที่ 8 พฤศจิกายน 2565 อย. ได้ประกาศเตือนอย่างเป็นทางการว่าผลิตภัณฑ์บางรุ่นเป็นของปลอม จากนั้นจึงมีการขยายผลการตรวจสอบจนพบการปนเปื้อนต่อเนื่องในอีก 3 รุ่นการผลิตในวันที่ 15 พฤษภาคม 2568 กระทั่งถึงวันที่ 22 กันยายน 2568 อย. จึงมีคำสั่ง เพิกถอนทะเบียนผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอย่างเป็นทางการ การดำเนินการดังกล่าวยืดเยื้อกินเวลากว่า 3 ปีนับตั้งแต่การตรวจพบปัญหาครั้งแรก สะท้อนถึงจุดอ่อนของกระบวนการทางกฎหมายที่ล่าช้าในการปกป้องประชาชน

    นอกจากนี้จากข้อมูลยังพบว่า ก่อนหน้านั้นในปี 2553 อย. เคยสั่งระงับโฆษณาผลิตภัณฑ์ “จิ่วเจิ้งปู่เซินเจียวหนัง” จากสื่อหลายประเภท เนื่องจากการโฆษณาโอ้อวดสรรพคุณเกินจริงและมีผู้บริโภคร้องเรียน ซึ่งการกระทำดังกล่าวขัดกับพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562  ที่ได้กำหนดให้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรมีข้อจำกัดในการโฆษณาสรรพคุณ ห้ามโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง เช่น การอ้างว่าสามารถบำรุงร่างกายชาย เสริมสมรรถภาพทางเพศ รักษาโรคข้อ หรือรักษาตา เป็นต้น แต่ภายหลังการสั่งระงับของ อย.กลับพบว่า สมุนไพรเจ้าปัญหาดังกล่าวยังคงมีการโฆษณาผ่านช่องทางสื่ออยู่เป็นระยะ

    จากการค้นฐานข้อมูลของผู้ผลิต บริษัท จงไท้เจี้ยนหมิงเอี้ยวเอี้ย (กรุ๊ป) จำกัด ระบุว่าก่อตั้งเมื่อวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2549 ธุรกิจหลักเป็นผู้นำเข้า ผลิต และจำหน่ายยาสมุนไพรแผนโบราณบำรุงร่างกาย โดยมีเครื่องหมายการค้า “จิ่วเจิ้ง” ล่าสุด มีข้อน่าสังเกตว่า บริษัทได้แจ้งเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท หนานหยางถงเหรินถังจื้อเย่า (กรุ๊ป) จำกัด เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2568

    อีกหนึ่งความท้าทายของเรื่องนี้คือ แม้จะมีการประกาศเพิกถอนทะเบียนและคำสั่งเรียกคืนอย่างชัดเจน แต่ผลิตภัณฑ์ “จิ่วเจิ้งปู่เซินเจียวหนัง” ยังคงสามารถพบเห็นและซื้อขายได้บนแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ในประเทศไทย ซึ่งผู้จำหน่ายบางรายใช้ข้อความโฆษณาที่หลีกเลี่ยงการกล่าวอ้างเกินจริงอย่างตรงไปตรงมา แต่ยังคงใช้คำว่า “ของแท้” “ล็อตใหม่” หรือ “จากโรงงานโดยตรง” เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและล่อลวงผู้บริโภคว่าผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายยังคงถูกกฎหมายและปลอดภัย 

    (ข้อมูลจากการค้นหาในแพลตฟอร์มพาณิชย์แห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2568)

    ปัญหาดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่ากลไกการเรียกคืนผลิตภัณฑ์แบบเดิมที่มุ่งเน้นไปยังผู้ผลิตและร้านค้าทางกายภาพ หากแต่ไม่เพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จในตลาดดิจิทัล ตอกย้ำถึงความจำเป็นที่หน่วยงานกำกับดูแลต้องปรับตัวและพัฒนากลไกการทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อป้องกันการเข้าถึงผลิตภัณฑ์อันตรายของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    มลฤดีกล่าวว่า ปัญหาการขายผลิตภัณฑ์ที่เพิกถอนทะเบียนหรือมีสารต้องห้ามในแพลตฟอร์มออนไลน์เป็นปัญหาใหญ่ โดยพบเกือบร้อยรายการ เธอยอมรับว่าแสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการควบคุมตลาดดิจิทัล แม้จะมองว่าพระราชบัญญัติสมุนไพร พ.ศ. 2562 ถือเป็นกฎหมายที่มีอำนาจการบังคับใช้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดา พรบ. ต่าง ๆ ของ อย.

    “สิ่งที่น่าสนใจคือ จากข้อมูลการร้องเรียนของสภาผู้บริโภค พบว่าการร้องเรียนส่วนใหญ่ยังมาจากการเฝ้าระวังของเจ้าหน้าที่และเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคมากกว่าการร้องเรียนโดยตรงจากผู้บริโภค ซึ่งอาจสะท้อนว่าผู้บริโภคอาจยังไม่ทราบช่องทางหรือไม่ตระหนักถึงความเสี่ยง”

    ดึงพลังประชาชน ทางออกเท่าทันเกมผู้ค้า

    ด้าน ภก.ภาณุโชติ เอ่ยถึงแนวทางที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนกว่าคือการดึงพลังของภาคประชาชนเข้ามาช่วยยกระดับการทำงานเชิงรุก โดยการสร้างความร่วมมืออย่างเป็นระบบกับเครือข่ายภาคประชาสังคม สื่อมวลชน หรืออินฟลูเอนเซอร์ผู้มีอิทธิพลทางความคิด

     “ถ้าคุณบอกว่าคนน้อย งบประมาณไม่พอ แต่คุณยังใช้วิธีการเดิม ๆ ในการแก้ปัญหา ยังไงก็ไม่สำเร็จ คุณก็อาจจะต้องใช้วิธีการใหม่ ๆ แล้ว โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันนี้เป็นโลกที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วม”

    ภก.ภาณุโชติ ยังให้ความเห็นว่า อย. ควรเร่งสร้างระบบที่สามารถ เชื่อมโยงข้อมูลผลการตรวจสอบอันตรายเข้ากับภาคีเครือข่ายเหล่านี้โดยตรง ซึ่งจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์อย่างมหาศาล คือการสร้าง ระบบเฝ้าระวังเชิงรุก ที่มีคนคอยเป็นหูเป็นตาจากทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และยังได้ ระบบเตือนภัยเร่งด่วน ที่ทุกคนพร้อมจะช่วยกันกระจายข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว

    เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/dangerous-drug/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yrJIg38gG9E3a4aU7PoA-

  • สมศ. จับมือ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สร้างรูปแบบการประกันคุณภาพภายนอกเชิงพื้นที่ ปักหมุดยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัด อปท.

    สมศ. จับมือ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สร้างรูปแบบการประกันคุณภาพภายนอกเชิงพื้นที่ ปักหมุดยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัด อปท.

    สมศ. และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผนึกกำลังยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้วยแนวคิดการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้วยการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแบบ Cluster-Based Assessment ในลักษณะ กลุ่มพื้นที่ตำบลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากร เปรียบเทียบผลในเชิงระบบ และสร้างคุณภาพการศึกษาปฐมวัยในระดับท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ.
    โดย ศาสตราจารย์ ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้ประชุมเชิงนโยบายร่วมกับ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) โดยนายสุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และคณะผู้บริหาร หารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีแนวทางการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้วยการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมรูปแบบ Cluster-Based Assessment ในลักษณะ กลุ่มพื้นที่ตำบล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

    ศาสตราจารย์ ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. กล่าวว่า สำหรับแนวคิดการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้วยการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแบบ Cluster-Based Assessment มีเป้าหมายเพื่อปรับรูปแบบการประเมินจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กรายแห่ง ไปสู่การประเมินในลักษณะ “กลุ่มพื้นที่ตำบล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบ Cluster” ผลการประเมินและข้อเสนอแนะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณ ลดความซ้ำซ้อนในการลงพื้นที่ของผู้ประเมินภายนอก สามารถเปรียบเทียบผลการประเมินระหว่างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในสังกัดเดียวกัน เพื่อนำไปสู่การยกระดับในการพัฒนาเชิงระบบและสร้างมาตรฐานคุณภาพที่เข้มแข็งให้กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในระดับท้องถิ่น ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา รวมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชนในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในสังคม 

    แนวทางการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รูปแบบใหม่นี้มีความแตกต่างจากการประเมินรูปแบบเดิม ด้วยการจัดกลุ่มศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกลุ่มละ 3–5 แห่ง เพื่อเข้ารับการตรวจเยี่ยมพร้อมกัน 2–3 วัน โดยมีผู้ประเมินภายนอกอย่างน้อย 2 คน วิเคราะห์ SAR ของทุกศูนย์ พร้อมประชุมออนไลน์กับผู้บริหารท้องถิ่นและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเพื่อสรุปแผนการตรวจเยี่ยม การลงพื้นที่ประเมินแต่ละแห่ง ตลอดจนสรุปผลด้วยวาจาเป็นคลัสเตอร์ เพื่อให้ได้บทสรุปเชิงระบบ และข้อค้นพบที่สามารถต่อยอดเป็นแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) สำหรับใช้เป็นฐานข้อมูลเปรียบเทียบคุณภาพในพื้นที่เดียวกันได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย สมศ. และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมีแผนการดำเนินงานการประเมินคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จะครอบคลุมศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจำนวน 11,219 แห่ง ในรูปแบบคลัสเตอร์ โดยจัดศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกลุ่มละ 3–5 แห่ง รวมกว่า 3,039 คลัสเตอร์

    สมศ. มองว่าแนวทางการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้วยการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแบบ Cluster-Based Assessment นี้จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย จุดสำคัญคือการยกระดับการประเมินคุณภาพภายนอก โดยผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถตั้งคำถามและพิจารณาอย่างรอบด้าน และช่วยให้การประเมินคุณภาพภายนอกมีความรวดเร็วขึ้น จะเห็นภาพรวมในลักษณะพื้นที่ตำบล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ช่วยให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มองเห็นทั้งมิติระดับจังหวัดและแนวทางพัฒนาเด็กปฐมวัยได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

    นายสุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
    มีความสำคัญต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย ในการส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน การสร้างรากฐานการศึกษา และการแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง ดังนั้นกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจึงเห็นถึงความสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในฐานะเป็นหน่วยงานที่ส่งเสริม สนับสนุน และกำกับดูแลให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กดำเนินงานได้อย่างมีคุณภาพตามมาตรฐาน ผ่านการจัดทำหลักสูตร แนวปฏิบัติ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือการพัฒนาเด็กปฐมวัยในระดับต่างๆ

    ดังนั้นเพื่อให้เกิดคุณภาพและการพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอย่างต่อเนื่อง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเห็นถึงความจำเป็นต้องมีแนวทางการประกันคุณภาพที่เหมาะสม ซึ่งการประชุมกับ สมศ. ในครั้งนี้เพื่อหารือถึงแนวทางการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้วยการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแบบ Cluster-Based Assessment ในการกำหนดจุดยืน ตลอดจนบูรณาการข้อมูลผลการประกันคุณภาพภายนอกจาก สมศ. เพื่อกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นขับเคลื่อนการพัฒนาเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    อีกประเด็นที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นให้ความสำคัญคือ การจัดสรรภาระงานของการตรวจประเมินที่แม้มีข้อเสนอให้ลดลง เพื่อลดภาระและความซ้ำซ้อน แต่มีข้อห่วงใยว่าหากไม่มีเกณฑ์หรือข้อกำหนดที่รัดกุม อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพการประเมินและมาตรฐานที่ตั้งไว้ได้ โดยที่ประชุมเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องหาจุดสมดุลระหว่างการลดภาระงานกับการรักษาคุณภาพในการประเมินคุณภาพ เพื่อให้ผลการประเมินคุณภาพสามารถสะท้อนภาพรวมได้อย่างถูกต้อง และเป็นข้อมูลที่หน่วยงานสามารถนำไปใช้พัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต่อไปได้จริง การประชุมครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้ได้มาตรฐานที่เข้มแข็งและนำผลการประเมินไปสู่การพัฒนาที่เป็นรูปธรรมต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/870148/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uaEkQqZ4HFEfl3dOvISG9

  • คุณสมบัติและเงื่อนไขใหม่ของการเป็นผู้ทำบัญชี (อัปเดตปี 2568) – คณะบัญชี

    คุณสมบัติและเงื่อนไขใหม่ของการเป็นผู้ทำบัญชี (อัปเดตปี 2568) – คณะบัญชี

    คุณสมบัติและเงื่อนไขใหม่ของการเป็นผู้ทำบัญชี

    โลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้วิชาชีพ “ผู้ทำบัญชี” ต้องปรับตัวตามไปด้วย ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่ยังรวมถึงกฎระเบียบและข้อบังคับที่เข้มข้นขึ้น บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกถึงคุณสมบัติและเงื่อนไขล่าสุดของการเป็นผู้ทำบัญชี เพื่อให้ผู้ที่สนใจในสายงานนี้ และผู้ประกอบการได้เตรียมตัวอย่างถูกต้องตามหลัก กฎหมายบัญชี ที่เกี่ยวข้อง

    รากฐานสำคัญ: กฎหมายที่ผู้ทำบัญชีต้องรู้ (พ.ร.บ.บัญชี)

    ก่อนจะก้าวสู่การเป็นผู้ทำบัญชีมืออาชีพ สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือกรอบของกฎหมายที่ควบคุมวิชาชีพนี้ หัวใจหลักคือ พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 (พ.ร.บ. 2543) ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทที่กำหนดหน้าที่ของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชี, ผู้ทำบัญชี, และสาระสำคัญของงบการเงิน เพื่อให้เกิดมาตรฐานและความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ

    ต่อมาได้มีการปรับปรุงแก้ไขโดย พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. 2547 (พ.ร.บ. 2547) ซึ่งได้จัดตั้ง “สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์” ขึ้นมาเพื่อกำกับดูแลและส่งเสริมมาตรฐานของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีโดยตรง ดังนั้น การทำความเข้าใจ พ.ร.บ.บัญชี ทั้งสองฉบับนี้จึงเป็นพื้นฐานที่ขาดไม่ได้สำหรับทุกคนในวงการ

    เจาะลึกคุณสมบัติหลักของผู้ทำบัญชีตามกฎหมาย

    ตามประกาศของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและข้อบังคับของสภาวิชาชีพบัญชี คุณสมบัติของผู้ทำบัญชีที่ต้องมีโดยสรุป มีดังนี้:

    • วุฒิการศึกษา: ต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับ ปริญญาตรีบัญชี หรือเทียบเท่าที่สภาวิชาชีพบัญชีรับรอง นี่คือเงื่อนไขที่สำคัญที่สุด
    • คุณสมบัติทั่วไป: มีภูมิลำเนาหรือถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักร, ไม่เคยต้องโทษในคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในวิชาชีพ และไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
    • การเป็นสมาชิกสภาวิชาชีพบัญชี: ต้องสมัครเป็นสมาชิกของสภาวิชาชีพบัญชี และปฏิบัติตามข้อบังคับและจรรยาบรรณอย่างเคร่งครัด
    • การขึ้นทะเบียน: ต้องขึ้นทะเบียนเป็น “ผู้ทำบัญชี” กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าผ่านระบบออนไลน์ และแจ้งข้อมูลการทำบัญชีให้กับธุรกิจต่างๆ ที่ตนรับผิดชอบ

    แนวโน้มและเงื่อนไขใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2568

    แม้กฎหมายหลักจะยังคงเป็น พ.ร.บ. 2543 และ พ.ร.บ. 2547 แต่โลกดิจิทัลทำให้เกิดการปรับตัวและคาดว่าภายในปี 2568 จะมีการเน้นย้ำในประเด็นต่อไปนี้มากขึ้น:

    • การพัฒนาความรู้อย่างต่อเนื่อง (CPD): จะมีการกำหนดหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีดิจิทัล, Data Analytics, และความปลอดภัยทางไซเบอร์ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชั่วโมง CPD ที่ต้องเก็บสะสมในแต่ละปี
    • ความสามารถด้านเทคโนโลยี: ผู้ทำบัญชีจะถูกคาดหวังให้มีความเชี่ยวชาญในการใช้โปรแกรมบัญชีคลาวด์ (Cloud Accounting) และเครื่องมืออัตโนมัติต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
    • จรรยาบรรณและความโปร่งใส: กฎระเบียบด้านการตรวจสอบและจรรยาบรรณจะเข้มข้นขึ้น เพื่อป้องกันการทุจริตและการตกแต่งบัญชีให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    การศึกษาคือใบเบิกทาง: ทำไมปริญญาตรีบัญชีจึงสำคัญ?

    จากคุณสมบัติข้างต้น จะเห็นได้ว่าวุฒิ ปริญญาตรีบัญชี ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็น “ข้อบังคับ” ตามกฎหมาย การเลือกสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพจึงเปรียบเสมือนการวางรากฐานที่มั่นคงให้กับอาชีพ

    ทำไมการเรียนปริญญาตรีบัญชีที่ ม.ศรีปทุม (SPU) จึงเป็นคำตอบ?

    ที่คณะบัญชี มหาวิทยาลัยศรีปทุม (SPU) เราเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของ กฎหมายบัญชี และความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ หลักสูตรของเราจึงถูกออกแบบมาเพื่อ:

    • สร้างนักบัญชีมืออาชีพ: สอนลึกถึงแก่นของมาตรฐานการบัญชีและ พ.ร.บ.บัญชี ที่เกี่ยวข้อง
    • พร้อมสำหรับโลกดิจิทัล: เน้นการเรียนรู้ผ่านโปรแกรมบัญชีชั้นนำและเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) ที่ใช้จริงในองค์กร
    • ประสบการณ์จริง: มีความร่วมมือกับบริษัทชั้นนำ เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ฝึกงานและเรียนรู้จากมืออาชีพตัวจริง

    คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

    Q1: ไม่จบปริญญาตรีบัญชีโดยตรง แต่จบบริหารธุรกิจ สามารถเป็นผู้ทำบัญชีได้หรือไม่?

    A: ไม่ได้ครับ ตาม กฎหมายบัญชี ปัจจุบันกำหนดคุณสมบัติขั้นต่ำไว้อย่างชัดเจนว่าต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าวุฒิ ปริญญาตรีบัญชี หรือวุฒิอื่นที่สภาวิชาชีพบัญชีให้การรับรองเทียบเท่าเท่านั้น

    Q2: ผู้ทำบัญชีต้องต่ออายุสมาชิกภาพกับสภาวิชาชีพบัญชีทุกปีหรือไม่?

    A: ใช่ครับ ผู้ทำบัญชีมีหน้าที่ต้องชำระค่าบำรุงสมาชิกภาพรายปี และต้องเข้ารับการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพบัญชี (CPD) ตามจำนวนชั่วโมงที่สภากำหนด เพื่อรักษาสถานะและสิทธิ์ในการเป็นผู้ทำบัญชีให้ถูกต้องตามกฎหมาย

    Q3: จะตรวจสอบข้อมูลกฎหมายบัญชีฉบับล่าสุดได้จากที่ไหน?

    A: แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือที่สุดคือเว็บไซต์ของหน่วยงานที่กำกับดูแลโดยตรง ได้แก่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และ สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ (TFAC) ซึ่งจะมีการประกาศอัปเดตข้อบังคับและ พ.ร.บ.บัญชี ต่างๆ อย่างเป็นทางการเสมอ

    โดยสรุป การเป็นผู้ทำบัญชีในยุคใหม่ต้องมีความพร้อมทั้งด้านความรู้ตามหลัก กฎหมายบัญชี และทักษะด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัย การเริ่มต้นด้วยการศึกษาในหลักสูตร ปริญญาตรีบัญชี ที่มีคุณภาพจากสถาบันที่เชื่อถือได้เช่น ม.ศรีปทุม (SPU) คือก้าวแรกที่สำคัญสู่ความสำเร็จในวิชาชีพที่ท้าทายและมีอนาคตสดใสนี้

    สนใจความรู้ด้านบัญชีและศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง สามารถพบกันได้ที่ คณะบัญชี มหาวิทยาลัยศรีปทุม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spu.ac.th/fac/account/76996&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lSnAJrcxb-s2otFmHHho7

  • นายกฯ “อนุทิน” ยืนยันรัฐบาล “ทำได้ ทำเป็น ทำดี” พร้อมร่วมงานกับทุกคน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน

    นายกฯ “อนุทิน” ยืนยันรัฐบาล “ทำได้ ทำเป็น ทำดี” พร้อมร่วมงานกับทุกคน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน

    นายกฯ “อนุทิน” ยืนยันรัฐบาล “ทำได้ ทำเป็น ทำดี” พร้อมร่วมงานกับทุกคน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน


    29/09/2568 | 11 |

    (29 กันยายน 2568) เวลา 11.00 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชั้น 2 อาคารรัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ เพื่อพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา  เป็นประธานการประชุม

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตอบคำถามถึงการทำงานของรัฐบาลที่ว่า “ทำได้ไหม ทำเป็นหรือเปล่า ทำดีหรือเปล่า” ยืนยันคำแถลงนโยบายรัฐบาล เป็นสิ่งที่ผ่านการกลั่นกรองมาแล้วว่า  “ทำได้เร็ว และต้องทำได้เลย”  นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีที่ได้คัดสรรมา ล้วนแต่เป็นผู้มีประสบการณ์ในวิชาชีพทุกๆ ด้านที่มี แม้แต่ผู้ที่ไม่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาก่อน ก็ได้ทำการตรวจสอบประวัติการทำงาน ประวัติศึกษา ยืนได้ว่ามีคุณสมบัติครบถ้วน สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน

    นายกรัฐมนตรียังยืนยันว่า ใช้เวลากว่า 10 ปีจนมาตำแหน่งนี้ ก็ต้องถือโอกาสนี้ทำดีที่สุด ให้เป็นเกียรติประวัติ เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศและประชาชน ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่ รัฐบาลจะได้แสดงผลงาน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ทำความเข้าใจกับรัฐมนตรีทุกคนแล้วว่า ไม่มีความกังวลใดๆ ไม่มีพรรค โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวให้ความเชื่อมั่นว่า ทุกคนในรัฐบาลคัดเลือกด้วยตัวเอง นอกจากคุณความดีที่แต่ละคนมี ความไว้เนื้อเชื่อใจจากประชาชน และผลงาน ความรู้ ประสบการณ์ รัฐบาลนี้เต็มไปด้วยบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ
     
    “คณะรัฐมนตรีทุกคนจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุด เพื่อให้เป็นเกียรติประวัติและเกิดประโยชน์แก่บ้านเมือง ทั้งนี้ รัฐบาลชุดนี้จะไม่มีการแบ่งพรรค แบ่งพวก แต่จะทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชน” นายกรัฐมนตรีกล่าว
     
    พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ในทุกขั้นตอน ทุกนโยบายและการดำเนินการจะต้องเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายและระเบียบที่ถูกต้อง โดยรัฐบาลพร้อมเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายสามารถเข้ามาตรวจสอบได้อย่างตรงไปตรงมา สำหรับแนวทางการทำงานทางการเมืองของรัฐบาลนั้น รัฐบาลจะทำงานร่วมกับสมาชิกรัฐสภาทุกคน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศและประชาชน พร้อมยืนยันว่ารัฐมนตรีทุกคนในรัฐบาลชุดนี้ทำงานโดยอิสระ ไม่อยู่ภายใต้การบงการจากใคร นอกจากนั้น ลักษณะของรัฐบาลปัจจุบัน นับว่าเป็น “รัฐบาลเฉพาะกิจ” ที่เข้ามาแก้ไขปัญหาและความเสียหายของประเทศ โดยมีกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าจะยุบสภาตามข้อตกลง (MOA) เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน

    “จากนี้ไปรัฐบาลนี้จะวางรากฐาน วางแนวทางแบบอย่างที่ดีในการที่จะเป็นรัฐบาลที่จะทำให้อนาคตของ ประชาธิปไตยมีความสดใส คิดเองและหารือกับ ครม. และรัฐสภา เพื่อทำประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชน”

    นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่า รัฐบาลชุดนี้ได้ยกเลิกการจัดตั้งคาสิโนและเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ที่มีการพนัน รวมถึงยกเลิกนโยบายแจกเงินดิจิทัล โดยมีจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่ใช้การพนันเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และจะไม่ปล่อยให้ประชาชนถูกมอมเมาด้วยอบายมุข ทั้งนี้ เชื่อมั่นว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันกับแนวทางดังกล่าว อีกทั้ง รัฐบาลชุดนี้มุ่งผลักดันนโยบายที่เป็นทางออกของประเทศ เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ในตอนท้าย นายกฯ ยืนยันว่า รัฐบาล และ ครม. ทุกคนที่ต้องทำงานอย่างหนัก จะผลักดันทุกนโยบายให้เป็นทางออกของประเทศ “ผู้ชนะจะเห็นทางออกในทุกปัญหา” 


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/2016/iid/427424&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3IOLUuN3OEJInExx71BM-Q